คนที่กำลังจะแต่งบ้านหรือทำห้องครัวใหม่ เคยมีปัญหาเกี่ยวกับการเลือกเคาน์เตอร์ครัวกันบ้างไหมคะ ?

เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเลยอาจเคยประสบปัญหานี้อยู่…ซื้อบ้านมาทั้งที พอจะตกแต่ง ต่อเติมครัว แต่ดันตัดสินใจไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเลือกเคาน์เตอร์ครัวแบบไหนดี ยิ่งในปัจจุบันมีเคาน์เตอร์ครัวจำหน่ายหลากหลายรูปแบบ ละลานตาไปหมด ทั้งแบบก่อปูน บิวท์อิน (Built-in) และสำเร็จรูป โดยแต่ละแบบเค้าก็มีข้อดี ข้อด้อย แตกต่างกันออกไป ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขความต้องการของผู้ซื้อ รวมถึงขนาดพื้นที่ใช้สอยภายในห้องครัวด้วยว่าอยู่ที่ประมาณไหน และข้อจำกัดของบ้านแต่ละหลังค่ะ

บทความนี้เราจะมาสำรวจดูเคาน์เตอร์ครัวที่ใช้กันส่วนใหญ่ในปัจจุบันกันค่ะว่ามีรูปแบบใดบ้าง เพื่อให้สามารถเลือกติดตั้งได้พอดีกับพื้นที่ใช้ภายในห้องครัว ใช้งานได้อย่างเหมาะสมและราคาเหมาะกับงบประมาณที่ตั้งไว้ …พร้อมกันรึยังคะ ตามไปดูกันเลยค่ะ ^^

เคาน์เตอร์ครัว “ก่อปูน-บิวท์อิน-สำเร็จรูป” เลือกแบบไหนดี?

อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรกๆ ว่าปัญหาของคนที่กำลังจะทำครัวใหม่ หนึ่งในนั้นก็คือการเลือกเคาน์เตอร์ครัวมาใช้งานนั่นเอง เพราะประเภทเคาน์เตอร์ครัวในปัจจุบันค่อนข้างหลากหลาย แตกต่างจากสมัยก่อนที่นิยมทำกันแต่ครัวปูน แต่เดี๋ยวนี้มีครัวแบบสำเร็จรูปและบิวท์อิน หลายแบบ หลายระดับราคามาเพิ่มตัวเลือกเข้าไปอีก เราจึงจะมาเปรียบเทียบกันให้ชัดไปเลยว่าแต่ละแบบมีจุดเด่น จุดด้อย รวมถึงวิธีการติดตั้งอย่างไรบ้าง เผื่อผู้อ่านจะได้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นและช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าจะเลือกติดตั้งเคาน์เตอร์ครัวให้ห้องครัวใหม่แบบไหนดีค่ะ

1.) ครัวปูน

ครัวปูนหรือครัวก่ออิฐ เป็นครัวดั้งเดิมหรือที่เรียกติดปากกันว่าครัวไทยนั่นเองค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นที่นิยมก่อสร้างในบ้านแนวราบ โครงสร้างจะเป็นอิฐมอญ อิฐมวลเบา หรือแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป ก่อขึ้นมาเป็นส่วนขาและเทคอนกรีตเสริมด้วยเหล็กเส้นขึ้นมาเป็น Top ด้านบน ให้ออกมาเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมติดกับผนังห้อง ส่วนขนาดเคาน์เตอร์จะเล็ก ใหญ่หรือสูงแค่ไหน ก็สามารถทำได้ตามความต้องการ เนื่องจากเป็นการก่อขึ้นมา เราก็แค่บอกความต้องการกับช่างได้เลยค่ะ การก่อเคาน์เตอร์ครัวปูนหรือครัวไทยที่มีลักษณะเช่นนี้ เค้ามีที่มาที่ไปนะคะ นั่นก็เพราะการทำอาหารไทยเนี่ย จะต้องการสับโขลกพริก เครื่องแกงต่างๆ รวมถึงวัตถุดิบอาหารอื่นๆ ที่มีความเฉพาะตัว (แตกต่างจากอาหารของฝรั่งที่ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก) เรียกได้ว่าเป็นการทำครัวหนัก ต้องวางครก เขียง หม้อ เตาถ่าน ฯลฯ อีกทั้งต้องทนต้องการเปียกน้ำโดยวัสดุไม่พังชำรุดไปเสียก่อน ทำให้คนไทยนับตั้งแต่โบราณมาต้องก่อสร้างครัวให้มีที่วางอุปกรณ์ทำครัว และพื้นที่เตรียมอาหารที่สามารถรองรับน้ำหนักและทนต่อความชื้นได้เป็นอย่างดี นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้ครัวไทยต้องก่ออิฐ หล่อปูนขึ้นมา เนื่องจากจะให้ความแข็งแรง ทนทาน ใช้งานได้ยาวๆค่ะ

