
มีใครเคยสังเกตไหมคะว่า บ้านและคอนโดในประเทศไทยในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากๆ แตกต่างจาก 10 ปีก่อนอย่างชัดเจน วันนี้เราจะพามาดูกันว่าทำไมที่อยู่อาศัยในไทยไม่เหมือนเดิม? แล้วเปลี่ยนไปยังไงบ้าง?
ก่อนอื่นต้องบอกว่าที่อยู่อาศัยมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ แต่หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ชีวิตประจำวันของคนไทยก็เปลี่ยนไป ซึ่ง ‘ความต้องการในการใช้ชีวิต’ ที่เปลี่ยนไปนี่แหละ ส่งผลให้บ้านในปัจจุบันที่ออกมาสู่ท้องตลาดไม่เหมือนเดิมอย่างก้าวกระโดด ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเลื่อนลงไปดูกันเลยค่ะ
ความต้องการในการใช้ชีวิตของคนไทยเราขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 2 อย่างค่ะ
- การใช้เงิน
หลังจากโควิด-19 ที่กระทบกับเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีการฟื้นตัวค่อนข้างช้า ผู้บริโภคมีการใช้เงินแค่ช่วงสั้นๆ (หลังจากอัดอั้นจากโควิด) หลังจากนั้นก็เจอกับผลกระทบของความเชื่อมั่นทางการเมือง, เศรษฐกิจโลก รวมถึงสงครามในปัจจุบัน ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น เมื่อรายได้ลด และรายจ่ายเพิ่ม ทำให้ผู้บริโภคมองหา ‘ความคุ้มค่าทางการเงิน’ เวลาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ไม่ใช่ว่าอยากประหยัดสุดโต่งจนต้องการราคาถูกที่สุดอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทุกการใช้จ่ายต้องการแลกกับของที่คุ้มค่าจริงๆ
ปัจจัยเรื่องการเงินยังส่งผลให้ Generation ใหม่ที่เริ่มต้นมีครอบครัว มีลูกน้อยลงเรื่อยๆ ประเทศไทยจึงมีอัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการตายทำให้ทุกๆ 2 ปี ประชากรไทยจะลดลง 1 ล้านคน* ซึ่งพอมีบ้านของครอบครัวเดิมอยู่แล้ว จำนวนคนมองหาบ้านใหม่จึงลดลงไปด้วย
โดยข้อมูลจาก DDProperty ทำให้เราเห็นว่าคนที่หาซื้อบ้านในปีที่ผ่านมาลดลงกว่า 32% ทำให้ Developer แต่ละเจ้าต้องแข่งขันกันดุเดือดมากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะลดจำนวนโครงการเปิดตัวใหม่ลง และเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคมากขึ้นค่ะ
*ข้อมูลจาก : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
- การใช้ชีวิต
ปัจจุบันมีค่านิยมในการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป คนนิยมหันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนลูกเห็นได้ชัดเจนจากจำนวนสุนัขและแมวเลี้ยงเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 19% – 28%YoY* ตามลำดับ ทำให้ต้องการพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
นอกจากนั้นยังมีเทรนในดูแลสุขภาพหลังจากช่วงโควิด-19 ซึ่งผู้บริโภคปัจจุบันหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้นชัดเจน ต้องการ Longevity เห็นได้ชัดจากผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ทั้งเมนูอาหาร ขนม และของใช้เพื่อตรวจวัดสุขภาพ มีผลิตออกมาหลากหลาย ซึ่งเป็น Megatrend ไม่ใช่แค่ประเทศไทยแต่เป็นทั่วโลกเลยค่ะ โดยยอดขาย Wearable & Medical Wearables เติบโตถึง 28%YoY**
*ข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
