รีวิวฉบับที่ 2191 … วันนี้เอาใจผู้ปกครองและน้องๆนักศึกษา ด้วยการพามารีวิว KAVE ศาลายา จาก AssetWise ที่เป็นคอนใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งเกิดจากการสำรวจตลาดความต้องการของน้องๆ นักศึกษามหาลัยแห่งนี้ และคณะเรียนที่โดดเด่นว่ามีอะไรบ้าง จนนำมาสู่การออกแบบ Facilities ส่วนกลางที่ตอบโจทย์การใช้งานของน้องๆถึง 32 ฟังก์ชัน ซึ่งมี Highlights ที่น่าสนใจดังนี้

  • ทำเลติดถนนใหญ่ เดินทางสะดวก ไม่ต้องเข้าซอย ใกล้มหาลัยและโซนหอพักดั้งเดิมของน้องๆในย่านนี้
  • จัดเต็มพื้นที่ส่วนกลางที่ตอบโจทย์สำหรับนักศึกษา เรียกได้ว่า…เยอะที่สุดในย่าน ณ ตอนนี้
  • เปิดตัวห้องแบบใหม่ Vertical Suite หรือห้องสไตล์ Loft ฝ้าเพดานสูง แห่งแรกของคอนโดแบรนด์ KAVE และแห่งเดียวในย่านศาลายาปัจจุบัน

ข้อมูลโครงการ

9 February 2021

  • KAVE SALAYA (เคฟ ศาลายา)
  • บริษัท แอสเซทไวส์ จํากัด (มหาชน)
  • MAIN CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment ได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ในเขต : ถ.ศาลายา – นครชัยศรี อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม
  • คอนโด Low Rise 7 ชั้น 3 อาคาร 588 ยูนิต และร้านค้า 1 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 39 ยูนิตที่อาคาร B
  • ที่จอดรถ คิดเป็นประมาณ 41% แบบรวมซ้อนคัน
  • เริ่มก่อสร้าง :  ปี 2564
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : ปี 2565
  • VVIP Day : 6 มีนาคม 2564
  • Studio ขนาด 20.59 – 24.31 ตร.ม.
  • 1 Bedroom ขนาด 22.09 – 23.34 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Extra ขนาด 24.04 – 31.44 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Exclusive ขนาด 24.59 – 29.33 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 31.27 – 34.83 ตร.ม.

VERTICAL SUITE (ห้อง Loft ชั้น 7)

  • 1 Bedroom Extra VS ขนาดห้อง 20.81 – 29.42 ตร.ม. (ขนาดพื้นที่ใช้สอยรวมชั้นลอย 28.46 – 45.76 ตร.ม.)
  • 1 Bedroom Exclusive ขนาด 22.09 – 31.44 ตร.ม. (ขนาดพื้นที่ใช้สอยรวมชั้นลอย 30.88 – 44.01 ตร.ม.)
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 31.27 – 34.83 ตร.ม. (ขนาดพื้นที่ใช้สอยรวมชั้นลอย 44.28 – 53.66 ตร.ม.)
  • ฝ้าเพดาน Simplex สูง 2.5 เมตร, Vertical Suite (Loft) สูง 4.8 เมตร
  • ราคาเริ่มต้น 1.49 ล้านบาท (Promotion)
  • ช่วงราคาเฉลี่ยประมาณ 70,000 บาท/ตร.ม.
  • EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) : อยู่ระหว่างดำเนินการ
  • ว็บไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • Call Center : 02-168-0000

ทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 13.802106, 100.311226
หรือสามารถ : คลิกที่นี่

แผนที่จากทางโครงการครับ

โครงการตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ศาลายา-นครชัยศรี หรือที่คนแถวนั้นเรียกกันว่า “โซนหลังมอ” ซึ่งนอกจากจะมีมหาวิทยาลัยหลักๆ อย่าง ม.มหิดล ก็ยังมีมหาวิทยาลัยอื่นๆอยู่ในย่านนี้ด้วยครับ ด้วยเหตุนี้เอง…จึงทำให้มีนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัย เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ดึงดูดให้เหล่าผู้ประกอบการและนักลงทุน เข้ามาทำธุรกิจหอพักและคอนโดกันมากมาย

โดยเฉพาะภายใน “ซอยตั้งสิน” จะมีคอนโดเรียงติดๆกันเยอะเลยล่ะครับ ซึ่งก็มีความอุดมสมบูรณ์ที่น้องๆนักศึกษาต่างก็คุ้นเคยกันดี ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร Too Fast To Sleep หรือร้านนั่งชิลต่างๆครบ แต่ก็ถือว่าเป็นซอยที่หนาแน่นและคึกคักอยู่มากพอสมควร เลยทำให้โครงการ KAVE ที่ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ จะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าหน่อย แถมยังไม่ต้องเข้าซอย เดินทางสะดวกกว่า และมีระยะห่างจาก ม.มหิดล เป็นระยะเดินที่ใกล้ที่สุดโดยนับจากประตูที่ 6 ประมาณ 750 m. และระยะขับรถที่ใกล้ที่สุดจากประตูที่ 5 ประมาณ 1 km. ส่วนห้างสรรพสินค้าแถวนี้ก็จะมี Makro ที่ใกล้ที่สุด กับอีกหลายๆห้างอย่าง Central และ Tesco Lotus จะอยู่บนถนนบรมราชชนนีเป็นหลักครับ

Image 1/8
การเดินทางในวันนี้ผมมาจากถนนกาญจนาภิเษก ซึ่งก็มาลงที่ถนนบรมราชชนนี แล้วขับตรงมาทางศาลายา-พุทธมณฑลสาย 4 จากนั้นขึ้นสะพานเลี้ยวขวาผ่านหน้ามอไปทางถนนศาลายา-นครชัยศรี ขับเลยมหาลัยมาหน่อยก็จะเจอสำนักงานขายตั้งอยู่ทางฝั่งขวามือ ก็ให้เราเลยไปกลับรถมานิดเดียวก็ถึงแล้วครับ

การเดินทางในวันนี้ผมมาจากถนนกาญจนาภิเษก ซึ่งก็มาลงที่ถนนบรมราชชนนี แล้วขับตรงมาทางศาลายา-พุทธมณฑลสาย 4 จากนั้นขึ้นสะพานเลี้ยวขวาผ่านหน้ามอไปทางถนนศาลายา-นครชัยศรี ขับเลยมหาลัยมาหน่อยก็จะเจอสำนักงานขายตั้งอยู่ทางฝั่งขวามือ ก็ให้เราเลยไปกลับรถมานิดเดียวก็ถึงแล้วครับ

บรรยากาศของสำนักงานขายจะตั้งอยู่ติดกับถนนใหญ่เลยครับ ซึ่งก็มีที่จอดรถหลายคันไว้รองรับแล้วเรียบร้อย

ส่วนภายในสำนักงานก็จะมีทั้งโมเดลและห้องตัวอย่างให้ดูครบ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่จะคอยให้ข้อมูลต่างๆอยู่ด้านหน้า

จากนั้นถ้าเราต้องการไปชมที่ตั้งโครงการของจริง ก็สามารถขับรถหรือเดินไปก็ได้ครับ ซึ่งจะอยู่ห่างจากโครงการประมาณ 350 m. เท่านั้น

สภาพแวดล้อมรอบโครงการ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะครับ

บริบทโดยรอบโครงการส่วนใหญ่จะเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น ด้านหน้าติดถนนใหญ่ และด้านหลังติดรางรถไฟ โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

  • ทิศเหนือ : ติดกับ รางรถไฟ
  • ทิศใต้ : เป็นทางเข้า-ออกหลักของโครงการ ติดกับ ถนนศาลายา-นครชัยศรี และอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น
  • ทิศตะวันออก : ติดกับ อาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น
  • ทิศตะวันตก : ติดกับ ที่ดินบุคคลอื่น

และนี่เป็นภาพบริเวณด้านหน้าโครงการครับ ซึ่งจะมีทางเข้า-ออกอยู่ติดกับถนนใหญ่ และที่ดินด้านหน้าบางส่วนจะมีอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น

อาคารพาณิชย์ด้านซ้ายมือจะมีร้านโจ๊ก และร้านลาบเล็กๆอยู่ด้วย ส่วนจุดกลับรถที่อยู่ถัดไปจะห่างจากโครงการเพียง 60 – 70 m. เท่านั้น ซึ่งก็เป็นระยะที่กระชั้นชิดพอสมควร ยังไงก็ค่อยๆขับเข้าสู่โครงการกันอย่างระมัดระวังกันด้วยนะ

