รีวิวฉบับที่ 1776 … สวัสดีครับ วันนี้ผมจะพาไปชมโครงการ FYNN อโศก คอนโดตัวใหม่จาก FYNN Development ซึ่งเป็นโครงการที่ 3 ของซีรี่ย์นี้แล้วนะ เป็นคอนโด Low Rise ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 10 ห่างรถไฟฟ้า BTS อโศก 550 m. และสวนเบญจกิติ 200 m. ออกแบบแนวคิด Bringing Asoke with nature เน้นความเป็นธรรมชาติในใจกลางเมือง จัดเต็มพื้นที่สวนและส่วนกลาง ในราคาเริ่มต้น 4.5 ล้านบาท จะเป็นอย่างไรเราไปชมกันครับ

Fact @ 4 January 2019

  • FYNN Asoke (ฟินน์ อโศก)
  • FYNN Development
  • LUXURY CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ในเขต : เขตคลองเตย
  • คอนโด Low Rise 8 ชั้น 2 อาคาร 263 ยูนิต พร้อมที่จอดรถใต้ดินอีก 2 ชั้น
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 20 ยูนิต ที่อาคาร A
  • ที่จอดรถประมาณ 125 คันคิดเป็น 47% ไม่รวมจอดซ้อนคัน
  • ที่ดินประมาณ 1-3-70 ไร่
  • เริ่มก่อสร้าง : ธ.ค. 2562
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : ธ.ค. 2564
  • Presales : 19-20 มกราคม 2562
  • 1 Bedroom 24 – 49 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus 40 – 62 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms 46 – 68 ตร.ม.
  • 3 Bedrooms 104 ตร.ม.
  • Duplex 120 ตร.ม.
  • ฝ้าเพดานสูง 2.35 – 2.6 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 4.5 ล้านบาท
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรทั้งโครงการ 182,000 บาท/ตร.ม.
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่ำสุด-สูงสุด 177,000 – 18x,xxx บาท/ตร.ม.
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • โทร  : 092 201 9999

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วครับ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างครับ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.735617, 100.556795

แผนที่จากทางโครงการครับ

โครงการ FYNN Asoke จะตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 10 ฝั่งตรงกันข้ามกับ Terminal 21 บนถนนสุขุมวิทในช่วงอโศก-นานานี้ ถือได้ว่าเป็นโซนที่มีชาวต่างชาติค่อนข้างเยอะ ส่วนใหญ่มักจะเป็นชาวตะวันออกกลาง ซึ่งมาตั้งรกรากค้าขายในย่านนี้มานานแล้ว สังเกตบริเวณข้างทางจะมีร้านขายผ้า ร้านตัดเสื้อสูท ร้านอาหาร และร้านค้าของชาวตะวันออกกลางอยู่พอสมควร และในช่วงสุขุมวิทต้นๆอย่าง ซอย สุขุมวิท 12 ซอยข้างๆโครงการจะมีชุมชนของชาวเกาหลี และจะมี Korean Town อยู่บริเวณต้นซอยครับ ส่วนในซอยสุขุมวิท 10 ในเวลาปกติถือว่าเป็นซอยตันจึงไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไหร่และมีความเป็นส่วนตัวพอสมควรเหมาะแก่การอยู่อาศัย ท้ายซอยเป็นพื้นที่ของโรงงานยาสูบและสวนเบญจกิติซึ่งมีเส้นทางสามารถเดินผ่านไปออกสวนเบญจกิติได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้กันเท่าไหร่ สวนนี้ถือเป็นอีกจุดเด่นของทำเลเพราะเราสามารถออกไปใช้พื้นที่สีเขียวของสวนสาธารณะได้ในระยะที่เดินถึง ภายในสวนยังมีทางจักรยานและทางเดินเลียบคลองไผ่สิงห์โตที่เชื่อมไปออกสวนลุมพินีได้อีกด้วย และในช่วงโมงเร่งด่วนจะมีการเปิดทางให้รถวิ่งผ่านไปทะลุออกถนนพระราม 4 หรือรัชดาภิเษกฝั่งหน้าสวนเบญจกิติได้ครับ

ความอุดมสมบูรณ์ของโครงการภายในซอยอย่างที่บอกไปบรรยากาศจะค่อนข้างเงียบๆหน่อยเป็นที่พักอาศัยเป็นส่วนใหญ่ จะมีร้านอาหารอยู่บ้างช่วงต้นๆซอย ซึ่งจะเเตกต่างกับบรรยากาศบนถนนใหญ่ที่จะมีทั้งร้านค้า ร้านอาหารตั้งแต่ Korean Town ที่อยู่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 12 หรือจะเป็นภายในอาคาร ไทม์สแควร์ หรือฝั่งตรงข้ามถนนก็จะมีร้านค้า ร้านอาหารอยู่ตลอดทาง ตั้งแต่นานามาเลย บนถนนสุขุมวิทเป็นถนนที่เกาะตามแนวรถไฟฟ้าดังนั้นจึงมีห้างน้อยใหญ่อย่าง โรบินสัน หรือจะเป็น Terminal 21 ศูนย์การค้าใหญ่ใจกลางอโศกที่รู้จักกันดีว่ามี Food Court ที่ถูกและดีอยู่ชั้นบน และมี Retail เเบรนด์ใหญ่น้อยให้เลือกซื้ออีกมากมาย , หรือถ้าจะนั่งรถไฟฟ้าออกไปอีกสถานีอย่างพร้อมพงษ์ เราก็จะเจอกับอีกเเหล่งช็อปปิ้ง ที่เรียกว่า Em District มี The Emporium , The Emquartier ที่ถือว่าหรูหรา สะอาด สบาย หรือถัดมาอีกหน่อยทางชิดลม-เพลินจิต ก็จะมี Central Embassy และ Central ชิดลม หรือจะนั่งรถไฟฟ้าไปสยามเลยก็ใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าใครชอบอากาศบริสุทธิ์หรืออยากทำกิจกรรมกลางเเจ้ง เดินเล่น หรือวิ่งออกกำลังกายก็สามารถไปที่สวนสวนเบญจกิติ สวนลุมพินี หรืออุทยานเบญจสิริได้ครับ นับว่าเป็นทำเลที่ครบครันเลย

จากตัวโครงการ เส้นทางหลักในการเดินทางกรณีที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวนั้น เนื่องจากภายในซอยเป็นซอยตัน ดังนั้นการเข้าออกจึงจะต้องผ่านเส้นสุขุมวิทเท่านั้น แต่ก็จะมีเงื่อนไขบางประการที่เป็นของโรงงานยาสูบ ที่จะเปิดทางเข้า-ออกสำหรับรถยนต์ช่วงท้ายซอย เพื่อระบายรถในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยรถทั่วไป สามารถผ่านเข้า-ออก โรงงานยาสูบได้ตามกำหนดเวลาดังนี้ ช่องทางพระราม 4 นานาใต้ (สุขุมวิท 4) ซอยแสนสำราญ (สุขุมวิท10) และช่องทางถนนรัชดาภิเษก (ด้านศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) ประตูจะเปิดให้ใช้งานตั้งแต่เวลา 05.00 น. – 09.00 น. และ 15.00 – 18.00 น. ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าว ก็จะมีทางลัดไปออกยังถนนพระราม 4 ได้ด้วยนะครับ

