รีวิวตึกเสร็จ Life ๑ Wireless คอนโด High Rise 43 ชั้น ติดถนนวิทยุ จาก AP [รีวิวฉบับที่ 1956]

รีวิวฉบับที่ 1956 … เมื่อ 2 ปีก่อน โครงการ Life ๑ Wireless จาก AP ได้ sold out ไปอย่างรวดเร็ว หลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน เพราะทำเลดี ติดถนนวิทยุ เดินทางสะดวก ทั้งใกล้ทางด่วนและมีรถไฟฟ้า BTS เพลินจิต เพียง 500 m. ส่วนตัวโปรดักส์จัดส่วนกลางออกมาได้สวยงาม น่าใช้งานมากเลยทีเดียว ซึ่งของจริงเมื่อสร้างเสร็จแล้วจะเป็นอย่างไร เราไปชมพร้อมๆกันเลยครับ

ข้อมูลโครงการ

Fact @ 1 October 2019

  • Life ๑ Wireless (ไลฟ์ วัน ไวร์เลส)
  • บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
  • LUXURY CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ในเขต : ปทุมวัน
  • คอนโด High Rise 43 ชั้น 1 อาคาร 1,344 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 39 ยูนิต
  • ที่จอดรถประมาณ 566 คันคิดเป็น 42% รวมจอดซ้อนคัน คิดเป็น 48%
  • ที่ดินประมาณ 4-2-47.1 ไร่
  • เริ่มก่อสร้าง : Q3 ปี 2017
  • สร้างเสร็จพร้อมอยู่ : Q4 ปี 2019
  • Studio 24-28 ตร.ม.
  • 1 Bedroom 35-45 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms 63 ตร.ม.
  • ฝ้าเพดานสูง 2.6 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 3.88 ล้านบาท (ราคา Studio 24 ตร.ม. จาก BC)
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรทั้งโครงการ 183,000 บาท/ตร.ม. (ราคา Resale ปัจจุบัน)
  • เพิ่มเติมข้อมูลทำเลรอบๆ BTS ได้ที่: มองหาทำเลน่าอยู่ใกล้รถไฟฟ้า: BTS เพลินจิต
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่

ทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 13.747913, 100.548428
หรือสามารถ :  คลิกที่นี่

แผนที่จากทางโครงการครับ

“ถนนวิทยุ” เป็นถนนเส้นสั้นๆที่เชื่อมต่อระหว่างถนนเพชรบุรี ถนนเพลินจิต ไปจนถึงถนนพระราม 4 โดยช่วงถนนที่โครงการตั้งอยู่นั้นคือ เพชรบุรี – เพลินจิต ซึ่งเป็นทาง one way มุ่งหน้าไปถนนเพชรบุรี สามารถไปขึ้นทางด่วนเฉลิมมหานครเพื่อไปบางนา – ดาวคะนอง ได้ง่ายๆครับ และนอกจากนี้บริเวณหน้าปากซอยยังมีรถไฟฟ้า BTS เพลินจิต ตั้งอยู่อีกด้วย ซึ่งอยู่ห่างจาก BTS สยาม เพียงแต่ 2 สถานีเท่านั้น สามารถไป Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีลม เข้าเมืองไปทางสีลม – สาทร ก็ได้อีกเช่นกัน

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความอุดมสมบูรณ์แล้ว ก็นับว่าทำเลนี้ยังเป็นย่านใจกลางเมืองที่คึกคักมากครับ มีห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้ๆหลายแห่ง อย่างตรงปากซอยที่แยกเพลินจิตก็จะมีทั้ง Wave Place,  HomePro และ Central Embassy ที่พอจะอยู่ในระยะเดินถึงได้สบายๆ  หรือถ้าอยากขับรถไป ก็สามารถใช้ถนนเพชรบุรี เพื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนชิดลมที่อยู่ถัดออกไปอีกซอยได้ง่ายๆ เพราะด้านหน้าจะมี Central ชิดลม ให้ได้เดินช้อปปิ้งกันครับ หรือใครจะเลี้ยวไปทางถนนพระราม 1 เพื่อเลยไปสยามก็ได้นะ แต่ถ้ากลัวรถติดหรือไม่อยากเสียเวลาวนหาที่จอดรถ ก็อย่าลืมว่าเรายังมีรถไฟฟ้าเมื่อสักครู่นี้อยู่ด้วย รวมถึงยังเป็นแหล่งที่มีอาคารสำนักงานใหญ่ๆหลายแห่งตั้งอยู่ ทั้ง Park Ventures และอาคารวานิช เป็นต้น

แต่สิ่งที่ทำให้ถนนวิทยุเส้นนี้แตกต่างจากถนนเส้นอื่นๆ คือเป็นถนนที่มีสถานทูตอยู่ค่อนข้างเยอะเลยครับ แน่นอนว่าสถานที่เหล่านี้ย่อมมีการดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี แค่ระหว่างทางที่เราเดินจาก BTS มายังโครงการ ก็ต้องผ่านสถานทูตถึง 2 แห่งแล้วครับ ทำให้เป็นเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัย แล้วโครงการยังได้วิวเปิดโล่งที่สวยๆอีกด้วย ซึ่งทุกคนจะได้เห็นบรรยากาศจริงกันในพาร์ทต่อๆไปครับ

ถึงแม้ BTS เพลินจิต จะไม่ได้ตั้งอยู่หน้าปากซอยเลยซะทีเดียว แต่ก็มี Sky Walk ให้เดินมาลงที่แยกเพลินจิตได้ครับ รวมถึงยังมีทางเชื่อมเข้ากับตัวห้างสรรพสินค้า และอาคารสำนักงานบริเวณนั้นได้เลยอีกด้วยนะ โดยถ้าวัดระยะเดินจากสะพานลอยมาจนถึงหน้าโครงการก็ประมาณ 500 m. ซึ่งยังเป็นระยะที่เดินได้สบายๆอยู่ครับ หรือใครจะนั่งวินมอไซค์ก็ได้นะ เพราะถนนช่วงนี้จะมีวินมอไซค์ตั้งอยู่ทุกๆ 100 – 200 m. เลยครับ และอีกตัวเลือกหนึ่งในการเดินทางคือ “ท่าเรือสะพานวิทยุ” ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการ สามารถนั่งไปประตูน้ำ – บางกะปิ ได้โดยไม่ต้องเสียเวลารถติดบนท้องถนนเลยครับ

อีกอย่างที่ถือเป็นข้อดีเพิ่มเติมของโครงการนี้คือ จะมีประตูออกทางด้านหลังเพิ่มอีก 1 ช่องทาง ที่จะมาออกยัง “ซอยนายเลิศ” ซึ่งทำให้เราสามารถขับรถย้อนกลับมาออกถนนเพลินจิต แล้วเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปทางดินแดง -แจ้งวัฒนะได้เลย โดยไม่ต้องถูกทาง one way บนถนนวิยุบังคับให้ต้องเสียเวลาไปอ้อมไกลครับ ซึ่งการเดินทางในวันนี้ผมก็จะเดินจาก BTS เพลินจิต เพื่อให้ได้ชมบรรยากาศของถนนวิทยุกันไปในตัวด้วยครับ จะเป็นอย่างไรเราไปชมกันเลย

เริ่มต้นกันที่สถานี BTS เพลินจิต ให้เราใช้ทางออกที่ 5 ครับ (หรือตามป้ายทางออก 1 – 2 นั่นแหละครับ)

เมื่อเดินมาเรื่อยๆจะเจอทางแยกนะ ด้านซ้ายคือทางเชื่อมต่อไปยัง Park Ventures ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ แต่เส้นทางไปยังโครงการของเราก็ให้เดินตรงไป ตามป้ายบอกทางออกที่ 5 ครับ

ซ้ายมือเราจะเจอทางเชื่อมที่สามารถเดินเข้า Wave Place / HomePro ซึ่งเราสามารถแวะเดินตากแอร์ และซื้อของใช้ก่อนเข้าบ้านได้นะ หรือจะใช้เส้นทางนี้เพื่อลงบันไดเลื่อนที่อยู่ในห้างแบบสบายๆก็ได้ แต่ถ้าเดินเลยทางเชื่อมมาอีกหน่อยก็จะมีสะพานลอยให้ลงไปยังแยกเพลินจิตได้โดยตรงครับ แล้วถ้าใครอยากเดินช้อปปิ้งห้างหรูๆที่ใกล้ที่สุด ก็จะมีทางเชื่อม Sky Walk เข้าสู่ห้าง Central Embassy ได้โดยตรงอีกด้วย

และเมื่อเราลงสะพานลอยมา ก็จะมีวินมอไซค์คอยบริการอยู่ด้านล่างเลยครับ สามารถนั่งไปยังโครงการได้ด้วยราคา 10 บาทเท่านั้นเอง

แต่ถ้าใครที่ขยันเดินออกกำลังกายหน่อย ก็ให้เราเดินเลี้ยวขวาเดินเลียบตัวห้าง Wave Place มาได้เลยครับ

บรรยากาศระหว่างทางจะมีต้นไม้ขึ้นเยอะ ช่วยให้ร่มเงาได้ดี เดินตอนกลางวันนี่แดดไม่ร้อนเลยครับ ทางเดินก็กว้าง ทำให้เดินได้สบาย แล้วเมื่อเราเดินเข้ามานิดนึงก็จะเจอกับ สถานทูตสหราชอาณาจักรอยู่ทางซ้ายมือครับ ซึ่งทุกคนเห็นมั๊ยครับว่า ที่ด้านหน้าจะมีพี่ยามคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็ย่อมปลอดภัยไปด้วยเช่นกัน

เดินตรงมาอีกหน่อยก็จะเจอกับวินมอไซค์แห่งที่ 2 ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าฮอลิเดย์แมนชั่นครับ

ถัดมาก็จะเจอสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์อีกแห่งครับ ซึ่งเค้าก็จะมียามคอยดูแลอยู่ตรงป้อมเช่นกันนะ (ตอนถ่ายรูปนี่มองผมใหญ่เลย แต่คงดูออกแหละว่ามารีวิว เลยรอดไป)

ใกล้จะถึงโครงการแล้วครับ ฝั่งตรงข้ามเราจะเจอกับบ้านปาร์คนายเลิศ ซึ่งด้านในจะมีทั้ง Museum, Wellness Center และร้านค้าร้านอาหารต่างๆครับ

ถัดมาเป็นซอยนายเลิศครับ เป็นซอยที่ผมบอกในตอนต้นว่า ด้านหลังโครงการจะมีทางออกมายังซอยนี้ได้ ทำให้เราสามารถไปขึ้นทางด่วนได้ โดยไม่ต้องถูกทาง one way บังคับให้ไปอ้อมไกล ส่วนถ้าใครที่จะนั่งวินมอไซค์ไปขึ้น BTS ก็สามารถนั่งวินตรงปากซอยนี้ได้นะ เพราะซอยนายเลิศจะไปโผล่ตรงใต้สถานีพอดีเลยนั่นเองครับ

แล้วพอเราเลยซอยนายเลิศมาหน่อยเดียว ก็จะเจอกับที่ตั้งโครงการทางขวามือครับ ซึ่งด้านหน้าคือสะพานวิทยุพอดีเลย

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะครับ

บริบทโดยรอบโครงการ ถ้าเป็นทางทิศใต้และตะวันออกจะได้วิวที่เปิดโล่ง ไม่มีตึกสูงขึ้นบังเลยครับ แต่ถ้าเป็นทางทิศเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือ จะมีอาคารสำนักงานและโรงแรมที่เป็นตึกสูงบังวิวอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระยะประชิดมากนัก อีกทั้งลักษณะของผังอาคารจะวางตัวตึกเฉียงๆกับที่ดินหน่อย เพื่อเปิดรับวิวให้ได้มากที่สุดนั่นเอง สามารถสรุปได้ดังนี้

ด้านทิศเหนือ ติดกับ คลองแสนแสบ ถ้าเป็นชั้นที่ไม่สูงมากจะมองเห็นสวนของโครงการได้ด้วยครับ ฝั่งตรงข้ามเป็นอาคารวิทยุ คอมเพล็กซ์สูง 38 ชั้น ซึ่งมีระยะห่างออกไปประมาณ 80 ม. (ภาพนี้เป็นวิวห้องตัวอย่างชั้น 19 ครับ)

ด้านทิศใต้ เป็นทิศที่ได้วิวดีที่สุดของโครงการ เพราะจะสามารถมองเห็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ บนที่ดินของสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์กับสถานทูตสหราชอาณาจักร และที่ดินของเครือนายเลิศได้ รวมถึงระยะไกลจะทองเห็น City View และห้าง Central Embassy ได้อีกด้วย

และถ้าลองก้มลงดูด้านล่าง ติดกันจะเป็นอาคารสูง 2 – 5 ชั้นครับ แต่ความจริงแล้วทิศฝั่งนี้จะมีโครงการของ Nobel เกิดขึ้นในอนาคตด้วยนะครับ

ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับโครงการจะเป็นทางพิเศษเฉลิมมหานคร ที่เทียบกับความสูงอาคารอยู่ที่ประมาณ 7 ชั้น ซึ่งชั้นไม่สูงมากก็อาจได้ยินเสียงรถอยู่บ้างพอสมควรครับ แต่ก็ทำให้ไม่มีตึกสูงมาบังวิวในระยะประชิดแน่นอน รวมถึงได้ City View ฝั่งนานา – อโศก ไปเต็มๆ

ด้านทิศตะวันตก เป็นด้านหน้าโครงการ ติดกับถนนวิทยุและมองเห็นคลองแสนแสบ ฝั่งตรงข้ามเป็นบ้านปาร์คนายเลิศ และขวามือจะเป็นอาคารวานิชสูง 42 ชั้น ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 150 – 200 m.

