รีวิวฉบับที่ 2147 … สวัสดีค่ะทุกคน ครั้งนี้พาไปดูโครงการจาก Origin ที่มาเปิดย่านรามอินทรากันค่ะ กับโครงการ The Origin Plug & Play รามอินทรา ที่ตั้งทำเลน่าสนใจเลยเพราะใกล้กับสถานีรามอินทรา กม. 9 70 ม. ติดรามอินทรา และไม่ไกลจาก Fashion Island ด้วย และใครที่ชอบห้องฝ้าเพดานสูงต้องมาอ่านกันนะคะ ที่นี่เค้าทำฝ้าเพดานห้องสูง 4.2 ม. ด้วย ในราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาทค่ะ

 

ข้อมูลโครงการ

27 October 2020

  • The Origin Plug & Play Ramintra (ดิ ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ รามอินทรา)
  • บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)
  • MAIN CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดปี 2020 ได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่: ถนนรามอินทรา เขตคันนายาว
  • ที่ดินประมาณ 4-0-21.5 ไร่
  • คอนโด High Rise สูง 18-19 ชั้น 6 อาคาร + อาคารจอดรถสูง 10 ชั้น 1 อาคาร
  • 679 ยูนิต และร้านค้า 3 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 7 ยูนิต
  • ที่จอดรถประมาณ 42 % (รวมจอดซ้อนคัน)
  • เริ่มก่อสร้าง : Q1 2564
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : Q1 2566
  • Simplex ฝ้าเพดานสูง 2.9 เมตร
    – 1 Bedroom 21.5 ตร.ม. ราคาพิเศษ 1.99 ล้านบาท
    – 1 Bedroom 25-27 ตร.ม. ราคาพิเศษ 2.39 ล้านบาท
    – 1 Bedroom 33 ตร.ม. ราคาพิเศษ 3.79 ล้านบาท
  • Duo Space (Loft) ฝ้าเพดานสูง 4.2 เมตร
    – 1 Bedroom 21.5 ตร.ม. ราคาพิเศษ 2.49 ล้านบาท
    – 1 Bedroom 25-27 ตร.ม. ราคาพิเศษ 2.99 ล้านบาท
    – 1 Bedroom 33 ตร.ม. ราคาพิเศษ 3.99 ล้านบาท
  • ราคาห้องเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท (1 Bedroom 21.5 ตร.ม. Simplex) / หรือตร.ม.ละ 92,558 บาท
  • ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการประมาณ
    – รวมพื้นที่ใช้สอยชั้นลอย = 90,000 บาท/ตร.ม.
    – ไม่รวมพื้นที่ใช้สอยชั้นลอย = 110,000 บาท/ตร.ม.
  • EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) : อยู่ระหว่างดำเนินการ
  • ว็บไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • Call Center : 020-300-000

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มค่ะ

ทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 13.835160, 100.666410
หรือสามารถ :  คลิกที่นี่

ที่ตั้งโครงการ The Origin Plug & Play รามอินทรา อยู่ติดถนนรามอินทราช่วงกม. 9 ระหว่างซอยรามอินทรา 79/1 และ ซอยรามอินทรา 81 จุดสังเกตคืออยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงพยาบาลสินแพทย์นั่นเองค่ะ โดยที่ตั้งตรงนี้ถ้าใครติดตาม Origin อยู่น่าจะคุ้นๆ เพราะอยู่ติดกับโครงการรุ่นพี่ก่อนหน้าคือ The Origin รามอินทรา 83 สเตชั่น นั่นเองค่ะ พูดถึงที่บริเวณนี้ที่น่าสนใจและมีโครงการอย่างคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมา ปัจจัยแรกคือ Infrastructure ในอนาคตอันใกล้ที่เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างและคาดหวังในการใช้งานได้อย่าง รถไฟฟ้าสายสีชมพู นั่นเอง โดยโครงการนี้ก็เป็นอีกโครงการที่เรียกว่าใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า “รามอินทรา กม.9” ในระยะราวๆ 70 ม. ก็เรียกว่าใช้งานได้สะดวกนะคะ

ส่วนใครที่ขับรถยนต์ส่วนตัว เราเองก็มองว่าไม่ยากเช่นกัน เริ่มต้นก็คือติดกับถนนใหญ่แล้ว และยังอยู่ระหว่างทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ กับวงแหวนกาญจนาภิเษก ให้เลือกวิ่งเข้า-ออกเมืองได้ง่ายอยู่เหมือนกันค่ะ

โดยรวมแล้วสำหรับทำเลเรามองว่าหากใครที่อยู่ย่านนี้ ทำงานใกล้ๆ ไม่ว่าจะเป็นโซนห้าง โซนโรงพยาบาล หรือมีนบุรีเอง จะขยับขยายออกมาอยู่คอนโดเอง ใกล้รถไฟฟ้าในอนาคตหน่อยเผื่อเดินทางไปโซนอื่นๆ ได้สะดวกโครงการนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ควรมาแวะดูกันค่ะ

นอกจากเรื่องการใช้รถยนต์ รถไฟฟ้าแล้ว พูดถึงเรื่องความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ กันบ้างโซนนี้เป็นอีกศูนย์กลางความคึกคักของถนนรามอินทราเหมือนกันนะคะ เพราะใกล้ๆ มีตลาดสด ตลาดนัด และยังมีห้างใหญ่ของย่านรามอินทราอย่าง Fashion Island กับ Promanade อีกด้วย เรียกว่าไป 2 ห้างนี้ก็ครบจบหมดแล้วเหมือนกันนะ และในอนาคตถ้ารถไฟฟ้าเปิดให้ใช้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องขับรถไปอย่างเดียว สามารถนั่งรถไฟฟ้าได้เลยแค่ 1 สถานีเท่านั้นเองค่ะ

เส้นทางการเดินทาง

สำหรับการเดินทางมายังโครงการวันนี้ เราแนะนำมาจากถนนประดิษฐ์มนูธรรม หรือเลียบทางด่วน-รามอินทรา ขึ้นสะพานกลับรถเข้าถนนรามอินทราฝั่งมุ่งหน้ามีนบุรี พอเข้าถนนรามอินทราให้ขับตรงไปตามทาง ขึ้นสะพานข้ามแยกคู้บอนไป หลังจากลงมาแล้ว ให้ชิดซ้าย โครงการเราอยู่ฝั่งซ้ายมือค่ะ

 

Image 1/6
เริ่มการเดินทางบนถนนประดิษฐ์มนูธรรมมุ่งหน้าไปทางมีนบุรี โดยให้ขับขึ้นสะพานตามป้ายมีนบุรีไป

เริ่มการเดินทางบนถนนประดิษฐ์มนูธรรมมุ่งหน้าไปทางมีนบุรี โดยให้ขับขึ้นสะพานตามป้ายมีนบุรีไป