ส่วนอาคารพาณิชย์ด้านขวามือจะเป็นร้านอะไหล่รถยนต์ คลินิก และอยู่ไม่ไกลจากตลาดใหม่ศาลายา ซึ่งจริงๆเค้าเป็นตลาดเช้านะครับ เปิดช่วงตี 2 – 3 และพอประมาณ 7 – 8 โมงเช้าก็จะปิดแล้ว เลยอาจไม่ได้มีผลกับน้องๆนักศึกษาเท่าไหร่นัก (แนะนำให้ไปเดินตลาดศาลายาตรงหอนาฬิกาแทนได้)

แต่ถ้าเดินถัดจากตลาดมาอีกหน่อย (แถวๆสำนักงานขายปัจจุบัน) จะมีร้านอาหารน่าสนใจอยู่หลายร้านเลยครับ ซึ่งก็ยังอยู่ในระยะเดินได้ไม่ลำบากนะ รวมถึงถนนเส้นนี้ก็ไม่ใช่ถนนที่ใหญ่มากนัก ยังสามารถข้ามถนนเพื่อไปฝั่งมหาลัยได้ แต่ก็ต้องระมัดระวังกันสักนิดครับ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ประตูที่ 6 ~ 750 m. (ระยะเดิน)
  • Makro ~ 950 m.
  • ตลาดศาลายา ~ 1.7 km.
  • Chinatown Salaya ~ 3.7 km.
  • พุทธมณฑล ~ 5.2 km.
  • Tesco Lotus ~ 5.3 km.
  • Central ~ 5.3 km.
  • HomePro ~ 5.8 km

รายละเอียดโครงการ

ภาพรวมของโครงการ KAVE ศาลายา เป็นคอนโด Low Rise สูง 7 ชั้น 3 อาคาร 588 ยูนิต ซึ่งออกแบบ Facade มาด้วยแนวคิด Hybrid Modernique โดยจะมีเส้นแนวตั้งและผนังทรงโค้งบริเวณระเบียงที่เป็นลักษณะเด่น ส่วนสีของอาคาร ขาว-เทา-ดำ ก็แสดงถึงความ Modern ที่เรียบง่าย

(ปล. ปัจจุบัน ณ วันที่ผมเขียนรีวิวนี้ ทางโครงการยังไม่เปิดขายตึก A นะครับ ซึ่งเค้าเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าวันที่ 6 มีนาคม ที่กำลังจะถึงนี้ ซึ่งเป็นรอบ VVIP Day จะเริ่มเปิดตึก A ให้จองด้วยหรือไม่ ในส่วนนี้ถ้าใครสนใจก็ลองสอบถามในวันนั้นดูอีกทีนะครับ)

Master Plan ชั้น 1 จะมีทางเข้า-ออกด้านหน้าแค่ทางเดียว เลยทำให้ดูแลรักษาความปลอดภัยได้ง่าย ซึ่งถ้าน้องๆคนไหนพาเพื่อนมาด้วยก็จะต้องผ่านพี่ยาม หรือระบบรักษาความปลอดภัยซะก่อน (คุณพ่อคุณแม่อุ่นใจได้ระดับหนึ่งเลยครับ) โดยส่วนที่คนภายนอกจะเข้ามาใช้งานได้ ก็คือบริเวณร้านค้าที่อยู่ติดถนนใหญ่ (ยังไม่ระบุว่าเป็นร้านอะไร แต่น่าจะเป็นจำพวกร้านสะดวกซื้อ) และ Lobby ที่อยู่ชั้น 2 ของตึก A เท่านั้น อีกทั้งยังซ่อนหม้อแปลงไฟฟ้าไว้ในจุดลับสายตาหลบมุมอาคาร เพื่อความเรียบร้อยและสวยงามของโครงการอีกด้วย

ส่วนที่จอดรถก็จะอยู่ชั้น 1 ทั้งหมดเลย คิดเป็นประมาณ 41% แบบรวมซ้อนคัน และมีช่องจอดรถมอเตอร์ไซค์อยู่บริเวณด้านในสุด ซึ่งจะสะดวกสำหรับคนที่อยู่ตึก B และ C เพราะว่าใกล้กับโถงลิฟต์มากกว่าตึก A (ไม่มี Lobby แยกเป็นของตัวเอง) แต่จะใช้ระบบ Key Card ตรงโถงลิฟต์ก่อนจะขึ้นอาคารไปยังชั้นพักอาศัย เพื่อความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยครับ

แล้วจัดให้มี Shairing Lobby ที่ต้องใช้งานร่วมกันอยู่ที่ตึก A ชั้น 2 และตึก B ชั้น 1 (ก่อนจะขึ้นไป Fun Space หรือ Co-Working Space ด้านบน) ซึ่งการจะเดินไปยังตึก B ก็จะต้องเดินผ่านสวนส่วนกลาง ให้เราได้เสพบรรยากาศความสดชื่นของธรรมชาติก่อนขึ้นตึก ซึ่งก็มีมุมและฟังก์ชันที่หลากหลายมากๆครับ ส่วนอนาคตเห็นว่าอาจมีตู้ขายของอัตโนมัติต่างๆมาลง เพื่ออำนวยความสะดวกให้น้องๆด้วยนะ แต่จะมีอะไรบ้างนั้นต้องรอดูกันอีกที

นี่เป็นภาพโมเดลที่จำลองทางเข้าด้านหน้าโครงการ ซึ่งส่วนนี้จะมีการใช้วัสดุปิดผิวประเภทอิฐมอญแดง เพื่อเพิ่มลูกเล่นให้กับโครงการดูโดดเด่นมากขึ้น โดยชั้น 1 ก็จะเป็นส่วนของร้านค้าครับ จากนั้นก็จะมีบันไดให้เดินขึ้นไปยัง Lobby ที่อยู่ชั้น 2 ของตึก A และทางเข้าของรถยนต์จะมีไม้กั้นกระดก ซึ่งทางโครงการแจ้งว่าจะใช้เป็นระบบสแกนป้ายทะเบียนรถครับ

ถัดมาจะเป็นโมเดลสวนด้านในตรงกลาง ซึ่งก็จะมีหลายๆฟังก์ชันนะ แต่หลักๆจะแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นต้นไม้เยอะๆ และมีความร่มรื่นอย่าง Common Ground และ Valley Forest กับส่วนที่เน้นเป็นผิวน้ำ Water Feature สวยๆคือ Misty Fall ซึ่งเราจะได้ยินเสียงน้ำตกเบาๆ ที่ให้ความเป็นธรรมชาติดีทีเดียวครับ และนอกจากนี้ยังมี Hidden Bar ให้เรามานั่งเล่นหลบแดดได้ กับมีบันไดให้เดินขึ้นไปยัง Lobby และ Co-Idea Space ชั้น 2 ของตึก A เพื่อให้ใช้งานฟังก์ชันส่วนกลางได้ต่อเนื่องกันนั่นเอง

ส่วนภาพบรรยากาศจำลองของสวนจะเป็นอย่างไร สามารถคลิกชมได้ใน Gallery ด้านล่างนี้เลยครับ

Image 1/2
Valley Forest และ Misty Falls

Valley Forest และ Misty Falls

แปลนชั้น 2 เราจะเห็นว่าแต่ละอาคารเค้าจะมี Facilities ของตัวเองแตกต่างกันออกไป (แต่ก็ใช้งานร่วมกันได้ทั้งโครงการนะครับ) โดยฟังก์ชันเหล่านี้ก็อาจเป็นตัวกำหนดว่าใครเหมาะกับการอยู่ตึกไหนได้อีกด้วย เพราะถ้าเราใช้อะไรบ่อยๆเป็นประจำ ก็อาจเลือกอยู่ที่อาคารนั้นๆ เพื่อให้ง่ายต่อการไปใช้งานนั่นเอง ซึ่งแต่ละอาคารจะมีจุดเด่นของ Facilities ดังต่อไปนี้