**ข้อมูลจาก : Grandviewresearch
‘การซื้อบ้าน’ ที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะต้องอยู่กันไปยาวๆ ปัจจัยทั้งการเงินและการใช้ชีวิต จึงมีผลต่อการตัดสินใจเป็นอย่างมาก
ซึ่งทั้งหมดเริ่มต้นมาจากช่วงหลังโควิด-19 ที่ผู้พัฒนาโครงการเองก็เริ่มรู้ตัวและปรับปรุง Product ต่างๆ จนเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในยุค 3-5 ปีที่ผ่านมาค่ะ
ที่อยู่อาศัยจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงไป สรุปได้เป็น 4 ด้านจากความต้องการ 4 ปัจจัยค่ะ
- More Value for Money คนต้องการความคุ้มค่ามากขึ้น
- More Convenience คนต้องการความยืดหยุ่นและความสะดวกสบาย
- More Wellness คนต้องการดูแลสุขภาพมากขึ้น
- More Social Status การซื้อบ้านในปัจจุบันเป็นการแสดงสถานะทางสังคมมากขึ้น
อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าในช่วงเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ ผู้ซื้อบ้านจึงไม่ได้มองแค่ราคาถูกอย่างเดียว แต่จะต้องมีความคุ้มค่าในระยะยาวด้วย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เราอยากยกขึ้นมาเป็นปัจจัยแรก แบ่งเป็นหัวข้อย่อยของความคุ้มค่าในที่อยู่อาศัยปัจจุบันได้ 3 อย่าง ดังนี้
- Mass Transit Extension : การเดินทางไปทำงาน เดินทางเชื่อมต่อเมืองได้สะดวกในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าเมื่อก่อน
- Space-Efficient Design : การออกแบบที่ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนตามความต้องการได้ในราคาที่ถูกลง
- Mixed Product Community : การรวมกลุ่มของโครงการหลาย Segment ใน Community เดียว (ผู้พัฒนาโครงการเจ้าเดียวกัน)
Mass Transit Extension
เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ใครจะหาบ้านและคอนโดที่ใกล้รถไฟฟ้าที่เดินทางไปทำงานได้สะดวกก็จะต้องมีงบในการซื้อที่อยู่อาศัยสูงหน่อยค่ะ คอนโดติดรถไฟฟ้าสถานีที่ห่างจาก CBD สักหน่อยก็คงต้องมีที่ 5 ล้านบาทขึ้นไป และบ้านแนวราบในซอยก็ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป (เทียบเป็นราคาปัจจุบันก็ราวๆ 20 ล้านบาทเข้าไปแล้ว)…
แต่ในปัจจุบันมีการขยายตัวของรถไฟฟ้าหลายสายมากขึ้น ทำให้คนที่อยู่ชานเมืองเดินทางได้สะดวกและมีตัวเลือกราคาที่ลดลง ตอบโจทย์ความต้องการที่อยู่อาศัยที่เดินทางไปทำงานและเชื่อมต่อเข้าเมืองได้ ในราคาที่จับจ้องง่ายขึ้น เช่น ทำเลรถไฟฟ้าสายสีชมพู
มีบ้านราคาเริ่ม 4.9 ล้านบาท และคอนโดราคาเริ่ม 1.15 ล้านบาทในเลือก, คอนโดใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียว 0 เมตร ในราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท ต่อเดียวถึงอโศก-สยาม, คอนโดใกล้รถไฟฟ้าสายสีส้ม(เปิดใช้ปี 2573) เข้าเมืองโซนรัชดาฯได้ง่ายๆ ในราคาเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท และ คอนโดใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เข้าสู่ลาดพร้าวได้ง่ายๆ
ใครที่สนใจซื้อคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้าเป็นของตัวเองตอนนี้จึงมีตัวเลือกให้ดูเยอะมากๆ เลยค่ะ เรียกได้ว่าเป็นยุคที่ Developer แข่งขันขายและเสนอราคาบางแห่งใกล้เคียงกับตอนเปิด Pre-Sale เลยทีเดียว
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