มาเดินดูรอบๆโครงการกันครับ โดยเริ่มจากด้านหน้าถนนจะมีท่าเรืออยู่ใต้สะพานแบบนี้

ซึ่งเราสามารถนั่งเรือนี้เพื่อไปห้างเดินห้างแถวประตูน้ำ หรือจะไปรามคำแหง – บางกะปิเลยก็ได้ครับ ไม่ต้องเสียเวลารถติดบนท้องถนน หรือไปต่อรถสาธารณะทางบนหลายต่อ

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้เส้นทางนี้ในการเดินลอดใต้สะพาน เพื่อข้ามถนนมาอีกฝั่งได้อีกด้วยนะ (ตอนกลางวันพอจะโอเคครับ แต่ตอนกลางคืนนี่ผมว่าน่าจะมืด น่ากลัวไปหน่อย)

เราข้ามมาอีกฝั่งกันแล้วนะ งั้นลองมองย้อนกลับมาดูที่โครงการกันสักหน่อย ซึ่งตัวอาคารจริงๆจะอยู่ร่นเข้าไปจากถนนวิทยุอยู่พอสมควร ทำให้ขึ้นตึกสูงๆได้

ด้านขวาฝั่งเดียวกับโครงการจะไม่มีตึกสูงอยู่ในระยะประชิดเลยครับ มีอีกทีคืออยู่ปากซอยติดถนนเพลินจิตเลย

แต่ถ้าเป็นฝั่งตรงข้ามกับโครงการหรือทางขวามือของผมนี้ จะเป็นบ้านปาร์คนายเลิศครับ ซึ่งอย่างที่บอกว่าเค้ามีพื้นที่ขนาดใหญ่มาก และด้านในก็ยังแบ่งออกเป็นหลายๆโซน ซึ่งคนภายนอกสามารถมาใช้บริการกันได้นะ

โดยโซนที่ผมคิดว่าเราน่าจะได้มาใช้งานบ่อยๆ คืออาคารด้านหน้าสุด ที่จะมีพวกร้านค้า ร้านอาหาร และร้านกาแฟ Stabucks โดยเฉพาะมี Villa Healthy Store ที่เป็นร้านสะดวกซื้อคล้ายๆกับ Tops ซึ่งจะมีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศจายด้วยนะ

ส่วนทางด้านซ้ายของโครงการจะเป็นอาคารวิทยุ คอมเพล็กซ์สูง 38 ชั้น และถัดไปเป็นโรงแรมอะเดรียติค พาเลซ สูง 33 ชั้น ส่วนฝั่งเดียวกับผมทางซ้ายมือนี้จะเป็นอาคารวานิช สำนักงานสูง 42 ชั้นครับ

งั้นเราลองเดินข้ามสะพานไปดูอาคารวานิชกันสักหน่อยนะครับ

ด้านล่างของอาคารสำนักงานก็จะมีทั้งร้านกาแฟ ธนาคาร รวมถึงมี Food Court อีกด้วย ซึ่งคนภายนอกก็สามารถมาใช้บริการได้ครับ

แต่ถ้าเราเดินเลยอาคารวานิชมาที่แยกวิทยุ – เพชรบุรี ก็จะเจอวินมอไซค์อีกจุดหนึ่งนะ ราคาก็ตามนี้เลย

แล้วถ้าเราขับรถมา เลี้ยวซ้ายก็จะไปทางชิดลม – ประตูน้ำ – พญาไท แต่ถ้าเราเลี้ยวขวาก็จะสามารถขึ้นทางด่วนไปบางนา – ดาวคะนอง ได้เลยครับ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • Park Venture ~ 550 ม.
  • Central Embassy ~ 650 ม.
  • โรงแรม Plaza Athenee/ Athenee Tower ~ 750 ม.
  • Central Chidlom ~ 850 ม.
  • All season place ~ 1 กม.
  • โรงเรียนมาแตร์เดอี ~ 1 กม.
  • สถานฑูตอเมริกา ~ 1.3 กม.
  • โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ~ 1.4 กม.
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ~ 3.4 กม.
  • Q.house ลุมพินี ~ 3.7 กม.
  • สวนลุมพินี ~ 3.9 กม.

รายละเอียดโครงการ

โครงการ Life ๑ Wireless เป็นอาคาร High Rise สูง 43 ชั้น ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 4-2-47.1 ไร่ และมีจำนวนยูนิต 1,344 ห้อง ถือว่าค่อนข้างเยอะพอสมควรเลยทีเดียวครับ ตัวโครงการอยู่ติดกับถนนวิทยุ ซึ่งนานๆเราจะเห็นคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมาสักครั้ง และส่วนใหญ่ก็จะเป็นโครงการระดับ LUXURY ขึ้นไปทั้งหมดอีกด้วย เพราะที่ดินแถวนี้มีราคาแพงมากนะ โดยภายนอกอาคารมีลักษณะ Modern และใช้โทนสีเข้มที่ทำให้ดูทันสมัย ภายในมีการจัดพื้นที่ส่วนกลางกระจายอยู่หลายชั้น ตั้งแต่ชั้น 1 ชั้น 10 และชั้น 42 – 43 ซึ่งลูกบ้านสามารถขึ้นมาชมวิวโดยรอบได้อย่างเต็มที่ครับ

มาดู Master Plan ของโครงการกันก่อนครับ เริ่มจากทางเข้าด้านหน้าโครงการที่อยู่ติดกับถนนวิทยุเลยนะ ซึ่งเดิมทีก็เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโครงการเนี่ยแหละครับ แต่เค้าได้ยกให้เป็นสาธารณะไป เพื่อให้คนภายนอกยังสามารถเดินทางมาใช้ท่าเรือสะพานวิทยุได้เหมือนเดิม โดยขอบเขตที่ดินจริงๆ จะเริ่มตั้งแต่ป้อมยามเป็นต้นมาครับ ซึ่งถนนที่ยกให้สาธารณะด้านหน้าจะมีลักษณะหักเลี้ยวถึง 2 รอบ ทำให้ทางเข้าด้านหน้าโครงการจริงๆจะค่อนข้างเป็นส่วนตัวมาก ส่วนจุดไม้กั้นกระดกจะอยู่ถัดจากป้อมยามเข้ามาอีกหน่อยครับ สามารถใช้เป็นทางเข้า-ออกที่ขับรถสวนได้ แต่ถ้าเป็นด้านหลังโครงการจะเป็นทางออกได้อย่างเดียวนะ ซึ่งพอเราเข้ามาด้านในก็จะมีจุด Drop-Off รับส่งคนอยู่ใต้อาคารด้านซ้าย แล้วถ้าจะจอดรถก็จะต้องอ้อมไปเข้าทางด้านหลังเลยครับ

นอกจากนี้ยังมีทางเข้า-ออกสำหรับคนเดินแยกออกมาต่างหากอีกด้วย โดยพอเราเดินเข้ามาใต้อาคารแล้วจะเจอ Semi – Outdoor Lobby ให้แขกได้มานั่งคอย รวมถึงมีร้านค้าอีก 2 ยูนิตด้วย ก่อนจะเข้าไปยัง Lobby หลักที่อยู่ในอาคาร ซึ่งจะต้องใช้ Key Card สำหรับลูกบ้านเท่านั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว ผนังของ Lobby จะเป็นกระจก ซึ่งสามารถ Take View สวนภายนอก หรือจะออกไปเดินชมจากประตูใหญ่ตรงกลางก็ได้ รวมถึงมี Library ด้านในให้ได้ใช้งานอีกด้วย ส่วนโถงลิฟต์จะมีแยกเป็น 2 จุดครับ ซึ่งของจริงจะเป็นอย่างไรเราไปชมพร้อมๆกันเลย

เริ่มจากถนนด้านหน้าโครงการที่มีการยกให้เป็นสาธารณะนั้น จะมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม ซึ่งกำแพงรั้วและต้นไม้เหล่านี้เอง ก็จะช่วยเรื่องความเป็นส่วนตัวของโครงการไปด้วยในตัว และจะมีทางเข้า-ออกสำหรับคนและรถแยกออกจากกัน ซึ่งผมจะขอเริ่มจากทางเข้าของรถยนต์ก่อน โดยเราจะต้องขับเข้ามาตามถนนทางด้านซ้ายครับ

เมื่อเลี้ยวมาเราจะเจอกับป้อมยามนะ ซึ่งพี่ยามบอกว่าถ้าเป็นรถของลูกบ้านที่มีสติกเกอร์ เค้าจะให้ผ่านเข้ามาได้เลย แต่ถ้าเป็น Visitor ก็จะต้องแลกบัตรก่อนครับ

ซึ่งพอเราเบี่ยงขวามาก็จะเจอกับไม้กั้นกระดกเลยครับ เป็นระบบ RFID ที่ตรวจจับสัญญาณ Bluetooth สามารถขับผ่านได้เลยเหมือน Easy Pass บนทางด่วน โดยไม่ต้องเปิดกระจกมาแตะบัตรให้แดดร้อนหรือเปียกฝน

อย่างที่บอกครับว่าถ้าเป็นลูกบ้านก็ขับผ่านพี่ยามมาได้เลยไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็น Visitor ถ้าไม่แลกบัตรก่อน ถึงจะผ่านพี่ยามมาก็ผ่านตรงนี้เข้าไปไม่ได้อยู่ดีครับ ซึ่งพอเราเลี้ยวซ้ายด้านหน้ามา ก็จะเจอกับ Drop Off ไว้วนรถรับ-ส่งอยู่ทางซ้ายมือ

ซึ่งตัว Drop Off นี้ค่อนข้างดีเลยนะ เพราะอยู่ใต้อาคารจึงไม่ต้องกังวลเรื่องแดดหรือฝนเลยครับ พอลงจากรถแล้วก็เดินเข้า Lobby ได้เลยชิลๆ อีกทั้งยังสามารถวนรถได้ง่ายอีกด้วย เพราะทางเดินรถค่อนข้างกว้าง

โดยตำแหน่งตรงกลางของ Drop Off อยากให้สังเกต Design การออกแบบสักนิด ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากต้นโพธิ์ ซึ่งถือว่าเป็นต้นไม้เก่าแก่ที่อยู่ในพื้นที่เดิมแห่งนี้ และถูกนำมาปรับรูปแบบให้ดูหรูหราสวยงาม แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งอดีตของพื้นที่นี้ได้เป็นอย่างดี

อีกข้อสังเกตหนึ่งคือจุด Drop Off หลักจะมีพื้นต่างระดับอย่างที่เห็นครับ แต่สำหรับใครที่มีรถเข็น หรือต้องนั่งวีลแชร์ และมีกระเป๋าเดินทางที่ต้องลากจูง ก็สามารถขับเลยจุด Drop Off มาอีกหน่อย จะเจอทางลาดอยู่ข้างๆครับ สามารถเข้า Lobby จากทางนี้ได้เหมือนกันนะ

แล้วถ้าใครจะจอดรถ ก็จะต้องขับรถไปตามทาง เพื่ออ้อมไปเข้าที่จอดรถด้านหลังตึก ซึ่งพอเราเลี้ยวซ้ายมา ก็จะเจอทางเข้าที่จอดรถด้านซ้ายมือ ส่วนด้านขวาจะเป็นประตูทางออกด้านหลังโครงการ ไปยังซอยนายเลิศนั่นเองครับ ซึ่งปัจจุบันเค้ากำลังจะทำประตูไม้กั้นกระดกตรงทางออกนี้อีกจุดหนึ่งด้วยนะ