สภาพแวดล้อมรอบโครงการ

สภาพแวดล้อมโครงการโดยรอบแล้วจะยังเป็นโซนที่พักอาศัยแนวราบอยู่ค่อนข้างเยอะนะคะ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอาคารสูงเลย ก็พอจะมีโรงพยาบาลสินแพทย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับคอนโดมิเนียมเยื้องๆ ถัดออกไปหน่อย ซึ่งไม่ได้มีผลกระทบในระยะประชิดเกินไปเลยค่ะ จะเห็นเป็นวิวเสียมากกว่า ส่วนที่ระยะประชิดจริงๆ คือคอนโดรุ่นพี่อย่าง The Origin รามอินทรา 83 สเตชั่น ซึ่งจะเป็นคอนโด Low Rise 8 ชั้น ดังนั้นคงต้องยอมรับว่าอาคารฝั่งทิศเหนือในชั้นประมาณ 1-8 ก็จะโดนบล็อกวิวระยะไกลแน่นอน แต่…ถ้าใครรับได้กับการโดนบล็อกวิว เราคิดว่าน่าจะเป็นห้องที่ได้ราคาดีเลยแหละ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • โรงพยาบาลสินแพทย์ ~ 300 ม. (ระยะเดิน)
  • Fashion Island ~ 1.3 กิโลเมตร
  • เดอะ พรอมานาด ~ 1.3 กิโลเมตร
  • โรงพยาบาลสินแพทย์ ~ 3.2 กิโลเมตร
  • Big C คู้บอน ~ 4.5 กิโลเมตร
  • สวนสยาม (Siam Park City) ~ 4.5 กิโลเมตร
  • โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ ~ 4.6 กิโลเมตร
  • Tesco Lotus สุขาภิบาล ~ 4.9 กิโลเมตร
  • มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ~ 6.6 กิโลเมตร
  • Safari World ~ 7.2 กิโลเมตร
  • ตลาดสดมีนบุรี ~ 8.2 กิโลเมตร
  • ตลาดสดถนอมมิตร ~ 8.9 กิโลเมตร

รายละเอียดโครงการ

มาอธิบายกันต่อในพาร์ทรายละเอียดโครงการกันค่ะ สำหรับโครงการ The Origin Plug & Play รามอินทรา นี้ตัวโครงการเองเรามองว่ามีความน่าสนใจอยู่ 2 จุดใหญ่ๆ (ไม่รวมห้องพักอาศัยนะ เพราะจะอยู่อีกพาร์ทนึง)

– การจัด Facilties ให้เชื่อมต่อหลายอาคารไว้ด้วยกัน
– การแยกอาคารเป็นทั้งหมด 6 อาคารพักอาศัย เพื่อลดจำนวนยูนิตต่ออาคาร และลดจำนวนยูนิตต่อชั้นสูงสุด 7 ยูนิต

หากมองจาก Master Plan เราจะเห็นได้ว่าอาคารพักอาศัยเรียงกันไป 2 ฝั่งขนานกัน ฝั่งทิศเหนือคือ อาคาร A – อาคาร D และฝั่งทิศใต้คือ อาคาร E – อาคาร F มีจุดใช้ร่วมกันตรงกลางคืออาคารจอดรถที่อยู่ด้านในสุด แยกโซนกับพักอาศัยไปเลย ซึ่งการแยกอาคารจอดรถแบบนี้มีเข้าใจว่าการออกแบบอาคารให้เล็กลง เพื่อลดจำนวนยูนิตจะง่ายมากขึ้น และสามารถทำให้ชั้นล่างของอาคารมีพื้นที่ส่วนกลางสวยงามได้ ไม่งั้นชั้นล่างของอาคารต้องกลายมาเป็นพื้นที่จอดรถแทนทั้งหมด ในข้อดีนี้มีข้อด้อยอยู่เหมือนกัน คือ เรื่องความสะดวกในการใช้งาน เราเอารถไปจอดแล้ว ลูกบ้านที่อยู่อาคารไกลจากอาคารจอดรถหน่อยอย่างอาคาร A อาจจะต้องเดินสักหน่อย ซึ่งข้อด้อยนี้จะลดทอนไปได้เยอะถ้ามีการทำทางเดินมีหลังคาให้สะดวกในการเดิน ไม่โดนแดด โดนฝน ส่วนตัวเราว่าถ้าได้แบบนี้โอเคเลยค่ะ แต่ถ้าใครไม่ซีเรียส เราปล่อยผ่านข้อพิจารณานี้ได้นะ เพราะเข้าใจว่าบางคนซื้อโครงการนี้เพราะเน้นใช้รถไฟฟ้า + รถสาธารณะเป็นหลักเลยก็มี

กลับมาต่อกันที่พื้นที่ส่วนกลางชั้นล่างนั้นแบ่งออกเป็น 2 โซนด้วยกัน โซนแรกรอบรั้วโครงการทำเป็นถนนเพื่อให้วนและสัญจรใช้งานได้สะดวก ส่วนตรงกลางระหว่างอาคารที่น่าจะเป็นช่องลมอย่างดีเลยจัด Landscape มีสวนมี Jogging Track ให้มาออกกำลังกายกันได้

ส่วนแต่ละอาคารพักอาศัยในชั้น 1 นั้น Layout ใกล้เคียงกันหมด คือมี Lobby แยกเป็นของตัวเอง มีที่จอดรถให้เล็กน้อย สำหรับ Loading ส่งของต่างๆ และเป็นโถงลิฟต์ค่ะ

การจัด Facilties ให้เชื่อมต่อหลายอาคารไว้ด้วยกัน

ความน่าสนใจแรกคือทางโครงการเชื่อม พื้นที่ส่วนกลางหลัก ไว้ที่ชั้นบนสุดของอาคาร ซึ่งแต่ละอาคารมีความสูงต่างกันไป 18 ชั้นบ้าง 19 ชั้นบ้าง แต่ก็เป็นระดับความสูงที่ไล่เลี่ยกัน ข้อดีของการทำ Facilities เชื่อมกันนั้นก็สร้างความสะดวกสบายในการเข้าถึงพื้นที่ส่วนกลางให้ลูกบ้านได้มากขึ้น อย่างเช่นเราอยู่อาคาร A อยากจะใช้สระว่ายน้ำก็สามารถขึ้นไปชั้นบนสุดของอาคาร A และเดินเชื่อมไปอาคาร B ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องลงอาคาร A ไปขึ้นอาคาร B อีกที เพราะนอกจากจะไม่สะดวกแล้ว ยังลดทอนความเป็นส่วนตัวลงด้วย

โดยการเชื่อม Facilities นั้นจะเชื่อมในฝั่งเดียวกัน เช่น เชื่อมระหว่างอาคาร A – อาคาร D และ อาคาร E – อาคาร F

ผังจากทาง Origin ส่งมาให้เป็นการรวบรวมว่ามี Facilities อะไร อยู่ที่อาคารไหนบ้าง โดยเราจะ ReWrite ใหม่ให้เข้าใจมากขึ้น เพราะการใช้งานพื้นที่ส่วนกลางจะถูกแบ่งเป็น 2 โซนใหญ่ๆ ตามอาคารที่เชื่อมกัน

