…วันนี้จะพามารีวิว Life ๑ Wireless จาก AP กันอีกสักครั้งนะครับ ซึ่งโครงการนี้ผมเคยทำรีวิวตึกเสร็จไปแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน แต่คราวนี้จะเป็นการพาไปเจาะลึกการออกแบบห้องตัวอย่างครับ ซึ่งจะมีทั้งห้อง 35 ตร.ม. ที่ถือเป็น Sixnature และขายดีที่สุดของโครงการนี้เลย กับห้อง 38 ตร.ม. ที่เรายังไม่เคยรีวิวกันมาก่อน โดยจะเป็นห้องเปล่าที่ผมจะช่วยเสนอไอเดียในการแต่งห้องแบบสนุกๆมาให้ดู พร้อมทั้งได้สาระความรู้จากการวิเคราะห์ห้องไปในตัวควบคู่กันไปด้วย จะเป็นอย่างไรเราไปชมกันครับ

Life ๑ Wireless (ไลฟ์ วัน ไวร์เลส) ณ วันที่ 7 กันยายน 2564

  • Life ๑ Wireless (ไลฟ์ วัน ไวร์เลส)
  • บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
  • LUXURY CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ในเขต : ปทุมวัน
  • คอนโด High Rise 43 ชั้น 1 อาคาร 1,344 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 39 ยูนิต
  • ที่จอดรถประมาณ 566 คันคิดเป็น 42% รวมจอดซ้อนคัน คิดเป็น 48%
  • ที่ดินประมาณ 4-2-47.1 ไร่
  • สถานะโครงการ : สร้างเสร็จพร้อมอยู่
  • Studio 24-28 ตร.ม.
  • 1 Bedroom 35-45 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms 63 ตร.ม.
  • ราคาเริ่มต้น 5.59 ล้านบาท (Promotion ของห้อง 1 Bedroom 35 ตร.ม.)
  • เว็บไซต์โครงการ : คลิกที่นี่


ทำเลที่ตั้ง :

“ถนนวิทยุ” ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในทำเลที่มีราคาซื้อขายที่ดินที่แพงที่สุดในไทยเลยก็ว่าได้ครับ ซึ่งเราจะเห็นโครงการระดับ Luxury ต่างๆเกิดขึ้นบนถนนเส้นนี้มากมาย มีทั้งที่ดินขนาดใหญ่ของเซ็นทรัลกรุ๊ป สถานฑูตอีกกว่า 22 ประเทศ และยังมี Mega Project ขนาดใหญ่เกิดขึ้นอีกหลายแห่ง

นำทีมโดยโปรเจคยักษ์ใหญ่ที่ใครๆก็รู้จักกันดีอย่าง One Bangkok และโรงแรมหรูอย่าง The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok และ Park Hyatt Bangkok แล้วหากพูดถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์บนถนนเส้นนี้ แน่นอนว่าเราคงรู้กันดีว่ามีแต่โครงการระดับ Super Luxury ขึ้นไปทั้งนั้นตามนี้เลยครับ

  • Life One Wireless ราคาเฉลี่ย 183,000 บาท / ตร.ม.
  • Q Chidlom – Phetchaburi ราคาเฉลี่ย 190,000 บาท / ตร.ม.
  • Noble Ploenchit ราคาเฉลี่ย 290,000 บาท / ตร.ม.
  • 28 Chidlom ราคาเฉลี่ย 350,000 บาท / ตร.ม.
  • Tonson One Residence ราคาเฉลี่ย 350,000 บาท / ตร.ม.
  • Scope Langsuan ราคาเฉลี่ย 490,000 บาท / ตร.ม.
  • 98 Wireless ราคาเฉลี่ย 730,000 บาท / ตร.ม.

ซึ่งหากใครกำลังมองหาคอนโดในย่านนี้อยู่ล่ะก็ จะเห็นได้ว่า Life ๑ Wireless เป็นหนึ่งโครงการที่ราคาจับต้องได้ง่ายที่สุดในตอนนี้เลยครับ ซึ่งผมคิดว่าในอนาคตเองก็คงหาคอนโดใหม่ที่มีราคาและทำเลบนถนนเส้นนี้แบบนี้ไม่ได้ง่ายๆแน่

โครงการ Life ๑ Wireless ตั้งอยู่ติดถนนวิทยุในย่านเพลินจิต ถนนเส้นสั้นๆที่เต็มไปด้วยโครงการระดับ Luxury และร้านค้าชื่อดังเต็มไปหมด รวมถึงอยู่ใกล้ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อย่าง Central Embassy และ Central Chidlom ที่เราสามารถไปเดินช้อปปิ้งชิลๆได้ทุกวัน ซึ่งนอกจากจะใกล้ทั้งรถไฟฟ้า BTS เพลินจิต 500 m. และทางด่วนเฉลิมมหานครแล้ว ความพิเศษของตำแหน่งที่ดินโครงการที่อยู่ติดกับคลองแสนแสบคือ จะมีท่าเรือสะพานวิทยุอยู่ด้านหน้าโครงการเลยครับ ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่มีตัวเลือกการเดินทางที่สะดวก และหลากหลายมากๆ

ซึ่งถ้าใครสนใจรายละเอียดโครงการ ก็สามารถคลิกเข้าไปอ่านรีวิวเจาะลึกกันได้ที่นี่เลยครับ >>> รีวิวตึกเสร็จ Life ๑ Wireless คอนโด High Rise 43 ชั้น ติดถนนวิทยุ จาก AP [รีวิวฉบับที่ 1956]

เพราะในบทความนี้เราจะมาพูดถึงแต่เฉพาะในส่วนของห้องพักอาศัยกัน พร้อมทั้งมีโปรโมชันและส่วนลดพิเศษจากทาง AP มาบอกต่อด้วย จะเป็นอย่างไรเราไปชมกันครับ


แบบห้อง 1 Bedroom 35 – 38 ตร.ม. ของโครงการ Life ๑ Wireless มีดีอย่างไร?