ครัวปูน91

1.1 เคาน์เตอร์ครัวปูน แบบก่ออิฐ หล่อปูน

วัสดุที่ใช้ก่อขึ้นมาเป็นโครงสร้างคืออิฐมอญและอิฐมวลเบา หากเป็นอิฐมอญจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่น้ำหนักจะเยอะ ใช้เวลาก่อนานพอสมควร แต่ราคาจะไม่สูง แตกต่างจากอิฐมวลเบา น้ำเบากว่าอิฐมอญประมาณ 2 เท่า ส่วนขนาดจะใหญ่กว่า การก่อขึ้นรูปจึงใช้เวลาไม่นานนัก แต่ขณะเดียวกันราคาก็จะแพงกว่านั่นเองค่ะ หลังจากนั้นก็จะมีการเสริมด้วยการหล่อปูนหรือคอนกรีตเสริมเหล็กบริเวณ Top ครัวด้านบน อาจจะปูทับด้วยแผ่นกระเบื้องก็ได้ ส่วนขาก็ฉาบปูนให้เรียบ อาจจะทาสีเก็บงานให้เรียบร้อย ดูสะอาดตา น่าใช้งานมากขึ้น

สรุปลักษณะของเคาน์เตอร์ครัวปูน แบบก่ออิฐ หล่อปูน

Built-in111

1.2 เคาน์เตอร์ครัวปูน แบบแผ่นคอนกรีตมวลเบาสำเร็จรูป

อีกทางเลือกหนึ่งในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเคาน์เตอร์แบบก่อปูนโดยวัสดุทำมาจาก แผ่นคอนกรีตมวลเบาสำเร็จรูป โดยจะมีเหล็กเส้นเสริมอยู่ข้างในเพื่อเพิ่มความแข็งแรง ลักษณะจะเป็นแผ่นปูนคอนกรีต สามารถยกเคลื่อนย้ายมาประกอบได้ในที่ โดยแผ่นคอนกรีตมวลเบานี้จะผลิตมาให้เป็นมาตรฐาน แต่มีหลายขนาด ทั้งส่วนขาและส่วนท็อปครัว สามารถประกอบเป็นส่วนต่างๆของเคาน์เตอร์ครัวได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังสามารถตัด ปรับขนาดให้เล็กลงได้ด้วย บางรุ่นจะมีการเจาะช่องสำหรับไว้วางอ่างล้างจาน วางเตาไฟฟ้าหรือเตาแก๊สให้เรียบร้อย ซึ่งเรามองว่าแบบนี้ค่อนข้างมีความยืดหยุ่นไม่แพ้การก่อปูนแบบเดิมเลยค่ะ สำหรับการติดตั้ง ช่างจะทำการยึดตัวแผ่นคอนกรีตมวลเบานี้ด้วยปูน ข้อดีคือใช้เวลาติดตั้งไม่นาน ราว 2-3 วันก็เสร็จเรียบร้อย ไม่ยุ่งยากเท่าการก่อด้วยอิฐ หล่อปูนแบบเดิม อีกทั้งยังไม่เลอะเทอะ ไม่สกปรกมากนัก แต่ก็ต้องยอมจ่ายค่าวัสดุที่ราคาอาจจะแพงกว่าค่ะ

สรุปลักษณะของเคาน์เตอร์ครัวปูน แบบแผ่นคอนกรีตมวลเบาสำเร็จรูป

ปัจจุบันครัวก่อปูนได้มีการปรับรูปแบบให้มีความทันสมัย สวยงาม น่าใช้งานมากขึ้น โดยไม่ต้องกลัวว่าจะได้ครัวปูนดีไซน์โบราณอีกต่อไป เราสามารถหา Reference ที่ต้องการมาให้ช่างดูก็ได้ ส่วนตามร้านขายวัสดุก่อสร้างเค้าก็มีขายวัสดุพวกอิฐ คอนกรีต กระเบื้อง ลวดลายสวยงาม มีให้เลือกเยอะแยะเลยค่ะ

