REVIEW      VIVE บางนา

รีวิวฉบับที่ 1994 … หลายคนคงจะเคยได้ยิน ได้เห็นแบรนด์ใหม่ที่เปิดตัวมาภายในปีนี้อย่าง “VIVE” จาก Land and Houses ซึ่งมาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนมาก คือโทนสีขาว ทั้งหลังเลย ครั้งนี้ก็เช่นกัน VIVE ได้มาเปิดที่ย่านบางนา ใกล้ Mega Bangna มากๆ และเป็นแบบบ้านใหม่ที่ยังคงแนวความคิดน่าสนใจเช่นเดิม จะเป็นอย่างไรวันนี้เรามาอ่านรีวิวกันค่ะ 🙂

 

Fact @ 14 November 2019

  • VIVE Bangna (วีเว่ บางนา)
  • บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จํากัด (มหาชน)
  • SUPER LUXURY CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment บ้านได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่: ซ.เมืองแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
  • เนื้อที่โครงการ 25-1-77 ไร่ จำนวน 49 ยูนิต
  • บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ที่ดินมาตรฐาน 100 ตร.วา ขึ้นไป
    • VERVE – พื้นที่ใช้สอย 325 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ
    • VIBE – พื้นที่ใช้สอย 354 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าชั้น 1 – 2.9 เมตร / ชั้น 2 – 2.9 เมตร / Double Volume – 6.5 เมตร
  • ที่ดินเพิ่มลดตารางวาละ n/a บาท
  • โครงการเริ่มก่อสร้าง : ประมาณ มิถุนายน 2561
  • คาดว่าแล้วเสร็จทั้งโครงการ : ประมาณ ธันวาคม 2563
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • Call Center : 1198

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างค่ะ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 13.644012, 100.665142
หรือสามารถ :  คลิกที่นี่

แผนที่จากโครงการค่ะ

โครงการ VIVE บางนา ตั้งอยู่ทางฝั่งเข้าเมืองจากบางนา ที่เชื่อมต่อสุขุมวิท ได้โดยไม่ต้องกลับรถ สามารถไปออกนอกเมืองสะดวก จุดเด่นในย่านนี้คือ เป็นทำเลฝั่งตะวันออกที่มีทางด่วนและถนนวงแหวนที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ตัวเมืองได้สะดวก ซึ่งตัวโครงการตั้งอยู่ในช่วงกลางซอยซอยบางนา – ตราด 66 หรือที่เรียกกันว่า “ซอยเมืองแก้ว” ภายในซอยนี้จุดเด่นมากๆ คือเป็นซอยที่สามารถเชื่อมต่อเข้า ถนนใหญ่ได้หลายเส้น คือ ถนนบางนา-ตราด, ถนนศรีนครินทร์ และถนนหนามแดง-บางพลี

นอกจากนี้จุดสำคัญคือ ตำแหน่งทำเลโครงการสามารถลัดเข้า Mega Bangna ได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องอ้อมไปออกถนนบางนา-ตราด รวมไปถึงยังสามารถลัดไปออกจุดขึ้นทางด่วน 2 ทางด่วนได้อีกด้วย คือ ถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอก) และทางพิเศษบูรพาวิถี

ความอุดมสมบูรณ์ในละแวกโครงการเรียกว่า ครบครัน เลยนะคะ โดยจุดเด่นก็คือใกล้ห้าง Mega Bangna ซึ่งแค่ห้างนี้ก็เรียกว่าครบหมดแล้ว เพราะภายในมีทั้ง Robinson, IKEA อีกด้วย นอกจากนี้ในซอยเมืองแก้วเองก็มีร้านอาหารค่อนข้างเยอะนะคะ โดยเฉพาะโซนต้นซอย ใกล้โรงเรียนราชวินิตบางแก้วจะคึกคักเป็นพิเศษ รวมไปถึงมีร้านดังอย่าง เปียอู๋โภชนาด้วย

นอกจากนี้โรงเรียนดังในละแวกก็มีอย่าง ราชวินิตบางแก้ว โรงเรียนรัฐบาลดัง หรือจะเป็นโรงเรียนนานาชาติอย่าง Concordian International School รวมไปถึงโรงพยาบาลใกล้ๆ ถึง 3 โรงพยาบาลอย่าง โรงพยาบาลปิยะมินทร์, โรงพยาลบาลศิครินทร์, โรงพยาบาลไทยนครินทร์

โดยการเดินทางของเราในวันนี้ เริ่มจากถนนกาญจนาภิเษกบริเวณทางออกบางนา – ชลบุรี ให้เบี่ยงออกบางนา เพื่อข้ามถนนบางนา-ตราด มายังฝั่งบางนาขาเข้า แล้ววิ่งอยู่ในช่องคู่ขนาน สังเกตปั๊ม Esso ทางซ้ายมือจากจุดนี้ประมาณ 450 ม.ให้เตรียมชิดซ้ายเพื่อเตรียมเลี้ยวเข้าซอยบางนา – ตราด 66 (ซอยเมืองแก้ว) ปากซอยมีป้ายโรงเรียนราชวินิตบางแก้วเป็นจุดสังเกต เมื่อเลี้ยวซ้ายเข้าซอยแล้วขับตรงต่อไปประมาณ 1.4 กม. แล้วให้มาเลี้ยวขวาเข้าซอยย่อยอีกที จากนั้นตรงเข้าไปอีก 1 กม.ก็จะถึงตัวโครงการแล้วค่ะ

เริ่มต้นเส้นทางกันบนถนนกาญจนาภิเษกนะคะ โดยเราจะเลือกออกตามป้ายชลบุรี-บางนา เพื่อออกมายังถนนบางนา-ตราดค่ะ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • ศูนย์การค้า Mega Bangna 1.5 กม.
  • สนามกอล์ฟเมืองแก้ว 2 กม.
  • โรงพยาบาลบางนา 6.8 กม.
  • โรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน 1.5 กม.
  • ศูนย์การค้า Central Bangna 9.2 กม.
  • ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 20 กม.


เจาะลึกตัวโครงการ

เริ่มต้นกันที่ Master Plan โครงการ โดยที่ดินโครงการมีขนาดทั้งหมด 25-1-77 ไร่ จำนวน 49 ยูนิต ซึ่งทางโครงการมีการแบ่งเฟสการก่อสร้างไว้อยู่ 2 เฟสนะคะ เฟสแรกที่กำลังสร้างและบางส่วนที่สร้างเสร็จแล้วจะมีทั้งหมด 19 ยูนิต (ตามที่เห็นในภาพด้านบน) และอีกเฟสนั้นกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างเพิ่มเติม (บริเวณที่แรเงาสีเทาอ่อน)

ซึ่งถ้าเราสังเกตจะเห็นว่าทางโครงการค่อนข้างเน้นพื้นที่สีเขียวมากทีเดียว โดยแบ่งกระจายในแต่ละจุด อย่างข้างหน้า 2 จุด ตรงกลางติด Club House อีก 1 จุด ด้านหลังโครงการ 1 จุดและด้านข้างริมรอบรั้วโครงการอีก 1 จุดด้วยกัน การกระจายตัวแบบนี้ทำให้ไม่ว่าจะเป็นบ้านในตำแหน่งไหนก็เข้าถึงพื้นที่สีเขียวของโครงการได้ง่าย และทำให้หลายๆ บ้านได้หน้าบ้านเป็นวิวสวน

ที่น่าสนใจอีกอย่างสำหรับโครงการนี้ คือเป็นโครงการที่รูปร่างที่ดินไม่ใช่แนวตอนลึก และการวางตำแหน่ง Club House อยู่ตรงกลางโครงการเลย ผนวกกับไม่ใช่โครงการใหญ่ยูนิตเยอะ จึงทำให้บ้านทุกหลังสามารถเข้าถึง Club House และพื้นที่ส่วนกลางตรงกลางได้ง่าย ในระยะที่เดินไปได้เลยค่ะ

จากหน้าทางเข้าโครงการเน้นออกแบบให้เป็นโทนขาว เรียบ ดู Modern Minimal ตั้งแต่แรกเลย

ถ้าดูแบบเต็มๆ จะเห็นว่าซุ้มทางเข้าโครงการดูเรียบ นิ่ง แต่ก็ยังดูโอ่อ่าและหรูหรานะคะ ซึ่งการเข้า-ออกของที่นี่จะแยกเป็น 2 ทางชัดเจน ตรงกลางเป็นพื้นที่ของรปภ.ที่จะดูแลรักษาความปลอดภัยให้ตลอด 24 ชม.

และทางใครสังเกตจากในรูปนี้จะเห็นว่า จากถนนภาระจำยอมหน้าโครงการขึ้นมาที่ถนนทางเข้าโครงการจะมีการยกระดับขึ้นมาอีกเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ช่วงเวลาฝนตกหนักน้ำท่วมขังในโครงการ และสามารถระบายน้ำจากโครงการมายังทางระบายน้ำส่วนกลางได้สะดวก

สำหรับรั้วทางเข้าโครงการจะเป็นประตูบานเลื่อนไฟฟ้า 2 ตอนนะคะ ซึ่งในการใช้งานแล้วการใช้เป็นประตูบานเลื่อนไฟฟ้าได้จะเปรียบในเรื่องของความปลอดภัยดีกว่าไม้กั้นกระดกทั่วไป แต่ก็จะต้องใช้เวลาในการเลื่อนเปิด-ปิดมากกว่าไม้กระดกอยู่หน่อย

ส่วนระบบการเข้า-ออกที่นี่ ลูกบ้านสามารถใช้ Keycard Access ระยะไกล (ระบบ RFID) เพื่อให้ประตูเปิดโดยอัตโนมัติ รูปแบบการใช้จะเหมือนเราใช้ Easy Pass บนทางด่วนเลยค่ะ

และสำหรับ Visitor จำเป็นต้องแลกบัตรกับรปภ. ก่อนเข้าโครงการทุกครั้งค่ะ

เข้ามาภายในโครงการ จากถนนทางเข้าหลักนี้มีความกว้าง 12 ม. และถนนรองอยู่ที่ 9 ม. นะคะ ซึ่งลักษณะถนนทางเข้าจะเป็นการลาดยางให้เรียบร้อยเลย ส่วนที่เราจะพาไปดูต่อก็จะเป็นบรรยากาศของสวนแต่ละจุด ไล่ไปตั้งแต่สวนด้านหน้าและสวนตรงกลางติดกับ Club House ปิดท้ายด้วยสวนด้านข้างและด้านหลังโครงการกัน

