รีวิวฉบับย่อที่ 1083 สวัสดีค่ะ วันนี้จะขอพาไปชมโครงการที่กำลังใกล้จะเปิดตัวแล้วในไม่ช้าภายใต้แบรนด์ Life จาก AP กับโครงการ Life สุขุมวิท 48 คอนโด High Rise 2 อาคาร สูง 19-31 ชั้น ในซอยสุขุมวิท 48 ลึกเข้าไปประมาณ 100 ม. ติดกับโครงการเพื่อนบ้านอย่าง Aspire สุขุมวิท 48 และห่างจากรถไฟฟ้าสถานีพระโขนงประมาณ 600 ม. ค่ะ สำหรับแบบห้องของโครงการเริ่มต้นที่ 1 Bedroom ขนาด 30 ตร.ม. ในราคาเริ่มต้นที่ 2.49 ล้านบาท หรือเริ่มต้นที่ 83,000 บาท/ตร.ม. โดยโครงการนี้จะเปิดตัวในวันที่ 4 -5 มิถุนายนนี้ค่ะ สำหรับรีวิวฉบับย่อนี้เราจะพาไปดูผังโครงการและแปลนห้องกันก่อนนะคะ 🙂

 

Fact @ 09 May 2016

  • อาคาร N สูง 19 ชั้น มี 153 ยูนิต
  • อาคาร S สูง 31 ชั้น มี 459 ยูนิต
  • อาคารจอดรถสูง 9 ชั้น และมีชั้นใต้ดิน 2 ชั้น

  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด
    • อาคาร N 9 ยูนิต
    • อาคาร S 16 ยูนิต

  • ที่จอดรถประมาณ 300 คัน รวมจอดซ้อนคัน คิดเป็นประมาณ 49%
  • ที่ดินประมาณ 3-2-99 ไร่
  • เริ่มก่อสร้าง : ธ.ค. 58
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : ปลายปี 60
  • 1 Bedroom และ 1 Bedroom plus 30 – 40 ตร.ม.
  • 2 Bedroom 47 – 60 ตร.ม.
  • ฝ้าเพดานสูง 2.6 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรทั้งโครงการ 98,500 บาท/ตร.ม.
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่ำสุด-สูงสุด n/a บาท/ตร.ม.
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • Presale 4-5 มิ.ย. นี้ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่ คลิกที่นี่
  • โทร  : 1623
  • เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วค่ะ

    สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างนะ


    เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

    พิกัด : 13.711452, 100.594765

    ที่ตั้งของโครงการตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 48 ลึกเข้าไปประมาณ 100 ม. ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าพระโขนงประมาณ 600 ม. ค่ะ

    ทำเลของโครงการจะอยู่ในย่านพระโขนงก่อนข้ามคลองพระโขนงไปฝั่งอ่อนนุช บรรยากาศบริเวณนี้มีความเป็นย่านของที่อยู่อาศัยที่ผสมผสานระหว่างคนที่อาศัยมานานและคนรุ่นใหม่ที่ขยับออกมาจากเมืองแต่ยังต้องการไลฟ์สไตล์ของคนเมือง ซึ่งจะเห็นได้ว่ารูปแบบของที่อยู่อาศัยจะหลากหลายทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบแบบจัดสรร ไม่จัดสรรอยู่ในซอยเล็กซอยย่อย ส่วนพื้นที่ที่ติดถนนใหญ่อย่างสุขุมวิทก็จะเป็นคอนโด High Rise ตั้งอยู่กันค่อนข้างเยอะ สำหรับที่ตั้งของ Life สุขุมวิท 48 นี้ยังถือว่าเกาะถนนสุขุมวิทอยู่เพียงแต่จะอยู่ในซอยสุขุมวิท 48 ลึกเข้าไปประมาณ 100 ม. ซึ่งก็ถือว่าไม่ลึกมากนักสามารถเดินเข้าซอยได้สบายๆ ซึ่งข้อดีสำหรับคนที่ไม่ชอบความวุ่นวายบนถนนใหญ่และต้องการความสงบของในซอยเข้ามาหน่อย โครงการนี้ก็เป็นอีกทางเลือกนึงที่น่าสนใจค่ะ อีกจุดเด่นนึงของทำเลโครงการนี้คืออยู่ไม่ห่างจากสถานี BTS พระโขนงมากนัก โดยมีระยะห่างประมาณ 600 ม. ถือว่าเลยระยะเดินไปหน่อยแต่ก็ไม่ได้ลำบากมากนักค่ะ เพราะมีฟุตบาทตลอดทางและมีความกว้างของฟุตบาทพอสมควร แต่ก็จะมีลำบากหน่อยตรงที่ต้องข้ามถนนพระราม 4 ไปขึ้นรถไฟฟ้านี่แหละ เนื่องจากบริเวณแยกนี้มีปริมาณรถค่อนข้างเยอะและเป็นเลนที่รถผ่านได้ตลอด

    ส่วนใครที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวนั้นก็ค่อนข้างสะดวก เพราะในซอยนี้นอกจากจะอยู่ใกล้ปากซอยแล้วยังสามารถทะลุไปออกถนนพระราม 4 และอยู่ไม่ไกลจากทางด่วนเฉลิมมหานคร, รามอินทรา-อาจณรงค์ ที่มีจุดขึ้น-ลงทางด่วนอยู่ในซอยสุขุมวิท 50 ถือว่ามีตัวเลือกให้เดินทางได้พอสมควรแต่ก็ต้องยอมรับว่าบริเวณนี้นั้นมีปริมาณรถค่อนข้างหนาแน่น เป็นธรรมดามากๆ ที่รถจะติดหนักในช่วงเวลาเร่งด่วนค่ะ

    ซุมเข้ามาหน่อยภายในซอยสุขุมวิท 48 นั้นเป็นซอยที่สามรถเข้า-ออกได้ 2 ทาง คือหน้าปากซอยที่เป็นถนนสุขุมวิท และทะลุออกซอยภูมิจิตรไปยังถนนพระราม 4 ได้ ซึ่งใครที่ต้องเดินทางเข้าถนนพระราม 4 อยู่แล้วก็จะสะดวกหน่อยตรงที่ไม่ต้องไปเสียเวลารถติดบนถนนใหญ่

