ปี 2026 แล้ว บ้านใครยังไม่มีนวัตกรรมเหล่านี้บ้าง…!! ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยี Smart Home ไม่ใช่เทรนด์ใหม่ แต่เป็นเทรนด์ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และเริ่มเข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมและสภาวะเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญ ทั้งภาวะโลกร้อน , ปัญหาฝุ่นควัน , ค่าไฟแพง แต่ค่าแรงต่ำ แถมค่าน้ำมันยังพุ่งสูง……….แต่หากในบ้านของคุณ มี Solar Cell , EV Charger หรือระบบกรองอากาศในบ้าน ก็เบาใจได้เลยว่า ปัญหาเหล่านี้จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของคุณอย่างแน่นอน

ปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านี้ยังมีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงทำให้สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้มองหาแค่ความสะดวกสบาย แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยทั้งต่อทรัพย์สินและสุขภาพของผู้ที่อยู่อาศัยในบ้าน ซึ่งวันนี้ Think of Living จะพามาชม 4 นวัตกรรม “บ้านต้องมี” ในปี 2026 ที่ไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดในยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้ สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะติดตั้งระบบ Smart Home ในบ้าน ก็สามารถนำข้อมูลไปพิจารณา ดูความเหมาะสม รวมถึงงบประมาณเบื้องต้นที่ต้องใช้ได้เลย

นอกจากนี้ เรายังมี “รวม 14 โครงการบ้านพร้อมอยู่” ที่มีนวัตกรรมติดตั้งมาให้ด้วย เลือกได้ในงบ 10 ล้านบาท หากใครกำลังลังเลว่าจะซื้ออุปกรณ์ชุดใหญ่มาติดตั้งเอง หรือจะหาบ้านใหม่พร้อมอยู่ ทำเลดีๆ สักที่ ก็สามารถเลื่อนชมตัวอย่างโครงการบ้านจาก 5 Developers ที่เรานำมาฝาก เพื่อประกอบการตัดสินใจเพิ่มได้เลยค่ะ

 


 

ระบบพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy System)

ถือเป็นเทคโนโลยียอดนิยมที่คนส่วนใหญ่เลือกติดตั้งกันในปัจจุบัน เหตุผลที่เห็นได้ชัดข้อแรกก็คือ “การช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย” อย่าง Solar Cell ที่ช่วยลดค่าไฟได้ถึง 30 – 70% ต่อเดือน โดยเฉพาะบ้านไหนที่ใช้ไฟหนัก ก็ยิ่งถึงจุดคุ้มทุนไว (เฉลี่ย 4 – 6 ปี) เหมาะกับคนที่ชอบความคุ้มค่าระยะยาว ขณะที่ EV Charger ช่วยลดค่าเชื้อเพลิงจากหลักพันเป็นหลักร้อย ได้ทั้งความสะดวกที่เหมือนมี ‘ปั๊มส่วนตัวในบ้าน’ แถมยังเป็นการช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมไปได้ในตัว

ซึ่งจากการที่เราไปรีวิวมาหลายๆ ที่ โครงการใหม่ๆ เริ่มมีการเดินสายเตรียมไว้ให้แล้วนะคะ สะท้อนให้เห็นว่าคนหันมาใช้พลังงานสะอาดกันมากขึ้น แถมยังช่วยเพิ่ม ‘มูลค่าในการขายต่อ’ ในอนาคตได้อีกด้วย

หากใครอยากจะติดตั้งเอง ปัจจุบันมีรูปแบบให้เลือกหลากหลายมาก…ถ้าอยากรู้ว่าแบบไหนจะคุ้ม และเหมาะกับบ้านของคุณที่สุด ก็สามารถเลื่อนดูวิธีการคำนวณเบื้องต้นง่ายๆ ที่เราเอามาฝากกันก่อนได้เลย

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อนว่า Solar Rooftop System มีกี่ประเภท และมีความแตกต่างอย่างไรบ้าง..?

  • โซลาร์เซลล์แบบออฟกริด (Off Grid System)

คือ การผลิตไฟฟ้าใช้เองแบบ 100% ไม่ต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าส่วนกลาง ไม่ต้องจ่ายค่าไฟ จึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตในการติดตั้ง สามารถใช้ไฟได้ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน มีต้นทุนสูงกว่าระบบอื่นๆ เพราะต้องมีแบตเตอรี่ในการกักเก็บไฟ และต้องมีการดูแลอย่างสม่ำเสมอ เหมาะกับพื้นที่ห่างไกลหรือคนที่ต้องการไฟฟ้าสำรองใช้ในเวลาฉุกเฉิน

  • โซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On Grid System)

เป็นระบบที่นิยมใช้ตามบ้านพักอาศัยในปัจจุบัน โดยระบบนี้จะทำงานโดยการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าใช้งานได้ในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนระบบจะกลับไปดึงไฟจากการไฟฟ้าส่วนกลางมาใช้โดยอัตโนมัติ จึงทำให้ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ซึ่งระบบนี้หากจะติดตั้งต้องทำการขออนุญาตดัดแปลงอาคาร (จาก กทม. / อบต. / เทศบาล) และขอเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าจากส่วนกลาง

โดยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้เพิ่งประกาศ “มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย” ออกมาอย่างเป็นทางการ บุคคลทั่วไปติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านกำลังไฟรวมกันไม่เกิน 10 kWp สามารถนำค่าใช้จ่ายมาใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200,000 บาท..!