ต้องบอกว่าบรรยากาศภายในโครงการร่มรื่นดีมากๆ เพราะมีสวนหลายๆ จุดนี้เองค่ะ

สำหรับสวนด้านหน้าติดกับทางเข้าโครงการ ตรงนี้จะได้สวนขนาดใหญ่ทีเดียวนะคะ บรรยากาศร่มรื่น และมีทางเดินให้เราออกมาเดินเล่น หรือพาเด็กๆ มาวิ่งเล่นได้เลย นอกจากความร่มรื่นที่เราได้แล้ว สิ่งที่เรามองว่าเป็นอีกหนึ่งข้อดีของสวนด้านหน้าคือเป็น Buffer ระหว่าง รอบรั้วโครงการด้านหน้าที่ติดกับถนน และบ้านของเรา ทำให้เรามีระยะห่างมากขึ้น ได้ความเป็นส่วนตัวดี รวมไปถึงทำให้หน้าบ้านหลายหลังได้วิวสวนอีกด้วย

ส่วนตรงรั้วรอบโครงการทำมาให้สูงมากทีเดียวนะคะ เรียกว่าในระดับสายตาเรามองไม่เห็นเพื่อนบ้านด้านข้างนะคะ โดยความสูงจะแบ่งเป็นกำแพงทึบ 2.8 ม.และต่อรั้วโปร่งเพิ่ม อีก 2.3 ม. รวมสูงอยู่ที่ประมาณ 4.1 ม. เลยทีเดียว

ถัดมาคือสวนอีกจุด มุมนี้ต้นไม้ฝั่งที่ติดกับรั้วโครงการทางโครงการจะเน้นปลูกต้นไม้พุ่มและไม้ยืนต้น เพื่อให้ช่วยบังสายตาได้ดีมากขึ้น และมีการทำทางเดินให้เดินเล่นได้ค่ะ

ถัดมาคือสวนอีกจุดนะคะ ตำแหน่งสวนนี้จะมีขนาดใหญ่เลย เพราะเป็นส่วนที่เชื่อมกับ Club House ซึ่งทางโครงการจะออกแบบให้มีทางเดินเชื่อมไปยังส่วน Club House ได้เลย และโดยรอบรายล้อมด้วยต้นไม้ทั้งไม้เล็ก และไม้ยืนต้นใหญ่

เดินมาอีกหน่อยเราจะเห็นสระว่ายน้ำและ Club House แล้วนะคะ

สำหรับสระว่ายน้ำโครงการ มาใน Concept : Swimming Lake ลักษณะจะเป็นสระกลางแจ้ง Freeform ระบบเกลือ ที่มีความยาวต่อเนื่องสูงสุดประมาณ 60 ม. เลย ซึ่งก็สามารถว่ายน้ำออกกำลังกายได้เต็มที่นะคะ

แต่ทั้งนี้ด้วยรูปแบบแนวคิดที่ต้องการให้เหมือน Lake และด้านข้างของสระไม่ได้ต้นไม้พุ่มบังสายตามากนัก ดังนั้นในการใช้งานจริงอาจจะรู้สึกไม่เป็นส่วนตัวเท่ากับสระที่ยกสูง มีระแนงหรือต้นไม้บังสายตา ซึ่งทำให้เรามองว่าสระนี้น่าจะตอบโจทย์คนที่เน้นบรรยากาศสระสวยงาม เข้าถึงง่ายทำให้จะมานั่งเล่น ชมวิวสระได้ง่ายมากขึ้น รวมไปถึงบรรยากาศที่คล้ายกับรีสอร์ทดี

ริมสระมีมุมพื้นที่นั่งเล่นให้มานั่งเล่น อาบแดด ชิลๆ ได้เลยค่ะ

และอีกมุม Day Bed เป็นแบบตั้งอยู่ในน้ำเลย ได้บรรยากาศชิลๆ ริมสระ และมุมนี้จะอยู่ในร่มได้เงาอาคารช่วยบังแดดได้ด้วยนะคะ

ถัดมาส่วน Club House ที่นี่ออกมาแบบเรียบเท่ห์มาก โดยการใช้ Elements ความเป็นกล่องมาซ้อนกัน ให้เกิดความสวยงามของความเหลี่ยม (ขออนุญาตใช้ภาษาสถาปนิกเลยนะคะ ^^)

โดยชั้นล่างจะเป็น Lounge และห้องน้ำแยกชาย/หญิงไว้ให้ ในขณะที่ชั้นบนที่เราเห็นเป็นห้องกระจกสีชาขนาดใหญ่นั้นจะเป็นห้อง Fitness ในอนาคตค่ะ

เราเริ่มจากชั้น 1 ก่อนนะคะ มุมที่อยู่ใต้อาคารจะเป็นส่วนสระว่ายน้ำเด็กนะคะ มุมนี้จัดเป็นสระเด็กถือว่าตำแหน่งดีเลย อยู่ในร่มด้วย และใกล้กับพื้นที่ Deck ริมสระ ใกล้สายตาผู้ปกครองที่หลายคนอาจจะไม่ได้ลงเล่นน้ำกับเด็กๆ ด้วย แต่มานั่งเฝ้าเด็กๆ แทน

ด้านข้างมีพื้นที่ล้างตัวให้ ท่ามกลางสวน ได้บรรยากาศดีเลยค่ะ

ถัดเข้ามาภายในชั้นล่าง Club House ก็มีการจัดพื้นที่นั่งเล่นให้ด้วย โดยเลือกเฟอร์นิเจอร์สวย มีดีไซน์สอดคล้องกับ Concept โครงการดี

ก่อนไปดูห้อง Lounge ผ่านบันไดขึ้นชั้น 2 ที่ทำออกมาโอ่อ่ามาก โดยการเปิดพื้นที่มุมนี้เป็น Double Volume และเลือกบันไดขนาดใหญ่ โทนสีดำตัดกับบริบทข้างเคียงเพิ่มความโดดเด่นของบันไดออกมาได้ดี

ถัดมาเป็นส่วน Lounge ซึ่งจะเป็นห้องกระจกสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานเลยค่ะ ห้องนี้ตั้งใจออกแบบให้ยื่นเข้าไปส่วนสระว่ายน้ำ ทำให้บรรยากาศจริงเหมือนนั่งลอยอยู่เหนือน้ำเลย

ซึ่งภายในจะประกอบด้วยชุดโซฟาขนาดใหญ่ และชุดโต๊ะเก้าอี้นั่งเล่นอีก 2-3 ชุด ไว้สำหรับให้ลูกบ้านมานั่งเล่นพักผ่อนได้ หรือจะเป็นพื้นที่นัดพบ Visitor ก็ได้นะคะ เผื่อใครไม่สะดวกใจต้อนรับ Visitor เข้าบ้าน เพราะต้องการความเป็นส่วนตัว

บรรยากาศจริงจากห้อง Lounge ได้วิวสระว่ายน้ำยาวไปเกือบสุดสายตาเลยค่ะ

ถัดมาดูบรรยากาศในห้องน้ำกันนะคะ โดยขนาดห้องน้ำจะไม่ได้ไซส์ใหญ่มากนะคะ หลักๆ จะประกอบด้วยห้องน้ำ 2 ห้องและห้องอาบน้ำอีก 1 ห้องค่ะ

ภายในห้องน้ำและห้องอาบน้ำตกแต่งด้วยกระเบื้องลายหินอ่อน โทนสีขาวสะอาดตา

ขึ้นมาชั้น 2 กันต่อเลยค่ะ

และชั้นบนนี้ในอนาคตจะเป็นส่วน Fitness ทั้งหมดเลยนะคะ ด้วยขนาดแล้วสามารถวางเครื่องเล่นได้ประมาณ 10 เครื่องเล่นนะ และจุดเด่นของห้องนี้ก็คงจะไม่พ้นเรื่อง กระจก 4 ทิศไปเลยค่ะ รวมทั้งสูงจากพื้นเลยไปถึงฝ้าเพดาน เปิดมุมมองกันเต็มที่เลย

และนี่คือ 1 ใน 4 มุมจากห้อง Fitness นะคะ เราเลือกถ่ายไปยังวิวที่หันไปทางทิศใต้ ก็จะได้วิวสระว่ายน้ำและสวนส่วนกลางเต็มที่เลย

ปิดท้ายด้วยสวนส่วนกลางอีก 2 จุดที่กระจายไปรอบๆ โครงการนะคะ โดยภาพด้านบนจะเป็นสวนหลังโครงการค่ะ เป็นอีกพื้นที่ที่ให้คนโซนหลังโครงการได้ออกมาเดินเล่นสูดอากาศได้ ไม่ต้องเดินไปโซนกลาง หรือหน้าโครงการ

และอีก 2 รูปนี้จากสวนด้านข้างโครงการนะคะ เรียกว่ามีขนาดไม่น้อยหน้ากว่าสวนโซนตรงกลางที่ติดกับ Club House เลย แต่ละจุดทำทางเดินและจัดต้นไม้ใหญ่ให้เต็มที่ค่ะ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

1.พื้นที่ส่วนกลางและที่ดินอาคารสระว่ายน้ำประมาณ 996 ตร.วา

  • สระว่ายน้ำและสระว่ายน้ำเด็ก รูปแบบ Freeform ความยาวต่อเนื่องสูงสุดประมาณ 60 ม. ระบบเกลือ
  • Club House
    • Fitness
    • Lounge
  • สวน บริเวณด้านหน้าโครงการและบริเวณ Club House พื้นที่รวมประมาณ 646 ตร.วา
  • ระบบ CCTV ที่ Main Gate และภายในโครงการ 15 จุด
  • รั้วรอบโครงการสูง 2.8 เมตรและรั้วโปร่งต่อเพิ่ม 2.3 เมตร
  • ถนนหลักกว้าง 12 ม. และถนนภายในกว้าง 9 ม.
  • Key Card Access ระยะไกล
  • เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง
  • ประตูรั้วโครงการแบบ เลื่อนไฟฟ้า 2 ตอน

2.ภายในบ้าน

  • สัญญาณกันขโมย ระบบ Magnetic Sensor ชั้น 1 และ 2 ทุกยูนิต บานประตู/หน้าต่างภายนอกตัวบ้าน
  • Motion Detector ตรวจจับการเคลื่อนไหวและคลื่นความร้อน
  • Heat Detector ระบบเตือนเมื่ออุณหภูมิสูงเกินที่ตั้งไว้ในห้องครัวไทย
  • CCTV 2 จุด (หน้าบ้านและหลังบ้าน)
  • ระบบ Air Plus
  • Home Automation สั่งงานผ่าน Application ครอบคลุมการสั่งงาน ดังนี้
    • การเปิด-ปิด ประตูรั้วหน้าบ้าน
    • การเปิด-ปิด Facade ระแนง
    • การเปิด-ปิด ไฟส่องสว่าง (เฉพาะห้องนอนใหญ่ และพื้นที่นั่งเล่น)
    • การเปิด-ปิด เครื่องปรับอากาศ (เฉพาะห้องนอนใหญ่ และพื้นที่นั่งเล่น)

การดูภาพจากกล้อง CCTV บริเวณทางเข้าบ้านทั้งประตู Main Entrance และประตูทางเข้าจากห้องครัว