Built-in12

2.) ครัวบิวท์อิน

เคาน์เตอร์ครัวแบบบิวท์อิน คือการติดตั้งตู้เคาน์เตอร์ที่ถูกออกแบบมาให้วางเข้ากับพื้นที่ภายในครัวได้อย่างลงตัวพอดี เนื่องจากพื้นที่ครัวแต่ละบ้าน แต่ละห้องมีขนาดไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงต้องวางแผนก่อนการติดตั้งให้ดี วัดขนาดและดีไซน์การจัดวางพื้นที่ก่อนที่จะสั่งซื้อหรือสั่งทำเคาน์เตอร์แบบบิวท์อิน อันดับแรกก็วัดพื้นที่ครัวหาความกว้าง ความยาวตามปกติเลย ต่อมาก็หาความกว้างและความสูงของเคาน์เตอร์ที่ต้องการ เพื่อลองเทียบกันดูว่าพื้นที่ห้องจะวางเคาน์เตอร์ขนาดที่ต้องการได้หรือไม่ บางกรณีอาจคำนวณเป็นตารางเมตรร่วมด้วยก็ได้ค่ะ เนื่องจากบางบริษัทที่ขายหรือติดตั้งเคาน์เตอร์บิวท์อินเนี่ย มักจะคิดราคาเหมาเป็นตารางเมตร เราสามารถคำนวณออกมาได้คร่าวๆโดยเอาความกว้าง*ความยาว ง่ายๆแค่นี้เองค่ะ ส่วนราคาต่อตารางเมตรเริ่มต้นในช่วง 10,000-20,000 บาทขึ้นไป ส่วนจะรวมค่าแรงติดตั้งหรือไม่นั้นก็ต้องสอบถามจากทางผู้ขายอีกทีค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการติดเคาน์ครัวแบบบิวท์อิน ชิดริมผนังห้องครัวด้านหนึ่ง ซึ่งมีความกว้าง 2.5 เมตร และต้องการเคาน์เตอร์ครัวขนาด 2*0.5 เมตร วางได้พอดี เหลือพื้นที่ด้านข้างผนังนิดหน่อย ดังนั้นต้องใช้เคาน์เตอร์พื้นที่ 1 ตารางเมตร เป็นต้น

เคาน์เตอร์แบบบิวท์อินมีทั้งที่ต้องสั่งทำโดยเฉพาะและแบบที่มีขายอยู่แล้ว แต่เราต้องเลือกรุ่นที่พอเหมาะพอดีกับพื้นที่ครัว ซึ่งจะทำให้ได้เคาน์เตอร์ครัวจัดวางอย่างสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย สามารถเอาชิ้นส่วนมาประกอบหน้างานได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องยึดติดกับพื้นที่ของห้องเลย เคลื่อนย้ายไม่ได้ โดยต้องติดหรือเจาะไปกับพื้นหรือผนัง หากติดแล้วจะแก้ไขตำแหน่งใหม่ ก็จะแก้ยากหน่อยค่ะ บ้างก็ต้องต้องเสียค่าใช้สูงในการถอดรื้อและติดเข้าไปใหม่ ดังนั้นการออกแบบ วางแผนวางเคาน์เตอร์ครัวบิวท์อินจึงเป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรอง คิดให้ถี่ถ้วนก่อนเสมอ

วัสดุที่นำมาทำเคาน์เตอร์ครัวบิวท์อินมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ลามิเนต PVC ไม้ยางสังเคราะห์ หินสังเคราะห์ หินควอทซ์ หินอ่อน กระเบื้อง คอนกรีต Aluminium อะคริลิค Epoxy รวมถึงไม้จริงก็มีค่ะ (แต่จะไม่นิยมใช้ไม้ทำเป็น Top ครัวสักเท่าไร เนื่องจากจะเสี่ยงบวมได้ง่าย) โดยวัสดุแต่ละแบบก็จะมีราคาขายแตกต่างกันออกไป ผู้ซื้อสามารถเลือกได้ตามความชอบและงบประมาณค่ะ แต่โดยรวมแล้วเคาน์เตอร์ครัวแบบบิวท์อินจะให้ความสวยงาม สะอาดตา หากเราสั่งบริษัทออกแบบให้โดยเฉพาะก็จะสามารถเลือกได้หลายรูปแบบ แต่ราคาก็จะค่อนข้างสูงตามไปด้วยค่ะ