โดยระยะเวลาของมาตรการจะเริ่มตั้งแต่วันที่ประกาศ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ปี 2571 ซึ่งหลักฐานสำคัญที่ต้องใช้ก็คือ ‘ใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e – Tax Invoice)’ แบบกระดาษธรรมดาจะไม่สามารถใช้ได้นะคะ

หากใครอยากทราบข้อมูลหรือเงื่อนไขเพิ่มเติม ก็สามารถคลิกอ่านที่บทความ >> ติดตั้ง Solar Rooftop ลดหย่อนภาษีปีสูงสุด 200,000 บาท คุ้มจริงมั้ย ? เหมาะกับใคร ? ที่ Think of Living สรุปมาให้ชมก่อนได้เลย

  • โซลาร์เซลล์แบบไฮบริด (Hybrid System)

เป็นอีกหนึ่งระบบที่สามารถเข้าร่วม ‘มาตรการลดหย่อนภาษี’ ได้เช่นกัน ซึ่งระบบนี้ถือเป็นลูกผสมที่รวมข้อดีของระบบ On Grid และ Off Grid ไว้ด้วยกัน คือ มีการเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า และมีแบตเตอรี่สำรองไว้ใช้ ช่วยลดค่าไฟในเวลากลางคืนได้ แต่มีข้อจำกัดคือ ปัจจุบันการไฟฟ้ายังไม่เปิดรับซื้อคืนไฟส่วนเกิน ได้เหมือนระบบ On Grid เนื่องจากเงื่อนไขความปลอดภัยทางเทคนิค

Solar Cell ติดตั้งแบบไหน ราคาเท่าไร…?

การจะติดตั้ง Solar Cell ในบ้าน อันดับแรกควรต้องทราบก่อนว่า มิเตอร์ของบ้านมีขนาดเท่าไร เพื่อจะได้รู้ว่าสามารถรองรับระบบโซลาร์เซลล์ที่ต้องการได้มั้ย หรือต้องเปลี่ยนมิเตอร์ เพื่อให้การใช้งานไฟฟ้าในระยะยาวมีความเสถียรและปลอดภัย

  • ระบบไฟ 1 เฟส (Single Phase) : จะต้องใช้มิเตอร์ขนาด 15(45)A ขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันก็ถือเป็นขนาดที่ใช้ในบ้านพักอาศัยทั่วไป ติดตั้ง Solar Cell ได้ขนาดไม่เกิน 5 kWp เหมาะกับบ้านที่มีค่าไฟประมาณ 1,500 – 4,000 บาท/เดือน
  • ระบบไฟ 3 เฟส (Three Phase) : เหมาะสำหรับบ้านขนาดใหญ่ ที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะ หรือมีการติดตั้ง EV Charger ขนาดมิเตอร์มักเป็น 15(45)A หรือ 30( 100)A สามารถติดตั้ง Solar Cell ได้สูงสุด 10 kWp (สำหรับบ้านพักอาศัย)

ปัจจุบันเพื่อความสะดวก ก็มีบริษัทรับติดตั้ง Solar Cell หลายเจ้า ให้บริการทั้งแบบที่สามารถเลือกยี่ห้อแผงเองได้ และบริษัทที่เป็นแบบ Tern key Solution ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการติดตั้ง มีรับประกันและบริการหลังการขาย (ส่วนใหญ่มีรับประกันการใช้งาน 25 – 30 ปี) ราคาเริ่มตั้งแต่ 100,000 – 180,000 บาท (ระบบขนาด 3 – 5 kW)  อาทิ บริษัท Solar PPM , Solar D , SCG Solar Roof Solutions และ PEA Solar เป็นต้น

EV Charger หรือ ‘เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า’ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ถ่ายโอนพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า เป็นเหมือนหัวจ่ายน้ำมันในรูปแบบไฟฟ้าที่ช่วยเติมพลังงานให้รถสามารถวิ่งได้ ซึ่ง EV Charger ก็ถือว่าเป็นกระแสมาตั้งแต่ช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา เห็นได้จากบนท้องถนนที่มีรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ Hybrid เพิ่มจำนวนมากขึ้น และเพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อบ้านในปัจจุบัน หลายโครงการก็เริ่มมีการเดินสายไว้ให้สำหรับติดตั้ง EV Charger เพิ่มเอง หรือในกรณีบ้านระดับ Luxury ก็จะมีการติดตั้งหัวชาร์จมาให้พร้อมใช้งาน ซึ่งก็ถือเป็นเทคโนโลยีในบ้านที่เหมาะมาก สำหรับยุคข้าวยาก น้ำมันแพง แบบนี้ทีเดียวค่ะ

EV Charger เลือกยังไง ราคาเท่าไร…?

การเลือก EV Charger อย่างแรกต้องทราบขนาด On Board Charger (OBC) ในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่เราใช้ก่อน ซึ่งก็จะมีขนาดตั้งแต่ 3.6 kW ถึง 22 kW ส่วนเครื่องชาร์จ EV ในปัจจุบัน จะมีให้เลือก 4 ขนาดหลักๆ คือ

  • 3.7 kW , 7.4 kW (ใช้ได้ทั้งระบบไฟ 1 เฟส / 3 เฟส)
  • 11kW และ 22 kW (เฉพาะระบบไฟ 3 เฟส)

ซึ่งราคารวมติดตั้งก็จะมีตั้งแต่ 30,000 – 100,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและฟังก์ชันเสริมที่เลือกใช้ด้วย

สำหรับมิเตอร์ไฟบ้าน หากของเดิมเป็นระบบไฟ 1 เฟส 15(45)A จะไม่สามารถติดตั้ง EV Charger ได้ จะต้องทำการเพิ่มขนาดมิเตอร์เป็น 30(100)A หากจะติดตั้ง EV Charger ขนาดไม่เกิน 7.4 kW

หรือใครจะขอเป็นไฟ 3 เฟส 15(45)A / 30(100)A ก็ได้ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งจะอยู่ที่ประมาณ 700 – 2,500 บาท และค่าขอเปลี่ยนการคิดไฟฟ้าเป็นอัตรา TOU (Time of Use) ประมาณ 6,640 – 7,350 บาท

*ขอบคุณรูปภาพจาก : กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย*

ซึ่งการเลือกขนาดของเครื่องชาร์จหรือ Output จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับ On Board Charger (OBC) ของรถรุ่นนั้น เพราะต่อให้เลือก Output ที่มีจำนวน kW มาก ก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถชาร์จไฟได้เร็วขึ้นนะคะ แต่จะขึ้นอยู่กับหัวชาร์จที่เลือกใช้

การเลือกหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

  • หัวชาร์จแบบธรรมดา (Normal Charger) : เป็นหัวชาร์จที่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) โดยไฟฟ้าจะถูกแปลงเป็นกระแสตรงผ่าน On Board Charger ภายในตัวรถ ระยะเวลาในการชาร์จ 12 – 16 ชั่วโมง ราคาตั้งแต่ 2,000 – 5,000 บาท
  • หัวชาร์จแบบ Wall Box (Double Speed Charger) : เป็นหัวชาร์จที่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เหมาะกับเครื่องชาร์จที่มีขนาด 7.4 kW ขึ้นไป ใช้เวลาในการชาร์จ 4 – 7 ชั่วโมง ราคา 15,000 – 55,000 บาท
  • หัวชาร์จแบบเร็ว (Quick Charger) : เป็นหัวชาร์จที่ใช้ไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เข้าสู่แบตเตอรี่ได้โดยตรง ไม่ต้องผ่าน On Oboard Charger จึงทำให้ชาร์จได้เร็วกว่าแบบอื่น สามารถชาร์จได้ถึง 80% ภายใน 20 – 60 นาที แล้วแต่รุ่นรถและกำลังไฟ ส่วนใหญ่จะใช้ตามสถานีชาร์ตจ ราคาตั้งแต่ 35,000 – 100,000 บาทขึ้นไป

ตัวอย่างยี่ห้อ EV Charger รวมราคาพร้อมติดตั้งครบจบ

Image 1/3
EV Charger : Arun+ (Arun Plus) ราคาประมาณ 56,710 – 73,830 บาท

EV Charger : Arun+ (Arun Plus) ราคาประมาณ 56,710 – 73,830 บาท

  • Arun+ (Arun Plus) พัฒนาโดยกลุ่มปตท. จะมีให้เลือกใช้งาน 2 รุ่นด้วยกันคือ รุ่น ECO และ SMART มีขนาดให้เลือกใช้งานได้คือ 7.4 kW และสูงสุด 22 kW โดยรุ่น SMART จะมีฟังก์ชันพิเศษคือ สามารถใช้งานผ่านแอพ on – ion เพื่อตั้งเวลาชาร์จ หรือจะแชร์ให้คนอื่นมาใช้แล้วเก็บเงินผ่านแอปได้ โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 56,710 – 73,830 บาท
  • Siemens เป็นแบรนด์ดังจากประเทศเยอรมนี ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัย เช่น ถ้ากำลังไฟไม่พอเครื่องชาร์จก็จะไม่ทำงาน รองรับการสั่งงานผ่านแอปมือถือ Sifinity Go (ตั้งเวลาชาร์จและดูแบบเรียลไทม์ได้) เครื่องชาร์จมาพร้อมกับมาตรฐานป้องกันน้ำและฝุ่นในระดับสูง (เช่น IP54/IP55) มีฟังก์ชัน Load Management ช่วยควบคุมปริมาณการใช้ไฟฟ้าไม่ให้เกินพิกัดของมิเตอร์บ้านได้ โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 65,000 – 85,000 บาท
  • Schneider เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานในประเทศฝรั่งเศส มีตัวเลือกที่เป็นรุ่นยอดนิยมอย่าง EVLink Home จุดเด่นของแบรนด์อยู่ที่ความทนทาน มาพร้อมมาตรฐานป้องกันน้ำและฝุ่น IP55 ป้องกันแรงกระแทก IK10 และมีระบบป้องกันไฟเกินในบ้าน ช่วยเพิ่มความเสถียรให้การจ่ายไฟ โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 59,000 – 69,000 บาท

 


 

ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (Smart Home Security)

เป็นระบบที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยในบ้านด้วยการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ผ่าน Internet สามารถตรวจสอบและรับการแจ้งเตือนเหตุการณ์ผิดปกติได้แบบเรียลไทม์และย้อนหลังได้ด้วย Application ในมือถือ จะซื้อแยกมาติดตั้งหรือใช้งานควบคู่กับระบบ Home Automation ในบ้านก็ได้ โดยในบางบริษัทยังมีการขายรวมเป็นแพคเกจ เพื่อความสะดวกในการติดตั้งและใช้งาน

ซึ่งปัจจุบันโครงการบ้านใหม่ๆ ก็มีการติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐาน ทั้ง CCTV , Digital Door Lock , Magnetic& Motion Sensor มาพร้อมระบบ Home Automation ที่ใช้ควบคุมไฟฟ้าแสงสว่าง และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้ด้วย ส่วนใครที่อยากติดตั้งเอง เราก็มีตัวอย่างอุปกรณ์ Smart Home Security จากแบรนด์ที่น่าสนใจ และราคาอัปเดตมาให้ชมกันด้วย

  • ระบบเฝ้าระวังด้วยภาพ (Visual Surveillance)

Image 1/5
กล้องวงจรปิด Tapo - Link รุ่น C210

กล้องวงจรปิด Tapo - Link รุ่น C210

ปัจจุบัน CCTV (Analog) และ IP Camera ยังคงเป็น 2 ระบบหลัก ที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้งาน แต่สัดส่วนของ IP Camera เริ่มเพิ่มสูงมากขึ้น เพราะเป็นระบบที่สามารถติดตั้งเองง่าย ราคามีให้เลือกตั้งแต่ 500 – 2,000 บาท ได้ภาพความละเอียดสูง ดูเรียลไทม์ผ่านมือถือได้ทันที มีฟังก์ชันที่พูดคุยโต้ตอบผ่านไมค์ได้ และบางรุ่นมีระบบ Sensor คอยส่งเสียงแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบสิ่งผิดปกติได้ด้วย

  • ระบบควบคุมการเข้า – ออก (Access Control)

Image 1/6
Digital Door Lock : YALE (รองรับได้ 3 ระบบ)

Digital Door Lock : YALE (รองรับได้ 3 ระบบ)

Digital Door Lock ถือเป็นอุปกรณ์ที่บ้านหลายๆ โครงการติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐาน ซึ่งก็มีรูปแบบและยี่ห้อให้เลือกหลากหลายมาก ตั้งแต่ราคาหลักพันไปจนถึงหลักหมื่นเลยก็มี โดยระบบที่บ้านพักอาศัยทั่วไปใช้จะมีให้เลือกตั้งแต่ กดรหัส , สแกนลายนิ้วมือ , คีย์การ์ด , กุญแจและ Bluetooth ซึ่งยี่ห้อที่เจอบ่อยๆ ก็มี HAFELE , COLT , PANOSONIC , YALE , PHILIPS , SAMSUNG เป็นต้น