Space-Efficient Design
บ้านแต่ก่อนถ้าต้องการพื้นที่อเนกประสงค์ชั้น 1 ที่สามารถปรับได้หลายฟังก์ชันจะต้องเป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบันฟังก์ชัน ‘พื้นที่อเนกประสงค์’ ได้เข้ามาอยู่ในโครงการประเภททาวน์โฮมมากขึ้น ทำให้คนที่มีงบประมาณไม่เกิน 5 ล้านบาท ก็มีฟังก์ชันห้องนอนชั้นล่างเพื่อรองรับผู้สูงอายุได้สะดวก (หากไม่มีห้องนอนชั้นล่างบางครอบครัวอาจต้องวางเตียงผู้สูงอายุในห้องรับแขก ทำให้ไม่ได้ความเป็นส่วนตัว) หรือใครเป็นครอบครัวเดี่ยว ก็ปรับเป็นห้องทำงานส่วนตัว, ห้องดูหนัง หรือเป็นห้องเด็กเล่นของลูกน้อยในอนาคตได้
ฟังก์ชัน ‘พื้นที่อเนกประสงค์’ ที่มีอยู่ในบ้านตั้งแต่แรก จะช่วยประหยัดเงินในการรีโนเวทตามความต้องการในอนาคต เป็นความคุ้มค่าที่ผู้ซื้อบ้านอาจวางแผนไว้ตั้งแต่แรกค่ะ ซึ่งเราเห็น Developer หลายเจ้ามีแบบบ้านที่มี ‘ห้องอเนกประสงค์’ ชั้นล่างมาให้แล้ว ตัวอย่างเช่น
- โครงการ อณาสิริ จาก แสนสิริ แบบบ้าน Crete/ แบบบ้าน Corsica ตัวอย่างโครงการ
– อณาสิริ ศรีนครินทร์-แพรกษา
– อณาสิริ รามคำแหง - โครงการ Golden Town จาก Frasers Property Home แบบบ้าน Saint Paul/ แบบบ้าน Southampton / แบบบ้าน Notting Hill ตัวอย่างโครงการ
– Golden Town พระราม9 – กรุงเทพกรีฑา
– Golden Town 2 สาทร - โครงการ Citysense จาก ปริญสิริ แบบบ้าน Summer/ แบบบ้าน Autumn/ แบบบ้าน Rain ตัวอย่างโครงการ
– Citysense พระราม 2 – มหาชัย
– Citysense เพชรเกษม – พุทธสาคร
อีกหนึ่งการออกแบบที่น่าสนใจของ Developer คือแบบบ้านที่ ‘ได้ความเป็นส่วนตัวแยกชั้น’ โดยทาวน์โฮม 1 ชั้น เหมือนคอนโด 1 ห้องมีฟังก์ชันห้องนั่งเล่น, ห้องนอน, ห้องน้ำ, พื้นที่ครัว, พื้นที่รับประทานอาหาร สามารถอยู่ได้ 1 ครอบครัวเลยค่ะ โดยจะออกแบบให้บันไดอยู่ด้านนอกของบ้าน คนที่อยู่ชั้นบนจะไม่ต้องเดินผ่านห้องข้างล่างให้รบกวนกัน
ข้อดีของบ้านแบบนี้ก็คือสามารถแยกครอบครัวให้คุณตา-คุณยายอยู่ชั้นล่าง และครอบครัวลูก-หลานอยู่ด้านบนได้ โดยยังสามารถดูแลกันได้สะดวก และมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง ลดปัญหาความขัดแย้งภายในบ้าน หรือเหมาะกับเป็นบ้านลงทุนปล่อยเช่าได้ 2 ครอบครัว
- โครงการ Pleno / Pleno Town แบบบ้าน Solo ตัวอย่างโครงการ
– Pleno ฟิวเจอร์ – รังสิต
– Pleno ราชพฤกษ์ 2
– Pleno พระราม 3 – สุขสวัสดิ์ 30
– Pleno แจ้งวัฒนะ – ติวานนท์
– Pleno Town ลาดกระบัง – สุวรรณภูมิ
– Pleno Town ฉลองกรุง 53
– Pleno Town รังสิต – คลอง 2
-Pleno Town แจ้งวัฒนะ – 345
Mixed Product Community
การออกแบบอีกหนึ่งอย่างที่เราเห็นได้มากขึ้นในปัจจุบันคือการออกแบบ ‘Community’ โดย Developer เลือกแบรนด์หลาย Segment เข้ามาอยู่ในทำเลเดียวกัน ทำให้มีการปรับทัศนียภาพตั้งแต่ทางเข้าติดถนนใหญ่ ให้ดูเรียบร้อยสวยงามอยู่เสมอ ได้ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ลูกบ้านสามารถวิ่งออกกำลังกาย หรือมาปั่นจักรยานได้โดยไม่ต้องกลัวรถพลุกพล่าน
ซึ่งปกติแล้วโครงการทาวน์โฮม หรือบ้านเดี่ยวระดับ Main – Upper Class ที่อยู่เดี่ยวๆ จะไม่ได้ทัศนียภาพและความเป็นส่วนตัวแบบนี้เลยค่ะ การรวมกลุ่มกันแบบนี้จึงเป็นประโยชน์ให้กับลูกบ้านทุกโครงการได้มีพื้นที่ส่วนกลางที่ขนาดใหญ่ขึ้น ถนนด้านหน้ามีความสงบและเป็นส่วนตัวมากขึ้น มีการรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น ยกตัวอย่างให้ดูกัน 3 แห่งค่ะ