เราสามารถติดที่เก็บของแบบบิวท์อินหรือที่เรียกว่าตู้บิวท์อิน ไว้เก็บพวกจานชาม แก้ว อุปกรณ์ทำครัวต่างๆ ไว้ตรงผนังด้านบนของเคาน์เตอร์ได้ ทั้งนี้เราอาจติดตู้บิวท์อินด้านบนนี้ไว้ใช้ร่วมกับเคาน์เตอร์ครัวแบบอื่นๆก็ได้นะ ช่วยให้ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่ามากขึ้น เคาน์เตอร์แบบบิวท์อินมักได้รับความนิยมในครัวที่มีพื้นที่จำกัด เช่น ห้องในคอนโด หรือบ้านหลังเล็ก

สรุปลักษณะของเคาน์เตอร์ครัวแบบบิวท์อิน

เคาน์เตอร์ครัว-31

3.) ครัวสำเร็จรูป

เคาน์เตอร์ครัวแบบสุดท้ายคือครัวสำเร็จรูปค่ะ แบบนี้พบวางขายอยู่ในร้านวัสดุก่อสร้างและร้านเฟอร์นิเจอร์ในปัจจุบันเยอะแยะเลยทีเดียว โดยจะมีทางบริษัทผู้ผลิตทำสินค้าที่เป็นเคาน์เตอร์ครัวสำเร็จรูปมาวางขายให้เราเลือกซื้อ เลือกชมกัน โดยแบบเค้าก็จะมีหลายขนาดค่ะ ทั้ง Size เล็ก-กลาง-ใหญ่ รองรับพื้นที่ใช้สอยภายในครัวที่แตกต่างกัน เคาน์เตอร์ครัวจะมีฟังก์ชันที่ครบครันให้พร้อม ประกอบไปด้วยส่วนของพื้นที่เตรียมอาหาร อ่างล้างจาน และที่วางเตา วางได้อย่างพอดี เป็นสัดส่วน โดยดีไซน์ออกมาหลากสไตล์ จากหลายแบรนด์ ทันสมัยและสวยงามค่ะ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีผู้ผลิตหลายเจ้าได้ทำโปรดักส์แปลกใหม่ เพิ่มฟังก์ชันใช้งานมาให้เลือกกันเยอะเลย เรียกได้ว่าเลือกซื้อกันไม่ถูกเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอย่างแรกก็คือ ขนาดพื้นที่ของครัวนั่นเองค่ะ โดยเราต้องทำการวัดขนาดความกว้าง ความยาว และความสูงให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ไปเลือกซื้อหรือสั่งทำเคาน์เตอร์ตามแบบที่ผู้จำหน่ายมีแบบขายได้อย่างถูกต้องค่ะ (วิธีคิดพื้นที่ห้องและขนาดของเคาน์เตอร์ครัวก็เหมือนแบบก่อนหน้านี้เลยค่ะ ย้อนไปดูได้น้า)

วัสดุที่นำมาทำเคาน์เตอร์ครัวสำเร็จรูปก็มีหลากหลายชนิด คล้ายกับครัวแบบบิวท์อินเลยค่ะ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ต้องผลิตจากโรงงาน ผู้ผลิตเค้าก็จะมีวัสดุหลากหลายแบบ หลายสี ผลิตออกมาเป็นรุ่นๆ จัดจำหน่ายในระดับราคาที่ต่างกันออกไป ความแข็งแรงคงทนของวัสดุแต่ละประเภทนั้นก็ไม่เหมือนกันค่ะ ซึ่งผู้ซื้อก็ต้องเลือกดูให้ดี เลือกซื้อตามความต้องการใช้งานของตนเองจะดีที่สุดค่ะ

สำหรับการติดตั้งเคาน์เตอร์แบบสำเร็จรูป มีขั้นตอนที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้เวลาไม่นานค่ะ เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว เราก็แค่เลือกซื้อตัวเคาน์เตอร์ที่ขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ครัวมาติดตั้ง ซึ่งโดยปกติจะมีช่างจากแบรนด์หรือร้านค้าที่เราซื้อมาจัดการให้เสร็จสรรพ บางเจ้าก็อาจมีการคิดค่าบริการเพิ่มก็ว่ากันไป ยังไงก็อย่าลืมตำแหน่งท่อน้ำดี น้ำทิ้งในกรณีที่บ้านมีอยู่แล้ว ควรให้อยู่ตำแหน่งที่พอดีกับอ่างล้างจานด้วยนะคะ จะได้ใช้งานได้จริง ไม่ต้องไปต่อเพิ่มให้เสียเวลาค่ะ