    สภาพแวดล้อมในทำเลนี้นั้นไม่ได้หวือหวาหรือมีความอุดมสมบูรณ์สูงเทียบเท่ากับทองหล่อ เอกมัย ที่มีร้านอาหารดังๆ Community Mall มากมาย หรือศูนย์การค้าใหญ่ขึ้นใกล้สถานีรถไฟฟ้า แต่เดิมทำเลย่านพระโขนงนี้จะมีลักษณะเป็นชุมชนเก่าแก่ มีความอุดมสมบูรณ์อยู่พอสมควร มีร้านอาหารด้านล่างตึกแถวที่เรียงรายกันติดถนนใหญ่และถนนสุขุมวิท 71 ซึ่งในปัจจุบันก็เริ่มมีความเจริญมากขึ้นจากการขยับขยายความเจริญมาจากบริเวณสุขุมวิทตอนต้น ทำให้รูปแบบของทำเลนี้มีการปรับเปลี่ยนไปมากขึ้นจากแต่ก่อน คือเริ่มมี Community Mall เกิดขึ้นอย่าง W District หรือ Hyper Market ใหญ่ๆ หน่อยอย่าง MaxValu บนถนนสุขุมวิท 71 และคอนโด High Rise ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งทำเลนี้ยังเป็นทำเลที่เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งทำให้รูปแบบของทำเลนี้จัดว่าอยู่ระหว่างกลางของความอุดมสมบูรณ์และความเจริญในเมืองและนอกเมือง

    สำหรับการเดินทางครั้งนี้จะเริ่มต้นจากสถานีรถไฟฟ้าพระโขนงเดินตามทางไปเรื่อยๆ ประมาณ 500 ม. แล้วเลี้ยวเข้าซอยสุขุมวิท 48 ไปอีกประมาณ 100 ม. ค่ะ เดี๋ยวเราไปเดินดูบรรยากาศโดยรอบระหว่างทางไปโครงการกันค่ะ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

    ลงมาจากสถานีรถไฟฟ้าพระโขนงกันแล้ว จากขาสถานีที่ใกล้ที่สุดจะเป็นบันไดธรรมดานะคะ ตอนเดินขึ้นก็ไม่ได้สบายเท่ากับได้ขาสถานีเป็นบันไดเลื่อน

    กลับหลังแล้วเดินตรงไปยังทางม้าลายข้ามถนนพระราม 4 บริเวณแยกพระโขนงกันต่อค่ะ สังเกตฟุตบาทค่อนข้างกว้างเดินได้สบายๆ

    ตรงมาใกล้จะถึงแยกพระโขนงฝั่งจรงข้ามเป็นคอนโด High Rise The Room และถัดไปเป็น Community Mall ที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าพระโขนงและโครงการมากที่สุดอย่าง W District ค่ะ

    เดินข้ามทางม้าลายบริเวณแยกพระโขนงกันค่ะ ในเลนจากถนนพระราม 4 เลี้ยวเข้าถนนสุขุมวิทนั้นยังเดินได้ไม่ยากแค่รอไฟจราจร แต่จากถนนสุขุมวิทที่เลี้ยวเข้าถนนพระราม 4 นั้น เดินข้ามค่อนข้างลำบากอยู่พอสมควรนะคะ ต้องรอจังหวะรถให้ดีนะคะเนื่องจากเลนรถที่วิ่งจากถนนสุขุมวิทเข้ามาถนนพระราม 4 นั้นเป็นเลนที่รถผ่านได้ตลอด

    เมื่อข้ามมาแล้ว จะสังเกตว่าความกว้างฟุตบาทจะเล็กลงมาหน่อยแต่ก็ยังเดินได้สบายๆ ข้างทางเป็นร้านด้านล่างของตึกแถวที่แยวเรียงตัวกันไปตามทางถนน ซึ่งก็มีทั้งร้างบ้างและยังประกอบธุรกิจกันอยู่ ส่วนใหญ่ที่เห็นก็จะเป็นร้านอาหารบ้าง ร้านนวดและธนาคารค่ะ

    เดินต่อมาถึงจุดตัดที่ตัดกับถนนสุขุมวิท 71

    เดินต่อมาอีกหน่อยมีสะพานลอยข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามของโครงการ ซึ่งฝั่งตรงข้ามนั้นมีของขายทั้งร้านอาหารและเป็นเต็นท์เล็กๆ ค่อนข้างหลากหลายกว่าฝั่งนี้ รวมทั้งยังเป็นที่ตั้งของตลาดสดพระโขนงด้วย

    เราเดินถัดมาเรื่อยๆ จะเห็นว่าระหว่างทางเดินในช่วงกลางวันค่อนข้างคึกคักพอสมควร มีร้านรถเข็นและร้านขายของต่างๆ ใต้ตึกแถวเรียงตัวกันตลอดแนว

    เดินมาอีกหน่อยก่อนจะถึงซอยสุขุมวิท 48 เป็นจุดรอรถเมล์ด้วย ซึ่งในช่วงเช้าและเย็นจะเห็นคนเยอะมากยืนรอกันบริเวณนี้

    ถัดมาก็จะเจอทางเข้าซอยสุขุมวิท 48 แล้วค่ะ บริเวณหน้าซอยมีธนาคารออมสินเป็นอีกนึงจุดสังเกต

    หน้าปากซอยมีเต้นท์พี่วินคอยให้บริการอยู่หน้าปากซอย

    และมีเต้นท์เล็กๆ รวมร้านรถเข็นขายอาหารประมาณ 4-5 เจ้าค่ะ

    เดินเข้ามาประมาณ 100 ม. ก็เห็น Sale Office ของโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างแล้วค่ะ โดยจะเปิดตัวในวันที่ 4-5 มิถุนายนนั้นทางโครงการคงพร้อมเปิดห้องตัวอย่างเรียบร้อย

    เข้ามาดูในซอยด้านข้างของโครงการกันบ้าง ภายในซอยจะเป็นตึกแถวสูงประมาณ 3-4 ชั้น รายล้อมตัวโครงการอยู่

    ส่วนบริเวณถนนในซอยหลัก ฝั่งตรงข้ามกับ Sale Office ด้านล่างตึกแถวมีร้าน 7-11 เปิดให้บริการอยู่ด้วย

    ลึกเข้าไปเลยโครงการเพื่อนบ้านอย่าง Aspire สุขุมวิท 48 นั้นจะเป็นซอยที่มีตึกแถวสูง 4 ชั้น ด้านล่างเป็นร้านอาหารเรียงรายกันไป ซึ่งทีมงานไปกันในวันหยุดวิสาขบูชา ซึ่งมีหลายร้านที่ปิดบริการพอสมควร แต่จริงๆ ในวันธรรมดาจะเห็นว่าแถบนี้ค่อนข้างคึกคักทีเดียวค่ะ นอกจากร้านใต้ตึกแถวแล้วก็ยังมีร้านรถเข็นมาเปิดขายบริเวณนี้ด้วย ใครที่ไม่ได้ทำกับข้าวกินอยู่แล้วก็สามารถหาของกินได้สะดวกในราคาย่อมเยา ส่วนซอยนี้นั้นสามารถไปทะลุออกถนนพระราม 4 ได้ค่ะ

