Park Origin จุฬา – สามย่าน คอนโด High Ries ติดถนนพระราม 4 ใกล้ทางด่วนศรีรัช และห่าง MRT หัวลำโพง 600 เมตร จาก Origin [รีวิวฉบับที่ 1916]

รีวิวฉบับที่ 1916 … โครงการ Park Origin จุฬา – สามย่าน จาก Origin ตั้งอยู่ติดถนนพระราม 4 ใกล้ทางด่วน และห่าง MRT หัวลำโพง 600 m. จุดเด่นของโครงการนี้คือเป็นห้อง Loft ฝ้าเพดานสูง 4.2 m. ทั้งโครงการ และยกส่วนกลางเกือบทั้งหมดไปไว้ที่ชั้นบน เพื่อสามารถชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาและวิวเมืองโดยรอบได้ครับ ส่วนห้องพักก็มีการออกแบบแตกต่างจากโครงการที่ผ่านมามาก จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปชมกันเลยครับ

ข้อมูลโครงการ

Fact @ 14 June 2019

  • Park Origin Chula – Samyan (พาร์ค ออริจิ้น จุฬา – สามย่าน)
  • บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด (มหาชน)
  • SUPER LUXURY CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ : ถนน พระราม 4 เขต บางรัก
  • ที่ดินประมาณ 2 ไร่
  • คอนโด High Rise 46 ชั้น 1 อาคาร 478 ยูนิต และร้านค้า 2 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 22 ยูนิต
  • ที่จอดรถ (Auto Parking) ประมาณ 60%
  • เริ่มก่อสร้าง :  Q4 ปี 2019
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : Q4 ปี 2022
  • 1 Bedroom 23.4 – 27.8 ตร.ม. (พื้นที่ตามโฉนด) ราคาเริ่มต้น 6.39 ล้านบาท
  • 1 Bedrooms Plus 34.7 – 60.2 ตร.ม. (พื้นที่ตามโฉนด)
  • Penthouse 130.9 – 133 ตร.ม. (พื้นที่ตามโฉนด)
  • ฝ้าเพดานสูง 4.25 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 6.09 ล้านบาท / หรือตร.ม.ละ 179,117 บาท (ห้องขนาดเล็กสุด คิดจากพื้นที่ใช้สอยรวม 34 ตร.ม.)
  • ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ AVERAGE ประมาณ 200,000 บาท/ตร.ม. (จากการสอบถามเบื้องต้นกับโครงการ)
  • ช่วงราคาต่อตารางเมตร ต่ำสุด – สูงสุดประมาณ n/a บาท/ตร.ม.
  • EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) : อยู่ระหว่างดำเนินการ
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • โทร  : 0631960333

ทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 13.735183, 100.522225
หรือสามารถ :  คลิกที่นี่

แผนที่จากทางโครงการครับ

โครงการ Park Origin จุฬา – สามย่าน ตั้งอยู่ติดถนนพระราม 4 ใกล้กับแยกสะพานเหลือง ซึ่งเป็นทางที่สามารถไปขึ้นทางด่วนศรีรัช เพื่อออกเมืองไปทางพระราม 3 หรือเข้าเมืองไปแจ้งวัฒนะ -ดินแดงได้นั่นเองครับ นอกจากนี้ยังเป็นทำเลที่เข้าเมืองไปทางสยามได้ง่ายมากๆ เพราะถนนพระราม 4 มีเส้นทางที่สามารถเชื่อมต่อไปยังถนนพระราม 1 หรือถนนเพลินจิตได้หลายเส้นทาง ทั้งถนนบรรทัดทอง ถนนพญาไท ถนนอังรีดูนังต์ และถนนวิทยุ หรือใครจะไปทางสีลม-สาทร ก็ไม่ลำบากเลยครับ ส่วนตัวมองว่าเป็นอีกหนึ่งทำเลที่น่าสนใจ และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาได้อีกมากในอนาคต ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในตัวเมืองซะทีเดียว หรือใกล้กับห้างสรรพสินค้าอะไรมากนัก แต่ก็มีการคมนาคมที่สะดวกและหลากหลาย ทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถสาธารณะอย่างรถไฟฟ้า MRT ครับ

ความอุดมสมบูรณ์ในระยะใกล้จะมีพวกร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าร้านอาหารอยู่ตามใต้ตึกแถวริมถนนเหมือนทำเลทั่วไปครับ ฝั่งตรงข้ามโครงการคือพื้นที่ของจุฬาฯ ที่จะมีการทำพื้นที่การค้าและพาณิชย์ขนาดใหญ่เป็น Chula Smart City ในอนาคต ซึ่งก็มีการพัฒนากันอยู่เรื่อยๆครับ แน่นอนว่าทำเลนี้อยู่ใกล้กับสถานศึกษาชื่อดังอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสาธิตจุฬาฯ สาธิตปทุมวันฯ และเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งมีปริมาณนักเรียนนักศึกษาในพื้นที่เยอะมากๆ มีโรงพยาบาลเอกชน และสวนสาธารณะขนาดใหญ่อย่าง อุทยาน 100 ปี และสวนลุมพินี ซึ่งถ้าเป็นแนวถนนพระราม 4 ก็จะมีสามย่านมิตรทาวน์ และจามจุรี สแควร์ ให้เดินช้อปปิ้งกันได้ครับ

แต่ถ้าใครชอบเดินห้างใหญ่ๆ ก็จะมี “สยาม” ที่ถือเป็นศูนย์รวมความเจริญมากที่สุด ซึ่งจะเดินทางไปด้วยรถยนต์หรือรถไฟฟ้าก็ได้ครับ และถ้าเป็นคนชอบแนว street food ก็จะพลาดไม่ได้กับ “ตลาดเยาวราช” ที่จะคึกคักมาในเวลากลางคืน หรือถ้าใครทำงานอยู่แถวสีลม-สาทร ก็จะดวกไม่แพ้กันครับ เพราะเป็นแหล่งออฟฟิศขนาดใหญ่ และสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืน และมี Mega Project ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่าง One Bankok ที่เป็น Mixed-use ขนาดใหญ่อีกด้วยครับ

อย่างที่รู้กันว่าถนนพระราม 4 เป็นเส้นทางของรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยตัวโครงการตั้งอยู่ระหว่าง MRT หัวลำโพง และ MRT สามย่าน ซึ่งก็ไม่ใช่ระยะเดินเท่าไหร่นะครับ แอบไกลอยู่เหมือนกัน อาจต้องต่อรถสาธารณะอย่างวินมอไซค์เอานะครับ ซึ่งก็จะมีบริการอยู่ด้านหน้าของทั้ง 2 สถานีเลยนะ

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่เดินเก่งหรือชอบเดิน ก็สามารถเดินได้นะ แต่จะแอบเหนื่อยหน่อย ซึ่งถึงแม้ว่าสถานีหัวลำโพงจะอยู่ใกล้กว่า 300 m. แต่เส้นทางที่ผมจะแนะนำให้เดินจะเป็นสถานีสามย่านครับ มีอยู่ด้วยกัน 2 เหตุผลคือ 1. ระหว่างทางมีร้านค้าร้านอาหารเยอะ สามารถแวะทานข้าวหรือซื้อของได้ ทางไม่เปลี่ยวเดินง่าย ในขณะที่เส้นทางของสถานีหัวลำโพงจะค่อนข้างเงียบมากกว่าเยอะครับ และ 2. ระหว่างทางมีทางแยกให้ข้ามถนนใหญ่น้อยกว่า ค่อนข้างปลอดภัยมากกว่าครับ

ส่วนทางด่วนที่ใกล้ที่สุดคือทางพิเศษศรีรัช ซึ่งมีทางขึ้นอยู่ห่างจากที่ตั้งโครงการเพียง 220 m. เท่านั้นครับ ซึ่งเส้นทางนี้จะสามารถออกเมืองไปทางพระราม 3 ได้นะ

ส่วนถ้าจะเข้าเมืองก็จะต้องไปขึ้นอีกจุดหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป 900 m. สามารถไปยังแจ้งวัฒนะ – ดินแดง ได้ครับ

ส่วนขากลับก็จะต้องลงที่ถนนฝั่งตรงข้ามกับตัวโครงการ และไปกลับรถที่แยกสามย่านที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 900 m. นะครับ

สำหรับการเดินทางมาในวันนี้ ความจริงถ้าเพื่อนๆจะขับรถมาก็ไม่ยากนะครับ เพราะโครงการตั้งอยู่ติดริมถนนพระราม 4 เลย แต่วันนี้ผมจะพาเดินจาก MRT สถานีสามย่าน เพื่อจะได้ชมบรรยากาศระหว่างทาง ว่าที่ผมเกรินแนะนำไปก่อนหน้านี้เป็นยังไงบ้าง ตามผมมาเลยครับ

เริ่มต้นที่ MRT สถานีสามย่าน ให้ใช้ทางออกที่ 1 ทางซ้ายมือ เพื่อไปออกวัดหัวลำโพงนะ

เมื่อออกมาจากสถานีแล้วก็ให้เราเลี้ยวซ้ายไปเลยครับ

แต่ถ้าใครไม่อยากเดิน ก็ให้เลี้ยวขวาเดินย้อนกลับมาที่หน้าทางเข้าวัด จะมีวินมอไซค์ตั้งอยู่นะ อัตราค่าโดยสารก็ประมาณ 30 บาทครับ รวมถึงตอนช่วงเย็นๆบริเวณนี้จะค่อนข้างคึกคักมากเลยทีเดียว เพราะพ่อค้าแม่ค้าจะมาตั้งร้านค้าแผงลอยกันเต็มไปหมด

และถ้าใครเลือกจะเดินเองมาทางซ้าย ก็ให้เดินข้ามแยกสามย่านไปได้เลยครับ

บรรยากาศทางเดินจะมีทางเท้าค่อนข้างกว้าง และมีต้นไม้คอยให้ร่มเงาอยู่เป็นระยะๆตลอดเส้นทาง ให้เดินตรงไปเรื่อยๆได้เลย

ระหว่างทางสิ่งแรกที่เจอคือโบสถ์ศาสนาคริสต์ครับ ใครที่นับถือศาสนานี้ก็สามารถแวะมาได้นะ อยู่ไม่ไกลจากโครงการเลยครับ

ถัดมาก็เจอโรงแรมแมนดาริน ภายในมีร้านอาหารอร่อยๆอย่าง ครัวหลวง หรือถ้าใครที่มีญาติหรือแขกมาเยี่ยม แล้วไม่สะดวกให้พักที่ห้อง ก็สามารถมาเปิดโรงแรมนอนได้เลย

ต่อมาเราจะเจอตึกสูงๆเป็นโครงการ IDEO Q จุฬาฯ – สามย่าน ที่ด้านล่างอาคารจะมี Starbucks และ Max Valu ที่เปิด 24 ชม. อยู่ด้วยครับ ซึ่งคนภายนอกก็สามารถแวะมาใช้บริการได้นะ

เดินต่อมาผมแอบเจอโครงการใหม่ระหว่างทาง ซึ่งเค้าจะทำเป็นโฮมออฟฟิศอยู่ติดริมถนน ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจมีร้านค้าใหม่ๆให้แวะกันระหว่างทางเพิ่มก็ได้

ต่อมาที่หน้าซอยจินดาถวิล มีอาคารสำนักงานชื่อ BBD ตั้งอยู่ และที่ด้านข้างก็จะมีพวกร้านอาหารและร้านก๋วยเตี๋ยว street food ตั้งอยู่แบบนี้ครับ

ถัดมาซอยจอมสมบูรณ์ ตรงนี้จะเป็นชุมชนจริงจังละครับ มีร้านสะดวกซื้อทั้ง Family Mart และ 7-11 ตั้งอยู่ รวมถึงมีร้านขายข้าวและก๋วยเตี๋ยวอีกด้วย

ระหว่างทางผมเจอโรงเรียนไทยคริสเตียนสะพานเหลืองด้วยครับ หมายความว่าตอนเย็นๆพอเด็กๆเลิกเรียนปุ๊ป ตรงนี้จะคึกคักมากๆเลยล่ะ พ่อค้าแม่ค้าจะต้องมาเตรียมขายขนมให้เด็กๆ ใครเป็นสายขนมหรือรักเด็กนี่คงชอบ แต่ที่สำคัญคือ ถ้าคนเยอะๆก็จะทำให้การเดินทางของเราไม่เปลี่ยวแน่นอนครับ

เมื่อกี้เราจะเดินผ่านธนาคารกรุงเทพมานะครับ แต่พอเรามาถึงซอยกิจพาณิช ที่มีธนาคารไทยพานิชย์ตั้งอยู่ ตรงนี้จะเริ่มคึกคักและมีร้านอาหารจริงจังมากกว่าเดิมอีกนะ

เพราะด้านข้างธนาคารติดริมถนนใหญ่จะมีร้านค้าร้านอาหารอยู่เยอะเลย ทั้งก๋วยเตี๋ยว หมูสะเต๊ะ และร้านอาหารจีน รวมถึงมีเซเว่นอยู่ด้วยนะ

และเมื่อเราเลยเซเว่นเมื่อกี้มาหน่อยเดียวก็จะเจอกับที่ตั้งโครงการแล้วครับ

Sale Gallery ตกแต่ง facade ด้วยลักษณะเส้นโค้งเพื่อเลียนแบบลายเส้นของธรรมชาติ และใช้สีส้มซึ่งเป็นสีของออริจิ้นเอง ที่ดูโดดเด่นและสังเกตได้ง่ายครับ โดยที่จอดรถจะอยู่บริเวณด้านหลังทางขวามือของอาคารนะ

เมื่อเข้ามาภายในเราจะเจอกับโมเดลสูงกว่า 3 m. ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง มีเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์อยู่ทางขวามือ และมีชุดโซฟาให้นั่งคุยกันได้อยู่ทางซ้าย แต่ที่ดูจะสะดุดตานอกจากหน้าจอมอนิเตอร์ทรงโค้งขนาดใหญ่ทางด้านหลังแล้ว ก็คือฝ้าเพดานด้านบนที่มีการตกแต่งด้วยอลูมิเนียมทรงโค้ง ซึ่งล้อไปกับ facade ภายนอก และผมยังแอบเห็นว่าการตกแต่งนี้จะนำไปใช้กับส่วนกลางภายในโครงการจริงอีกด้วยนะ