อีกระบบที่เรามองว่ามีความน่าสนใจก็คือ ระบบอินเตอร์คอม (Intercom) เหมาะกับคนที่มีงบประมาณขึ้นมาหน่อย อยากได้ความปลอดภัยสูง ช่วยให้เจ้าของบ้านได้เห็นหน้า (Video Intercom) หรือได้ยินเสียงผู้มาติดต่อก่อนอนุญาตให้เข้าพื้นที่ สำหรับราคาอุปกรณ์พร้อมติดตั้งมีให้เลือกตั้งแต่ 14,000 – 50,000 บาทขึ้นไป

  • เซนเซอร์ตรวจจับเหตุผิดปกติ (Intrusion & Hazard Sensors)

Door & Window Sensor ตรวจจับเมื่อมีการงัด แงะ หรือลืมเปิด – ปิดประตูทิ้งไว้ ทำหน้าที่เป็นสัญญาณกันขโมยที่จะส่งเสียงแจ้งเตือนและสัญญาณไปยังแอพในมือถือ สะดวกมากขึ้นด้วยระบบที่สามารถเชื่อมต่อกับ Wi – Fi ติดตั้งเองได้ง่าย เหมาะสำหรับคนที่ติดตั้งไม่กี่จุดในบ้าน แต่หากต้องการความเสถียร แนะนำให้ติดตั้งแบบเชื่อมต่อ Zigbee (ต้องมี Gateway)

โดยระบบที่บ้านพักอาศัยทั่วไปนิยมใช้ก็คือ Magnetic Sensor (มีทั้งเชื่อมต่อกับ Wi – Fi และ Zigbee ได้) มีหลายยี่ห้อให้เลือกทั้ง Tuya , Xiaomi , TP-Link Tapo , Eve , LifeSmart ราคาอุปกรณ์มีตั้งแต่ 300 – 2,000 บาท

Fall Detection Sensor คือ ระบบตรวจจับการล้ม เป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ใช้ระบบ Sensor ขั้นสูง ตรวจจับความเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ อย่างการล้มหรือกระแทก ถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยดูแลผู้สูงอายุ นิยมติดตั้งบริเวณโถงบันได , ห้องน้ำ หรือห้องนอน บางรุ่นมีฟังก์ชันตรวจวัดอุณหภูมิ หรือการหายใจได้ ยกตัวอย่าง แบรนด์ที่พบบ่อยในโครงการบ้าน อาทิ Aqara Presence Sensor FP 2 ราคาประมาณ 2,500 – 3,500 บาท , Tuya WiFi Zigbee Fall Detection ราคาประมาณ 1,200 – 2,500 บาท

 


 

ระบบจัดการคุณภาพอากาศอัจฉริยะ (Smart Air Quality System)

ในวันที่ PM2.5 ยังเป็นปัญหากวนใจ การติดตั้งระบบจัดการคุณภาพอากาศ จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางรอดที่ช่วยเปลี่ยนให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย ด้วยนวัตกรรมที่ครอบคลุมทั้งการตรวจวัดค่ามลพิษ กรองอากาศให้บริสุทธิ์ ไปจนถึงกระตุ้นการไหลเวียนของอากาศภายในบ้าน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักผ่อนและดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน โดยระบบที่เลือกใช้งานในปัจจุบันจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลักๆ คือ

ระบบกรองอากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air Filtration) : เน้นการดึงอากาศจากภายนอกผ่าน Filter เพื่อทำหน้าที่กรองฝุ่นและแบคทีเรีย ก่อนจะเติมอากาศสะอาดเข้าสู่ตัวบ้าน พร้อมสร้างแรงดันบวกเพื่อดันฝุ่นและอากาศเสียออกนอกตัวบ้าน ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ ( Co2) และป้องกันเชื้อโรคได้ อุปกรณ์หลักที่ใช้จะประกอบด้วย

  • ตัวเครื่อง (Housing) ติดตั้งบนผนังหรือฝังฝ้า ปล่อยอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ภายในบ้าน
  • พัดลมสร้างแรงดัน (Blower Fan) ทำหน้าที่ดูดอากาศเข้า และอัดแรงดันได้ในตัว
  • ชุดไส้กรอง (Filter Set) มักมี 2 – 3 ชั้น (กรองหยาบ + HEPA) อยู่ภายในเครื่อง สามารถถอดเปลี่ยนได้
  • ท่อนำลมและหน้ากาก (Duct & Hood) สำหรับต่อออกไปดึงอากาศนอกบ้าน

ระบบจัดการการไหลเวียนอากาศอัจฉริยะ (Active Airflow Management) : เน้นระบายอากาศเสีย ความร้อน และความชื้นออกนอกบ้าน เพื่อให้อากาศภายในถ่ายเทได้ดี อุปกรณ์หลักคือ พัดลมระบายอากาศ ติดตั้งบริเวณโถงฝ้าเพดานหรือใต้หลังคา ทำหน้าที่เร่งการนำความร้อนและอากาศเก่าทิ้งออกไป ช่วยให้บ้านเย็นลง ลดกลิ่นอับ และยับยั้งการสะสมของเชื้อราได้ดี

ส่วนใหญ่ในโครงการบ้านระดับกลาง (4 – 7 ล้านบาท) บางที่จะมีการติดตั้งระบบ Active Air Flow มาให้ เน้นการระบายความร้อนในบ้าน ช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดี และในโครงการที่มีระดับราคาสูงขึ้นมาหน่อย จะเพิ่มฟังก์ชันอย่างระบบกรองอากาศมาให้ด้วย กลายเป็นระบบลูกผสม บางเจ้าก็จะมีการตั้งชื่อเฉพาะ เช่น ระบบ AirPlus² จาก LH , Active Air Fresh จาก Sena , Breeze Panel จาก Sansiri เป็นต้น ส่วนใครที่อยากติดตั้งระบบจัดการอากาศเองในบ้านก็สามารถทำได้ไม่ยาก แค่เจาะผนัง , ฝ้า เพื่อเดินท่อระบายอากาศก็สามารถใช้งานได้เลย