โครงการ FYNN Asoke ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิทฝั่งเลขคู่ อยู่ระหว่างถนนสุขุมวิทและถนนพระราม 4 ในแง่ของการเดินทางไปยังที่ต่างๆนั้น เส้นสุขุมวิทเมื่อออกจากซอยสุขุมวิท 10 จะเป็นถนนฝั่งขาเข้าเมือง ซึ่งใช้เดินทางไปยังสี่แยกปทุมวันหรือสยามสแควร์ได้ หรือในขาออกเมือง ก็จะพาเราไปยัง อ่อนนุช บางนา หรือสมุทรปราการได้เลย เป็นถนนตรงๆ ไม่ซับซ้อนครับ หรือถ้าเราอยากเดินทางไปยัง พร้อมพงษ์ ทองหล่อ หรือ เอกมัย เราก็สามารถใช้ถนนสุขุมวิทฝั่งขาออกเมืองเพื่อเชื่อมต่อไปได้เลย โดยถนนสุขุมวิทนี้ก็จะเชื่อมต่อไปยังถนนอื่นๆอีกได้หลายเส้น เช่น ถนนอโศกมนตรี ที่จะพาเราไปยังพระราม 9 – รัชดา หรือจะเลยไปยังลาดพร้าวก็ได้ หรือจะเป็นถนนรัชดา มุ่งหน้าไปพระราม 3 ก็จะผ่านแยกพระราม 4 และคลองเตยได้ และสำหรับใครที่ทำงานย่านสีลม สาทร เมื่อเราไปยังเส้นพระราม 4 แล้ว จะเดินทางต่อไปทำงานระยะทางก็อีกไม่ไกลเลยครับ เป็นใจกลางเมืองที่เส้นทางการเดินทางถือว่าสะดวกมาก ติดอย่างเดียวคือการจราจรที่ติดขัด หนักหนาสาหัส เช้า-เย็นทุกวัน ต้องทำใจครับ

ส่วนจุดกลับรถบนถนนสุขุมวิทนั้น ในกรณีที่เราออกจากโครงการเเละต้องการไปยังถนนสุขุมวิทฝั่งขาออก ก็จะมีจุดกลับรถอยู่หน้าซอยนานา ก่อนถึงสถานี BTS นานา ครับ หรือถ้าเรามาจากสยามหรือลงทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วต้องการกลับรถมายังโครงการ จุดกลับรถก็จะอยู่ตรงสี่แยกอโศกเลย ใต้สถานีรถไฟฟ้าอโศกนั่นเอง

สำหรับทางด่วนที่ใกล้ที่สุดของโครงการนี้นั้นจะเป็นทางด่วนเฉลิมมหานคร ที่จะอยู่ใกล้ๆกับรถไฟฟ้าสถานีเพลินจิต ห่างจากโครงการเราออกไปประมาณ 2.3 เมตร ซึ่งการเดินทางไปก็ง่ายมาก คือเดินทางไปตามถนนสุขุมวิทฝั่งขาเข้า ให้ชิดขวาเข้าไว้ จุดขึ้นทางด่วนจะอยู่ใต้ทางด่วนพอดี ก่อนถึงรถไฟฟ้าเพลินจิตครับ

การเดินทางโดยไม่ใช้รถของอโศกนี้ถือว่ามีตัวเลือกหลากหลายครบครันเลย หลักๆคือรถไฟฟ้าก็จะมีทั้ง BTS ที่จะพาเราไปยังสยาม , สาทร , วงเวียนใหญ่ หรือไปยังฝั่งธนฯก็ได้ ส่วนรถไฟฟ้า MRT ก็จะพาเราไปยังหัวลำโพง , ลาดพร้าว , จตุจักรได้ ถ้าเราใช้ MRT เดินทางไป 1 สถานี สถานีเพชรบุรี ตรงนั้นก็จะมีทางเชื่อมไปยังรถไฟฟ้า Airport Rail Link เป็นตัวเลือกอีกทางสำหรับคนที่ต้องการเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ และก็จะมีท่าเรืออโศกอยู่ใกล้ๆ เป็นอีกเส้นทางน่าสนใจ ในวันที่เราอยากเดินทางไปชิลล์ย่านเมืองเก่า ชมวัดพระเเก้ว เรือด่วนก็พาเราไปยังผ่านฟ้าได้ง่ายในเวลาประมาณ ครึ่งชม.เท่านั้นครับ

หรือจะเป็นระบบขนส่งมวลชนเดิมคู่ชาวกรุงอย่างเราแบบรถเมล์ ก็จะมีป้ายรถเมล์อยู่ระหว่างสถานี BTS กับซอยสุขุมวิท 12 เป็นอีกตัวเลือกในการเดินทางไปยังสยามได้ ส่วนที่หน้าปากซอยก็มีพี่วินมอไซค์ไว้คอยบริการรับ-ส่ง และถ้าใครมีข้าวของเยอะหน่อย อาจจะต้องเรียกใช้บริการรถเเท็กซี่ เราจะพึ่งพา Application ก็ได้ หรือจะลองเดินออกไปโบกมือเรียกหน้าโครงการก็ได้ถ้ามีรถผ่านมา เพราะในซอยสุขุมวิท 10 จะมีโรงแรมที่รถแท็กซี่มักจะเข้ามาส่งผู้โดยสารบ่อยๆ เสริมอีกนิดว่าโครงการนี้มี Shuttle Service ไว้คอยบริการรับ-ส่งลูกบ้านไปหน้าปากซอยอีกด้วย

อีกหนึ่งเส้นทางที่เราว่าน่าสนใจอยากเเนะนำกันคือเส้นทางจักรยานนั่นเองครับ จากการที่พื้นที่บริเวณนี้มีสวนสาธารณะอยู่ใกล้ๆกันทั้งหมด 4 สวนคือ

  1. สวนลุมพินี มีเนื้อที่ประมาณ 360 ไร่
  2. สวนป่าเบญจกิติ (ระยะที่ 1 ที่สร้างเสร็จ) มีเนื้อที่ประมาณ 61 ไร่
  3. สวนบญจกิติ มีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่
  4. อุทยานเบญจสิริ มีเนื้อที่ประมาณ 29 ไร่

ซึ่งพื้นที่แต่ละสวนนี้จะมีเส้นทางจักรยานที่สามารถวิ่งเชื่อมต่อกันได้ทั้งหมด โดยจะมีทั้งเส้นทางลอยฟ้าและเส้นทางปกติครับ ที่เราแนะนำว่าเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่น่าใจคือสำหรับคนที่ทำงานเส้นวิทยุหรือพระราม 4 การจะขับรถหรือนั่งรถสาธารณะเพื่อไปทำงานอาจจะทำให้เราเจอรถติดกวนใจ ซึ่งเราก็สามารถใช้เส้นทางด้านหลังโครงการออกไปยังสวนป่าเบญจกิติ ขี่จักรยานยาวไปยังสวนลุมพินีเลยก็ได้ ซึ่งเส้นทางด้านหลังนี้ค่อนข้างน่าใช้งานอยู่นะคะ เพราะเป็นทางที่ไม่ผ่านถนนใหญ่เท่าไหร่ วิ่งผ่านสวนไป บรรยากาศดีอยู่ เเอบไปดูรีวิวใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีก็สามารถปั่นไปยังสวนลุมได้เลย เเต่ก็จะมีหลายช่วงของเส้นทางอยู่ที่ต้องลงมาจูงจักรยานขึ้นลงบันไดอยู่ครับ

สำหรับการเดินทางมายังโครงการเราจะเริ่มจากรถไฟฟ้าอโศกกัน ออกมายังถนนฝั่งขาเข้าเมืองหรือซอยสุขุมวิทฝั่งคู่ เดินตามทางมาเรื่อยๆจนถึงซอยสุขุมวิท 10 เลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอย ตรงมาเรื่อยๆประมาณ 350 เมตร ก็จะเจอโครงการ FYNN Asoke ตั้งอยู่ทางขวามือครับ

เริ่มต้นที่ BTS สถานีอโศก ซึ่งก่อนจะไปดูเส้นทางการเดินทางไปยังโครงการกัน เราขอแวะเข้าไปใน Terminal 21 กันซักหน่อย ว่าจะมีอะไรน่าสนใจกันบ้าง

โดยส่วนตัวคิดว่าห้างนี้มีความโดดเด่นเรื่องของกินนะ อันดับเเรกเลยคือ Foodcourt ราคาประหยัดอันเลื่องลือ โดยตัวห้างได้เอาโซนนี้มาไว้ชั้นบนสุด เป็น Strategy อย่างหนึ่งให้คนมาใช้งานห้างนี้ เเละเดินไปรอบๆห้างจนถึงชั้นบนสุดในสุด ร้านค้าอื่นๆที่มาเช่าที่ก็สามารถได้รับประโยชน์จากคนเดินผ่านไปมาได้เหมือนกัน ส่วนชั้นล่างสุดจะมี Gourmet Market ให้บริการอยู่ ถือว่าเป็น Premium Supermarket เลยครับ รอบๆก็จะมีร้านอาหาร ร้านขนมหลายๆร้านเหมือนกัน สามารถแวะมาซื้อของกิน หรือฝากท้องกันได้ก่อนกลับบ้าน