    ลองมองมาจากตึกเพื่อนบ้าน เพื่ออัพเดตสถานะโครงการกัน โดยปัจจุบันอยู่ในระหว่างการก่อสร้างโครงสร้างใต้ดิน (Sub-Structure) ค่ะ

    **รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะคะ

    สภาพแวดล้อมและบรรยากาศรอบข้างโครงการในซอยสุขุมวิท 48 ส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยกันมานานแล้ว โดยลักษณะที่อยู่อาศัยจะเป็นอาคารตึกแถวเรียงรายกันไปตลอดแนวของซอยหลักและซอยย่อยเล็กๆ ภายใน จะมีฝั่งทิศตะวันตกที่ติดกับโครงการคอนโด High Rise เพื่อนบ้านแบรนด์รองลงมาหน่อยอย่าง Aspire สุขุมวิท 48 โดยโครงการจะอยู่ใกล้หน้าปากซอยมากกว่าค่ะ สำหรับการวางอาคารจะแตกต่างกับการวางอาคารของ Aspire สุขุมวิท 48 โดยวางแนวอาคารไปทางทิศเหนือ-ใต้ เพื่อไม่ให้บังวิวกันและกันกับโครงการด้านข้าง แต่จะมีบังวิวกันเองอยู่บ้างในโครงการค่ะ

     

    สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

    • สถานีรถไฟฟ้าพระโขนง ~ 600 ม.
    • W District ~ 800 ม.
    • ตลาดสดอ่อนนุช ~ 900 ม.
    • Tesco Lotus ~ 1 กม.
    • Big C Extra ~ 1 กม.
    • ตลาดสดพระโขนง ~ 1 กม.
    • โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ~ 1.6 กม.
    • โรงพยาบาลสุขุมวิท ~ 1.6 กม.
    • มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ~ 2.0 กม.
    • Wells International School ~ 3.2 กม.

     


    เจาะลึกตัวโครงการ

    มาดูที่ผังโครงการกันบ้างนะคะ ตัวโครงการ Life สุขุมวิท 48 นี้ จะมีทั้งหมด 3 อาคาร บนที่ดินประมาณ 3 ไร่กว่า โดยทางเข้าทางออกจะมีอยู่ทางเดียวติดกับถนนในซอยสุขุมวิท 48 เข้ามาภายในโครงการจะเจอกับอาคาร N ก่อน และจะเจอส่วนอาคารจอดรถที่อยู่ฝั่งขวา จากนั้นด้านในสุดเป็นอาคาร S ค่ะ ส่วนด้านซ้ายที่ติดกับซอยย่อยบริเวณหน้าโครงการมีการจัดพื้นที่ Landscape ไว้เป็น Party Court สำหรับนั่งเล่นได้ค่ะ มาที่ลักษณะการวางอาคารกันบ้าง สำหรับการวางอาคารพักอาศัยทั้ง 2 อาคารนั้นจะวางในทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก ซึ่งการวางอาคารในทิศทางนี้มาจากการวางแนวยาวอาคารตรงข้ามกับคอนโดตึกสูงข้างเคียงอย่าง Aspire สุขุมวิท 48 เพื่อไม่ให้บล็อควิวกัน แต่จะทำให้อาคารในโครงการนี้ค่อนข้างจะได้รับแสงแดดเข้ามาภายในห้องเยอะพอสมควรเมื่อเทียบกับการวางอาคารแนวเหนือ-ใต้นะคะ

    ในส่วนของพื้นที่จอดรถนั้น จะมีช่องจอดรถรวมจอดซ้อนคันประมาณ 300 คัน หรืออยู่ที่ประมาณ 49% โดยมีที่จอดอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคารพักอาศัย และอยู่ที่อาคารจอดรถเป็นส่วนใหญ่ ด้วยจำนวนที่จอดรถประมาณ 49% นี้ก็ถือว่าให้มามากกว่าที่กฎหมายกำหนดในระดับนึง และด้วยโครงการที่เน้นการใช้ระบบรถสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าแล้วก็ถือว่าน่าจะเพียงพอในระดับนึงค่ะ

    มาดูอาคาร N กันก่อนนะคะ อาคาร N นี้มีความสูง 19 ชั้น มียูนิตทั้งหมด 153 ยูนิต ซึ่งในชั้นแรกจะไม่มีห้องพักอาศัยนะคะ เข้ามาจาก Drop Off มีเสต็ปบันไดขึ้นมาหน่อยแล้วจะเป็นส่วน Hall ซึ่งแจกไปยังส่วนร้านค้า 1 ร้าน ส่วนช่องจอดรถใต้อาคาร และฝั่งขวาเข้ามาในส่วนของ Lobby อาคารค่ะ

    ในชั้น Typical Floor ตั้งแต่ชั้น 2-18 นี้มีจำนวนยูนิตต่อชั้นอยู่ที่ 9 ยูนิต ในส่วนของลิฟต์โดยสารนั้นจะอยู่ฝั่งขวาซึ่งมีจำนวนลิฟต์โดยสาร 2 ตัว เมื่อเทียบเป็นอัตราส่วนของลิฟต์ต่อจำนวนยูนิตทั้งหมดของอาคาร N จะอยู่ที่ 76.5:1 โดยรวมแล้วอาคารนี้ถือว่ามีความหนาแน่นไม่มากค่ะ มาดูที่ตำแหน่งของห้องกันต่อ จะสังเกตว่าฝั่งขวาบนนั้นที่ติดกับอาคาร S ไม่มีห้องพักอาศัย นั้นก็เพื่อไม่ให้เกิดการบังวิวกันเองในโครงการนั่นเองค่ะ ในส่วนของห้องมุมฝั่งซ้ายนั้นจะเป็นห้องขนาด 47 ตร.ม.ได้วิวที่หันทางถนนสุขุมวิท 71 ส่วนห้องฝั่งขวามุมล่างนั้นเป็นห้องขนาด 47 ตร.ม. เช่นกันแต่คนละ Type ซึ่งจะได้วิวในบนถนนสุขุมวิทหันเข้าไปในเมืองค่ะ ส่วนห้องที่อยู่ตรงกลางนั้นจะเป็นห้องขนาด 39-40 ตร.ม.ค่ะ

    ชั้น 19 เป็นชั้นดาดฟ้าที่เป็นส่วน Facilities ทั้งหมด โดยมีสระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส และพื้นที่สีเขียวค่ะ