สรุปลักษณะของเคาน์เตอร์ครัวแบบสำเร็จรูป

ข้อควรระวัง : กรณีการติดตั้งเคาน์เตอร์ครัวทุกแบบ ควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและควรให้ช่างมาดูหน้างานจริงก่อนการติดตั้งทุกครั้ง เนื่องจากพื้นที่ครัวอาจมีข้อจำกัดบางอย่างที่ต้องคำนึงถึง เช่น ตำแหน่งของท่อน้ำดี ท่อน้ำทิ้ง ความสูงของฝ้าและเพดาน บัวผนังที่ติดอยู่ เป็นต้น ทำให้การติดตั้งเคาน์เตอร์ครัวต้องมีการปรับเปลี่ยน หรือเลือกรุ่นและขนาดที่เหมาะสม สามารถนำมาติดตั้งได้จริงโดยไม่เกิดปัญหาตามมา

ก่อนเลือกเคาน์เตอร์ครัวต้องรู้อะไรบ้าง?

รู้ขนาดของเคาน์เตอร์ครัว

การจะซื้อเคาน์เตอร์ครัวทั้งที ถ้าเราเดินเข้าไปที่ร้านวัสดุก่อสร้างหรือว่าจ้างช่างมาทำให้เลย ก็ดูจะใจร้อนไปหน่อยใช่หรือไม่คะ อันดับแรกก่อนสิ่งอื่นใด เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจพื้นที่ใช้สอยภายในห้องครัวของบ้านเราเองก่อนว่าเป็นเช่นไร มีข้อจำกัดอะไรบ้าง จะได้เลือกเคาน์เตอร์ครัวมาวางได้อย่างเหมาะสมนั่นเองค่ะ

ปกติแล้วเวลาซื้อบ้านเปล่าหรือห้องเปล่าในคอนโด เราจะสามารถวัดพื้นที่ที่จะต่อเติมครัวคร่าวๆได้  โดยวางผังว่าจะติดตั้งเคาน์เตอร์ครัว วางตู้เย็น เครื่องซักผ้า ชั้นวางของตรงไหน สำหรับวิธีการวัดพื้นที่ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอช่าง ก็คือการใช้ “ตลับเมตร” นี่แหละค่ะ นำมาวัดขนาดห้องแบบกว้าง*ยาว*สูง ได้เลย เพื่อจะได้ทราบว่าเคาน์เตอร์ที่จะนำมาวางควรมีความกว้าง ความยาว และความสูงประมาณไหน โดยปกติแล้วบางโครงการบ้านที่มีพื้นที่ห้องครัวไว้ให้ลูกบ้าน เค้าจะมีการต่อท่อน้ำดี ท่อน้ำทิ้งมาให้แล้วเรียบร้อย ซึ่งเราก็ต้องดูทิศทางและตำแหน่งของท่อให้สอดคล้องไปกับตำแหน่งของเคาน์เตอร์ครัวที่จะวางด้วย เพราะเคาน์เตอร์บางแบบจะมีการเจาะอ่างล้างจานวางไว้บนนั้นด้วยนั่นเองค่ะ

รู้รูปทรงของครัว

เชื่อว่าหลายๆคนก็คงมีภาพในใจอยู่แล้วว่าอยากได้เคาน์เตอร์แบบเต็มพื้นที่ของผนังด้านหนึ่งไปเลย หรือบางคนก็อาจจะแค่ต้องการเคาน์เตอร์วางที่ผนังด้านนี้บางส่วน และขยับมาติดผนังอีกด้านหนึ่งด้วย บ้างก็อยากได้ติดผนังทั้ง 2 ฝั่งเลย ก็ว่ากันไปตามความชอบค่ะ ซึ่งโดยหลักๆเคาน์เตอร์ครัวจะมีประกอบไปด้วย

  • เคาน์เตอร์เตรียมอาหาร
  • เคาน์เตอร์เตาไฟฟ้า/เตาแก๊ส
  • เคาน์เตอร์อ่างล้างจาน

การจัดวางตำแหน่งของเคาน์เตอร์ครัว จะทำให้เกิดรูปทรงที่แตกต่างกันไปหลายลักษณะ ซึ่งที่พบเห็นอยู่ทั่วไปจะมีอยู่ 4 รูปทรงด้วยกัน ได้แก่