ทาง AP เคยตั้งใจไว้ว่าจะใช้โครงการแห่งนี้เป็นต้นแบบ ของแบรนด์ Life ที่อื่นๆครับ ดังนั้นนี่จึงเป็นโครงการแรกๆของเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน ที่มีการปรับฟังก์ชันใหม่ในหลายๆจุดเลย โดยหลักๆเค้าจะเน้นในเรื่อง “ความเป็นสัดส่วน” ของฟังก์ชันภายในห้อง และ “ช่องแสง” ที่ต้องสว่างและโปร่งโล่งเป็นหลัก ซึ่งจะสะท้อนออกมาในหลายๆจุดของแปลนห้อง อีกทั้งยังมีจุดขายพิเศษคือ วิวพื้นที่สีเขียวกว่า 150 ไร่ ของสวนมักกะสันอีกด้วย จะเป็นอย่างไรบ้างเราไปชมกันครับ

1 Bedroom ขนาด 35 ตร.ม. เป็นการผสมผสานกันระหว่างห้องหลายๆรูปแบบที่ออกมาได้ลงตัวดีทีเดียว คือเรายังได้ความโปร่งโล่งเหมือน Studio ที่มีพื้นที่เชื่อมต่อกัน แต่จะมีการแบ่งฟังก์ชันให้เป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น ด้วยประตูกระจกบานเลื่อนบริเวณตรงกลางห้อง อีกทั้งยังมีลักษณะคล้ายห้อง 1 Bedroom Plus ด้วยภายในห้องนอนจะมีการแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งทำเป็น Walk-in Closet หรือพื้นที่แต่งตัวขนาดใหญ่มาให้ครับ ซึ่งนับว่าถูกใจหนุ่มๆสาวๆที่ชอบการแต่งตัว และมีเสื้อผ้าเยอะๆแน่นอน รวมถึงเราอาจใช้ห้องนี้ให้กลายเป็นพื้นที่อเนกประสงค์อื่นๆก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงานช่วง WFH แบบนี้ หรือทำเป็นสตูดิโอถ่ายภาพ และอาจเอาไว้ใช้เป็นมุมไลฟ์ขายของเล็กๆในห้องก็ยังได้

อีกหนึ่งจุดเด่นของแบบห้องนี้คือเรื่อง “ช่องแสงภายใน” ซึ่งพื้นที่นั่งเล่นหน้าห้องจะได้รับแสงสว่าง ที่ส่องผ่านประตูกระจกบานเลื่อนตรงกลางห้องมา ก็เลยทำให้ภายในห้องดูโปร่งโล่งมากขึ้น อันนี้ผมคิดว่าหลายๆคนคงจะทราบดี แต่ที่น่าสนใจจริงๆคือ “ช่องแสงในห้องครัว” ซึ่งแสงจากบริเวณระเบียงจะส่องผ่านเข้ามาทางนี้ได้ เลยทำให้บริเวณกลางห้องจะไม่มืดหรืออึดอัดจนเกินไปนั่นเองครับ

โดยภาพรวมของห้องนี้จะเหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คนกำลังดี และอาจเป็นคนที่ไม่ค่อยได้รับแขกบ่อยๆนัก เพราะห้องที่โปร่งโล่งแบบนี้อาจต้องแลกมากับความเป็นส่วนตัวที่ลดลงไปบ้าง แต่เราก็ยังพอจะเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้อีกนิดหน่อย ด้วยการติดม่าน/ฉากกั้นต่างๆเพิ่มเติม และถ้าใครชอบทำครัวจริงจังล่ะก็ ทางโครงการก็มีการคิดเผื่อไว้ให้มีระยะสำหรับกั้นทำเป็นครัวปิดมาให้ด้วยนะครับ ซึ่งของจริงจะเป็นอย่างไรเราไปชมห้องตัวอย่างกันเลยดีกว่า

เริ่มกันที่ประตูทางเข้าห้องจะเป็นไม้บานทึบ ซึ่งพื้นห้องจะมีระดับที่อยู่สูงกว่าโถงทางเดินด้านนอกนิดหน่อย ทำให้เวลาแม่บ้านทำความสะอาดภายนอก ฝุ่นต่างๆก็จะไม่สามารถเข้ามาในห้องเราได้ง่ายๆนั่นเอง รวมถึงด้านหลังประตูจะมี Stopper ที่เป็นแม่เหล็กฝังอยู่ที่พื้นด้วย ซึ่งดูเรียบร้อยสวยงามและใช้งานได้ดีเลยทีเดียวครับ

สำหรับประตูเข้าห้องจะใช้เป็นระบบ Home Automation ที่สามารถสั่งการได้จาก AP COMMUNITY APPLICATION ซึ่งเป็นระบบเพื่อการใช้งานเข้าถึงพื้นที่ต่างๆภายในโครงการ ไม่ว่าจะเป็นทั้งภายในห้องพักของเราเอง และพื้นที่ส่วนกลางได้อย่างสะดวกสบาย และปลอดภัย โดยสามารถควบคุมผ่าน Application บนสมาร์ทโฟน ประกอบด้วย

  • Smart Access สมาร์ทโฟนจะเป็นเหมือนคีย์การ์ด ที่สามารถสั่งเปิด-ปิดประตูได้ตั้งแต่ประตูทางเข้าคอนโดมิเนียม และลิฟต์โดยสาร (อัพเดตให้ว่าปัจจุบันส่วนกลางจะมีระบบ Face Scan เข้ามาใช้ด้วยนะครับ)
  • Smart Home สามารถควบคุมการเปิด-ปิดประตูห้องพัก รวมถึงรองรับการเปิด-ปิดของระบบไฟฟ้าภายในห้อง (ไฟ 2 ดวงตรงพื้นที่นั่งเล่นหน้าห้อง)

อีกทั้งเครื่องปรับอากาศภายในห้องที่เป็นของยี่ห้อ SAMSUNG ก็ยังสามารถสั่งเปิด-ปิดผ่าน Application ได้เหมือนกันครับ แต่จะต้องใช้ Application แยกที่เป็นของซัมซุงโดยเฉพาะอีกที ซึ่งถ้าเราอยากกลับบ้านเปิดประตูเข้ามาแล้วเจอแอร์เย็นๆเลย ก็สามารถสั่งเปิดไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะกลับมาถึงห้องได้ครับ ถือว่าสะดวกสบายดีทีเดียวนะ

พื้นที่ส่วนแรกจะเป็น Common Area เห็นมั้ยครับว่า บริเวณหน้าห้องนี้จะไม่รู้สึกมืดหรืออึดอัดเลย เพราะเราจะได้แสงสว่างจากหน้าต่างในห้องนอน ที่ส่องผ่านประตูกระจกบานเลื่อนเข้ามานั่นเอง โดยความสูงจากพื้นถึงฝ้าจะอยู่ที่ 2.6 m. และปูพื้นด้วยไม้ลามิเนตที่ออกแนวโทนสีสว่างๆหน่อย เลยทำให้บรรยากาศห้องนี้ดูอบอุ่นและเป็นธรรมชาติมากขึ้นครับ

สำหรับระยะดูทีวีห้องนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2.1 m. สามารถใช้ทีวีขนาด 40 – 50 นิ้ว พร้อมกับชุดโซฟาขนาด 2 ที่นั่งแบบนี้ได้ครับ หรือเราอาจลดขนาดโต๊ะข้างๆนี้ลง เพื่อใช้เป็นโซฟาตัวยาวๆ 3 ที่นั่งเลยก็ได้ จะได้นอนดูทีวีได้สบายๆไปเลย รวมถึงยังใช้เป็นพื้นที่รับแขกได้อีกด้วย