และถ้าเราเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ที่จอดรถ ก็จะเจอกับ EV Charger อยู่ทางซ้ายมือเลยครับ มีอยู่ 4 ช่องจอดกับอีก 2 Station และมีทางเข้าโถงลิฟต์ 2 จุด

ต่อไปเรามาดูทางเข้า-ออกคนเดินกันบ้างครับ ซึ่งจากถนนด้านหน้าโครงการ จะมีประตูเล็กๆซ่อนอยู่ด้านหลังรั้ว ซึ่งจะต้องใช้ Key Card Access สำหรับลูกบ้านเท่านั้นครับ ซึ่งพอเราผ่านประตูเข้ามาแล้ว ก็จะมาโผล่ตรงแถวๆ Drop Off นั่นเอง

และเมื่อเราข้ามถนนมาที่ใต้อาคารแล้ว ก็จะพบกับทางเดินที่ออกแบบเป็นสวนแบบ Semi-Outdoor ช่วยปรับอารมณ์คนได้ดี เวลากลับมาบ้านแล้วจะรู้สึกสดชื่นมากขึ้น โดยถ้าจะขึ้นอาคารก็ให้เราเลี้ยวขวาไปทาง Lobby ได้เลย แต่ถ้ายังอยากไปเดินเล่นในสวนต่อ ก็ให้เราเดินตรงไป จะมีทางเลี้ยวขวาด้านหน้าก่อนถึงป้อมยามครับ

ผมพามาดูสวนกันก่อนนะ ซึ่งจะมีทั้งสนามหญ้าให้เดินเล่น มีศาลานั่งเล่นให้ขึ้นไปนั่งพักชมสวนได้ มีการจำลองน้ำตกและทำ Water Feature ให้ได้ยินเสียงน้ำไหลให้ผ่อนคลาย รวมถึงมีจุด Sunken ให้นั่งเล่นได้อีกด้วย โดยรอบปลูกไม้ยืนต้นช่วยสร้างบรรยากาศความร่มรื่น และได้ความเป็นส่วนตัวจากภายนอกอีกด้วย

ภาพนี้ผมลองมานั่งบริเวณ Sunken ให้ชมบรรยากาศกันนะครับ โดยจะอยู่ใกล้กับน้ำตกจำลองเลย บรรยากาศผ่อนคลายเป็นธรรมชาติดีเหมือนกันนะ

และนอกจากนี้พื้นที่สวนยังมีต่อเนื่องไปยังด้านหลังอาคาร ซึ่งจะมีศาลานั่งเล่นอีกจุดหนึ่งครับ แต่ก็เป็นจุดที่ได้ยินเสียงรถจากทางด่วนด้านนอกวิ่งผ่านไป-ผ่านมาเช่นกัน จึงไม่ได้เงียบสงบหรือเป็นส่วนตัวสักเท่าไหร่ แต่นานๆมาใช้ทีก็ได้ครับ

กลับมาที่ด้านในอาคาร พื้นที่ส่วนแรกคือ Semi – Outdoor Lobby ซึ่งจะทำเป็นพื้นที่นั่งเล่นแบบ Sunken ลดระดับลงไปด้านล่าง

โดยจุดนี้ค่อนข้างสวยมากเลยครับ สามารถใช้เป็นจุดต้อนรับ นั่งพักคอยของ Visitor หรือลูกบ้านก็สามารถมานั่งพักผ่อนสบายๆในวันหยุดได้ แล้วยังมองออกไปชมสวนภายนอกเมื่อสักครู่นี้ได้อีกด้วยครับ

สิ่งที่ผมอยากให้สังเกตคือการตกแต่งครับ ถ้ายังจำกันได้นี่คือลายของใบโพธิ์ แบบเดียวกับ Design ตรง Drop Off ในตอนแรก โดยเราจะเห็นการตกแต่งนี้แฝงอยู่ตามจุดต่างๆของโครงการ ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดในการออกแบบ Modern Thai Colonial ของโครงการนั่นเองครับ ค่อนข้างสวยงามและดูหรูหรามากทีเดียว (แต่ละใบจะไหวไปตามแรงลมได้ครับ สะท้อนกับแสงเกิดประกายวิบวับสวยดี)

ถัดเข้ามาด้านในเราจะเจอกับ Reception Area ซึ่งตรงเคาน์เตอร์นี้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลาเลยครับ ส่วนทางขวามือจะเป็นยูนิตร้านค้าในอนาคตครับ

เลี้ยวซ้ายมาจะเจอกับประตูทางเข้า Lobby ซึ่งจะต้องใช้ Key Card Access สำหรับลูกบ้านเพื่อความปลอดภัย ส่วนทางด้านซ้ายจะเป็นทางไปลานจอดรถครับ

ซึ่งเส้นทางไปลาดจอดรถทางซ้ายมือ จะมีทางลาดเพื่อให้เข็นรถ หรือลากกระเป๋าขนของได้สะดวก ส่วนทางด้านขวามือจะเป็นห้องนิติบุคคลครับ

กลับมาเข้าประตู Lobby กันดีกว่าครับ ซึ่งพื้นที่ส่วนแรกที่เราจะเจอทางซ้ายมือ ตรงโถงทางเดินนี้ก็คือโถงลิฟต์ที่ 1 ภายในมีลิฟต์ทั้งหมด 4 ตัว สามารถเปิดประตูเข้ามาได้เลยโดยไม่ต้องใช้ Key Card อีกรอบ เพราะระบบได้ scan การเข้าจากประตูหลักก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้วครับ

ส่วนทางขวามือของโถงทางเดินนี้จะเป็นห้องน้ำครับ มีแยกทั้งชาย หญิง และคนพิการเลยนะ ซึ่งด้านในก็ดูหรูหราและเรียบง่ายดีเหมือนด้านนอกเลยครับ

ถัดเข้ามาจากโถงทางเดินหน้าโถงลิฟต์ที่ 1 เราก็จะเจอกับโถง Lobby ขนาดใหญ่ ซึ่งตกแต่งได้เรียบหรูและดูดีทีเดียว มีชุดโซฟาให้เลือกนั่งหลายชุดเลยครับ

ส่วนห้องสีทองๆทางขวามือจะเป็น Mail box ซึ่งดูหรูหราสวยงามมากเลยครับ เหมือนเรากำลังเดินอยู่ในตู้เซฟที่มีแต่ทองคำแท่งเรียงๆกันอยู่แบบนั้นเลย

ถัดเข้ามาบริเวณกลางๆของโถง Lobby หลัก จะมีพื้นที่ส่วนหนึ่งที่อยู่หลังผนังตอนแรกที่เรามองไม่เห็น เป็นชุดโต๊ะทรงกลมแยกออกมาจากชุดโซฟาอื่นๆ สามารถนั่งคุยงานหรือปรึกษาหารือกันได้แบบเป็นส่วนตัวมากขึ้น

แต่พื้นที่ของ Lobby ยังไม่หมดเพียงแค่นี้ครับ ถ้าเราเดินตรงเข้ามาอีกก็จะเริ่มเป็น Lobby ส่วนที่ 2 ขวามือจะเป็นโถงลิฟต์ที่ 2 ส่วนตรงกลางเป็นห้อง Library และด้านซ้ายจะเป็นพื้นที่นั่งเล่นอีกโซนหนึ่งของ Lobby ครับ

ซึ่งพื้นที่นั่งเล่นโซนนี้จะต่างจากโซนแรก ตรงที่บรรยากาศจะมีความสบายๆ เป็นกันเองมากกว่า โดยจะเป็นชุดโซฟายาวที่นั่งเล่นไป และชมวิวสวนด้านนอกไปได้ด้วยครับ ซึ่งถ้าเราอยากออกไปเดินข้างนอก เค้าก็มีประตูให้เดินออกไปยังสวนจากตรงนี้ให้อีกจุดหนึ่งด้วยครับ (แน่นอนว่าต้องใช้ Key Card Access เพื่อความปลอดภัยนะ)

แถมให้อีกมุมหนึ่งของที่นั่งเล่นโซนนี้ ถือว่าสวยงามน่านั่งเล่นมากเลยทีเดียวครับ

ถัดมาเป็น Library ที่อยู่ตรงกลางโถงทางเดิน ภายในจะตกแต่งด้วยวัสดุไม้สีเข้ม และเป็นพื้นที่ Double Volume ซึ่งชั้นล่างจะมีโต๊ะประชุม 8 ที่นั่งตั้งอยู่ ส่วนขวามือจะมีบันไดวนให้เดินขึ้นไปหยิบหนังสือด้านบนได้ครับ

หมดจากฟังก์ชันในชั้น 1 แล้ว ต่อไปเราจะขึ้นลิฟต์ไปดูชั้นอื่นๆกันบ้างครับ ซึ่งตัวลิฟต์ก็ยังมีการคุมธีมการตกแต่งโดยใช้หินอ่อนสีขาว และกรอบสีทอง เหมือนกับการตกแต่งภายนอกเลยครับ

แปลนชั้น 2 – 4 จะเป็นห้องงานระบบต่างๆ และที่จอดรถครับ สามารถจอดรถได้ 566 คัน หรือคิดเป็น 42% แบบไม่รวมซ้อนคัน (รวมซ้อนคัน 48%) แต่พอเราเริ่มขึ้นมาจนถึงชั้น 5 – 8 จะเริ่มมีห้องพักอาศัยแล้วครับ มีอยู่ทั้งหมด 21 ยูนิต ค่อนข้างเป็นส่วนตัว และมีห้องพักส่วนหนึ่งได้โถงทางเดินแบบ Single Corridor ด้วยนะ

รวมถึงถ้าเป็นคนที่ใช้รถยนต์เป็นหลักอยู่แล้ว ก็จะค่อนข้างสะดวกเลยครับ สามารถจอดรถที่ชั้นเดียวกับห้องพักอาศัยของตัวเอง แล้วเดินเข้าห้องได้เลย หรือเวลาลืมของจะเดินกลับมาหยิบก็ง่ายนิดเดียว เพียงแต่อาจต้องวนรถขึ้นมาหลายรอบหน่อย แต่ถ้าคุณเป็นคนกลับบ้านช้าอยู่แล้ว ซึ่งปกติที่จอดรถชั้นล่างๆจะเต็มก่อน แล้วต้องวนรถขึ้นมาอยู่ดี ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ

แปลนชั้น 10 จะเป็นชั้นที่มี Facilities อยู่ร่วมกับชั้นพักอาศัยครับ แน่นอนว่าคนจากชั้นอื่นย่อมสามารถมาชั้นนี้เพื่อใช้ส่วนกลางได้ก็จริง แต่จะถูกจำกัดการมาใช้ด้วยโถงลิฟต์ที่ 2 เท่านั้นครับ เพราะโถงนี้จะมีประตูกระจกกั้นส่วนพักอาศัย แยกออกไปเพื่อความเป็นส่วนตัว โดยยูนิตพักอาศัยในชั้นนี้จะมีทั้งหมด 30 ห้อง และจะมีห้องตำแหน่งพิเศษที่จะอยู่ติดกับสวนเลยครับ นั่นหมายความว่าเราสามารถชมต้นไม้และสวนได้อย่างใกล้ชิด จากหน้าต่างและระเบียงห้องของตัวเอง แต่ก็แลกกับความเป็นส่วนตัวที่น้อยลงไปบ้างครับ และสวนภายนอกก็จะมีจุดให้นั่งเล่นพักผ่อนภายจุดเลยครับ จะเป็นอย่างไรบ้างเราไปชมกันเลยดีกว่า

เริ่มกันที่โถงลิฟต์ที่ 1 ของชั้นพักอาศัยก่อนนะครับ ผนังจะทาสีเรียบๆ ไม่ได้มีการตกแต่งอะไรเป็นพิเศษ แต่จะมีช่องหน้าต่างให้แสงเข้าและระบายอากาศได้ จึงทำให้โถงลิฟต์และโถงทางเดินไม่อึดอัดเลยครับ

ส่วนบรรยากาศตรง Corridor เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ และผังอาคารเป็นรูปตัว S มีโถงทางเดินที่ค่อนข้างยาว จึงต้องเปิดไฟช่วยให้แสงสว่างอยู่ตลอดเวลา ไม่งั้นทางเดินจะมืดได้ แต่ตรงปลายทางเดินก็จะมีช่องหน้าต่างให้อากาศได้ถ่ายเท จึงไม่อึดอัดครับ แต่ผมอยากให้สังเกตตำแหน่งของประตูห้อง จะเห็นได้ว่าเกือบจะอยู่ตรงกันทุกห้องเลยครับ อาจทำให้เสียความเป็นส่วนตัวไปได้นะ แต่ดีหน่อยที่ตรงหน้าห้องทิ้งขยะจะไม่มีห้องพักอยู่เลย