  • Heat Detector ระบบเตือนเมื่ออุณหภูมิสูงเกินที่ตั้งไว้ในห้องครัวไทย 


    Product Walkthrough

    แบบบ้านของโครงการ VIVE บางนา มี 2 แบบให้เลือกคือ

    • VERVE – พื้นที่ใช้สอย 325 ตร.ม. ที่ดินมาตรฐาน 100 ตร.วา 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ
    • VIBE – พื้นที่ใช้สอย 354 ตร.ม. ที่ดินมาตรฐาน 120 ตร.วา 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ

    โดยทั้ง 2 แบบมีหัวใจการออกแบบที่ทางโครงการตั้งใจออกแบบมาตามแนวความคิดของแบรนด์ VIVE ก็คือ Design + Space ซึ่งไม่ได้จำกัดความว่าจะต้องเป็นดีไซน์รูปแบบไหนแต่เน้นความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร อย่างโครงการ VIVE บางนานี้ก็เป็นแบบบ้านใหม่ของทางแบรนด์เช่นกันค่ะ โดยมาในรูปแบบ Modern Minimal ซึ่งถ้าเราสังเกตก็คือตัวบ้านเป็นโทนสีขาวทั้งหมดเลย

    นอกจากนี้เรามองว่าด้วยลักษณะของกลุ่มผู้ซื้อระดับ Super Luxury แล้วมักต้องการความเป็นส่วนตัวสูง ก็เป็นอีกปัจจัยนึงที่เราเห็นว่าทางโครงการให้ความสำคัญ จะเห็นได้จากหลายจุดมากในตัวบ้าน รวมไปถึง Facade ระแนงด้วย และสุดท้ายคือพื้นที่สีเขียว ที่ทุกห้องจะต้องสามารถมองเห็นหรือเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้ ไม่ว่าจะเป็น Court ชั้นล่างและ Pocket Garden ในชั้นบน

    ซึ่งถ้าสังเกตสิ่งที่แตกต่างกัน 2 แบบนี้ก็จะเป็นเรื่องขนาดทั้งพื้นที่ใช้สอย และที่ดินมาตรฐานนะคะ แต่จะต่างกันไม่ได้มากนัก จริงๆ แล้วสิ่งที่เรามองว่าต่างกันเลยค่อนข้างชัดคือ รูปแบบการออกแบบ ซึ่งทางโครงการจะวางผังห้องแตกต่างกันไปเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์ หรือจะเป็นความชอบต่างกันค่ะ

    โดยแต่ละแบบหน้าตาและการออกแบบเป็นอย่างไร เรามาดูรายละเอียดแต่ละแบบกันค่ะ


    VIBE

    เริ่มต้นที่แบบบ้าน VIBE พื้นที่ใช้สอย 354 ตร.ม. ที่ดินมาตรฐาน 120 ตร.วา 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ

    ต้องบอกว่าดีเทลของบ้าน VIVE บางนา มีเยอะมากๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่เราอยากเล่าทั้งหมดเลย แต่กังวลว่าจะเยอะเกินไปเลยขอสรุปเป็น 3 ประเด็นด้วยกันก่อน แล้วค่อยมาเจาะลึกรายละเอียดช่วงพาไปดูในบ้านนะคะ

    1.ความเป็นส่วนตัว

    อย่างที่เราเกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่าทางโครงการค่อนข้างเน้นเรื่องความเป็นส่วนตัว เราจะเห็นได้จากสิ่งแรกคือ Flexible Active Court ซึ่งเรายังไม่เคยเห็นในโครงการจัดสรรเท่าไหร่นักนะคะ Court นี้มีหน้าที่หลักอยู่ 2 อย่างคือ เป็น Buffer ระหว่างตัวบ้านและภายนอกบ้านให้มีระยะของความเป็นส่วนตัวได้ และถ้าสังเกตคือ จาก Front Gate มองเข้ามาภายในบ้านจะไม่เจอกับตัวบ้านตรงๆ แต่เห็นเป็น Connecting Court ที่เชื่อมไปยังสวนด้านใน อีกหน้าที่ของ Court นี้คือลูกบ้านสามารถจัดเป็นลานกิจกรรมอเนกประสงค์ได้หลากหลาย เช่น ที่จอดรถเพิ่มเติม, พื้นที่เล่น Street Basketball, สอนเด็กๆ ขี่จักรยาน เป็นต้น

    การจัดหน้าบ้านให้คนภายนอกมองไม่เห็นกิจกรรมภายในบ้าน สังเกตว่าผนังบ้านฝั่งหน้าบ้านจะไม่มีช่องเปิดเลย ยกเว้นบริเวณ Foyer ที่เป็นพื้นที่มุมไม่ใหญ่มาก ทำให้ไม่เห็น Living Area ด้านใน

    และมีผนังด้านนึงของบ้านเป็นผนังทึบทั้งหมด ซึ่งทุกบ้านที่อยู่เรียงติดกันจะเป็นแบบนี้ทั้งหมด เพื่อให้ด้านเปิดของบ้านอีกหลังสามารถเปิดใช้งาน ชมวิวได้เต็มที่ โดยไม่มีเพื่อนบ้านที่ติดกันมองเห็น ซึ่งพอเราไปดูของจริงมาก็คือตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัวได้ดี ไม่ต้องปิดม่านเพื่อความเป็นส่วนตัวได้เลย และเปิดม่านชมวิวสวนของบ้านได้เต็มที่

    2.พื้นที่สีเขียว

    แบบบ้านนี้จะมี Court ที่จัดเป็นสวนในชั้นล่างหลักๆ อยู่ 2 จุด โซนหน้าบ้านออกแบบให้เป็นเสมือนสวนบังสายตาจากภายนอกส่วนนึง และเป็นวิวสวนให้กับห้องนอนชั้นบนได้ด้วย

    ในขณะที่จุดเด่นของสวนจะอยู่ที่อีกจุดนึงเรียกว่า Green Passive Court ที่อยู่โซนด้านใน ลักษณะของ Court นี้ออกแบบมาให้มีพื้นที่นั่งเล่นในสวนด้วย สามารถใช้งานได้จริง และมีสนามหญ้า+ต้นไม้ที่ทางโครงการจะจัดมาให้เป็นมาตรฐาน ซึ่งถ้าสังเกต Core ในการออกแบบหลักคือทุกห้องหลักของบ้านจะสามารถ Take View Court นี้ได้หมดเลย

    3.Identity Room

    หรือเราจะเรียกว่าเป็นห้องอเนกประสงค์ที่มีห้องน้ำในตัว ซึ่งจะมีทั้ง 2 แบบบ้านนะคะ แต่ตำแหน่งจะอยู่ต่างกัน โดยถ้าดูจากผังแล้ว แบบบ้านนี้ห้อง Identity Room จัดวางแยกออกจากตัวบ้านหลัก และอยู่บริเวณหน้าบ้านติด Court ตำแหน่งแบบนี้เหมาะกับการจัดเป็นห้องที่ต้องการความเป็นส่วนตัวแยกจากสมาชิกในบ้าน เช่น เป็นห้องทำงานต้องความสมาธิในการสร้างสรรค์งานต่างๆ หรือจะเป็นเรือนรับรองแขก ไม่ว่าจะเป็น ห้องปาร์ตี้กับเพื่อน ห้องนอนแขก เป็นต้น

    ชั้น 2 นี้จะมีการออกแบบที่เหมือนกันของทั้ง 2 แบบบ้านคือ มีพื้นที่สีเขียวชั้น 2 รูปแบบ Pocket Garden โดยตำแหน่งจะเน้นวางไว้ใกล้กับห้องน้ำในห้องนอนทั้ง 3 ห้อง ซึ่งนอกจากจะได้วิวสีเขียวแล้ว สิ่งสำคัญคือห้องน้ำแสงเข้าถึง จึงช่วยลดความชื้นและแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ดีเลย

    ส่วนจุดเด่นของแบบบ้านนี้คือ ตรงกลางที่เป็นโถงเปิดโล่ง สูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานชั้นบนกว่า 6.5 ม. ทำให้พื้นที่ชั้นล่างตรง Living Area และชั้น 2 ตรง Corridor โปร่งโล่ง

    อีกจุดเด่นคือห้องนอนใหญ่ที่ได้วิวสีเขียวทั้ง 2 ฝั่งคือ Court ด้านในและสวนหน้าบ้าน และห้องนอนอีก 2 ห้องก็ยังได้วิวสวนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน 3 ก็มีสวนหน้าบ้านและบนหลังคาที่จอดรถ (จัดเป็นหญ้าเทียมให้มาตรฐาน) ห้องนอน 2 ที่ได้วิว Court เต็มๆ

    หน้าประตูบ้านแต่ละหลังเลือกใช้ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติ สามารถเปิด-ปิดผ่าน Application (หนึ่งใน Function ของ Home Automation) หรือจะเปิดตรง Foyer ในบ้านได้

    ซึ่งลักษณะของประตูบ้าน ทางโครงการตั้งใจเลือกแบบเป็นกึ่งทึบกึ่งโปร่ง (เล็กน้อย) เพื่อให้ยังได้ความเป็นส่วนตัว ในขณะที่เราก็สามารถมองเห็นภายนอกได้เล็กน้อย และมีประตูทึบสำหรับคนเข้า-ออกด้านข้างค่ะ

    เข้ามาเราจะเจอกับ Flexi Active Court ที่มีขนาดกว้างมากนะคะ สามารถใช้เป็นลานกิจกรรมของครอบครัวได้จริงเลย อย่างในบ้านตัวอย่างก็มีวางแป้นบาสเก็ตบอสไว้ให้ดูเป็นไอเดียด้วย และสิ่งสำคัญของหน้าที่ Court นี้คือเป็น Buffer ระหว่างภายนอกบ้านกับพื้นที่ด้านในบ้าน ซึ่งเราว่าค่อนข้าง Work

    สำหรับโครงสร้างเฉพาะ Flexi Active Court ทางโครงการเลือกใช้โครงสร้างพื้นแบบลงเสาเข็มสั้นปูพรมทุกๆ ระยะ 1 ม. ก็เป็นโครงสร้างที่แข็งแรงพอสำหรับการใช้งานเป็น Court กิจกรรมค่ะ

    ด้านข้างเป็นพื้นที่จอดรถ พร้อมหลังคาจอดรถด้านบน กันแดดกันฝนได้ดีเลย สำหรับพื้นที่นี้รองรับรถได้ 3 คัน ด้วยขนาด 5.30 x 8.05 ม. ซึ่งในส่วนโครงสร้างพื้นตรงนี้เลือกเป็นเสาเข็มสั้น 6 ม. ที่มีความลึกขึ้นมาอีกหน่อย เพื่อให้เหมาะกับการรับน้ำหนักรถจอดมากขึ้น