ฝั่งตรงข้ามทางโครงการจะติดชั้นวางทีวีมาให้ครับ แต่ถ้าใครที่มีของเยอะหรืออยากใช้พื้นที่ให้คุ้มๆหน่อย ก็สามารถ Built-in ชั้นวางทีวีเป็นรูปตัว L/C ก็จะสามารถเก็บของได้ทั้งด้านบนและด้านข้างเพิ่มขึ้นอีกได้ครับ (ซึ่งตรงนี้เราจะต้องไปขอแบบก่อสร้างจากทางโครงการ เพื่อดูว่าเค้ามีโครงเหล็กตำแหน่งไหนให้เจาะยึดได้บ้าง เพราะผนังส่วนนี้จะเป็ผนังเบาของห้องน้ำนั่นเองครับ) ส่วนใต้ชั้นวางทีวีจะมีพื้นที่เหลือประมาณ 15 cm. ซึ่งใช้เป็นพื้นที่เก็บรองเท้าได้ โดยเราอาจหากล่องใส่รองเท้ามาใช้เพื่อให้ดูเรียบร้อย และเป็นระเบียบมากขึ้นก็ได้นะครับ

ส่วนด้านหลังโซฟาจะมีช่องว่างเล็กๆระหว่างเสาและผนัง กว้างประมาณ 15 cm. ซึ่งเราสามารถ Built ทำเป็นชั้นวางของที่พอดีกับพนักพิงโซฟา จะได้หยิบจับเวลานั่งดูทีวีได้สะดวก หรืออาจ Built-in ให้กลายเป็นชั้นวางของแบบเต็มผนังไปเลย ก็จะช่วยให้มีพื้นที่เก็บของเพิ่มขึ้นเยอะเลยครับ

ถัดมาบริเวณกลางห้องจะมีพื้นที่เหลือ ให้เราสามารถวางโต๊ะอเนกประสงค์ได้ครับ ซึ่งหลายๆคนก็อาจใช้เป็นพื้นที่นั่งทำงานในช่วง WFH แบบนี้ หรืออาจใช้เป็นมุมโต๊ะทานข้าวก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าใครที่มีการปรับขยายไปใช้โซฟาตัวใหญ่ขึ้น ก็อาจจะเหลือพื้นที่ส่วนนี้อีกเล็กน้อยพอให้วางตู้หรือชั้นวางของเล็กๆน้อยๆได้อยู่ครับ

แต่การทำเป็นโต๊ะทำงานแบบห้องตัวอย่างนี้ผมเองก็ว่าลงตัวดีนะ เพราะเป็นจุดศูนย์กลางของห้องที่ได้รับแสงสว่างเพียงพอต่อการทำงาน หรือจะหันไปดูทีวีด้านหลังเพื่อพักผ่อนในบางครั้งก็ได้เหมือนกันครับ

ในส่วนของห้องครัวเดิมทีเราจะได้เป็นครัวเปิด และเชื่อมต่อกับพื้นที่ห้องนั่งเล่นเพื่อความโปร่งโล่งแบบนี้ แต่ถ้าใครเป็นคนที่ชอบทำอาหารทานเองบ่อยๆ แล้วไม่อยากให้กลิ่นอาหารกระจายไปทั่วห้อง ก็สามารถกั้นผนังกระจกเพื่อทำเป็นครัวปิดเพิ่มเติมได้นะครับ (ทางโครงการเค้าคิดเผื่อระยะให้กั้นได้สบายๆ และเป็นสัดส่วนมาให้แล้ว) โดยเราอาจต้องเปลี่ยนฟังก์ชันโต๊ะทานอาหารที่อยู่ติดกับครัว มาใช้เป็นบริเวณโต๊ะอเนกประสงค์หรือหน้าทีวีเพื่อนั่งทานข้าวแทนครับ

จุดเด่นของห้องครัวคือ “ช่องแสง” ที่จะเชื่อมต่อกับพื้นที่อเนกประสงค์ในห้องนอน ซึ่งแสงสว่างจากบริเวณระเบียงจะสามารถส่องผ่านมาถึงตรงกลางห้องนี้ได้เลย ทำให้บริเวณส่วนนี้ไม่มืดทึบหรืออึดอัดจนเกินไปนัก ส่วนโต๊ะทานอาหารตรงนี้ของจริงเราจะไม่ได้นะครับ (ทางโครงการจัดมาให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น)

แต่ก็ถือเป็นตำแหน่งฟังก์ชันที่น่าสนใจ เพราะเราสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องกับพื้นที่ครัว หรือเพื่อเพิ่มพื้นที่ประกอบอาหารได้ โดยอาจใช้เป็นโต๊ะที่สูงเทียบเท่าหรือมากกว่าเคาน์เตอร์ครัว ให้กลายเป็นมุมบาร์สูงไว้เปลี่ยนอิริยาบถมานั่งทานข้าวชิลๆ หรือเปลี่ยนมุมทำงานจากนั่งโต๊ะธรรมดา มายืนพิมพ์งานบ้างตรงนี้ก็ได้นะครับ

สำหรับพื้นครัวจะมีการเปลี่ยนวัสดุปูพื้นมาเป็นกระเบื้องแกรนิตโต้ ซึ่งจะไม่กลัวน้ำและเช็ดล้างทำความสะอาดได้ง่ายครับ โดยจะมีพื้นที่ใช้งานกว้างประมาณ 1.25 x 1.5 m. สามารถยืนทำอาหารคนเดียวได้พอดีๆ และถ้าใครมีแฟนหรือสามี ก็ให้เค้ายืนช่วยอยู่ที่โต๊ะด้านนอกได้อีกจุดนึงครับ

ส่วนเคาน์เตอร์ครัวเค้าจะ Built มาให้แบบนี้เลยครับ โดย Top เคาน์เตอร์จะเป็นหินสังเคราะห์ ซึ่งจะหล่อมาเป็นแผ่นขนาดใหญ่แบบนี้ ไร้รอยต่อและมีรูพรุนน้อย จึงไม่ซึมซับน้ำให้เป็นรอยด่างได้ง่าย และยังทนทานมากขึ้นอีกด้วย สามารถดูแลรักษาได้ง่ายกว่าพวกหินแท้ด้วยซ้ำครับ

ส่วนหน้าบานตู้จะเป็นไม้ลามิเนตลายธรรมชาติ พร้อมกับติดตั้งระบบ Soft-Close เอาไว้ที่บานตู้ทุกชิ้นเลย ทำให้สามารถปิดตู้แรงๆได้ไม่มีการกระแทกเสียงดัง ซึ่งด้านในก็เก็บของได้เยอะเพียงพอสำหรับ 1 – 2 คนสบายๆครับ