1.) รูปทรงตัวไอ (I)

ทรงนี้จะกินพื้นที่เพียงด้านหนึ่งของผนังครัวค่ะ ยิ่งผนังครัวมีความยาวมากก็จะสามารถวางเคาน์เตอร์ครัวได้ขยายยาวมากขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าพื้นที่จำกัดก็สามารถวางแบบสั้นๆได้ พอวางเตาและมีพื้นที่เตรียมอาหารก็ยังถือว่าโอเคค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถติดตู้บิวท์อินเก็บของชั้นบนได้ พร้อมติดที่ดูดควันข้างๆก็เป็นอันใช้งานแล้วค่ะ

2.) รูปทรงตัวแอล (L)

เคาน์เตอร์รูปทรงนี้เป็นที่นิยมไม่น้อยเลยนะคะ ทั้งในคอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ครัวประมาณ 2.50 x 3.00 เมตร ช่วยเป็นสัดส่วนดีค่ะ ครอบคลุมพื้นที่ผนังครัวทั้ง 2 ด้าน (อาจจะเต็มด้านนั้นไปเลยหรือไม่เต็มก็ได้)  เชื่อมพื้นที่เคาน์เตอร์ครัวเป็นรูปตัว L ต่อกันซ้ายขวา ใช้งานได้สะดวก และยังประหยัดพื้นที่ ช่วยให้เราวางตู้เย็นหรือเครื่องซักผ้าวางไว้ข้างๆได้อีกด้วยค่ะ

3.) รูปทรงตัวยู (U)

รูปทรงนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องใช้งานพื้นที่ครัวเยอะ ทำอาหารหนักๆ รองรับสมาชิกในบ้านหลายคนที่มีแนวโน้มมาใช้ครัวร่วมกัน ใช้เก็บของ วางอุปกรณ์ทำครัวต่างๆได้มากขึ้น เนื่องจากมีพื้นที่เคาน์เตอร์ที่ยาวล้อมรอบห้องถึง 3 ด้านเลย เคาน์เตอร์ตัว U ช่วยให้เราสามารถทำครัวได้อย่างสะดวก หยิบจับของมาใช้งานได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องซื้อตู้หรือโต๊ะวางของอะไรเพิ่มมากมาย แต่ทั้งนี้ต้องจัดเก็บ วางอุปกรณ์แยกให้เป็นสัดส่วนจะได้เป็นระเบียบเรียบร้อยค่ะ

4.) รูปทรงเกาะกลางหรือไอส์แลนด์ (Island)

รูปทรงแบบเกาะกลางมักจะเป็นเคาน์เตอร์สี่เหลี่ยมวางไว้อยู่ตรงกลางครัว ซึ่งจะอยู่ในระยะไม่ไกลจากเคาน์เตอร์ครัวตัว L หรือ I ที่อยู่ริมผนัง โดยระยะจะไม่เกินด้านละ 1.2 เมตร เพื่อที่จะสามารถใช้งานได้ทั้ง 2 ส่วน ทั้งนี้ขนาดของเคาน์เตอร์แบบเกาะกลางจะมีอยู่หลายไซส์ แล้วแต่ความต้องการใช้งานของแต่ละบ้านค่ะ บ้างก็เอาไว้จัดเตรียมอาหาร บ้างก็ทำเป็นอ่างล้างจาน บ้างก็ทำเป็นเตามีที่ดูดควันด้านบน หรือกระทั่งทำเป็นโต๊ะนั่งรับประทานอาหารก็มี ตามแต่สะดวกเลยค่ะ เคาน์เตอร์แบบเกาะกลางเหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่ครัวค่อนข้างกว้างค่ะ จะได้วางใช้งานได้ไม่แออัดจนเกินไป