จากโถงกลางเมื่อสักครู่ จะมีเส้นทางที่เดินไปชมห้องตัวอย่างได้ ซึ่งอยู่ทางขวามือด้านใน ระหว่างทางก็มีการจัด Vertical garden หรือสวนแนวตั้งประดับเอาไว้ภายนอก และมีชุดโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งคุยกันอยู่หน้าห้องตัวอย่างติดสวนแบบนี้เลยครับ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะครับ

บริบทโดยรอบโครงการส่วนใหญ่จะเป็นชุมชนแนวราบครับ จะมีตึกสูงฝั่งตรงข้ามที่อยู่เยื้องๆกันแค่ตึกเดียว จึงทำให้ส่วนใหญ่จะเป็นวิวที่เปิดโล่ง ถ้าเป็นชั้นสูงๆจะมองไปได้ไกลเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาและสวนลุมพินีเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละทิศจะเห็นวิวดังต่อไปนี้

  • ทิศเหนือ : คอนโด The Room สูง 35 ชั้น มองเห็นทางด่วนศรีรัช หัวลำโพง เยาวราช และกรุงเทพชั้นใน
  • ทิศใต้ : มีอาคารสูง 29 – 40 ชั้นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระยะประชิด รวมถึงสามารถมองเห็นตึกมหานคร ได้วิวฝั่งสีลม – สาทร
  • ทิศตะวันออก : มองไปทางฝั่งจุฬาฯ มีพวกอาคารเรียน สนามกีฬา และมองเห็นสวนลุมพินีได้ รวมถึงได้วิวฝั่งสยามและเพลินจิต
  • ทิศตะวันตก : ด้านหลังเป็นชุมชน มีวัดอยู่ 1 – 2 แห่ง และมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึง ICON SIAM ได้อีกด้วย

มีภาพวิวพาโนราม่าจากโครงการมาฝากด้วยครับ โดยชั้นนี้จะเป็นชั้น Facilities ด้านบนสุดประมาณชั้น 45 – 46 นะ โดยรอบไม่มีตึกสูงบังในระยะประชิดเลยครับ ทำให้ได้วิวที่เปิดโล่ง ด้านซ้ายเป็นฝั่งทิศตะวันออก มองเห็นสนามกีฬาของจุฬาฯ ส่วนทางทิศตะวันตกนอกจากจะเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาและตึกไอคอนสยามแล้ว ยังได้ดูพระอาทิศตกดินอีกด้วย

คราวนี้เรามาเดินดูทำเลรอบๆกันสักหน่อยครับ เริ่มจากด้านหน้าโครงการเป็นถนนพระราม 4 และฝั่งตรงข้ามเป็นตึกแถว ซึ่งพื้นที่ด้านหลังที่เป็นของจุฬาฯนั้น จะมีการพัฒนาเป็น Chula Smart City ในอนาคตครับ

ทางด้านซ้ายของโครงการ หรือก็คือทางที่เราเคยเดินผ่านกันมาแล้ว แต่เราจะไปอัพเดทปากซอยและซอยข้างๆโครงการกันสักหน่อยนะ

ซอยข้างๆโครงการนี้มีชื่อว่า ซอยพระนคเรศ ด้านหน้าเป็นโรงรับจำนำและเซเว่นที่ภาพก่อนหน้านี้อาจจะเห็นกันไม่ชัด ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโครงการแบบนี้เลยครับ และถัดจากเซเว่นไปก็จะเป็นร้านค้าร้านอาหารอย่างที่เห็นตอนเดินมาก่อนหน้านี้นะ สามารถเดินมาหาของกินกันได้ง่ายๆเลย

ส่วนในซอยก็จะเป็นตึกแถวสูง 2 ชั้นครับ เป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีมานาน แต่เดิมทั้ง 2 ข้างทางก็จะเป็นเหมือนอาคารทางด้านซ้ายมือเนี่ยแหละครับ โดยทางออริจิ้นได้ซื้อที่ดินทางฝั่งขวามาพัฒนาเป็นคอนโด และได้ทำทางเท้า มีหลังคา และติดตั้งไฟส่องสว่างให้กับคนในชุมชนด้านข้างได้ใช้เป็นสาธารณะประโยชน์ตลอดแนวรั้วโครงการเลย (ทำให้ฟรี ไม่ใช่แค่ชั่วคราวด้วยนะ) และซอยนี้ไม่ใช่ซอยตัน สามารถไปทะลุออกถนนสี่พระยาได้ เพียงแต่จะเป็นถนนชุมชนแคบๆ เล็กๆ เดินรถได้ทางเดียว และรถใหญ่อาจไม่สะดวกเท่าไหร่นักนะครับ

ต่อมาเราจะไปดูทางด้านขวาของโครงการกันบ้างครับ

ติดกับรั้วโครงการเป็นตึกแถวที่ด้านล่างมีร้านเบเกอรี่ ร้านขนมหวาน ร้านอาหารจีน และร้าน street food ตั้งอยู่

ถัดมาหน่อยก็จะเจอกับแยกสะพานเหลือง ซึ่งถ้าเราเลี้ยวขวาไปก็จะสามารถไปถนนพระราม 1 หรือไปสยามได้ครับ แต่ถ้าเราเลี้ยวซ้ายก็จะเป็นทางขึ้นทางด่วนนะ

นี่ไงครับจุดขึ้นทางด่วน อยู่ไม่ไกลจากโครงการเลย ห่างเพียงแค่ 220 m. เท่านั้น สำหรับคนใช้ทางด่วนเป็นประจำถือว่าสะดวกมากๆ

และถ้าเราจะเดินไป MRT หัวลำโพง ก็จะมีบรรยากาศระหว่างทางที่เงียบๆแบบนี้ครับ ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ราชการอย่างศาลแขวงปทุมวัน เป็นตึกแถวเงียบๆ และเป็นที่ว่างซะเป็นส่วนใหญ่ บรรยากาศจะเป็นประมาณนี้ยาวไปจนถึงสถานีรถไฟฟ้าเลย

รายละเอียดโครงการ

โครงการ Park Origin จุฬา – สามย่าน เป็นคอนโด High Rise สูง 46 ชั้น ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดประมาณ 2 ไร่ มีจำนวนยูนิตเพียง 478 ห้อง และทั้งหมดเป็นห้องแนว Loft ที่ฝ้าเพดานแต่ละชั้นสูง 4.25 m. เมื่อคิดเป็นความสูงแล้วจึงทำให้กลายเป็นโครงการที่มีความสูงมากที่สุดในย่าน ณ ตอนนี้เลยครับ

จากโมเดลเราจะสามารถแบ่งลักษณะการใช้งานแต่ละช่วงชั้นได้เป็น 5 ช่วงนะ ช่วงแรกเป็นชั้น 1 – 2 จะเป็นชั้นส่วนกลางและพื้นที่ต้อนรับต่างๆ ที่ทุกคนจะต้องเดินผ่าน ทั้งสวน Lobby พื้นที่ร้านค้า กับนิติบุคคล และมี Co-Working Space และพื้นที่ทำงานต่างๆอยู่บนชั้น 2 ซึ่งสามารถเดินขึ้นมาได้จากบันไดวนในโถงล็อบบี้ที่เป็นฝ้าเพดานสูงอีกด้วยครับ ชึ่งที่สองเป็นชั้นจอดรถ จะเริ่มตั้งแต่ชั้น 2 – 15 ส่วนช่วงที่ 3 จะเริ่มเป็นชั้นพักอาศัยเป็นต้นไปครับ โดยจะเป็น Typical floor plan ตั้งแต่ชั้น 16 – 32 แต่ช่วงที่ 4 จะเป็นโซนพักอาศัยพิเศษที่มีการ Combine ห้องพักอาศัย และเป็นยูนิตขนาดใหญ่ มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นครับ และด้านบนสุดจะเป็น Main Facilities 3 ชั้นติดกัน รวมถึงมีสวนบนชั้นดาดฟ้าอีกด้วย ซึ่งคนที่อยู่ชั้นไม่สูงมากก็สามารถขึ้นมาชมวิวกันได้นะ

มาดู Master Plan ชั้นแรกกันเลยครับ ทางเข้ามีแค่ทางเดียวจากถนนพระราม 4 ขับรถแบบ one way วนรอบอาคาร มีจุด Drop Off ให้วนรับ-ส่งคนได้บริเวณด้านหน้า และยังมีช่องทางอีกเส้นหนึ่งที่ตัดผ่านใต้ตัวตึกไปก่อนที่จะอ้อมไปยังช่องจอดอัตโนมัติ 3 ช่อง ซึ่งจุดนี้เองก็สามารถเอาไว้รับ-ส่งคนจากทางด้านหลังได้เช่นกัน เพราะตรงนั้นจะมีประตูที่ใช้เข้า-ออกอาคารเพื่อเดินไปรับรถด้านหลังได้นั่นเองครับ แต่จุดที่ต้องระวังคือเส้นทางคนเดิน คือจะมีอยู่ 2 จุดที่จะต้องเดินตัดผ่านถนนที่รถวิ่งไปบ้าง เวลาข้ามต้องระวังกันนิดนึงนะครับ แต่ก็ชอบตรงที่ได้เดิมชมสวนไปด้วยก่อนเข้าถึงตัวอาคารเนี่ยแหละ

ภายในอาคารนอกจากจะมี Lobby ขนาดใหญ่ กับนิติบุคคลแล้ว ยังมีร้านค้าอีก 3 ร้าน แน่นอนว่าคนภายนอกไม่สามารถมาใช้งานได้ครับ เพราะตัวตึกไม่ได้อยู่ใกล้ถนนขนาดนั้น ซึ่งอนาคตจะเป็นร้านอะไรบ้างต้องรอดูกันอีกทีนะ ส่วนหน้าโถงลิฟต์จะมีประตูกระจกกั้นอีกชั้นหนึ่ง และต้องใช้ Key Card Access ตรงวงกลมสีแดงๆที่ผมวงไว้จึงจะเข้าไปได้ เพื่อความปลอดภัยและเป็นส่วนตัวของลูกบ้านครับ

มาดูโมเดลกันครับ ทางเข้าของโครงการจะแยกออกเป็น 2 ส่วนคือ ทางเข้าสำหรับรถยนต์จะเป็นไม้กั้นกระดก ระบบ RFID ซึ่งจะเปิดออกอัตโนมัติด้วยสัญญาณ Bluetooth คล้ายกับระบบ Easy Pass บนทางด่วนครับ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานได้ดี จะได้ไม่ต้องเปิดกระจกออกมาเพื่อแตะบัตรให้ร้อนหรือเปียกฝน ส่วนทางด้านซ้ายจะเป็นทางเข้าคนเดิน มีประตูรั้วกั้นเอาไว้ ซึ่งจะต้องใช้ Key Card Access เพื่อความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว ตรงกลางจะมีป้อมยามอยู่ สามารถดูแลความปลอดภัยของทางเข้าได้ทั้ง 2 ฝั่งเลยครับ

จากโมเดลจะเห็นว่าตัวอาคารมีการร่นระยะ set back เข้าไปจากถนนค่อนข้างมาก ซึ่งระหว่างทางเข้าก็มีการสวนต้อนรับ มีแนวต้นช่วยปรับอารมณ์และทำให้รู้สึกสดชื่นตลอดเส้นทาง แล้วถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่า ข้างใต้ถนนช่วงหนึ่งมีการทำเป็นอุโมงค์หรือถ้ำข้างใต้ และทำถนนข้ามผ่านอยู่ด้านบน ถือเป็นหนึ่งใน concept การออกแบบของโครงการ ที่ต้องการสื่อให้รู้สึกเป็นธรรมชาติมากที่สุด โดยพื้นที่สวนเหล่านี้ก็จะมีการลดระดับเป็นทางลาดลงไป ซึ่งรถที่ขับผ่านไป-มา ก็จะมองไม่เห็นคนที่กำลังเดินเล่นในสวน ทำให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น อีกทั้งสวนนี้ยังทำหน้าที่เป็น buffer ลดเสียง ฝุ่น และความวุ่นวายภายนอกให้แก่โครงการได้อีกด้วยครับ

เส้นทางเดินรถจะเป็น one way วนรอบโครงการตามเข็มนาฬากาเพื่อไปเข้าที่จอดรถทางด้านหลัง แต่ถ้าจะรับ-ส่งคน ก็จะมีจุด Drop Off บริเวณวงเวียนด้านหน้าให้ด้วยครับ และมีอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทางเดินรถจะไม่ได้ยิงตรงยาวเข้ามาจากทางด้านหน้าถึงตัวอาคารโดยตรง แต่ถนนจะมีการหักโค้งเล็กน้อย ทำให้เมื่อมองมาจากนอกโครงการก็จะไม่เห็น Lobby หรือพื้นที่ภายในโครงการทั้งหมด ช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวได้ดีทีเดียว

ส่วนทางเข้าคนเดินนั้นก็จะมีทางเท้าให้เดินสะดวก แต่จะไม่ใช้ทางตรงๆริมถนนธรรมดานะครับ โครงการมีการออกแบบทางเดินให้มีลักษณะโค้งเพื่อให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศธรรมชาติโดยรอบได้มากขึ้น แต่จะมีอยู่จุดหนึ่งที่ต้องเดิน cross กับเส้นทางเดินรถ ซึ่งตรงนี้ต้องข้ามถนนระมัดระวังกันหน่อยนะ

ทางด้านซ้ายของอาคารที่รถจะต้องขับผ่าน แนวกระจกที่เห็นนั้นคือร้านค้า ซึ่งจะไม่มีที่จอดด้านข้างหรือคนภายนอกก็ไม่สามารถเข้ามาใช้งานได้นะครับ เป็นร้านส่วนตัวของคนที่พักที่นี่เท่านั้นจะมีใช้งานได้ สามารถเข้าได้จากทาง Lobby ด้านในเท่านั้น ส่วนช่องเล็กๆทางด้านซ้ายคือ เส้นทางที่สามารถลัดผ่านใต้ตึกไปยังอีกฝั่งได้ แต่ไม่สามารถไปยังช่องจอดอัตโนมัติได้นะครับ เอาไว้รับคนจากประตูด้านหลัง เผื่ออีกคนกำลังใช้บริการร้านค้าอยู่ เค้าจะได้ไม่ต้องเดินผ่าน Lobby ไปจนถึงด้านหน้า หรือบางทีอยากขนของขึ้นบ้าน ตรงนี้ก็จะใกล้ลิฟต์มากกว่า อีกอย่างคือพื้นที่ส่วนนี้เป็นใต้อาคารทั้งหมด จึงไม่ต้องกลัวแดดหรือฝนเลยแน่นอนครับ