Hob&Hood เป็นของ Teka ซึ่งเตาไฟฟ้าจะเป็นแบบ 2 หัว มาพร้อมกับกรุกระเบื้องแกรนิตโต้เป็น Blacksplash กันเลอะให้ที่ผนังเรียบร้อย เพื่อให้สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นครับ

และถ้าเราเปิดตู้ชั้นบนดูก็จะเห็นว่า ด้านบนของเครื่องดูดอากาศมีท่อที่จะดูดกลิ่นหรือควันไปปล่อยด้านนอก ซึ่งจะค่อนข้างดีกว่าแบบดูดหมุนเวียนภายในห้อง ที่จะต้องถอดไส้กรองออกมาล้างบ่อยๆครับ ส่วนช่องอื่นๆก็สามารถเก็บของได้พอสมควร

ติดกันจะเป็นจุดวางตู้เย็นขนาดประมาณ 60 x 65 cm. และจะมีความสูงจำกัดอยู่ที่ 1.8 m. เพราะด้านบนเค้าจะ Built ตู้เก็บของมาให้ยาวถึงตรงนี้เลยนั่นเอง

แต่สิ่งที่อยากจะแนะนำเพิ่มเติมก็คือ เวลาเราซื้อตู้เย็นอาจต้องเลือกตู้ที่เปิดหน้าบานไปทางด้านซ้ายแทน (หรือเปิดไปทางผนังฝั่งตรงข้ามกับครัว อันนี้แล้วแต่แปลนห้องนะ) เพื่อที่เวลาเปิดใช้งานจะได้หยิบจับของในตู้ออกมาทำอาหารตรงครัวได้ง่ายมากขึ้นนั่นเองครับ

ถัดมาจะเป็นห้องน้ำครับ โดยโครงการนี้จะใช้เป็นห้องน้ำสำเร็จรูปที่มาจากโรงงาน ซึ่งจะได้มาตรฐานเหมือนกันทุกห้องเลย และถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดปัญหาน้ำรั่วซึมลงไปชั้นอื่นๆของเพื่อนบ้านด้วยนั่นเอง

จุดสังเกตห้องน้ำสำเร็จรูปง่ายๆคือ พื้นห้องน้ำเค้าจะถูกยกระดับให้สูงขึ้นจากพื้นห้องขึ้นมา เพื่อที่จะเก็บพวกงานท่องานระบบต่างๆไว้ใต้พื้นได้ เวลาซ่อมแซมอะไรก็สามารถทำในห้องเราได้ง่ายๆเลยครับ

และอีกสิ่งหนึ่งที่อัพเกรดขึ้นมาจากโครงการเก่าๆก็คือ เค้ามีการเปลี่ยนวัสดุปิดผิวตรงธรณีประตูใหม่ จากเดิมที่เป็นพวก Stainless หรือแผ่นเหล็ก ซึ่งจะเป็นรอยด่างจากคราบน้ำหรือน้ำยาเคมีล้างห้องน้ำได้ค่อนข้างง่าย แต่ตอนนี้จะใช้เป็นหินเทียมสีสว่างแทน เวลามีคราบอะไรก็จะไม่ค่อยเลอะง่าย หรือมองไม่ค่อยเห็น และดูสะอาดตามากขึ้นครับ

ภายในห้องน้ำมีฟังก์ชันที่ครบครัน จัดแบ่งฟังก์ชันได้เป็นสัดส่วน และยังได้กระจกเงาบานใหญ่มากๆ เลยทำให้ภายในห้องดูกว้างมากขึ้นด้วยครับ โดยในแง่ของการใช้งานสำหรับคนที่ยังไม่เคยใช้ห้องน้ำสำเร็จรูปมาก่อน อาจมีความรู้สึกแปลกๆเหมือนเราเดินอยู่บนกล่องโปร่งๆนิดนึง (ใต้พื้นเป็นงานระบบ) แต่ผมยืนยันว่าแข็งแรงใช้งานได้ดี และนานๆไปเราก็จะชินไปเองครับ

อีกจุดนึงที่ผมอยากให้สังเกตคือ “ก้านโยกประตู” ซึ่งจะใช้เป็นแบบเดียวกับตรงทางเข้าห้องเลยครับ (ไม่ได้เป็นลูกบิดธรรมดาเหมือนโครงการทั่วไป) โดยจุดที่ผมชอบจริงๆคือ ลักษณะการเอียงองศาของมือจับ ที่จะเข้ากับรูปมือเวลาเราจับใช้งานได้เป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกสบายและใช้งานง่ายครับ รวมถึงยังใช้เป็นประตูลายไม้สวยงาม ถือว่าเค้าใส่ใจรายละเอียดค่อนข้างดีเลยทีเดียว

ฟังก์ชันแรกจะเป็นพื้นที่ส่วนเปียกขนาดประมาณ 1.3 x 1.5 m. และมีชุดสุขภัณฑ์จาก Kohler ประกอบด้วย อ่างล้างหน้าที่มีพื้นที่เก็บของด้านล่างในตัวได้ด้วย อย่างเวลาเราทำธุระอยู่ก็อาจใช้เป็นที่วางโทรศัพท์/หนังสือชั่วคราวก่อนได้ หรือถ้าจะวางของเยอะๆก็ยังมีผนัง Low Wall ด้านหลังที่กว้าง 15 cm. ให้ใช้งานได้ด้วยครับ ส่วนโถสุขภัณฑ์ก็ได้ตามนี้มาตรฐานนะ

พื้นที่อาบน้ำจะมีการกั้นกระจกนิรภัย Tempered Glass มาให้แล้วครับ ซึ่งเวลาแตกจะกลายเป็นเกล็ดเล็ก ๆ คล้ายเม็ดข้าวโพดและไม่มีคม จึงช่วยให้การใช้งานมีความปลอดภัยมากขึ้นครับ รวมถึงจะมีขอบยางที่ทำให้ปิดประตูได้สนิทดี น้ำไม่มีการไหลซึมออกไปเปียกด้านนอกแน่นอน ส่วนพื้นที่ยืนอาบก็จะกว้างประมาณ 1 x 1 m. สามารถใช้งานได้สะดวกครับ

และถ้าสังเกตดีๆเราจะเห็นลวดลายบนพื้นด้วย ซึ่งเกิดจากการสะท้อนแสงของกระเบื้องกรุผนัง ที่เป็นลักษณะเหมือนลอนคลื่น และตัดกับแสงไฟที่อยู่ด้านบน เลยทำให้เกิดลายบนพื้นสวยดีทีเดียวครับ