การเลือกรูปทรงของเคาน์เตอร์ครัวสามารถเลือกได้หลายลักษณะตามที่บอกไปข้างต้นค่ะ ซึ่งควรพิจารณาขนาดพื้นที่ใช้สอยภายในครัวด้วยว่าสามารถรองรับเคาน์เตอร์ครัวรูปแบบใดได้บ้าง เช่น ขนาดพื้นที่ครัวไม่ได้กว้างมาก เป็นแค่มุมห้องด้านหนึ่ง ก็ควรจะเลือกวางแบบตัว I หรือหากเป็นห้องขนาดเล็ก-กลาง พื้นที่ห้องกว้างขึ้นมาหน่อย ก็สามารถวางแบบตัว L ได้ค่ะ ซึ่งจะช่วยให้ใช้งานพื้นที่ผนังทั้ง 2 ด้านได้คุ้มค่ามากขึ้น แต่ก็ต้องดูด้วยว่าพื้นที่ตรงกลางห้องที่เหลือนั้นแคบไปรึเปล่า ขยับตัวได้สะดวกไหม ส่วนห้องครัวไซส์ใหญ่ ขนาดใหญ่สามารถทำได้ทุกแบบเลย จะวางแบบตัว U หรือทำเป็น Island ก็ได้ค่ะ เพราะพื้นที่เยอะ ไม่คับแคบจนเกินไป จริงๆแล้วการเลือกเคาน์เตอร์ครัวว่าจะรูปทรงไหน ใหญ่หรือเล็ก เราว่ามันสัมพันธ์ไปกับขนาดพื้นที่ของห้องหรือบ้าน รวมถึงจำนวนสมาชิกอยู่อาศัยด้วย ยิ่งจำนวนคนในครอบครัวเยอะ อยู่ในบ้านหลังใหญ่ ความต้องการใช้งานในครัวก็มีแนวโน้มมากขึ้น ก็อาจจะต้องการเคาน์เตอร์ครัวขนาดใหญ่ไว้ประกอบอาหารหนักๆ ใช้งานได้พร้อมกันหลายคนประมาณนั้นค่ะ

รู้วัสดุที่อยากจะใช้

ต่อไปขอพูดถึงวัสดุที่นำมาใช้ในการทำเคาน์เตอร์ครัวสักเล็กน้อยนะคะ โดยมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เริ่มจากส่วนของตัวโครงสร้าง ส่วนใหญ่จะใช้วัสดุที่ทำมาจากไม้ค่ะ เช่น ไม้ Particle ,ไม้ MDF และไม้อัด หรือบางทีก็เป็นแบบไม้เทียมและPVC หากเป็นครัวแบบก่อปูนก็จะใช้อิฐมอญ อิฐมวลเบา, คอนกรีตและกระเบื้อง ต่อมาคือท็อป ครัวหรือวัสดุปิดหน้าผิว จะใช้พวกแผ่น PVC, แผ่นลามิเนต, แผ่นเมลามีน เป็นต้น ซึ่งท็อปครัวส่วนใหญ่จะไม่นิยมใช้วัสดุไม้เนื่องจากจะเกิดการบวมได้ง่าย นอกจากนี้ก็มีส่วนของเตาแก๊ส, เตาไฟฟ้า (Hob), ที่ดูดควัน (Hood), อ่างล้างจาน และชั้นที่เก็บของ ทำมาจากวัสดุหลากหลายประเภท หลายระดับราคา

ซึ่งรายละเอียดว่ามีแบบไหนบ้างนั้น ทีมงาน ThinkofLiving เอง เคยรวบรวมไว้ในบทความ “ทำความรู้จักกับวัสดุภายในครัว” สามารถคลิกอ่านได้ที่ชื่อบทความได้เลยค่ะ

รู้จักเครื่องดูดอากาศ (Hood)

ไม่เพียงแต่การเลือกเคาน์เตอร์ครัวให้เข้ากับพื้นที่ของบ้านเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งสำคัญอื่นด้วยที่เราต้องจะพิจารณาควบคู่กันไป นั่นก็คือการติดตั้งเครื่องดูดอากาศ เพราะเวลาที่เราทำอาหารในครัวยังไงก็ต้องมีกลิ่น มีควันอออกมาเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว หากไม่หาทางกำจัดออกไป ครัวก็คงเหม็นอับ แถมจะลามไปห้องอื่นๆด้วยแน่ๆ ดังนั้นการแก้ปัญหากลิ่น ควันและไอระเหยของอาหารที่อาจไปสะสมให้เกิดคราบภายในครัวได้ ก็คือการติดตั้งเครื่องดูดควัน (Hood) ค่ะ

เครื่องดูดควันแต่ละแบบจะมีขนาดและการติดตั้งที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนจะเลือกซื้อหรือให้ผู้รับเหมาเข้ามาติดตั้งเคาน์เตอร์ครัว เราควรรู้ก่อนว่าจะเลือกเครื่องดูดควันแบบไหน