บรรยากาศวงเวียน Drop Off ด้านหน้า Lobby ตรงกลางจะมีการปลูกต้นไม้ใหญ่เอาไว้ให้วนรอบได้ และยังช่วยให้ร่มเงา รวมถึงช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับโครงการได้อีกด้วย ส่วน facade ที่ยื่นออกมาเป็นเหมือนกันสาดตรงทางเข้าอาจไม่ได้ช่วยบังแดดบังฝนได้เท่าไหร่นัก แต่ที่อยากให้สังเกตคือรูปทรงโดยรวมของอาคารมากกว่าครับ เพราะมีการลดทอนเหลี่ยมมุมออกไป เป็น concept การออกแบบโครงการที่ล้อมาจากลายเส้นของธรรมชาตินั่นเอง

บรรยากาศตกแต่งภายใน Lobby จะคล้ายๆกับ Sale Gallery ในปัจจุบันเลยครับ ใช้สีโทนสว่างกับเส้นโค้งเว้า ให้ความรู้สึกหรูหราและมีการเคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติ  แถมโถง Lobby ยังมีฝ้าเพดานที่สูง ทำให้โปร่งโล่งและดูโอ่โถงอีกด้วย

ขึ้นมาที่ชั้น 2 จะเป็นพื้นที่ทำงานทั้งหมด สามารถมาที่ชั้นนี้ได้ด้วยลิฟต์โดยสารเท่านั้น จึงมีแต่ลูกบ้านเท่านั้นที่มาใช้ได้ จึงมีความเป็นส่วนตัวครับ บริเวณด้านหน้าจะเป็นพื้นที่โถงเพดานสูงของ Lobby ชั้น 1 ซึ่งคนที่อยู่ชั้น 2 ก็ยังสามารถมองลงไปด้านล่างได้นะ เผื่อใครนัดแขกไว้จะมาคุยงานอะไรแบบนี้ก็จะได้เห็นได้ว่ามาหรือยัง โดยพื้นที่ด้านบนจะเป็น C0-Working space ที่นั่งรวมๆกันตรงกลาง เป็นโต๊ะเคาน์เตอร์แบบ freeform แต่ก็จะมี Business Lounge ที่เป็นชุดโซฟาให้นั่งหันหน้าคุยกันได้จริงจังแยกอีกโซน และถ้าต้องการความเป็นส่วนตัวมากๆก็มีห้องประชุมให้ใช้งานอีกด้วย

ส่วนชั้นพักอาศัยจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 16 ซึ่งในชั้นนี้จะมีสวนด้านข้างเล็กๆให้ออกมาใช้งานได้ ซึ่งห้องที่อยู่ติดกับสวนนี้ก็จะได้เห็นวิวต้นไม้ส่วนนี้จากในห้องของตัวเองด้วยครับ แต่ก็แลกมากับความเป็นส่วนตัวที่ลดลงหน่อย เพราะสวนนี้คนจากชั้นอื่นๆก็สามารถมาใช้งานได้เช่นกัน นอกจากนี้เหลี่ยมมุมของอาคารจะไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมธรรมดานะครับ แต่จะมีลักษณะเหมือนมุมหลายเหลี่ยมยื่นออกมา ซึ่งเราจะได้เห็นการออกแบบนี้ภายในห้องพักด้วยนะ

เล่าภายนอกอาจยังไม่เห็นภาพ งั้นเราลองมาดูแปลนกันดีกว่าครับ โดยชั้นพักอาศัยจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 16 เป็นต้นไป เพียงแต่ชั้นนี้จะมีความพิเศษกว่าชั้นอื่นๆเล็กน้อยตรงที่จะมีสวนอยู่ทางห้องฝั่งทิศเหนืออย่างที่ได้บอกไป เป็นส่วนกลางที่คนจากชั้นอื่นก็สามารถมาใช้งานได้นะครับ ซึ่งเค้าได้ทำประตูกั้นส่วนพักอาศัยอีกชั้นเอาไว้ในชั้นนี้ให้แล้ว เพื่อความเป็นส่วนตัว

โดยถ้าใครเป็นคนชอบธรรมชาติ อยากมองออกมาเป็นสวนและต้นไม้ได้จากในห้อง ก็สามารถเลือกห้องที่อยู่ติดสวนเหล่านี้ได้นะครับ แต่อย่างที่บอกว่าอาจต้องแลกกับความเป็นส่วนตัวไปบ้าง เพราะเป็นสวนส่วนกลางที่ทุกคนมาใช้ได้ ซึ่งทางโครงการก็อาจมีการทำแนวต้นไม้ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้ ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปในอนาคตครับ และชั้นนี้จะมีจำนวนยูนิตเพียง 21 ห้อง

ชั้น 17 – 32 เป็นชั้น Typical floor plan ซึ่งจะมีจำนวนห้องพักอาศัยเพิ่มขึ้นจากชั้น 16 มา 1 ห้อง เป็น 22 ห้องต่อชั้นครับ ตัวอาคารเป็นรูปตัว I และมีโถงลิฟต์ที่ทำเป็นผนังกั้นแยกอยู่ตรงกลาง เพื่อจะได้ไม่มีห้องไหนอยู่หน้าลิฟต์โดยตรง (แต่ห้องที่อยู่ใกล้ทางเข้าโถงลิฟต์ก็ยังเป็นห้องที่มีคนเดินผ่านโถงหน้าห้องเยอะสุดอยู่นะครับ) ซึ่งภายในมีลิฟต์อยู่ถึง 5 ตัว และมี service ลิฟต์อีก 1 ตัวอยู่ติดกัน ส่วนบันไดหนีไฟจะกระจายตัวอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งหากใครสังเกตดีๆจะเห็นว่า การวางตำแหน่งหนีไฟทั้ง 2 มาคั่นกลางแบบนี้ จะทำให้ห้องที่อยู่ติดกันมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เพราะมีผนังเพียงด้านเดียวที่อยู่ติดกับเพื่อนบ้าน

ดังนั้นถ้าคุณชอบความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบแดดร้อน มองเห็นวิวเยาวราช กรุงเทพชั้นใน และอยากเห็นวิวทางด่วนสวยๆตอนกลางคืนด้วยแล้ว ก็เหมาะที่จะเลือกห้องฝั่งทิศเหนือครับ แต่ถ้าจะให้เชียร์ฝั่งนี้ผมจะชอบห้องชั้นล่างๆ โดยเฉพาะชั้น 17 เพราะหน้าต่างห้องคุณจะอยู่พ้นระยะสายตาจากคนที่มาใช้สวนด้านล่าง และถ้าโครงการปลูกไม้ยืนต้นระดับกลาง ห้องคุณก็จะพอดีกับพุ่มไม้ด้านบนอีกด้วย

ส่วนห้องที่หันมาทางทิศใต้จะเป็นทิศที่วิวดีที่สุดครับ ถึงแม้จะไม่ได้วิวแม่น้ำตรงๆ แต่ถ้ามองเฉียงๆมาทางทิศตะวันตกก็มองเห็นได้เหมือนกัน และเราจะได้ City view ทางฝั่งสีลม – สาทร รวมถึงมองเห็นตึกมหานครได้อีกด้วย และถ้ามองมาทางทิศตะวันออกก็จะมองเห็นสวนลุมพินี ซึ่งเห็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ครับ แต่ก็ต้องแลกมากับเป็นทิศที่แดดค่อนข้างร้อนนะครับ อย่าลืมปิดม่านและติดฟิล์มกันด้วยนะ

อีกหนึ่ง Highlight ของโครงการคือห้องมุมทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งมีการออกแบบให้มุมห้องมีลักษณะที่ยื่นออกมาจากตัวอาคาร โดยในส่วนนี้เองทำให้ช่วยเพิ่มมุมมองให้กับห้องนั้นๆได้มากเลยทีเดียวครับ ไม่ได้เป็นการมองออกไปนอกอาคารแค่ 2 ด้านแบบปกติเท่านั้น แต่ยังสามารถมองเฉียงไปทิศทางอื่นได้อีกด้วย อีกทั้งวิวทั้ง 2 ด้านก็ยังเป็นวิวที่ดีที่สุด ฝั่งทิศตะวันออกจะมองไปฝั่งจุฬาฯ มองเห็นสนามกีฬา พื้นที่สีเขียวของสวนสาธารณะ และได้วิวใจกลางเมืองอย่างสยามครับ ส่วนใครที่ชอบวิวแม่น้ำก็ต้องเลือกทางทิศตะวันตกเลย แน่นอนว่าเราสามารถชมพระอาทิตย์ตกได้จากในห้อง แต่แดดก็ร้อนสุดๆ โดนส่องเต็มๆเช่นกันครับ

ชั้นพักอาศัยยังไม่จบเพียงแค่นั้นครับ ยังมีต่อที่ชั้นสูงขึ้นไปอีก โดยตั้งแต่ชั้น 33 – 41 จะเป็นห้อง Combine กันระหว่างห้องเล็ก 2 ยูนิต กลายเป็นห้อง type ใหม่ที่มีพื้นที่ใหญ่ขึ้น และมีฟังก์ชันต่างจากเดิม แถมยังมีห้องที่ผนังไม่ติดกับเพื่อนบ้านเลยให้เลือกอีกด้วย ที่สำคัญคือจำนวนยูนิตในชั้นนี้ลดลงครึ่งหนึ่งเหลือเพียง 11 ยูนิตเท่านั้นครับ ชั้นสูงๆนอกจากห้องจะใหญ่ขึ้น วิวสวยขึ้นแล้ว ยังได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นอีกด้วย

และผมมีอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ ตำแหน่งห้องที่ติดกับลิฟต์จะมีการเว้นช่องว่างระหว่างผนังไว้ ช่วยลดปัญหาเสียงรบกวนที่อาจมาจากการทำงานของลิฟต์ หรือคนที่มาใช้งานตรงโถงลิฟต์ได้ ทำให้ห้องติดลิฟต์ยังคงได้ความเป็นส่วนตัวอยู่ครับ

ส่วนชั้น 42 – 44 ทางโครงการจะเรียกว่าชั้น Penthouse ครับ ห้องเล็กตรงกลางยังเหมือนเดิมนะ แต่ห้องมุมทั้ง 2 ด้านจะรวมกันกลายเป็นห้องใหญ่ แน่นอนว่าได้ผนังกระจกยื่นออกมาถึง 2 มุมอีกด้วย นั่นหมายความว่าห้องนี้จะได้วิวมากกว่า 180 องศาเลยทีเดียว OMG ! ซึ่งยูนิตแบบนี้ทั้งโครงการมีเพียง 4 ห้องเท่านั้นครับ ข้อเสียสำหรับชั้นนี้คือช่องเปิดของโถงทางเดินแทบจะไม่มีเลยครับ โดยจะมีอยู่ 1 ตำแหน่งตรงทางซ้ายมือ ซึ่งก็จะทำให้ห้อง Penthouse ด้านหลังกลายเป็นห้องที่ไม่อยู่ติดกับห้องไหนๆเลยอีกด้วยครับ

และตั้งแต่ชั้น 45 – 46 จะเป็น Main Facilities ทั้งหมดครับ โดยชั้น 45 จะเป็น Sky Lounge ที่เราสามารถขึ้นมานั่งพักผ่อน ตากแอร์เย็นๆ และชมวิวได้ มีมุมจิบไวน์เล็กๆที่สามารถนำไวน์มาฝากแช่ เผื่อนัดดินเนอร์ หรือจัดปาร์ตี้เล็กๆได้นะครับ เพราะเค้ามีห้องทานอาหารให้ด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังมีสวนกลางแจ้งให้สามารถออกไปใช้งานได้อีกด้วย ส่วนชั้น Fitness จะเรียกเป็นชั้น 45 M ครับ เป็นพื้นที่ Indoor ที่สามารถขึ้นมาได้จากบันไดวนที่ชั้น Sky lounge โดยรอบเป็นกระจกสามารถออกกำลังกายไปด้วยและชมวิวไปด้วยได้เหมือนกัน ส่วนชั้น 46 จะเป็นสระว่ายน้ำทั้งหมดเลย แล้วถ้าใครอยากชมวิวสูงๆก็ยังมี Roof Top Garden ให้ขึ้นไปใช้งานได้อีกด้วยครับ

ชั้น 45 เป็น Sky Lounge พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Indoor ครับ แต่จะมีพื้นที่ส่วนด้านหน้าและด้านหลังอาคารที่เค้าจะทำเป็นสวนจริงจังเป็นพื้นที่ Outdoor นะ ภายในมีที่นั่งกระจายอยู่กลายจุด โดยรอบเป็นผนังกระจก สามารถขึ้นมาชมวิวได้ หรือใครจะมาดื่มไวน์ชิลๆบนนี้ก็ได้นะครับ เพราะเค้ามีเคาน์เตอร์มาให้ แถมยังมีตู้แช่ไวน์ไว้คอยบริการ (แต่ไม่มีพนักงานนะครับ ต้องบริการตัวเอง) ส่วนด้านหลังอาคารจะมีห้อง Co-Private Kitchen ที่เราสามารถขึ้นมาทำอาหารหรือดินเนอร์กันได้แบบเป็นส่วนตัว (ซึ่งอาจต้องมีการจองและมีค่าใช้จ่ายเพื่อใช้งาน อันนี้ต้องสอบถามกับทางโครงการอีกทีครับ)

ภาพบรรยากาศจำลองภายใน Sky Lounge ชั้น 45 โดยรอบเป็นกระจกก็จริง แต่ภายในก็มีต้นไม้ขนาดกลางที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ เหมือนกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนภายนอกอาคาร แต่กลับเป็นพื้นที่เปิดแอร์เย็นสบายและนั่งเล่นได้ทั้งวันไม่ต้องกลัวแดดกลัวฝน แล้วยังคง take view ได้โดยรอบอีกด้วย โดยต้นไม้เหล่านี้ต้องรอดูตอนสร้างเสร็จอีกทีนะครับว่าเค้าจะใช้ต้นไม้จริงหรือต้นไม้ประดิษฐ์ (ถ้าเป็นต้นไม้จริงต้องมีการดูแลดีหน่อย มีแม่บ้านและคนสวนคอยเก็บใบไม้และตัดแต่งกิ่ง รวมถึงมีเรื่องความชื้นมาเกี่ยวข้องกับพื้นที่ Indoor อีกด้วยครับ)