อาคาร A – อาคาร D

ชั้น 1 – 2
– Lobby แยกทุกอาคาร
– ร้านค้า
– Co-Working Space

ชั้น 18 – 19
– Indoor Fitness / Outdoor Fitness
– Outdoor Yoga Area
– Swimming Pool
– Indoor Co-Play / Outdoor Co-Play
– Game Room
– Indoor Co-Passion / Outdoor Co-Passion
– Co-Working Space
– Meeting Room


อาคาร E – อาคาร F

ชั้น 1
– Lobby แยกทุกอาคาร

ชั้น 18
– Swimming Pool
– Indoor Fitness / Outdoor Fitness


อาคารจอดรถ

ชั้น 1
– Waiting Area
– Co-Working Space

ชั้นดาดฟ้า
– Multi-Sport Court


จุดสังเกตคือ โซนอาคาร A – อาคาร D ก็มี Fitness และ สระว่ายน้ำให้ ในขณะที่โซนอาคาร E- อาคาร F ก็มี Fitness และสระว่ายน้ำให้เช่นกัน ซึ่งเราเข้าใจว่าทางโครงการเองก็เข้าใจ Nature การเข้าใจงานพื้นที่ส่วนกลางได้ดีพอสมควร เพราะถ้าเราอยู่อาคาร E คงไม่พยายามไปอาคาร A เพื่อไปใช้สระว่ายน้ำเท่าไหร่ เนื่องจากความรู้สึกคือเข้าถึงยากไป ดังนั้นการทำให้มี 2 สระ 2 Fitness ไปเลยก็ทำให้ไม่ว่าจะอยู่อาคารไหน โซนไหน ก็เข้าถึง Facilities พื้นฐานได้หมด

อีกจุดที่เราสังเกตคือ ที่นี่จัด Co-Working Space มาให้หลายจุดเหมือนกัน ลองนับแล้วอยู่ที่ 3 จุดด้วยกัน ก็คิดว่ากลุ่มคนที่ทำงานรูปแบบ Remote (ไม่ต้องมีออฟฟิศก็ทำงานได้ / กลุ่มทำงานที่บ้าน) น่าจะชอบนะ ไม่ต้องไปไหนไกล เดินมาใช้พื้นที่ส่วนกลางเป็นออฟฟิศไปในตัวได้เลย

ภาพบรรยากาศ Facilities ของโครงการ

Image 1/20
บรรยากาศ Lobby แต่ละอาคาร จะมีการออกแบบด้วยฝ้าเพดานสูงให้ดูโอ่อ่า และโปร่งโล่ง

บรรยากาศ Lobby แต่ละอาคาร จะมีการออกแบบด้วยฝ้าเพดานสูงให้ดูโอ่อ่า และโปร่งโล่ง

การแยกอาคารเป็นทั้งหมด 6 อาคารพักอาศัย เพื่อลดจำนวนยูนิตต่ออาคาร และลดจำนวนยูนิตต่อชั้น

จุดเด่นที่ 2 คือการที่ทางโครงการแยกอาคารออกมาเป็นทั้งหมด 6 อาคารพักอาศัย (ไม่รวมอาคารจอดรถ) ทำให้ลดทอนจำนวนยูนิตต่ออาคารได้ดี ตกอาคารละ 112-119 ยูนิตเท่านั้น โดยส่วนตัวเรามองว่าแต่ละอาคารจะได้ความหนาแน่นต่ำลงไปเลย และได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นอีก รวมถึงเรื่องของการใช้ลิฟต์ เพราะที่นี่ให้ลิฟต์อาคารละ 2 ตัว ก็จะตกอัตราส่วนลิฟต์อยู่ที่อาคารละ 56 : 1 เท่านั้นเอง ยกเว้นอาคาร C ที่มียูนิตเยอะขึ้นมาหน่อยทำให้อัตราส่วนลิฟต์อยู่ที่ 60 : 1 ค่ะ ซึ่งต้องบอกว่าหาค่อนข้างยากสำหรับคอนโด High Rise ที่ได้อัตราส่วนเท่านี้นะคะ ส่วนใหญ่เราจะเห็นอัตราส่วนเท่านี้กับคอนโด Low Rise มากกว่า ด้วยอัตราส่วนเท่านี้นับว่ามีความหนาแน่นต่ำทีเดียวค่ะ

อีกอย่างคือทำให้จำนวนยูนิตต่อชั้นสูงสุดอยู่ที่ 7 ยูนิตเท่านั้น เรียกว่ามีเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมชั้นจริงๆ น้อยมากนะ ส่วนตัวเรามองว่าใครที่อยากอยู่เป็นส่วนตัวจริงๆ โครงการนี้ค่อนข้างน่าสนใจเหมือนกันค่ะ

มาพูดถึงการวาง Floor Plan กันต่อนะคะ จริงๆ ถ้าสังเกตจะเห็นว่า Floor Plan แต่ละอาคารไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ มีขยับบิดมุมไปบ้างตามลักษณะของ Site ที่ดิน ดังนั้นเราจะขอพูดเป็นภาพรวมไปแทนนะคะ สิ่งแรกเลยคือเรื่องของมุมมองจากห้องพักอาศัย จากที่ดูแล้ววิวตรงกลางที่เป็นสวนชั้นล่าง ทางโครงการเลือกที่จะไม่เน้น…เพราะอะไร เนื่องจากว่าระยะห่างระหว่างอาคารฝั่งทิศเหนือและทิศใต้ไม่ได้มีระยะที่ห่างกันมากนัก เรียกว่าค่อนข้างประชิดจนเกินไป ดังนั้นจะเห็นว่าห้องไหนที่หันเข้าสวนจะมีการวางแบบบิดมุมมองไปยังโซนที่ดูกว้าง เพื่อให้เราไม่รู้สึกเสียความเป็นส่วนตัวไป

แต่ทิศทางวิวที่ทางโครงการเน้นจะเป็นวิวภายนอกมากกว่า ซึ่งถ้าคุณผู้อ่านเล็งจะซื้อห้องที่อาคาร A – D แนะนำให้เลือกห้องชั้น 9 ขึ้นไป เพราะฝั่งนี้จะอยู่ติดกับคอนโด The Origin รามอินทรา 83 สเตชั่น ซึ่งเป็นคอนโดสูง 8 ชั้น เพื่อไม่ถูกบล็อกวิวนะคะ แต่ทั้งนี้ในชั้น 9 ขึ้นไปจะเป็นห้องรูปแบบ Duo Space (Loft) แล้วนะคะ 

ในอีกกรณีถ้าอยากได้ห้อง Simplex ที่อยู่โซนชั้นล่าง และไม่อยากถูกบล็อกวิวแนะนำให้มาเลือกอาคาร E-F ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแทน เนื่องจากฝั่งนี้จะอยู่ติดกับถนนซอยรามอินทรา 81 นั่นเองค่ะ