    ด้านข้างที่เราเห็นกระจกฝ้าตรงนี้เป็นบริเวณพื้นที่ของ Maid หรือแม่บ้านค่ะ เพราะต้องการให้แม่บ้านเห็นได้ง่ายและสะดวกในการเข้ามาดูแลลูกบ้านไม่ว่าจะเป็น ถือของเข้าบ้าน ต่างๆ แต่แม่บ้านเองก็ยังได้ความเป็นส่วนตัว เพราะให้กระจกเป็นรูปแบบฝ้า มองจากข้างนอกจะเห็นด้านในไม่ชัดนะคะ

    สำหรับโซนแม่บ้าน ทางโครงการแยกโซนออกมาชัดเจนเพื่อความเป็นส่วนตัวของลูกบ้าน ดังนั้นเส้นทางการเข้าถึงภายในบ้านของแม่บ้านเองจะสามารถเข้า-ออกได้บริเวณหน้าบ้าน + พื้นที่ของแม่บ้าน และหลังบ้านที่เป็นตำแหน่งครัวไทย

    หากกลางคืนเราต้องการความเป็นส่วนตัวสามารถล็อคประตูจากที่เดียวเท่านั้นคือ ประตูครัวไทยหลังบ้าน

    ถัดมาส่วนในบ้านกันต่อนะคะ บริเวณนี้เราเรียกว่า Connecting Court หรือเป็น Semi-Outdoor ที่เชื่อมระหว่าง Flexi Active Court ด้านหน้าบ้าน กับ Green Passive Court ด้านใน

    ส่วนฝั่งซ้ายมือคือทางเข้าหลักของบ้าน และฝั่งขวาคือทางเข้า Identity Room

    ความสำคัญของ Connecting Court นี้ไม่ใช่เป็นเพียงพื้นที่เชื่อมต่อเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่กึ่ง Outdoor ที่เราสามารถมานั่งเล่นชมสวนของเราเองได้ โดนไม่โดดแดดร้อน และยังเป็นช่องลมที่พัดผ่านได้ดีด้วยนะคะ

    เราลองถ่ายกลับมาให้ดูว่า การออกแบบบ้านที่นี่ค่อนข้างเนี้ยบตรงที่ Court นี้จะอยู่ตรงกับตำแหน่งประตูบ้านตรงๆ เลย ซึ่งถ้าเราเปิดประตูบ้านในช่วงเวลานึง คนที่ผ่านไปมาก็จะเห็นชัดๆ เฉพาะตรง Court นี้เท่านั้นเอง ไม่ได้เห็นภายในบ้านทั้งหมด

    Court ด้านในนอกจากทางโครงการจะจัดสวนให้เป็นมาตรฐานแล้ว ยังมีการจัด Hard Scape ให้ด้วยนะคะ ซึ่งแบบบ้าน VIBE จะได้สวนรูปแบบ Sunken เล่นระดับแบบนี้เลย พร้อมกับพื้นที่นั่งเล่น Outdoor เช่นเดียวกับบ้านตัวอย่าง แต่ไม่รวมน้ำพุด้านหลังเท่านั้นค่ะ

    เรามาดูประตูทางเข้าบ้านกันต่อเลยนะคะ ซึ่งทุกประตูเข้าบ้านทางโครงการจะใช้ประตูตามในรูปเลยค่ะ เป็นประตูที่มีความน่าสนใจดีนะ อย่างแรกคือช่วยกันเสียงได้ น้ำหนักเบา ตำแหน่งมือจับและการใช้งาน เป็น Universal Design ใช้งานได้ง่าย

    และสิ่งที่เราชอบเป็นพิเศษ และยังไม่เคยเห็นเลยก็คือจะมีกลอนสำหรับ Construction หมายถึงมีกุญแจแยกสำหรับผู้รับเหมาที่ต้องเข้ามาก่อสร้าง ตกแต่งด้านในต่างๆ และเมื่อไหร่ที่กุญแจเปิด-ปิดปกติเริ่มใช้งานครั้งแรก (ซึ่งหมายถึงลูกบ้านเริ่มเข้ามาอยู่แล้ว) กุญแจสำหรับผู้รับเหมาจะใช้งานไม่ได้ทันที เป็นอีก Security ที่ดีมากค่ะ

    เรามาดูห้อง Identity Room กันก่อนนะคะ สำหรับจุดเด่นของห้องนี้คือตำแหน่งห้องที่อยู่ติดสวน และออกแบบให้มีหน้าต่าง+กระจกบานใหญ่สูงจากพื้นถึงฝ้า เพื่อเปิดรับมุมมองสวนได้ดี

    ขนาดห้องนี้อยู่ที่ 3.40 x 4.85 ม. เป็นขนาดที่เราสามารถจัดได้หลายฟังก์ชันนะคะ ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น รับแขก หรือจะเป็นห้องนอนก็ยังได้เช่นกัน

    มีการจัดกระจกเข้ามุมเพิ่มให้เพื่อเปิดมุมมองสวนได้กว้างมากขึ้น

    อีกฝั่งเป็นผนังทึบเต็มหน้า (ฝั่งที่หันไปหน้าบ้าน) ซึ่งผนังตรงนี้มีความลึกที่เราสามารถ Built-in ตู้โชว์ต่างๆ ได้เต็มที่เลย

    ภายในห้องน้ำตกแต่งเน้นความ Modern ชัดเจน คลุมโทนสีเทาดิบๆ และทางโครงการเลือกสุขภัณฑ์เป็นแนวเหลี่ยมทั้งอ่างล้างมือแบบลอยตัว และโถสุขภัณฑ์ ซึ่งการเลือกสุขภัณฑ์ต่างๆ ไม่ได้เน้นว่าจะต้องยี่ห้อใด แต่เน้นไปที่ดีไซน์ที่เข้ากับแบบบ้านเป็นหลักในยี่ห้อที่ได้มาตรฐานนะคะ เช่น อ่างล้างมือจาก American Standard และโถสุขภัณฑ์ COTTO

    สำหรับโซนอาบน้ำแยกพื้นที่ชัดเจนด้วยฉากกั้นกระจกใส เพื่อไม่ให้น้ำกระเด็นออกมาโซนแห้ง ส่วนมุมพิเศษของพื้นที่นี้ก็จะเป็นการทำม้านั่งให้สามารถนั่งอาบน้ำ ได้ขณะที่มีหน้าต่างกระจกฝ้า ให้แสงธรรมชาติเข้าถึงได้แต่ก็ยังมีความเป็นส่วนตัวอยู่ ส่วนสเป็คฝักบัวใช้จากยี่ห้อ American Standard ค่ะ

    จากห้อง Identity Room เราข้ามมาดูโซนบ้านหลักกันต่อเลยนะคะ โดยก่อนที่เราจะเข้าสู่ภายในบ้าน ด้านข้างจะมีช่องสำหรับเก็บของ แต่ไม่ใช่ตู้เก็บรองเท้านะคะ เป็นตู้เก็บอุปกรณ์ต่างๆ ภายนอกบ้าน เช่น อุปกรณ์ล้างรถ ทำความสะอาดต่างๆ

    สังเกตด้านบนจะเห็น CCTV ติดตั้งอยู่ ซึ่งทางโครงการจะมีให้ 2 จุดด้วยกัน คือบริเวณหน้าประตูทางเข้าหน้าบ้าน และหลังบ้านอีกจุด ซึ่งเราสามารถดูบรรยากาศโดยรอบจาก CCTV ผ่าน Application ของ Home Automation ที่ทางโครงการจะมีให้เป็นมาตรฐานได้เลย

    เข้ามาภายในบ้านกันแล้วนะคะ บริเวณนี้เป็นส่วน Foyer ขนาด 2.30 x 1.25 ม. มุมนี้ฝั่งขวาได้กระจกบานใหญ่สูงจากพื้นถึงฝ้า เปิดมุมมองได้กว้าง เห็นสวนเลยค่ะ

    ส่วนด้านบนมีติดตั้ง Motion Detector ไว้ การใช้งานตรงนี้คือถ้าเราเดินผ่านไฟส่องสว่างก็จะเปิดโดยอัตโนมัติ ซึ่ง Motion Detector นี้จะมีติดตั้งในจุดอื่นๆ ของบ้านด้วย เช่น ตรง Pantry ครัว เป็นต้น เพื่อความสะดวกในการใช้งาน โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน

    อีกด้านจัดให้เป็นมุมตู้เก็บของ ตู้เก็บรองเท้า ซึ่งทางโครงการจะ Built-in ส่วนนี้ให้ด้วยนะคะ แต่จะไม่ได้เหมือนในบ้านตัวอย่างนะคะ

    เข้ามาด้านในก็จะเป็น Living Area ที่เชื่อมต่อกับ Pantry Area เลย ซึ่งมุมนี้เป็น Highlight ของตัวบ้านเลย ด้วยฝ้าเพดานแบบ Double Volume สูง 6.5 ม.

    ซึ่งนอกจากฝ้าเพดานสูงแล้ว ยังได้ประตูบานเลื่อนสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานชั้น 1 คือ 2.9 ม. และยังมีชุดกระจกสูงจากชั้น 2 ถึงฝ้าเพดาน 2.9 ม. อีก ทำให้บรรยกาศตรงนี้โปร่งโล่งมาก และรับวิวสวนเต็มที่เลยค่ะ

    สิ่งที่เราชอบในเรื่องดีเทลของโครงการคือชุดหน้าต่าง-ประตู ที่นี่ใช้เป็นประตูกระจกอลูมิเนียมจาก Tostem แบรนด์ญี่ปุ่นชั้นนำ ที่มีความแข็งแรงและ Fitting แน่นหนาดีมาก นอกจากนี้เราสอบถามทางเซลล์โครงการมา ตรงหน้าต่างจะมีเพิ่มเติมมุ้งลวดให้ด้วยนะคะ เพียงแต่ไม่ได้โชว์ในบ้านตัวอย่างเท่านั้น

    ซึ่งเรามองว่าการติดตั้งมุ้งลวดให้ด้วยคือดีมาก เพราะการที่จะเข้าถึงสวนได้จริง เราควรที่จะสามารถเปิดบานประตูรับลม รับวิวได้ ไม่ใช่เพียงมองเห็นเท่านั้น และก็จะต้องเปิดได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแมลงต่างๆ ด้วยค่ะ

    หันกลับมาอีกมุมหลังชุดโซฟา ก็มีพื้นที่สำหรับวางโต๊ะรับประทานอาหารขนาดกลาง รองรับที่นั่งได้ 6 ที่นั่งกำลังดีค่ะ

    อีกมุมด้านข้างของพื้นที่นั่งเล่น ได้ซ่อนมุม Service อย่างห้องน้ำแบบ Powder Room ไว้และห้องเก็บของใต้บันได

    บรรยากาศภายในห้องเก็บของใต้บันไดค่อนข้างกว้าง และสูงนะคะ สามารถเก็บของชิ้นใหญ่ได้เลย