ส่วนภายนอกอาคารจะมีการทำสวนแบบ Out door ให้ได้สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติจริงๆจังๆเอาไว้อีกด้วย โดยเฉพาะทางทิศตะวันตกหรือฝั่งด้านหลังอาคารจะมีการทำธารน้ำด้วยครับ ซึ่งนอกจากจะออกมาใช้งานจาก Sky Lounge ชั้น 45 ได้แล้ว ชั้น Facilities อื่นๆที่อยู่ถัดจากนี้ไปก็ยังสามารถมองลงมาแล้วเห็นสวนสีเขียวสวยๆที่ชั้นนี้ได้อีกด้วยนะ และอย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าอาคารนี้คือเป็นตึกที่สูงที่สุดในย่าน ณ ตอนนี้ ทำให้สามารถ take view ระยะไกลได้โดยรอบเลยครับ

ชั้น 45M จะขึ้นมาที่ชั้นนี้ได้จะต้องเดินขึ้นบันไดมาจาก Sky Lounge ชั้น 45 เท่านั้นครับ และที่เรียกว่าเป็นชั้น M เพราะชั้นนี้เปรียบเหมือนชั้นลอย ที่ทั้งชั้นเป็นโซนออกกำลังกายแนว Active ทั้งหมดเลย โดยเครื่องเล่นต่างๆ จะเน้น take view ภายนอกด้านหลังอาคาร มองเห็นวิวเปิดโล่งและแม่น้ำเจ้าพระยาได้ไกลๆ อีกทั้งถ้ามองลงมาที่ชั้น 45 ก็จะเห็นสวนสีเขียวและลำธารจำลองก่อนหน้านี้ได้อีกด้วย

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ครับสำหรับชั้น 45 ยังสามารถเดินขึ้นบันไดต่อมาที่ชั้นลอยนี้ได้อีกหนึ่งชั้น โดยทั้งหมดจะเป็นห้องน้ำแยกชาย-หญิง ภายในมีทั้ง Stream และบ่อ Onsen อีกด้วย ซึ่งการที่เค้าแยกชั้นนี้ออกมาอยู่คนละชั้นกับ Fitness แทนที่จะอยู่ชั้นเดียวกันจะได้ออกกำลังกายเสร็จแล้วอาบน้ำได้เลย ก็เป็นเพราะชั้นต่อไปจะเป็นสระว่ายน้ำที่จะต้องลงมาใช้งานอาบน้ำ ล้างเนื้อล้างตัวเช่นกัน ดังนั้นชั้นนี้จึงทำหน้าที่เป็นแกนกลางให้กับทั้ง 2 ชั้น จะได้ไม่ต้องมีห้องน้ำแยกถึง 2 ชั้น แล้วยังจะไปกินพื้นที่ออกกำลังกายเหล่านั้นอีกด้วย เพียงแต่บางคนอาจมองว่าการใช้งานไม่สะดวกมากนัก เพราะต้องเดินขึ้น-ลงบันไดไป-มานั่นเองครับ

และจุดเด่นของชั้นนี้คือ Stream และบ่อ Onsen แยกชาย-หญิง นั่นเองครับ ผนังโดยรอบเป็นกระจก แถมยังเป็นส่วนมุมอาคารทั้ง 2 มุมอีกด้วย สามารถแช่น้ำไปและชมวิวไปได้เลย ซึ่งด้านหลังก็จะมองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้แบบไกลๆนั่นเอง (อาจไม่ใกล้เท่ากับรูปจำลองนะครับ) แต่น่าจะฟินมากๆอยู่ครับ

ชั้น 46 จะเป็นสระว่ายน้ำทั้งชั้นเลยครับ ขนาด 28 x 5 m. และมีสระเด็กแยกออกไปอีกมุมหนึ่งด้วย ส่วน Pool Deck ของที่นี่ทั้งหมดจะตั้งอยู่บนผิวน้ำตื้นนะครับ แต่ถ้าใครอยากนั่งชิลๆแบบไม่เปียก เค้าก็จะมีชั้นลอยเล็กๆ ให้เดินขึ้นไปนั่งพักผ่อนได้ สามารถชมวิว หรือมองคนที่กำลังว่ายน้ำอยู่ได้ทั่วทั้งสระเลย

สระว่ายเป็นแบบ Semi Outdoor ที่อยู่ในอาคาร แต่ก็มีพื้นที่ด้านข้างที่เปิดโล่งรับวิวและลมธรรมชาติได้ จึงทำให้ว่ายน้ำได้ตลอดทั้งวันครับ

สุดท้ายคือชั้นดาดฟ้า จะมี Roof Top Garden ให้ขึ้นมานั่งพักผ่อน หรือชมวิวได้ โดนจะขึ้นมมาที่ชั้นนี้ได้จะต้องเดินขึ้นบันไดมาจากชั้น 46 ครับ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • Lobby
  • สวนหย่อมที่ชั้น 1, 16, 45 และ ดาดฟ้า
  • Co-Working Space ที่ชั้น 2
  • Business Lounge ที่ชั้น 2
  • Meeting Room ที่ชั้น 2
  • Sky Lounge ขนาดใหญ่ ที่ชั้น 45
  • Co-Private Kitchen ที่ชั้น 45
  • Fitness ที่ชั้น 45M
  • Onsen แยกชาย-หญิง ที่ชั้น 45M
  • Stream แยกชาย-หญิง ที่ชั้น 45M
  • สระว่ายน้ำระบบ เกลือ ขนาด 28 x 5 เมตร ลึก 1.20 เมตร ที่ชั้น 46
  • ลิฟต์โดยสาร 5 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 99.8 :  1
  • Service Lift 1 ตัว
  • ที่จอดรถประมาณ 60% (Auto Parking ทั้งโครงกาาร)
  • ระบบรักษาความปลอดภัยในโครงการ  CCTV / Key Card Access

แบบห้อง

โครงการนี้ขายห้องแบบ Fully Fitted คือให้เฟอร์นิเจอร์บางส่วนได้แก่ ชุดเคาน์เตอร์ครัว ตู้รองเท้า ตู้เสื้อผ้า ฐานเตียง เครื่องปรับอากาศ และสุขภัณฑ์ต่างๆในห้องน้ำครบ และมีแบบห้องอยู่ด้วยกัน 3 Type ประกอบด้วย

  • ห้อง 1 Bedroom ขนาด 23.4 – 27.8 ตร.ม.
  • ห้อง 1 Bedrooms Plus ขนาด 34.7 – 60.2 ตร.ม. (มีห้อง combine ด้วย)
  • ห้อง Penthouse ขนาด 130.9 – 133 ตร.ม.

ซึ่ง Sale Gallery ของที่นี่มีห้องตัวอย่างให้ดูถึง 4 ห้องเลยครับ จะเป็นอย่างไรบ้างไปชมกันได้เลย

ห้อง 1 Bedroom ขนาด 23.8 ตารางเมตร เป็น Type ขนาดเริ่มต้นที่มีจำนวนมากที่สุดของโครงการ ซึ่งจะอยู่ตำแหน่งกลางๆทั้งหมด ตั้งแต่ชั้น 16 ถึงชั้น 32 โดยพื้นที่ 23.8 ตารางเมตรนี้ เป็นเพียงแค่พื้นที่ในโฉนดที่ดินที่เราจะได้เท่านั้นนะครับ ยังไม่รวมพื้นที่ใช้สอยของชั้นลอยอีก 10 ตารางเมตร ซึ่งเป็นรูปแบบพื้นที่ห้อง Loft (ถ้าใครสนใจว่าห้อง loft คืออะไร สามารถคลิกเพื่ออ่านบทความเรื่อง LOFT vs DUPLEX ต่างกันอย่างไร ได้เลยครับ ) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ห้องนี้มีพื้นที่ใช้สอยจริงๆ 33.8 ตารางเมตรนั่นเอง

ห้องนี้สามารถแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกได้เป็น 2 ส่วน โดยบริเวณหน้าห้องจะเป็นพื้นที่ใช้งานจริงจังครับ ประกอบด้วยครัวปิดที่สามารถทำอาหารได้จริง และมีห้องน้ำอยู่ติดกัน ถัดเข้ามาด้านในซึ่งกั้นพื้นที่ด้วยประตูกระจกบานเลื่อนเพื่อความโปร่งโล่ง จะเป็นพื้นที่พักผ่อนของห้องนั่งเล่น โดยจะอยู่ติดกับหน้าต่างและระเบียงที่สามารถ take view ภายนอกได้ รวมถึงพื้นที่ห้องนั่งเล่นส่วนนี้ยังได้ฝ้าเพดานสูงอีกด้วย ระเบียงมีขนาดเล็กเพราะเค้าต้องการเน้นพื้นที่ใช้สอยภายในเป็นหลัก ส่วนชั้นลอยจะเป็นพื้นที่เตียงนอนครับ ซึ่งสามารถวางเตียงได้สบายๆ และยังมีพื้นที่เหลือให้แต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้าได้อีกด้วย

ห้องนี้เหมาะกับคนที่ชอบห้องแนว Loft จริงๆนะครับ อย่างเวลาเราอยู่ที่ชั้นลอยก็สามารถมองลงไปดูชั้นล่างก็ได้ว่าใครทำอะไรกันอยู่ หรือจะมองตรงไปเพื่อชมวิวภายนอกหน้าต่างก็ได้อีกเช่นกัน เพียงแต่ข้อเสียของฟังก์ชันนี้สำหรับเจ้าของห้องคือ การใช้งานห้องน้ำของห้องนอน นอกจากจะต้องเดินขึ้น-ลงบันไดแล้ว ยังต้องอ้อมมาใช้งานถึงหน้าห้องอีกด้วย แต่ถ้าเป็นแขกหรือเพื่อนมาเยี่ยมที่ห้องจะค่อนข้างโอเค เพราะห้องนอนที่ชั้นลอยจะได้ความเป็นส่วนตัวนั่นเอง ซึ่งของจริงจะเป็นยังไงนั้นลองตามไปดูกันเลยครับ

เมื่อเข้ามาในห้องส่วนแรกที่เจอก็คือครัวโดยเราจะได้เป็นครัวปิดแบบนี้เลยนะ กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนที่นอกจากจะกันกลิ่นจากการทำครัว รองเท้า หรือความชื้นจากห้องน้ำไม่ให้เข้าไปในห้องแล้ว ก็ยังช่วยกันเสียงนอกห้องได้ระดับหนึ่งด้วย แต่เพราะเป็นกระจกจึงยังได้แสงจากหน้าต่าง และความโปร่งโล่งเชื่อมต่อกันของพื้นที่ด้านในอยู่ครับ

ขนาดพื้นที่ทำครัวกว้างประมาณ 1.2 m. สามารถใช้งานทำครัวและเดินเข้า-ออกห้องได้สบายๆ แถมพื้นยังปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ ทำให้สามารถทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วย

เคาน์เตอร์ครัวทางฝั่งซ้ายเราจะได้เป็นชุดแบบนี้เลยครับ อาจมีพื้นที่เก็บของไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คนนะ โดยหน้าบานตู้ด้านบนจะเป็นกระจกเงา ส่วนตู้ด้านล่างก็จะเป็น High Gloss แบบห้องตัวอย่างเลยครับ

หน้าบานตู้ติดตั้งระบบ soft close มาให้แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะปิดเสียงดังหรือกระแทกเสียหาย แถมยังมีพื้นที่วางเครื่องซักผ้า และที่วางตู้เย็นข้างซ้าย ขนาดประมาณ 60 x 70 cm. มาให้แล้ว แต่จะถูกจำกัดความสูงด้วยตู้ด้านบนประมาณ 1.6 m. นะครับ อย่าลืมหาตู้เย็นที่มีขนาดพอดีกันมาใช้นะ

Top เคาน์เตอร์ครัวเป็น Pyrolithic Stone จากแบรนด์ GEOLUXE ของ SCG ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีล่าสุดในการนำวัสดุและแร่ธาตุจากธรรมชาติ มาผ่านกระบวนการผลิตที่จำลองรูปแบบการเกิดของหินตามกระบวนการทางธรรมชาติ สามารถทนความร้อนและกรดด่างได้ดี มีอ่างล้างหน้า พร้อมติดตั้ง Hop & Hood ของ MEX มาให้เรียบร้อย เป็นแบบดูดอากาศไปปล่อยภายนอกครับ แต่ที่จะต้องติดตั้งเพิ่มเติมก็คือ blacksplash ด้านข้างและด้านหลัง เพื่อที่เวลาล้างจานหรือทำอาคารจะได้เช็ดทำความสะอาดได้ง่ายๆนะ

ฝั่งตรงข้ามเป็นตู้เก็บของครับ ที่ชั้นด้านล่างมีชั้นวางรองเท้ามาให้ในตัวอีกด้วย ถือเป็นฟังก์ชันที่ดีเพราะคอนโดส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีที่เก็บรองเท้าครับ แถมเรายังไว้วางของที่ต้องหยิบใช้บ่อยๆก่อนออกจากห้องได้สะดวกอีกด้วย

สำหรับที่เปิดตู้ทางด้านขวาจะมีแถบอลูมิเนียมสีดำให้เปิดได้สะดวกแบบภาพบนเลยครับ แต่สำหรับบานตู้ทางด้านซ้ายจะไม่มีที่เปิดให้นะ (ต้องเปิดด้านขวาก่อน แล้วเปิดด้านซ้ายจากข้างๆเอา ซึ่งก็ลำบากสักหน่อย เพราะด้านซ้ายมีที่เก็บรองเท้าที่ต้องใช้บ่อยๆ) ส่วนหน้าบานตู้จะเป็นกระจกสีดำแบบนี้เลย เพื่อบริเวณหน้าห้องจะได้ไม่อึดอัดจนเกินไป

ติดกันเป็นห้องน้ำซึ่งมีขนาดที่ใหญ่ใช้งานสบายเลยครับ โดยเราจะได้ของทุกอย่างตามที่เห็นภายในห้องนี้และมีสุขภัณฑ์ต่างๆครบ ตัวห้องตกแต่งด้วยวัสดุกระเบื้องโทนสว่างทำให้ดูกว้างดีครับ