Image 1/4
Creative Lobby

Creative Lobby

อาคาร A : Learning Zone เหมาะกับคนที่ชอบนั่งทำงาน หรือมีเพื่อนมาหาบ่อยๆ และต้องการความสะดวกในการเข้า-ออกโครงการได้ง่าย เพราะตึกนี้จะอยู่ด้านหน้าสุด และมีฟังก์ชันพวก Lobby, Co-Idea Space และจุด Meeting ต่างๆให้ได้ใช้ (สามารถเดินขึ้นบันไดต่อเนื่องไปยังชั้น 3 ได้อีกครับ) ซึ่งน้องๆสามารถให้เพื่อนมานั่งคอย หรือทำงานร่วมกันเล็กๆน้อยๆได้ เพราะยังเป็นส่วนที่คนภายนอกสามารถเข้ามาหาได้ โดยยังไม่เข้าไปรบกวนพื้นที่ด้านในโครงการให้เสียความเป็นส่วนตัวมากนัก

Image 1/3
Fun Space

Fun Space

อาคาร B : Rest & Relax Zone โดยเฉพาะโซน Fun Space จะมีขนาดใหญ่มาก ประกอบด้วยโต๊ะพูลและพื้นที่นั่งพักผ่อนต่างๆ นอกจากนี้ยังมีห้องแยกเป็นส่วนตัวไปอีก ได้แก่ VR Room เป็นห้องไว้เล่นเกมส์แบบสามมิติได้ Music Studio เอาไว้สำหรับซ้อมดนตรี และ KAVE Theater เอาไว้ดูหนังจอใหญ่ๆเหมือนอยู่ในโรง ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องมีการ Booking จองล่วงหน้ากับนิติก่อนนะครับ เรียกได้ว่า…โครงการมีฟังก์ชันที่เด็กวัยรุ่นยุคนี้ต้องการครบ ไม่ต้องออกไปหาด้านนอกไกลๆให้เหนื่อยเลยล่ะ

Image 1/4
Pulse Pool สระว่ายน้ำขนาด 5 x 25 m.

Pulse Pool สระว่ายน้ำขนาด 5 x 25 m.

อาคาร C : Active Zone ซึ่งหลักๆจะเป็นสระว่ายน้ำ Fitness และห้องอเนกประสงค์ที่เอาไว้ซ้อมเต้น หรือเปิดคลาสออกกำลังกายได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันพิเศษอย่าง KAVE Cafe ที่ด้านในจะมีเครื่องชงกาแฟ และที่นั่งให้น้องๆทำงานจิบกาแฟกันชิลๆ และ Botanic Garden ที่จะปลูกพืชผักสวนครัว ซึ่งสามารถเก็บผลผลิตมาประกอบอาหารใน Co-Kitchen ที่อยู่ติดกันได้ หรือจะชวนเพื่อนๆมาทานอาหารร่วมกันก็ได้ครับ โดยรวมจึงเป็นอาคารที่เหมาะกับสายรักสุขภาพนั่นเอง

แปลนชั้น 3 เราจะเห็นโซนพักอาศัยเริ่มจะเต็ม Floor มากขึ้น โดยจะมีแค่อาคาร A เท่านั้นที่ยังมีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็น Facilities ที่เดินต่อเนื่องขึ้นมาใช้งานจากชั้น 2 ได้ ซึ่งจะเน้นเป็นพื้นที่นั่งทำงานและห้องประชุมต่างๆ รวมถึงจะมีทางเดินเชื่อมอาคารไปยังสระว่ายน้ำชั้น 2 ของอาคาร C ได้ด้วยครับ

ประเด็นต่อมาคือเรื่องของ “วิว” แน่นอนว่าคอนโด Low Rise ก็จะต้องเน้นวิวและบรรยากาศด้านในโครงการเป็นหลักอยู่แล้ว ซึ่งมีทั้งวิวพื้นที่สีเขียวของต้นไม้ที่รื่มรื่นๆหน่อย โดยชั้นนี้จะเป็นส่วนของยอดไม้หรือพุ่มไม้พอดี ใครชอบต้นไม้ก็อาจเลือกเป็นห้องฝั่งซ้ายก็ได้ครับ ส่วนสวนฝั่งขวาตรง Botanic Garden ที่เป็นพืชผักสวนครัวนั้น อาจไม่ได้เป็นวิวต้นไม้ใหญ่สักเท่าไหร่นัก แต่ก็ได้ความเขียวเป็นธรรมชาติอยู่เหมือนกัน

แล้วถ้าใครที่ชอบความสดชื่นและอยากได้เสียงน้ำตกเบาๆล่ะก็ อาจเลือกเป็นบริเวณกลางๆโครงการที่มองเห็น Water Feature และสระว่ายน้ำได้ครับ ….แต่ทั้งนี้ ห้องที่หันหน้ารับวิวในโครงการก็จะมีราคาสูงกว่าวิวด้านนอกอยู่เหมือนกัน (เทียบชั้นเดียวกันจะแพงกว่าประมาณ 1 แสนบาท) ยังไงก็ลองเทียบราคาและหามุมที่ใช่สำหรับตัวเองกันได้นะครับ

นี่เป็นภาพจากโมเดลที่แสดงให้เห็นลักษณะของสะพานทางเชื่อม (ถ้าใครนึกภาพไม่ออกว่าเค้าเชื่อมจากชั้น 3 มาชั้น 2 ยังไง ก็สามารถดูตามภาพได้เลยนะ) ซึ่งสะพานนี้เค้ามีข้อดีตรงที่ จะทำให้คนจากอาคาร A เดินข้ามมาใช้สระว่ายน้ำและ Fitness ได้ง่ายมากขึ้น โดยไม่ต้องอ้อมลงไปถึงชั้น 1 แล้วขึ้นมาใหม่ให้เสียเวลานั่นเองครับ

แปลนชั้น 4 จะเป็นชั้นที่มีห้องพักอาศัยเต็มหมดทุกอาคารเลยครับ โดยอาคาร B จะมีความหนาแน่นเยอะสุด 39 ห้อง/ชั้น รองลงมาคืออาคาร A 36 ห้อง/ชั้น และอาคาร C 31 ห้อง/ชั้น

ซึ่งความสูงตั้งแต่ชั้น 4 เป็นต้นไป ถ้าเราอยากมองเห็นวิวสวนหรือส่วนกลางต่างๆชั้นล่าง ก็อาจต้องก้มลงดูแล้วนะครับ จะไม่เหมือนกับชั้น 2 – 3 ที่จะอยู่ระดับพุ่มไม้พอดี หรือนั่งอยู่ในห้องก็ยังมองเห็นสวนได้อยู่ (ยกเว้นวิวสระว่ายน้ำที่อยู่สูงขึ้นมาบนชั้น 2 ซึ่งชั้น 4 – 5 ของตึก B ก็อาจมองเห็นโดยไม่ต้องก้มอยู่ได้ครับ)

ส่วนถ้าใครที่อยากได้วิวในโครงการแบบตอนลึกยาวๆ และได้ความเป็นส่วนตัวจากห้องฝั่งตรงข้ามด้วย ก็อาจเลือกเป็นห้องที่อยู่ทางปีกซ้ายและขวาแบบนี้ได้นะครับ ซึ่งก็มีแบบใกล้สวนหรือสระว่ายน้ำให้เลือก 2 แบบเช่นกัน

แปลนชั้น 5 จะยังคงเหมือนชั้น 4 แต่คราวนี้เรามาดูเรื่องการออกแบบ และการวางผังอาคารที่น่าสนใจกันดีกว่าครับ โดยจุดที่ผมมองว่าดีคือ “การเปิดช่องว่างตรงโถงทางเดิน” ของอาคาร A และ B ซึ่งนอกจากจะทำให้แสงส่องเข้ามาตรงทางเดินในอาคาร และทำให้รู้สึกโปร่งโล่งมากขึ้นแล้ว ยังช่วยในเรื่องการถ่ายเทอากาศให้ไม่รู้สึกอึดอัด และเพิ่มความเป็นส่วนตัวของห้องในตำแหน่งนั้นๆได้อีกด้วยครับ

โดยเฉพาะที่อาคาร B นอกจากจะมีการเปิดช่องว่างแล้ว ในชั้น 2, 5 และ 7 เค้ายังทำเป็นเหมือน Pocket Garden เล็กๆ ให้สามารถมานั่งเล่นพักผ่อนได้อีกด้วย (คนจากนั้นอื่นๆก็น่าจะขึ้นลิฟต์มาใช้ได้นะครับ เพราะชั้นนี้เค้าจะมีประตูเปิดมาที่สวนต่างหาก แยกจากประตูที่เปิดไปยังส่วนของห้องพักอาศัย)