Floor Plan

Image 1/8
อาคาร A ห้องแบบ Simplex ของชั้น 3-7

อาคาร A ห้องแบบ Simplex ของชั้น 3-7

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

อาคาร A – อาคาร D

  • Lobby แยกทุกอาคาร
  • Indoor Fitness / Outdoor Fitness
  • Yoga Area
  • Swimming Pool
  • Indoor Co-Play / Outdoor Co-Play
  • Game Room
  • Indoor Co-Working Space / Outdoor Co-Working Space
  • Meeting Room

อาคาร E-F

  • Lobby แยกทุกอาคาร
  • Swimming Pool
  • Indoor Fitness / Outdoor Fitness

อาคารจอดรถ

  • Waiting Area
  • Co-Working Space
  • Multi-Sport Court

  • สวนหย่อม + Jogging Track ชั้น 1
  • ร้านค้า 3 ยูนิต
  • ลิฟต์โดยสาร 2 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 57 :  1
  • ที่จอดรถ 42% (รวมจอดซ้อนคัน)
  • ระบบรักษาความปลอดภัยในโครงการ  CCTV / Key Card

 

แบบห้อง

ห้องพักอาศัยโครงการนี้มีให้เลือกทั้งหมด 2 แบบใหญ่ๆ ด้วยกันนะคะ โดยจะแบ่งเป็นรูปแบบ Simplex และ Duo Space (Loft) ซึ่งจะมีความแตกต่างกันที่ความสูงของฝ้าเพดานนั่นเองค่ะ โดยทั้ง 2 แบบนี้ จะเป็นห้องแบบ 1 Bedroom ทั้งหมดเพียงแต่มีขนาดที่แตกต่างกันไปให้เลือก ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนก็ตั้งใจให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัย 1-2 คน กำลังดีค่ะ

  • Simplex ฝ้าเพดานสูง 2.9 เมตร
    – 1 Bedroom 21.5 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท
    – 1 Bedroom 25-27 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 2.39 ล้านบาท
    – 1 Bedroom 33 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 3.79 ล้านบาท
  • Duo Space (Loft) ฝ้าเพดานสูง 4.2 เมตร
    – 1 Bedroom 21.5 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 2.65 ล้านบาท
    – 1 Bedroom 25-27 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 2.99 ล้านบาท
    – 1 Bedroom 33 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท

ส่วนรูปแบบการขายของที่นี่จะเป็นแบบ Fully Fitted ของที่ได้คือ

  • เฟอร์นิเจอร์ Built-in บางจุด
  • เคาน์เตอร์ครัว ท็อปกระเบื้อง
  • Hob & Hood
  • Sink
  • สุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำทั้งหมด (ยกเว้นฉากกั้นกระจก)
  • เครื่องปรับอากาศ Daikin Inverter (ขนาด BTU และจำนวนเครื่อง ขึ้นอยู่กับขนาดของห้อง)
  • บันไดขึ้นชั้นลอย และโครงสร้าง+พื้นชั้นลอย (ห้องรูปแบบ Duo Space)

ห้องตัวอย่าง Duo Space (Loft) ขนาด 26.5 ตร.ม. (ชั้นล่าง ได้โฉนด) + ชั้นลอย 13 ตร.ม.

ชั้น 1 : เข้ามาในส่วนแรกจะเป็นบริเวณครัว ซึ่งถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีประตูกระจกคั่นอยู่เพื่อให้การใช้งานครัวเป็นรูปแบบครัวปิด ซึ่งข้อดีคือ เวลาทำกับข้าวหนักๆ แล้ว กลิ่นหรือควันก็ยังไม่ฟุ้งกระจายออกไปยังส่วนพื้นที่นั่งเล่น นอกจากนี้บริเวณครัวนั้นฝั่งตรงข้ามก็ได้ Built-in ไว้สำหรับวางรองเท้าวางของจุกจิกได้ด้วย ซึ่งเรามองว่าการให้มาด้วยคือดีมากนะ เพราะถ้านึกถึงลักษณะการใช้งานจริง เราเข้าห้องมาก็ต้องถอดรองเท้าและวางกระเป๋า กุญแจต่างๆ การมีชั้น Built-in แบบนี้ก็ทำให้เราสะดวกในการใช้งานมากขึ้น

ติดกับครัวจะเป็นส่วนของห้องน้ำที่มีการใช้งานแยกโซนพื้นที่อาบน้ำและพื้นที่อ่างล้างมือ โถสุขภัณฑ์เป็นสัดส่วน ถัดเข้ามาที่บริเวณพื้นที่นั่งเล่น โซนนี้จะเป็นโซนที่ได้ฝ้าเพดานสูง 4.2 ม. พร้อมกับหน้าต่างทรงสูงเปิดรับแสงและวิวได้เต็มที่

ชั้น 2 : เริ่มที่ส่วนของบันได โดยบันไดที่นี่ในการใช้ขึ้นไปยังชั้นลอยด้านบน รูปแบบจะเป็นบันไดตัว U ซึ่งเรามองว่าน่าสนใจดี เพราะปกติเรามักจะเห็นห้องฝ้าเพดานสูงแบบนี้เลือกทำบันไดเป็นบันไดยาวมากกว่า แต่ตัว U นี้จะช่วยประหยัดพื้นที่แนวกว้างได้มากขึ้น

ชั้นลอยด้านบนนั้นออกแบบให้เป็นห้องนอน โดยจะได้ฐานเตียงขนาด 5 ฟุตและตู้เสื้อผ้า ด้วยพื้นที่แล้วขนาดโอเคเลยสำหรับห้องนอนไม่เล็กไปค่ะ

ประตูทางเข้าห้องทุกแบบห้องพักอาศัยเลย จะได้ Digital Door Lock จาก Home Shield เป็นมาตรฐานนะคะ โดยรุ่นนี้เราสามารถเปิดเข้าได้จาก Password, Keycard, Finger Scan, Bluetooth และกุญแจ

เข้ามาในส่วนห้องครัวกันก่อนนะคะ ฝั่งซ้ายมือจะเป็นชุด Built-in ซึ่งทางโครงการจะทำมาให้บางส่วน ส่วนฝั่งขวามือนั้นเป็นเคาน์เตอร์ครัว สำหรับฝ้าเพดานบริเวณนี้จะมีความสูงฝ้าเพดานประมาณ 2.1 ม. ซึ่งถ้าจะลองเทียบความสูงจริงก็ลองนึกดูว่ามีความสูงฝ้าประมาณประตูรวมวงกบ แน่นอนว่าเราสามารถเดินได้ไม่ต้องก้มหัว และไม่รู้สึกว่าฝ้าเตี้ยไปเพราะว่าได้ประตูบานเลื่อนกระจกรับแสงเข้ามาได้ดี เลยทำให้ได้บรรยากาศโปร่งโล่ง