นอกจากนี้ผมก็มีจุดให้สังเกตเล่นๆอีก 2 จุดนะ จุดแรกคือลักษณะการติดกล้องวงจรปิดของโถงทางเดิน คือเค้าจะมีก้านยื่นลงมาอีกที ไม่ได้ติดแนบกับฝ้าเหมือนที่เราคุ้นเคยกัน นั่นเป็นเพราะมุมกล้องถูกป้ายทางหนีไฟบังไว้นั่นเองครับ ส่วนอีกจุดหนึ่งคือท่อระบายน้ำระหว่างทางเดิน เผื่อกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ท่อน้ำแตก หรือน้ำรั่ว น้ำจะได้ไม่ท่วมโถงทางเดินแล้วไหลเข้าไปในห้องพักของลูกบ้านครับ

แล้วถ้าเราเดินมาอีกฝั่งหนึ่งของอาคาร ก็จะเจอกับประตูทางเข้าของโถงลิฟต์ที่ 2 ซึ่งจะต้องใช้ Key Card Access เพื่อความปลอดภัย สำหรับลูกบ้านที่ชั้นนี้เท่านั้นถึงจะเปิดเข้ามาโซนพักอาศัยได้ครับ แต่ที่ผมแปลกใจคือการที่เค้าใช้เป็นประตูบานเลื่อนครับ และที่ด้านบนมีโช๊คปิดอัตโนมัติให้มาอีก ซึ่งปกติแแล้วเราจะเห็นเป็นประตูบานเปิดกระจกแบบธรรมดามากกว่า ถือว่าให้ของดีเหมือนกันนะครับ

โดยโถงลิฟต์ที่ 2 นี้จะมีลิฟต์อยู่ทั้งหมด 3 ตัว และเป็นลิฟต์ที่สามารถขึ้นไปได้ถึงชั้น Sky Facilities เลยครับ แต่ถ้าเป็นที่ชั้นนี้จะมีประตูทางออกอีกด้านหนึ่ง ให้เดินออกไปยังสวนได้ครับ

สวนภายนอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่ โดยรอบปลูกต้นไม้ค่อนข้างร่มรื่นเลยทีเดียว ตรงกลางจะมี Water Feature เป็นบ่อน้ำพุช่วยสร้างบรรยากาศ ให้เดินเล่นผ่อนคลายกันได้ และเค้าจะมีจุดให้นั่งเล่นพักผ่อนหลักๆ อยู่ 2 จุดครับ (ด้านซ้ายกับด้านขวา)

ด้านซ้ายจะเป็นศาลานั่งเล่น มีหลังคาคอยกันแดดกันฝนให้เรียบร้อย สามารถนั่งได้ทั้งวันเลยครับ ซึ่งเมื่อขึ้นมาด้านบนก็สามารถชมวิวสวนทั้งหมดแบบกว้างๆได้อีกด้วย ส่วนทางด้านขวาจะมีมุม Sunken ที่ทำเป็นชิงช้านั่งเล่นกันได้แบบชิลๆ บรรยากาศค่อนข้างดีเลยทีเดียวล่ะครับ แต่จะมานั่งได้เฉพาะตอนเย็นๆแดดไม่ร้อนเท่านั้นนะ หรือถ้าในอนาคต ไม้เลื้อยที่อยู่ด้านหลังโตขึ้นจนไปบนคลุมระแนงไม้ทั้งหมดได้ ก็จะทำให้นั่งเล่นได้ทั้งวันเหมือนกันครับ

แปลนชั้น 14 – 32 เป็นชั้นพักอาศัยแบบเต็ม Floor มีห้องพักทั้งหมด 39 ห้อง และมีอัตราส่วนลิฟต์ทั้งโครงการ 192 : 1 ซึ่งถือว่าหนาแน่นมากครับ ดีหน่อยที่มีการกระจายโถงลิฟต์เอาไว้ 2 จุด ทำให้ห้องพักทั้ง 2 ฝั่งไม่ต้องเดินไกลกันมาก แต่จะมีข้อจำกัดในการใช้งานของชั้น Facilities ที่จะต้องไปใช้โถงลิฟต์ที่ 2 เท่านั้น รวมถึงห้องขยะก็จะมีอยู่แค่ตำแหน่งเดียวตรงกลางๆ ทำให้ห้องพักที่อยู่ริมสุดของโถงทางเดินอาจต้องเดินไกลกันหน่อย ส่วนตำแหน่งห้องที่น่าสนใจจะมีดังนี้

  • กรอบสีแดง เป็นตำแหน่งห้องทางทิศใต้ที่จะได้วิวพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของสถานทูต และบ้านปาร์คนายเลิศ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นวิวที่ดีที่สุดของโครงการในปัจจุบันแล้วครับ แต่อนาคตก็อาจมีโครงการของ NOBLE ขึ้นมาได้เหมือนกัน
  • กรอบสีเขียว เป็นตำแหน่งห้อง Studio 24 ตารางเมตร ซึ่งเป็นขนาดห้องที่เล็กที่สุดในโครงการ มีเพียงชั้นละ 2 ยูนิตเท่านั้น ซึ่งถ้าให้เลือก 1 ใน 2 ห้องนี้ ผมคิดว่าห้องที่อยู่ตรงโถงลิฟต์ที่ 2 จะได้วิวที่ดี และเปิดโล่งมากกว่าครับ
  • กรอบสีส้ม เป็นตำแหน่งห้องที่ได้ความเป็นส่วนตัวมากที่สุดในชั้น เพราะไม่อยู่ติดกับห้องไหนเลยครับ แถมยังได้วิวที่เปิดโล่งฝั่งเพชรบุรีอีกด้วย

แปลนชั้น 33 ห้องพักที่อยู่ด้านหน้าจะหายไป 2 ห้องครับ (เหลือ 35 ห้อง/ชั้น) นั่นเป็นเพราะกฏหมายความสูงของอาคาร เนื่องจากระยะ set back ของถนน แต่ก็ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มมากขึ้นอีกหน่อย รวมถึงห้องพักที่อยู่ในกรอบสีแดง ยังได้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มอีก 1 ห้องอีกด้วยครับ

แปลนชั้น 36 ชั้นนี้ก็เป็นอีกชั้นหนึ่งที่ห้องพักอาศัยจะหายไปอีก 1 ห้องครับ (เหลือ 34 ห้อง/ชั้น)

และแปลนชั้น 39 ห้องพักอาศัยจะหายไปอีก 2 ห้องครับ เหลือเพียง 32 ห้อง/ชั้นเท่านั้น และทุกคนจะสังเกตได้ว่า ทุกครั้งที่มีห้องพักหายไป ห้องริมสุดจะยังคงเป็นห้อง 38 ตารางเมตรเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะห้อง Type นี้จะมีผนังกระจกด้านข้างยื่นออกมา ทำให้เปิดรับวิวได้ดีมากขึ้นนั่นเองครับ

แปลนชั้น 42 เป็นชั้น Facilities ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 โซนหลักๆครับ โซนแรกคือ Amphitheater Wireless Social Club เป็นพื้นที่ Sky Lounge ที่มีขนาดใหญ่มากครับ และมีให้เลือกนั่งเล่นทั้งแบบ Indoor และ Outdoor ส่วนห้องน้ำจะอยู่ตรงกลาง แยกชาย – หญิง และระหว่างโถงทางเดินไปยังสวนจะเป็นห้องเก็บของหลายห้องเลย และโซนที่ 2 จะเป็น Rooftop Garden ไว้นั่งพักผ่อนครับ ที่จริงๆแล้วจะมีทางเดินเชื่อมลงมาจากชั้น 43 ได้ด้วย ซึ่งจะเดินง่ายกว่า ไม่ต้องผ่านห้องเก็บของครับ ของจริงจะเป็นอย่างไรเราไปชมกันเลยดีกว่านะ

พอออกมาจากลิฟต์แล้วก็ให้เราเดินเลี้ยวไปทางซ้าย จะเจอกับประตูกระจกที่กั้นอยู่ สามารถเปิดเข้าไปได้เลยครับ

ภายในจะมีขนาดใหญ่มาก ตกแต่งด้วยโทนสีขาวและทอง ทำให้พื้นที่ดูกว้างและหรูหรามากขึ้น และมีการแบ่งฟังก์ชันออกเป็นหลายๆโซนด้วยกัน รวมถึงมีทางเดินให้ออกไปใช้งาน Sky Bar แบบกลางแจ้งด้านนอกได้อีกด้วย

เริ่มจากทางขวามือของผมก่อนนะ จะเป็น Counter Bar สามารถมาชงเครื่องดื่ม หรือเอาน้ำมาแช่ในตู้เย็นก็ได้ เพราะที่ด้านหลังเคาน์เตอร์จะมีตู้เย็นขนาด 1 คิวอยู่ด้วยครับ

ส่วนทางด้านซ้ายมือ จะเห็นว่ามีประตูกระจกบานเลื่อนกั้นแยกเอาไว้เป็นสัดส่วน อย่างเวลาเราอยากเปิดแอร์เย็นๆ ประตูนี้ก็จะช่วยจำกัดพื้นที่ของแอร์ จะได้ไม่เปลืองค่าแอร์มากนัก หรือช่วยเรื่องความเป็นส่วนตัวจากโถงภายนอก ที่อาจมีคนเดินผ่านไป – ผ่านมาบ่อยๆ ก็ได้อีกเช่นกันครับ

ตรงกลางเราจะเห็นห้องกระจกอยู่ห้องหนึ่ง ที่สามารถกั้นประตูกระจกอีกชุดหนึ่งเพื่อปิดเป็นส่วนตัวได้ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเพิ่มรางม่านโปร่งอีกสักชั้นหนึ่ง คอยช่วยพรางสายตาจากคนภายนอก ก็จะช่วยเรื่องความเป็นส่วนตัวได้ดีมากขึ้นอีกครับ เพราะกระจกนี้ค่อนข้างใสเลยล่ะ แต่ก็ได้เรื่องความโปร่งโล่งมาแทนครับ

และภายในก็จะมีโต๊ะตัวยาว 10 ที่นั่งมาให้แบบนี้ สามารถใช้ห้องนี้นั่งทำงาน ประชุม หรือทานอาหารก็ได้ครับ แถมยังมีผนังกระจกด้านข้างให้ชมวิวได้อีกด้วยนะ

ส่วนด้านซ้ายมือจะเป็นห้อง Leisure Theater Room ที่ภายในมีขนาดพื้นที่ใหญ่มากครับ ซึ่งจะไม่ได้เป็นเก้าอี้จริงจังเหมือนในโรงหนังซะทีเดียว แต่จะเป็นชุดโซฟาตัวใหญ่ที่ให้บรรยากาศสบายๆเป็นกันเองมากกว่า แล้วเวลาเราจะดูหนังก็สามารถเลื่อนม่านทึบเพื่อปิดแสง ทำให้ห้องนี้กลายเป็นห้องมืดไปได้ครับ

และแน่นอนว่าทางเข้าห้องจะมีประตูบานทึบที่สามารถเลื่อนปิดได้ด้วย แต่พอผมลองปิดดูแล้วก็ปรากฏว่ามีช่องว่างเหลืออยู่ ซึ่งเวลาเราเปิดหนังเสียงดังๆ ก็อาจรบกวนคนภายนอกได้นะ (ในอนาคตทางโครงการคงจะมีการแก้ไขอีกทีครับ)

ส่วนด้านในจะมีพื้นที่อีกส่วนหนึ่งทำเป็นมุมนั่งเล่นทานอาหาร หรือเครื่องดื่มแยกออกมาเป็นสัดส่วน ซึ่งเค้าจะมี Pantry ครัวให้เตรียมอาหาร ซิงค์ล้างจาน และมีตู้เย็นเอาไว้แช่เครื่องดื่มเตรียมไว้ให้พร้อมเลยครับ ใครที่ชอบดูหนังหรือดูซีรี่ย์ตอนยาวๆหลายชั่วโมงนี่ยิ้มเลย

ส่วนอีกด้านของห้องจะมีพื้นที่นั่งเล่นแยกออกเป็นหลายๆจุด มีให้ได้เลือกนั่งกันได้ตามอัธยาศัย ทั้งแบบ Indoor และ Outdoor โดยเฉพาะด้านซ้ายมือ จะมีเก้าอี้ให้ได้นั่งชมวิวแบบเป็นส่วนตัวด้วยนะครับ