- วิวทะเลสาบจากทาวน์โฮม ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท
ในโครงการ Sansiri Bangna LAKE 26 Community จาก แสนสิริ - พื้นที่ Bike Lane ให้ปั่นจักรยานและวิ่งออกกำลังกายบนถนนภาระจำยอม เป็นเจ้าของทาวน์โฮมได้ในราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท
กลุ่มหมู่บ้านจาก SC Asset (Grand Bangkok Boulevard East Rama 9, Bangkok Boulevard พระราม9-2, Venue พระราม 9, Verve Rama 9) - ทางเข้าโครงการขนาดใหญ่ ทาวน์โฮมราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท
ในโครงการ Golden Emoire Sathorn (Grandio สาทร, Goldina สาทร, Golden neo สาทร, Golden city สาทร, Golden Town สาทร)
ปัจจุบันเรามี Lifestyle ที่ชัดเจนและหลากหลายมากขึ้น จึงต้องการพื้นที่ภายในบ้านที่ยืดหยุ่น ใช้งานสะดวกรองรับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ โดยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก และออกแบบพื้นที่ให้สามารถรองรับกิจกรรมได้หลากหลาย ปรับเปลี่ยนได้ตามช่วงวัย สามารถแบ่งความสะดวกในการใช้งานที่เพิ่มเข้ามาในที่อยู่อาศัยปัจจุบันได้ 3 อย่าง ดังนี้
- Smart Home Technology : นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัย และจัดการเรื่องต่างๆภายในบ้านได้ง่ายขึ้น
- Pet – Friendly Aera : มีพื้นที่รองรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะทั้งในโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม
- Universal Design For Living : ออกแบบพื้นที่เพื่อให้ใช้งานได้ทุก Generation
Smart Home Technology
เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง 3 ปีมานี้มีการพัฒนาของ Ai อย่างก้าวกระโดดและคนในยุคนี้ก็ต้องการความสะดวกสบายจากการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นนะคะ ทำให้ผู้พัฒนาโครงการเองต้องนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาอยู่ภายในบ้านเพื่อแข่งขันกัน เอาใจคนหาบ้านยุคใหม่
โดยสิ่งหนึ่งที่สำคัญและเห็นผลชัดเจนคือ พลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองภายในบ้าน (Solar Cell) ทำให้พึ่งพาไฟฟ้าลดลงและประหยัดค่าใช้จ่าย, การควบคุมระบบความปลอดภัย เข้ากับ Home Automation ในบ้าน ซึ่งเทคโนโลยีที่กล่าวมา ได้เข้ามาอยู่ในบ้านราคาจับต้องง่ายมากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน
ตัวอย่างโครงการที่มีเทคโนโลยีภายในบ้าน
- ซื้อบ้านพร้อมติดตั้ง Solar Cell และรองรับ EV Charger
– Habitia ชัยพฤกษ์ – วงแหวน จาก แสนสิริ ราคาเริ่มต้น 5.79 ล้านบาท*
– Sena Park Ville 2 รามอินทรา – วงแหวน จาก Sena Development ราคาเริ่มต้น 7.19 ล้านบาท
– Venue ID ปิ่นเกล้า – กาญจนา จาก SC Asset ราคาเริ่มต้น 8 ล้านบาท*
– Supalai Prime Villa กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ – มอเตอร์เวย์ จาก ศุภาลัย ราคาเริ่มต้น 8.99 ล้านบาท
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ >> 4 นวัตกรรม “บ้านต้องมี” ในปี 2026 พร้อมอัปเดตโครงการฟังก์ชันครบ พร้อมอยู่!