สำหรับพื้นทั้งห้องพักอาศัยโครงการนี้เลือกใช้พื้นไวนิลลายไม้ ซึ่งมีคุณสมบัติเรื่องการทนน้ำ และปลวก เพราะวัสดุของไวนิลนั้นไม่ได้เป็นไม้แต่อยู่ใน Type ของกระเบื้องยาง ซึ่งก็จะหมดห่วงเรื่องน้ำและปลวกไปได้ค่ะ รวมถึงค่าพื้นอันนี้ก็จะเป็นราคาที่สูงกว่าพื้นลามิเนตทั่วไป

เคาน์เตอร์ครัวที่ได้จะได้ตามห้องตัวอย่างเลยนะคะ โดยชุดครัวจะปิดผิวด้วยลามิเนตลายไม้สีเข้ม ก็จะได้โทนที่ดูสุขุมดีค่ะ ส่วนผนังด้านหลังเคาน์เตอร์ครัว (Back Splash) ทางโครงการไม่ได้ติดตั้งให้นะคะ แต่แนะนำให้เราติดตั้งเพิ่มเติมเองเพื่อให้ทำความสะอาดได้ง่ายและผนังไม่เป็นคราบน้ำมันเวลาทำกับข้าวหนักๆ ด้วยค่ะ

วัสดุท็อปครัวทางโครงการเลือกใช้เป็นท็อปกระเบื้องลายหินอ่อน ซึ่งถ้าพูดถึงการใช้งานแล้วก็จะทนความชื้น ทนน้ำ และน้ำมันได้ดี รวมถึงทำความสะอาดง่าย ส่วนราคาของกระเบื้องจะมีราคาที่ถูกกว่าหินสังเคราะห์ และหินแท้

ส่วนตรงกลางระหว่างบานเปิดใต้เคาน์เตอร์ ทางโครงการจะเว้นวางไว้ให้พร้อมเดินงานระบบเพื่อให้วางเครื่องซักผ้าฝาหน้าได้ (ขนาดที่วางได้กำลังดีคือประมาณ 9 Kg) จะได้ไม่ไปกินพื้นที่ส่วนระเบียงเพื่อให้เราใช้ซักล้างได้เต็มที่ หรือมายืนชมวิวได้ค่ะ

ส่วน Hob & Hood จะได้ของ MEX เป็นมาตรฐาน รวมถึง Sink หลุมเดี่ยวก็ได้เช่นเดียวกันค่ะ

หันกลับมาฝั่งตรงข้ามของเคาน์เตอร์ครัว ทางโครงการจะให้ชุด Built-in (ตามเส้นประสีเหลือง) เป็นมาตรฐานนะคะ ซึ่งถ้าคุณผู้อ่านอยากจะ Built-in เพิ่มให้เต็มพื้นที่ของผนังห้องเราคิดว่าน่าจะดี เพราะเราจะได้ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่าและสามารถวางของได้เป็นระเบียบดีขึ้นตามไปด้วย

ภายในส่วน Built-in ที่ได้จะมีการ Set ช่องวางของให้เป็นระเบียบดี อย่างด้านล่างเป็นชั้นวางรองเท้า วางร่มขนาดใหญ่ ด้านบนใส่ไมโครเวฟ (ช่องที่มีปลั๊กไฟให้) และวางอุปกรณ์ เครื่องประดับด้านข้างได้

ถัดมาที่ห้องน้ำกันบ้างนะคะ ที่นี่ทำห้องน้ำมาสวยทีเดียวนะ เพราะมีการทำเคาน์เตอร์ฝังมาให้ทั้งตรงอ่างล้างมือและโถสุขภัณฑ์

อย่างเคาน์เตอร์อ่างนั้นจะกรุด้วยกระเบื้องลายหินอ่อน ซึ่งโดยรวมลายดูสวยดีค่ะ แต่อาจจะต้องเช็คเรื่องความเนี้ยบของรอยต่อกระเบื้องอีกหน่อย เนื่องจากกระเบื้องจะมีความหนาของกระเบื้องประมาณ 1 ซม. ซึ่งรอยต่อถ้าไม่ได้เจียรเข้ามุม 45 องศาจะดูไม่เนี้ยบ อันนี้ถ้าตอนรับห้องให้ลองเช็คนะคะ แต่เรื่องการใช้งานและทำความสะอาด ทนความชื้นต่างๆ คือหมดห่วงเลย ใช้กันได้ยาวๆ ค่ะ

อ่างล้างมือและสุขภัณฑ์อื่นๆ ที่นี่ใช้จาก TOTO ทั้งหมด ถือว่าทางโครงการใช้สุขภัณฑ์เกรดดีทีเดียว

โถสุขภัณฑ์จาก TOTO เช่นกันเป็นแบบ Tank ฝังผนังด้านหลัง ดูเรียบร้อยสวยงาม

ภายในส่วนอาบน้ำนั้นจะมีการยกขอบกันน้ำไหลย้อนออกได้ดี ส่วนฉากกั้นกระจกนั้นทางโครงการไม่ได้ให้มาเป็นมาตรฐานนะคะ แต่เราสามารถให้ช่างมาติดตั้งเองเพิ่มเติมได้ ราคาก็เริ่มต้นที่ประมาณ 8,000-10,000 บาท

บริเวณฝักบัวนั้นจะมีการทำช่องให้เราวางของได้ ส่วนฝักบัวสายอ่อนก็จาก TOTO เช่นกัน

ก่อนจะเข้าสู่ Common Area จะถูกกั้นด้วยประตูบานเลื่อนกระจก 3 ตอน เปิด-ปิดสะดวกและไม่กินพื้นที่ทางเดิน

เข้ามาภายในส่วน Common Area มุมนี้จะมีฝ้าเพดานสูง 2.1 ม. เชื่อมมาจากส่วนครัวก่อน แล้วค่อยเปิด Space ให้ได้ฝ้าเพดานสูง 4.2 ม.