และเมื่อเราออกมาด้านนอกจะเป็นพื้นที่ Outdoor ซึ่งจะมีพื้นที่นั่งเล่น และ Sky Bar ให้ได้ออกมานั่งปิคนิค ทำอาหารทานกันแบบชิลๆได้ โดยรูปขวาล่างจะเป็นพื้นที่สวนน่ารักๆ ที่เค้าทำเป็นซุ้มระแนงไม้เลื้อยอีกด้วย

กลับมาที่โถงลิฟต์ ต่อไปเราจะมาดูทางอีกด้านหนึ่งของโถงทางเดินกันบ้างครับ ซึ่งพอเราเลี้ยวซ้ายมาแล้วก็จะเจอทางแยกอีกครั้ง แต่เราจะไปดูห้องน้ำทางซ้ายมือกันสักหน่อยนะ

พอเลี้ยวซ้ายมาจะเจอทางลาดยาวๆ ที่ slope อยู่บริเวณหน้าห้องน้ำครับ นั่นเป็นเพราะด้านในจะเป็นพื้นที่ห้องเก็บของที่ให้ลูกบ้านมาเช่าเก็บของได้ มีเยอะแยะหลายห้องยาวไปจนสุดทางเดินเลยครับ ซึ่งทางลาดนี้ก็จะทำให้เราเข็นของได้สะดวกมากขึ้นนี่เอง ส่วนทางขวามือจะเป็นห้องน้ำแยกชาย – หญิง ครับ

ขอพามาดูห้องน้ำหญิงก็แล้วกันนะ การตกแต่งภายในจะเหมือนๆกับห้องน้ำชั้นล่างเลยครับ แต่จะมีขนาดที่ใหญ่มากกว่า มีโถสุขภัณฑ์และห้องอาบน้ำอย่างละ 2 ห้อง ซึ่งพื้นที่ด้านในจะใหญ่กว่าห้องน้ำปกติอยู่พอสมควร และมีตู้ล็อคเกอร์ให้ด้วยนะ

นอกจากนี้ยังมีห้อง Sauna ให้อีกด้วยครับ โดยของฝั่งผู้หญิงจะมีขนาดใหญ่กว่าของผู้ชาย (ประมาณ 2 เท่า) และไฟด้านในยังสามารถปรับสีเล่นได้อีกด้วย โดยด้านหน้าห้องจะมีแผงควบคุมอยู่ครับ ปรับได้ตามต้องการเลย (เป็นสีเดียวก็ได้ หรือเปลี่ยนสีเป็นจังหวะก็ได้)

ออกมาจากห้องน้ำ อีกด้านหนึ่งของโถงทางเดินจะมีบันไดที่สามารถขึ้นไป Facilities ที่ชั้น 43 ได้นะครับ หรือถ้าใครไม่อยากเดิน ก็สามารถย้อนกลับไปขึ้นลิฟต์ทางขวามือก็ได้อีกเช่นกัน

แปลนชั้น 43 เป็นชั้น Facilities สาย Active ซึ่งจะเน้นการออกกำลังกายเป็นหลัก มีทั้ง Fitness และสระว่ายน้ำ รวมถึงมีอ่าง Jacuzzi ให้แช่น้ำผ่อนคลายกันได้อีกด้วย หรือถ้าใครอยากชมวิว ก็จะมีจุดชมวิวทางด้านขวามือ ซึ่งจะเชื่อมต่อกับสวนที่ชั้น 42 ก่อนหน้านี้ได้อีกด้วยครับ เพียงแต่ทุกคนสังเกตมั๊ยครับ ว่าชั้นนี้ไม่มีห้องน้ำเลย ดังนั้นคนที่ออกกำลังกาย หรือคนที่ว่ายน้ำเสร็จในชั้นนี้แล้วต้องการอาบน้ำ ก็จำเป็นต้องเดินลงบันไดที่ผมเพิ่งพาไปดูก่อนหน้านี้ เพื่อไปใช้งานห้องน้ำที่ชั้น 42 ครับ (หรือใครจะกลับไปอาบที่ห้องเลยก็ได้นะ แต่ถ้าว่ายน้ำเสร็จใหม่ๆ ก็อย่าลืมทำตัวให้แห้งก่อนเข้าลิฟต์นะครับ)

ครั้งนี้ผมพาขึ้นมาจากทางบันได ต่อเนื่องจากชั้นเมื่อสักครู่นี้เลยนะครับ โดยเราจะมาดูส่วนของ Indoor กันก่อน ซ้ายมือจะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ สามารถมานั่งพักหรือนั่งคอยตรงนี้ได้ และห้องกระจกที่เห็นก็คือ Fitness ซึ่งถ้าเราเลี้ยวขวาไปก็จะเป็นโถงลิฟต์ครับ

เข้ามาดูในห้อง Fitness กันต่อเลยนะ ภายในมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีเครื่องเล่นหลากหลายชิ้น ซึ่งก็อย่าลืมนะครับว่าโครงการนี้มีจำนวนยูนิตถึงหลักพัน ถ้ามีน้อยกว่านี้ก็อาจจะไม่เพียงพอ แต่ให้มาเยอะขนาดนี้ผมว่ากำลังโอเคเลยครับ

โซนการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ถูกแบ่งออกไป 2 ฝั่งครับ ซ้ายมือจะเป็นกลุ่มของจักรยาน สามารถชมวิวทางฝั่งเพชรบุรี – นานา ได้ครับ ส่วนฝั่งขวาจะเป็นลู่วิ่ง มองออกไปทางพื้นที่สีเขียวของสถานทูต และเห็นสระว่ายน้ำด้านนอกด้วยส่วนหนึ่ง

ส่วนตรงกลางเป็นกลุ่มเวท เทรนนิ่ง (Weight Training) ซึ่งจะมีเครื่องออกกำลังกายหนักๆหลายชิ้นเลยครับ หนุ่มๆสายนักกล้ามคงจะชอบกันมากๆ รวมถึงผนังกระจกด้านหลังนี้ยังสามารถมองลงไปเห็น Sky Bar ที่ชั้น 42 ได้อีกด้วยนะ

เดินกลับมาอีกฝั่งของอาคารจะเจอกับสระว่ายน้ำครับ โดยพื้นที่ส่วนแรกทางขวามือจะเป็นสระเด็กนะ อยู่ไม่ไกลจาก Day Bed ซึ่งผู้ปกครองจะได้ดูแลลูกหลานได้อย่างใกล้ชิด

ส่วนทางซ้ายมือจะเป็นสระของผู้ใหญ่ ยาวไปจนถึงขอบอีกฝั่ง ขนาดประมาณ 5 x 30 m.

แล้วพอลองเดินมาตามทางเดิน จะเจอกับพื้นที่สระขนาดใหญ่มากขึ้น แต่จะเป็นส่วนน้ำตื้นครับ ไม่สามารถว่ายน้ำออกกำลังกายได้ และบันไดทางซ้ายมือเมื่อลงมาแล้ว ก็จะมีจุดล้างตัวอยู่ด้วย 1 จุด และทางเดินด้านข้างนี้ก็จะสามารถเดินได้รอบสระเลยครับ ซึ่งสระของที่นี่จะไม่ได้อยู่ติดขอบอาคารเลยซะทีเดียวนะ เพื่อความปลอดภัยครับ

สำหรับบ่อ Jacuzzi จะมีแยกออก 3 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งจะได้ความเป็นส่วนตัว ไม่ต้องนั่งรวมกับคนอื่น โดยลักษณะจะเป็นทรงกลม และมีที่นั่งอยู่ใต้น้ำให้ลงไปนั่งเล่นได้ครับ

ส่วนอีกด้านของสระก็จะมี Day Bad แบบกลางแจ้งอยู่ด้วย พอมานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ก็จะสามารถมองเห็นพื้นที่สระว่ายน้ำได้ทั้งหมดเลยนะ

แต่ถ้าเป็นมุมมองของ Day Bed ในตอนแรกที่เราเจอ จะเป็นการมองออกไปนอกโครงการโดยตรงครับ อาจมองเห็นอาคารวานิชสูง 42 ชั้นก็จริง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระยะประชิด และยังได้วิวเปิดโล่งอีกด้วย

ส่วนถ้าตอนแรกใครคิดว่า ขอบของสระว่ายน้ำของที่นี่ไม่ได้อยู่ริมขอบอาคารจริงๆ แล้วจะไม่ได้ฟิลแบบ Infinity Edge Pool เพราะคาดว่าจะเห็นทางเดินรอบสระแทน ความจริงแล้วถ้าเราไม่ไปเกาะขอบสระแล้วก้มลงไปดู ก็จะไม่เห็นนะครับ เพราะตัวสระจะยกสูงขึ้นมาจากทางเดินเยอะเหมือนกัน แล้วเราก็จะได้เห็นยอดตึกสวยๆโดยรอบแบบนี้เต็มๆเลยครับ

ย้อนกลับมาที่ต้นสระครั้งแรกกันต่อ จริงๆแล้วจะมีบันไดให้เดินลงไปด้านข้างสระได้อีกทางหนึ่งครับ ซึ่งจะเป็นเส้นทางให้เดินไปยังสวนและจุดชมวิวนั่นเอง แต่ระหว่างทางเค้าทำเป็นผนังทึบธรรมดา ด้านบนจะเป็นสระน้ำล้นช่วงสั้นๆเท่านั้น ซึ่งผมมองว่าถ้าเค้าทำเป็นผนังสระน้ำล้นยาวลงมาจนถึงพื้นด้านล่างนี้เลย จะทำให้ได้บรรยากาศระหว่างทางเดินดีมากๆ

และที่สุดปลายทางเดินก็จะมีทางไปต่อ 2 ช่องทางด้วยกัน ซึ่งผมจะพามาช่องทางแรกที่เป็นราวกระจกกันก่อนนะ ทางเดินปกคลุมด้วยพุ่มไม้ค่อนข้างหนา เหมือนกับเดินอยู่แถวป่าชายเลน หรือบนบ้านต้นไม้เลยครับ

เส้นทางตรงนี้เป็นจุดออกมาชมวิวครับ ซึ่งจะยื่นออกมานอกอาคาร ไม่โดนส่วนไหนของตึกตัวเองบังวิวเลย ด้านซ้ายมองออกไปทางสถานทูตและถนนเพลินจิต ส่วนด้านขวามองออกไปทางถนนเพชรบุรีครับ

แต่ถ้าเราก้มลงดูทางซ้ายมือ จะเห็นว่ามีสวนอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งก็คืออีกช่องทางหนึ่งที่แยกออกไปเมื่อสักครู่นี้ งั้นเราลงไปดูกันเลยดีกว่าครับ

สวนตรงนี้เป็นสวนเล่นระดับแบบขั้นบันได ซึ่งจริงๆแล้วจะเป็นพื้นที่ของชั้น 42 ที่เราสามารถเดินออกมาจากชั้น Facilities ก่อนหน้านี้ได้ โดยผ่านทางเดินหน้าห้องเก็บของมาครับ โดยที่สวนนี้จะมีจุดให้เรานั่งเล่นหลายจุดเลย รวมถึงมีพื้นที่ Semi – Outdoor ที่อยู่ใต้จุดชมวิวเมื่อสักครู่นี้ด้วยครับ สามารถมานั่งเล่น นั่งทำงานกันได้ ซึ่งขอบอกเลยว่าส่วนกลางทุกจุดของโครงการที่มีพื้นที่นั่งเล่น จะมี Free Wi-fi ทุกที่เลยครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าส่วนกลางของ Life ๑ Wireless สวยงามและน่าใช้งานมากๆครับ แต่ก็อย่าลืมนะว่าโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ ที่มีเพื่อนบ้านอยู่ถึง 1,344 ยูนิต การที่มีส่วนกลางเยอะขนาดนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ก็คิดว่าเพียงพอสำหรับทุกคนแน่นอนครับ และที่ชอบอีกอย่างคือการกระจายตำแหน่ง Facilities ออกเป็นหลายๆจุด ช่วยลดความหนาแน่นในการใช้งานของลูกบ้านได้ดี แล้วยังมีวิวที่ดีและเปิดโล่งอีกด้วยครับ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • 1st Floor
    • One Wireless Botany
    • Cascade Garden
    • Lobby
    • Semi – Outdoor Lobby
    • Library
    • EV Charger
  • 10th Floor
    • High Garden Promenade
  • 42nd Floor
    • Amphitheater Wireless Social Club
    • Leisure Theater Lounge with Sky View Lobby
    • Sky Bar
  • 43rd Floor
    • Dazzling Swimming Pool Panoramic View ขนาด 5 x 30 m.
    • Fitness
    • จุดชมวิว
  • ลิฟต์โดยสาร 7 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 192 : 1
  • Service Lift 1 ตัว
  • ที่จอดรถประมาณ 566 คันคิดเป็น 42% รวมจอดซ้อนคัน คิดเป็น 48%
  • ระบบ CCTV / Access Card / ระบบ RFID

แบบห้อง

มาถึงห้องตัวอย่างกันแล้วนะครับ ซึ่งโครงการนี้จะมีแบบห้องทั้งหมด 3 Type ขายแบบ Fully Fitted คือให้เฟอร์นิเจอร์บางส่วน ประกอบด้วย ชุดเคาร์เตอร์ครัว Built in, เครื่องปรับอากาศ, และห้องน้ำสำเร็จรูป ประกอบด้วย

  • Studio ขนาด 24 – 28 ตร.ม.
  • 1 Bedroom ขนาด 35 – 45 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms ขนาด 63 ตร.ม.