กลับออกมายังสถานีรถไฟฟ้าอโศกกัน สำหรับการเดินทางไปยังโครงการ FYNN Asoke นั้น ให้เราออกทางออกที่ 2 หรือ 5 ฝั่งตรงกันข้ามกับ Terminal 21 (มุ่งหน้าไปยังฝังขาเข้าเมืองนะครับ ไม่ใช่ทางออกที่ใกล้กับสี่แยกอโศก)

ทางออก 2 นั้น จะเป็นทางลงไปยังฟุตบาทข้างๆถนนสุขุมวิท ส่วนทางออก 5 จะพาเราไปยัง ทางออกซอย 23 เข้าห้าง Robinson เข้าโรงแรมเชอราตัน หรือเข้าอาคารไทม์สแควร์ได้เลย ในวันนี้เราอยากลองพาเดินไปยังทางออก 5 กันนะครับ เพราะว่าเดินข้างบน Skywalk ทางเดินสบายกว่า แดดไม่ร้อน และไม่ต้องเจอมลพิษริมถนนด้านล่างมากนักด้วยครับ

แวะดูตรงนี้สักนิด คือถ้าเราลงทางออก 2 ลงไป จะเจอกับฝั่งสุขุมวิทขาเข้า ซึ่งมี 7-Eleven อยู่ปลายทางลงเลยครับ

ส่วนถ้าเดินตามทาง Skywalk เรื่อยๆก็จะเจอกับทางเเยกซ้ายขวา 2 แยก แยกแรกคือถ้าออกขวาจะเป็นทางลงไปยังซอยสุขุมวิท 19 หรือซอยโรงเรียนวัฒนา ส่วนทางซ้ายมือ จะเป็นทางเข้าไปยังโรงแรมเชอราตัน เเกรนด์ สุขุมวิทเลย ส่วนทางแยกที่สอง ไปทางขวาจะเป็นโรบินสัน สุขุมวิท ภายในมี Tops supermarket และ Mcdonalds ที่เปิด 24 ชม.อยู่ด้วยครับ ในกรณีที่ใครทำงานกลับบ้านดึก ห้างปิดเเล้ว ก็แวะดูเเวะซื้อที่นี่ก่อนกลับก็ได้ ถือว่าสะดวกดีนะครับ ส่วนทางซ้ายจะตรงเข้าไปในอาคารไทม์สแควร์ซึ่งเราจะไปที่นั่นกันครับ

อาคารไทม์สแควร์ ประตูเข้า-ออกอาคารนี้จะมีเวลาเปิด-ปิดอยู่ที่ 07.00-23.00 น. ซึ่งเราแนะนำทางนี้เพราะจะช่วยทำให้เรารู้สึกว่าโครงการไม่ไกลจากรถไฟฟ้าเกินไป มีช่วงเดินเข้าอาคารตากแอร์เย็นๆเป็นระยะ และมีบันไดเลื่อนให้ได้ใช้กันด้วย สบายไปอีกแบบครับ ภายในอาคารไทม์สแควร์มี 4 ชั้น จะเป็น Retail Shop มีร้านอาหารหลายร้าน เช่นอาหารเกาหลี มีร้านชาบูนางใน ร้านเสื้อผ้า ร้านทำผมอยู่ บรรยากาศจะไม่ได้ดูหรูหราแบบห้างแบรนด์ใหญ่ๆ แต่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกใกล้โครงการ

เมื่อออกมาจากอาคารไทม์สแควร์ ก็ให้เลี้ยวซ้ายและเดินตรงต่อไปตามทางเรื่อยๆได้เลย

เลยอาคารไทม์สแควร์มาหน่อยก็จะเจอกับป้ายรถเมล์ เราสามารถเลือกนั่งรถเมล์เข้าสยามในวันชิวๆก็ได้นะ หรือใกล้ๆกันก็จะมีสะพานลอยอยู่ ฝั่งตรงกันข้ามหรือฝั่งสุขุมวิทเลขคี่ก็จะมีร้านอาหาร ร้านค้าเยอะอยู่เช่นกัน เดินข้ามไปเลือกซื้อได้ตามสบายเลย

เลยมาหน่อยจะเจอซอยสุขุมวิท 12 บริเวณหัวมุมจะมีร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-eleven ตั้งอยู่ครับ เป็นสาขา Korean Town นั่นเอง

เดินถัดมาอีกซอยก็จะเจอกับซอยสุขุมวิท 10 แล้วครับ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปได้เลย

ที่ปากซอยมีพี่วินมอเตอร์ไซค์ให้บริการอยู่ด้วยนะ เข้าซอย 10 บาท หรือจะไปไหนก็ราคาตามป้ายเลยครับ

หัวมุมถนนที่เห็นจะเป็นสวนชูวิทย์ด้วยครับ เเต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมาสวนนี้ปิดให้บริการเเล้วนะ ได้ข่าวว่ามี Developer เจ้านึงเช่าซื้อไปเพื่อไปทำอาคารประเภท Mix Used ครับ เเอบเสียดายต้นไม้นะ ยังดูร่มรื่นเลย

เดินเข้าซอยไปเลย ช่วงต้นๆซอยทางขวามือยังเป็นพื้นที่สวนชูวิทย์อยู่ ส่วนทางซ้ายมือจะเป็นอาคารพาณิชย์ที่ถูกดัดแปลงไปใช้งานด้านต่างๆ รวมถึงเป็นบ้านพักอาศัย และมีร้านอาหารตามสั่งอยู่ด้วย บรรยากาศเงียบสงบแต่ก็ไม่เปลี่ยวครับ

เมื่อเดินเข้ามาภายในซอยเรื่อยๆประมาณ 350 เมตร ก็จะเจอกับที่ตั้งโครงการอยู่ทางขวามือครับ

ส่วน Sale Gallery ก็จะมีทางเข้าเป็นโครงการของจริงคือ เป็นลวดลายของกระเบื้องลายหินก้อนเล็กๆมาต่อกันทำให้เกิดลวดลายใหม่ที่สวยงามและแปลกตา

ภายในมีที่จอดรถไม่มากครับ ถ้าไม่มีที่จอดก็จะต้องจอดรถริมถนนหน้าโครงการเอาหรือไม่ก็ไปจอดที่ Centre Point ฝั่งตรงข้ามก็ได้ครับ ต้องลองติดต่อดูนะ ส่วนทางเข้า Sale Gallery จะอยู่ทางด้านหลังนะ

เมื่อเข้ามาด้านใน(ประตูทางเข้าอยู่ทางด้านขวาของภาพนะ) ด้านหลังที่ผมยืนอยู่จะมีเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ห้องทางด้านซ้ายเป็นห้องตัวอย่างแรก และส่วนอื่นๆของ Sale Gallery จะอยู่ทางด้านในอีกครับ

หลายคนที่มาก็ต้องแวะดูบนเพดานตรงนี้กันแน่ มีการตกแต่งเป็นไม้เลื้อยให้เป็นธรรมชาติเข้ากับ concept ในการออกแบบของโครงการ สวยดีนะครับ

ส่วนภายในจะมีโมเดลตั้งอยู่ตรงกลาง มีชุดโต๊ะเก้าอี้ และโซฟาตัวยาวอยู่ด้านซ้าย โดยอาคารหลังนี้เป็นบ้านเดิมของพื้นที่แปลงนี้ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ซึ่งก็ยังคงให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้านดีครับ

ส่วนทางด้านขวาเป็นทางไปห้องน้ำและบันไดทางขึ้นห้องตัวอย่างชั้น 2 ครับ

เมื่อขึ้นมาด้านบนจะต้องเลี้ยวซ้ายมาตามภาพ ห้องกระจกทางด้านขวาเป็นห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ครับ ส่วนด้านในถ้าเป็นทางซ้ายจะเป็นห้องตัวอย่างที่ 2 ส่วนทางขวาจะมี Section Model ตั้งอยู่ครับ