พื้นที่ส่วนแห้งมีขนาดประมาณ 1.7 x 1.15 m. เป็นกระเบื้องแกรนิตโต้แบบด้านกันลื่นได้ดี และมีขอบธรณีประตูยกสูงขึ้นมา 7 cm. ทำให้น้ำไม่ไหลย้อนออกไปภายนอก แต่ระวังสะดุดกันด้วยนะครับ

อ่างล้างหน้าเป็นแบบฝังในเคาน์เตอร์ที่ก่อยื่นออกมา เป็นของยี่ห้อ Kasch ส่วน Top เคาน์เตอร์ก็จะเป็น GEOLUXE ของ SCG เช่นเดียวกับส่วนครัวและที่ขาดไม่ได้คือกระจก Smart Mirror ที่เป็นอีกหนึ่ง Signature ของออริจิ้น สามารถฟังเพลงและดูยูทูปภายในห้องน้ำได้ครับ ด้านในเปิดออกมาจะเป็นตู้เก็บงานระบบสายไฟ และมีพื้นที่ว่างเก็บของได้อีกนิดหน่อยนะ

ติดกันเป็นโถสุขภัณฑ์ของยี่ห้อ Kasch แบบฝังในผนัง (ถังน้ำอยู่ใน low wall) เป็นแบบลอยตัวเหนือพื้น ทำให้พื้นที่ใต้โถสามารถล้างทำความสะอาดได้ง่ายกว่าแบบตั้งพื้นครับ ติดตั้งมาพร้อมกับสายฉีดชำระ และที่แขวนกระดาษชำระครับ

ส่วนทางด้านซ้ายเป็นพื้นที่อาบน้ำขนาดประมาณ 0.95 x 0.85 m. สามารถใช้งานได้แบบพอดีตัว ยกขอบธรณีสูง 5 cm. ติดตั้งมาพร้อมกับฉากกั้นกระจกนิรภัย Tempered Glass เพียงแต่เวลาเปิดประตูต้องระวังที่จับอลูมิเนียมกระแทกกับผนังด้วยนะครับ เพราะเค้าไม่ได้ติดตั้ง stopper มาให้นะ

ภายในติดตั้ง Hand Shower และ Rain Shower มาให้เลือกใช้งานได้ 2 แบบ ส่วนด้านข้างจะมีช่องว่างของผนัง low wall ที่สามารถทำชั้นวางของเพิ่มเติมได้ครับ ถ้าเป็นคนใช้สบู่หรือแชมพูเยอะๆ

ออกมาจากห้องน้ำก่อนจะเข้าไปยังภายในส่วนถัดไปจะมีประตูกระจกบานเลื่อน 3 ตอนกั้นอยู่ ซึ่งนอกจากจะช่วยดึงแสงธรรมมชาติจากผนังด้านนอกให้เข้ามาถึงหน้าห้องแล้ว ยังเปิดออกได้กว้างถึง 1.2 m. อีกด้วย

กรอบบานเป็นอลูมิเนียมสีดำและมีตัวล็อคจากด้านใน ส่วนกระจกที่ใช้เป็นกระจกสี Ocean Gray ช่วยกรองแสงได้ระดับหนึ่ง เดินรางบนพื้นทำให้อาจเดินสะดุดหรือเก็บฝุ่นได้ แต่ก็ใช้งานง่ายและปิดได้แนบสนิทมากกว่าแบบเดินรางบนฝ้าครับ

เมื่อเข้ามาภายในจะเจอกับห้องนั่งเล่นที่มีฝ้าเพดานสูง 4.25 m. ทำให้มีความสูงโปร่ง และให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านเลยครับ เพราะด้านซ้ายก็มีบันไดขึ้นชั้น 2 อยู่ด้วย

ด้านซ้ายเป็นพื้นที่วางโต๊ะอาหาร แต่ก็มีเหลือพอให้วางได้แบบ 2 ที่นั่งเท่านั้นนะ โดยที่อีกด้านหนึ่งอาจต้องนั่งตรงโซฟาหรือไม่ก็ทางด้านข้างหันหน้าเข้ากำแพงเอาครับ สังเกตที่พื้นจะมีการเปลี่ยนวัสดุจากกระเบื้องแกรนิตโต้เป็นพื้นไม้ Enginearing Wood ด้วยนะ ซึ่งจะทนความชื้นได้ดีกว่าพื้นไม้ลามิเนตทั่วไป และยังให้สัมผัสกับลวดลายที่เป็นธรรมชาติ เวลาเดินก็จะไม่เย็นเท้าอีกด้วย

ระยะห่างของ TV คือ 2.45 m. สามารถใช้ทีวีขนาด 46 – 50 นิ้วได้ครับ ซึ่งจะมีระยะเหลือหน้าโซฟาไม่มาก ดังนั้นถ้าจะใช้โต๊ะกลางก็ควรหาโต๊ะเล็กๆแบบในห้องตัวอย่างก็จะได้ไม่เกะกะทางเดิน นอกจากนี้พื้นที่วางโซฟายังสามารถวางเป็นรูปตัว L แบบในห้องได้อีกด้วย สามารถนอนดูทีวีไปและชมวิวได้พร้อมๆกันเลยครับ

ทางด้านซ้ายเราจะไม่ได้ชั้นวางทีวีแบบนี้นะครับ แต่เค้าวางตู้แบบเปิดบานสวิงมาให้ดูซึ่งทำให้เห็นว่ามีระยะใช้งานได้สบายๆอยู่ และพื้นที่ใต้บันไดด้านหลังเค้าก็ไม่ได้ทำให้สูญเปล่า โดยทางโครงการจะ Built เป็นชั้นวางของและตู้เก็บของมาให้แบบนี้เลยครับ สามารถเก็บของชิ้นใหญ่ๆอย่างพวกกระเป๋าเดินทางได้นะ

Highlight ของห้องนี้คือช่องหน้าต่างทรงสูงเกือบเต็มผนัง ซึ่งจะช่วยให้ห้องดูสว่างและสูงโปร่งมาก ซึ่งเราจะต้องหาม่านยาวๆแบบนี้มาติดตั้งเองนะครับ และทางด้านซ้ายจะมีช่องบานกระทุ้งเล็กๆอยู่ สามารถเปิดเพื่อระบายอากาศได้ครับ

ติดกันเป็นประตูกระจกบานเลื่อนที่สามารถเปิดออกไประเบียงภายนอกได้ ซึ่งถ้าเราเปิดประตูนี้กับหน้าต่างบานกระทุ้งพร้อมๆกัน ก็จะทำให้อากาศถ่ายเทได้นะ ประตูเป็นแบบบานเลื่อน 3 ตอนทำให้เปิดได้กว้าง และระเบียงด้านนอกมีขนาด 1.4 x 0.6 m. สามารถออกมาใช้งานตากผ้าหรือทำมุมปลูกต้นไม้เล็กๆได้

มีราวกันตกเหล็กโปร่งสูง 1 m. พร้อมติดตั้งระแนงด้านบนมาให้ด้วยครับ เพราะของจริงเราจะต้องแขวน Condensing unit ของแอร์ไว้ด้านบนนะ เวลามองเข้ามาจากภายนอกอาคารก็จะดูเรียบร้อยมากขึ้น

มองย้อนกลับมาในห้อง จะเห็นว่ามีชั้นลอยอยู่ด้านบนและจะมีบันไดอยู่ทางด้านซ้ายเป็นแนวยาว เพื่อที่จะได้ไม่กินพื้นที่ของฟังก์ชันห้องส่วนอื่นมากนัก เพราะห้องนี้ไม่ใช่ห้องหน้ากว้างมากครับ

ตัวบันไดเป็นโครงสร้างเหล็ก เวลาเดินก็จะรู้สึกโปร่งๆหน่อยนะครับ หน้ากว้าง 70 cm. ลูกตั้ง 23 cm. ลูกนอน 26 cm. วัสดุเป็นไม้ปาติเกิ้ล ปิดผิวด้วยเมลามีนลายไม้ Top ไม้ด้านบนเป็นไม้ประสานย้อมสีครับ ส่วนราวกันตกสูง 90 cm. และได้เป็นกระจกนิรภัย Tempered Glass แบบนี้เลยครับ

ขึ้นมาด้านบนจะเป็นพื้นที่ห้องนอน ซึ่งจะมีขนาดประมาณ 3.6 x 2.6 m.และมีฝ้าสูง 2 m. ทำให้ยืนได้เต็มความสูงโดยไม่ต้องก้มเลยครับ โดยพื้นจะได้เป็นพื้นไม้ Enginearing Wood เหมือนเดิมนะ และสามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุตไว้ชิดริมผนังฝั่งซ้ายได้แบบนี้ เพื่อที่จะได้มีพื้นที่แต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้าทางด้านขวาได้ครับ และปลายเตียงจะมีพื้นที่เหลือประมาณ 60 cm. ให้คนด้านในลงที่ปลายเตียงได้

โดยที่พื้นที่ชั้นลอยนี้ก็จะได้แสงสว่างจากหน้าต่างทรงสูง และเวลานอนอยู่ก็ยังมองเห็นวิวภายนอกได้อีกด้วยนะ

และจากชั้นลอยนี้ถ้าเรามองลงไปด้านล่างก็จะมองเห็นพื้นที่ห้องนั่งเล่นทั้งหมดได้อีกด้วย ให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่บ้านเลยครับ

ส่วนทางด้านขวาของห้องเค้าก็จะ Built ตู้เสื้อผ้าแบบนี้มาให้เลยนะ โดยที่จะมีพื้นที่หน้าตู้เหลืออยู่ประมาณ 1.2 m. ให้สามารถแต่งตัวได้สบายๆ เพียงแต่สิ่งที่ยังขาดไปคือโต๊ะเครื่องแป้งและกระจกเงา ซึ่งเราสามารถเพิ่มได้จากพื้นที่ที่ยังเหลืออยู่ข้างหัวเตียงนั่นเองครับ

และฝ้าเพดานของห้องนี้จะได้เป็นไฟดาวน์ไลท์ทั้งหมดเลยนะ โดยสำหรับห้องที่มีฝ้าสูงขนาดนี้เราสามารถติดตั้ง Chandelier สวยๆเลยก็ยังได้ครับ เพียงแต่ต้องดูตำแหน่งและขนาดดีๆด้วยนะ ไม่งั้นอาจใหญ่และหนาเกินไปจนบังวิวหน้าต่างเวลามองมาจากชั้นลอยได้ และอีกอย่างหนึ่งคือแอร์ของห้องนี้จะได้เป็นแบบฝังฝ้าหรือ Conceal type แบบนี้ทั้งหมดเลย ซึ่งทำให้ดูเรียบร้อยและสวยงามดี แต่เวลาซ่อมทีก็ต้องมีการเจาะฝ้ากันหน่อยนะครับ

และอีกข้อสำคัญสำหรับห้องแนว Loft คือพื้นที่ชั้นล่างและชั้นลอยจะเชื่อมต่อเป็นพื้นที่เดียวกัน ทำให้เวลาเปิดแอร์อาจต้องเปิดหมดทั้งห้องซึ่งก็จะเปลืองค่าไฟมากกว่าปกติหน่อย โดยบางคนอาจแก้ปัญหาโดยการกั้นผนังกระจกของห้องนอนชั้นบนแยกเพิ่มเติม ก็จะช่วยจำกัดพื้นที่แอร์ตอนกลางคืนได้ครับ แต่ก็แลกมากับความโปร่งโล่งของห้องที่ลดลง ซึ่งอันนี้ต้องขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนแล้วล่ะครับว่าให้ความสำคัญเรื่องไหนมากกว่ากันนะ ^^

ห้องตัวอย่างต่อมาคือห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 34.7 ตารางเมตร จัดเป็นหนึ่งในห้องรูปแบบห้องมุมขนาดเล็ก ซึ่งจะมีอยู่ในชั้น 17 – 32 ครับ โดยจุดเด่นของห้องที่คือผนังเข้ามุมที่ไม่เหมือนใคร เพราะจะออกแบบเป็นมุมแบบหลายเหลี่ยมยื่นออกไปภายนอกอาคาร ทำให้สามารถ take view ได้มากขึ้น และแน่นอนว่ายังคงเป็นห้องแนว Loft อีกเช่นเคยครับ

เมื่อเข้ามาภายในส่วนแรกที่เจอก็ยังเป็นพื้นที่ใช้งานอย่างครัวแบบปิดที่ทำอาหารได้ ในขณะที่พื้นที่พักผ่อนอย่างห้องนั่งเล่นจะอยู่บริเวณมุมห้อง โดยจะแบ่งครึ่งกับห้องนอนที่อยู่ชั้นล่าง ซึ่งกั้นด้วยผนังทึบได้ความเป็นส่วนตัวและยังมีระเบียงในตัวกับฝ้าเพดานสูงอีกด้วย เพียงแต่ห้องนี้จะมีห้องน้ำที่ต้องใช้งานร่วมกันแค่ห้องเดียวอยู่ทางด้านนอกครับ ส่วนบันไดจะเป็นรูปตัว U ซึ่งต่างจากห้องที่แล้วเพราะต้องการประหยัดเนื้อที่ให้มากที่สุด จะได้ไม่รบกวนพื้นที่ห้องด้านล่างมากนัก ซึ่งชั้นบนจะเป็นห้องห้องอเนกประสงค์ ซึ่งจะมีความเป็นส่วนตัวและยังกั้นด้วยผนังกระจกทำให้ช่วยจำกัดพื้นที่ของแอร์เพื่อแยกการใช้งานได้อีกด้วย เพียงแต่ถ้าเราจัดเป็นห้องนอนเหมือนในแปลน เวลาเข้าห้องน้ำก็อาจต้องเดินลงไปใช้งานด้านล่ายนะครับ ซึ่งของจริงจะเป็นอย่างไรนั้นลองไปชมกันเลยดีกว่า

เมื่อเข้ามาภายในส่วนแรกที่เจอก็คือห้องครัวเหมือนเดิมครับ ซึ่งเราจะได้เป็นครัวปิด มีประตูกระจกกั้นให้แบบนี้ พื้นเป็นกระเบื้องแกรนิตโต้ที่ทำความสะอาดง่าย กว้างประมาณ 1 m. สามารถใช้งานได้สะดวก และมีฝ้าสูง 2.1 m.