    ส่วน Powder Room ซึ่งเป็นห้องน้ำส่วนรวมชั้นล่าง เน้นสำหรับรับรองแขกด้วย เพราะปกติสมาชิกในบ้านจะมีห้องน้ำส่วนตัวในห้องนอนตัวเองอยู่แล้วนะคะ ดังนั้นชุดสุขภัณฑ์จะมีอัปเกรดขึ้นมาอย่าง โถสุขภัณฑ์แบบอัตโนมัติจาก American Standard ที่เราสามารถควบคุมการทำงานทั้งหมดจาก Remote ด้านข้างผนังได้เลย และตำแหน่งห้องน้ำนี้ก็มีหน้าต่างไว้ระบายอากาศให้เรียบร้อยค่ะ

    ถัดมาจากมุมโต๊ะรับประทานอาหาร จะเป็นมุม Pantry และ Island ขนาดใหญ่เลย ซึ่งทางโครงการจะให้ชุด Pantry + Island แบบนี้เป็นมาตรฐานเลยนะคะ สไตล์และเฉดสีจะคล้ายคลึงกับบ้านตัวอย่างเลยค่ะ ต่างตรง Top เคาน์เตอร์ที่บ้านจริงจะได้เป็น Quartz ซึ่งเหมาะกับการใช้งานนะคะ เพราะเป็นหินที่มีความแกร่งกว่ามีด เราสามารถหั่น ตัดได้เลย กรณีที่บางทีเผลอไปโดนโต๊ะก็ไม่ต้องกังวลเรื่องรอยขีดข่วน

    ด้านล่าง Built-in ชั้นเก็บของให้ ด้านบนก็มีการทำช่องเก็บปลั๊กไฟไว้ด้วย ซึ่งดีมากกับการใช้งานปัจจุบัน ที่อาจจะต้องเปิด Youtube ใน iPad ดูการทำอาหาร

    อีกฝั่ง Built-in Microwave + Oven จาก Kuppersbusch ให้เป็นมาตรฐานในทุกยูนิตด้วยค่ะ

    ถัดมาในส่วน Pantry ของจริงกว้างและสวยเนี้ยบมาก ทุกอย่างได้เหมือนในบ้านตัวอย่างยกเว้นตู้เย็นที่ทางโครงการเว้นช่องไว้ให้ใส่นะคะ สามารถเลือกตู้เย็นไซส์ใหญ่ได้เลย แบบ Side by Side

    รายละเอียดวัสดุต่างๆ ก็จะประกอบด้วย อ่างล้างจานจาก Teka ด้านล่างมีชั้นเก็บของให้ 2-3 ชั้น ซ้อนกัน สามารถวางจานชาม ต่างๆ ได้เต็มที่มากๆ ทั้งหมดมี Soft Close ให้เปิดปิดโดยไม่กระแทก รวมไปถึงติดตั้งถังขยะไว้ด้านในด้วย เพื่อที่จะไม่ต้องวางถังขยะตรงทางเดินดูไม่สวยงาม

    อีก Highlight นึงที่เราค่อนข้างชอบเลย คือครัวไทย ที่ได้กระจกเข้ามุม สูงตั้งแต่จากเคาน์เตอร์ครัวขึ้นไปถึงฝ้าเพดาน ซึ่งเราไม่ค่อยจะเห็นในโครงการอื่นๆ เท่าไหร่นัก

    เหตุผลหลักที่ครัวไทยเป็นกระจกเข้ามุม เพราะต้องการให้ทุกฟังก์ชันภายในบ้านสามารถเข้าถึงวิวสวน พื้นที่สีเขียวได้หมด อย่างรูปด้านบนเราถ่ายจากภายในห้องครัวไทยเลย ก็จะเห็นว่าสามารถเห็นวิวสวนภายนอกได้ดีเลยค่ะ

    สำหรับการตกแต่งภายในครัว ทางโครงการจะให้เหมือนในบ้านตัวอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ครัว, Hob & Hood และ Sink ทั้งหมดจาก Teka

    ด้านข้างระหว่าง Hob และ Sink มีหน้าต่างบานกระทุ้งไว้สำหรับระบายอากาศ ความชื้นได้ ส่วนเกรดของวัสดุที่ได้ถือว่าให้มามาตรฐานตามราคานะคะ แต่ที่เราชอบคือ Design ของชุดครัวไทย เป็น Theme เดียวกับ Pantry ข้างนอก ดูเหมือนเป็น Series เดียวกัน

    ด้วยความที่ช่องหน้าต่างของห้องครัวมีเพียงจุดเดียว ซึ่งถ้าต้องการให้อากาศระบายได้ดี เกินการหมุนเวียน จำเป็นต้องมีช่องเปิด 2 ฝั่ง ให้ลมเข้าและออกได้ ดังนั้นทางโครงการเลยเลือกประตูที่เป็นทั้งประตูและหน้าต่างในตัว มีมุ้งลวดกันแมลงเข้า-ออกได้ รวมไปถึงมีพัดลมช่วยดูดอากาศด้านบนด้วยนะคะ

    ส่วนฝ้าเพดานด้านบนเฉพาะครัวไทย จะมี Heat Detector ระบบจับอุณหภูมิความร้อนเพื่อป้องกันปัญหาอัคคีภัย

    ออกมาที่ส่วนซักล้าง เรามองว่าพื้นที่ซักล้างทางโครงการจัดมาให้เล็กไปหน่อยสำหรับการใช้งาน อย่าง ตากผ้า ซักล้างต่างๆ ส่วนโครงสร้างพื้นตรงนี้จะเป็นเสาเข็มสั้น 4 ม. โอเคเลยสำหรับการใช้งาน

    และด้านข้างบ้าน เมื่อพื้นที่ซักล้างไม่ได้ใหญ่มาก ทางโครงการก็มีการทำราวตากผ้าติดกับผนังมาให้ด้วยเลย เป็นดีเทลที่เราถือว่าเก็บรายละเอียดได้ดีค่ะ

    ไปดูกันต่อที่ชั้น 2 นะคะ เริ่มต้นจากบันไดก่อนเลย โดย 3 ขั้นแรกจะเป็นพื้นเดียวกับพื้นชั้น 1 คือพื้นแกรนิตโต้ลายหินอ่อน

    ถัดขึ้นมาจะเป็นบันไดตรงยาวขึ้นไปชั้น 2 ด้วยความกว้างประมาณ 1.35 ม. ซึ่งถือว่าค่อนข้างกว้างเลยนะคะ เดินได้สบายๆ และลูกตั้ง+ลูกนอนใช้เป็นไม้สักสีโอ๊คอ่อน สบายตา

    ดีเทลราวจับเป็นเหล็กพ่นสีขาวเกาะผนัง ที่ด้านล่างมี Indirect Light ซ่อนอยู่

    ขึ้นมาชั้น 2 เจอกับมุมพื้นที่อเนกประสงค์ก่อน ซึ่งมุมนี้อยู่ติดกับ Pocket Garden ด้านนอกด้วยนะคะ ด้วยขนาดพื้นที่ 2.95 x 1.95 ม. สามารถจัดเป็นฟังก์ชันได้หลากหลายเลย อย่างบ้านตัวอย่างจัดให้เป็นมุมอ่านหนังสือเล็กๆ หรือบ้านไหนมีเด็กๆ ก็จัดเป็นมุมนั่งทำการบ้านของเด็กๆ ได้ รวมไปถึงเป็นมุมไหว้พระก็ได้เช่นกันค่ะ

    Pocket Garden ที่กล่าวไปนี้ลักษณะจะเป็นพื้นที่ระเบียงที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการจัดสวนกระถาง และ Verticle Garden ได้ มีการเดินระบบระบายน้ำต่างๆ ให้เรียบร้อยแล้ว

    และไม่มีหลังคาคลุม เพื่อให้ต้นไม้ได้รับแสงอาทิตย์อย่างเต็มที่ค่ะ ส่วนบันไดลิงที่เราเห็นจะเป็นบันไดสำหรับ Service ต่างๆ บนหลังคา

    เดินถัดมาเราก็จะเห็นโถงส่วนกลางที่เป็นมุมเปิดโล่งขนาดใหญ่ มีการทำ Corridor แยกไปยังห้องนอนโซนหน้าบ้าน และหลังบ้าน โดยบริเวณทางเดินใช้กระจก Temper ซ้อน 2 ชั้น เพื่อเพิ่มความโปร่งโล่งให้กับบริเวณโถงมากขึ้นอีกด้วย

    นอกจากนี้ทางโครงการก็มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยมากขึ้นด้วยนะคะ อย่างที่เป็นสิทธิบัตรของทาง Land & Houses เองเลยก็จะมี Airplus ระบบนี้เป็นระบบช่วยระบายอากาศและความร้อนภายในห้อง และปรับสมดุลอุณหภูมิที่เราต้องการได้

    เช่น ห้องนอนที่ 1 เราต้องการอุณหภูมิห้องไม่เกิน 28 องศา เมื่อไหร่ที่ร้อนไประบบพัดลม (ที่มีติดตั้งไว้ให้เป็นมาตรฐานในห้องนอนทุกห้อง) จะพัดดูดอากาศในห้องออกไปด้านนอกโดยอัตโนมัติ เพื่อลดอุณหภูมิภายใน และเมื่ออุณหภูมิเท่ากับ 28 องศาที่เราตั้งไว้ หรือต่ำกว่า พัดลมจะหยุดอัตโนมัติ นอกจากนี้การทำงานของระบบนี้ยังกินไฟฟ้าที่เราต้องจ่ายน้อยมาก เพราะหลักๆ แล้วจะใช้ไฟฟ้าผ่านพลังงาน Solar Cell ที่ทางโครงการให้มา

    นอกจากนี้หน้าต่างทุกบานด้านล่างจะมีสิ่งที่เรียกว่า Air Intake หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นช่องระบายอากาศ ซึ่งก็เป็นอีกนวัตกรรมที่เป็นของ Land & Houses โดยเฉพาะ ตรงนี้ตอบโจทย์มากสำหรับใครที่ไม่ได้อยู่บ้านนานๆ เช่น บางโอกาสไปเที่ยวเป็นเดือน ก็สามารถเปิดช่อง Air Intake ไว้ให้ลม+อากาศได้ระบายเข้าภายในบ้าน ช่วยให้บ้านไม่อับ โดยไม่ต้องเปิดหน้าต่างไว้เลยค่ะ

    และสำหรับทุกห้อง ประตูเข้าห้องก็จะเป็น ประตูที่สามารถระบายอากาศได้ด้วยเช่นกันนะคะ ซึ่งทาง Land & Houses จะเรียกว่า Air Post

    เข้ามาดูภายในห้อง Master Bedroom กันก่อนเลย Highlight ของห้องนี้คือ พื้นที่เตียงนอนที่ได้ Double View หรือวิวจากทั้ง 2 ฝั่งเลยค่ะ นอกจากวิวที่ได้แล้วก็ทำให้บรรยากาศโซนนี้โปร่งโล่งด้วย