แวะมาดูทางซ้ายกันอีกนิด นอกจากจะมี Section Model ให้ดูแล้ว ยังมีตู้จัดแสดง Material ให้ดูกันด้วยครับ

Material ที่ว่าคือพื้น Hybrid Engineered ที่โครงการนำมาใช้ปูพื้นในห้องครับ ซึ่งภายในตู้จะมีน้ำวางอยู่บนแผ่นพื้น เพื่อแสดงให้เห็นความทนทานต่อน้ำและความชื้นของพื้นแบบต่างๆให้ดูกันนั่นเองครับ ถ้าใครอยากรู้ว่าเป็นยังไงก็ลองแวะเข้ามาดูกันได้นะ เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าแช่น้ำเอาไว้เป็นเดือนๆได้ได้เปลี่ยนเลยสักครั้งครับ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะครับ

สภาพเเวดล้อมรอบๆโครงการ ภายในซอยสุขุมวิท 10 ส่วนมากจะอาคารประเภทบ้านพักอาศัย โดยจะมีทั้งบ้านพักอาศัยเดิมประเภทบ้านเดี่ยว 2-3 ชั้น ที่ดินกว้างๆ กับอาคารประเภท คอนโดมิเนียมเก่าหน่อย และมีโรงแรมบ้างประมาณ 2-3 โรงแรมภายในซอย เนื่องจากท้ายซอยจะสามารถเดินเชื่อมต่อไปยังสวนเบญจกิติได้ ดังนั้นเราจะเห็นผู้คนเดินเข้า-ออกซอยตลอดเวลา เพื่อไปใช้งานสวนนั่นเองครับ แต่จะไม่พลุกพล่านเท่ากับซอยข้างๆหรือย่านนานาที่จะมีนักท่องเที่ยวเยอะๆนะ คนที่ใช้งานซอยนี้มักจะเป็นคนที่อยู่อาศัยเเถวนี้มากกว่า สามาสรุปได้ดังนี้

  • ทิศเหนือ – ติดกับบ้านพักอาศัย และ อาคาร Sukhumvit CASA
  • ทิศใต้ – ติดกับบ้านพักอาศัยเเละคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น
  • ทิศตะวันออก – เป็นทางเข้าหลักของโครงการ ติดกับซอยสุขุมวิท 10 ฝั่งตรงกันข้ามจะเป็นบ้านพักอาศัยเเละที่ดินเปล่า
  • ทิศตะวันตก – ติดกับอพาร์ทเมนท์และโรงแรม Citadines

เรามาเดินดูรอบๆโครงการกันครับ ด้านหลังเป็นซอยสุขุมวิท 8 มีโครงการตึกสูงเป็นอพาร์ทเม้น 10 ชั้นตั้งอยู่ และติดกันจะมีโรงแรม Citadines อยู่ด้วย

มาเริ่มที่ทางด้านขวาของโครงการกันก่อนซึ่งผมจะไล่ทิศทางไปแบบตามเข็มนาฬิกาไปนะครับ ฝั่งเดียวกับโครงการจะมีบ้านพักอาศัยสูง 2 ชั้น และคอนโดเก่าสูง 20 ชั้นตั้งอยู่

ส่วนฝั่งตรงข้ามจะเป็นคอนโดสูง 30 ชั้น และอาคารที่พักอาศัยสูง 4 ชั้น

ตรงข้ามโครงการเป็นลานจอดรถของ Centre Point และมองเห็นคอนโด Circle S สุขุมวิท 12 ที่อยู่ในซอยข้างเคียง มีความสูง 8 ชั้น

ติดกันทางด้านขวาเป็นอาคารโรงแรม Centre Point

ฝั่งตรงข้ามโรงแรมติดกับรั้วโครงการเป็นบ้านพักอาศัยสูง 2 ชั้น และมีคอนโด VENI สุขุมวิท 10 ตั้งอยู่ครับ

พาไปชมสวนหลังบ้าน สวนเบญจกิติ และสวนป่าเบญจกิติ

จากโครงการเราจะพาเดินไปยังท้ายซอยนะครับ เพื่อไปเที่ยวกันที่สวนขนาดใหญ่ใกล้โครงการเราอย่างส่วนเบญกิติกับสวนป่าเบญจกิติ รวมถึงจะพาไปดูทางลัดต่างๆนั่นเองครับ

ที่ท้ายซอยจะมีประตูทางเข้าโรงงานยาสูบอยู่ ประตูนี้จะเปิด-ปิดเป็นเวลาสำหรับการใช้งานรถยนต์นะครับ แต่สำหรับคนเดินก็สามารถเดินผ่านเข้าออกได้ปกติเลย

ประตูจะเปิดให้ใช้งานตั้งแต่เวลา 05.00 น. – 09.00 น. และ 15.00 – 18.00 น. จุดประสงค์คือช่วยระบายการจราจรที่ติดขัดในช่วงเวลาเร่งด่วนบนถนนสุขุมวิทและพระราม 4 นั่นเองครับ

เดินเข้ามาก็จะเป็นเขตพื้นที่ของโรงงานยาสูบ

มีสะพานไม้ สามารถเดินข้ามและรถวิ่งผ่านได้ครับ บรรยากาศชนบทและร่มรื่นมากเลย ลืมไปเลยว่านี่คืออโศก

ข้างๆกันจะมีทางจักรยานที่สามารถปั่นไปยังสวนลุมได้เลย

หน้าตาทางจักรยานก็ดูเรียบร้อยดีนะครับ เปิดใช้งานมาซักระยะเเล้ว เป็นที่รู้กันในหมู่นักปั่นจักรยานสำหรับเส้นทางนี้ เเต่สำหรับเราที่ไม่ข้องเกี่ยวเท่าไหร่ก็ไม่เคยมาเเถวนี้เลยครับ แต่พอมาเเล้วก็น่าประทับใจเหมือนกันนะ ที่เห็นว่ากรุงเทพฯยังมีคนที่สนับสนุนและให้ความสำคัญในการสร้างพื้นที่สีเขียวเเละพื้นที่เส้นทางสำหรับจักรยานด้วย

เดินมาก็จะเจอกับทางเข้าพื้นที่ส่วนป่าเบญจกิติครับ ซึ่งประตูทางเข้านี้จะเปิด-ปิดเป็นเวลาเช่นกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ของโรงงานยาสูบ โดยช่วงเวลาที่เปิดก็ตั้งแต่ 05.00-21.00 น. ครับ หาใครสนใจอ่านรีวิวทำเลเพิ่มเติมคลิก

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • สวนเบญจกิติ , โรงงานยาสูบ – 200 m.(ถึงประตูทางเข้า)
  • Korean Town – 450 m.
  • Times Square – 550 m.
  • BTS นานา – 600 m.
  • BTS อโศก – 700 m.(ทางขึ้นประตู Times Square 550 m.)
  • Robinson Sukhumvit – 700 m.
  • Terminal 21 – 800 m.
  • MRT สุขุมวิท – 900 m.
  • อาคาร interchange 21 – 1 km.
  • อาคาร Exchange Tower – 1 km.
  • Lake Ratchada – 1 km.
  • Health Land อโศก – 1.1 km.
  • Sermmit Tower – 1.2 km.
  • ศูนย์ประชุมเเห่งชาติสิริกิติ์ – 1.3 km.
  • Sinothai Tower – 1.3 km.
  • G”MM’ Grammy – 1.6 km.
  • รร.วัฒนาวิทยาลัย – 1.6 km.
  • รพ.บำรุงราษฎร์ – 1.7 km.
  • อุทยานเบญจสิริ – 2.0 km.
  • Em District – 2.3 km.
  • มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ – 2.2 km.
  • รร.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร – 2.4 km.
  • รพ.จักษุรัตนิน – 2.6 km.
  • สวนลุม – 2.6 km.
  • FYI Center – 3 km.
  • รร.เซนต์ดอมินิก – 3 km.
  • รพ.สมิติเวช – 4.1 km.