  • เน้นแก้ปัญหาฝุ่น เลือกเป็นระบบ ระบบกรองอากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air Filtration) ราคาเริ่มต้นประมาณ 8,000 – 20,000 บาท
  • เน้นระบายอากาศ ลดความร้อนในบ้าน ติดตั้ง ระบบจัดการการไหลเวียนอากาศอัจฉริยะ (Active Airflow Management) ราคาเริ่มต้นประมาณ 3,000 – 15,000 บาท

สำหรับคนที่อยากติดตั้งระบบบ้านระบายอากาศได้ ก็มีหลายแบรนด์ที่มีที่ให้บริการทั้งแบบ Fresh Air และระบบถ่ายเทอากาศอัจฉริยะ (Active Airflow) อาทิ LifeSmart , SCG , PANASONIC , MITSUBISHI เป็นต้น และมีบางบริษัทที่ติดตั้งรูปแบบผสมมาให้อย่างระบบ ERV ที่สามารถกรองทั้งฝุ่น และระบายอากาศภายในบ้านได้ ราคาติดตั้งรวมอุปกรณ์ อยู่ที่ประมาณ 20,000 – 50,000 บาท ขึ้นอยู่กับแบรนด์และขนาดเครื่องที่เลือกใช้

 


 

ระบบบ้านอัจฉริยะ (Home Automation)

ถือเป็นแกนสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ในบ้าน อาทิ

  • ระบบควบคุมแสงสว่าง (Lighting Control)
  • ระบบควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้า (Appliance Control)
  • ระบบเซนเซอร์และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก (Smart Sensors & Gadgets)

ครอบคลุมถึงนวัตกรรมที่กล่าวมาข้างต้น ทั้ง Solar Cell , EV , Smart Home Security และ Wellness Air ก็สามารถสั่งการผ่านระบบ Home Automation ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังช่วยให้เราสามารถควบคุม ตรวจสอบสถานะ รับการแจ้งเตือน หรือตั้งค่าการทำงานล่วงหน้าแบบอัตโนมัติ ผ่าน Application ในมือถือ หรือสั่งการด้วยเสียงผ่านอุปกรณ์อัจฉริยะ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการอยู่อาศัยได้มากยิ่งขึ้น อุปกรณ์ Home Automation แบ่งตามหน้าที่ได้ 3 ส่วนหลัก คือ

1. Smart Device (อุปกรณ์อัจฉริยะ) คือตัวอุปกรณ์ปลายทางที่ทำหน้าที่รับคำสั่งหรือตรวจจับข้อมูล มีทั้งระบบ Sensor และอุปกรณ์ที่ทำตามคำสั่งผ่านเสียงหรือ Application ได้

2. Control System (ระบบควบคุม) ทำหน้าที่ตัวกลางที่ประมวลผลและส่งคำสั่งไปยังอุปกรณ์ต่างๆในบ้าน เรียกว่า Smart Home Hub หรือ Gateway มักมีรูปแบบเป็นแผงควบคุม , Smart Speaker หรือ Application ในมือถือ

3. Smart Home Network (เครือข่ายเชื่อมต่อ) คือ โครงข่ายสัญญาณเชื่อมต่อระหว่าง Smart Device และ Control System โดยเทคโนโลยีมีหลายแบบไม่ว่าจะเป็น Wi-Fi , Bluetooth , Zigbee , Z-Wave , Thread มีทั้งแบบใช้สายและไร้สาย

Home Automation ถือเป็นระบบที่สามารถซื้ออุปกรณ์แยกมาติดตั้งเองได้ หรือหากจะซื้อเป็นแพคเกจ ก็มีขายเป็นระบบควบคู่กับอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยมาให้ โดยราคาเริ่มต้นจะอยู่ประมาณ 15,000 – 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนอุปกรณ์ที่ติดตั้ง และยังสามารถเชื่อมต่อกับ Smart Device ตัวอื่นๆ เพิ่มเองภายหลังได้ หรือใครอยากจะลองซื้อเป็นชิ้นๆ มาติดเล่นในบ้านอย่าง หลอดไฟ , ปลั๊ก , ลำโพง สั่งงานผ่านเสียงหรือแอพ ก็สามารถหาซื้อในงบ 1,200 – 5,000 บาทได้ค่ะ

ทั้ง 4 นวัตกรรมนี้ ถือเป็นระบบ Smart Home ยอดนิยมในปัจจุบัน ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ทำให้ใช้งานได้ง่าย และราคาที่ย่อมเยามากขึ้น โดยเฉพาะระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน อาทิ Magnetic Sensor , Digital Door Lock , IP Camera ก็หาซื้อและติดตั้งเองได้ไม่ยาก การติดตั้ง Solar Cell ในบ้าน ก็ถือว่าเหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทยที่มีแดดจัดตลอดปี นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้ง่ายในระยะยาวแล้ว ยังถือเป็นการช่วยสิ่งแวดล้อมไปด้วยในตัว

สำหรับการเตรียมงบประมาณในการติดตั้ง หากใครอยากติดตั้งครบทั้ง Solar Cell , EV , Smart Security + Home Automation และระบบกรองอากาศ อย่างน้อยต้องมีงบไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท หรือจะเลือกเฉพาะระบบที่เหมาะสมกับความต้องการและงบในกระเป๋าก่อนก็ได้ โดยเฉพาะถ้าใครไม่ได้เน้นติด Solar Cell , EV จะซื้อกล้อง IP Camera , สัญญาณกันขโมย หรือระบบกรองอากาศ ก็อยู่ในงบหลักหมื่นได้สบายๆ