    กรณีวิวภายนอก จะมี Facade ระแนงเพิ่มเติมให้ เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดย Facade เราสามารถปรับให้เอียงตามทิศทางองศาที่ต้องการได้เลยนะคะ และวิวภายในจะมีระเบียงขนาดใหญ่ให้ด้วย วิวภายในนี้จะมองเห็นสวนภายในบ้านชัดเลย

    ถัดมาเป็น Walk-in Closet ขนาดใหญ่ ซึ่งทางโครงการได้ Built-in ไว้ให้ครบจบเรียบร้อยเลย หน้าตาจะเหมือนกับบ้านตัวอย่างเลยคือเป็น ตู้เปิดสูงถึงฝ้าเพดาน มีกระจกสีชาเป็นบานเลื่อน และ Indirect Light ตกแต่ง

    สำหรับห้องน้ำของห้อง Master จะเป็นแบบ See Through นะคะ โดยใช้กั้นด้วยประตูบานเลื่อนสีชา สูงแบบ Full Height ไปเลย ดูโอ่โถงมาก

    Highlight ของห้องน้ำ Master Bedroom โดยเฉพาะแบบบ้าน VIBE ก็คือ พื้นที่ตรงอ่างอาบน้ำ…

    ด้วยอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ และดีไซน์พิเศษมาเพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะจาก Kasch ที่มีรูปร่าง Freeform และดูโอ่อ่ามากขึ้นด้วย Skylight ให้แสงแดดลงมากระทบกับอ่างอาบน้ำ

    ด้านข้างมีพื้นที่ Pocket Garden ให้ได้วางกระถางต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในห้องน้ำ ซึ่งตรงนี้ไม่จำเป็นต้องทำม่านมูลี่เพิ่มก็ได้นะคะ เพราะมุมนี้เป็นมุมที่ค่อนข้างทึบสามารถบังสายตาภายนอกได้หมด

    ติดกับเป็นโซนเปียก ซึ่งจะแยกออกเป็นพื้นที่อาบน้ำ และโถสุขภัณฑ์ โดยสุขภัณฑ์จะพิเศษกว่าห้องน้ำห้องอื่นๆ คือฝักบัวได้ทั้งรูปแบบ Hand Shower และ Rain Shower จาก American Standard และโถสุขภัณฑ์อัตโนมัติจาก American Standard เช่นกัน

    สำหรับอ่างล้างมือ พร้อมชุด Built-in ด้านล่างและกระจกขนาดใหญ่ จะได้เหมือนในบ้านตัวอย่างเลยนะคะ ซึ่งอ่างล้างมือนี้ทางโครงการเลือกใช้ยี่ห้อ Kasch ค่ะ

    มาที่ห้องนอน 3 ห้องนอนนี้หันไปทางหน้าบ้าน ซึ่งจะเน้น Take View หน้าบ้านเป็นหลัก

    โดยฝั่งหน้าบ้านเลือกใช้ชุดหน้าต่างบานใหญ่ พร้อม Facade ระแนงที่สามารถเลื่อนเปิด-ปิด รวมไปถึงปรับทิศทาง Facade ได้ตามองศาที่ต้องการผ่านทาง Application ได้เลย โดยรวมแล้วพอจะบังสายตาภายนอกเข้ามาภายในได้ระดับนึงเลยนะคะ เพราะเราลองมองจากหน้าบ้านตอนที่ปิด Facade ระแนงอยู่ก็ไม่สามารถมองเห็น Activity ด้านในห้องเลย คิดว่าช่วงกลางวันสามารถบังได้ดีค่ะ แต่ตอนกลางคืนคงต้องพึ่งพาม่าน เพราะถ้าเราเปิดไฟด้านในบ้าน และด้านนอกมืด ยังไงก็น่าจะมองเห็นอยู่

    ขนาดพื้นที่ห้องสามารถวางเตียงไซส์ 5-6 ฟุตได้กำลังเหมาะ

    ด้านข้างจัดเป็นมุมทำการบ้าน อ่านหนังสือ และถัดเข้าไปสามารถจัด Walk-in Closet ในตัวได้

    ติดกับส่วน Walk-in Closet ก็จะเป็นห้องน้ำ ซึ่งห้องน้ำนี้จุดเด่นคือมีประตูบานเลื่อนกระจกฝ้าที่เหมือนจะเปิดออกไปได้ แต่จริงๆ ถูกกั้นไว้ด้วยระแนงนะคะ เพียงแค่ต้องการให้ในห้องน้ำได้แสงสว่างมากขึ้นจากช่องแสงขนาดใหญ่

    ส่วนการจัดผังภายในห้องน้ำเป็นสัดส่วน แยกส่วนเปียก/แห้ง เรียบร้อย เพราะกั้นฉากกั้นกระจกให้ด้วย

    ปิดท้ายด้วยห้องนอน 2 ซึ่งจะอยู่โซนหลังบ้านนะคะ ห้องนี้จุดเด่นคือได้วิวสวนส่วนตัวภายในบ้านอย่างเต็มที่

    โดยตำแหน่งของหน้าต่างจะอยู่ด้านข้างเตียง หันไปก็เห็นสวนชั้นล่างเลย และอีกฝั่งด้านข้างเตียงจะมีหน้าต่างบานเปิดขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ข้อดีของการมีหน้าต่าง 2 ฝั่งคือทำให้ลมมีทางเข้า-ออก ลมจึงพัดผ่านได้

    อีกมุมของห้องนี้จะมีพื้นที่ Walk-in Closet จัดไว้ให้เป็นสัดส่วนเลย แต่จะไม่ได้ Built-in ตู้เสื้อผ้ามาให้เหมือนห้องนอนใหญ่นะคะ

    ปิดท้ายด้วยห้องน้ำในห้องนอน 2 เป็นห้องน้ำที่สวยไม่แพ้ห้องนอนใหญ่เลย เพราะมีวิวจาก Pocket Garden ส่วนตัวด้วย ทำให้บรรยากาศห้องน้ำดูโปร่งโล่ง และสบายตาดี


    VERVE

    หลังจากที่เราดูบ้านแบบ VIBE หลังใหญ่ไปแล้ว มาดูแบบบ้าน VERVE กันต่อนะคะ ถ้าใครสังเกตจะเห็นว่าฝั่งกระจก+Facade จะหันไปด้านข้างไม่ใช่ด้านหน้า ซึ่งแตกต่างกับ VIBE ที่เน้นเปิดหน้าบ้าน ในขณะที่ VERVE จะเน้นเป็นหน้าบ้านแคบ เปิดด้านข้างแทน เดี๋ยวดูในแปลนจะเห็นภาพมากขึ้นค่ะ

    สำหรับแบบบ้านหลังนี้ สิ่งที่แตกต่างชัดเจนอีกอย่างในแปลนชั้น 1 คือตำแหน่งของห้อง Identity Room ที่มาอยู่ภายในบ้านเดียวกัน เชื่อมกันได้เลย ไม่ได้แยกเรือนออกไป แต่ยังคงอยู่ติดกับสวน (Green Passive Court) อยู่ ซึ่งหากมองในแง่การใช้งานแล้ว ห้องนี้จะเหมาะกับการปรับเป็นห้องนอนผู้สูงอายุได้ดีกว่าแบบ Verve ที่แยกเรือนมา เพราะการที่พื้นที่เชื่อมต่อภายในบ้าน ทำให้สมาชิกในบ้านคนอื่นๆ สามารถดูแลเข้าถึงได้ง่ายมากกว่า รวมทั้งตำแหน่งที่อยู่โซนหลังบ้านก็ได้ความเป็นส่วนตัวมากกว่าด้วยค่ะ

    ส่วนตำแหน่งฟังก์ชันที่ต่างก็จะเป็น Connecting Court หรือพื้นที่ Semi-Outdoor ที่มีขนาดเล็กลงมาหน่อย และหันหน้าเข้าหาสวนชัดเจน ส่วนฟังก์ชันอื่นๆ เรียกว่าใกล้เคียงกันกับ VIBE เลยค่ะ

    มาดูชั้น 2 Highlight อยู่ตรงตำแหน่งห้องนอนใหญ่ (Master Bedroom) ที่อยู่ด้านหลังบ้าน ลักษณะเป็นห้องหน้ากว้างยาวเต็มพื้นที่หลังบ้านเลย จุดเด่นในห้องนี้อยู่ตรงพื้นที่เตียงนอนและระเบียง ที่ได้กระจกเข้ามุมบานใหญ่ เปิดพื้นที่วิวสวนส่วนตัวเต็มที่

    ส่วนห้องนอน 2 จุดเด่นก็คือส่วน Walk-in Closet และพื้นที่อเนกประสงค์ที่ได้กระจกเข้ามุมและยังมีความสูงกว่า 3.9 ม. ซึ่งเราไปดูของจริงแล้วชอบมุมนี้ เพราะเปิดรับมุมมองภายนอกได้ดีมากจริงๆ ส่วนห้องนอน 3 ก็ได้วิวสวนส่วนตัวด้านในเช่นเดียวกับห้องนอนใหญ่ จะเห็นว่าทุกห้องนอนเน้น “การเปิดมุมมองรับวิวสวนในบ้านตัวเอง” ทั้งหมดเลย

    และพิเศษของแบบ VERVE นี้คือมี Minibar ให้ด้วย ซึ่งทางโครงการจะเตรียมงานระบบไฟฟ้า และ Built-in เคาน์เตอร์ให้พร้อมเลยค่ะ

    เริ่มต้นที่ทางเข้าหน้าบ้านนะคะ สำหรับแบบนี้ส่วน Flexible Active Ground จะเป็นแนวตอนลึก ซึ่งเรามองว่าขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกับ VIBE อยู่ค่ะ ลึกไปด้านในจะมีกำแพงสีขาว เพื่อช่วยบังสายตาจากคนภายนอก ทำให้มองไม่เห็นพื้นที่ภายในโซนบ้าน (โซน Private)

    ส่วนที่จอดรถอยู่ด้านข้าง จอดได้ 2+1 คัน จะมีคันนึงที่จอดด้านนอกนะคะ แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องแดดเลียมากเท่าไหร่ เพราะความยื่นหลังคาค่อนข้างมาก แต่ถ้าเป็นฝนอาจจะมีกระเด็นโดนบ้างนะคะ

    เข้ามาด้านในตรง Connecting Court ส่วนนี้ฝั่งซ้ายมือเป็นทางเข้าบ้าน และขวามือคือ Green Passive Court

    บรรยากาศภายใน Court นี้คอนเสปการออกแบบแนวเดียวกับแบบบ้าน VIBE คือมีสวน+Hard Scape ที่ทำเป็นม้านั่ง (ไม่รวมผนังและน้ำพุ) เป็นมาตรฐาน แต่มี Gimmick ที่แตกต่างมาหน่อยคือพื้นที่นี้ยกพื้นที่ดินสูงขึ้นจากพื้นถนนมาอีกหน่อย เพราะต้องการให้พื้นที่สวนและภายในบ้านมีความต่อเนื่องเชื่อมต่อกันมากขึ้น