ส่วนชั้นอื่นๆ ทางโครงการแจ้งว่า จะมีกระจกใสกั้นเอาไว้อีกที (เพื่อความปลอดภัย) แต่ก็ยังได้รับแสงและชมวิวต้นไม้ได้อยู่เหมือนเดิมครับ ซึ่งในส่วนของอาคาร A ก็จะเป็นผนังกระจกตรงทางเดินแบบนี้เช่นกันนะ

แปลนชั้น 6 เรามาดูตำแหน่งห้องที่น่าสนใจกันครับ ซึ่งผมแบ่งให้เป็น 4 แบบดังนี้

  • สีแดง : เป็นห้องที่ได้ความเป็นส่วนตัวสูง ซึ่งบางห้องเค้าจะได้โถงทางเดินหน้าห้องส่วนตัว ไม่ต้องใช้งานร่วมกับใคร (ไม่มีคนเดินผ่านหน้าห้องเลย) หรือบางห้องก็จะมีผนังติดกับเพื่อนบ้านแค่ด้านเดียวเท่านั้น ลดปัญหาเสียงรบกวนกันได้ และบางห้องก็จะไม่ต้องหันหน้าต่าง/ระเบียงห้อง เจอกับห้องฝั่งตรงข้ามในระยะใกล้ครับ
  • สีส้ม : ห้องที่อยู่หน้า Pocket Garden หรือช่องเปิดของอาคาร แน่นอนว่าบริเวณหน้าประตูห้องตำแหน่งนี้ จะโปร่งโล่งและสว่างกว่าห้องอื่นๆ แต่ก็มีสิ่งที่แลกมาคือ เค้าจะอยู่ใกล้กับลิฟต์โดยสารอยู่พอสมควร อาจไม่เหมาะกับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว หรือไม่อยากให้มีคนเดินผ่านหน้าห้องบ่อยๆนัก แต่ถ้าใครไม่ซีเรียสเรื่องนี้ล่ะก็…น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว (ได้ข่าวว่าราคาไม่แรงด้วยครับ)
  • สีเขียว : Studio Type เพียงห้องเดียวที่ได้วิวภายในโครงการ
  • สีน้ำเงิน : เป็นห้องที่ผนังติดกับโถงทางเดิน 2 ด้าน และยังอยู่ติดกับลิฟต์อีกด้วย อาจเป็นห้องที่มีเสียงรบกวนอยู่มากได้เหมือนกันครับ (ถ้าผนังบางและกันเสียงได้ไม่ดีพอ) ยังไงก็รอดูของจริงหน้างานกันอีกทีนะ (เพราะผมเองคงการันตีให้ไม่ได้) แต่ถ้าเค้าสามารถกันเสียงดีล่ะก็… จะเป็นอีกห้องที่ได้ความเป็นส่วนตัวดีอยู่เหมือนกัน เพราะเค้าแชร์โถงหน้าห้องร่วมกับเพื่อนบ้านแค่ห้องเดียวเท่านั้น แถมผนังยังไม่ติดกับห้องอื่นๆเลยด้วย

แปลนชั้น 7 ทั้งหมดจะเป็นห้อง Loft ซึ่งกินพื้นที่สูง 2 ชั้นเลยครับ ยกเว้นแค่ในส่วนที่ผมตีกรอบสีแดงของอาคาร A เอาไว้ (ซึ่งจะยังเป็นห้อง Simplex แบบปกติอยู่) เพราะเค้าจะมี Facilities อยู่บนชั้นดาดฟ้าด้วย โดยหลักๆจะเป็นสวนให้ขึ้นมานั่งเล่นชมวิวได้

และจัดเป็น Sky Terrace, Sky Cinema และ Sky Amphitheater ให้น้องๆได้ขึ้นมาดูหนังกลางแจ้ง หรือทำกิจกรรมร่วมกันครับ (จะมีทั้งแบบที่สามารถนำหนังมาเปิดดูเอง และทางโครงการจะจัดการเปิดให้ ซึ่งแล้วแต่การบริหารจัดการของนิติในอนาคตอีกครั้ง)

นอกจากนี้ยังมีส่วนของ Viewpoint ที่จะเป็นระเบียงกระจกยื่นออกมาจากอาคาร ให้เราได้ชมวิว หวาดเสียว และถ่ายรูปเล่นกันได้อีกด้วยครับ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

FACILITY ON GROUND
– The Common Ground
– Valley Forest
– Sunken Lawn
– Hidden Bar
– Misty Falls

BUILDING A : LEARNING
– Co-Idea Space
– Creative Lobby
– Meeting Chamber
– Meeting Lounge
– Learning Hub
– Working Pods
– Sky Terrace
– Sky Cinema
– Sky Amphitheater
– KAVE Viewpoint

BUILDING B : REST & RELAX
– Sharing Lobby
– Smart Laundry Lounge
– Board Game Arena
– Console & VR Room
– Music Studio
– KAVE Theater
– Fun Space

BUILDING C: ACTIVE
– Pulse Pool (สระว่ายน้ำขนาด 5 x 25 m.)
– Hydro Massage
– Jet Pool
– Botanic Garden
– The Gym
– Health Station
– Fit Studio
– Co-Kitchen
– KAVE Café
– Jacuzzi Seat

  • Smart Locker 24 ชม.
  • High-Speed Wi-Fi Internet
  • บริการ Shuttle Service รับ-ส่ง หน้ามหาวิทยาลัย ประตู 5
  • ดูแลการปล่อยเช่า ซื้อขายต่อ โดย Asset A Plus
  • NAKET นวัตกรรมใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้พักอาศัยคอนโด ทั้งบริการสั่งซื้อสินค้า 24 ชม. ชำระบิลต่างๆ บริการทำความสะอาดและซ่อมแซม หรือการสั่งอาหาร
  • Air Conditioning with PM 2.5 Filter

  • ลิฟต์โดยสาร 2 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 98 :  1
  • ที่จอดรถ คิดเป็นประมาณ 41% แบบรวมซ้อนคัน
  • ระบบรักษาความปลอดภัยในโครงการ   CCTV / Key Card / ระบบสแกนทะเบียนรถยนต์ และ รปภ. 24 ชั่วโมง

แบบห้อง

แบบห้องของโครงการมีจะมีให้เลือกหลาย Type เลยนะครับ ซึ่งก็จะมีฟังก์ชันที่เหมาะกับคนที่ไม่เหมือนกัน ประกอบด้วย

  • Studio ขนาด 20.59 – 24.31 ตร.ม.
  • 1 Bedroom ขนาด 22.09 – 23.34 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Extra ขนาด 24.04 – 31.44 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Exclusive ขนาด 24.59 – 29.33 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 31.27 – 34.83 ตร.ม.

VERTICAL SUITE (ห้อง Loft ชั้น 7)

  • 1 Bedroom Extra VS ขนาดห้อง 20.81 – 29.42 ตร.ม. (ขนาดพื้นที่ใช้สอยรวมชั้นลอย 28.46 – 45.76 ตร.ม.)
  • 1 Bedroom Exclusive ขนาด 22.09 – 31.44 ตร.ม. (ขนาดพื้นที่ใช้สอยรวมชั้นลอย 30.88 – 44.01 ตร.ม.)
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 31.27 – 34.83 ตร.ม. (ขนาดพื้นที่ใช้สอยรวมชั้นลอย 44.28 – 53.66 ตร.ม.)