ส่วนคนที่มีบ้านอยู่แล้ว ต้องการติดตั้งเพิ่มก็อาจจะต้องมีการตรวจเช็คเยอะกว่า รวมถึงอาจมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนหรือเพิ่มขนาดมิเตอร์ (กรณีติด Solar / EV)  แต่หากใครอยากประหยัดเวลา ซื้อบ้านพร้อมนวัตกรรมมาเลย เราก็มีตัวอย่างโครงการมาให้เลือกในงบ 10 ล้านบาท จาก 5 Developers ชื่อดัง โดยจะมีโครงการไหนที่น่าสนใจ และติดตั้งอะไรมาให้บ้าง ไปชมกันเลยค่ะ

*คัดตัวอย่างจากโครงการที่มี Solar Cell ติดตั้งมาให้เป็นหลัก เพราะถือเป็นเทคโนโลยีที่มีต้นทุนในการติดตั้งสูง ตอบโจทย์ผู้ซื้อที่เน้นความคุ้มค่าในระยะยาวได้หลายกลุ่ม*

 


 

SENA Development (เสนาดีเวลลอปเม้นท์)

โครงการบ้านของ SENA พัฒนาภายใต้แนวคิด SENA Zero Energy Home หรือ บ้านพลังงานเป็น 0 มุ่งเน้นการออกแบบและเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตั้งเครื่องมือในการผลิตพลังงานสะอาดเพื่อใช้งานในบ้านอย่าง Solar Cell ซึ่งมีติดตั้งมาให้ในโครงการทุกระดับราคา ตั้งแต่ทาวน์โฮม เริ่มต้น 3 ล้านบาท ไปจนถึงบ้านเดี่ยวราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป

  • Sena Grand Home Bangna – KM.29 (เสนา แกรนด์ โฮม บางนา – วงแหวนกม.29)
    – ประเภทโครงการ : บ้านเดี่ยว
    – ราคาเริ่มต้น : 6.99 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่

บ้านเดี่ยว 2 ชั้นประหยัดพลังงาน บนทำเลเชื่อมต่อถนนบางนา – ตราด ใกล้มอเตอร์เวย์ ได้ความเป็นส่วนตัวสูงด้วยจำนวนบ้านเพียง 97 ยูนิต มาพร้อม Solar Cell ทุกหลัง มีระบบ Air Fresh ช่วยเติมอากาศบริสุทธิ์ให้กับบ้าน พร้อมกรอง PM2.5 และ Junction รองรับการติดตั้ง EV Charger รูปแบบบ้านได้พื้นที่ใช้สอย 189 – 269 ตร.ม. แปลนหน้ากว้างทุกแบบ มีพื้นที่อเนกสงค์ชั้นล่าง ฟังก์ชัน 3 – 4 ห้องนอน 2 – 3 ที่จอดรถ ในราคาเริ่มต้น 6.99 ล้านบาท*

 

  • Sena Park Ville 2 Ramindra – Wongwaen (เสนา พาร์ค วิลล์ 2 รามอินทรา – วงแหวน)
    – ประเภทโครงการ : บ้านแฝด บ้านเดี่ยว
    – ราคาเริ่มต้น : 7.19 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่

เหมาะกับคนที่มองหาบ้านใกล้ห้างและรถไฟฟ้า เพราะโครงการเป็นบ้านแฝด บ้านเดี่ยวใกล้ Fashion Island แค่ประมาณ 2.8 กิโลเมตร พร้อมมีรถ V Move วิ่งรับ – ส่งที่รถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีรามอินทรา กม.9 ด้วย โดยบ้านทุกหลังติดตั้ง Solar Cell ขนาด 3 Kw. มาให้ และ Junction รองรับการติดตั้ง EV Charger แบบบ้านแฝดได้พื้นที่ใช้สอย 177 – 180 ตร.ม. ได้ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ ในราคาเริ่มต้น 7.19 ล้านบาท*

 

  • Sena Village Rangsit – Tiwanon (เสนา วิลเลจ รังสิต – ติวานนท์)
    – ประเภทโครงการ : ทาวน์โฮม บ้านแฝด
    – ราคาเริ่มต้น : 3.99 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่

เหมาะกับคนที่กำลังมองหาทาวน์โฮม บ้านแฝด ที่ได้ความเป็นส่วนตัวจากเพื่อนบ้าน เพราะผนังติดกันแค่ชั้น 1 มาพร้อมหน้ากว้างถึง 7.7 เมตร รูปแบบบ้านแฝด ชั้นล่างมีครัวแบบ Semi Outdoor เดินเชื่อมต่อด้านหน้าและหลังบ้านได้ ทาวน์โฮมยังมีห้องอเนกประสงค์ชั้นล่างทุกแบบ ราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท* มี Solar Cell ติดตั้งมาให้ทุกหลัง 

 

  • Sena Vela Wongwaen – Bangbuathong (เสนา เวล่า วงแหวน – บางบัวทอง)
    – ประเภทโครงการ : ทาวน์โฮม
    – ราคาเริ่มต้น : 3.39 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่
    – รีวิวโครงการ >> คลิกที่นี่

ทาวน์โฮมหน้ากว้าง 7.7 เมตร ทำเลติดถนนบางบัวทอง – สุพรรณบุรี ผนังเชื่อมต่อกันแค่ห้องอเนกประสงค์ชั้นล่าง ชั้น 2 แยกออกจากกันชัดเจน ได้บรรยากาศเหมือนซื้อทาวน์โฮมแปลงมุมทุกหลัง พื้นที่ใช้สอย 128 – 140 ตร.ม. เทียบเท่าบ้านแฝดในย่านเดียวกัน ราคาเริ่มต้น 3.39 ล้านบาท* มี Solar Cell ติดตั้งมาให้ทุกหลัง พร้อม Junction รองรับ EV Charger

 


 

Sansiri (แสนสิริ)

มีระบบ Smart Home ติดตั้งมาให้ เริ่มต้นในแบรนด์ ‘สราญสิริ’ ราคาเริ่มต้น 6 ล้านบาทขึ้นไป นอกจากติดตั้ง Solar Cell ก็มีระบบ Home Automation ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยภายในบ้าน และมีการเตรียม Junction ไว้รองรับ EV Charger เป็นมาตรฐาน และ Breeze Panel หรือ ช่องลมระบายอากาศ ที่ช่วยให้อากาศในบ้านถ่ายเทได้ดี