    บริเวณ Foyer ยังเป็นแนวคิดเดียวกันกับแบบบ้าน VIBE คือผนังด้านข้างที่ติดกับสวนจัดเป็นกระจกใสยาวต่อเนื่องเลย เพื่อให้พื้นที่ภายในบ้านได้วิวสวนมากที่สุด

    ภายใน Living Area นี้จัดเป็นพื้นที่เชื่อมต่อกันยาวตลอดแนว โดยสามารถจัดเป็นทั้งพื้นที่นั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร และ Pantry ทำให้ทุกสมาชิกครอบครัว ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรอยู่ก็ตาม เช่น คุณพ่อดูข่าวอยู่ เด็กๆ วิ่งเล่นในสวน และคุณแม่ที่กำลังดูคลิปประกอบการทำขนมก็สามารถเห็นกันและกันได้อยู่ตลอด

    และแน่นอนว่ามุม Living Area นี้ก็จะได้ Double Volume สูง 6.5 ม. เพิ่มความโอ่อ่า และเปิดรับแสงธรรมชาติ+มุมมองสวนส่วนตัว ได้ดีมาก

    ถัดมาในส่วนห้องน้ำรูปแบบ Powder Room นี้ สุขภัณฑ์จะพิเศษขึ้นมาอีกหน่อยคือได้โถสุขภัณฑ์แบบอัตโนมัติ จาก American Standard ส่วนที่เราว่าดี คือด้านบนกระจกเงา มีหน้าต่างบานเลื่อนระบายอากาศให้ด้วย และไม่ได้เล็กเลย ให้มากว้างตามความกว้างห้องน้ำด้วยนะคะ

    ฝั่งตรงข้ามเป็นห้องเก็บของใต้บันได

    ถัดมาที่ส่วน Pantry และมุมรับประทานอาหาร สำหรับบ้านแบบ VERVE ความพิเศษคือนอกจากจะได้ Pantry + Island (ขนาดเล็กกว่าแบบ VIBE) แล้วยังได้ โต๊ะรับประทานอาหารที่เชื่อมกับ Island ขนาดรองรับที่นั่งได้ 6 ที่นั่งเลย ส่วนสเป็คต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท็อปเคาน์เตอร์, Oven+Microwave, Sink จะได้สเป็คเดียวกับแบบบ้าน VIBE เลยค่ะ

    และถัดมาเป็นส่วนครัวไทย ที่มี Gimmick เดิมคือครัวไทยแต่ได้กระจกใสสูงถึงฝ้าเพดาน เพื่อสามารถ Take View สวนได้ด้วย

    ขนาดห้องครัวไทยจะใกล้เคียงกับแบบบ้าน VIBE เลยค่ะ อยู่ที่ 2.20 x 3.40 ม. และสเป็คเคาน์เตอร์, Hob&Hood, Sink ทั้งหมดจะเหมือนกับแบบบ้าน VIBE เลย

    ฝั่งตรงข้ามเป็น Identity Room ห้องนี้ขนาด 3.45 x 4.45 ม. ค่อนข้างกว้างเลย วางเฟอร์ขนาดใหญ่ได้เต็มที่

    Highlight ห้องนี้อยู่ที่กระจก 2 ด้านสูงจากพื้นถึงฝ้า ได้วิวสีเขียวเต็มที่เลย และในการใช้งานจริงแทบไม่จำเป็นต้องปิดม่านเลยนะคะ เพราะมุมเปิดนี้ไม่มีเพื่อนบ้านมองเห็นนะ เนื่องจากเพื่อนบ้านฝั่งติดกันจะเป็นผนังทึบทั้งหมด

    ภายในห้องน้ำในห้อง Identity Room ตกแต่งใน Theme เดียวกับห้องน้ำห้องอื่นๆ นะคะ เพิ่มเติมคือมีหน้าต่างตรงพื้นที่อาบน้ำให้เรียบร้อย ช่วยให้แสงเข้ามาได้และยังมีความเป็นส่วนตัว เพราะใช้เป็นกระจกฝ้า

    ขึ้นมาชั้น 2 ลักษณะบันไดเป็นบันไดตรง มีชานพักตรงกลาง เดินง่าย ด้านข้างทำราวบันไดติดผนังและซ่อนไฟแบบ Indirect Light ให้สวยงาม

    ขึ้นมาเราจะเจอกับมุม Pocket Garden ที่กั้นด้วยกระจกเข้ามุม จุดนี้ให้แสงสว่างส่องเข้ามาภายในตัวบ้านชั้น 2 และส่วนโถงบันไดได้ดีมาก

    อีกทั้งยังเป็น Point of View ให้กับพื้นที่ตรงกลางบ้านชั้น 2 ด้วยนะคะ

    ติดกันเป็นส่วน Mini Bar ที่ทางโครงการจะ Built-in เคาน์เตอร์ให้ทั้งหมด และเดินระบบไฟฟ้าไว้ให้ สามารถวางตู้เย็นเล็กใต้เคาน์เตอร์ได้ หรือจะเป็น Wine Cellar ก็ได้เช่นกัน แต่ไม่มีเดินระบบท่อไว้นะคะ เลยไม่สามารถวาง Sink ได้

    เริ่มต้นดูห้องนอนชั้น 2 กันที่ห้องนอน 2 บริเวณหน้าบ้านกันก่อนนะคะ ห้องนี้ขนาดใหญ่และกว้างมาก ซึ่งเพียงเฉพาะพื้นที่เตียงนอนก็มีขนาดประมาณ 4.80 x 3.75 ม. จึงทำให้บรรยากาศดูโอ่อ่าทีเดียว

    มุมด้านข้างเตียงติดกับหน้าต่างและ Facade ที่หันออกไปด้านข้าง ซึ่งเป็นตำแหน่ง Court หน้าบ้านนะคะ ทำให้มุมนี้อาจจะเห็นสวนริมรั้วส่วนนึงและเพื่อนบ้านอีกส่วนนึง ดังนั้นการมี Facade จึงตอบโจทย์เผื่อเวลาต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้นก็ปิด Facade ช่วยบังสายตาได้มากขึ้น

    ภายในห้องน้ำสวยทีเดียว เพราะมีมุม Pocket Garden ส่วนตัว ที่สามารถติดตั้งประตูบานเลื่อนกระจกใสได้เลย เนื่องจากบริเวณ Pocket Garden เป็นมุมปิดทั้งหมดเลย

    ถัดมาบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งอยู่ในห้องนอน 2 อยู่นะคะ จะมีพื้นที่อเนกประสงค์ที่เราสามารถเลือกจัดฟังก์ชันเองได้เลย อย่างในบ้านตัวอย่างจัดไว้เป็น 2 มุม มุมแรกคือมุมแต่งหน้า และอีกมุมเป็น Walk-in Closet

    ซึ่ง Highlight ของห้องก็คือมุมนี้เลย นอกจากได้กระจกเข้ามุมแล้ว ยังได้กระจกแบบ Full Height สูงถึง 3.5 ม. เลยทีเดียว ซึ่งเราค่อนข้างประทับใจมุมนี้นะคะ ของจริงดูเปิดโล่งมาก เราคิดว่ามุมนี้เราสามารถจัดเป็นมุมอื่นๆ ได้อีก ไม่ว่าจะเป็น มุมนั่งเล่น อ่านหนังสือ หรือมุมที่เราได้มานั่งชมวิวภายนอกได้

    ถัดมาคือห้องนอน 3 ห้องนี้มีขนาดประมาณ 3.65 x 3.90 ม. บรรยากาศค่อนข้างโล่งเพราะมีด้านนึงที่เป็นกระจกทั้งด้านเลย

    โดยด้านนี้จะหันไปทาง Court ภายในบ้านโดยเฉพาะ และยังมีหลังคาที่ทางโครงการจะปูหญ้าเทียมไว้ให้เป็นมาตรฐานด้วย ดังนั้นเราสามารถเห็นสีเขียวได้ทั้งจากชั้นบนและชั้นล่างเลย

    บรรยากาศภายในห้องน้ำของห้องนอน 3 แบ่งโซนการใช้งานเป็นสัดส่วนเรียบร้อย

    ด้านข้างมีประตูบานเลื่อนกระจกฝ้าขนาดใหญ่ เพื่อรับแสงเข้ามาในห้องน้ำได้เต็มที่ แต่จะเปิดแล้วไม่สามารถออกไปได้นะคะ เพราะติดกับระแนงภายนอก

    เราเดินมาโซนด้านหลังบ้านกันต่อนะคะ ซึ่งตรงนี้เราจะผ่านกับโถงกลางของตัวบ้านที่เป็น Double Volume โดยราวกันตกโครงการเลือกใช้เป็นกระจก Temper หนา 2 ชั้น เช่นเดียวกับแบบบ้าน VIBE

    ด้านข้างมีมุมสำหรับจัดเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดกะทัดรัดได้ เช่น จัดเป็นพื้นที่บูชาพระ เป็นต้นค่ะ ด้วยพื้นที่ที่ขนาดไม่ใหญ่มากก็จริง แต่บรรยากาศมุมนี้เราว่าโปร่งอยู่นะคะ เพราะจะได้หน้าต่างขนาดใหญ่ และอีกด้านก็เป็นกระจกใสด้วย

    เข้ามาภายในห้อง Master Bedroom ที่เป็นห้องแนวยาวตลอดความยาวของบ้านโซนด้านหลัง ซึ่งเราสามารถแบ่งฟังก์ชันย่อยภายในห้องนอนนี้ได้อีก 5 ฟังก์ชันเลย โดยเริ่มแรกคือพื้นที่เตียงนอนที่รองรับเตียง King Size ได้สบาย

    ฟังก์ชันที่ 2 คือมุมด้านข้างเตียง ที่เราสามารถเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานได้อีกนะคะ อย่างบ้านตัวอย่างจัดเป็นพื้นที่นั่งเล่น วางเก้าอี้โซฟา หรือใครจะจัดเป็นมุมทำงานส่วนตัวก็ได้เช่นกัน

    มุม Highlight ของห้องนี้ก็จะเป็นการเปิดมุมมองให้ได้รับวิวสวนภายในบ้านได้มากที่สุด โดยการทำเป็นกระจกเข้ามุม

    ซึ่งการออกแบบมุมนี้ทำให้เราได้มุมมองที่เปิดกว้างมากขึ้นจริงๆ นะคะ

    สำหรับระเบียงในห้องนอนนี้จะเป็นระเบียงในร่ม มีหลังคากันแดดเป็นสัดส่วน และขนาดใหญ่ สามารถวางโซฟามานั่งเล่นชิลๆ ชมสวนได้เลย