    มาต่อกันที่อาคาร S กันบ้างนะคะ อาคาร S นี้สูง 31 ชั้น มีจำนวนยูนิตมากกว่าอาคาร N โดยมีจำนวนยูนิตทั้งหมด 459 ยูนิตค่ะ ในชั้นล่างของอาคารนี้จะเป็นพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดคือเข้ามาในอาคารแล้วจะเป็น Hall ก่อน และมีส่วน Co-Working Space อยู่มุมซ้ายของอาคาร ส่วน Lobby จะอยู่ทางขวาซึ่งจะเข้าสู่โถงลิฟต์โดยสารอีกที และฝั่งด้านขวาของอาคารนี้จะเป็นส่วนหลังบ้าน (Back Of House) ซึ่งจะเป็นห้อง Control ห้อง M&E เป็นต้น

    ในชั้น 2 จะเริ่มเป็นชั้นพักอาศัย โดยมีจำนวนยูนิตในชั้นนี้ทั้งหมดเพียง 11 ยูนิตค่ะ ซึ่งจะมีการเว้นพื้นที่ว่างไว้ในฝั่งขวาล่างที่ติดกับอาคารจอดรถ มาดูที่บริเวณห้องที่ใกล้กับโถงลิฟต์นั้นจะเห็นว่าผนังห้องไม่ใช่ผนังเดียวกับลิฟต์ โดยจะมีช่องว่างไว้ให้ซึ่งถือเป็นข้อดีค่ะ

    ในชั้น 3 – 30 นั้นเป็นชั้น Typical Floor มีจำนวนยูนิตเต็มชั้น โดยมีจำนวนยูนิต 16 ยูนิต ส่วนลิฟต์ของอาคารนี้มีลิฟต์โดยสาร 3 ตัว เพิ่มขึ้นจากอาคาร N ตามจำนวนของยูนิตที่มีมากกว่าอาคาร N โดยคิดเป็นอัตราส่วนลิฟต์ต่อจำนวนยูนิตอยู่ที่ 153:1 ซึ่งถือว่ามีความหนาแน่นพอสมควรอยู่ นอกจากลิฟต์โดยสารแล้วอาคารนี้ยังมีลิฟต์ Service เพิ่มขึ้นมาให้ด้วยอีก 1 ตัวนะคะ มากันที่ตำแหน่งของลิฟต์นั้นจะอยู่ค่อนไปทางซ้ายหน่อย ซึ่งห้องทางซ้ายจะค่อนข้างได้เปรียบในเรื่องของความสะดวกในการเดินไปใช้ลิฟต์มากกว่าห้องพักทางขวาอยู่หน่อย และสำหรับตำแหน่งห้องนั้น ห้องมุมจะเป็นห้องใหญ่มีขนาดตั้งแต่ 39-60 ตร.ม. ส่วนห้องตรงกลางนั้นเป็นห้อง 1 Bedroom ทั้งหมด ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 30-40 ตร.ม. ค่ะ

    ขึ้นมาที่ชั้น Roof Top ของอาคาร S อยู่ที่ชั้น 31 เป็นชั้น Facilities บนดาดฟ้าเช่นเดียวกับอาคาร N คือ สระว่ายน้ำ,Fitness และพื้นที่สีเขียว แต่จะได้ขนาดของ Facilities ใหญ่กว่าอาคาร N เนื่องจากจำนวนลูกบ้านที่มากกว่าค่ะ

    ในส่วนของอาคารจอดรถนั้นมีความสูง 9 ชั้น และชั้นใต้ดินอีก 2 ชั้น รวมทั้งหมด 11 ชั้นจอดรถ ซึ่งมีช่องจอดทั้งหมดประมาณ 213 คัน และด้านข้างมีลิฟต์โดยสาร 2 ตัวให้ค่ะ

    ส่วนชั้นบนสุดของอาคารจอดรถจะได้เป็นพื้นที่สวนหย่อมขนาดครึ่งนึงของอาคารให้ได้เดินเล่นค่ะ

     

    สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

    • สระว่ายน้ำ 1 สระต่อ 1 อาคาร
    • ห้องออกกำลังกาย 1 ห้องต่อ 1 อาคาร
    • ห้อง Suana 1 ห้องต่อ 1 อาคาร
    • ลิฟท์โดยสาร และอัตราส่วนลิฟต์

    • อาคาร N 2 ตัว (76.5:1)
    • อาคาร S 3 ตัว (153:1)

  • ที่จอดรถ 300 คัน รวมจอดซ้อนคันคิดเป็น 49%
  • ระบบ CCTV / Access Card
  •  


    Product Walkthrough

    เนื่องจากห้องตัวอย่างยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จนะคะ ซึ่งเราจะขอพาไปดูแปลนห้องทั้งหมดของโครงการกันก่อนนะคะ โดยรูปแบบการตกแต่งเป็นแบบ Fully Fitted ค่ะ

    1-down

    เริ่มกันที่ห้องขนาดเริ่มต้นของโครงการแบบ 1 Bedroom ประเภท Type A1 , A2 และ A3 มีพื้นที่ใช้สอยตั้ง 30 – 32 ตร.ม. ซึ่งห้องใน Type A1 , A2 และ A3 ก็จะมีตำแหน่งห้องในแต่ละอาคาร ตามนี้ค่ะ

    • Type A1 ขนาดพื้นที่ใช้สอย 30 ตร.ม  อยู่ในอาคาร S บริเวณตรงข้ามกับโถงลิฟต์ และช่วงตรงกลางของตึก โดยหน้าห้อง Type A1 นี้จะหันหน้าไปทางทิศเหนือ
    • Type A2 ขนาดพื้นที่ใช้สอย 32 ตร.ม  อยู่ที่อาคาร N บริเวณตรงข้ามกับโถงลิฟต์โดยสารโดยหันหน้าไปทางทิศเหนือเช่นกัน
    • Type A3 ขนาดพื้นที่ใช้สอย 33 ตร.ม  อยู่ในอาคาร S หันหน้าไปทางทิศใต้ซึ่งจะได้วิวเมืองบริเวณย่านอ่อนนุชเลยไป ตำแหน่งห้อง type นี้อยู่ช่วงตรงกลางของตึกแต่มีอยู่ห้องนึงที่อยู่ใกล้กับลิฟต์ซึ่งกำแพงห้องจะไม่ได้ติดกับตัวลิฟต์เพราะจะมีการเว้นช่องว่างไว้ซึ่งถือเป็นข้อดีทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเสียงจากลิฟท์มารบกวนที่ตัวห้องค่ะ

    หากมองในส่วนของ Lay out ของห้อง ประเภท Type A1 , A2 และ A3 จะมีการวาง Function การใช้งานจะคล้ายคลึงกัน คือมีการแบ่งพื้นที่ใช้งานหลักๆ ออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ส่วนครัว ห้องน้ำ และพื้นที่ระเบียง โดยมีพื้นที่เริ่มต้นที่ 30 ตารางเมตร ขึ้นไป ซึ่งเป็นขนาดที่สามารถจัดพื้นที่ใช้งานได้ง่าย และทำให้ห้องไม่เล็กหรือรู้สึกอึดอัดจนเกินไป แต่จะมีความแตกต่างกันที่ขนาดพื้นที่เพิ่มลดต่างกันอยู่ที่ 1-3 ตารางเมตร โดยพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นมาจะไปเพิ่มขึ้นในส่วนของห้องนั้งเล่นและห้องนอน ที่จะมีพื้นที่ใช้งานมากขึ้น