เจาะลึกตัวโครงการ

โครงการ FYNN Asoke เป็นคอนโด Low Rise สูง 8 ชั้น 2 อาคาร จำนวน 263 ยูนิต แบ่งเป็นอาคาร A จำนวน 144 ยูนิต และอาคาร B จำนวน 119 ยูนิต ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 1-3-70 ไร่ ภายในซอยสุขุมวิท 10 ที่ไม่ค่อยพลุกพล่านมากนักเหมือนซอยข้างเคียง จึงค่อนข้างเงียบสงบเป็นส่วนตัว ตัวอาคารออกแบบลักษณะ Modern ใช้ความโค้งเว้าเพื่อลดความแข็งกระด้างและดูลื่นไหลเป็นธรรมชาติมากขึ้น  เพราะ Concept คือ Bringing Asoke with nature เน้นความเป็นธรรมชาติใจกลางเมือง

อีกหนึ่งจุดเด่นคือ Facade โดยรอบที่ใช้ระบบ Curtain Wall System เป็นระบบผนังอาคารที่รองรับน้ำหนักของตัวเองโดยยึด หรือแขวนผนังกระจกเข้ากับโครงสร้างของอาคารบริเวณหน้าคาน สันของแผ่นพื้น หรือสันของแผ่นพื้นไร้คาน เป็นการซ่อนโครงไว้ภายในอาคาร ส่วนภายนอกจะเห็นเป็นกระจกประกอบชนกันอย่างเรียบเนียนไม่สะดุด โดยชั้นพักอาศัยจะเริ่มตั้งแต่ชั้นแรกร่วมกับ Facilities ซึ่งจะมีที่จอดรถใต้ดินอีก 2 ชั้น และระบบ Auto Parking ในอาคาร B รวมมีที่จอดรถ 125 คันคิดเป็น 47% ไม่รวมจอดซ้อนคัน ส่วนชั้นพักอาศัยแบบเต็มชั้นจะเริ่มที่ชั้น 2 – 8 และมีชั้น Main Facilities อยู่บนชั้นดาดฟ้า

มาดู Master Plan กันครับ เริ่มตั้งแต่ทางเข้าด้านหน้าจากถนนซอยสุขุมวิท 10 มีทางเข้า-ออกรถยนต์แค่ทางเดียว ทำให้ง่ายต่อการดูแลรักษาความปลอดภัย แต่จะมีทางเข้าคนเดินและทาง Service แยกการใช้งานออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน เมื่อเข้ามาภายในจะสามารถเลือกได้ 3 ทางคือ ถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะลงทางลาดเพื่อไปจอดรถที่ชั้นจอดใต้ดินของอาคาร A รวมถึงมี Bike Locker ไว้คอยบริการให้เช่าจอดจักรยานอีกด้วย เพราะทำเลใกล้สวนขนาดใหญ่อาจมีหลายคนที่ชอบออกไปปั่นจักรยานในสวนจริงๆก็ได้ แต่การอยู่แบบคอนโดจะไม่มีที่เก็บจักรยาน ทางโครงการจึงเพิ่มฟังก์ชันในส่วนนี้เข้ามาครับ ส่วนถ้าเลี้ยวขวาก็จะเป็นช่องจอดรถแบบ Auto Parking  และถ้าขับตรงเข้าไปด้านในก็จะมีวงเวียนให้จอดรับ-ส่งคนที่ Drop-Off ได้ จากตรงนี้ก็จะมีทางเดินแยกออกซ้ายไปตึก A และขวาไปตึก B ซึ่งมี Lobby แยกเป็นของตัวเองได้ความเป็นส่วนตัว ไม่ต้องแตะ Key Card เพื่อเข้า Lobby เพราะเป็นส่วนที่ลูกบ้านทั้ง 2 อาคารจะต้องเดินผ่านไป-มาเพื่อใช้งาน Facilities ที่อยู่ในแต่ละอาคารได้สะดวก แต่จะต้องแตะ Key Card ที่โถงลิฟต์แทนเพื่อความปลอดภัยครับ และแต่ละอาคารยังมี Smart Lockers เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้าน เวลามีพัสดุมาส่งจะได้มารับเองตรงนี้ได้ไม่ต้องติดต่อนิติให้ยุ่งยาก

และชั้นนี้ก็ยังมีส่วนพักอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งจะต้องแตะ Key Card ก่อนเพื่อความเป็นส่วนตัว โดยห้องที่อยู่รอบนอกจะมีพื้นที่ติดกับสวน จึงได้วิวสวนและต้นไม้ที่เงียบสงบจากหน้าต่างห้องตัวเอง แล้วยังสามารถออกมาใช้งานสวนภายนอกได้อีกด้วย ส่วนห้องที่หันเข้าด้านในเป็น Pool Access ที่มีระเบียงห้องติดกับสระว่ายน้ำ สามารถเดินลงสระได้เลยเหมือนมีสระว่ายน้ำส่วนตัว

Facilities เองก็เริ่มที่ชั้นนี้เช่นกัน เริ่มจากในอาคาร A ก่อน จะมี Co-Working อยู่ภายใน ซึ่งคนอาคาร B ก็มาใช้ได้ครับ ส่วน Facilities อื่นๆจะต้องข้ามมาฝั่งอาคาร B แล้วจะมีบันไดเดินลงไปใช้งานได้ ประกอบด้วยสระว่ายน้ำ, สระเด็ก, Sun deck และ Raintree Pavilion โดย Facilities กลางแจ้งทั้งหมดจะอยู่ตรงกลางโครงการ ทำให้ห้องที่หันเข้ามาด้านในจะได้วิวสวนและสระว่ายน้ำที่โครงการต้องการสร้างบรรยากาศที่สวยงามมากกว่าที่จะหันออกไปด้านนอกซึ่งจะไม่ค่อยได้เห็นอะไรสักเท่าไหร่นัก

มาดูทางเข้าจากโมเดลกันครับ ทั้งรั้วโครงการและป้อมยามใช้เส้นโค้งสอดคล้องไปกับตัวอาคาร ส่วนทางเข้าโครงการนี้ไม่ได้มีไม้กั้นกระดกกั้นนะ อาจเป็นราวกั้นแบบล้อเลื่อนซึ่งถ้าเป็นลูกบ้านที่มีสติกเกอร์ติดอยู่ พี่ยามที่อยู่ดูแลตลอด 24 ชม. ก็จะเปิดให้เข้าไปอย่างง่ายดาย แต่ถ้าเป็นคนมาติดต่อจากภายนอกหรือเป็นแท็กซี่มาส่งก็จะต้องแลกบัตรก่อนนะ

ดูมุมสูงขึ้นมาอีกหน่อยก็จะเห็นทางเข้าแยกออกเป็นทางเข้าคนเดินที่จะต้องอ้อมไปทางด้านหลังป้อมยามซึ่ง พี่ยามก็จะมองเห็นคนเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลา รวมถึงไม่ต้องเดินร่วมทางเข้ากับรถให้รถเฉี่ยวอันตราย ถือว่ามีความปลอดภัยดีครับ นอกจากนี้ยังประตูทางเข้า Service แยกออกมาอีกจุดหนึ่ง เวลาพวกรถช่างหรือรถขนขยะมาก็จะได้ไม่ต้องใช้งานเข้าร่วมกับลูกบ้านมาทำให้หน้าบ้านเลอะเถอะหรือดูไม่ดีครับ

มีภาพบรรยากาศจำลองมาให้ดูด้วยครับ ซึ่งจะทำให้เห็นวัสดุที่ใช้ตรงทางเข้าเป็นหินอ่อนลายสีขาวที่นำมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆแล้วต่อกับให้เกิดลวดลายใหม่ดูสวยงามและสะอาดตา ทำให้โครงการสว่างไม่อึดอัด อีกอย่างที่อยากให้สังเกตคือขอบระหว่างชั้นของอาคารจะเป็น Aluminum cladding ลายไม้ ประกอบกับลวดลายตรงฝ้าเพดานให้ความรู้สึกเหมือนเป็นวงปีของท่อนไม้เข้ากับบรรยากาศธรรมชาติดีครับ

ต่อมาคือ Facilities ซึ่งโครงการมี Section Model ให้ดูกันด้วยครับ โดยจะทำให้เราเห็น Facilities ที่อยู่ภายในอาคารและส่วนที่อยู่ใต้ดินด้วย สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจาก Master plan คือ Fitness ที่อยู่ชั้นใต้ดินระหว่าง 2 อาคาร แต่วิธีการใช้งานจะต้องเดินลงบันไดมาใช้จาก Lobby อาคาร B เท่านั้น ก็เหมือนกับตัว Co-Working space ของอาคาร A ที่คนทั้ง 2 อาคารสามารถข้ามไปใช้ Facilities ได้ทั้ง 2 อาคารครับ