โดยทางโครงการมีห้องตัวอย่างทั้งหมด 2 ห้องครับ แบบ Studio และ 1 Bedroom ซึ่งผมจะพาไปชมกันทั้ง 2 แบบเลยครับ จะเป็นอย่างไรบ้างเราไปชมกันเลย

ห้อง Studio ขนาด 24 – 28 ตร.ม. เป็นห้องแบบมาตรฐานของโครงการที่มีจำนวนเยอะที่สุด ซึ่งจะแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็น 2 ส่วนคือ บริเวณด้านหน้าห้องจะเป็นพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่ใช้งานทั้งหมด ประกอบด้วยพื้นที่นั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำ โดยเราจะได้เป็นครัวเปิดครับ แต่ก็มีระยะพอให้สามารถกั้นเป็นครัวปิดได้ รวมถึงกันไม่ให้ความชื้นจากห้องน้ำไหลเข้ามาในห้องได้อีกด้วย แต่ก็ต้องแลกกับพื้นที่ทานอาหารที่อยู่ติดกับครัวไปครับ ส่วนภายในห้องนอนจะกั้นด้วยผนังกระจก ทำให้ได้ความโปร่งโล่ง แต่ก็มีความเป็นส่วนตัวเช่นกัน รวมถึงจะมีพื้นที่ห้องอเนกประสงค์ด้านในที่อยู่ติดกับระเบียง สามารถทำเป็น Walk in Closet หรือห้องทำงานก็ได้ครับ ซึ่งจะเรียกฟังก์ชันนี้ว่าเป็นห้อง 1 Bed Plus ก็ไม่ผิดนัก เหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คน และเป็นคนที่ชอบความเป็นสัดส่วน ของจริงจะเป็นอย่างไรเราไปชมพร้อมๆกันครับ

มาเริ่มกันที่ประตูทางเข้าหน้าห้องจะเป็นประตูไม้บานทึบ มีตาแมว และที่ผมชอบเป็นพิเศษคือป้ายเลขที่ห้องครับ ซึ่งเป็นกรอบสีทองสวยงาม แล้วยังได้ตัวเลข ๑ เป็นเลขไทยอีกด้วย

ถึงแม้ตัวประตูจะไม่ได้ติด Digital Door Lock มาให้ แต่ก็จะมีระบบ Home Automation ติดตั้งมาครับ ซึ่ง AP COMMUNITY APPLICATION เป็นระบบเพื่อการใช้งานเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ในโครงการ ทั้งในห้องพักและพื้นที่ส่วนกลางได้อย่างสะดวกสบาย และปลอดภัย เพียงควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ก็สามารถจัดการทุกอย่างได้ ประกอบด้วย

  • Smart Access สมาร์ทโฟนเป็นเหมือนคีย์การ์ด สามารถสั่งเปิดและปิดประตูได้ตั้งแต่ประตูทางเข้าคอนโดมิเนียม และ ลิฟต์โดยสาร
  • Smart Home สามารถควบคุมการเปิดปิดประตูห้องพัก รวมถึงรองรับการเปิด-ปิดของระบบไฟฟ้าภายในห้อง (ไฟ 2 ดวงตรงพื้นที่นั่งเล่นหน้าห้อง)

นอกจากนี้ด้านหลังประตูจะมีตัว Stopper แบบแม่เหล็กที่ฝังอยู่ในพื้น อีกทั้งเครื่องปรับอากาศภายในห้องที่เป็นของยี่ห้อ SAMSUNG ก็ยังสามารถสั่งเปิด-ปิดผ่าน Application ได้เหมือนกันครับ แต่จะต้องใช้ App. แยกจากห้อง AP เป็นของซัมซุงโดยเฉพาะนะ

เมื่อเข้ามาภายในห้อง เราจะเจอกับพื้นที่ห้องนั่งเล่นก่อน กั้นห้องด้วยประตูกระจกบานเลื่อน ทำให้ด้านหน้าห้องยังได้แสงสว่างอยู่ครับ ฝ้าเพดานสูง 2.6 m. และพื้นห้องปูด้วยไม้ลามิเนต

มองย้อนกลับมาหน้าห้อง ของจริงเราจะได้เป็นห้องเปล่านะครับ ไม่มีชั้นวางทีวีหรือโซฟานะ ซึ่งระยะของทีวีนั้นกว้างอยู่ที่ 2.3 m. สามารถใช้ทีวีขนาด 40 – 46 นิ้วได้ แต่ถ้าจะวางโต๊ะกลาง ผมแนะนำเป็นโต๊ะตัวเล็กๆหน่อยจะดีครับ จะได้ไม่เกะกะทางเดินมากนัก รวมถึงอย่าลืมหาที่วางชั้นวางรองเท้าด้วยนะครับ

ส่วนทางขวามือเราสามารถวางโซฟาตัวยาวๆเลยก็ได้นะ จะได้นอนดูทีวีเลยได้ครับ เพียงแต่ห้องตัวอย่างจะมีพื้นที่หลังโซฟาเว้าเข้าไปด้านในเล็กน้อย ทางโครงการจึงเลือกใช้โซฟาที่มีขนาดพอดีกับช่องนั้น และยังมีพื้นที่เหลือด้านข้างให้วางโต๊ะอเนกประสงค์เพิ่มได้อีกด้วย

ส่วนอีกด้านหนึ่งจะเป็นห้องครัวและห้องน้ำครับ ซึ่งครัวนี้มีระยะพอที่จะสามารถกั้นทำเป็นครัวปิดได้นะ (ถ้าเราเป็นคนชอบทำอาหารจริงจัง) แถมยังช่วยกันความชื้นและกลิ่นจากห้องน้ำ ไม่ให้ไหลเข้ามารบกวนพื้นที่พักผ่อนของห้องนั่งเล่นได้อีกด้วย แต่ก็ต้องแลกกับไม่สามารถทำเคาน์เตอร์โต๊ะนั่งทานอาหารแบบห้องตัวอย่างได้นะครับ (ของจริงเค้าไม่ได้ให้อยู่แล้วด้วยครับ)

ในส่วนพื้นที่ทำครัวจะเปลี่ยนวัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องแกรนิตโต้ ทำให้เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย และไม่กลัวน้ำ ขนาดพื้นที่ทำครัวกว้าง 1.25 x 1.3 m. ที่วางเครื่องซักผ้าแบบฝาหน้ากว้าง 65 x 52 cm. สูง 87 cm. และที่วางตู้เย็น 65 x 60 cm. สูง 1.8 m.

ชุดครัว Built in เราจะได้ทั้งหมดตามนี้เลยครับ เคาน์เตอร์เป็นรูปตัว L และได้ Top หินสังเคราะห์ มีพื้นที่เก็บของพอสมควร เหมาะสมกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คน

ติดตั้ง Hob&Hood ของ Teka ได้เตาไฟฟ้าแบบ 2 หัว และเครื่องดูดควันแบบต่อท่อดูดออกไปปล่อยข้างนอก รวมถึงมีอ่างล้างจานแบบฝังผนัง 1 หลุม ขนาด 38 x 38 cm. ลึก 18 cm. ของ Teka เช่นกัน โดยที่ผนังด้านหลังจะติด Blacksplash กระเบื้องแกรนิตโต้มาให้ 1 ด้าน ซึ่งถ้าด้านซ้ายเรากลัวเลอะ ก็สามารถติดเพิ่มเองได้นะครับ จะได้เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย

ผนังด้านซ้ายจะเจาะช่องแสงเป็นหน้าต่างบาน Fixed มาให้แบบนี้เลยครับ ทำให้แสงสามารถส่องเข้ามาบริเวณครัวและหน้าห้องน้ำได้ จะได้โปร่งโล่งมากขึ้น รวมถึงเวลาเราทำครัวอยู่ก็สามารถมองวิวออกไปได้ไกลๆด้วย ไม่ต้องหันหน้ามองกำแพงทึบๆแบบเดิม แต่ถ้าอยากให้ห้องด้านในได้ความเป็นส่วนตัว ก็แค่ติดม่านหรือมู่ลี่เพิ่มเติมเท่านั้นเองครับ

ส่วนเคาน์เตอร์โต๊ะทานอาหารด้านหลังนี้เราจะไม่ได้นะครับ แต่ก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจ ทำให้เพิ่มพื้นที่ประกอบอาหารไปได้ด้วย รวมถึงยังช่วยกั้นพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนได้มากขึ้น (แต่จะกั้นผนังเป็นครัวปิดไม่ได้ อันนี้เราต้องลองตัดสินใจเลือกดูนะครับ) ส่วนต่อไปจะเป็นห้องน้ำทางซ้ายมือนะ

ภายในห้องน้ำจะได้ฟังก์ชันมาตรฐานครบครัน มีการแยกส่วนแห้งกับส่วนเปียกออกจากกันชัดเจน โดยห้องน้ำของโครงการนี้จะเป็นห้องน้ำสำเร็จรูปนะครับ

ซึ่งสังเกตได้จากพื้นห้องน้ำที่ยกระดับสูงขึ้นมาจากพื้นห้องถึง 17 cm. เพราะจะมีงานระบบต่างๆอยู่ใต้พื้นอีกที รวมถึงเวลาเดินเข้าไปใช้งานก็จะรู้สึกถึงความโปร่งของพื้นและผนังหน่อยๆ (แต่นานๆไปก็จะชินไปเองครับ) เพราะโครงสร้างทั้งหมดเป็นโครงเบา แต่ก็แข็งแรงและได้มาตรฐานมาจากโรงงานเท่ากันทุกยูนิต ช่วยลดปัญหาการรั่วซึมได้ดีอีกด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้สังเกตเพิ่มคือ ที่เปิดประตู ซึ่งปกติแล้วห้องน้ำสำเร็จรูปหลายๆโครงการจะได้เป็นแบบลูกบิดกลมๆธรรมดาครับ แต่สำหรับโครงการนี้จะได้เป็นแบบก้านโยก พร้อมตัวล็อค แถมประตูยังเป็นลายไม้อีก ค่อนข้างดูดีเลยทีเดียวนะ

พื้นที่ส่วนแห้งมีขนาด 1.3 x 1.5 m. และสุขภัณฑ์ภายในทั้งหมดเป็นนของ Kohler ประกอบด้วย อ่างล้างหน้าขนาด 55 x 44 cm. ลึก 13 cm. ด้านล่างอ่าง Built ตู้ปิดเรียบร้อย แถมมีที่แขวนผ้า และช่องวางของเล็กๆน้อยๆด้านข้างให้ด้วย ส่วนโถสุขภัณฑ์ก็จะติดตั้งมาให้พร้อมที่แขวนกระดาษชำระ และสายฉีดชำระครับ

ซ้ายมือเป็น Shower box ซึ่งกั้นฉากกั้นกระจกนิรภัย Tempered Glass มาให้เรียบร้อย โดยด้านหลังประตูจะมี Stopper กันกระแทกติดไว้แล้วด้วย ซึ่งพื้นที่อาบน้ำจะมีขนาด 1 x 0.95 m. สามารถใช้งานได้แบบพอดีๆครับ

ภายในติดตั้ง Hand Shower ซึ่งเสาก็ปรับระดับความสูงกับองศาให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ ก๊อกน้ำแบบก้านโยกใช้งานสะดวก มี Junction box เผื่อไว้ให้ติดเครื่องทำน้ำอุ่นเพิ่มเติมได้ และเค้าจะมีที่วางสบู่เล็กๆมาให้ด้วยครับ ซึ่งความเป็นจริงก็คงวางไม่พอแน่ๆ แต่เราสามารถทำชั้นวางของเพิ่มเติม ตรงช่องผนังด้านขวาที่เว้าอยู่ด้านข้างได้นะ มีขนาด 30 x 40 cm.