    สำหรับการวางพื้นที่ใช้งานของห้อง Type A1 , A2 และ A3 เริ่มจากเมื่อเดินเข้ามาภายในห้องจะเจอกับส่วนนั่งเล่นห้อง ซึ่งทางโครงการเน้นการจัดพื้นที่ในส่วนนี้มาให้เยอะพอสมควร เพื่อสามารถใช้งานได้จริง สามารถวางโซฟาขนาด 2-3 ที่นั้งได้ ฝั้งตรงข้ามกับห้องนั้งเล่นจะเป็นห้องน้ำ โดยภายในจะแบ่งพื้นที่การใช้งานมีโซนเปียกและโซนแห้ง อุปกรณ์ภายในห้องน้ำหลักๆครบตามที่ต้องใช้งาน แต่การจัดผังห้องให้ห้องน้ำที่อยู่ส่วนด้านในของอาคารแบบนี้ จะไม่มีช่องระบายอากาศ ทำให้ต้องพึ่งพาระบบดูดอากาศของอาคารเท่านั้น เข้าไปด้านในสุดของตัวห้องจะเป็นห้องนอนและห้องครัว ในส่วนของห้องนอนสามารถเปิดหน้าต่างรับลมและแสงภายนอกได้ดี พื้นที่ที่ให้มาสามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุตและตู้เสื้อผ้าได้ไม่อึดอัด ส่วนห้องครัว จัดเป็นครัวปิดเชื่อมต่อกับส่วนพื้นที่ระเบียง ข้อดีของครัวปิด คือ ช่วยป้องกันเรื่องกลิ่นและควันจากการประกอบอาหารที่จะเข้ามารบกวนภายในห้องได้ และสามารถเปิดออกไประเบียงก็จะช่วยระบายอากาศได้ดี ระเบียงจัดพื้นที่มาให้ไม่เยอะมากแต่ก็ยังพอใช้งานได้จริง เป็นส่วนซักล้าง ตั้งเครื่องซักผ้า ตากผ้าและใช้เป็นที่แขวน Compressor ได้

    1

    ห้องแบบ 1 Bedroom Type B1 และ ห้อง Type B1 Option 1 Bedroom plus มีขนาดพื้นที่ใช้สอย 40 ตร.ม. โดยพื้นที่ขนาดที่ให้มาจัดเป็นขนาดที่สามารถจัดพื้นที่การใช้งานต่างๆได้ง่าย อีกทั้งมีการเพิ่ม Type Option 1 Bedroom plus คือ สามารถปรับพื้นที่การใช้งานของห้องจัดเป็นห้องนั้งเล่นหรือห้องนอนได้ ซึ่งข้อดีของการปรับพื้นที่ห้องในลักษณะนี้คือ หากผู้อยู่อาศัยกรณีเป็นครอบครัวที่ไม่มีเด็กหรือสมาชิก อยู่กันสองคนสามีภรรยา ก็สามารถเลือกแบบห้องที่จัดห้องนอนมาให้ห้องเดียวแล้วไปเน้นพื้นที่ส่วนพักผ่อน ห้องนั้งเล่น หรือปรับเป็นห้องทำงาน อเนกประสงค์เพิ่มขึ้นมา แต่ถ้าหากครอบครัวไหนมีเด็กๆ หรือสมาชิกเพิ่มขึ้น จะต้องเตรียมห้องนอนเพิ่ม ก็สามารถเลือกห้องแบบ Option 1 Bedroom plus ซึ่งจะเหมาะสมกับผู้ใช้งานมากกว่า 

    สำหรับการวางพื้นที่ใช้งานของห้อง Type B1 สามารถแบ่งพื้นที่การใช้งานหลักได้ทั้งหมด 5 ส่วน ได้แก่ ส่วนห้องนั้งเล่น ห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำ และพื้นที่ระเบียง เริ่มจากเมื่อเดินเข้ามาภายในห้องจะเจอกับพื้นที่ห้องนั้งเล่น หรือสามารถปรับการใช้งานแบ่งพื้นที่เป็นส่วนรับประทานอาหารร่วมกันก็ได้ เพราะให้พื้นที่ในส่วนนี้มาค่อนข้างเยอะอยู่ ส่วนครัวจะเป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับส่วนห้องนั้งเล่น และส่วนรับประทานอาหาร ลักษณะจัดเป็นครัวเปิด ไม่มีส่วนกั้นแบ่งพื้นที่ ครัวแบบนี้จึงต้องระมัดระวังในการประกอบอาหาร เพราะกลิ่นและควันอาจจะรบกวนภายในห้องได้ ซึ่งการติด Hood ดูดควันก็สามารถช่วยได้พอประมาณ ฝั่งตรงข้ามพื้นที่ครัวจะเป็นห้องน้ำ แบ่งพื้นที่การใช้งานมีโซนเปียกและโซนแห้ง และมีอุปกรณ์ภายในห้องน้ำไว้เรียบร้อย แต่เนื่องจากตำแหน่งของห้องน้ำจะอยู่ด้านในสุดของห้อง การระบายความชื้น จึงจำเป็นต้องใช้ระบบดูดอากาศของอาคารเท่านั้น ถัดเข้าไปภายในห้องจัดเป็นห้องนอนและห้องนั้งเล่น ในส่วนของห้องนั้งเล่นก็สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานเป็นห้องนอนได้ โดยจะมีระเบียงสามารถเปิดไปภายนอกได้ ในส่วนของระเบียงที่เชื่อมต่อกัน จัดพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยนผืนผ้า ซึ่งมองดูแล้วอาจจะแคบไปหน่อย ใช้เป็นที่แขวน Compressor ได้ แต่อาจจะวางเครื่องซักผ้าไม่ได้ อันนี้ก็ต้องลองไปดูขนาดพื้นที่ระเบียงจริงๆกันอีกที ในส่วนของห้องนอนสามารถเปิดหน้าต่างรับลมและแสงภายนอกได้ดี และมีพื้นที่ในห้องสามารถวางตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้งได้ และยังมีพื้นที่เหลือรอบๆ ห้องจึงไม่อึกอัดจนเกินไป

    2

     