โดยเค้าจะขายแบบ Fully Furnished คือให้เฟอร์นิเจอร์มาครบพร้อมอยู่อาศัย ขาดแค่เครื่องใช้ไฟฟ้าก็เข้าอยู่ได้เลย ซึ่งโครงการจะมีห้องตัวอย่างให้ดูทั้งหมด 4 Type ด้วยกันครับ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเราไปชมกันเลย

1 Bedroom Extra ขนาด 25.26 ตร.ม. ความน่าสนใจอย่างแรกคือ “ความเป็นส่วนตัว” ซึ่งเค้ากั้นห้องนอนด้วยผนังทึบ และห้องน้ำก็สามารถเข้า-ออกได้ 2 ทาง เวลาที่เรามีแขกหรือเพื่อนมาหาที่ห้อง แล้วต้องการเข้าห้องน้ำก็สามารถทำได้เลย โดยที่ห้องนอนจะไม่เสียความเป็นส่วนตัว แถมตอนกลางคืนเจ้าของห้องก็สามารถลุกเข้าห้องน้ำ หรืออาบน้ำแต่งตัวจากภายในห้องได้สะดวกอีกด้วยครับ

ส่วนห้องครัวถ้าเป็นน้องๆนักศึกษาส่วนใหญ่ ก็มักจะทานอาหารด้านนอก หรือซื้ออาหารมาอุ่นทานง่ายๆมากกว่า เราจึงได้เป็นครัวเปิดเพื่อความโปร่งโล่ง ไม่ได้เน้นการทำอาหารจริงจังเท่าไหร่นัก และฟังก์ชันที่ถูกลดทอนหายไปคือ “โต๊ะทานอาหาร” ซึ่งถ้าอยากจะทานบนห้องก็อาจต้องเป็นหน้าทีวีแทนนะครับ โดยภาพรวมห้องนี้จึงเหมาะกับการพักอาศัย 1 – 2 คน ชอบความเป็นส่วนตัว ฟังก์ชันการอยู่อาศัยที่เป็นสัดส่วน และใช้งานห้องน้ำได้สะดวกดี ซึ่งของจริงจะเป็นอย่างไรเราไปชมกันเลยครับ

เริ่มกันที่ประตูหน้าห้องจะได้เป็นประตูบานทึบ มาพร้อมกับ Digital Door Lock (รองรับ 5 ระบบ คือ รหัสผ่าน สแกนลายนิ้วมือ คีย์การ์ด สมาร์ทโฟน และกุญแจ) ส่วนด้านหลังก็จะมี Stopper กันประตูกระแทกมาให้ด้วยครับ

เมื่อเปิดประตูเข้ามาเราจะเจอ Common Area ที่เชื่อมต่อไปถึงระเบียงภายนอก เลยทำให้มีแสงธรรมชาติส่องผ่านมาถึงหน้าห้องได้ครับ ส่วนฝ้าเพดานจะสูง 2.5 m. และฟังก์ชันแรกของเราก็คือ”ครัว” นั่นเอง

สำหรับเฟอร์นิเจอร์ของจริงที่ได้ จะเป็นไปตามรูปที่เค้าจะวางไว้ให้ดูในแต่ละห้อง (ไม่ใช่แบบห้องตัวอย่าง) หรือถ้าห้องไหนที่เป็นตำแหน่งมุมพิเศษ ก็อาจมีเฟอร์บางอย่างนอกเหนือจากนี้ด้วยก็ได้ ดังนั้นจึงต้องสอบถามกับทางโครงการอีกครั้งนะครับ

แต่ตรงส่วน “ครัว” เราจะได้ตามห้องตัวอย่างเลยนะ Top เคาน์เตอร์เป็นหินสังเคราะห์ ซึ่งทนความชื้นและความร้อนได้ดี มาพร้อมปิดผนังด้วยกระเบื้องแผ่นใหญ่ ที่เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย และถ้าใครที่อยากให้ชั้นวางของดูเรียบร้อยและกันฝุ่นได้ดีขึ้น ก็อาจหาหน้าบานตู้มาปิดเพิ่มก็ได้นะครับ

นอกจากนี้เค้าจะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Nasket ติดมาให้ที่ผนังด้วยนะครับ ซึ่งมันเอาไว้ใช้สั่งซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องออกไปด้านนอกด้วยตัวเอง เช่น ถ้าเราสั่งของจาก Big C เค้าก็จะนำสินค้ามาส่งให้ที่ใต้คอนโด โดยจะใส่ไว้ใน Smart Locker พร้อมแจ้งเตือนและส่งรหัสเปิดตู้มาทางสมาร์ทโฟนของเรา

ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะมีความสะดวกสบาย ไม่ต้องออกไปเดินซื้อเองให้เหนื่อย หรือเสี่ยงโควิดภายนอกแล้ว เรายังสามารถมาเปิดรับสินค้าตอนดึกแค่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลารับของเลยครับ และนอกจากนี้ในอนาคตก็จะมีบริการอื่นๆ เช่น สั่งอาหารจากร้านค้า หรือบริการทำผมถึงคอนโด เป็นต้น

ถัดเข้ามาตรงกลางห้องจะเป็นพื้นที่วางตู้เย็น ซึ่งคั่นกลางระหว่างครัวกับโซฟานั่งเล่น จึงทำให้หยิบใช้งานได้ง่ายทั้ง 2 โซน แต่ห้องนี้จะไม่มีพื้นวางโต๊ะทานอาหารนะครับ เลยอาจต้องนั่งทานหน้าทีวีแทน ส่วนพื้นก็จะเป็นกระเบื้องยางไวนิลทั้งห้องเลยครับ ซึ่งค่อนข้างทนความชื้นหรือเกิดรอยได้ยากกว่าพื้นไม้ลามิเนตทั่วไปพอสมควร

โดยชุดโซฟานั่งเล่นจะอยู่ติดกับระเบียงเลยครับ สามารถดูทีวีไปด้วยและชมวิวภายนอกไปด้วยได้ ซึ่งประตูระเบียงจะเป็นกระจกบานเลื่อนแบบ 3 ตอน จึงทำให้สามารถเปิดออกได้กว้างดีครับ และแอร์ก็จะติดอยู่ด้านบนแบบนี้เลย เป็นขนาด 9,000 BTU เหมือนกันทุกห้อง

ระเบียงภายนอกกว้างประมาณ 90 cm. สามารถวางเครื่องซักผ้าได้นะครับ ซึ่งเค้าก็เตรียมท่องานระบบต่างๆไว้รองรับแล้ว ส่วน Condensing Unit จะแขวนอยู่ด้านบน และเป่าลมร้อนออกไปด้านนอก โดยมีระแนงเหล็กพรางสายตาเอาไว้ชั้นนึง และด้านนอกก็จะเป็นผนังทึบทรง Arch โค้งแบบที่เราเห็นในโมเดลนั่นเอง

มองย้อนกลับเข้ามาในห้อง ซึ่งเดี๋ยวเราจะไปดูส่วนห้องน้ำและห้องนอนกันต่อครับ

ขอแวะหน้าห้องน้ำสักหน่อยนะ โดยหลังประตูทางเข้าห้องในตอนแรกจะมีตู้รองเท้าแบบนี้ด้วย สามารถถอดและเก็บใส่ตู้ให้เรียบร้อยได้ (ไม่ต้องวางเกะกะหน้าห้อง) และส่องกระจกดูความเรียบร้อยก่อนออกจากห้องได้ครับ

เข้ามาภายในห้องน้ำเราจะได้สุขภัณฑ์ทุกอย่างที่เห็นตามนี้เลยครับ (ยกเว้นของตกแต่ง)

ซึ่งผมชอบตรงที่เค้าสามารถเข้า-ออกได้ 2 ทาง (จากด้านหน้าห้องและในห้องนอน) เพราะเจ้าของห้องจะไม่เสียความเป็นส่วนตัว แถมยังมาใช้งานได้สะดวกอีกด้วย

สุขภัณฑ์ที่ได้จะเป็นของ Cotto นะครับ ซึ่งอ่างล้างหน้าก็จะ Built ชั้นวางของเล็กๆด้านล่างมาให้ด้วย

ส่วน Shower Box ก็จะติดฉากกั้นอาบน้ำมาให้พร้อมใช้งาน ซึ่งจะเป็นประตูบานเลื่อนแบบ 3 ตอน เลยทำให้เปิดออกได้กว้าง ใช้งานสะดวก มีพื้นที่ใช้สอยด้านในกว้างประมาณ 1 x 1 m. ใช้งานได้พอดีๆ และไม่ได้มีการลดระดับพื้นลงไป แต่จะใช้กรอบบานของประตูเนี่ยแหละ เป็นตัวกั้นไม่ให้น้ำด้านในไหลออกมาภายนอกครับ

ภายในมี Hand Shower กับก๊อกน้ำติดตั้งมาให้ แต่ที่วางสบู่อาจจะต้องหามาติดเพิ่มเติมสักหน่อย เพื่อให้วางได้เพียงพอมากขึ้น ส่วนช่องวางของที่อยู่ข้างๆโถสุขภัณฑ์ เค้าจะเจาะมาให้เป็น 1 ช่องใหญ่ ซึ่งเราอาจเพิ่มชั้นเล็กๆแบบห้องตัวอย่างได้ จะได้มีพื้นที่วางของเพิ่มขึ้นครับ