ฝั่งขวามือเป็นส่วนใต้โถงบันได ซึ่งทางโครงการจะทำ Built-in ตู้เก็บของให้ เพียงแต่หน้าบานจะแตกต่างจากห้องตัวอย่าง เพราะจะได้หน้าบานที่กรุด้วยลามิเนตที่เข้มเหมือนเคาน์เตอร์ครัว

ข้อดีของห้องเก็บของนี้คือเราสามารถจัดเก็บของชิ้นใหญ่ๆ ที่ทำให้ห้องขนาดกะทัดรัดเราไม่ดูรกไป เช่น กระเป๋าเดินทางใหญ่ๆ เป็นต้น

บริเวณ Common Area นี้เป็นพื้นที่ที่ปกติเราจะนึกถึงพื้นที่นั่งเล่น และรับประทานอาหารอย่างเดียวนะคะ แต่ด้วย Concept โครงการนี้เค้าตั้งใจให้เราลองปรับเปลี่ยนมุมมองเดิมๆ อย่างบางคนไม่เน้นดูทีวีอยู่แล้ว แต่มักจะทำงานที่บ้านตัวเองเป็นประจำก็สามารถจัดพื้นที่ส่วนนี้เป็นพื้นที่ทำงาน Studio ย่อมๆ ของตัวเองได้ด้วย เช่นห้องตัวอย่างที่ทำมาให้ดูนะคะ

บริเวณตรงนี้จะได้ความโปร่งด้วยฝ้าเพดานสูง 4.2 ม. มีชุดกระจกด้านข้างขนาดใหญ่รับแสงดีทีเดียวค่ะ

อีกฝั่งตรงข้ามเป็นโซนที่ออกแบบให้เป็นมุมของการ Built-in ชั้นวาง หรือ TV ได้ เพราะจุดนี้ทางโครงการจะมีการเตรียมจุดปลั๊กไฟไว้ให้เรียบร้อย

ติดๆ กับชุดหน้าต่างทรงสูงจะเป็นประตูบานเลื่อนกระจก 3 ตอนออกไปทางระเบียง

ขนาดระเบียงอยู่ราวๆ 1.4 x 0.6 ม. ไว้สำหรับซักล้างเล็กๆ น้อยๆ

เงยหน้าขึ้นไปด้านบน นี่คืออีกจุดหนึ่งข้อดีของการที่ได้ฝ้าเพดานสูงคือ CDU แอร์สามารถยกไปด้านบนได้ โดยไม่มากินพื้นที่ด้านข้างของระเบียง

หันกลับเข้ามานะคะ บริเวณชั้นลอยของห้องที่เห็นเป็นหน้าต่างบานกระทุ้งกระจกนั้นในห้องตัวอย่างจะไม่ได้ให้มานะคะ เพราะเป็นแค่ของตกแต่งเท่านั้น ส่วนที่จะได้คือจะเป็นระเบียงราวเหล็ก มีเล่นกระจกใสตรงกลางให้ ยาวตั้งแต่ชั้น 1 ขึ้นไปถึงระเบียงชั้นลอยเลย

ลักษณะบันไดเป็นรูปตัว U ถ้าสังเกตว่าชานพักบันไดของที่นี่ออกแบบมาได้ค่อนข้างดี เดินได้ง่ายนะคะ ส่วนจุดที่เราเห็นในภาพว่าไม่มีราวกันตกนั้นทางโครงการจะมีการติดตั้งให้ในห้องมาตรฐานนะคะ เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกและลดอุบัติเหตุด้วย

สำหรับห้องชั้นบนจากที่เราดูแล้ว ถ้าใครอยากได้เป็นห้องที่เป็นสัดส่วนชัดเจนเลยสามารถทำได้นะคะ แค่กั้นผนังเบาและเอาราวกันตกออกเปลี่ยนเป็นผนังที่บางจุดเป็นหน้าต่างรับแสงก็ได้เช่นกันค่ะ ในกรณีที่เราแนะนำให้ทำเป็นห้องชัดเจนไปนั้น เนื่องจากเรามานั่งคิดดูแล้วเผื่อใครที่อยากจะทำพื้นที่ชั้นล่างเป็นสตูดิโอของตัวเอง อาจจะมีเพื่อน มีคนร่วมงานมาทำร่วมบ้างในบางเวลา เราอาจจะต้องการให้ห้องนอนเป็นส่วนตัวมากขึ้นโดยการกั้นผนังเบาก็น่าจะตอบโจทย์นะคะ อีกอย่างคือแอร์ก็ทำงานได้ทั่วถึงด้วย

สำหรับขนาดของภายในห้องนอนชั้นบน เรามองว่ากำลังดี ไม่เล็กไปนะคะ วางเตียง 5 ฟุต สามารถซื้อชุดโต๊ะเครื่องแป้งด้านข้างมาติดตั้งได้

ส่วนตู้เสื้อผ้าไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมแล้ว เพราะทางโครงการจัดการ Built-in มาให้เสร็จสรรพ

อันนี้เราลองถ่ายจากเตียงหันออกไปด้านนอกดู จากมุมมองเตียงก็สามารถมองวิวภายนอกได้ดีนะคะ

ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom Duo Space (Loft) ขนาด 21.5 ตร.ม. + 8 ตร.ม. (ชั้นลอย)

ห้องไซส์นี้จะมีขนาดกะทัดรัดลงมาอีกหน่อยจากไซส์ของห้องแรกนะคะ หลักๆ การวาง Layout จะเหมือนๆ กัน แต่เพียงมีการลดขนาดของพื้นที่ใช้สอยลงมา เช่น ห้องครัว ห้องนั่งเล่น และห้องนอนชั้นบน ส่วนของขนาดห้องน้ำเรามองว่าใกล้เคียงแบบเดิมนะคะ เพียงแต่ต่างตรงที่ทางเข้าห้องน้ำไม่ได้เข้าจากห้องครัวแล้ว แต่ปรับไปเข้าจากห้องนั่งเล่นแทน

เข้ามาในห้องเป็นส่วนครัวก่อนเช่นเดิม โดยฝั่งซ้ายมือคือเคาน์เตอร์ครัว และฝั่งขวามือคือ ชั้นวางของ Built-in สเป็คต่างๆ ทั้งหมดเหมือนกับห้องแรกไซส์ 26.5 ตร.ม.เลย

ด้วยขนาดของห้องทำให้ครัวจะมีความกะทัดรัดมากขึ้นนะคะ อย่างบริเวณทางเดินนี้มีความกว้างประมาณ 80 ซม. พอจะเดินหรือทำอาหารคนเดียวได้อยู่ค่ะ แต่ถ้าใครทำอาหาร 2 คนคิดว่าบริเวณนี้น่าจะฟิตไปซะหน่อย

เข้ามาที่บริเวณพื้นที่นั่งเล่น ส่วนนี้ขนาดพื้นที่ใช้สอยอาจจะไม่เยอะมาก แต่พอได้ชุดกระจกสูงและฝ้าเพดานก็สูงด้วย เลยทำให้บรรยากาศส่วนนี้ดูโปร่งโล่งมากขึ้นทีเดียวค่ะ

สำหรับพื้นที่นั่งเล่นนี้เราสามารถวางโซฟาประมาณ 2 ที่นั่งกำลังดีนะคะ ส่วนทีวีจะเลือกไซส์ 50-60 นิ้วก็ได้เลยสบายๆ เพียงแต่เวลาจะเลือกไซส์ทีวีให้เราลองพิจารณาระยะทีวีที่เหมาะสมด้วยนะคะ แต่ละคนความชอบเรื่องของไซส์ทีวีอาจจะมีความแตกต่างกันไป

และติดกับพื้นที่นั่งเล่นจะมีมุมให้เราสามารถจัดเป็นพื้นที่ทำงานหรือกินข้าวเล็กๆ ได้นะคะ ซึ่งมุมนี้ก็อยูติดกับระเบียงด้วย สามารถนั่งทำงานไปดูวิวมุมสูงกันได้อยู่ค่ะ