    ห้อง 1 Bedroom plus Type B4 และ ห้อง Type B4 Option 1 Bedroom plus ขนาดพื้นที่ใช้สอย 38 ตร.ม. เท่ากันโดยรวมแล้วฟังก์ชันเหมือนกัน B1-B3 แต่จะได้ขนาดพื้นที่รับประทานอาหารและพื้นที่ครัวเล็กลงมา และไปเน้นในส่วนของพื้นที่ห้องนอนเพิ่มขึ้น สามารถจัดส่วน Walk in Closet ได้มากขึ้น ห้องใน Type B4 นี้ยังคงมี Option 1 Bedroom plus คือ สามารถปรับพื้นที่การใช้งานของห้องจัดเป็นห้องนั้งเล่นหรือห้องนอนได้ จึงสามารถเลือกให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานจริงได้

    สำหรับการวางพื้นที่ใช้งานของห้อง Type B4 สามารถแบ่งพื้นที่การใช้งานหลักได้ทั้งหมด 5 ส่วน ได้แก่ ส่วนห้องนั้งเล่น ห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำ และพื้นที่ระเบียง เริ่มจากเข้ามาในห้องจะเจอกับส่วนรับประทานอาหาร หรือสามารถแบ่งพื้นที่จัดเป็นส่วนนั้งเล่นร่วมกันได้ พื้นที่จะเชื่อมต่อกับส่วนครัว ซึ่งจัดมาเป็นครัวเปิด พื้นที่ไม่ใหญ่มาก ครัวแบบนี้จึงต้องระมัดระวังในการประกอบอาหาร เหมาะกับการทำอาหารเบาๆ เช่น อุ่นอาหาร มากกว่า ตรงข้ามกับส่วนครัวจะเป็นพื้นที่ห้องน้ำ ที่สามารถเข้าได้ 2 ทางทั้งจากห้องนั้งเล่นและห้องนอน ห้องน้ำแยกโซนเปียกโซนแห้งชัดเจน  ถัดเข้าไปภายในห้องจัดเป็นห้องนอนและห้องนั้งเล่น ในส่วนของห้องนั้งเล่นก็สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานเป็นห้องนอนได้เช่นกัน โดยจะมีระเบียงสามารถเปิดไปภายนอกได้ ขนาดของพื้นที่ระเบียงให้มาเท่าๆกับห้องแบบ B1 ซึ่งพื้นที่ค่อนข้างจำกัดไปหน่อย สำหรับห้องนอนหลักจัดพื้นที่มาให้ค่อนข้างเยอะ สามารถวางเตียงและยังคงมีพื้นที่เหลือโดยรอบ ให้วางตู้เสื้อผ้า หรือจะกั้นทำเป็น Walk in Closet  เล็กๆก็ยังพอได้อยู่ มีพื้นที่เหลือรอบเตียงสามารถทำชุดตู้หรือชั้นวางของปลายเตียงได้ สามารถเปิดหน้าต่างรับลมและแสงธรรมชาติให้เข้ามาในห้องได้

    3

    ห้อง 1 Bedroom Type B5 และห้อง Type B5 Option 1 Bedroom plus ซึ่งทั้ง 2 แบบห้องนี้มีขนาดพื้นที่ใช้สอยอยู่ที่ 39 ตร.ม. เท่ากัน และมี Lay out ผังแปลนที่เหมือนกัน โดยจะแตกต่างตรงฟังก์ชันห้องที่ปรับเปลี่ยนจากห้องนั่งเล่นเป็นห้องนอนเล็กแทน จากรูปแบบของแปลนห้องนี้จะแบ่งส่วนห้องเป็น 4 ส่วนชัดเจน เป็นสัดเป็นส่วนดี โดยเน้นพื้นที่บริเวณครัวและพื้นที่รับประทานอาหารค่อนข้างมาก และจะเห็นว่ามีพื้นที่ว่างค่อนข้างเยอะพอสมควรตรงบริเวณทางเดิน ซึ่งอาจจะเพิ่มเติมขนาดโต๊ะรับประทานอาหารให้ใหญ่ขึ้นได้ หรือจะกั้นเป็นส่วนโต๊ะบาร์เล็กๆ ได้ ในส่วนของห้องนอนนั้นจะได้เป็นห้องแบบ Master Bedroom เนื่องจากห้องน้ำสามารถเข้าได้จาก 2 ทาง คือจากห้องนอนและบริเวณพื้นที่รับประทานอาหาร ในส่วนของห้องนั่งเล่นนั้นเป็นเสมือนห้องเอนกประสงค์ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องนอนสำหรับครอบครัวขยายขนาดเล็กได้ หรือหากอยู่กันสองคนก็สามารถใช้เป็นห้องนั่งเล่น หรือจะเปลี่ยนห้องนี้เป็นห้องทำงานก็ได้เช่นกันค่ะ

    4

    ห้อง 2 Bedroom Type C1 ขนาดพื้นที่ใช้สอย 47 ตร.ม. และห้อง 2 Bedroom Type C2 ขนาดพื้นที่ใช้สอย 49 ตร.ม. มีการจัดวางที่คล้ายคลึงกันนะคะ แต่ห้อง Type C2 นี้จะเน้นไปที่พื้นที่ใช้สอยส่วนพื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่รับประทานอาหารที่มากกว่าหน่อย โดยทำให้ขนาดความกว้างของห้องนั้นกว้างมากขึ้นค่ะ ส่วนลักษณะการจัดวางฟังก์ชันของทั้ง 2 Type นี้จะแบ่งเป็นโซนหลักๆ 6 โซน คือ ส่วนห้องนั้งเล่น ห้องนอนหลัก ห้องนอนรอง ห้องครัว ห้องน้ำ และพื้นที่ระเบียง เมื่อเข้ามาจะเจอกับพื้นที่นั่งเล่นที่เชื่อมกับต่อพื้นที่รับประทานอาหาร ตรงกลางเป็นครัวปิดซึ่งถือว่าดีค่ะ ช่วยป้องกันกลิ่นและควันจากการประกอบอาหารเข้าไปรบกสนภายในห้องได้ เลยถัดไปเป็นส่วนระเบียง พื้นที่ระเบียงจัดมาให้ไม่ใหญ่มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับใช้เป็นลานซักล้าง ตั้งเครื่องซักผ้าหรือตากผ้าได้