นี่เป็นภาพบรรยากาศจำลองของ Lobby อาคาร B ตกแต่งสไตล์เรียบหรูเข้ากับภายนอกอาคาร ฝ้าเพดานแบบ Double Volume ประกอบกับผนังด้านซ้ายเป็นกระจกจึงได้ความโปร่งโล่งเป็นพิเศษ สามารถ Take View สวนและสระภายนอกไปได้ด้วย

ส่วนนี่เป็นภาพบรรยากาศจำลอง Co-Working space ที่อาคาร A มีชุดโต๊ะเก้าอี้และโซฟาให้เลือกนั่งทำงานหลายจุด รวมถึงมีหน้าต่างที่ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาและ Take View สวนและสระภายนอกได้ด้วยเช่นกัน

มีแปลนห้อง Fitness มาฝากกันด้วย นอกจากเครื่องเล่นต่างๆแล้ว ตรงกลางห้องยังมีเคาน์เตอร์บาร์ให้ได้นั่งพักจิบเครื่องดื่มระหว่างออกกำลังกายได้ มีห้องโยคะแยกออกเป็นสัดส่วน และมีมุมชุดโซฟาไว้นั่งเล่นดูหนัง พักผ่อน หรือนั่งคอยได้ มี Steam สำหรับห้องน้ำหญิง กับ Sauna สำหรับห้องน้ำชาย รวมถึงมีห้อง Laundry ไว้คอยบริการอีกด้วย

ภาพบรรยากาศจำลองห้อง Fitness มีเคาน์เตอร์บาร์อยู่ตรงกลาง รายล้อมไปด้วยเครื่องเล่น ผนังมุมด้านซ้ายที่เป็นกระจก เวลาวิ่งไปก็สามารถดูวิวสระว่ายน้ำภายนอกไปได้ ส่วนผนังทางด้านขวาเป็นผนังทึบ โครงการจะติดตั้งทีวีไว้ให้คนที่ปั่นจักรยานไปก็สามารถดูทีวีไปได้ในระหว่างออกกำลังกาย จะได้ไม่น่าเบื่อ

มาดู Facilities ภายนอกกันบ้าง หลักๆเลยคือสระว่ายน้ำที่ยาว 25 m. เป็นขนาด Half Olympic ที่ไหลต่อเนื่องมาเป็นน้ำตกสู่ Kids Pool ด้านล่าง ซึ่งทางโครงการบอกว่าน้ำตกนี้ทำหน้าที่เป็น Slider ไปในตัว เด็กๆสามารถเดินขึ้นบันไดไป Sun deck เพื่อ Slide ตัวลงมาได้ครับ และที่ด้านบนสุดของบันไดเป็น Raintree pavilion ถือเป็นอีกหนึ่งจุด Highlight ของโครงการ เพราะจะมีต้นจามจุรีขนาดใหญ่ อายุ 60 ปีที่ทางโครงการเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิม ไม่มีการเคลื่อนย้ายแต่อย่างใด มีการสร้างคันดินล้อมรอบและไม่นำโครงสร้างหรืออะไรหนักๆมาวางทับด้านบนเพราะจะทำให้รากต้นไม้ตายได้ เพียงแต่จะปลูกหญ้า โรยหินกรวด และทำที่นั่งเอาไว้ใต้ต้นไม้ให้ลูกบ้านได้มาพักผ่อนได้ครับ

ภาพบรรยากาศจำลองเมื่อมองออกมาจากห้อง Fitness ก็จะมองเห็นน้ำตกสวยงาม พร้อมกับได้เงาต้นไม้ของต้นจามจุรีขนาดใหญ่ ดูร่มรื่นดีครับ

นี่คือภาพจริงของต้นจามจุรีอายุ 60 ปีที่อยู่ที่โครงการ ซึ่งทางโครงการก็ต้องการรักษาเอาไว้เพราะเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาและแผ่กิ่งก้านได้สวยงาม โดยของจริงอาจมีการตัดแต่งกิ่งใหม่เพื่อไม่ให้กระทบกับตัวอาคารครับ

และนี่คือภาพบรรยากาศจำลองของต้นจามจุรีที่อยู่กลางโครงการ ความสูงเกือบเท่าอาคาร 8 ชั้น ห้องทุกห้องที่หันเข้ามาด้านในจะสามารถมองเห็นต้นไม้ต้นนี้ได้ในระยะประชิด ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่กลางป่าเขาที่เขียวขจี และกิ่งก้านใบพุ่มของมันยังช่วยบังห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ทำให้เกิดความเป็นส่วนตัวได้อีกด้วย

สุดท้ายที่อยากพาแวะมาดูคือห้องชั้นล่างที่หันเข้าด้านในเป็น Pool Access ที่มีระเบียงห้องติดกับสระว่ายน้ำ สามารถเดินลงสระได้เลยเหมือนมีสระว่ายน้ำส่วนตัว ซึ่งหาคอนโดห้องแบบนี้ที่ราคาไม่ถึงหลัก 10 ล้านในทำเลย่านนี้ได้ยากมากครับ แต่คนที่ซื้อห้องแบบนี้ก็ต้องยอมรับสภาพอย่างหนึ่งคืออาจขาดความเป็นส่วนตัว เพราะสระว่ายน้ำก็ต้องมีคนมาใช้บ่อยๆ และอาจมีบางคนปีนมานั่งบนระเบียงห้องเราก็ได้ เพราะมันไม่มีราวหรืออะไรกั้นนะครับ

แปลนชั้น 2 เริ่มเป็นชั้นพักอาศัยแล้วนะ แต่ยังไม่เต็ม Floor เท่านั้น เพราะจะมีบางจุดอย่างบริเวณด้านหน้าที่ฝ้าเพดานชั้น 1 ของ Loby เป็นแบบ Double volume จึงกินพื้นที่ขึ้นมาถึงชั้น 2 นี้ แต่กลับเป็นข้อดีของห้องพักที่อยู่บริเวณส่วนที่หายไป จากภาพในกรอบสีส้มห้องเหล่านั้นจะไม่มีห้องพักฝั่งตรงข้าม ได้โถงทางเดินหน้าห้องเป็น Single corridor ได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ส่วนในกรอบสีแดงจะเป็นห้องที่มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด เพราะทางเดินจากลิฟต์มาห้องนี้แค่ห้องเดียวเหมือนมีลิฟต์และทางเดินลิฟต์ส่วนตัว และมีผนังติดกับห้องข้างๆแค่ด้านเดียวเท่านั้น แล้วยังได้มุมกระจกโค้งถึง 2 มุมอีกด้วย ส่วนกรอบสีฟ้าเป็นช่องแสงผนังกระจกสำหรับชั้นนี้ครับ ซึ่งจะทำให้โถงทางเดินสว่างและโปร่งโล่งไม่อึดอัดมากนัก สำหรับอาคาร A ก็เฉพาะตรงโถงลิฟต์เท่านั้นนะ ส่วนอาคาร B จะกว้างหน่อยและอยู่ช่วงกลางๆพอดี และสำหรับอาคาร B จะมีห้องนิติบุคคลอยู่ตรงโถงลิฟต์ด้วยครับ ไม่ใช่ห้องที่ลูกบ้านหรือคนภายนอกจะเดินขึ้นมาติดต่อได้สะดวก แต่จะเป็น office ที่ไว้ทำงานอยู่หลังบ้านมากกว่าครับ

โถงลิฟต์จะอยู่บริเวณด้านหน้าที่ตรงดิ่งมาจาก Lobby มีอาคารละ 2 ตัว คิดเป็นอัตราส่วนลิฟต์ทั้งโครงการ 66 : 1 ซึ่งถือว่าไม่หนาแน่นเลยครับ สามารถใช้งานได้สบายๆ ส่วนมีบันไดหนีไฟกระจายอยู่ส่วนหัวและท้ายอาคาร โถงทางเดินส่วนใหญ่เป็นแบบ Double corridor และอาคาร A จะมีห้องพักอาศัยในชั้นนี้จำนวน 16 ยูนิต ส่วนอาคาร B มีจำนวน 12 ยูนิต ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวมากกว่านิดหน่อยครับ