ภายในติดตั้ง Hand Shower ที่สามารถปรับระดับองศาขึ้น-ลงได้ตามต้องการ รวมถึงมีจุดให้วางสบู่หรือแชมพูเล็กๆด้วย

หรือถ้าใครมีอุปกรณ์อาบน้ำเยอะๆ ก็สามารถทำชั้นวางของเพิ่มเติมตรงช่องผนังเล็กๆด้านข้างได้นะครับ ซึ่งช่องนี้จะมีขนาดประมาณ 40 x 35 cm. และเราสามารถทำเป็นหลายๆชั้นได้เลย

ส่วนท่อระบายน้ำก็จะมี Detail การออกแบบที่น่าสนใจ คือผมเคยมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์บริษัท Siam Steel International Plc. เจ้าเดียวกับที่ทำห้องน้ำสำเร็จรูปนี้ให้กับ AP เมื่อ 1 – 2 ปีก่อน ซึ่งก็จะมีการพัฒนาและปรับปรุงห้องน้ำขึ้นมาเรื่อยๆในแต่ละโครงการ โดยจุดที่เค้าให้ความสำคัญมากๆก็คือ “ท่อระบายน้ำ” นี่แหละครับ

ซึ่งจะคำนึงถึงการใช้งานในระยะยาว ภายในจะมีสิ่งที่เรียกว่า P-Trap เป็นตัวช่วยกักเก็บน้ำให้ยังคงขังอยู่ภายในท่อ เพื่อกันกลิ่นหรือของเสียต่างๆไม่ให้ไหลย้อนกลับขึ้นมาด้านบน โดยเค้าได้มีการเพิ่มขนาดและปริมาณในการจุน้ำให้มากขึ้น เพื่อที่เวลาเราไม่อยู่บ้านนานๆท่อจะได้ไม่แห้งง่าย และช่วยป้องกันกลิ่นได้นานมากขึ้นนั่นเอง

ส่วนบนก็จะติดตั้งไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้าให้ 2 จุด รับรองว่าแสงสว่างเพียงพอต่อการใช้งานแน่นอน พร้อมกับมีพัดลมดูดอากาศมาให้ 1 ตัว ที่จะช่วยระบายอากาศไปสู่ภายนอกได้นั่นเองครับ

ก่อนจะเข้าสู่ห้องนอนจะมีประตูกระจกบานเลื่อนกั้นเอาไว้ อย่างที่ทุกคนเห็นครับว่ามันช่วยทำให้ห้องสว่างและโปร่งโล่งขึ้นได้จริงๆ ในขณะเดียวกันห้องนอนก็จะมีความเป็นส่วนตัวลดลงไปบ้าง

และหนึ่งในวิธีแก้ไขปัญหาฟังก์ชันนี้ก็คือ “การติดม่านเพิ่มเติม” โดยภาพเหล่านี้เป็นห้องตัวอย่างเดิมของโครงการนี้ ที่ผมถ่ายไว้เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งสามารถทำได้ง่ายและใช้งานได้สะดวกดีทีเดียวครับ คือเราเลือกได้เลยว่าต้องการความเป็นส่วนตัวระดับไหน เหมาะกับคนที่อาจมีแขกมาเยี่ยมหาที่ห้องบ่อยๆ แล้วไม่อยากเสียความเป็นส่วนตัวในห้องนอนนั่นเอง

กรอบประตูเป็นอะลูมิเนียมสีเทาเข้ม มีแถบผ้าสักกะหลาดรอบๆ บวกกับลักษณะการวางรางบนพื้นแบบนี้ ก็จะช่วยในเรื่องการเก็บเสียงและแอร์ที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียวครับ แต่รางที่พื้นก็อาจเก็บฝุ่นได้ง่ายด้วยเช่นกัน จึงต้องทำความสะอาดกันดีๆหน่อยนะ ส่วนกระจกที่เห็นก็จะเป็นแบบใสธรรมดาครับ

ภายในห้องนอนมีพื้นที่ใช้สอยกว้างกำลังดี สามารถวางเตียง 5 – 6 ฟุตแล้วยังมีพื้นที่ใช้งานรอบเตียงได้สะดวกครับ ซึ่งเราก็จะสามารถวางโต๊ะหัวเตียงได้ทั้ง 2 ฝั่ง และติดโคมไฟเอาไว้เพื่ออ่านหนังสือ/เล่นโทรศัพท์ก่อนนอนได้สบายๆ

อีกทั้งช่องแสงก็มีขนาดค่อนข้างใหญ่ครับ เราสามารถนอนชมวิวภายนอกจากบนเตียงนี้ได้สบายๆเลย ยิ่งตื่นมาตอนเช้าแล้วได้มองออกไปรับวิวพื้นที่สีเขียวกับ City View สวยๆของกรุงเทพล่ะก็นะ…ฟินอย่าบอกใคร

โดยจุดขายของโครงการนี้จะมีวิวสวยๆอยู่ 2 ฝั่ง (และยังมีตำแหน่งขายให้เลือกทั้งคู่ครับ)

  • ฝั่ง “Central Embassy” ซึ่งเป็นของห้องตัวอย่างที่กำลังรีวิวให้ดูอยู่ตอนนี้ อันนี้ผมขออุบไว้ก่อน ใครอยากเห็นก็สามารถเข้าไปชมกันที่ห้องตัวอย่างของโครงการได้เลยครับ สวยจริงทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน รวมถึงเรายังสามารถมองเห็นพื้นที่สีเขียวของปาร์คนายเลิศ ที่อยู่เยื้องๆกันได้ด้วย
  • ฝั่ง “สวนมักกะสัน” ที่เป็นพื้นที่สีเขียวกว่า 150 ไร่ที่อยู่ด้านหลัง ถือเป็นอีกหนึ่ง Highlight ที่ทางโครงการอยากนำเสนอ โดยฝั่งนี้เราค่อนข้างการันตีวิวได้ในระดับหนึ่งว่า จะไม่มีอาคารสูงขึ้นมาบังวิวเราในอนาคตแน่นอน เพราะเราจะอยู่ติดกับคลองแสนแสบ ทางด่วน และถัดไปก็เป็นพื้นที่ของวัดดิสหงษาราม (วัดมักกะสัน)

และถ้าใครชอบชมวิวมากๆล่ะก็ เราอาจหาโต๊ะทำงานตัวเล็กๆมาวางริมหน้าต่าง เพื่อนั่งทำงานไปและชมวิวภายนอกไปด้วยได้นะครับ ซึ่งเราอาจต้องขยับเตียงไปทางขวาอีกสักหน่อย เพื่อให้มีพื้นที่พอให้วางโต๊ะ/เก้าอี้ได้ หรือใครจะนั่งบนเตียงชิลๆไปเลยก็ไม่เลวนะ โดยช่องแสงหลักจะมีขนาดใหญ่ประมาณ 1.2 x 1.5 m. ทำให้สามารถชมวิวได้เต็มที่มากขึ้นแบบไม่มีกรอบบานมาบังสายตาเลยครับ