    จัดห้องนอนไว้ทางซ้ายและขวาของตัวห้อง ตำแหน่งของห้องนอนจะอยู่ริมอาคาร ทำให้สามารถมองวิว เปิดหน้าต่างรับลมและแสงธรรมชาติได้ การแบ่งพื้นที่ห้องนอนนั้น ในส่วนของห้องนอนเล็กจะสามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุตได้ วางตู้และโต๊ะเครื่องแป้งห้องได้ ส่วนห้องนอนใหญ่จะมีพื้นที่มากกว่าสามารถวางตู้เสื้อผ้าและทำชั้นวางของหรือชั้นวางทีวี ที่ปลายเตียงได้ ส่วนห้องน้ำในห้องนี้มีห้องเดียวแต่เปิดได้ 2 ทาง คือ จากห้องนอนและห้องนั่งเล่นค่ะ ซึ่งผังห้องนี้น่าจะเหมาะกับครอบครัวขยายที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย รองรับสมาชิกในห้องได้ประมาณ 3-4 คน สามารถทำอาหารหนักได้เพราะมีการกั้นห้องเป็นครัวปิดไว้เรียบร้อย

    5

    ห้อง 2 Bedroom Type D1 ขนาดพื้นที่ใช้สอย 47 ตร.ม. และห้อง 2 Bedroom Type D2 ที่มีพื้นที่ใช้สอย 49 ตร.ม. นั้นมีการจัดวางแปลนคล้ายคลึงกัน แตกต่างเพียงขนาดส่วน Pantry ที่ได้มากขึ้นมาหน่อย สำหรับจุดเด่นของ Type นี้คือรูปแบบการจัดวางภายในคือเข้ามาแล้วเจอกับพื้นที่ครัวที่เชื่อมกับพื้นที่รับประทานอาหารและพื้นที่นั่งเล่น ซึ่งห้องนี้ก็จะไม่ได้ครัวปิดเป็นสัดส่วนเหมือนกับห้อง Type C แต่จะสิ่งที่ได้คือส่วนของห้องนั่งเล่นและพื้นที่รับประทานอาหารนั้นได้รับวิวและได้ช่องแสง ซึ่งแตกต่างกับห้อง Type C ที่พื้นที่ส่วนนั่งเล่นและพื้นที่รับประทานอาหารนั้นจะอยู่ด้านในไม่ได้วิวค่ะ ส่วนห้องน้ำนั้นสามารถเปิดได้ 2 ทาง คือ จากห้องนอนใหญ่และจากห้องนั่งเล่นได้เหมือนกัน โดยรวมแล้วห้องนี้นั้นจะเน้นในส่วนของพื้นที่ห้องนอนที่ใหญ่มากขึ้น เป็นห้องที่เหมาะกับสาวๆ รักการแต่งตัวเพราะได้ส่วน Walk in Closet ค่อนข้างใหญ่ หรือใครที่ไม่ได้ต้องการใช้พื้นที่นี้เป็นส่วน Walk in Closet นั้นก็สามารถปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทำงานเล็กๆ ได้เช่นเดียวกันค่ะ

    life48-room-type018

    แบบสุดท้าย คือ ห้อง 2 Bedroom Type E ขนาดพื้นที่ใช้สอย 60 ตร.ม. เป็นห้องขนาดใหญ่สุดของโครงการอยู่ในอาคาร S แบ่งเป็น 6 ส่วน คือ ส่วนห้องนั้งเล่น ห้องนอนหลัก ห้องนอนรอง ห้องครัว ห้องน้ำ และพื้นที่ระเบียง สำหรับห้องนี้จัดพื้นที่มาให้เยอะ เลยทำให้สามารถจัดพื้นที่การใช้งานได้ง่าย ห้องจึงค่อนข้างโปร่งโล่ง ไม่อึดอัด มีพื้นเหลือในแต่ละห้องให้สามารถตกแต่งเพิ่มเติมได้สบายๆ ในส่วนของห้องนั่งเล่น เป็นพื้นที่ใหญ่ที่สุดของตัวห้อง เพราะเชื่อมต่อกับส่วนรับประทานอาหาร และส่วนครัว  แต่ครัวที่ได้เป็นครัวเปิด แต่ด้วยพื้นที่ค่อนข้างเยอะ อาจจะกั้นพื้นที่เพิ่มเป็นผนังกระจกเพื่อให้ห้องดูโปร่งไม่ทึบ และเพื่อช่วยป้องกันกลิ่นและควันจากการประกอบอาหาร ส่วนห้องนอนเล็กถึงแม้จะอยู่ด้านในแต่ก็ได้ช่องแสงจากด้านข้างที่มีหน้าต่างอยู่ไม่ทึบ ห้องนอนใหญ่มีพื้นที่ Walk in Closet และระเบียงขนาดเล็กๆ ซึ่งเป็นจุดวาง Compressor แอร์ ทำให้ระเบียงใหญ่ที่อยู่ติดกับส่วนพื้นที่นั่งเล่นนั้นได้ใช้งานได้เต็มที่ สามารถนั่งเล่นชิลๆ ดูวิวได้โดยไม่ถูกลมร้อนจาก Compressor แอร์รบกวน และสำหรับห้องน้ำใน Type นี้ได้ 2 ห้องน้ำ โดยห้องน้ำแรกอยู่ตรงกลางห้องเปิดได้ 2 ทาง คือ จากห้องนอนเล็กและจากห้องนั่งเล่น ส่วนห้องน้ำอีกห้องอยู่ในห้องนอนใหญ่ซึ่งทำให้มีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น

     

    สรุป

    สรุปแล้วเรื่องทำเลกับราคาที่เปิดมาถือว่าถูกกว่ารุ่นพี่ Rhythm และเพื่อนๆที่อยู่ใกล้ๆสถานี BTS พระโขนงพอสมควร แต่ก็แลกมากับระยะเดินที่ไกลกว่าเช่นกันเพราะห่างจาก BTS ประมาณ 600 ม. แถมตัวโครงการอยู่เข้ามาในซอยย่อยแล้วไม่ได้ติดถนนใหญ่ ถ้าไล่มาตั้งแต่สถานี BTS ตัวที่อยู่ใกล้ๆหรือติดกับสถานีนี่ราคาต่อตร.ม.จะอยู่ที่ประมาณ 150,000 บาท ขึ้นไปแล้ว แต่โครงการนี้ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการยังอยู่ที่ 98,500 ห่างกันราวๆ 50,000 บาท ถ้าเทียบห้องขนาด 30 ตร.ม. ราคาจะห่าวกันราวๆ 1.5 ล้านบาทเลย

    การเดินทางด้วยรถก็ถือว่าสะดวกเพราะเข้าจากปากซอยสุขุมวิท 48 ประมาณ 90 ม. การเข้าออกเมืองก็ทำได้ไม่ยากเพราะมีทางเลือกทั้งสุขุมวิท และ พระราม 4 ส่วนถ้าจะไปโซน รามคำแหงก็ไปกลับรถมาเข้าซอยปรีดีพนมยงค์ได้เลย สำหรับการเข้าโครงการให้ไปกลับรถใต้สะพานข้ามคลองพระโขนงได้เลยจะมีจุดกลับรถอยู่แต่ข้อเสียตรงนี้คือรถติดมาก เพราะมีทั้งตลาดพระโขนงอยู่ฝั่งตรงข้ามและหน้าปากซอยสุขุมวิท 48 ก็เป็นจุดต่อรถด้วยคนเลยมารอรถกันเยอะ ทีนี้ถ้าจะขึ้นทางด่วนจุดที่ใกล้ที่สุดจะอยู่ตรงท่าเรือคลองเตยอยู่ห่างประมาณ 2.6 กม.