ด้านซ้ายเป็นชุดเคาน์เตอร์ครัวซึ่งจะได้วัสดุเหมือนกับห้องก่อนหน้านี้เลยครับ เพียงแต่ว่าจะมีขนาดที่ใหญ่มากขึ้นเล็กน้อย เพื่อจะได้รองรับสมาชิกของห้องที่อาจมากกว่าเดิมครับ

ติดกันทางขวามือจะเป็นพื้นที่วางตู้เย็น มีขนาด 60 x 70 cm. และจำกัดความสูงอยู่ที่ 1.6 m. เช่นเคย

ส่วนฝั่งตรงข้ามเค้าก็ไม่ลืมที่จะทำตู้เก็บของและเก็บรองเท้ามาให้แบบนี้เลยครับ

แต่ที่เพิ่มเติมมาคือมีที่นั่งเปลี่ยนรองเท้าติดตั้งมาให้อยู่ข้างๆแบบนี้ด้วยครับ ซึ่งเค้าก็จะ Built มาให้แบบนี้เลยนะ สามารถใช้เก็บของหรือรองเท้าข้างล่าง และนั่งเปลี่ยนรองเท้าที่ด้านบนได้สะดวก

และประตูกระจกบานเลื่อนก็จะได้เป็นแบบ 3 ตอนที่เปิดได้กว้างเช่นเคยครับ โดยตู้รองเท้าที่อยู่ทางด้านขวาก็ไม่ได้ทำให้เกะกะขวางทางเดินมากนัก เพราะยังมีระยะให้เดินได้ถึง 1 m.

เมื่อเข้ามาภายในจะเจอกับพื้นที่ห้องนั่งเล่นซึ่งถือเป็นจุด Highlight ของห้องนี้ครับ อย่างที่บอกว่าห้องนี้เป็นห้องมุมแต่เค้ามีการออกแบบให้เป็นห้องหลายเหลี่ยมยื่นออกไปภายนอก เพื่อเพิ่มมุมมองให้กว้างมากขึ้นได้ ซึ่งตัวกระจกเองก็สูงเกือบเต็มทั้งผนังที่มีฝ้าสูง 4.25 m.

แต่ที่ชอบก็คือช่องหน้าต่างตรงกลางแทบจะไม่มีกรอบเล็กๆมาบังวิวเลยครับ ซึ่งเราจะได้เป็นช่องสี่เหลี่ยมพื้นผ้าใหญ่ๆแบบนี้เลย ส่วนด้านข้างก็จะมีหน้าต่างบานกระทุ้งให้เปิดระบายอากาศได้ทั้ง 2 ฝั่งอีกด้วย ซึ่งพอเราเปิดพร้อมๆกันจะทำให้ลมพัดผ่านเย็นสบายแน่นอน

สำหรับพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเป็นทรงหลายเหลี่ยม จริงๆแล้วพื้นที่แบบนี้มีข้อดีในเรื่องมุมมองของหน้าต่างที่ทำให้ take view ได้กว้างมากขึ้นก็จริง แต่ด้วยลักษณะพื้นที่แบบนี้ก็ทำให้จัดวางเฟอร์นิเจอร์ หรือการหาซื้อของมาแต่งให้เข้ามุมพอดีด้วตัวเองได้ค่อนข้างลำบาก เพราะอย่าลืมว่าเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวพวกนี้เค้าไม่ได้แถมมาให้นะครับ

อย่างเวลาเราจะดูทีวีตรงนั้นก็อาจต้องมองดูแบบเฉียงๆเอา ซึ่งถ้าเป็นผมจัดก็คงจะย้ายทีวีมาสลับกับโต๊ะทานอาหารจะดีกว่าครับ จะได้ไม่ต้องเอียงคอดูทีวีมากนัก รวมถึงทีวีจะได้ไม่บังวิวสวยๆตรงมุมหน้าต่าง แล้วยังใช้โต๊ะทานอาหารเป็นโต๊ะอเนกประสงค์ริมหน้าต่างสวยๆได้อีกด้วย

และเมื่อมองย้อนกลับมาภายก็จะมองเห็นภายในของห้องบนชั้นลอยด้วย เพราะเค้าจะกั้นด้วยกระจกบานใหญ่ โดยถ้าเราต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้นก็อาจติดม่านเพิ่มเติมได้นะครับ ส่วนผนังทางด้านขวาของจริงเราจะได้เป็นฉาบเรียบทาสีนะ และถ้าจะใช้พื้นที่แนวตั้งให้คุ้มก็สามารถ Built ชั้นหนังสือเพิ่มเติมได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็อาจทำให้ห้องดูแคบลงเล็กน้อยด้วยนะครับ

ต่อจากห้องนั่งเล่นจะมีโถงทางเดินเล็กๆแยกออกไป ประกอบด้วยทางด้านขวามือจะเป็นห้องอเนกประสงค์ชั้นล่างซึ่งจะเป็นส่วนตัวมากๆ ตรงกลางเป็นบันได และทางซ้ายจะเป็นห้องน้ำครับ

เข้ามาดูในห้องนอนชั้นล่างกันก่อนครับ โดยจุดเด่นของห้องนี้นอกจากจะมีระเบียงในตัวแล้ว ยังได้ฝ้าเพดานสูงเหมือนห้องนั่งเล่นอีกด้วยครับ ทำให้เราสามารถใช้พื้นที่ประโยชน์แนวตั้งได้นะ เช่น อาจ Built ตู้สูงๆ เพื่อใช้เก็บของก็ได้ครับ

ห้องนี้พอที่จะวางเตียงขนาด 5 ฟุตแล้ว ก็ยังพื้นที่รอบๆเหลือให้เดินผ่านได้แบบพอดีตัว ปลายเตียงเหลือ 55 cm. และด้านขวาเหลือ 30 cm. ตามภาพครับ

นอกจากนี้เค้ายังมีมุมเล็กๆที่แบ่งครึ่งกับระเบียงให้เป็นพื้นที่ใช้สอยภายในริมหน้าต่าง โดยเราสามารถหาโซฟาตัวเล็กๆ หรือโต๊ะทำงานอ่านหนังสือ (ซึ่งอาจต้องสั่งทำให้พอดีกับช่อง) มาวางไว้ในตำแหน่งนี้ได้ครับ ทำงานอ่านหนังสือไป ชมวิวไป ชิลๆดีนะ

ติดกันเป็นระเบียงซึ่งภายนอกมีขนาดประมาณ 1.4 x 0.6 m. ซึ่งด้านบนจะเห็นจากภายในว่าเป็นผนังทึบนั่นเพราะเค้าเตรียมพื้นที่ไว้สำหรับแขวน Condensing unit นั่นเองครับ

ส่วนฝั่งตรงข้ามจะเป็นพื้นที่แต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้านะ ซึ่งจะกว้างประมาณ 60 cm. ให้สามารถใช้งานได้แบบพอดีๆ

และตู้เสื้อผ้านี้เค้าก็จะ Built in มาให้แบบฝังผนังแบบนี้เลยครับ ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือพื้นที่ใต้บันไดที่อยู่ด้านหลังนี่เอง

ออกมาจากห้องนอนฝั่งตรงข้ามจะเป็นห้องน้ำครับ ซึ่งห้องนอนนี้จะมีห้องน้ำแค่ห้องเดียวนะ ใช้งานร่วมกันหมดเลย รวมถึงห้องชั้นบนก็ต้องเดินลงมาใช้ด้านล่างนี้ด้วย

ภายในห้องน้ำค่อนข้างกว้างมากกว้าห้องที่แล้วเล็กน้อยครับ ซึ่งเราจะได้ของทุกอย่างตามที่เห็นหมดนี่เลยนะ ยกเว้นเพียงของตกแต่ง ทั้งอ่างล้างหน้าของ Kasch ขนาด 47 x 30 cm. ลึก 16 cm. มีโถสุขภัณฑ์ยี่ห้อเดียวกัน และ Smart Mirror ครบชุด

พื้นที่ใช้งานส่วนแห้งมีขนาดประมาณ 1.35 x 1.5 m. และเป็นกระเบื้องแบบด้านเหมือนเดิม ทำให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัยครับ

ส่วนพื้นที่อาบน้ำก็จะมีกระจกนิรภัยกั้นมาให้เหมือนเดิม แต่จะมีขนาดพื้นที่กว้างขึ้นเล็กน้อยเป็น 1 x 1 m. ซึ่งยังต้องระวังเปิดประตูกระแทกกับผนังเพราะเค้าไม่ได้ติด stopper มาให้นะ

ภายในก็มี Hand Shower กับ Rain Shower และแน่นอนว่ามีที่วางสบู่หรือแชมพูให้เหมือนเดิมครับ สามารถทำชั้นวางเพิ่มได้อีกนะ

ต่อมาเป็นบันไดขึ้นชั้นลอยซึ่งจะเป็นรูปตัว U และเป็นโครงสร้างเหล็กเหมือนเดิมครับ เพียงแต่ความกว้างจะลดลงเหลือเพียง 75 cm. เท่านั้น และขั้นบันไดจะซอยเป็นชั้นสามเหลี่ยมแบบไม่มีชายพัก รวมถึงไม่มีราวให้จับระหว่างทางอีกด้วย จึงต้องใช้ความระมัดระวังกันหน่อยนะครับ

มองขึ้นมาด้านบนจะมีห้องอเนกประสงค์เพียงห้องเดียว ซึ่งจากห้องตัวอย่างเค้าจะไม่ได้ติดประตูมาให้นะครับ และผนังด้านข้างก็เป็นกระจกอีกด้วย แต่ถ้าเราอิงจากแปลนห้องของจริงแล้ว ประตูและผนังส่วนนี้จะเป็นแบบทึบนะครับ ซึ่งอาจทำให้พื้นที่โถงบันไดค่อนข้างมืดทึบพอสมควรเลย แต่ถ้าอยากให้ห้องดูโปร่งโล่งแบบนี้ก็อาจนำไอเดียของห้องตัวอย่างไปปรับใช้ได้ ด้วยการติดตั้งเป็นประตูกระจกบานเลื่อนไปเลยก็ได้ครับ เพราะยังทำให้ห้องนอนมีพื้นที่ปิดไม่เปลืองแอร์ได้อยู่นั่นเอง

ส่วนพื้นที่ในห้องชั้นลอยเค้าจัดมาให้ดูเป็นห้องนอน สามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุตไว้กลางห้องได้แบบนี้ และมีฝ้าสูง 2 m. ทำให้ยืนได้เต็มความสูงเหมือนเดิมครับ

พื้นที่รอบเตียงจะเหลือด้านละประมาณ 60 – 70 cm. โดยถ้าเป็นผมก็จะย้ายโต๊ะหนังสือมาไว้ทางซ้ายมือแทนครับ เพราะนอกจากจะได้แสงธรรมชาติแล้ว ยังนั่งทำงานอ่านหนังสือไปและชมวิวไปด้วยได้นะ ดีกว่านั่งหันหน้าเข้าผนังครับ

อย่างที่บอกว่ากระจกทางด้านซ้ายเป็นช่องขนาดใหญ่ซึ่งจะทำให้โปร่งโล่ง และไม่บังสายตาเวลาชมวิว ซึ่งเค้ามีการทำช่องหน้าต่างบานกระทุ้งเล็กๆเอาไว้ให้ด้วย เอาไว้ช่วยระบายอากาศได้บ้างครับ แต่เป็นการหมุนเวียนภาพในห้องมากกว่านะ

เพราะถ้าจะคาดหวังว่าลมจะพัดขึ้นมาจากหน้าต่างที่ห้องนั่งเล่นด้านล่างคงยากครับ กลับกันอย่าลืมว่าอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสู่ที่สูง ดังนั้นถ้าเราเปิดหน้าต่างนี้ออกไปก็จะเจอกับอากาศร้อนที่เก็บตัวอยู่ตรงฝ้าด้านนอกแทนแน่นอน มองอีกมุมหนึ่งหน้าต่างนี้ก็ทำให้รู้สึกเหมือนว่าห้องนี้อยู่ติดกับผนังภายนอกได้อีกเช่นกันนะครับ

แล้วถ้าเรามองลงไปด้านล่างก็จะเห็นพื้นที่ห้องนั่งเล่นทั้งหมดได้เลย หรือลองจินตนาการดูว่าถ้าห้องนี้เป็นชั้นสูงๆ ก็จะสามารถชมวิวภายนอกที่เป็นมุมกดได้จากห้องชั้นบนได้แบบนี้เลยครับ ถือว่าโอเคอยู่นะ

สุดท้ายที่ปลายเตียงจะมี Walk in Closet เล็กๆซ่อนอยู่ด้วยครับ โดยที่เค้าจะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนมาให้แบบนี้เลยนะ

ภาพในจะ Built ตู้เสื้อผ้ามาให้ 2 ด้านเป็นรูปตัว และมีพื้นที่แต่งตัวกว้าง 1.2 x 1 m. สามารถใช้งานได้สะดวกมากเลยทีเดียว

ห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 47.6 ตารางเมตร เป็นห้องหน้ากว้างสี่เหลี่ยมมาตรฐานที่จะให้ความสำคัญกับพื้นที่ชั้นล่างมากกว่าครับ โดยจุดเด่นของห้องนี้คือ Common area ที่ค่อนข้างกว้าง มีพื้นที่สามารถวางโต๊ะทานอาหารได้จริงจัง รวมถึงห้องนอนยังมีทั้ง Walk in Closet และห้องน้ำในตัว ไม่ต้องออกไปใช้ห้องน้ำด้านนอกเลยด้วย แต่สำหรับพื้นที่ชั้นลอยด้านบนถ้าเราทำเป็นห้องนอนเสริมก็อาจต้องเดินลงมาใช้ห้องน้ำที่ด้านล่างแทนครับ แต่ดีตรงที่เป็นชั้นลอยที่เค้ากั้นห้องมาให้เป็นสัดส่วนแล้วเรียบร้อย แล้วที่ชอบเป็นส่วนตัวคือพื้นที่อเนกประสงค์ที่ชั้นลอยเนี่ยแหละครับ มีขนาดใหญ่มากๆ สามารถจัดเป็นพื้นที่ส่วนตัวเพิ่มเติมได้หลายอย่างเลย ซึ่งห้องนี้ผมมีภาพตัวอย่างมาฝากกันด้วยนะ จะเป็นอย่างไรบ้างเราไปชมกันเลยครับ

เมื่อเข้ามาภายในจะเจอกับพื้นที่ครัวปิดก่อนเช่นเดิม สามารถทำอาหารได้นะครับ และทางด้านซ้ายยังมีพื้นที่เก็บของใต้บันไดอีกด้วย