    และนี่ก็คือวิวจากระเบียงค่ะ

    กลับมาที่ฟังก์ชันที่ 4 ของห้องก็คือส่วน Walk-in Closet ซึ่งทางโครงการจะกั้นด้วยกระจกสีชาดำเข้ามุมแบบนี้มาให้เลยนะคะ

    ภายใน Built-in ชั้นวางและราวต่างๆ แบบเดียวกับบ้านตัวอย่างเลย ลักษณะจะเป็น Built-in เปิด ไม่มีบานปิด เพื่อนอกจากจะเป็นพื้นที่เก็บเสื้อผ้าแล้ว ยังเป็นเหมือนการจัดแสดงเสื้อผ้าไปในตัวด้วย

    ปิดท้ายด้วยห้องน้ำที่ได้มุมเปิดโล่ง และสวนส่วนตัวที่นอกจากดูพื้นที่สีเขียวแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่ให้แสงธรรมชาติเข้ามาถึงภายในห้องน้ำได้เต็มที่ด้วย

    สำหรับห้องน้ำในห้องนอนใหญ่นี้จะได้อ่างอาบน้ำลอยตัว จาก Kasch และอ่างล้างมือขนาดใหญ่จาก Kasch เช่นกันค่ะ

    ส่วนอีกด้านเป็นพื้นที่อาบน้ำกั้นโซนเป็นสัดส่วน ภายในมาพร้อมกับฝักบัวทั้งรูปแบบ Hand Shower + Rain Shower ต่อระบบทำน้ำร้อนเรียบร้อย และอีกด้านคือโถสุขภัณฑ์อัตโนมัติ จาก American Standard

    **รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะคะ

    ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 14 November 2019

    • VERVE แปลง 00G02 บ้านเลขที่ 88/23 ที่ดิน 122.7 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 325 ตร.ม. ทิศ ใต้ ราคา 30.5 ล้านบาท
    • VIBE แปลง 00G03 บ้านเลขที่ 88/22 ที่ดิน 144.7 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 354 ตร.ม. ทิศ ใต้ ราคา 35.4 ล้านบาท
    • จอง 300,000 บาท
    • ทำสัญญา 20% ของราคาบ้าน
    • ค่าส่วนกลาง 56 บาท/ตร.วา/เดือน จ่ายล่วงหน้าถึงสิ้นเดือนธันวาคมปี 2564
    • ค่าจดจำนอง ผู้ซื้อเป็นผู้ชำระ
    • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อแล้วผู้ขายชำระฝ่ายละครึ่ง
    • ค่าประกัน มิเตอร์ไฟฟ้า ประปา ผู้ซื้อเป็นผู้ชำระ

    **ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ


    เจาะลึกรวบยอด

    ทำเลและความสะดวกในการเดินทาง : ทำเลโครงการ VIVE บางนา จัดว่าเป็นทำเลโครงการบ้านที่น่าสนใจทีเดียว เพราะอยู่ในซอยเมืองแก้ว หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อซอยราชวินิตบางแก้ว ซึ่งซอยนี้มีความน่าสนใจมากขึ้นหลังจากที่ด้านข้างมี Mega Bangna และมีการทำซอยลัดจากซอยเมืองแก้วนี้เข้า Mega Bangna ได้เลย นอกจากเข้าห้างสะดวกแล้วยัง เป็นทางผ่านเพื่อไปขึ้นจุดขึ้นทางด่วนได้ 2 ทางด้วย คือ ถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอก)​ และทางพิเศษบูรพาวิถี

    ส่วนความอุดสมบูรณ์​จัดว่าครบเลย แค่มี Mega Bangna ใกล้บ้านก็แทบจะครบแล้วนะคะ และของกินต่างๆ ช่วงต้นซอยเมืองแก้วก็มีคึกคักอยู่นะคะ ต้นซอยมีร้านดังอย่างเปียอู๋ โภชนา​ด้วย

    ความปลอดภัยในโครงการและตัวบ้าน : ในแง่ความปลอดภัยโครงการนี้ทั้งบริเวณภายในโครงการและตัวบ้านเรียกว่าครบครันนะคะ อย่างตัวโครงการก็จะมีรปภ.คอยดูแล 24 ชม. การเข้า-ออกด้วยระบบ Keycard Access ระยะไกล มี CCTV รอบโครงการ และสิ่งที่เราว่าโอเคเลยคือรอบรั้วโครงการให้มาสูงมาก รวมกำแพงทึบและรั้วโปร่งแล้วก็อยู่ที่ 5.1 ม.แล้ว จึงได้ความเป็นส่วนดีเลย เทียบแล้วก็เกือบความสูงของบ้าน 2 ชั้น

    ภายในบ้านหลักๆ ในงานทุกระบบในเรื่องความสะดวกสบายและความปลอดภัย ผ่าน Application Home Automation สามารถดูความเคลื่อนไหวผ่าน Smart Phone ได้ มี CCTV 2 จุดหน้า-หลังบ้าน, Magnetic Sensor ทุกประตู-หน้าต่าง รวมไปถึง Heat Detector จับอุณหภูมิหากสูงเกินมาตรฐานจะมี​สัญญาณ​เตือน

    การออกแบบโครงการและพื้นที่ใช้สอย : เรียกว่าเป็นจุดเด่นและ Key Selling Point ของโครงการเลย ด้วยการออกแบบที่แตกต่าง เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนมาก ฉีกแนวบ้านระดับ Luxury-Super Luxury ของเพื่อนบ้าน ค่อนข้างตอบโจทย์กลุ่มคนชอบความเรียบง่าย สะอาดตา และโดยเฉพาะคนที่รักความเป็นส่วนตัว กับรักพื้นที่สีเขียว

    ความเป็นส่วนตัว -​ มีดีเทลเยอะทีเดียวนะคะ แต่ที่ประทับใจก็จะเป็น Flexi Active Court ที่นอกจากจะเป็นพื้นที่กิจกรรมอเนกประสงค์​แล้ว ยังเป็นระยะ Buffer ระหว่างภายนอกบ้านและตัวบ้านอีกด้วย, Facade ระแนง ที่ช่วยบังสายตาจากภายนอกได้ดีเลยในช่วงเวลากลางวัน ปิดท้ายด้วยการทำบ้านทุกหลังให้มีพื้นที่เปิดด้านเดียว และอีกด้านปิดทึบ เพื่อให้ด้านเปิดของบ้านทุกหลัง ไม่มีสายตาจากเพื่อนบ้านเลย เราสามารถเปิดม่านดูวิวสวนได้เต็มที่

    พื้นที่สีเขียว -​ เป็นแนวความคิดหลักของแบบบ้านที่นี่เลย หัวใจหลักคือ ห้องทุกห้องในบ้านต้องได้เห็นพื้นที่สีเขียว ซึ่งจากที่เราไปดูมาก็คือได้เห็นพื้นที่สีเขียวครบทุกห้องจริงๆ แม้กระทั่งห้องน้ำหลักๆ ก็ติดกับ Pocket Garden ให้เรานำกระถางต้นไม้มาจัดสวนได้

    วัสดุ : สิ่งที่ประทับใจในเรื่องวัสดุของ Land and Houses ไม่ว่าจะโครงการไหน รวมถึงโครงการนี้ด้วยก็คือการให้วัสดุค่อนข้างครบ พร้อมอยู่อาศัยเลย อย่างโครงการนี้ก็จะมีการทำครัวไทย + Pantry ด้านนอกมาให้ครบ ประตู-หน้าต่างมีติดมุ้งลวดมาให้เพิ่มเติมด้วย (มุ้งลวดในการอยู่อาศัยจริงเรามองว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีนะคะ)​ นอกจากนี้ที่เด่นก็จะเป็นการนำนวัตกรรมที่เพิ่มความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยมากขึ้นอย่าง ระบบ Airplus, Air Intake และประตู Air Post

    ซึ่งโดยรวมแล้วเรามองว่าเกรดวัสดุทั้งหมดที่ได้ก็ถือว่ามาตรฐาน​ตามราคานะคะ จะมีที่อยากให้อัปเกรดขึ้นอีกหน่อยแล้วจะดีมากเลย ก็คือ พื้นลามิเนต ชั้น 2 ของบ้านค่ะ

    พื้นที่สีเขียวและสภาพโครงการ : บรรยากาศโครงการทำออกมาได้ดี โดยเฉพาะพื้นที่สีเขียวที่มีหลายจุดทั่วโครงการ ทำให้บ้านทุกโซนมีพื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงได้สะดวก รวมไปถึงทำให้บ้านหลายยูนิตได้วิวสวนจากหน้าบ้านด้วย อันนี้ถือเป็นจุดเด่นอีกหนึ่งจุดของโครงการเช่นกันค่ะ

    สาธารณูปโภค : Facilities โครงการเน้นออกแบบมาให้อารมณ์รีสอร์ทเลย โดยเฉพาะสระว่ายน้ำที่เป็นรูปแบบ Outdoor รูปทรง Freeform มีความยาวสูงสุดถึง 60 ม. เลย โดยการออกแบบจะเป็นสระที่อยู่บริเวณพื้นที่โล่ง อาจจะไม่ได้ความเป็นส่วนตัวมากนักนะคะ แต่ทางโครงการจะเน้นเป็นการให้ชอบบรรยากาศสระ มานั่งเล่น ดูวิวสระที่ยาวเชื่อมกับสวนสีเขียวได้เลย

    ส่วนภายใน Club House ประกอบด้วย Lounge และ Fitness ขนาดใหญ่ โอ่อ่าเพราะตกแต่งกระจกสูงจากพื้นถึงฝ้าเลยค่ะ

    Judgement

    เป็นโครงการระดับ Super Luxury ที่มีราคาขายระดับ 30 ล้านบาทขึ้นไป ปัจจัยในการเลือกซื้อนอกจากจะต้องดูเรื่องความคุ้มค่าทางการเงินแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกที่สำคัญ เช่น ความชอบส่วนบุคคล อารมณ์ และความรู้สึกส่วนตัวของผู้ซื้อ ที่ต้องนำมาใช้ประกอบการพิจารณา แต่ปัจจัยดังกล่าวมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลค่อนข้างชัดเจน ดังนั้นทางทีมงานจะขออนุญาตไม่มีการให้คะแนนความคุ้มค่าแก่โครงการนะคะ

    BOTTOM LINE

    VIVE บางนา เหมาะกับครอบครัวขนาดกลาง-ใหญ่ ชอบสไตล์บ้าน Minimal Modern เรียบ สะอาดตา รักพื้นที่สีเขียว ชอบความเป็นส่วนตัว ใกล้ห้าง และจุดขึ้นทางด่วน งบประมาณเริ่มต้น 30 ล้านบาทขึ้นไป


    ติดตามพวกเราได้ที่
    Website : www.thinkofliving.com
    Twitter : www.twitter.com/thinkofliving
    YouTube : www.youtube.com/ThinkofLiving
    Instagram : www.instagram.com/thinkofliving
    Facebook : ThinkofLiving