ส่วนข้างๆกันจะเป็นหน้าต่างบานกระทุ้งที่สามารถเปิดระบายอากาศได้ด้วย ซึ่งข้อดีของหน้าต่างบานกระทุ้งคือ เวลาฝนตกน้ำจะไม่ค่อยสาด หรือไหลย้อนเข้ามาในห้องได้ง่ายๆ เหมือนหน้าต่างแบบอื่นๆครับ (ถ้าไม่ตกหนักเป็นแบบพายุเข้าล่ะก็นะ อันนี้ผมเคยทดลองที่ห้องตัวเองมาก่อน)

นอกจากนี้ตรงปลายเตียงก็จะมีผนังทึบ ให้สามารถติดทีวีแขวนผนังเพิ่มเติมได้ เหมาะกับสาวๆหรือคนที่ชอบนอนดูซีรีย์เกาหลีก่อนนอนมากๆเลย และข้างๆกันก็จะมีประตูกระจกบานเลื่อน ที่กั้นส่วนของพื้นที่อเนกประสงค์เอาไว้เป็นสัดส่วนดีเลยทีเดียว แถมยังช่วยจำกัดพื้นที่ของแอร์ ไม่ให้ไหลออกไปสู่ฟังก์ชันที่ไม่ได้ใช้งานได้ดีอีกด้วย

โดยทางโครงการจัดออกมาเป็น Walk-in Closet ให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งก็เหมาะกับสาวๆที่อาจมีเสื้อผ้าหลายชิ้น และต้องการพื้นที่เสริมสวยแบบจริงจัง โดยลักษณะฟังก์ชันและการใช้งานของห้องนี้คล้ายกับห้อง 1 Bedroom Plus ที่เราจะมีพื้นที่อเนกประสงค์เพิ่มมาอีกห้องให้ใช้งาน เพียงแต่ห้องนี้จะอยู่ในส่วนของห้องนอนหลักแทนครับ (อาจไม่ได้เหมาะที่ทำเป็นห้องนอนเพิ่มอีกห้อง)

ภายในมีความกว้างประมาณ 2 x 2.4 m. โดยของจริงเราจะได้เป็นห้องเปล่านะครับ ซึ่งเราก็อาจปรับเป็นฟังก์ชันอื่นๆได้ตาม Lifestyle ของตัวเองได้ เช่น ถ้าเป็นผมที่เป็นคนเขียนรีวิวใช่มั้ย เวลาทำงานก็จะต้องการสมาธิและความเงียบมากๆ แล้วบังเอิ๊ญว่าแฟนดูหนังอยู่ด้านนอก เราก็อาจปลีกตัวมานั่งทำงานในห้องคนเดียวเงียบๆได้ครับ หรือบางคนก็อาจทำเป็นห้องสตูดิโอเล็กๆ ไว้ถ่ายรูปหรือไลฟ์ขายของที่บ้านในช่วง WFH แบบนี้ก็เหมาะเลยครับ

และไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานหรือแต่งหน้า แสงสว่างก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ซึ่งห้องนี้เค้าจะอยู่ติดกับระเบียงแบบนี้ เลยทำให้ได้แสงสว่างจากธรรมชาติที่เพียงพอในตอนกลางวันแน่นอนครับ

ระเบียงภายนอกกว้างประมาณ 2 x 0.8 m. สามารถออกมาใช้งานตากผ้าเล็กๆน้อยๆ หรือออกมายืนสูดอากาศและชมวิวได้นะครับ โดยเค้าจะแขวน Condensing Unit ไว้ที่ด้านบนทั้ง 2 เครื่องเลย ทำให้เรามีพื้นที่ด้านล่างเหลือให้ใช้งานเต็มที่ เช่น ทำเป็นสวนกระถางเล็กๆ หรือหาโต๊ะ/เก้าอี้มาวางก็ได้นะ


1 Bedroom ขนาด 38 ตร.ม. เป็นแบบห้องที่มีความเป็นส่วนตัวสูงมาก เพราะเค้าจะกั้นห้องนอนด้วยผนังทึบตรงกลางแยกจากห้องนั่งเล่นไปเลยครับ อีกทั้งยังเหมาะกับคนที่ชอบชมวิวมากๆอีกด้วย เพราะไม่ว่าจะเป็นพื้นที่นั่งเล่นและห้องนอน ก็จะอยู่ติดกับระเบียงหรือช่องหน้าต่างหมดเลย จึงทำให้สามารถชมวิวภายนอกได้เต็มที่นั่นเอง

โดยจุดเด่นของห้องนี้อีกอย่างก็คือ “หน้าต่างกระจกเข้ามุม (Bay Window)” ที่อยู่ภายในห้องนอน และยังมีระเบียงยาวแบบเข้ามุมด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้เราสามารถชมวิวได้กว้างมากขึ้นครับ ส่วนฟังก์ชันอื่นๆอย่างครัวบริเวณด้านหน้าห้อง ก็ยังมีการออกแบบเผื่อระยะให้สามารถกั้นทำเป็นครัวปิดได้เช่นเดิม พร้อมกับมีห้องน้ำที่เข้า-ออกได้ 2 ทาง ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานมากๆเลยครับ

ภาพรวมของห้องนี้จะเน้นไปที่เรื่อง “ความเป็นส่วนตัว และขนาดของพื้นที่ใช้สอยในแต่ละฟังก์ชัน” ที่กว้างขวางและโปร่งโล่งมากขึ้นจากห้องตัวอย่างก่อนหน้านี้ โดยได้มีการลดทอนในส่วนของพื้นที่อเนกประสงค์ออกไป เลยทำให้สามารถใช้ผนังทึบมากั้นห้องได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด และได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเยอะเลยครับ ซึ่งถ้าใครเป็นคนที่เน้นเรื่องวิว หรือชอบทำอะไรอยู่ริมหน้าต่างกับระเบียงห้องบ่อยๆ อันนี้แนะนำเลย ถือเป็นอีกแบบห้องที่ขายค่อนข้างดีไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

สำหรับห้องนี้ผมได้ข่าวหน้างานมาว่า เหลืออยู่เพียง 2 ยูนิตเท่านั้น (ลองสอบถามกับทางโครงการดูอีกครั้ง) ซึ่งนี่จะเป็นหนึ่งในห้องเปล่าของจริงที่เราจะได้ชมกันครับ โดยภายในพอเปิดประตูเข้ามาจะเจอกับ Common Area ขนาดใหญ่ที่กว้างไปถึงระเบียงเลยทีเดียว