Pet – Friendly Aera
ช่วง 3-5 ปีมานี้มีคนเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นเยอะทีเดียวค่ะ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยตั้งแต่ปี 2564 – 2567 จำนวนสุนัขเลี้ยงเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 19% ต่อปี และแมวเลี้ยงเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 28% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นสูงมาก คนไทยส่วนใหญ่ก็มีลูกน้อยลงและนิยมเลี้ยงสัตว์มากขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ Developer ต้องปรับตัวตามไปด้วยเช่นกันค่ะ
ในโครงการบ้านแนวราบแต่ก่อนก็สามารถเลี้ยงสัตว์ได้อยู่แล้วนะคะ แต่ความต่างของโครงการแนวราบใหม่ๆ ในปัจจุบันจะมี “พื้นที่เฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยง” มาให้ด้วยค่ะ เช่น Pet Park สวนสำหรับปล่อยน้องหมาวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ มีที่ล้างเท้าสัตว์เลี้ยง หรือพื้นที่อาบน้ำสัตว์เลี้ยงให้เจ้าของได้ทำความสะอาดก่อนพากลับบ้านได้
ในคอนโดมิเนียมที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ก็มีฟังก์ชันเฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น ห้องน้องหมาแยกกับห้องน้องแมว ให้ปล่อยน้องๆ วิ่งเล่นได้อย่างอิสระพร้อมของเล่น และมีการออกแบบพิเศษสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ
ตัวอย่างโครงการ Whizdom The Forestias จาก MQDC มีอาคาร Petopia โดยเฉพาะเลยค่ะ ที่นี่มีความน่าสนใจตรงที่นอกจากส่วนกลางแล้ว ภายในห้องยังออกแบบให้มีผนัง 2 ชั้นสำหรับกันเสียง, มีเครื่องหมุนเวียนอากาศ, ที่คล้องสายจูง, พื้นที่อาบน้ำสำหรับสัตว์เลี้ยง, ช่องประตูเล็กให้สัตว์เลี้ยงเข้า-ออกผ่านประตูได้เอง, ปลั๊กไฟที่สูงจากพื้นมากกว่าปกติ ปูพื้นที่ป้องกันการลื่น และวัสดุอื่นๆ ภายในห้องที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งถือว่าอำนวยความสะดวกให้คนที่เลี้ยงสัตว์อย่างเต็มที่เลยทีเดียว
ตัวอย่างโครงการ Pet Friendly อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ >> รวมคอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ Pet-Friendly พร้อมข้อบัญญัติใหม่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 มกราคม 2569
Universal Design For Living
อีกหนึ่งการออกแบบที่แต่ก่อนมีเฉพาะในบ้าน Type ใหญ่ที่สุดในโครงการบ้านเดี่ยวระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป นั่นก็คือ ‘ห้องนอนชั้นล่าง’ หรือ ‘ห้องอเนกประสงค์’ ซึ่งปัจจุบันเราจะเห็นฟังก์ชันนี้เข้ามาอยู่ในบ้านหลายระดับราคามากขึ้น โดยเฉพาะทาวน์โฮมและบ้านแฝดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของแต่ละครอบครัวได้มากขึ้นค่ะ
ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 ที่กั้นมาเป็นสัดส่วนแล้วช่วยให้เจ้าของบ้านใช้งานได้หลายฟังก์ชันโดยไม่ต้องเสียเงินต่อเติมเพิ่มในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการรองรับผู้สูงอายุ เป็นห้องนอนส่วนตัวให้คุณตาคุณยาย โดยไม่ต้องวางเตียงในห้องนั่งเล่น, เป็นห้องของเล่นของลูกน้อยโดยที่ไม่มีของกระจัดกระจายบริเวณห้องรับแขก, เป็นห้องเรียนหนังสือออนไลน์, ห้องดูหนัง ร้องคาราโอเกะของคุณพ่อ หรือห้องถ่าย Content ของคุณแม่ก็ได้