ระเบียงขนาดกะทัดรัดไม่ใหญ่มาก เน้นเป็นซักล้างทั่วไปเล็กน้อยได้อยู่ค่ะ

ก่อนจะขึ้นชั้นบนเรามาดูใต้ท้องบันไดทางโครงการก็มีทำ Built-in มาให้นะคะ แต่ไม่ได้เก็บของเหมือนห้องที่แล้ว เพียงแต่ปรับให้เข้ากับพื้นที่การใช้งานมากขึ้น เนื่องจากห้องนี้ได้ครัวขนาดเล็กเลยไม่มีพื้นที่วางตู้เย็น ห้องนี้เลยออกแบบให้วางตู้เย็นบริเวณนี้แทนค่ะ

ส่วนห้องน้ำไม่ว่าจะเป็นสเป็คผนัง / พื้น / สุขภัณฑ์ทั้งหมดเหมือนกับห้องที่แล้วเลยค่ะ และก็ไม่ได้ให้ฉากกั้นกระจกมาเช่นกันนะคะ ใครอยากกั้นเองก็อย่างที่บอกว่ามีให้เลือกประมาณ 8,000 – 10,000 บาท แต่ถ้าอยากประหยัดเลยใช้ม่านพลาสติกก็ได้นะคะ เดี๋ยวนี้มีม่านให้เลือกลายเรียบๆ สวยๆ ได้อยู่เหมือนกัน

หันกลับมาจะเห็นชั้นลอยที่อยู่ด้านบนของห้องน้ำและห้องครัวนะคะ

ลักษณะบันไดเป็นรูปตัว U เหมือนกับห้องที่แล้วเลย แต่พอพื้นที่ใช้สอยน้อยกว่าทำให้การซอยขั้นบันไดของห้องนี้จะถี่กว่าหน่อย เรื่องเดินขึ้น-ลง ทางห้องไซส์ 26.5 ตร.ม. จึงได้เปรียบกว่า

ภายในห้องนอนชั้นบนวางเตียง 5 ฟุตไปแล้วก็ค่อนข้างเต็มพื้นที่อยู่นะคะ

ส่วนด้านข้างเตียงไม่ใช่ว่าไม่มีพื้นที่เลยนะ ยังมีพื้นที่ให้เราเลือกเฟอร์นิเจอร์พวกโต๊ะข้างเตียงต่างๆ เต็มที่

และอีกฝั่งของเตียงเป็นมุมโต๊ะเครื่องแป้ง + ตู้เสื้อผ้า โดยสิ่งที่ได้ในพื้นที่บริเวณนี้คือจะได้ตู้เสื้อผ้าอย่างเดียวนะคะ

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะคะ

แบบแปลน

ห้องพักอาศัยแบบ Simplex (ฝ้าเพดาน 2.9 ม.)

Image 1/4
Slide40

Slide40

ห้องพักอาศัยแบบ Duo Space (ฝ้าเพดานสูง 4.2 ม.)

Image 1/4
Slide451

Slide451

ราคา

27 October 2020

Simplex

  • 1 Bedroom ขนาด 21.5 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท หรือ 92,558 บาท/ตร.ม.
  • 1 Bedroom ขนาด 25-27 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 2.39 ล้านบาท หรือ 95,600 บาท/ตร.ม.
  • 1 Bedroom ขนาด 33 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 3.79 ล้านบาท หรือ 114,848 บาท/ตร.ม.

Duo Space (Loft)

  • 1 Bedroom DUO ขนาด 21.5 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท หรือ 115,814 บาท/ตร.ม.
  • 1 Bedroom DUO ขนาด 25-27 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 2.99 ล้านบาท หรือ 119,600 บาท/ตร.ม.
  • 1 Bedroom DUO ขนาด 33 ตร.ม. ราคาพิเศษเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท หรือ 120,909 บาท/ตร.ม.


  • รูปแบบการขาย Fully Fitted
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน
    – ห้อง Simplex 2.90 เมตร
    – ห้อง Duo Space (Loft) 4.2 เมตร
  • Kitchen & Sink / ท็อปกระเบื้อง
  • Hob & Hood / ของยี่ห้อ MEX
  • จอง 10,000-20,000 บาท
  • ทำสัญญา 30,000-50,000 บาท
  • ดาวน์ 10-12% ผ่อนดาวน์ 30 งวด (โดยมีBalloon 3 งวดคือ งวดที่ 7,19 และ 30)
  • ค่ากองทุน 500 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง 62 บาท/ตร.ม./เดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ

บทสรุป

โครงการ The Origin Plug & Play รามอินทรา กลุ่มคอนโด High Rise ที่อยู่ติดถนนรามอินทราช่วงกม. 9 จาก Origin สำหรับโครงการนี้ส่วนตัวเรามองว่ามีจุดเด่นของทั้งหมด 4 จุดใหญ่ๆ ด้วยกัน

1. ทำเล
ติดถนนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพูในอนาคต ห่างจากสถานีรามอินทรา กม. 9 ประมาณ 70 ม. และห่างจาก Fashion Island, Promenade แค่ 1 สถานี
2. แยกอาคารเป็น 6 อาคารพักอาศัย (ไม่รวมอาคารจอดรถ)
เพื่อลดทอนจำนวนยูนิตต่ออาคาร และจำนวนยูนิตต่อชั้นลงมา ทำให้ได้ยูนิตแต่ละอาคารสูงสุด 119 ยูนิต และยูนิตต่อชั้นสูงสุด 7 ยูนิต ซึ่งนับว่าแต่ละอาคารความหนาแน่นไม่เยอะ สำหรับโครงการ High Rise
3. การเชื่อม Facilities ในการใช้งานให้สะดวกมากขึ้น
ด้วยความที่โครงการมีหลายอาคารนั้น ตำแหน่งของ Facilities ที่อิงไปอาคารใดอาคารหนึ่งก็จะทำให้ลูกบ้านที่อยู่อีกหลายอาคารไม่สะดวกในการใช้งาน ดังนั้นทางโครงการเองก็มีการเชื่อม Facilities ไว้ที่ชั้นด้านบนของทุกอาคาร ทำให้การเข้าถึง Facilities นั้นเราสามารถขึ้นจากอาคารของตัวเองได้เลย
4. ห้องพักอาศัยแบบ Duo Space (Loft) ฝ้าเพดานสูงสุด 4.2 ม.
โครงการนี้มีรูปแบบห้องให้เลือก 2 แบบหลักๆ คือ ห้อง Simplex ฝ้าเพดานสูง 2.9 ม. กับ Duo Space (Loft) ที่ได้ฝ้าเพดานสูง 4.2 ม. โดยจะเน้นไปที่ห้อง Duo Space เป็นหลัก ดังนั้นการซื้อห้องรูปแบบนี้ โฉนดจะอิงตามไซส์ห้องเลย แต่พื้นที่ใช้สอยไม่ได้แค่ตามโฉนดนะคะ เพราะยังมีพื้นที่ชั้นลอย (ที่ไม่ได้นับในโฉนด) เพิ่มขึ้นมาด้วย สมมติว่าเราซื้อห้อง Duo Space 21.5 ตร.ม. ก็จะมีชั้นลอยทำเป็นห้องนอนเพิ่มขึ้น 8 ตร.ม. รวมการใช้งานจริง 29.5 ตร.ม. นั่นเองค่ะ โดยราคาที่ทางโครงการทำมาจะเฉลี่ยอยู่ที่ 110,000 บาท/ตร.ม. (แบบไม่รวมชั้นลอย) และ 90,000 บาท/ตร.ม. (แบบรวมชั้นลอย)