แปลนชั้น 3 ตั้งแต่ชั้นนี้จะมีห้องพักอาศัยแบบเต็ม Floor ซึ่งจะทำให้อาคาร A มีจำนวนห้องพักอาศัยเป็น 20 ยูนิตต่อชั้น และอาคาร B มีจำนวน 16 ยูนิตต่อชั้น ซึ่งก็ยังคงมียูนิตที่น้อยกว่า มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าอยู่ดี ข้อเสียของแปลนนี้คือโถงทางเดินแบบ Double corridor แทบจะไม่มีช่องแสงเลยครับ โดยเฉพาะที่อาคาร A ที่มีแค่จุดเดียวคือปลายทางเดินด้านหน้าอาคารเล็กๆเท่านั้น อาจทำให้โถงมืดและอึดอัดไปบ้าง เพราะไม่ได้แสงหรือไม่ค่อยมีอากาศถ่ายเท ส่วนอาคาร B จะยังคงมีช่องแสงขนาดใหญ่ตรงช่วงกลางอาคารอยู่เช่นเดิม ห้องในกรอบสีส้มก็ยังคงได้ความเป็นส่วนตัวและโปร่งโล่งบริเวณหน้าห้องเหมือนเดิมครับ สาเหตุที่อาคารต้องเว้าเข้ามาเพราะตรงนั้นคือตำแหน่งของต้นจามจุรี ดังนั้นสิ่งที่จะมองเห็นจากช่องแสงนี้คือกิ่งก้านและพุ่มไม้เขียวขจีในระยะประชิดนั่นเอง

อีกหนึ่งข้อสังเกตสำหรับเรื่องห้องพักครับ ซึ่งจะเห็นได้จากโมเดลคือ ระเบียงห้อง 2 Bedrooms ซึ่งเป็นห้องมุม และห้อง 1 Bedroom Plus ที่หันเข้ามาด้านในโครงการ จะได้ราวระเบียงเป็นกระจกนิรภัย Tempered Glass แบบห้องตัวอย่างที่เราจะได้เห็นในพาร์ทต่อไป แต่ถ้าเป็นห้อง 1 Bedroom ธรรมดาจะได้เป็นราวเหล็กนะครับ

ส่วนแปลนชั้น 4 – 6 ก็เหมือนกับชั้น 3 นั่นแหละครับ ต่างกันก็แค่ในวงสีส้มที่ผมวงมาให้ดู ซึ่งห้องนี้จะมีส่วนยื่นออกมาเล็กน้อย ทำให้มีพื้นที่ห้องเพิ่มมากขึ้น และได้เป็นกระจกเข้ามุมแบบโค้งที่คราวนี้สามารถมองเห็นส่วนกลางภายในโครงการได้บ้างแล้วครับสำหรับห้องตำแหน่งนี้

แปลนชั้น 7 จะแตกต่างจากชั้นอื่นคือในกรอบสีส้มด้านหน้าที่ผมทำไว้จะเป็นระเบียงยาวของห้องด้านหน้าในชั้นนี้ โดยพื้นที่ภายในของห้องจะถูกดันเข้าไปและลดน้อยลงเล็กน้อย ทั้งนี้ก็เป็นไปตามระยะร่นของอาคารตามข้อบังคับกฏหมายนั่นเองครับ ซึ่งระเบียงนี้สามารถเปิดออกมาใช้งานได้นะ เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่แตกต่างจากห้องอื่นๆที่จะไม่เน้นพื้นที่ระเบียงเลยครับ แต่พอจะให้ทั้งทีก็จัดเต็มกันแบบจุในเลยทีเดียว เหมาะกับคนชอบพื้นที่ระเบียงกว้างๆหรืออยากออกมาใช้งานระเบียงบ่อยๆเช่น ปลูกต้นไม้ นั่งจิบชากาแฟ เป็นต้น ส่วนอาคาร A จะมีจำนวนห้องในชั้นนี้ลดลง 1 ยูนิต เหลือเพียง 19 ยูนิตต่อชั้นนะครับ

ส่วนแปลนชั้น 8 ก็เช่นเดียวกันครับ จะได้เป็นระเบียงยาวและตัวอาคารยังมีการร่นระยะเข้ามาเพิ่มอีก ทำให้ Layout ห้องเปลี่ยนแปลงไปจนเกิดห้อง Type ใหม่ขึ้นมาแบบเฉพาะตัว ห้องในกรอบสีแดงเป็นห้อง Duplex หนึ่งเดียวในโครงการ ซึ่งชั้นนี้ถือเป็นชั้นที่ 2 ต่อเนื่องมาจากชั้น 7 ส่วนห้องสีเขียวเป็นห้อง 3 Bedrooms เพียงห้องเดียวในโครงการอีกเช่นกัน และห้องในกรอบสีส้มที่อาคาร B คือจะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เพราะจะมีผนังแค่ด้านเดียวที่ติดกับห้องอื่นหรือจะไม่ติดกับใครเลยแบบห้องทางขวาสุด ซึ่งทางเข้าไม่ได้เข้าตรงหน้าโถงลิฟต์นะ จะเข้าตรงหน้าบันไดหนีไฟแทนซึ่งถือว่าดีครับ และชั้นนี้จะมีจำนวนยูนิตต่อชั้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากชั้นอื่นๆคือ อาคาร A จะมีจำนวน 17 ยูนิตต่อชั้น ส่วนอาคาร B จะมีจำนวน 16 ยูนิตต่อชั้นเท่าเดิมครับ

มาถึงชั้นสุดท้ายกันแล้วครับนั่นคือชั้นดาดฟ้า โดยทางโครงการก็จัดพื้นที่สวนแบบเต็ม Floor มาให้กันเลยทีเดียว สามารถดูได้จากโมเดลเลยครับ ซึ่งทั้ง 2 อาคารจะมีการแบ่งฟังก์ชันการใช้งานที่แตกต่างกันออกคนละฝั่งคือ ฝั่งอาคาร B ทางซ้ายเป็น Active zone ซึ่งอาจมีเสียงดังที่เกิดจากการทำกิจกรรมสนุกๆร่วมกันได้ ส่วนฝั่งอาคาร A ทางขวาเป็น Private zone เป็นมุมสงบสำหรับนั่งพักผ่อนครับ โดยทั้ง 2 อาคารจะมีสะพานเชื่อมกันอยู่ทางด้านหลังนี้ ลูกบ้านแต่ละอาคารก็สามารถข้ามไป-มาใช้งานได้ทั้ง 2 อาคารตามความชอบเลยครับ

มาดูแปลนชั้นดาดฟ้ากันครับ ขอเริ่มที่อาคาร A ทางด้านซ้ายก่อนแล้วกัน ซึ่งอย่างที่บอกว่าเป็นฝั่ง Private zone เน้นความเงียบสงบและการพักผ่อน เริ่มจากทางด้านหน้าเป็น Urban plantation มุมปลูกผักสวนครัวน่ารักๆบนชั้นดาดฟ้า มีทางเดินด้านบนแบบโค้งเว้าให้ได้เดิมชมสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติไม่เป็นเส้นตรงน่าเบื่อจนเกินไป ถัดมาเป็น Private sanctuation ทำเป็นพื้นที่นั่งเล่นล้อมคอกด้วยต้นไม้และสวนแบบส่วนตัว มีหลายจุดหลายมุมให้เลือกนั่งนะ ส่วน Relaxing hill จะทำเป็นเนินหญ้าที่มี Slope เล่นระดับ เอาไว้นั่งๆนอนๆบนพื้นหญ้าเล่นได้ครับ ส่วนด้านในสุดมี Sunset balcony เป็นจุดชมวิวดูพระอาทิตย์ตก