ส่วนภายในห้องน้ำก็จะได้ฟังก์ชันและสุขภัณฑ์ครบเหมือนห้องอื่นๆที่ผ่านมาเลย

เข้ามาด้านในจะเจอกับ Common area ที่ค่อนข้างใหญ่และจัดฟังก์ชันพื้นฐานได้ง่าย โดยเราสามารถวางโต๊ะทานอาหารหลังโซฟา เพื่อที่เวลาทานข้าวไปก็จะได้ดูทีวีไปได้ด้วยนะ ส่วนกระจกต้องบอกเลยว่าได้บานใหญ่มากๆ ไม่มีเส้นกรอบมาบังให้กวนใจ เปิดรับแสงและวิวได้เต็มที่

มองหลับเข้ามาในห้องจะมีพื้นที่ชั้นลอยกับห้องนอนทางด้านซ้ายอีกครับ แต่ก่อนที่เราจะไปดูกันนั้นอยากให้สังเกตผนังทั้ง 2 ด้านสักหน่อย จะเห็นว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลยก็จะดูโล้นๆว่างๆ และเสียพื้นที่โดยเปล่าประโยชน์ จึงอาจแนะนำให้ Built ตู้เพิ่มเติมก็ได้ครับ ห้องจะได้ดูเต็มกว่านี้ แล้วยังเก็บของได้อีกด้วย

ในห้องนอนค่อนข้างกว้างเลยทีเดียวครับ นอกจากได้ฝ้าเพดานสูงแล้ว ยังมีมุมอเนกประสงค์และระเบียงให้ใช้งานด้วย

ปลายเตียงสามารถติดทีวีได้นะ และอีกด้านของห้องก็จะมี Walk in Closet ซึ่งเค้าจะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนแบบนี้ แล้ว Built ตู้เสื้อผ้าให้ใช้งานได้สะดวกทั้ง 2 ฝั่งเลย

ส่วนภายในห้องน้ำก็จะได้ฟังก์ชันมาตรฐานเช่นเดิมครับ

ขึ้นมาที่ชั้นลอยกันบ้าง โดยพื้นที่อเนกประสงค์นี้ผมค่อนข้างชอบนะ จากห้องตัวอย่างเค้าวางเก้าอี้ไว้นั่งชมวิวชิลๆได้ แต่เราสามารถจัดเป็นพื้นที่ทำงาน หรือ Family area แบบส่วนตัวแยกจากห้องนั่งเล่นชั้นล่างที่อาจไว้รับรองแขกก็ได้ครับ คล้ายๆกับฟังก์ชันของบ้านเลย

และถ้าเรามองลงไปก็จะเห็นพื้นที่ Common area แบบนี้ได้ทั้งหมด รวมถึง take view ภายนอกจากหน้าต่างได้อีกด้วย

ส่วนพื้นที่ห้องอเนกประสงค์ชั้นบนนี้เค้าทำเป็นห้องนอน แล้ววางเตียงขนาด 5 ฟุตมาให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งจำเป็นจะต้องวางเตียงให้ชิดฝั่งซ้ายแบบนี้นะครับ เพราะฝั่งขวาจะได้มีพื้นที่แต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้าได้แบบพอดีๆ

ห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 58.5 ตารางเมตร ถือเป็นรูปแบบห้องมุมขนาดใหญ่ซึ่งจะอยู่ในชั้น 33 – 41 โดยลักษณะฟังก์ชันจะคล้ายๆกับห้องมุมเล็ก และห้อง 47.6 ตารางเมตร ก่อนหน้านี้มารวมกัน กลายเป็นห้องมุมหน้ากว้างที่มีฟังก์ชันค่อนข้างลงตัวมากขึ้นครับ เมื่อเข้ามาภายในจะเจอกับครัวก่อนเช่นเคยครับ แต่จะมีขนาดใหญ่มากขึ้นและได้เป็นครัวปิด ทำอาหารจริงจังได้ ถัดมาภายในห้องจะเป็น Common area ขนาดใหญ่ โดยจะต่างจากห้องมุมห้องเล็กตรงที่จะมีพื้นที่วางโต๊ะทานอาหารได้แบบจริงจังแล้วครับ แต่ทีวียังคงต้องมองเฉียงๆเหมือนเดิมนะ ในความเป็นจริงแล้วเราไม่ต้องวางตามห้องตัวอย่างก็ได้ครับ เราจะหมุนหรือบิดโซฟาและทีวีไปทางไหนก็ได้แล้วแต่ที่เราชอบและใช้งานได้ไม่ลำบาก

ส่วนห้องนอนที่อยู่ชั้นล่างจะมีมีขนาดที่ใหญ่มากขึ้นครับ โดยเฉพาะมุมอเนกประสงค์ริมหน้าต่างที่ทำเป็นโต๊ะตัวยาวนั่งได้จริงจังมากขึ้น หรือจะเป็นใน Walk in closet ที่มีพื้นที่มากพอให้วางโต๊ะเครื่องแป้งเพิ่มได้อีกด้วย นอกนั้นฟังก์ชันอื่นๆจะเหมือนกับห้องก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาเลยครับ คือมีห้องน้ำ 2 ห้องไม่ต้องแย่งกันใช้ มีพื้นที่อเนกประสงค์ที่ชั้นลอยขนาดใหญ่ และห้องด้านบนยังมีพื้นที่มากพอให้ทำตู้และชั้นวางทีวีเพิ่มเติมได้อีกด้วย โดยภาพบรรยากาศของจริงที่ผมนำมาฝากกันจะเป็นอย่างไรนั้นลองไปชมกันเลยครับ

เมื่อเข้ามาภายในห้องจะเจอกับห้องครัวและพื้นที่ใส่รองเท้าก่อนเหมือนเดิม เพียงแต่จะมีขนาดที่ใหญ่มากขึ้น มีที่เก็บของมากขึ้น เพื่อรองรับสมาชิกของห้องที่อาจอยู่มากกว่า 2 คน รวมถึงเราจะได้ Smart mirror ตรงเคาน์เตอร์ครัวเผื่อไว้เปิด Youtube ทำอาหารได้ด้วยครับ

ส่วนภายในห้องที่เป็น Common area ซึ่งมีขนาดใหญ่มากครับ แน่นอนว่าช่องหน้าต่างกระจกก็ใหญ่มากขึ้นตามไปด้วย ทำให้สามารถ take view ภายนอกได้เต็มที่มากขึ้นแบบ Panorama เลยทีเดียว โดยที่ถ้าเราจัดทีวีให้หันมาทางด้านนี้ เวลาเราทานอาหารที่โต๊ะนี้ก็จะได้ดูทีวีไปด้วยได้เลยครับ ดังนั้นเตรียมซื้อทีวีจอใหญ่ๆกันได้เลยนะ หรือจะเปลี่ยนไปชมวิวด้านข้างก็ได้อีกเช่นกัน

มองย้อนกลับเข้ามาภายในห้อง ก็จะมีฟังก์ชันเหมือนเดิมครับ คือมีห้องนอนชั้นล่างและพื้นที่ชั้นลอย โดย concept ของการตกแต่งห้องตัวอย่างนี้ เค้าต้องการเลียนแบบแสงเหนือหรือออโรล่าที่อยู่บนฝ้าเพดานนั่นเองครับ ซึ่งก็ดูสวยดีไปอีกแบบ แต่ของจริงเราสามารถติดตั้ง chandelier สวยๆได้หลายแบบเลยครับ

ต่อมาเป็นห้องนอนหลักซึ่งอยู่ชั้น 1 จะมีลักษณะเหมือนห้องที่ผ่านๆมา แต่มีความกว้างเพิ่มมากขึ้น และมุมอเนกประสงค์ริมหน้าต่างก็ดูจะสามารถใช้งานได้จริงจังมากขึ้นอีกด้วยครับ

อีกด้านก็จะเป็น Walk in closet และห้องน้ำเหมือนกับห้องที่ผ่านๆมาเลยนะ

ภายในห้องน้ำทั้งที่อยู่ด้านในและด้านนอกห้องนอน ก็จะได้ของตามนี้เหมือนๆกับห้องอื่นๆหมดเลย

ขึ้นมาที่ชั้นบนจะมีพื้นที่อเนกประสงค์ค่อนข้างกว้าง สามารถจัดฟังก์ชันได้หลากหลายตามใจเรา ใครจะกั้นห้องเพิ่มอีกสักห้องผมก็ว่าทำได้นะ แค่ความโปร่งโล่งจะลดลงไปหน่อยเท่านั้นเอง

และเมื่อมองลงไปด้านล่างก็จะเห็นพื้นที่ของห้องทั้งหมด รวมถึง take view ได้ค่อนข้างกว้างอีกด้วย

อีกด้านเป็นห้องอเนกประสงค์ซึ่งเค้ากั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนแยกเป็นสัดส่วน

ภายในมีพื้นที่กว้างกว่าห้องชั้นลอยอื่นๆที่ผ่านมา สามารถทำเป็นห้องนอนจริงจังแล้วยังมีพื้นที่รอบเตียงใช้งานได้สะดวกแบบนี้เลยครับ

ห้อง 1 Bedroom ขนาด 27.8 ตารางเมตร ห้องนี้จะต่างจากห้องแบบแรกที่เราไปดูกันตรงที่จะมีหน้ากว้างมากกว่า และเค้าจะแยกห้องครัวเอาไว้ด้านซ้ายต่างหาก ไม่ต้องเปิดห้องมาแล้วเจอครัวเลยเหมือนทุกที อีกทั้งห้องนั่งเล่นก็กว้างมากขึ้นเพราะไม่ต้องเสียพื้นที่ให้กับบันไดอีกด้วยครับ ส่วนห้องนอนก็จะอยู่ชั้นบนโดยที่เค้าทำเป็น Walk in closet มาให้เลยด้วย แต่เวลาจะเข้าห้องน้ำก็ยังต้องเดินลงไปชั้นล่างเหมือนเดิมนะครับ ดีหน่อยที่คราวนี้ไม่ต้องเปิดประตูเพื่อเดินผ่านห้องครัวก่อนเหมือนเดิมแล้ว โดยรวมผมมองว่าแบบห้องนี้ดูลงตัวกว่าห้อง 23.8 ตารางเมตรก่อนหน้านี้ครับ เหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คนกำลังดี

ห้อง Penthouse ขนาด 130.9 ตารางเมตร จะอยู่ที่ชั้น 42 – 44 ทั้งโครงการมีแค่ 4 ยูนิตเท่านั้น เป็นห้องแบบ 3 ห้องนอน ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าจัดออกมาได้ดี ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นบ้านมากๆครับ พอเราเข้ามาส่วนแรกที่เจอคือพื้นที่ foyer หน้าห้อง ซึ่งก็เป็นพื้นที่ใส่รองเท้า และมี Powder room เล็กๆสำหรับแขกหรือคนที่ใช้พื้นที่ส่วนกลางอยู่ด้วย ที่น่าสนใจคือทางเข้าต่อจากนี้จะมีอยู่ 2 ทางครับ หนึ่งคือเดินตรงเข้ามาแบบปกติซึ่งก็จะเจอ Comon area ขนาดใหญ่ที่ได้เป็นพื้นที่มุมหลายเหลี่ยมเช่นเคย ส่วนอีกทางหนึ่งคือเข้ามาในห้องครัวโดยตรง ซึ่งอารมณ์นี้จะคล้ายๆกับบ้านตรงที่ ครัวของบ้านจะมีทางเข้า 2 ทาง คือจากหลังบ้านหรือภายนอกบ้านโดยตรง และจะต้องเข้าจากในบ้านได้ด้วยครับ ซึ่งส่วนนี้ผมมองว่าดีมากๆ แถมยังได้ครัวปิดจริงจัง มีไอส์แลนด์ตรงกลาง และยังแอบเห็นว่ามีประตูเปิดออกไปลานซักล้างข้างๆซึ่งเป็นพื้นที่ภายนอกได้อีกด้วย เอาไว้ตากผ้าและเก็บ Condensing unit นั่นเองครับ

ส่วนอีกด้านของห้องจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของห้องนอนทั้ง 2 โดยห้อง Master Bedroom จะได้ทั้งผนังหลายมุมเหมือนห้องนั่งเล่นภายนอก แล้วยังมี Walk in closet กับห้องน้ำในตัวด้วย ซึ่งถือเป็นอีก Highlight ของห้องนี้ เพราะห้องน้ำนอกจากจะแยกฟังก์ชันเป็นสัดส่วนชัดเจนแล้ว ยังได้อ่างอาบน้ำ และเป็นห้องน้ำที่ติดกับผนังภายนอก สามารถ take view ขณะนอนแช่น้ำได้อีกด้วย ส่วนห้องนอนที่อยู่ติดกันเค้าก็จะมีห้องน้ำเป็นของตัวเองแยกต่างหากเป็นส่วนตัวนะ แต่สำหรับห้องนอนที่ 3 ที่อยู่ชั้นบน ห้องนี้จะพิเศษหน่อยตรงที่จะมีประตูกั้นแยกมาให้ตั้งแต่หน้าบันไดที่ชั้นล่างเลยครับ ซึ่งพื้นที่ชั้นลอยที่เป็นแนวยาวทั้งหมดถือว่าเป็นของห้องชั้นบนหมดเลยนะ ถึงแม้ห้องนี้จะไม่ได้อยู่ติดกับหน้าต่างโดยตรงเหมือนห้องนอนอื่น แต่ก็ยังได้แสงและ take view ผ่านห้องนั่งเล่นได้อยู่ครับ เพียงแต่พื้นที่นั่งเล่นที่ชั้นบนนี้ของจริงอาจมืดทึบไปสักหน่อย เพราะโดยรอบเป็นผนังทึบหมดเลย รวมถึงเวลาจะเข้าห้องน้ำก็จะต้องเดินลงไปใช้ที่ชั้นล่างหน้าบันไดอีกด้วย

