นางสาววรางคณา อัครสถาพร รักษาการ ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน Sansiri เปิดเผยว่าผลประกอบการไตรมาส 3/2563 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ 765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 196% จากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิฯ 258 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ยังมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 8.9% โตขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีอัตรากำไรสุทธิ 2.3% และโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีอัตรากำไรสุทธิ 7.5% ขณะที่ในรอบ 9 เดือนของปี 2563 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ 1,085 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในไตรมาส 3/2563 บริษัทมีรายได้กว่า 8,582 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขาย อยู่ที่ 7,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้ค่าบริการธุรกิจอยู่ที่ 626 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้สะสมในรอบ 9 เดือน อยู่ที่ 26,511 ล้านบาท

“ผลงานรายได้ที่ดีในช่วงไตรมาส 3 มาจากความสำเร็จจากการรุก Sansiri Housing Evolution ในตลาดโครงการแนวราบ และ Sansiri Service ที่ยืนหนึ่งในใจผู้บริโภคปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มลูกค้าเลือกแสนสิริ ส่งผลให้ประสบความสำเร็จ โดยในตลาดแนวราบ บริษัทสามารถทำรายได้เฉพาะไตรมาส 3 อยู่ที่ 4,492 ล้านบาท และรายได้ในรอบ 9 เดือนอยู่ที่ 13,941 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากคอนโดมิเนียมมาจากผลงานการโอนที่โดดเด่น โดยรายได้คอนโดมิเนียมเฉพาะไตรมาส 3 อยู่ที่ 3,143 ล้านบาท และรายได้ในรอบ 9 เดือนอยู่ที่ 9,415 ล้านบาท” นางสาววรางคณา กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังมีผลงานการโอนที่โดดเด่นทั้งในแนวราบและแนวสูง โดยผลงานการโอนล่าสุด พุ่งไปแล้วถึง 38,500 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 109% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและคิดเป็น 90% จากเป้าหมายยอดโอนใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 43,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดโอนจากโครงการแนวราบ 15,600 ล้านบาท เติบโตขึ้น 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมมียอดโอนล่าสุดสูงถึง 22,900 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 186% ผลงานมาจากการโอนคอนโดมิเนียม อาทิ โครงการ เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ, คาวะ เฮาส์, เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 101, เดอะ ไลน์ พหลฯ-ประดิพัทธ์ และเดอะ ไลน์ วงศ์สว่าง รวมถึงเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากการโอนโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จ อาทิ XT เอกมัย, โอกะ เฮาส์, ดีคอนโด ธาร จรัญฯ, ลา ฮาบานา หัวหิน รวมถึงการโอนที่อยู่อาศัยแนวราบให้แก่ลูกค้าตามแผนงานอย่างต่อเนื่อง

ไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ยังนับเป็นไตรมาสที่สำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากการที่ลูกค้าจะมองหาและตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมอีก 5 โครงการ รวมมูลค่า 4,800 ล้านบาทเพื่อตอบรับเรียล ดีมานต์ รวมถึงการโอนคอนโดมิเนียม “ดีคอนโด ธาร จรัญฯ คอนโดมิเนียมโครงการล่าสุดในทำเลจรัญสนิทวงศ์ บนแนวคิดโครงการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการ คือ “ชีวิตดีๆ บนพื้นที่สีเขียวแห่งเดียวใจกลางจรัญฯ” จากการเป็นคอนโดสไตล์บ้านสวนริมน้ำ บนพื้นที่สีเขียวแห่งเดียวในจรัญฯ จุดเด่นของโครงการตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพที่กำลังเติบโตสูง

โดยโครงการตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 2 อาคาร รูปแบบห้องสตูดิโอ พื้นที่ใช้สอย 26.52 ตารางเมตร และห้องแบบ 2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 54 ตารางเมตร รวม 484 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,000 ล้านบาท ในทำเลถนนเลียบทางรถไฟตลิ่งชันที่เชื่อมสู่ถนนสายหลักทั้งถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนบรมราชชนนี และถนนราชพฤกษ์ได้โดยสะดวก นอกจากนี้โครงการยังตั้งอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายเฉลิมรัชมงคล ส่วนต่อขยายสัญญาที่ 3 ช่วงสถานีเตาปูนถึงสี่แยกท่าพระ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีกำหนดเปิดใช้งานในต้นปี 2563 นี้ โดยโครงการตั้งอยู่เพียง 1.9 กิโลเมตรหรือเพียง 5 นาทีจากสถานีบางขุนนนท์

ซึ่งในอนาคตจะเป็นสถานีร่วมหรือนับเป็นจุดเชื่อมต่อแห่งอนาคตของรถไฟฟ้าทั้ง 3 สาย ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีส้ม และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และเพียง 5 นาทีจากทางด่วนศรีรัช ส่งผลให้ศักยภาพของทำเลในย่านนี้มีการขยายตัวและเติบโต ประกอบด้วยการขยายถนนตัดใหม่ การขยายตัวของสถานที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาลศิริราช การขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่ในเส้นราชพฤกษ์ เป็นต้น ซึ่งหลังจากเปิดขายโครงการได้รับการตอบรับที่ดี โดยมียอดขายไปแล้ว 70% นอกจากนี้บริษัทยังมีกระแสเงินสดที่มีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจรวม 12,000 ล้านบาท ที่มีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจ

และมีความแข็งแกร่งในทุกสภาวการณ์ พร้อมพรีเซลล์ แบ็กล็อก มูลค่าอีกกว่า 32,000 ล้านบาท ที่จะรองรับการเติบโตระยะยาวเป็นระยะเวลาอีก 3 ปี