พื้นที่ส่วนแรกจะเป็นครัวเปิดที่อยู่หน้าห้องครับ แต่อย่างที่บอกว่าเค้าออกแบบระยะห้องเผื่อไว้สำหรับคนที่ชอบทำอาหารจริงจัง และอยากกั้นทำเป็นครัวปิดเพื่อกันกลิ่นหรือควัน ไม่ให้ฟุ้งกระจายเต็มห้องก็สามารถทำได้

โดยพื้นส่วนครัวจะเป็นกระเบื้องแกรนิตโต้ทั้งหมดครับ ซึ่งรวมไปถึงบริเวณหน้าประตูทางเข้าห้องด้วยนะ ทำให้เวลาที่เราใส่รองเท้าเข้ามาถอดในห้อง ก็สามารถทำความสะอาดและเช็ดล้างได้ง่ายด้วยนั่นเอง

และเมื่อเราเปิดประตูมาแล้ว ด้านหลังของประตูจะมีพื้นที่เหลืออยู่ประมาณ 40 cm. ให้เราสามารถ Built-in ทำเป็นชั้นวางรองเท้าและตู้เก็บของเพิ่มเติมได้ ซึ่งถ้าใครที่มีรองเท้าเยอะๆล่ะก็ อยู่ห้องนี้เราจะมีพื้นที่เก็บอย่างเป็นสัดส่วนเพียงพอแน่นอนครับ

และฝั่งตรงข้ามจะเป็นเคาน์เตอร์ครัวที่เหมือนกับห้อง 35 ตร.ม. ก่อนหน้านี้เลยครับ ซึ่งมีขนาดพื้นที่เก็บของเพียงพอสำหรับการอยู่ 1 – 2 คนสบายๆ

โดยผนังทางด้านซ้ายเราอาจทำชั้นวางของ หรือแขวนพวกอุปกรณ์ทำครัวได้นะครับ รวมถึงอาจกรุกระเบื้องเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้ผนังห้องเลอะ และจะได้เช็ดทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ตรงกลางห้องจะมีพื้นที่ให้วางโต๊ะทานอาหารได้ครับ โดยเราอาจใช้เป็นโต๊ะธรรมดา หรือทำเป็นบาร์ทรงสูงไว้นั่งชิลๆก็ได้เช่นกัน ซึ่งโต๊ะตรงนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวแบ่งฟังก์ชันของครัว และพื้นที่นั่งเล่นให้ดูเป็นสัดส่วนมากขึ้นได้ด้วยครับ

และอีกหนึ่งไอเดียที่เห็นบ่อยๆในอินเตอร์เน็ตคือ การใช้โต๊ะพับที่แขวนซ่อนกับผนังหรือชั้นวางของได้ ถือเป็น Multi Function Furniture ที่ช่วยประหยัดพื้นที่ใช้งานได้เป็นอย่างดี เวลาที่ไม่ได้ใช้โต๊ะก็สามารถพับเก็บไว้ ซึ่งจะทำให้ห้องพักอาศัยดูโปร่งโล่งมากขึ้นเยอะเลยครับ

ถัดเข้ามาจะเป็นพื้นที่นั่งเล่นที่อยู่ติดกับระเบียง ซึ่งมีระยะดูทีวีเหลือเฟืออยู่ที่ประมาณ 3 m. สามารถใช้ทีวีขนาด 50 – 60 นิ้วได้เลยครับ โดยเราสามารถใช้ชุดโซฟาขนาดใหญ่ 3 ที่นั่ง หรืออาจเป็นโซฟารูปตัว L ไว้นอนดูหนังสบายๆ และรองรับเพื่อนๆหลายคนได้ด้วย รวมถึงอาจหาโต๊ะกลางมาเพื่อไว้นั่งกดคอมชิลๆ และดูวิวภายนอกไปด้วยแบบนี้ได้ครับ

ส่วนระเบียงภายนอกจะกว้างประมาณ 3.7 x 0.8 m. และยังเป็นระเบียงแบบเข้ามุมที่ทำให้ชมวิวได้เต็มที่มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งเราสามารถตากผ้าชิ้นใหญ่ๆได้ หรืออาจทำเป็นสวนกระถางสวยๆ พร้อมกับโต๊ะตัวเล็กๆ เอาไว้ออกมานั่งเล่นเปลี่ยนบรรยากาศจากในห้องได้นะครับ ยิ่งช่วง WFH ที่ไม่ค่อยได้ออกไปไหนแบบนี้ กลายเป็นว่าเราน่าจะมีโอกาสได้ใช้พื้นที่ส่วนนี้ได้บ่อยขึ้นแน่ๆครับ

สำหรับห้องนอนจะกั้นด้วยผนังทึบแยกออกไปเลย ทำให้เวลามีแขกมาหาก็จะยังไม่เสียความเป็นส่วนตัวครับ แต่เดี๋ยวเราจะเริ่มจากการไปดูห้องน้ำที่อยู่ติดกันก่อนนะ ว่ามีอะไรแตกต่างจากเดิมไปบ้างรึเปล่า

ภายในยังคงเป็นห้องน้ำสำเร็จรูปที่แบ่งฟังก์ชันเป็นสัดส่วนเหมือนเดิมครับ ที่เพิ่มเติมมาคือขนาดพื้นที่ใช้สอยที่กว้างมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย เลยทำให้ใช้งานได้สะดวกขึ้นนั่นเอง

จุดเด่นของห้องน้ำนี้คือ เราสามารถเข้า-ออกได้ 2 ทาง ทั้งจากบริเวณ Common Area ที่อยู่ด้านหน้าห้อง กับห้องนอนที่อยู่ติดกันข้างๆนี้ครับ จึงทำให้การใช้งานค่อนข้างสะดวกมากๆเลยทีเดียว อย่างเวลามีแขกจะใช้ห้องน้ำ ก็ไม่จำเป็นห้องผ่านห้องนอนของเราก่อนให้เสียความเป็นส่วนตัว หรือถ้าเราอยากอาบน้ำแต่งตัวก็ไม่ต้องเดินผ่านหลายฟังก์ชัน เป็นต้น

สำหรับพื้นที่ใช้งานส่วนแห้งจะกว้างประมาณ 1.45 x 1.8 m. และพื้นที่ยืนอาบน้ำ 1.25 x 0.9 m. สามารถใช้งานได้สบายๆ รวมถึงยังคงมีช่องที่อยู่ข้างๆ Hand Shower ที่กว้างประมาณ 29 x 29 cm. ให้เราได้ทำเป็นชั้นวางของเพิ่มเติมได้ด้วยครับ