ส่วนภายในห้องนอนจะมีขนาดพื้นที่ใช้สอยพอดีๆ คือจะได้ฐานเตียงขนาด 5 ฟุต วางอยู่ใกล้กับช่องหน้าต่างบานใหญ่ ซึ่งเค้าให้มาเกือบเต็มผนังดีทีเดียวครับ

พื้นที่รอบเตียงจะมีไม่มากนัก แค่พอจะเดินตรงปลายเตียงและเปิด-ปิดม่านได้พอดีๆ ส่วนผนังทึบปลายเตียงก็สามารถติดทีวีแขวนผนังได้ด้วย ซึ่งจะเป็นผนังก่ออิฐมวลเบา มีความแข็งแรงและสามารถเจาะยึดเพื่อรับน้ำหนักได้ดีทั้งห้องเลยครับ

ส่วนอีกด้านของห้องจะเป็นตู้เสื้อผ้าและโต๊ะอเนกประสงค์ ซึ่งอยู่ใกล้กับห้องน้ำแบบนี้ก็สามารถออกมาแต่งตัวได้สะดวกดีครับ

1 Bedroom Extra Vertical Suite หรือก็คือห้องสไตล์ Loft ที่มีฝ้าเพดานสูง ซึ่งถ้าเป็นพื้นที่ชั้นแรกจะมีขนาด 22.9 ตร.ม. แต่ถ้ารวมชั้นลอยด้วยก็จะมีขนาด 32.1 ตร.ม. มีจุดเด่นในเรื่องความโปร่งโล่งของพื้นที่ และยังให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านอีกด้วยครับ เพราะเค้ามีบันไดให้เดินขึ้น-ลงชั้น 2 ได้นั่นเอง

เรื่องของการแบ่งพื้นที่ใช้สอยทำได้เป็นสัดส่วนดีครับ อย่างห้องครัวด้านหน้าเราก็จะได้เป็นครัวปิดเลย สามารถทำอาหารจริงจังได้มากขึ้น ส่วนห้องนอนก็จะอยู่แยกชั้นบนไปเป็นส่วนตัว แต่จะมีความยากในการเดินขึ้น-ลงมาใช้ห้องน้ำที่ชั้นล่างอยู่สักหน่อย แต่ถ้าใครที่ชอบฟังก์ชันแปลกใหม่ไม่เหมือนใครในย่านนี้ หรือมีกำลังทรัพย์ในการผ่อน/เช่าที่มากพอ ก็น่าจะตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว

และเฟอร์นิเจอร์มาตรฐานที่ห้องนี้จะได้ ก็จะเป็นดังนี้ครับ

เมื่อเข้ามาในห้องฟังก์ชันแรกคือ “ครัวปิด” ทำให้เป็นห้องที่สามารถทำอาหารได้จริงจังมากขึ้น

โดยเคาน์เตอร์ครัวจะได้เหมือนห้องก่อนหน้านี้เลยครับ แต่ถ้าใครจะทำอาหารที่ต้องใช้เตาล่ะก็ อย่าลืมติดเครื่องดูดควันเพิ่มเติมด้วยนะ และพื้นครัวก็ยังคงเป็นกระเบื้องยางไวนิลอยู่ ดังนั้นเวลาทำพื้นเลอะก็อย่าลืมเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อยด้วยล่ะ พื้นจะได้ไม่เสียเร็วเกินไป

ติดกับครัวและประตูทางเข้าจะเป็นห้องน้ำ ซึ่งก็อย่างที่บอกครับว่า การมาใช้งานจากห้องนอนชั้นบนจะต้องเดินขึ้น-ลงบันไดอยู่สักหน่อย แต่ถ้ามาใช้งานจากห้องนั่งเล่น หรือตอนจะออกจากห้อง/เพิ่งกลับเข้ามา ก็จะค่อนข้างสะดวกดีทีเดียว

สุขภัณฑ์ในห้องจะเป็นของ Cotto เช่นเดิมนะครับ และแยกส่วนเปียกส่วนแห้งชัดเจน แต่พื้นที่ใช้งานก็จะเล็กลงนิดนึง เหลือแบบพอดีๆตัวเท่านั้น

และคราวนี้เราจะได้ Shower Box ที่เป็นกระจกใส 2 ด้านครับ ซึ่งก็สวยงามและโปร่งโล่งดีทีเดียว แถมช่องวางของก็จะย้ายไปอยู่ด้านในด้วย เลยทำให้การใช้งานวางสบู่/แชมพู จะหยิบจับได้สะดวกมากขึ้น

ประตูห้องครัวแบบกระจกบานเลื่อนนี้ ซึ่งนอกจากจะได้ความโปร่งโล่ง ช่วยกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ของครัว รองเท้า หรือห้องน้ำที่อยู่หน้าห้องแล้ว ยังช่วยกันเสียงคนที่เดินผ่านไป-มาหน้าห้อง หรือเสียงทีวีห้องเราไม่ให้ดังออกไปข้างนอก ซึ่งเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับคนในห้องได้ดีทีเดียวครับ

เข้ามาด้านในเราจะเจอกับพื้นที่ฝ้าเพดานแบบ Double Volume สูง 4.8 m. พร้อมกับช่องแสงขนาดใหญ่ที่สูงเกือบเต็มผนัง เลยทำให้ได้ความโปร่งโล่งดีมากๆ ซึ่งแอร์ของห้องชั้นล่างนี้จะใช้เป็นขนาด 24,000 BTU ส่วนห้องนอนชั้นบนจะใช้ 9,000 BTU ตามปกติ

โดยฟังก์ชันหลักๆคือ ชุดโซฟานั่งเล่นหน้าทีวี ซึ่งยังเหลือพื้นที่กว้างมากพอ ที่เราจะเปลี่ยนจากโซฟาที่เค้าแถมมาให้ เป็นโซฟาตัวใหญ่กว่านี้ได้นะครับ เอาแบบว่าสามารถนอนดูซีรีย์ได้สบายๆไปเลย

ด้านหน้าบันไดจะมีตู้เก็บรองเท้าและชั้นวางของเพิ่มเติมได้ ส่วนใต้บันไดก็จะเป็นห้องเก็บของ ซึ่งตรงจุดนี้จะต้องเผื่อระยะชั้นวางทีวีให้ดีๆหน่อย เพื่อไม่ให้บังระยะเปิด-ปิดหน้าบานประตูของห้องเก็บของ และตู้เก็บรองเท้าด้านข้างด้วยนะครับ

ถัดเข้ามาด้านในจะมีพื้นที่อเนกประสงค์เล็กๆข้างหน้าต่าง ซึ่งเราสามารถทำเป็นมุมทำงาน/อ่านหนังสือ หรือมุมจิบกาแฟ/ทานอาหารก็ได้ครับ แถมเรายังได้เป็นกระจกเข้ามุม Bay Window ซึ่งช่วยเพิ่มมุมมองด้านข้างของวิว และทำให้ห้องโปร่งโล่งมากขึ้นอีกด้วย

ส่วนระเบียงจะค่อนข้างเล็กกว่าห้องก่อนหน้านี้หน่อย ซึ่งถ้าวางเครื่องซักผ้าลงไปก็เหลือพื้นที่แค่พอยืนเท่านั้น (เพราะเค้าเน้นพื้นที่ใช้สอยในห้องเป็นหลักมากกว่า) ส่วน Condensing Unit จะแขวนอยู่ด้านบนหลังผนังทึบ ซึ่งมองไม่เห็นจากในห้องเลยดูเรียบร้อยดีครับ

โครงสร้างบันไดและพื้นของชั้น 2 จะเป็นโครงเหล็ก เวลาเดินก็จะรู้สึกโปร่งๆนิดหน่อย แต่ก็แข็งแรงได้มาตรฐานดี โดยห้องนอนชั้นบนเค้าจะให้เป็นราวกันตกเหล็กแบบนี้ ซึ่งผมแนะนำให้กั้นผนังกระจกเพิ่มเติม เพื่อแบ่งการใช้งานพื้นที่เปิดแอร์เป็น 2 ส่วนได้ครับ (จะได้ไม่ต้องเปิด 2 เครื่องพร้อมกันตลอดเวลา)