ตัวอย่างโครงการที่มีห้องอเนกประสงค์ที่ชั้น 1
- โครงการแบรนด์ อณาสิริ จาก แสนสิริ แบบบ้าน Crete / แบบบ้าน Corsica
– อณาสิริ ศรีนครินทร์-แพรกษา ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท
– อณาสิริ รามคำแหง ราคาเริ่มต้น 3.69 ล้านบาท - โครงการแบรนด์ Golden Town จาก Frasers Property Home แบบบ้าน Saint Paul/ Southampton / Notting Hill
– Golden Town พระราม9 – กรุงเทพกรีฑา ราคาเริ่มต้น 3.29 ล้านบาท
– Golden Town 2 สาทร ราคาเริ่มต้น 4.19 ล้านบาท
เทรนรักสุขภาพเป็น Megatrend ที่คนทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆเลยนะคะ ตั้งแต่เหตุการณ์โรคระบาดและปัญหามลพิษ (เช่น PM 2.5) ทำให้บ้านต้องเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้อยู่แล้วสุขภาพทั้งกายและใจดีขึ้น โดยเราจะขอแบ่งฟังก์ชันเพื่อสุขภาพในที่อยู่อาศัยยุคปัจจุบันออกเป็น 2 อย่าง ดังนี้
- Wellness Facilities : การออกแบบที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพร่างกายของผู้อยู่อาศัย
- Stress Management & Recreation : พื้นที่พักผ่อนจิตใจ เพื่อสร้างสุขภาพจิตที่แข็งแรง
Wellness Facilities
เมื่อก่อนเวลาเราเลือกซื้อบ้านที่มีแนวคิดเรื่องสุขภาพของผู้อยู่อาศัย มักจะมีการโฆษณาว่า เลือกใช้วัสดุฝ้าเพดานปราศจากใยหิน, สีทาบ้านปราศจากสารระเหยอินทรีย์ (VOCs) ฟอร์มาลดีไฮด์ ตะกั่ว และปรอท ที่เป็นสารก่อมะเร็งและโรคอื่นๆได้ใช่ไหมคะ
แต่ปัจจุบันนอกจากจะเลือกใช้วัสดุที่ไม่เป็นพิษแล้ว ยังมีการส่งเสริม (Add on) อุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพที่ดีขึ้นไปอีก เช่น คุณภาพอากาศ มีการออกแบบให้อากาศไหลเวียนภายในบ้านได้ดี ลดการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ และกลิ่นอับชื้น, กรองฝุ่น PM2.5 ไปจนถึงเพิ่มแรงดันบวก (Positive Air Pressure) เพื่อลดฝุ่น
โครงการใหม่ๆ มีการเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพมากขึ้นในบ้านที่ระดับราคาเข้าถึงง่าย โดยจะเป็นพื้นที่ออกกำลังกายที่นอกเหนือจาก Fitness และสระว่ายน้ำ อย่างเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง, สนามบาสเก็ตบอล, Jogging Track , สนามเทนนิส, ลานสเก็ต, หน้าผาจำลอง, ห้องโยคะ, ห้องพิลาทิส และสนามมวยในร่ม เป็นต้น
อีกหนึ่งตัวอย่างโครงการจากแสนสิริ ที่เป็นผู้ริเริ่มทำสวนผักออแกนิค (Sansiri Backyard) ทั้งโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียมมาได้พักใหญ่ โดยจะเป็นพื้นที่ให้ลูกบ้านมาปลูกผักสวนครัวและเก็บไปรับประทานเองได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นการส่งเสริมให้ลูกบ้านได้รับประทานอาหารที่ไม่มีสารพิษ และเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวได้อีกทางหนึ่งค่ะ
ตัวอย่างโครงการที่มีการออกแบบเพื่อสุขภาพ
- ระบบฟอกอากาศ ลด PM2.5