ห้องรูปแบบนี้ข้อดีคือทำให้เราได้แยกห้องเป็นโซนๆ ได้เป็นสัดส่วนมากขึ้น โดยเฉพาะห้องนอนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวก็ชั้นบนไปเลย ชั้นล่างเราสามารถ Adapt เป็นพื้นที่ตามไลฟ์สไตล์ได้ อย่างห้องตัวอย่างก็มีการปรับให้ดูเผื่อเป็นไอเดียอยากทำเป็นห้อง Studio ทำงาน เป็นต้น รวมถึงฝ้าเพดานที่สูง 4.2 ม. + ชุดหน้าต่างบานใหญ่ ก็ทำให้ห้องดูโปร่งมากขึ้นด้วย

อีก 2 อย่างสุดท้ายที่จะพูดถึงคือ เรื่องของความคุ้มค่าเทียบระหว่างราคาและวัสดุที่ได้ กับ เรื่องสาธารณูปโภคต่างๆ เทียบกับค่าส่วนกลาง อย่างแรกราคาเฉลี่ย 110,000 บาท/ตร.ม. นั้นสิ่งที่ได้กับเรื่องของวัสดุ และการแต่งแบบ Fully Fitted มาให้นั้นโดยรวมก็เลือกเกรดมาให้เหมาะสมกับราคาอยู่ เช่น สุขภัณฑ์ TOTO, เคาน์เตอร์ครัว พร้อม Hob & Hood และพื้นไวนิล แต่ถ้าเสริมในเรื่องของการ Built-in ชั้นวางของมาให้เต็มผนังจะดีมาก และฉากกั้นกระจกในห้องน้ำที่เรามองว่าน่าจะเพิ่มให้มาด้วยเป็นมาตรฐาน

สำหรับพื้นที่ส่วนกลางต้องยอมรับว่าทางโครงการทำมาให้ค่อนข้างหลากหลาย และขนาดก็ไม่ได้เล็กด้วย เทียบกับยูนิต 679 ยูนิตแล้วก็น่าจะเพียงพอกับการใช้งานอยู่ ส่วนค่าส่วนกลางที่คิดมาอยู่ที่ 62 บาท/ตร.ม./เดือน นับว่าค่อนไปทางสูงสำหรับโครงการนี้นะคะ แต่เมื่อลองคิดคำนวณต่อตารางเมตร (แบบไม่รวมชั้นลอย) แล้วก็ตกต่อเดือนสูงสุดประมาณ 2,000 นิดๆ (คิดจากห้องไซส์ 33 ตร.ม. ห้องขนาดใหญ่สุด) ซึ่งพอเป็นราคารวมแล้วก็ไม่ได้สูงจนเกินไปมากนัก

**ปิดท้ายอีกอย่าง สำหรับใครที่ชอบทำเลที่ตั้งนี้แต่ลังเลระหว่างโครงการพี่อย่าง The Origin รามอินทรา 83 สเตชั่น หรือจะเลือกเป็น The Origin Plug & Play รามอินทราดี ทั้ง 2 โครงการนี้มีจุดต่างกันพอสมควรนะคะ

The Origin รามอินทรา 83 สเตชั่น
– ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่ำกว่าหน่อย
– โครงการที่ใกล้เสร็จมากกว่า อยู่ที่ Q4 ปีนี้ ดังนั้นใครรีบเข้าอยู่ควรมาดู
– ไม่มีห้อง Duo Space
– วัสดุในห้องคนละแบบกัน เป็นไปตามราคาขายที่ต่ำกว่า

The Origin Plug & Play รามอินทรา
– มีห้อง Duo Space ฝ้าเพดานสูง
– Facilities มุมสูง อยู่ด้านบนดาดฟ้า ชั้น 18-19
– ไม่รีบเข้าอยู่ เลือกผ่อนดาวน์ไปก่อนสัก 30 งวด (2.5 ปี) ช่วง Timeline ใกล้เคียงกับรถไฟฟ้าเสร็จ


Judgement

การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

เทียบกับช่วงราคาเฉลี่ยแบบทั้งโครงการ AVG 110,000 บาท/ตร.ม., 27 October 2020

  • ทำเล 8/10 – ทำเลติดถนนใหญ่ ใกล้ห้าง ไม่ไกลจากทางด่วน 2 ฝั่ง หักเล็กน้อยเมื่อเทียบราคากับโครงการเพื่อนบ้าน
  • เดินทางด้วยรถ 7.5/10 – รถยนต์ใช้ทางด่วนง่าย ส่วนที่จอดรถให้มาไม่ได้เยอะมาก 42% รวมซ้อนคัน
  • ไม่ใช้รถ 8/10 – โครงการสร้างเสร็จตอนช่วงทันใช้รถไฟฟ้า ซึ่งสถานีอยู่ใกล้เดินง่ายมาก
  • วัสดุ 7.5/10 – โครงการจัดวัสดุมาให้มาตรฐานตามราคา มีหลายอย่างที่ให้เกรดวัสดุมาคุ้มค่า
  • แบบ 8.5/10 – ทำแบบมาได้ดีทั้งการจัดผังโครงการแยกอาคารได้ความเป็นส่วนตัว กับผังห้องที่โดยรวมมองว่าลงตัวดี
  • สาธารณูปโภค 8/10 – หลากหลาย และสะดวกในการใช้งาน หักเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าส่วนกลาง

  • MAIN CLASS
  • 7.90 / 10.00

BOTTOM LINE

โครงการ The Origin Plug & Play รามอินทรา เหมาะกับคนที่มองหาคอนโดติดถนนรามอินทรา ช่วงตอนกลางๆ อยากอยู่ไม่ไกลจากห้าง และใกล้รถไฟฟ้าในอนาคต คิดว่าได้ใช้แน่นอน ที่สำคัญคือชอบรูปแบบห้องแบบฝ้าเพดานสูง มีชั้นลอยเป็นห้องนอน 


ติดตามพวกเราได้ที่
Websitewww.thinkofliving.com
Twitterwww.twitter.com/thinkofliving
YouTubewww.youtube.com/ThinkofLiving
Instagramwww.instagram.com/thinkofliving
FacebookThinkofLiving