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

ราคา

ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 14 June 2019

  • เนื่องจากทางโครงการยังไม่ได้เปิดขายอย่างเป็นทางการ จึงยังไม่มีรายละเอียดราคาทั้งหมด มีเฉพาะราคาของห้อง 1 Bedroom ขนาด 23.4 ตร.ม. (ตามโฉนด) หรือคิดเป็นพื้นที่ใช้สอย 34 ตร.ม. ราคาเริ่มต้นที่ 6.09 ล้านบาท
  • ราคาเฉลี่ยของโครงการประมาณ 200,000 บาท/ตร.ม. คาดว่า คิดตามพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด (ชั้นล่าง (ตามโฉนด) + ชั้นลอยด้านบน) ซึ่งถ้าในกรณีคิดเฉพาะพื้นที่ใช้สอยตามโฉนด น่าจะมีราคาสูงกว่านี้ ให้สอบถามกับโครงการอีกครั้งนะครับ
  • รูปแบบการขาย Fully Fitted
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน 4.20 เมตร
  • Kitchen & Sink / ท็อปหินสังเคราะห์ Pyrolithic Stone จากแบรนด์ GEOLUXE ของ SCG
  • Hob & Hood / ของยี่ห้อ MEX
  • จอง n/a บาท
  • ทำสัญญา n/a บาท
  • ดาวน์ n/a% ผ่อนดาวน์ n/a งวด
  • ค่ากองทุน n/a บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง n/a บาท/ตร.ม./เดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ

บทสรุป

ทำเล : โครงการ Park Origin จุฬา – สามย่าน ตั้งอยู่ติดกับถนนพระราม 4 ใกล้กับแยกสะพานเหลือง ซึ่งเป็นจุดตัดสำคัญเพราะสามารถไปขึ้นทางด่วนได้ครับ โดยรอบส่วนใหญ่เป็นชุมชนพักอาศัยแนวราบ ไม่มีตึกสูงบังในระยะประชิด ทำให้ชมวิวได้รอบทิศทาง อีกทั้งของกินก็หาไม่ยากครับ มีเซเว่นอยู่ใกล้ๆ และแถวๆนั้นก็มีร้านอาหารอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะบริเวณหน้าปากซอยต่างๆ แต่ถ้าจะคึกคักหน่อยก็ต้องเป็นจุฬาฯที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งอนาคตจะพัฒนาเป็น Chula Smart City แต่ปัจจุบันก็จะมีตลาดสามย่าน I’m Park สวนหลวงสแควร์ สามย่านมิตรทาวน์ และจามจุรีสแควร์ ให้เดินช้อปปิ้งกัน แต่ถ้าจะเดินห้างใหญ่ๆก็ต้องไปแถวสยามเลยครับ มีเส้นทางถนนหลายเส้นที่เชื่อมต่อไปได้สะดวก แต่ถ้าเป็นคนชอบแนว street food ก็คงไม่พลาดกับเยาวราชที่อยู่ไม่ไกลแน่นอนครับ

การเดินทางโดยใช้รถ : ถือว่าสะดวกมากๆครับ เพราะอย่างที่บอกว่าจุดขึ้นทางด่วนศรีรัชอยู่ตรงแยกสะพานเหลืองใกล้ๆกับโครงการนี่เอง ห่างกันเพียงแค่ 220 m. เท่านั้น เพียงแต่ขาลงก็อาจต้องไปกลับรถไกลหน่อย คือบริเวณแยกสามย่านที่อยู่ห่างออกไป 1 – 2 km. นอกจากนี้ยังมีถนนอีกหลายเส้นให้เชื่อมต่อไปยังสยามได้ง่าย ทั้งถนนบรรทัดทอง และถนนพญาไท เป็นต้น รวมถึงตัวโครงการเองก็มีที่จอดรถอยู่ 60% ซึ่งถือว่าเพียงพออยู่นะครับ

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ : จริงๆแล้วโครงการนี้จะตั้งอยู่ระหว่าง MRT สามย่าน 900 m. และ MRT หัวลำโพง 600 m. แต่ก็อาจไม่ใช่ระยะเดินสักเท่าไหร่ แต่ก็สามารถเรียกแท็กซี่หรือวินมอไซค์แถวนั้นเพื่อไปส่งได้นะครับ และถ้าขยันเดินหน่อยผมก็จะแนะนำเป็นสถานีสามย่าน อย่างที่บอกไปแล้วว่าถึงระยะทางจะไกลกว่า แต่ก็เดินง่ายและระหว่างทางยังมีตลาดและร้านขายกับข้าวให้แวะได้อีกเพียบ

วัสดุ : โครงการนี้ขายแบบ Fully Fitted คือให้เฟอร์นิเจอร์มาบางส่วนจะต้องเตรียมเงินตกแต่งเพิ่มเติมเองด้วยนะครับ สิ่งที่เค้าให้มาประกอบด้วยชุดตู้ Built in ต่างๆ พื้นครัวกระเบื้องแกรนิตโต้ พื้นห้องไม้ Enginearing Wood ชุดครัวและ Hop & Hood จาก MEX มี Top เคาน์เตอร์ครัวและห้องน้ำเป็น Pyrolithic Stone จากแบรนด์ GEOLUXE ของ SCG สุขภัณฑ์ต่างๆจาก Kasch และมี Smart Mirror ติดตั้งมาให้ด้วยครับ ฉากกั้นอาบน้ำกระจกนิรภัย Tempered Glass และมีทั้ง Hand Shower และ Rain Shower ให้เลือกใช้งาน โดยที่กระเบื้องในห้องน้ำจะเป็นกระเบื้องแกรนิตโต้แบบด้าน ส่วนกรอบบานประตูและหน้าต่างเป็นลูมิเนียม กระจกสี Ocean Gray บันไดห้องเป็นโครงเหล็กไม้ปาติเกิ้ล ปิดผิวด้วยเมลามีนลายไม้ และ Top ไม้ด้านบนเป็นไม้ประสานย้อมสี มีราวกันตกเป็นกระจกนิรภัย

การออกแบบโครงการ : ขอเริ่มตั้นแต่ชั้นแรก ผมมองว่าการที่ตัวอาคารเว้นระยะ set back เข้ามาเยอะๆ แล้วทำเป็นพื้นที่สวน นอกจากทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวแล้ว ยังช่วยเรื่อง approach และสร้างบรรยากาศที่ดีได้อีกด้วย ส่วนตัว Facilities ผมคิดว่าเค้าจัดแบ่งฟังก์ชันได้ดีและเหมาะสม อย่างพื้นที่ที่ต้องรับแขก คุยงาน ธุรกิจต่างๆ ก็เอาไว้ชั้น 2 แต่ยังได้ความเป็นส่วนตัวเพราะต้องให้เจ้าของบ้านเท่านั้นพาขึ้นลิฟต์มา ส่วนชั้น 45 – 47 เรียกได้ว่าจัดเต็มมาให้แบบฟังก์ชันละ floor กันเลยทีเดียวครับ ไม่มีการแบ่งยิบย่อยให้เป็นฟังก์ชันพื้นที่เล็กๆ สามารถใช้งานได้เต็มที่จริงๆ แล้วยังเชื่อมต่อกันด้วยพื้นที่ชั้นลอย สอดคล้องกับห้องพักอาศัยแนว Loft ของโครงการ อีกทั้งส่วนมากยังเน้นเป็นพื้นที่แบบ Indoor สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวันเลยครับ

อีกหนึ่งจุดเด่นที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือเรื่องการออกแบบอาคารครับ โดยโครงการนี้มีการทำมุมอาคารของชั้นต่างๆ ให้เป็นแบบหลายเหลี่ยมมุม ไม่ใช่แบบมุม 90 องศาแบบทั่วไป จากความตั้งใจแรกในการออกแบบอาคารให้เลียนแบบธรรมชาติมากที่สุด แต่ก็ทำให้ห้องมุมต่างๆ ได้รับผลที่ดีในการเพิ่มมุมมองได้กว้างมากขึ้นอีกด้วย ส่วนโถงลิฟต์ในแต่ละชั้น ถึงแม้ว่าจะอยู่เรียงกัน 5 ตัว แล้วหันหน้าออกมาฝั่งเดียว แต่เค้าก็จะกั้นผนังทำเป็นห้องปิดแยกเอาไว้ให้ จะได้ไม่มีห้องที่เสียความเป็นส่วนตัวจากการอยู่หน้าลิฟต์พอดีครับ เพียงแต่ห้องที่อยู่กลางๆอาคาร หรือใกล้ทางเข้าโถงลิฟต์ก็ยังอาจมีคนพลุกพล่านมากกว่าหน่อยนึงนะ และที่ชั้น Penthouse ก็อาจจะมืดๆหน่อย เพราะไม่ค่อยมีช่องเปิดเลยนั่นเอง

การออกแบบห้องพักอาศัย : ห้องทุกห้องของโครงการนี้เป็นแบบ Loft ทั้งหมด คือฝ้าสูง 4.25 m. และมีพื้นที่ชั้นลอยเป็นพื้นที่ใช้สอยที่เพิ่มเข้ามา โดยคนที่จะซื้อห้องแบบนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพื้นที่ขายตามโฉนดที่คุณได้ กับพื้นที่ใช้สอยจะไม่เท่ากันนะครับ และห้องแนวนี้ยังเหมาะกับคนเฉพาะกลุ่มอีกด้วย อย่างคนที่อยากอยู่คอนโดแบบเพดานสูงๆ มีบันไดให้เดินขึ้นชั้น 2 ได้ ให้อารมณ์เหมือนอยู่บ้าน เป็นต้น ซึ่งแบบห้องของโครงการนี้จะเน้นพื้นที่ความเป็นส่วนตัวค่อนข้างมากครับ อย่างห้อง 1 Bedroom ก็จะนำห้องนอนไปไว้ชั้นลอย หรือห้อง 1 Bedroom Plus ที่มีห้องนอนอยู่ด้านล่าง ก็จะกั้นห้องนอนด้วยผนังทึบ เป็นต้น เวลาแขกมาก็จะได้มองไม่เห็นพื้นที่ส่วนตัวของเราครับ

รวมถึงครัวของที่นี่ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณหน้าห้อง ถึงแม้จะมีประตูเลื่อนปิดให้ แต่ก็อาจไม่เหมาะกับการทำอาหารจริงจังมากนัก และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกอย่างก็คือห้องน้ำครับ เพราะทุกๆ type จะทำห้องน้ำไว้ชั้นล่างหมดเลย แต่ถ้าทำห้องนอนอยู่ที่ชั้น 2 ก็จำเป็นที่จะต้องเดินลงมาใช้ชั้นล่าง อาจไม่สะดวกสำหรับบางคนนะครับ แต่ทีเด็ดของโครงการนี้คือ type ห้องมุมต่างๆ ที่จะมีห้องนั่งเล่นแบบมีกระจกยื่นออกไปจากมุมอาคารเป็นหลายเหลี่ยมมุม ทำให้ช่วยเพิ่มมุมมองให้กว้างมากขึ้นกว่าปกติได้ แต่สิ่งที่ตามมาคือ เราจะหาหรือจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ยากกว่าแบบห้องทั่วไปนั่นเองครับ ซึ่งอันนี้เพื่อนๆต้องลองพิจารณากันดูอีกทีนะครับ

สาธารณูปโภค : ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการเลยก็ว่าได้ครับ โดยมีการกระจาย Facilities ออกไปหลายๆชั้น และแต่ละชั้นก็จะมีฟังก์ชันไม่เยอะครับ เรียกได้ว่าเป็นฟังก์ชันละ floor เลยก็ว่าได้ เริ่มตั้นแต่ชั้นแรกภายนอกมีทั้งสวน และยังออกแบบเป็นอุโมงค์ถ้ำใต้ถนนทางเข้าโครงการให้เดินเล่นได้ ภายในอาคาร Lobby เป็นพื้นที่ต้อนรับ ชั้น 2 เป็นพื้นที่ Co-Working Space และ Meeting Room ต่างๆ จะนั่งคุยงานกันที่ Business Lounge ก็ได้ครับ ส่วนชั้น 16 จะมีสวนด้านข้างเล็กๆให้ใช้งานได้ ข้ามมาอีกทีที่ชั้น 45 เป็น Sky Lounge ขนาดใหญ่ แถมปลูกต้นไม้ที่พื้นที่ภายในอาคารอีกด้วย สวนแบบ Outdoor ก็มีให้เลือกใช้ รวมถึงมี Co-Private Kitchen ให้ขึ้นมาดินเนอร์ได้ด้วย ชั้น 45M เป็น Fitness และถัดขั้นมาเป็นห้องน้ำ Stream กับ Onsen แบบห้องมุมที่สามารถชมวิวได้ด้วย ต่อมาเป็นชั้น 46 ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำแบบ Indoor ทั้งหมด และที่ชั้นดาดฟ้าก็ยังมีสวนให้ขึ้นมาชมวิวและพักผ่อนได้ครับ

Judgement

การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

เทียบกับช่วงราคาเฉลี่ยแบบทั้งโครงการ AVG 200,000 บาท/ตร.ม., 14 June 2019

  • ทำเล 8.25/10 – ทำเลดี อยู่ติดถนนใหญ่ มีร้านค้ารอบๆให้พึ่งพิงโดยรอบไม่มีตึกสูงบังวิว
  • เดินทางด้วยรถ 8.5/10 – ใกล้ทางด่วนเพียง 220 m. เข้าเมืองไปสยามง่าย มีที่จอดรถ Auto 60%
  • ไม่ใช้รถ 7.75/10 – ห่าง MRT 2 สถานี 600 – 900 ม. ติดถนนใหญ่ เรียกรถสาธารณะง่าย
  • วัสดุ 7.75/10 – ขายแบบ Fully Fitted มี Built เฟอร์มาให้บางส่วน ให้ของเหมาะสมกับราคา
  • แบบ 8.25/10 – เป็นห้องแนว Loft มีความเป็นสัดส่วน ทำมุมอาคารเป็นหลายเหลี่ยม ช่วยเพิ่มมุมมอง
  • สาธารณูปโภค 9.25/10 – ส่วนกลางแยกฟังก์ชันแยกชั้นแบบเต็มๆ พื้นที่ใหญ่ 4 ชั้นติดกัน ส่วนมากเป็น Indoor ใช้ได้ทั้งวัน อยู่ชั้นสูง take view ได้
  • SUPER LUXURY CLASS
  • 8.24 / 10.00

BOTTOM LINE

Park Origin จุฬา – สามย่าน เหมาะกับคนที่กำลังมองหาคอนโดแถวสามย่าน ที่เน้นเป็นห้องแนว Loft หรือชอบ take view ภายในห้อง รวมถึงมีส่วนกลางขนาดใหญ่ให้ใช้งาน อยู่ใกล้ทางด่วน และเข้าเมืองไปสยามได้ง่าย มีงบประมาณระดับ 6.09 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีกำลังผ่อนประมาณ 43,000 บาท/เดือนขึ้นไป