ส่วนพื้นที่ด้านบนจะมีแค่เตียง 5 ฟุต กับตู้เสื้อผ้าเท่านั้น ซึ่งก็เหลือพื้นที่ให้ยืนแต่งตัวหน้าตู้ หรือเปิด-ปิดประตูห้องนอนได้แบบพอดีๆ (ถ้าจะกั้นห้องเพิ่มในอนาคต) แต่จุดที่ผมชอบคือความสูงจากพื้นถึงฝ้าของชั้นนี้จะอยู่ที่ 2.2 m. ซึ่งคนตัวสูงๆก็สามารถยืนใช้งานได้ โดยไม่รู้สึกอึดอัดเลยครับ

สุดท้ายคือมุมมองของคนที่อยู่บนเตียงก็จะเป็นประมาณนี้นะ สามารถมองเห็นวิวและแสงภายนอกจากหน้าต่างได้ (ชั้นนี้ก็เทียบเท่าอาคารชั้น 7 – 8 นั่นเอง)

ส่วนห้องตัวอย่างอีก 2 Type ที่เหลือ ผมถ่ายภาพเป็น Gallery มาฝากกันด้วย จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเราไปชมกันเลย

1 Bedroom Extra ขนาด 28.31 ตร.ม. ลักษณะของห้องนี้จะคล้ายกับห้องตัวอย่างแรกที่ผมพาไปดูมาก่อนหน้านี้ คือจะกั้นห้องนอนด้วยผนึงทึบเลยได้ความเป็นส่วนตัว แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ เราจะได้เคาน์เตอร์ครัวรูปตัว L ซึ่งเป็นส่วนของโต๊ะทานอาหารเพิ่มเข้ามากลางห้อง หรือจะใช้เป็นโต๊ะอเนกประสงค์ก็ได้

ส่วนห้องน้ำก็จะเข้าได้แค่ทางเดียวจากห้องนอนเท่านั้น เลยอาจไม่เหมาะกับคนที่มีเพื่อนมาหาบ่อยๆนัก เพราะจะเสียความเป็นส่วนตัวได้ง่าย และเตียงนอนที่ได้จะเป็นแบบ 2 ชิ้น ซึ่งจะเหมาะกับการอยู่อาศัย 2 คน (แบบรูมเมท) หรือจะเลื่อนเตียงมาชิดกันกลายเป็นเตียง King Size ไปเลยก็ได้ครับ

Image 1/10

1 Bedroom ขนาด 22.9 ตร.ม. เป็นห้องตัวอย่างขนาดเล็กที่สุดของวันนี้ จุดเด่นคือ “ห้องนั่งเล่น” ที่อยู่บริเวณกลางห้อง ซึ่งเราจะได้ระยะทีวีที่กว้างกว่าห้องอื่นๆ (เพราะไม่ต้องแบ่งระยะให้กับห้องนอนหรือห้องน้ำเหมือน Type อื่นๆ) เลยทำให้สามารถใช้ทีวีจอใหญ่ๆ ดูหนังแบบจุใจได้มากขึ้นนั่นเองครับ

โดยห้องนั่งเล่นจะกั้นฟังก์ชันแยกกับห้องนอนด้วยประตูกระจกบานเลื่อน เพื่อเพิ่มความโปร่งโล่ง แต่ก็อาจทำให้มีความเป็นส่วนตัวลดลงไปบ้าง เลยไม่เหมาะกับคนที่มีเพื่อนหรือแขกมาหาบ่อยๆนัก (อาจต้องติดม่านเพิ่มเติม) ส่วนห้องนอนผมชอบที่เค้าออกแบบตู้เสื้อผ้าให้มีผนังทึบ และสามารถติดทีวีตรงกลายเตียงได้ แถมยังมีมุมอเนกประสงค์ข้างหน้าต่างให้นั่งทำงานอ่านหนังสือได้อีกด้วยนะ เพียงแต่พื้นที่รอบเตียงของห้องนี้จะแคบมากๆครับ เลยต้องขึ้น-ลงที่ปลายเตียงเป็นหลัก หรือจะออกไปใช้งานระเบียงก็จะลำบากหน่อย

Image 1/10

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

ราคา

9 February 2021

  • ราคาเริ่มต้น 1.49 ล้านบาท (Promotion)

  • รูปแบบการขาย Fully Furnished
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน 2.5 เมตร และแบบ Loft 4.8 เมตร
  • Kitchen & Sink / ท็อปหินสังเคราะห์
  • Hob & Hood / ของยี่ห้อ Cotto
  • บริการ Shuttle Service รับ-ส่ง หน้ามหาวิทยาลัย (ประตู 5)
  • จอง + ทำสัญญา 10,000 – 20,000 บาท
  • ดาวน์ n/a% ผ่อนดาวน์ 14 งวด
  • ค่ากองทุน 500 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง ห้อง Simplex 48 บาท/ตร.ม./เดือน, ห้อง Vertical Suite (Loft) 58 บาท/ตร.ม./เดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ

บทสรุป

ทำเล : “ศาลายา” เป็นย่านที่มีมหาวิทยาลัยอยู่หลายแห่ง จึงมีทั้งนักศึกษาและบุคลากรมหาลัย เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก และดึงดูดเหล่านักลงทุนต่างๆด้วยเช่นกันครับ (ค่าเช่าหอจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 – 8,000 บาท/เดือน) ซึ่งเดิมทีนักศึกษาในย่านนี้ มักจะอาศัยอยู่ในซอยตั้งสิน (หรือโซนหลังมอ) มีทั้งหอพักและคอนโดเรียงรายกันอยู่อย่างหนาแน่น แถมยังมีความอุดมสมบูรณ์หลักๆพร้อมอีกด้วย ทำให้การที่ตัวโครงการ KAVE แยกมาตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ตรงปากซอยแบบนี้ จะช่วยลดความวุ่นวายรอบๆโครงการ และยังทำให้การเดินทางง่ายขึ้นอีกด้วยครับ

เพราะไม่ต้องเข้าไปในซอยลึกๆ ห่างจากประตูเข้ามหาลัยเพียง 750 m. – 1 km. และยังอยู่ไม่ไกลจากโซนดั้งเดิม ที่มีทั้งความอุดมสมบูรณ์กับหอพักที่เพื่อนๆส่วนใหญ่อาศัยอยู่ ซึ่งถ้าเป็นรอบๆโครงการในระยะเดินก็จะมีร้านค้าร้านอาหารอยู่พอสมควรครับ เรียกได้ว่าน้องๆใช้ชีวิตได้ไม่ลำบากเลย ส่วนถ้าอยากเดินห้างก็มีตัวเลือกทั้ง Makro, Lotus และ Central ค่อนข้างครบทีเดียว

การเดินทางโดยใช้รถ : ถือว่าสะดวกครับ ซึ่งตำแหน่งที่ตั้งโครงการจะมีจุดกลับรถให้ใช้อยู่ไม่ไกล ไม่ว่าจะเข้า-ออกเมือง หรือไปมหาลัยก็ทำได้ไม่ยาก มีถนนใหญ่หลักๆให้ใช้ทั้งถนนบรมราชชนนี และถนนพุทธมณฑลสาย 4 – 5 แล้วถ้าต้องเดินทางไกลๆด้วยการใช้ถนนกาญจนาฯ ก็จะอยู่ห่างจากโครงการประมาณ 10 km. ส่วนที่จอดรถรวมซ้อนคัน 41% ผมถือว่าเพียงพอในระดับหนึ่งนะครับ เพราะเด็กมหาลัยส่วนใหญ่ไม่ได้มีรถขับกันทุกคน จะใช้จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ในการเดินทางระยะสั้นๆมากกว่า

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ : โครงการอยู่ติดถนนใหญ่แบบนี้ สามารถเรียกรถสาธารณะจากหน้าโครงการได้ไม่ยากครับ ทั้งวินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ หรือรถประจำทางอื่นๆ และยังมีบริการ Shuttle Service รับ-ส่ง หน้ามหาวิทยาลัย ประตู 5 ของทางโครงการมาเสริมอีกด้วย ค่อนข้างสะดวกดีอยู่เหมือนกัน