    ตัวโครงการจะออกแบบมาเป็น 2 ตึกโดยแนวตึกหันคนละทางกับ Aspire ทำให้ไม่ต้องเจอปัญหาเรื่องวิวในระยะประชิด วิวของทั้ง 2 ตึกจะเน้นไปทางทิศเหนือและใต้ถ้าใครอยากได้วิวเมืองก็เลือกทิศเหนือเห็น Wyne, Sky Walk, The Room แต่โดนแดดน้อยกว่าส่วนทางทิศใต้จะได้วิวย่านพักอาศัยซอยสุขุมวิท 50 ฝั่งคลองพระโขนง, ทางด่วน, และคอนโดย่านอ่อนนุชค่ะ สำหรับ Facility นั้น จะให้แยกอาคารมาเลยสะดวกสำหรับลูกบ้านเพราะไม่ต้องเดินไปอาคารอื่นให้วุ่นวายแค่ขึ้นลงลิฟท์มาก็ใช้งานได้เลย แถมโครงการนี้เอาสระว่ายน้ำไว้ชั้นบนสุดด้วยช่วยเพิ่มมูลค่าเรื่องวิวได้มาเลยคะ ความหลากหลายของ Facility ก็ให้มาครบตามสมัยนิยมคือ สระว่ายน้ำ, Fitness และห้องซาวน่า ที่ชั้นบนสุด แต่ตึก S จะได้ห้อง Co-Working Space ที่ชั้นล่างสุดพร้อมฟรี Wi-Fi มาให้ด้วย

    จะเลือกตึกไหนดี?? ถ้าคุณผู้อ่านมีคำถามนี้อยู่หละก็นอกจากเรื่องวิวและทิศแดดลมฝนแล้วอยากให้ลองดูเรื่องความหนาแน่นหน่อยค่ะ เพราะจำนวนยูนิตของแต่ทั้ง 2 อาคารนี่ไม่ได้ใกล้กันเลยนะคะ ห่างกันประมาณ 3 เท่าเลยตึก N อยู่ที่ 153 ยูนิตส่วนตึก S อยู่ที่ 459 ที่ห่างกันขนาดนี้ก็เพราะตึก S สูงถึง 31 ชั้นในขณะที่ตึก N อยู่แค่ 19 ชั้น วิวที่ได้ก็จะเตี้ยลงมาหน่อยไม่ได้วิวสูงอย่างตึก S ถือว่า Trade-off กันไป แต่…ตึก N จะมีคนใช้ Facility และลิฟท์น้อยกว่าเช่นกันทีนี้ก็ต้องเลือกกันเองแล้วนะคะว่าอยากอยู่อาศัยแบบไหน ถ้าอยากได้วิวสูงๆก็เลือกชั้น 20 ขึ้นที่ตึก S แต่ถ้าจะเอาชั้นต่ำกว่า 20 แล้วความหนาแน่นต่ำก็เลือกตึก N ดีกว่าเพราะจำนวนยูนิตต่อชั้นมีแค่ 9 ยูนิตเองถ้าเป็นตึก S จะเพิ่มเป็น 16 ยูนิตต่อชั้นก็เกือบๆเท่าตัวเลยนะคะ

    สำหรับแบบห้องต้องบอกว่าให้ห้องมาใหญ่เหมือนกันเพราะห้องเล็กสุดเริ่มต้นที่ 30 ตร.ม. ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่กำลังพอดีอยู่ได้สบายหน่อยพอขยับตัวได้ไม่ลำบาก โดยแบบห้องไล่ตั้งแต่ 1 Bed 30 ตร.ม.ไปจนถึง 2 Bed 60 ตร.ม. แบบก็ซอยย่อยให้เลือกตามความต้องการของคนซื้อนะคะ อย่างห้องเล็กจะได้ครัวปิดทั้งหมด แต่ห้องใหญ่จะมีให้เลือกทั้งครัวเปิดและปิด หรือถ้าอยากได้ห้องนั่งเล่นกับห้องทานอาหารใหญ่ๆเลยก็เลือกแบบ C1-C2 แต่ถ้าอยากได้ตู้เสื้อผ้าเยอะๆก็เลือก D1-D2 ไปเลยค่ะ มีพื้นที่ให้ใส่ตู้ได้สะใจเลย ส่วนถ้าใครอยากได้ห้องหน้ากว้างไว้รับแสงธรรมชาติเยอะๆก็ต้องเลือกแบบ 47 ตร.ม.ขึ้นไปถึงจะได้นะคะ แบบห้องทั้งหมดนี้จะมีห้องน้ำแค่ห้องเดียวยกเว้นแบบ 2 Bedroom ที่ได้ห้องน้ำมา 2 ห้องค่ะ

    ดังนั้นโครงการนี้จึงเหมากับคนที่ทำงานในเมืองและจำเป็นต้องใช้รถไฟฟ้าสายหลักอย่าง BTS และยังอยากได้ที่อยู่ที่ไม่ไกลเลยโซนพระโขนงเดินไปรถไฟฟ้าได้ในระยะ 600 ม. และไม่ชอบห้องขนาดเล็กอยากได้ห้องใหญ่พอมีที่ให้ขยับตัวได้สบายๆหน่อย ไม่ได้เหมือนอยู่หอขนาด 21 ตร.ม. ซึ่งถ้าดูจากราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท กำลังทรัพย์ในการผ่อนต่อเดือนจะตกอยู่ที่ 17,000 – 20,000 โดยประมาณ นะคะ

     

     

    image001

    Presale 4-5 มิ.ย. นี้ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่ คลิกที่นี่

    สำหรับรีวิวฉบับย่อนี้ยังไม่สามารถสรุปและให้คะแนนได้นะคะ เนื่องจากยังมีข้อมูลรายละเอียดทั้งราคาและเงื่อนไขในการขาย หากโครงการเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยและมีข้อมูลครบถ้วนแล้วจะนำมาอัพเดตให้ผู้อ่านอีกทีนะคะ 🙂

     

    ถ้ามีความเห็นว่ารีวิวตัวนี้มีประโยชน์ ช่วยกด LIKE ให้หน่อยนะคะ จะได้มีกำลังใจในการทำรีวิวต่อไป

    สมัครสมาชิกพร้อมรับข่าวสารเพิ่มเติม (คลิกที่นี่ )