– Grand Britania วงแหวน – รามอินทรา จาก บริทาเนีย ราคาเริ่มต้น 6.99 ล้านบาท
– Sena Grand Home บางนา – วงแหวน กม.29 จาก Sena Development ราคาเริ่มต้น 6.99 ล้านบาท
– The City ทวีวัฒนา 2 จาก AP Thailand ราคาเริ่มต้น 14.9 ล้านบาท - พื้นที่ออกกำลังกายที่หลากหลาย
– The Connect Spez ราชพฤกษ์-345 จาก พฤกษา ราคาเริ่มต้น 4.29 ล้านบาท*
– บริทาเนีย ราชพฤกษ์ 345 จาก บริทาเนีย ราคาเริ่มต้น 4.65 ล้านบาท*
– Wish Signature II มิดทาวน์ สยาม จาก Siamnuwat ราคาเริ่มต้น 6.99 ล้านบาท*
Stress Management & Recreation
นอกจากการส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ปัจจุบันยังมีการออกแบบพื้นที่สำหรับสันทนาการและผ่อนคลายจิตใจเพิ่มมากขึ้นด้วยค่ะ แต่ก่อนพื้นที่ส่วนกลางสำหรับผ่อนคลายส่วนใหญ่ก็จะมีแค่สวน พื้นที่สีเขียวให้เดินเล่นหรือวิ่งออกกำลังกายกันเท่านั้น
ปัจจุบันมีการออกแบบพื้นที่สันทนาการอย่าง Game Room, Movie Room หรือห้องอเนกประสงค์สำหรับจัดปาร์ตี้ สังสรรค์กับเพื่อนๆ ได้ นอกจากนั้นยังมีห้อง Sauna, Stream ให้ร่างกายได้พักผ่อนพร้อมๆกับจิตใจไปด้วย พื้นที่สีเขียวในปัจจุบันก็ไม่ได้ออกแบบมาแค่สวน แต่เลือกใช้ไม้พุ่มหลากสีสัน ไม้ยืนต้นหลายแบบเพื่อตกแต่งให้เข้ากับแนวคิดของโครงการ มีเนินดินและทางลาดให้เดินได้ไม่เบื่อ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถหาได้ในคอนโดและบ้านแนวราบที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น
ตัวอย่างโครงการที่มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับผ่อนคลาย
- พื้นที่ส่วนกลาง Party Zone พร้อม โต๊ะพูล, Air Hockey Table, Football Table
– Quintara MHy’DEN โพธิ์นิมิตร จาก Eastern Star ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท - ห้องคาราโอเกะหรือดูหนังส่วนตัวให้จองใช้งาน
– COBE เกษตร – ศรีปทุม จาก SC Asset ราคาเริ่มต้น 3.19 ล้านบาท - สวนหน้ากว้างกว่า 100 เมตรริมแม่น้ำเจ้าพระยา
– วันเวลา ณ เจ้าพระยา จาก Land & Houses ราคาเริ่มต้น 3.89 ล้านบาท
การซื้อบ้านไม่ใช่เพียงแค่ที่อยู่อาศัยอีกต่อไปแล้วค่ะ แต่ ‘บ้าน’ จะต้องช่วยแสดงสถานะทางสังคมและ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับผู้อยู่อาศัยด้วย ไม่ต่างจากสินค้าอย่างเสื้อผ้า กระเป๋า รถยนต์ ซึ่งไม่ใช่แค่บ้าน Luxury เท่านั้นนะคะ ปัจจุบันทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมในราคาเข้าถึงง่ายก็มีพื้นที่สวยๆ ให้ถ่ายรูปลง Social ได้ เราขอแบ่งการแสดงสถานะทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในที่อยู่อาศัยออกเป็น 2 อย่าง ดังนี้
- Ultra Luxury is Story & Details : แต่ก่อนหรูแบบไหน ปัจจุบันมีความหรูขึ้นอีกจากเรื่องเล่าและรายละเอียดในการออกแบบ
- Curated Common Areas : พื้นที่ส่วนกลางที่ไม่ใช่แค่ให้ใช้งาน แต่ยังถ่ายรูปลง Social เพื่อบ่งบอกรสนิยมของแต่ละคนได้
Ultra Luxury is Story & Details
แต่ก่อนก็มี ‘บ้านหรู’ ที่ราคาหลักร้อยล้าน แต่ทำไมปัจจุบันโครงการหรูใหม่ๆ ถึงดูดีและหรูหราขึ้นในสายตาของเรา นั่นก็เพราะว่าโครงการใหม่ๆ ให้ความสำคัญกับ “เรื่องราว” และ “รายละเอียด” ที่ทำให้เรื่องราวนั้นสมจริงมากยิ่งขึ้นค่ะ