สำหรับการเลือกใช้เครื่องดูดควัน ควรเลือกติดตั้งให้ตรงกับตำแหน่งของเคาน์เตอร์ที่วางเตาไฟฟ้าหรือเตาแก็ส ใช้ขนาดที่เหมาะสม ไม่เล็กกว่าหรือใหญ่กว่าเคาน์เตอร์ของเตาจนเกินไป ท่อควรมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 นิ้วขึ้นไป และควรติดให้อยู่เหนือเตาในระยะที่ไม่น้อยกว่า 65-75 เซนติเมตร (โดยวัดจากระยะล่างสุดของที่ดูดควันกับระดับบนสุดของเตา) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประเภทของเตาที่ใช้ด้วยว่าเป็นเตาแก็สหรือเตาไฟฟ้า ความสูงก็จะต่างกันเล็กน้อยค่ะ

เครื่องดูดควันที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ถ้าแบ่งตามการใช้งานจะมีอยู่ทั้งหมด 2 แบบค่ะ

1.) เครื่องดูดควันระบบระบายอากาศ ระบบนี้จะทำงานโดยตัวกรองน้ำมันและฟิลเตอร์โดยดูดเอาควัน อากาศ ละอองน้ำต่างๆที่อยู่ภายในห้องออกไปผ่านท่อ และดึงเอาอากาศจากด้านนอกเข้ามาแทนที่ มีหลายขนาด สามารถเลือกใช้ได้ทั้งบ้านและคอนโด โดยจะสามารถดูดควันได้ค่อนข้างดี ถ้าเราอยู่บ้านที่มีขนาดใหญ่หน่อยและเป็นครอบครัวที่ชอบทำอาหารก็สามารถเลือกแบบที่ดีหน่อยซึ่งจะคล้ายๆกับร้านอาหารใช้กันค่ะ

Hood02

2.) ที่ดูดควันระบบหมุนเวียนอากาศ หรือที่เรียกอีกอย่างระบบท่อ แบบนี้จะทำงานโดยใช้ตัวกรอง หรือฟิลเตอร์คาร์บอนดูดซับกลิ่นจากภายในห้องเข้าไปหมุนเวียนผ่านเครื่อง แล้วจะปล่อยอากาศที่ผ่านการกรองแล้วนั้นออกมาใช้ภายในห้องอีกครั้งหนึ่ง เครื่องดูดควันประเภทนี้จะมีขนาดเล็กและบางเบา เหมาะสำหรับติดตั้งไว้ใช้งานในคอนโด เนื่องจากการอยู่ในคอนโดจะมีข้อมีจำกัดเรื่องพื้นที่ห้องครัวและมีกฏห้ามปล่อยควันออกนอกด้านนอกอาคาร ดังนั้นการติดตั้งเครื่องดูดแบบหมุนเวียนอากาศจึงช่วยแก้ปัญหาได้มากเลยทีเดียว

Hoodหมุนเวียน01

ทั้งนี้ ราคาของเครื่องดูดควันที่ขายตามท้องตลาด ราคาจะเริ่มต้นที่ 5,000-6,000 บาท ไปจนถึงหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพ แบรนด์และการรับประกันสินค้าค่ะ บางชิ้นจะขายคู่กับเตาไฟฟ้าหรือเตาแก็สด้วย ถ้าซื้อคู่ถูกกว่าก็มีค่ะ

หลังจบบทความนี้ก็หวังว่าผู้อ่านที่กำลังลังเลอยู่ เลือกซื้อเคาน์เตอร์ไม่ถูก จะสามารถตัดสินใจเลือกเคาน์เตอร์ครัวให้เหมาะกับพื้นที่บ้านได้นะคะ ที่สำคัญอย่าลืมดูขนาดพื้นที่ใช้สอยภายในห้องครัวและวัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลักค่ะ นอกจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบและงบประมาณที่แต่ละคนมีค่ะ ใครอยากให้เราทำบทความเกี่ยวกับการเฟอร์นิเจอร์หรือการแต่งบ้านแบบนี้อีก ก็ Comment มาบอกกันได้เลยนะคะ


ติดตามพวกเราได้ที่
Website : www.thinkofliving.com
Twitter : www.twitter.com/thinkofliving
YouTube : www.youtube.com/ThinkofLiving
Instagram : www.instagram.com/thinkofliving
Facebook : ThinkofLiving