  • Habitia Chaiyapruek – Wongwaen (ฮาบิเทีย ชัยพฤกษ์ – วงแหวน)
    – ประเภทโครงการ : บ้านเดี่ยว
    – ราคาเริ่มต้น : 5.79 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่

ได้ความเป็นนส่วนตัวสูงด้วยจำนวนบ้านเดี่ยวเพียง 15 ยูนิต บนทำเลตั้งอยู่ติดถนนใหญ่บางกรวย – ไทรน้อย ใกล้ Central Westgate และ MRT สายสีม่วง ได้พื้นที่ใช้สอย 162 – 200 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 5.79 ล้านบาท* ติดตั้ง Solar Cell และระบบ Home Automation (สัญญาณกันขโมยในบ้าน) เชื่อมต่อผ่านแอพในมือถือได้

 

  • Saransiri Ratchapreuk 345 (สราญสิริ ราชพฤกษ์ 345)
    – ประเภทโครงการ : บ้านเดี่ยว
    – ราคาเริ่มต้น : 6.69 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่

โครงการตั้งอยู่ในซอยเกษตรพัฒนา 2 ขับรถเชื่อมต่อถนนราชพฤกษ์ได้ง่าย ใกล้ Robinson Lifestyle แบบบ้านเดี่ยวในโครงการได้ฟังก์ชัน 4 ห้องนอนทุกหลัง พื้นที่ใช้สอยใหญ่เริ่ม 182 – 290 ตร.ม. ในราคาเริ่มต้น 6.69 ล้านบาท* มาพร้อมสวนส่วนกลาง 1 ไร่ ติดตั้ง Solar Cell มาให้ และระบบสัญญาณกันขโมยในบ้าน

 

  • Saransiri Rangsit 2 (สราญสิริ รังสิต 2)
    – ประเภทโครงการ : บ้านนเดี่ยว
    – ราคาเริ่มต้น : 7.59 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่

บ้านเดี่ยวสไตล์ Modern Farmhouse ได้บรรยากาศริมน้ำ เป็นหนึ่งในโครงการที่อยู่ใน Sansiri Community ที่ตั้งอยู่บนถนนรังสิต – ปทุมธานี ใกล้ทางพิเศษอุดรรัถยา และรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ทุกแบบบ้านได้ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน 2 – 3 ที่จอดรถ มีบ้านเดี่ยวที่ดิน 100 ตร.วา ให้เลือก ราคาเริ่มต้น 7.59 ล้านบาท* ได้ Solar Cell ทุกหลัง และระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน 

 

  • Saransiri Srinakarin – Phraeksa (สราญสิริ ศรีนครินทร์ – แพรกษา)
    – ประเภทโครงการ : บ้านเดี่ยว
    – ราคาเริ่มต้น : 6.99 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่
    – รีวิวโครงการ >> คลิกที่นี่

บ้านเดี่ยวบนทำเลติดถนนแพรกษา ใกล้ BTS สายสีเขียวเพียง 2.3 กิโลเมตร อยู่ใน Sansiri Community ฝั่งบางนา รูปแบบบ้านได้แปลนหน้ากว้าง ฟังก์ชัน 4 ห้องนอนทุกหลัง ได้พื้นที่ใช้สอย 159 – 200 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 6.99 ล้านบาท* ในบ้านได้ Solar Cell ทุกยูนิต ระบบรักษาความปลอดภัย และครัว Built – in ทุกหลัง พร้อม Junction รองรับการติดตั้ง EV Charger 

 


 

Supalai (ศุภาลัย)

มีระบบ Smart Home ติดตั้งมาให้ในโครงการบ้านเดี่ยว เริ่มที่แบรนด์ ‘พาร์ควิลล์’ ราคาเริ่มต้น 5 ล้านบาทขึ้นไป มี Solar Cell ติดตั้งมาให้ในบางโครงการ แต่จะเน้นไปที่ระบบ Home Automation ที่สามารถใช้งานผ่าน Application ในมือถือได้ และมี Junction รองรับ EV Charger เป็นมาตรฐาน

  • Supalai Prime Villa New KrungthepKreetha – Motorway (ศุภาลัย ไพร์ม วิลล่า กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ – มอเตอร์เวย์)
    – ประเภทโครงการ : บ้านเดี่ยว
    – ราคาเริ่มต้น : 8.99 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่

บ้านเดี่ยวหน้ากว้างในซอยพัฒนาชนบท 4 เชื่อมต่อถนนศรีนครินทร์ – ร่มเกล้าและมอเตอร์เวย์ ใกล้ทางด่วนและ Airport Rail Link เริ่ม 8.99 ล้านบาท* ฟังก์ชัน 4 ห้องนอนทุกหลัง ได้พื้นที่ใช้สอย 243 และ 293 ตร.ม. ติดตั้งมาให้พร้อม Solar Cell ระบบ Home Automation & Security และ Junction รองรับ EV Charger ได้ความสะดวกสบายและปลอดภัยครบครัน

 

  • Supalai Park Ville Kanchanapisek – Soi Kantana (ศุภาลัย พาร์ควิลล์ กาญจนาภิเษก – ซ.กันตนา)
    – ประเภทโครงการ : บ้านเดี่ยว
    – ราคาเริ่มต้น : 5.69 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่

ที่ตั้งโครงการอยู่บนถนนบางคูลัด – วัดพระเงิน เชื่อมต่อถนนบรรรมราชชนนี – กาญจนาภิเษก ใกล้ Central Westgate ได้พื้นที่ใช้สอยใหญ่ 190 – 295 ตร.ม. ได้ฟังก์ชัน 4 ห้องนอนทุกหลัง ราคาเริ่มต้น 5.69 ล้านบาท* มาพร้อมพื้นที่ส่วนกลาง 1 ไร่ ได้ Solar Cell ทุกยูนิต ระบบ Home Automation และจุดรองรับ EV Charger

 

  • Supalai Palm Springs Wongwaen – Lamlukka (ศุภาลัย ปาล์มสปริงส์ วงแหวน – ลำลูกกา)
    – ประเภทโครงการ : บ้านเดี่ยว
    – ราคาเริ่มต้น : 5.99 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่
    – รีวิวโครงการ >> คลิกที่นี่