สุดท้ายคือห้องนอนที่มีขนาดประมาณ 2.6 x 3.8 m. สามารถวางเตียง 5 – 6 ฟุตได้สบายๆ และมีพื้นที่รอบเตียงให้ใช้งานได้สะดวกครับ โดยจุดเด่นของห้องนี้คือ กระจกเข้ามุม (Bay Window) ที่จะช่วยให้มุมมองการชมวิวให้ห้องดูกว้างมากขึ้นนั่นเองครับ

อันนี้ผมลองทำกราฟฟิคประกอบมาให้ดูเป็นไอเดียนะ คือผนังหัวเตียงเค้าจะมีปลั๊กไฟติดเอาไว้เป็นไกด์ให้แล้วว่า เราจะต้องวางเตียงไว้บริเวณนี้แหละ ซึ่งเราอาจหาพวกโคมไฟหัวเตียงมาวางไว้ใช้ตอนกลางคืน รวมถึงสามารถขึ้น-ลงเตียงได้สะดวกทั้ง 2 ฝั่ง และบริเวณปลายเตียงก็ติดยังทีวีแขวนผนังเพิ่มเติมได้อีกด้วยนะครับ

และบริเวณหน้าห้องน้ำจะมีพื้นที่เหลือให้เราทำตู้เสื้อผ้า พร้อมกับโต๊ะเครื่องแป้งเพิ่มเติมได้ด้วย ซึ่งจะเห็นว่าฟังก์ชันของห้องนี้ค่อนข้างต่อเนื่องดีและใช้งานได้ง่ายมากๆ คือออกจากห้องน้ำมาก็ใส่เสื้อผ้าแต่งตัวได้เลย หรือจะลุกเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนก็ไม่ลำบาก

ส่วนมุมห้องตรงหน้าต่างจะมีพื้นที่ประมาณ 1.4 x 0.44 m. สามารถทำเป็นมุมนั่งทำงานอ่านหนังสือส่วนตัวได้นะครับ ซึ่งถ้าใครอยากนั่งทำงานแบบจริงจัง ก็อาจหาพวกโต๊ะที่ขนาดพอดีๆกับพื้นที่มาใช้งานได้ สามารถทำงานไปและชมวิวได้ไปด้วยได้ครับ หรือสำหรับสายชิลๆหน่อยก็อาจใช้เป็น BigBag หรือโซฟาอเนกประสงค์ตัวเล็กๆ มาวางไว้เพื่อนั่งเล่นไอแพด และอ่านหนังสือในมุมส่วนตัวนี้ก็ได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าจัดดีๆล่ะก็คงเป็นมุมที่น่าใช้งานไม่น้อยทีเดียว


ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 7 กันยายน 2564

  • ห้อง 1 Bedroom ขนาด 35 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 5.59 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 159,714 บ./ตร.ม.
  • ห้อง 1 Bedroom ขนาด 38 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 6.19 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 162,895 บ./ตร.ม.
  • รูปแบบการขาย Fully Fitted
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน 2.6 เมตร
  • Kitchen & Sink / ท็อปหินสังเคราะห์
  • Hob & Hood / ของยี่ห้อ Teka
  • ค่ากองทุน 500 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง 50 บาท/ตร.ม./เดือน
  • Promotion ปัจจุบัน (13/9/2564)
    – รับคืน สูงสุด 1 ล้าน*
    – จองเพียง 5,000 บ.
    – Free เงินดาวน์
    – Free ทุกค่าใช้จ่ายวันโอน
    – Free กองทุน


บทสรุปส่งท้าย

…เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับแบบห้องโครงการ Life ๑ Wireless ที่ผมนำมาฝากกันในวันนี้ อย่างที่ผมเกริ่นไปในตอนต้นแล้วว่า โครงการแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งคอนโดสร้างเสร็จพร้อมอยู่ ที่มีราคาจับต้องได้ง่ายที่สุดบนถนนวิทยุในช่วงนี้แล้ว ซึ่งหากใครที่กำลังมองหาห้องพักอาศัย 1 Bedroom ที่อยู่สบาย ฟังก์ชันเป็นสัดส่วน ได้ช่องแสงเยอะ และมองเห็นวิวพื้นที่สีเขียวของสวนมักกะสันได้ด้วย โครงการนี้ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย นี่ยังไม่รวมพวกส่วนกลางและบรรยากาศโครงการ ที่ผมเคยพาไปรีวิวมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน ยอมรับว่าทำออกมาได้ดี และเป็นเอกลักษณ์มากๆครับ (ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังสวยเหมือนใหม่อยู่เลย)

และเพิ่มเติมในส่วนที่ผมเคยบอกไปว่า โครงการแห่งนี้มีขนาดใหญ่และมีจำนวนยูนิตค่อนข้างเยอะ กรณีที่ลูกบ้านอยู่เต็มจริงก็อาจมีความหนาแน่นประมาณนึง ซึ่งอันนี้ผมยังคงยืนยันคำเดิมนะ …แต่ ณ ปัจจุบันต้องยอมรับว่า คนที่ซื้อโครงการนี้ส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนซะเยอะ และเน้นหนักไปทางซื้อเกร็งกำไรมากกว่าปล่อยเช่า คือซื้อไว้เฉยๆและไม่ค่อยได้มาอยู่สักเท่าไหร่ เลยทำให้บรรยากาศโครงการจริงๆ ตอนนี้ค่อนข้างเงียบสงบ ถึงแม้จะขายไปแล้วกว่า 90% แต่ก็มีคนอยู่ประจำจริงๆประมาณ 20 – 30% เท่านั้น (อันนี้เป็นข้อมูลจากที่โครงการเล่าให้ฟัง และผมก็คอนเฟิร์มด้วยตัวเองส่วนหนึ่งด้วย เพราะเคยไปหาเพื่อนที่นี่บ่อยเหมือนกันครับ)

โดยตอนนี้ทาง AP ก็ได้จัดโปรโมชันและส่วนลดพิเศษที่ค่อนข้างน่าสนใจ คือฟรีค่าใช้จ่ายต่างๆ และยังมีส่วนลดให้อีกต่างหากด้วยครับ ซึ่งเราก็สามารถนำเงินส่วนต่างเหล่านี้ไปแต่งห้องเพิ่มเติมได้เต็มที่เลยนะ และกระซิบดังๆว่า ห้อง 1 Bedroom 35 ตร.ม. ที่เป็นราคาเริ่มต้น 5.59 ล้านบาท เป็นห้องในตำแหน่งที่เห็นวิวสวนมักกะสันได้จริง ซึ่งหากใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปชมห้องตัวอย่างที่โครงการได้ทุกวันเลยครับ


ThinkofLiving มี LINE Official Account แล้วนะ
ไม่อยากพลาดข้อมูลข่าวสารก็ Add เลย > https://lin.ee/svACOxc