ก่อนจะเข้าไปยังห้องนอนด้านใน จะมีประตูกระจกบานเลื่อนปิดเอาไว้หนึ่งชั้นเพื่อความเป็นสัดส่วน แต่ก็ยังได้แสงธรรมชาติส่องผ่านเข้ามาถึงด้านในได้ โดยเราจะได้เป็นกระจกใสธรรมดา และกรอบอลูมิเนียมสีดำครับ เดินรางที่พื้นอาจเก็บฝุ่นและเดินสะดุดอยู่บ้างนะ

แต่พอผมมองย้อนกลับมาที่ประตูก็พบว่า โครงการนี้เค้าติดตั้งผ้าม่านเอาไว้ที่ห้องตัวอย่างนี้ด้วย เวลาปิดแล้วจะเป็นยังไงเราลองไปดูกันครับ

ผ้าม่านตรงส่วนนี้จะช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับห้องนอนเราได้ครับ สมมุติว่ามีแขกมาที่ห้อง แล้วเราไม่อยากให้ใครมองเห็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา ก็สามารถปิดม่านกั้นไว้ได้เลย โดยถ้าเป็นม่านโปร่งก็จะช่วยพรางสายตา แต่ยังได้แสงสว่างอยู่ครับ แต่ถ้าเป็นม่านทึบ เราก็ยังพอจะมีแสงจากช่องหน้าต่างตรงครัวอีกนิดหน่อยนะ

เข้ามาในห้องนอนจะเห็นได้ว่า พื้นที่การใช้งานถูกบ่องออกเป็น 2 ส่วน กั้นห้องตรงกลางด้วยผนังทึบได้ความเป็นส่วนตัว แต่ถ้าเปิดประตูไว้ก็จะทำให้ห้องดูเชื่อมต่อกันกว้างมากขึ้นเป็น 5 m. เลยทีเดียวครับ

เรามาเริ่มจากพื้นที่เตียงนอนกันก่อน ซึ่งห้องนี้จะได้ช่องแสงใหญ่ ขนาด 1.5 x 1.2 m. แบบไม่มีกรอบเล็กๆมาคั่นให้กวนใจ ทำให้สามารถชมวิวและรับแสงสว่างได้เต็มที่ ซึ่งข้างๆกันก็มีหน้าต่างบานกระทุ้งให้เปิดระบายอากาศได้อีกด้วย

พื้นที่รอบเตียงกว้างด้านละประมาณ 50 cm. และตรงหน้าประตูกว้าง 1.1 m. สามารถใช้งานได้สะดวก

ปลายเตียงเป็นผนังทึบ สามารถติดทีวีแขวนผนังได้นะครับ ตำแหน่งแอร์ในห้องจะได้ตามนี้เลยนะ แล้วอีกห้องหนึ่งก็จะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนตามห้องตัวอย่างเลยครับ

ซึ่งประตูนี้จะเป็นการเดินรางด้านบน จึงทำให้ไม่มีรางที่พื้นมาให้เดินสะดุดหรือเก็บฝุ่น แต่ข้อเสียของประตูนี้คือ จะปิดไม่สนิทครับ เพราะจะมีช่องว่างอยู่ที่พื้นเล็กน้อย ทำให้แอร์อาจไหลออกมาได้บ้าง แล้วถ้าเวลาประตูเกิดหล่นจากรางลงมา ก็จะต้องตามช่างมาซ่อมเท่านั้นครับ

ภายในห้องนี้ถือเป็นห้องอเนกประสงค์ที่สามารถจัดเป็นอะไรก็ได้ ซึ่งเราจะเรียกว่าเป็น 1 Bedroom Puls ก็ไม่ผิดนัก เพียงแต่ห้องนี้จะอยู่ในห้องนอนอีกทีหนึ่งเท่านั้นเอง

ภายในมีขนาดพื้นที่กว้างประมาณ 2.4 x 2 m. ซึ่งของจริงเราจะได้เป็นห้องเปล่านะครับ ไม่ได้มีการ Built in ตู้เสื้อผ้าแบบนี้มาให้ แต่ถ้า Built ตู้แบบนี้ไปแล้ว ก็จะมีขนาดพื้นที่แต่งตัวเหลือ 1.3 m. สามารถใช้งานได้สบายๆ หรือเราจะจัดห้องนี้เป็นอะไรก็ได้นะ เช่น ห้องทำงานอ่านหนังสือ เป็นต้น เพราะห้องนี้จะได้แสงธรรมชาติจากระเบียงเยอะเลยทีเดียว

ประตูระเบียงเป็นกรอบลูมิเนียม และได้กระจกเขียวตัดแสง ขนาดพื้นที่ใช้งานกว้าง 2 x 0.8 m. ราวกันตกเหล็กสูง 1.1 m. โดยด้านขวาจะมีระแนงเหล็กสูงจากพื้นถึงฝ้า เพื่อช่วยพรางสายตาจากภายนอก ไม่ให้มองเห็นแอร์ที่ติดอยู่ด้านบน ซึ่งหันหน้าเป่าลมร้อนออกไปด้านนอกครับ

และแน่นอนว่าภายนอกจะมีก๊อกน้ำติดเอาไว้ให้ด้วย สามารถซักล้างตรงนี้ได้เต็มที่ แต่ไม่เหมาะที่จะวางเครื่องซักผ้านะ เพราะตรงนี้ไม่มีปลั๊กไฟ และเค้าได้เตรียมพื้นที่ไว้ให้ตรงครัวเรียบร้อยแล้วด้วย

ห้อง Studio ขนาด 28 ตารางเมตร ถือได้ว่าเป็นห้อง Studio ที่มีขนาดใหญ่เลยทีเดียวครับ มีหน้ากว้าง 3.5 m. ซึ่งจริงๆแล้วห้อง studio ที่เล็กที่สุดของโครงการคือขนาด 24 ตารางเมตร จะมีฟังก์ชันเหมือนกันแบบนี้แหละครับ แต่จะมีหน้าแคบและสั้นลงมาอีกหน่อย โดยพื้นฐานของห้องลักษณะนี้จะเน้นความโปร่งโล่ง ไม่มีผนังกั้นฟังก์ชันภายในเลยครับ ทำให้พื้นที่ทั้งหมดเชื่อมต่อกัน แต่ก็จะมีพื้นที่ครัวแยกออกมาอยู่ด้านหน้าห้อง สามารถกั้นเป็นครัวปิดแยกออกมาได้ แต่ห้องแบบนี้จะเหมาะกับคนง่ายๆ ชิลๆ ชอบใช้ชีวิตในพื้นที่เดียวจบ โดยเฉพาะห้องนอน แต่ก็แลกกับฟังก์ชันบางอย่างที่ขาดหายไป เช่น โต๊ะทานอาหาร และส่วนที่ผมชอบของห้องนี้คือ พื้นที่อเนกประสงค์ริมหน้าต่างนั่นเอง ซึ่งของจริงจะเป็นอย่างไรเราไปชมกันเลยครับ

เมื่อเข้ามาภายในห้องเราจะเจอกับส่วนครัวก่อน ซ้ายมือเป็นห้องน้ำ ส่วนพื้นที่พักผ่อนทั้งหมดจะอยู่ด้านใน ซึ่งช่องแสงต่างๆก็ยังส่องสว่างมาถึงหน้าห้องนี้ได้ ทำให้ไม่มืดทึบเลยครับ

พื้นที่ครัวนี้มีระยะที่สามารถกั้นผนังกระจกทำเป็นครัวปิดได้นะ (ถ้าเป็นคนชอบทำอาหารจริงจัง) รวมถึงยังช่วยกันกลิ่นและความชื้นไม่ให้เข้ามาในห้องได้อีกด้วย แต่ผมอยากให้สังเกตที่พื้นครับ ซึ่งครัวของ type นี้จะไม่ได้เป็นพื้นกระเบื้องแกรนิตโต้แบบห้องที่แล้วนะ แต่จะเป็นพื้นไม้ลามิเนตทั้งหมดเลย ดังนั้นเวลาใช้งานก็ต้องระวัง คอยเช็ดทำความสะอาดกันดีๆหน่อย เพราะเจ้าพื้นแบบนี้ไม่ถูกกับน้ำครับ

ในครัวจะได้เคาน์เตอร์ครัว Built in แบบนี้หมดเลย พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ครัวของ Teka เหมือนกับห้องที่แล้วครับ พื้นที่ด้านล่างเว้นไว้ให้วางเครื่องซักผ้าได้ และด้านขวาก็เป็นพื้นที่วางตู้เย็น ขนาด 70 x 60 cm. แต่คราวนี้จะสามารถใช้ตู้ทรงสูงขนาดไหนก็ได้แล้ว เพราะไม่ถูกจำกัดความสูงด้านบน หรือจะทำชั้นวางของ หรือทำตู้เพิ่มก็ได้นะครับ

สิ่งที่ขาดไปสำหรับห้องนี้คือ ไม่มีที่วางตู้รองเท้า ซึ่งก็อาจต้องหาที่วางแถวหลังประตู ฝั่งเดียวกับห้องน้ำยังพอมีพื้นที่เหลืออยู่เล็กน้อย หรือไม่ก็อาจย้ายตำแหน่งตู้เย็นสักหน่อย ให้ไปอยู่ด้านซ้ายของเคาน์เตอร์ในส่วนของห้องนอนแทน แล้ว Built ตรงนี้เป็นตู้ไว้เก็บรองเท้าและของไปเลยครับ ซึ่งการทำลักษณะนี้จะเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยทำครัวบ่อยๆอยู่แล้ว แถมไม่ต้องเดินมาหยิบน้ำในตู้เย็นถึงหน้าห้องอีกด้วย

ส่วนภายในห้องน้ำก็จะได้เป็นห้องน้ำสำเร็จรูป และสุขภัณฑ์ของ Kohler เช่นเดิมนะครับ ระยะการใช้งานและขนาดพื้นที่ต่างๆจะเท่ากับห้องที่แล้วหมดเลย

ถัดเข้ามาพื้นที่ภายในห้องจะเป็นพื้นที่พักผ่อนทั้งหมดครับ หลักๆคือจะมีเตียงที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งก็ยังมีพื้นที่เหลือด้านซ้ายอีก 1.6 m. สามารถจัดเป็นอะไรก็ได้ตาม Lifestyle ของเรา อย่างในห้องตัวอย่างจะจัดเป็นโต๊ะอเนกประสงค์ ไว้นั่งทำงานอ่านหนังสือ หรือบางคนอาจวางชุดโซฟาเล็กๆ ไว้นั่งดูทีวี หรือวางเป็นตู้เสื้อผ้าก็ได้ครับ

ส่วนทางด้านขวาของเตียงจะมีพื้นที่อเนกประสงค์ริมหน้าต่างที่เว้าเข้าไปแบบนี้ ขนาด 2 x 0.9 m. สามารถจัดเป็นพื้นที่นั่งอ่านหนังสือแบบโซฟาแบบนี้ หรือจะเป็นโต๊ะนั่งจริงจังก็ไม่เลว เพราะได้แสงธรรมชาติแบบเต็มๆครับ

ปลายเตียงของห้องตัวอย่างจัดเป็นชั้นวางทีวีและตู้เสื้อผ้าครับ ซึ่งพอเค้านำตู้เสื้อผ้ามาไว้ในตำแหน่งนี้ รวมถึงทำหน้าบานเป็นกระจกเงาทั้งหมด นอกจากจะดูกลมกลืนไปกับผนังไม่ได้ยื่นออกมาแล้ว จึงทำให้พื้นที่ห้องดูกว้างมากขึ้นอีกด้วยครับ

ด้านซ้ายจะเป็นประตูกระจกที่เปิดออกไประเบียงภายนอกได้ มีขนาด 1.65 x 0.8 m. ครับ สามารถออกไปใช้งานได้นะ