การออกแบบโครงการ : ตัว Facade ออกแบบด้วยแนวคิด Hybrid Modernique ที่เน้นเส้นแนวตั้งและ Arch ทรงโค้ง เลยทำให้โดดเด่นและแตกต่างจากคอนโดอื่นๆในย่านดีครับ (ความสวยงามก็แล้วแต่คนชอบนะ) โดยจุดที่ผมชอบมากที่สุด คือการที่เค้ายอมเสียพื้นที่ขายของอาคาร A และ B ไปชั้นละ 1 ยูนิต เพื่อเปิดช่องว่างของโถงทางเดินให้ได้แสงสว่างและอากาศถ่ายเท รวมถึงยังทำให้สามารถชมวิวและมีสวนเล็กๆให้ใช้งานอีกด้วย

ถัดมาคือเรื่องวิวที่มีให้เลือกหลากหลายดี ไม่ว่าจะเป็นวิวสวน วิวน้ำตก หรือวิวสระว่ายน้ำ อีกทั้งแต่ละอาคารก็ยังมีส่วนกลางที่แตกต่างกัน เป็นการกระจายความหนาแน่นในการใช้งาน และถึงแม้จะไม่ได้ใช้ได้สะดวกหรือต่อเนื่องกัน ซึ่งเค้าก็จงใจแบ่งฟังก์ชันเป็นกลุ่มโซนกันอย่างชัดเจนแต่แรกอยู่แล้ว เลยอาจมีผลในการตัดสินใจเลือกตึกที่จะพักอาศัย ให้ได้อยู่ใกล้กับสิ่งที่ใช้งานเป็นประจำเพื่อความสะดวกด้วยก็ได้ครับ และสิ่งที่ต้องคำนึงอีกอย่างคือความหนาแน่นในแต่ละชั้น ซึ่งโครงการนี้มีห้องพัก 31 – 39 ยูนิต/ชั้น กับลิฟต์ 2 ตัว/อาคาร ซึ่งถือว่าเยอะอยู่พอสมควร

การออกแบบห้องพักอาศัย : โครงการนี้ถือเป็นแบรนด์ KAVE ตัวแรก และยังเป็นโครงการแรกในย่านศาลายา ที่มีการใช้ห้อง Vertical Suite หรือห้องแบบ Loft ฝ้าเพดานสูง 4.8 m. (ที่ปกติเราจะพบเห็นในเมืองซะเป็นส่วนใหญ่) ซึ่งห้องลักษณะนี้จะมีความโปร่งโล่ง และให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน แถมชั้นลอยก็สูง 2.2 m. ใช้งานได้ไม่อึดอัดเลยครับ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องเดินขึ้น-ลงบันได เพื่อมาใช้งานห้องน้ำที่ด้านล่าง รวมถึงอาจต้องกั้นผนังห้องชั้นบนเพื่อจะไม่เปลืองแอร์อีกด้วย ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการฟังก์ชันแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร หรืออาจเป็นคนที่มีกำลังทรัพย์มากพอจะผ่อน/เช่าห้องแบบนี้ ที่มีราคาสูงกว่าห้องปกติครับ

ส่วนห้องแบบ Simplex ก็มีให้เลือกหลายแบบ เหมาะกับคนที่มี Lifestyle ต่างกัน เช่น เน้นความเป็นส่วนตัวของห้องนอนด้วยผนังทึบ ต้องการมุมอเนกประสงค์ข้างหน้าต่างไว้ทำงาน สามารถทำอาหารในห้องได้ หรืออยากได้ห้องที่มีระยะดูทีวีเยอะๆหน่อย เป็นต้น โดยจะเน้นเป็นห้องไซส์เล็กขนาดกระทัดรัด และมีพื้นที่ใช้งานพอดีๆ (เว้นแต่พื้นที่รอบเตียงจะค่อนข้างแคบ เพราะเอาไว้แค่นอนจริงๆ และไปเน้นที่จุดอื่นแทน) แต่นั่นก็ทำให้แพ็คเกจราคารวม สามารถหยิบจับได้ไม่ยากเช่นกันครับ

วัสดุ : โครงการขายแบบ Fully Furnished ให้มาครบ โดยขาดแค่เครื่องใช้ไฟฟ้าก็เข้าอยู่ได้เลยครับ ซึ่งผมมองว่าดีนะ เพราะแบบห้องของเค้าถูกออกแบบมา ให้มีระยะการใช้งานกระทัดรัดพอสมควร ดังนั้นการที่เค้าให้เฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดพอดีมาแล้ว จึงช่วยประหยัดเวลาเราได้เยอะเลยล่ะ แต่โดยภาพรวมก็จะมีทั้งของที่เป็นมาตรฐาน และของที่ให้มาดีปะปนกันไป

ซึ่งจุดที่ผมชอบคือ Top เคาน์เตอน์ครัวหินสังเคราะห์ พื้นกระเบื้องยางไวนิล ชุดหน้าต่างที่ใหญ่เกือบเต็มผนัง ประตูบานเลื่อน 3 ตอนที่เปิดได้กว้างดี มีเครื่อง Nasket ไว้ซื้อสินค้า/บริการมาให้ใช้ และผนังภายในห้องทั้งหมดเป็นอิฐมวลเบาที่แข็งแรง จะทุบหรือยึดติดตรงไหนก็ได้หมดเลยนั่นเอง

สาธารณูปโภค : นับว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของโครงการนี้ครับ โดยแต่ละฟังก์ชันจะเกิดจากการสำรวจตลาด และความต้องการของน้องๆนักศึกษา เช่น ต้องการมีพื้นที่นั่งทำงานได้หลายๆจุด หรืออยากได้ฟังก์ชันที่เอาไว้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆได้อย่าง ห้องเกมส์ ห้องดูหนัง คาเฟ่ หรือทำอาหารกันที่ Co-Kitchen

และนอกจากนี้ ม.มหิดล ศาลายา เค้ายังเด่นเรื่อง วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ก็เลยมีห้องซ้อมดนตรีใส่มาให้ด้วย รวมทั้งโครงการก็มีทั้งหมด 32 ฟังก์ชัน เรียกได้ว่าครบและเพียงพอ จนแทบไม่ต้องออกไปหาใช้นอกโครงการให้เหนื่อยเลย ซึ่งก็มีค่าส่วนกลางที่สมน้ำสมเนื้อนะครับ แต่ถ้าได้ใช้งานบ่อยๆก็น่าจะคุ้มอยู่เหมือนกัน

Judgement

การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

เทียบกับช่วงราคาเฉลี่ยแบบทั้งโครงการ AVG 70,000 – 80,000 บาท/ตร.ม., 9 February 2021

  • ทำเล 8/10 – ติดถนนใหญ่ ใกล้มหาลัย มีร้านอาหารในระยะเดิน ความวุ่นวายน้อยกว่าในซอย
  • เดินทางด้วยรถ 8/10 – ใกล้จุดกลับรถ ไม่ต้องเข้าซอย ที่จอดรถ 41% รวมซ้อนคัน
  • ไม่ใช้รถ 7.5/10 – เรียกรถสาธารณะง่าย และมี Shuttle Service รับ-ส่ง หน้ามหาวิทยาลัย ประตู 5
  • วัสดุ 7.5/10 – Fully Furnished ส่วนใหญ่ให้มาดี เหมาะสมกับราคา
  • แบบ 7.75/10 – มีห้อง Loft และแบบอื่นๆให้เลือกเยอะ ยูนิตต่อชั้นหนาแน่นไปหน่อย
  • สาธารณูปโภค 8.5/10 – จัดเต็มส่วนกลางสำหรับนักศึกษา มีหลายฟังก์ชันให้ใช้ สมราคาค่าส่วนกลาง

  • MAIN CLASS
  • 7.88 / 10.00

BOTTOM LINE

KAVE ศาลายา เหมาะกับผู้ปกครอง น้องๆนักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัย หรือนักลงทุนปล่อยเช่า ที่กำลังมองหาคอนโดใกล้ ม.มหิดล ศาลายา ที่เน้นส่วนกลางสำหรับนักศึกษาที่หลากหลาย มีแบบห้องไซส์เล็กที่ฟังก์ชันเป็นสัดส่วนให้เลือกเยอะ และมีห้อง Loft เป็นตัวเลือกที่ไม่เหมือนใครในย่าน โดยมีงบประมาณระดับ 1.49 – 3.99 ล้าน หรือมีกำลังผ่อนประมาณ 10,000 – 28,000 บาท/เดือน


ThinkofLiving มี LINE Official Account แล้วนะครับ
ไม่อยากพลาดข้อมูลข่าวสารก็ Add เลย > https://lin.ee/svACOxc