ยกตัวอย่างโครงการ นาราสิริ บางนา กม. 10 ราคาเริ่มต้น 60 – 150 ล้านบาท ที่มีแนวคิดการออกแบบ “A- Matter of Refinement – งดงามในรายละเอียด” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก สถาปัตยกรรมแบบ Classic สไตล์ New York Renaissance Revival ช่วงปี 1880-1890 ไม่ใช่แค่การออกแบบอาคาร Clubhouse ที่มีดีไซน์คล้ายกับสถาปัตยกรรมในยุคนั้นอย่างเดียว แต่โครงการได้ออกแบบความโอ่อ่าตั้งแต่ วงเวียนด้านหน้าโครงการขนาดใหญ่ ซุ้มประตูทางเข้า สวนส่วนกลางที่สมมาตร มีน้ำพุขนาดใหญ่ ดูหรูหรา รวมไปถึงการตกแต่งถนนภายในโครงการและลงรายละเอียดถึงลวดลายบนฝาท่อระบายน้ำเลยค่ะ
การออกแบบและทำได้จริงนั่นทำให้คนที่ได้ไปชมโครงการจริง ‘อิน’ กับแนวคิดและเรื่องราวของโครงการมากขึ้น ทำให้มองเห็นภาพลักษณ์ที่ดูหรูหรา แสดงถึงฐานะทางสังคมของเจ้าของบ้านได้
ตัวอย่างโครงการบ้านหรู ราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป
- Narasir บรมราชชนนี จาก แสนสิริ ราคาเริ่มต้น 55 – 85 ล้านบาท
- Narasiri Victoire กรุงเทพกรีฑา จาก แสนสิริ ราคาเริ่มต้น 65 – 120 ล้านบาท
- นันทวัน พูลวิลล่า พระราม9 กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ จาก Land&Houses ราคาเริ่มต้น 120 – 145 ล้านบาท
- CIRA Residences จาก The Creators HQ ราคาเริ่มต้น 125 – 200 ล้านบาท
- SONLE Residences จาก SC Asset ราคาเริ่มต้น 260 – 400 ล้านบาท
Curated Common Areas
ไม่ใช่แค่เพียงบ้านหรูเท่านั้นที่จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ได้ แต่โครงการในระดับ Main Class-Upper Class ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมยังมีการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้มี ‘ฟังก์ชันที่หรูหรา’ ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ ให้ลูกบ้านถ่ายภาพลง Social ได้อย่างภาคภูมิใจ เข้ามาอยู่ในโครงการใหม่ๆ ที่ราคาเข้าถึงง่ายมากขึ้น
ยกตัวอย่างโครงการ ATMOZ Palacio ลาดพร้าว-วังหิน จาก AssetWise คอนโดมิเนียมราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท (เฉลี่ยประมาณ 89,000 บาท/ตร.ม.) ที่ออกแบบพื้นที่ส่วนกลางมาให้ทุกอาคาร ฟังก์ชันเยอะ ตกแต่งจัดเต็ม และนำเอาส่วนกลางที่มักจะอยู่ในคอนโดมิเนียมระดับ Luxury เข้ามาไว้ในโครงการค่ะ เช่น Private Jacuzzi, Sauna, Stream, สระว่ายน้ำบรรยากาศรีสอร์ต 2 สระ, ห้องดูหนังขนาดใหญ่ และสวนที่ออกแบบสมมาตรเหมือนทางเข้าพระราชวัง ตรงกลางโครงการ
ตัวอย่างโครงการพื้นที่ส่วนกลางสวย ถ่ายรูปลง Social ได้ในราคาเริ่มต้นไม่เกิน 3 ล้านบาท
- Nue Core คูคต สเตชัน จาก Noble Development ราคาเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท*
- อัสสกาญจน์ อีลีเซี่ยม พหล 59 จาก อัสสกาญจน์ ราคาเริ่มต้น 2.19 ล้านบาท*
- Chapter One More Kaset จาก พฤกษา ราคาเริ่มต้น 2.79 ล้านบาท*
- Aspire สุขุมวิท-พระราม 4 จาก AP Thailand ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท*