ส่วนสวิตซ์และปลั๊กไฟภายในห้องทั้งหมดจะเป็นของ Siemens สีขาว หน้าตาแบบนี้เลย

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

ราคา

ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 1 October 2019

  • ห้อง Studio ขนาด 24 ตร.ม. ราคา 3.88 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 162,000 บ./ตร.ม.
  • ห้อง Studio ขนาด 28 ตร.ม. ราคา 4.34 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 155,000 บ./ตร.ม.
  • ห้อง 1 Bedroom ขนาด 35 ตร.ม. ราคา 5.53 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 158,000 บ./ตร.ม.
  • ห้อง 1 Bedroom ขนาด 38 ตร.ม. ราคา 6.68 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 176,000 บ./ตร.ม.
  • ห้อง 1 Bedroom ขนาด 43 ตร.ม. ราคา 6.75 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 157,000 บ./ตร.ม.
  • ห้อง 1 Bedroom ขนาด 45 ตร.ม. ราคา 7.47 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 166,000 บ./ตร.ม.
  • ห้อง 2 Bedrooms ขนาด 63 ตร.ม. ราคา 10.64 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 169,000 บ./ตร.ม.
    • ** หมายเหตุ : ราคาทั้งหมดเป็นราคา Resale ของ Bangkok Citismart (หรือ BC) นะครับ
  • รูปแบบการขาย Fully Fitted
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน 2.6 เมตร
  • Kitchen & Sink / ท็อปหินสังเคราะห์
  • Hob & Hood / ของยี่ห้อ Teka
  • จอง n/a บาท
  • ทำสัญญา n/a บาท
  • ดาวน์ n/a% ผ่อนดาวน์ n/a งวด
  • ค่ากองทุน 500 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง 50 บาท/ตร.ม./เดือน
  • Promotion : Free All สำหรับลูกค้าที่ซื้อกับ Bangkok Citismart (หรือ BC) เฉพาะในเดือนตุลาคม 2019 นี้ และโอนภายในสิ้นปีนี้เท่านั้น

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ

บทสรุป

ทำเล : โครงการ Life ๑ Wireless ตั้งอยู่ติดถนนวิทยุ ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมืองที่คึกคึกและเดินทางสะดวก ความอุดมสมบูรณ์โดยรอบในระยะเดินมีทั้ง บ้านปาร์คนายเลิศ กับอาคารวานิชที่มีทั้งร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ และร้านกาแฟ หรือจะเป็นห้างที่อยู่ปากซอยตรงแยกเพลินจิตก็สามารถเดินไปได้เพียง 500 m. เท่านั้น ซึ่งความสำคัญของย่านนี้ที่ต่างจากถนนเส้นอื่นๆ คือจะมีสถานทูตอยู่เยอะครับ แน่นอนว่าคนที่ใช้เส้นทางเหล่านี้ในการเดินทาง หรือคนที่อาศัยอยู่ในทำเลนี้จะได้ความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น รวมถึงยังได้วิวเปิดโล่งและมีพื้นที่สีเขียวให้ได้ชมกันอีกด้วยครับ

การเดินทางโดยใช้รถ : ถึงแม้ว่าถนนวิทยุจะเป็นทาง one way แต่ด้วยลักษณะของโครงการที่เป็นแปลงที่ดินขนาดใหญ่ สามารถทำทางออกด้านหลังเพิ่มได้อีกหนึ่งเส้นทาง ให้มาเชื่อมกับซอยนายเลิศ เพื่อขับรถย้อนกลับมาออกที่ถนนเพลินจิตได้ ทำให้โครงการนี้สามารถขึ้นทางด่วนเฉลิมมหานครได้ทั้งขาเข้า และขาออกเมืองได้อย่างสะดวกสบายมากๆ เพียงแต่มีที่จอดรถให้มา 48% แบบรวมซ้อนคัน ซึ่งผมคิดว่าน้อยเกินไปครับ สำหรับคอนโดระดับราคานี้และทำเลแบบนี้

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ : ถือได้ว่ามีตัวเลือกในการเดินทางที่หลากหลายครับ หน้าปากซอยมี BTS เพลินจิต ที่อยู่ห่าง BTS สยามเพียงแค่ 2 สถานี และมี Sky Walk เดินมาลงตรงแยกเพลินจิตได้ ห่างจากโครงการ 500 m. ซึ่งระหว่างเส้นทางก็มีทางเท้ากว้าง และมีต้นไม้ปกคลุมให้เดินได้สบายๆ หรือจะนั่งวินมอไซค์ก็ได้ครับ มีบริการทุกๆ 100 – 200 m. เลยนะ แล้วถ้าใครจะไปเดินห้างแถวนั้น ก็จะมีทางเชื่อมจาก Sky Walk เข้าสู่ตัวห้างได้โดยตรงอีกด้วย รวมถึงด้านหน้าโครงการก็ยังมีท่าเรือสะพานวิทยุ ที่สามารถนั่งไปประตูน้ำ – รามคำแหง – บางกะปิ ก็ได้เช่นกัน

วัสดุ : ให้มาได้ดีตามมาตรฐานระดับราคานี้ครับ ขายแบบ Fully Fitted ติดตั้ง Home Automation ของ AP มาให้ และเครื่องปรับอากาศของ Samsung ก็สามารถเปิด-ปิดผ่านสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย พื้นห้องเป็นไม้ลามิเนต ส่วนพื้นครัวของห้อง 1 Bedroom ขึ้นไปจะได้เป็นกระเบื้องแกรนิตโต้ มีชุดเคาน์เตอร์ครัว Built in มาให้ครบ Top ด้านบนเป็นหินสังเคราะห์ ได้อุปกรณ์ทำครัวของ Teka ทั้ง Hob&Hood และอ่างล้างจาน พร้อมติด Blacksplash กระเบื้องแกรนิตโต้ กรอบประตูหน้าต่างอลูมิเนียมสีดำ กระจกเขียวตัดแสง ราวระเบียงเหล็ก และได้ห้องน้ำสำเร็จรูป มีสุขภัณฑ์ของ Kohler พร้อมฉากกั้นกระจกนิรภัย Tempered Glass

การออกแบบโครงการ : ผมชอบการออกแบบด้านหน้าโครงการ ที่เค้าเข้าใจในเรื่องความเป็นส่วนตัวได้เป็นอย่างดีครับ เพราะที่ดินด้านหน้าเป็นสาธารณะ ซึ่งจะมีคนผ่านไปผ่านมา จึงได้ทำทางเข้าไว้ด้านข้างแทน รวมถึงยังมีการคิดเผื่อให้กับคนใช้รถ โดยทำทางออกด้านหลังโครงการไว้อีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ฟังก์ชันภายในมีหลายๆส่วนที่ช่วยปรับอารมณ์ได้ดี  อย่างสวนตรงทางเดินใต้อาคารก่อนจะเข้าสู่ Semi-Outdoor Lobby และตัว Sunken ของ Lobby เองก็สวยงามน่านั่งมากๆ รวมถึง Indoor Lobby ก็มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซน ที่มีความเป็นส่วนตัวแตกต่างกันไป โดยโครงการนี้มีแนวคิดในการออกแบบคือ Modern Thai Colonial ที่เราจะได้เห็นการตกแต่งรูปใบโพธิ์สีทองตามจุดต่างๆของโครงการ มีความสวยงาม และดูหรูหรามากเลยทีเดียวครับ

และที่ชอบอีกอย่างคือการวางผังอาคารเป็นรูปตัว S เพื่อไม่บังวิวกันเอง แถมยังบิดอาคารกับที่ดินเพื่อเลี่ยงการถูกบล็อควิวอีกด้วยครับ รวมถึงมีการกระจายส่วนกลางเอาไว้หลายๆจุดเพื่อลดความหนาแน่นในการใช้งาน แต่ด้วยจำนวนยูนิตมากถึง 1,344 ห้อง และอัตราส่วนลิฟต์ 192 : 1 จึงเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างหนาแน่นอยู่เหมือนกันครับ ดีหน่อยที่มีการกระจายโถงลิฟต์ออกเป็น 2 จุด ทำให้ไม่ต้องเดินไกลกันมาก และจำกัดการใช้งานลิฟต์ไปชั้นส่วนกลางแค่โถงลิฟต์ที่ 2 โซนเดียวเท่านั้น เพื่อความเป็นส่วนตัวของชั้นพักอาศัยชั้นอื่นครับ

การออกแบบห้องพัก : โครงการนี้มีรูปแบบห้องที่ต่างจากเพื่อนบ้านโดยรอบ เพราะส่วนใหญ่จะเน้นเป็นห้องหน้ากว้างครับ สำหรับห้อง Studio จะมีหน้ากว้าง 3.5 m. ทำให้ภายในมีขนาดพื้นที่ใหญ่และโปร่งโล่งกว่าห้องแบบปกติมาก ส่วนห้อง 1 Bedroom จะมีหน้ากว้าง 5 m. และมีฟังก์ชันภายในที่น่าสนใจคือ ห้องอเนกประสงค์ในห้องนอน ที่จะเรียกว่าเป็น 1 Bed Plus ก็ไม่ผิดนัก รวมถึงผมชอบช่องแสงตรงห้องครัว ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาครัวมืดเพราะไม่ได้อยู่ติดกับระเบียงได้อีกด้วย และอีกอย่างคือ โครงการนี้มีห้องขนาดเล็กถึง 24 ตร.ม. ให้เลือกด้วยครับ ซึ่งพอคิดเป็นราคาออกมาแล้ว จึงทำให้หยิบจับได้ง่ายมากขึ้น เหมาะทั้งอยู่เองและลงทุนครับ

สาธารณูปโภค : ถือว่าสวยงามน่าใช้งานมากๆครับ และมีการกระจายส่วนกลางเอาไว้หลายๆชั้นเพื่อลดความแออัดของการใช้งาน เริ่มจากพื้นที่ชั้น 1 จะเป็นส่วนต้อนรับทั้งหมด หลักๆจะเป็นสวน และโถง Lobby ที่มีขนาดใหญ่ มีทั้งแบบ Indoor และ Outdoor ให้เลือกใช้งาน รวมถึงมี Library เผื่อกรณีมีแขกมาติดต่อคุยงานกันได้อีกด้วย ขึ้นมาที่ชั้น 10 จะเป็นสวนขนาดใหญ่ให้มานั่งพักผ่อนกันแบบส่วนตัว และที่ชั้น 42 จะเป็น Amphitheater Wireless Social Club มี Leisure Theater Lounge และ Sky Bar ให้ขึ้นมานั่งพักผ่อนชมวิวกันได้ ส่วนที่ชั้น 43 จะเป็น Active Zone คือ Fitness และสระว่ายน้ำ ที่มาพร้อมกับ Jacuzzi แบบแยกส่วยตัว อีกทั้งยังมีสวนเล่นระดับ และจุดชมวิวอีกด้วยครับ

Judgement

การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

เทียบกับช่วงราคาเฉลี่ยแบบทั้งโครงการ AVG 180,000 บาท/ตร.ม., 1 October 2019

  • ทำเล 8.75/10 – ติดถนนวิทยุ อยู่ใจกลางเมือง ใกล้ห้างและร้านค้าในระยะเดินถึง หาของกินง่าย
  • เดินทางด้วยรถ 8/10 – มีทาง one way ใกล้ทางด่วน แต่ที่จอดรถน้อย 48%
  • ไม่ใช้รถ 8.5/10 – ห่าง BTS เพลินจิต 500 m. มีวินมอไซค์ และท่าเรือให้ใช้
  • วัสดุ 7/10 – Fully Fitted ให้ตามมาตรฐาน ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์เพิ่ม
  • แบบ 8/10 – ยูนิตเยอะ มีแบบห้องหน้ากว้างหลายขนาดให้เลือก ฟังก์ชันลงตัว
  • สาธารณูปโภค 8.75/10 – ตกแต่งด้วย concept สวยงาม น่าใช้งาน มี Sky Facilities ให้ขึ้นไปชมวิวได้
  • LUXURY CLASS
  • 8.26 / 10.00

BOTTOM LINE

โครงการ Life ๑ Wireless เหมาะกับคนที่กำลังหาคอนโดใจกลางเมืองย่านเพลินจิต เดินทางสะดวกทั้งรถยนต์และรถสาธารณะ มีส่วนกลางที่สวยงามน่าใช้งาน และมีห้องขนาดเล็กที่ราคายังสามารถจับต้องได้ง่าย มีแบบห้องหน้ากว้าง ฟังก์ชันลงตัว เป็นสัดส่วน โดยมีงบประมาณ 3.88 – 10.64 ล้าน หรือมีกำลังผ่อนประมาณ 27,000 – 74,000 บาท/เดือน


ติดตามพวกเราได้ที่
Website : www.thinkofliving.com
Twitter : www.twitter.com/thinkofliving
YouTube : www.youtube.com/ThinkofLiving
Instagram : www.instagram.com/thinkofliving
Facebook : ThinkofLiving