เหมาะกับคนที่มองหาบ้านเดี่ยวที่ดินใหญ่ได้พื้นที่ใช้สอยเยอะในโซนรังสิต เพราะแบบบ้านของโครงการ ได้ที่ดินเริ่มต้น 57 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 190 – 330 ตร.ม. ในราคาเริ่มต้น 5.99 ล้านบาท* ซึ่งถือว่าได้มาเยอะกว่าเพื่อนบ้าน รูปแบบบ้านมีให้เลือกถึง 6 แบบ ได้ 4 ห้องนอนทุกหลัง มี Solar Cell ระบบ Home Automation และจุดรองรับ EV Charger

 


 

Britania (บริทาเนีย)

มีระบบ Smart Home ติดตั้งมาให้ทั้งในบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว ราคาเริ่มต้น 6.79 ล้านบาท* พร้อม Home Automation + Smart Security และ Junction รองรับ EV Charger โดยตัวอย่างโครงการที่ยกมาให้ชม มี Solar Cell ติดตั้งมาให้ด้วย

  • Grand Britania Wongwaen – Ramintra (แกรนด์ บริทาเนีย วงแหวน – รามอินทรา)
    – ประเภทโครงการ : บ้านเดี่ยว
    – ราคาเริ่มต้น : 6.99 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่
    – รีวิวโครงการ >> คลิกที่นี่

บ้านเดี่ยวสไตล์ Modern British บนทำเลติดถนนใหญ่คู่ขนานกาญจนาฯ สามารถไปใช้ทางด่วนได้ถึง 2 สาย บ้านเดี่ยวมีให้เลือกถึง 4 แบบ ได้พื้นที่ใช้สอย 170 – 230 ตร.ม. ในราคาเริ่มต้น 6.99 ล้านบาท* มี Solar Cell , ระบบ Home Automation , Junction รองรับ EV Charger และระบบฟอกอากาศ Panasonic Nanoe X ติดตั้งให้ 1 จุด ที่ห้องนั่งเล่น

 

  • Grand Britania Khukhot Station (แกรนด์ บริทาเนีย คูคต สเตชั่น)
    – ประเภทโครงการ : บ้านแฝด บ้านเดี่ยว
    – ราคาเริ่มต้น : 6.79 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่

บ้านแฝด บ้านเดี่ยวได้ 4 ห้องนอนทุกแบบ ที่ตั้งของโครงการอยู่ในซอยเปียร์นนท์ ใกล้ BTS สถานีคูคตเพียง 1.6 กิโลเมตร เหมาะกับคนที่กำลังมองหาบ้านใกล้รถไฟฟ้า ได้พื้นที่ใช้สอย 160 – 200 ตร.ม. มีห้องนอนชั้นล่างรองรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุได้ มี Solar Cell ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน และ Junction ไว้ติดตั้ง EV Charger เพิ่มได้ทุกหลัง

 


 

SC Asset (เอสซี แอสเสท)

มีระบบ Smart Home ติดตั้งมาพร้อม Application : RueJai App ที่สามารถควบคุมการเปิด – ปิด เครื่องใช้ไฟฟ้า , เชื่อมต่อกับระบบรักษาความปลอดภัย มีบริการแจ้งซ่อม , ดูแลบ้าน , ทำความสะอาด, ดูแลสวน หรือกำจัดปลวกได้ เป็นต้น

  • Venue ID Pinklao – Kanchana (เวนิว ไอดี ปิ่นเกล้า – กาญจนา)
    – ประเภทโครงการ : บ้านเดี่ยว
    – ราคาเริ่มต้น : 8 ล้านบาท*
    – เว็บไซต์โครงการ >> คลิกที่นี่

บ้านเดี่ยวในซอยบางม่วง บางคูวัด 6 เชื่อมต่อถนนกาญจนาภิเษก ใกล้ Central Westville และทางด่วน แบบบ้านรองรับได้สูงสุด 3 – 5 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 203 – 300 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 8 – 16 ล้านบาท* ได้ความเป็นส่วนตัวสูงด้วยจำนวนเพียง 85 ยูนิต ได้ Solar Cell และระบบรักษาความปลอดภัยครบครัน

 


 

เป็นยังไงกันบ้างคะ…? กับ 4 นวัตกรรม “บ้านต้องมี” ในปี 2026 ที่เรานำมาอัปเดตให้ได้ชมกัน ซึ่งเราคิดว่าปัจจุบันบ้านของหลายคนจะต้องมีหนึ่งในนวัตกรรมเหล่านี้ติดตั้งอยู่อย่างแน่นอน ส่วนใครที่ยังไม่มีก็สามารถมาเก็บข้อมูลเบื้องต้นไว้ประกอบการตัดสินใจในอนาคตได้นะคะ

ส่วนตัวเรามองว่าการติดตั้งเทคโนโลยีในปัจจุบันทำได้สะดวกขึ้นมาก จะติดตั้งเองก็ง่าย รวมถึงมีบริษัทแบบ One Stop Service ให้เลือกใช้บริการได้มากขึ้น ซึ่งเทรนด์ Smart Home นี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้อยู่อาศัย และกลายเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อบ้านในปัจจุบัน เห็นได้จากหลายๆ โครงการที่ติดตั้ง Home Automation ที่พ่วงระบบรักษาความปลอดภัยมาให้ แถมมีการเตรียมระบบไฟบ้านที่รองรับ Solar Cell และ EV พร้อมใช้งาน ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยดึงดูดลูกค้าที่ชอบความสะดวกสบาย และกลายเป็นจุดเด่นที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับโครงการในระยะยาว

สุดท้ายหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับมือใหม่ที่กำลังวางแผนจะติดตั้งระบบ Smart Home ในบ้าน หรือคนที่มองหาบ้านพร้อมเทคโนโลยีในงบไม่เกิน 10 ล้านบาท ให้ลองมาเปรียบเทียบตัดสินใจกันก่อนก็ได้ ในอนาคตหากมีเทรนด์อะไรใหม่ๆ หรือโครงการไหนที่น่าสนใจ Think of Living จะรีบมาอัปเดตให้ชมกันอย่างแน่นอน 🙂