และต่อจากนั้นจะมีสะพานเชื่อมมายังอาคาร B ได้ ซึ่งทางฝั่งนี้จะเป็น Active zone ไว้ใช้ทำกิจกรรมต่างๆได้ ประกอบด้วย Playground ที่จะมีเครื่องเล่นกลางแจ้งสำหรับเด็กตั้งอยู่ Forest lounge เป็นโซนนั่งพักผ่อนสำหรับทางฝั่งนี้ ส่วน BBQ Station และ Outdoor Co-Kitchen terrace จะเป็นพื้นที่ให้เช่าจัดปาร์ตี้หรือกิจกรรมต่างๆได้ ซึ่งจะมีชุดอุปกรณ์ต่างๆให้ใช้ครบครันครับ

มีภาพโมเดลบางส่วนมาให้ดูกันด้วยนะ เริ่มจาก Urban plantation มุมปลูกผักสวนครัวน่ารักๆ ที่ลูกบ้านสามารถขึ้นมาปลูกและช่วยกันดูแลเองได้ พอถึงเวลาก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปประกอบอาหารต่อ ถือเป็น Gimmick เล็กๆน้อยๆที่ทางโครงการอยากสร้างกิจกรรมให้ลูกบ้านได้ทำกันครับ โดยในส่วนนี้ก็ต้องแล้วแต่นิติในอนาคตนะครับว่าจะบริหารจัดการยังไง

อีกมุมหนึ่งของด้านฝั่งอาคาร B ที่เห็นเป็นลานโล่งๆในโมเดลคือ BBQ Station และ Outdoor Co-Kitchen terrace ของจริงอาจมีพวกโต๊ะและเตา BBQ ตั้งอยู่นะครับ แต่ที่อยากให้สังเกตคือม้านั่งเป็นแนวยาวตรงรั้ว คือทางโครงการต้องการออกแบบให้นั่งหันหน้าเข้าสู่ด้านในโครงการ เนื่องจากมีการปลูกต้นไม้และสร้างบรรยากาศที่ดีในโครงการเอาไว้แล้ว ดีกว่า Take View ออกไปภายนอกซึ่งอาจไม่ค่อยได้เห็นอะไรมากเท่าไหร่

ซึ่งถ้ามองลงไปด้านล่างในโครงการก็จะมองเห็นสระว่ายน้ำและต้นจามจุรี เหมือนเป็นหุบเขาที่มีธารน้ำตกไหลผ่าน เป็นการออกแบบให้ดูเป็นบรรยากาศแบบธรรมชาติตาม Concept ของโครงการนั่นเองครับ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • Lobby แยกอาคาร A และ B
  • สระว่ายน้ำ 1 สระ ระบบเกลือ ขนาดยาว 7.5 x 25.95 เมตร
  • สระเด็ก 1 สระ
  • Fitness
  • Yoga room
  • Co-theatre
  • Steam & Sauna
  • Laundry
  • Co-Working Space
  • Raintree pavilion (60-year Giant raintree)
  • Playground
  • Private Sanctuation
  • Sunset Balcony
  • Urban Plantation
  • Kitchen terrace
  • BBQ Station
  • Family’s courtyard
  • Relaxing Hill
  • Forest Lounge
  • Smart Locker
  • Bike Locker
  • สวนหย่อมรอบโครงการ และบนดาดฟ้า
  • Shuttle Service รับ-ส่งไปปากซอยสุขุมวิท 10
  • ลิฟต์โดยสาร 2 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 66 :  1
  • ที่จอดรถแบบปกติ 61 คัน และแบบอัตโนมัติ 64 คัน รวม 152 คันคิดเป็น 47 % ไม่รวมจอดซ้อนคัน
  • ระบบ CCTV / รปภ. ดูแลตลอด 24 ชม.


Product Walkthrough

มาถึงตรงนี้หลายๆคนคงอยากเห็นห้องตัวอย่างกันแล้วใช้มั๊ยครับ ซึ่งจริงๆแล้วด้วยรูปแบบลักษณะของอาคารที่โค้งเว้าไป-มาแบบ Free from จึงทำให้มีห้องที่มีรูปร่างและขนาดที่หลากหลายมากถึง 40 แบบ แต่จะสามารถแบ่งออกเป็นหลักๆได้ทั้งหมด 5 แบบ ขายแบบ Fully Fitted คือให้ชุดเคาน์เตอร์ครัว ตู้เสื้อผ้า และตู้รองเท้าแบบ Built in ได้เครื่องปรับอากาศแบบ Concealed Type และ Wall Type ได้ Digital Door Lock รวมถึงชุดสุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมดของ Kohler โดยห้องต่างๆประกอบด้วย

  • ห้อง 1 Bedroom ขนาด 24 – 49 ตร.ม. เป็นห้องที่มีจำนวนมากที่สุดในโครงการ
  • ห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 40 – 62 ตร.ม.
  • ห้อง 2 Bedrooms ขนาด 46 – 68 ตร.ม.
  • ห้อง 3 Bedrooms ขนาด 104 ตร.ม. จำนวนแค่ 1 ยูนิต
  • ห้อง Duplex ขนาด 120 ตร.ม. จำนวนแค่ 1 ยูนิต

โดยโครงการมีห้องตัวอย่างให้ดูทั้งหมด 2 แบบ คือห้อง 1 Bedroom Plus และ 2 Bedrooms จะเป็นอย่างไรไปชมกันเลยครับ

ห้องตัวอย่างแรกคือห้อง 2 Bedrooms ขนาด 53 ตารางเมตร เป็นห้องหน้ากว้างจึงสามารถจัดฟังก์ชันได้ลงตัวและดูกว้างขวาง ประกอบกับเป็นห้องมุมจึงทำให้ได้กระจกโค้งเพิ่มมุมมองภายนอกให้กว้างมากยิ่งขึ้น เมื่อเข้ามาภายในห้องพื้นที่ส่วนแรกจะเป็นครัวเปิด โดยมีระยะสามารถกั้นเป็นครัวปิดเพื่อทำอาหารจริงจังได้ ถัดเข้ามาจะเป็น Common area ประกอบด้วยพื้นที่วางโต๊ะอาหารที่อยู่ติดกับระเบียง ต่อเนื่องด้วยพื้นที่ห้องนั่งเล่นโดยไม่มีผนังหรือฉากกั้นจึงทำให้ห้องดูกว้างและโปร่งโล่งมากขึ้น ห้องน้ำอยู่ตรงกลางจึงสะดวกต่อการใช้งานทั้งพื้นที่ส่วนกลางและห้องนอนเล็กที่อยู่ติดกัน เป็นห้องที่กั้นด้วยผนังทึบ ได้ความเป็นส่วนตัว แต่ยังมีความโปร่งโล่งจากผนังกระจกอีกด้านหนึ่ง ส่วนห้อง Master Bedroom จะอยู่อีกฝากหนึ่งของห้อง ภายในมีพื้นที่กว้างขวาง พื้นที่หน้าตู้เสื้อผ้าที่อยู่หน้าห้องน้ำทำหน้าที่เป็น Walk in closet และห้องน้ำภายในกว้างขวาง มีทั้ง Shower box และอ่างอาบน้ำ ใช้งานสะดวกไม่ต้องออกไปใช้ร่วมกับส่วนกลางนอกห้อง ห้องแบบนี้เหมาะกับครอบครัวขนาดใหญ่ มีสมาชิก 2 – 3 คน ค่อนข้างให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางที่จะต้องใช้งานร่วมกัน แต่ยังคงมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นของตัวเองในห้องนอน และชอบความโปร่งโล่งจากพื้นที่ภายในห้องกับผนังกระจกโดยรอบของตัวห้อง และยังมีกระจกโค้งขนาดใหญ่อีกด้วย

มาเริ่มที่ประตูทางเข้าเป็นแบบ HDF ปิดผิวลามิเนต ซึ่งด้านในและด้านนอกจะมีสีไม่เหมือนกันตามห้องตัวอย่างเลยครับ ด้านในมี Stopper ป้องกันประตูกระแทก ส่วน Digital Door Lock เป็นของ Samsung รองรับระบบ Key Card ลายนิ้วมือ และรหัสผ่าน แต่ยังไม่รองรับระบบ Home Automation ที่สั่งเปิด-ปิดได้ผ่านมือถือนะครับ เพราะระบบ Home Automation ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันยังไม่เสถียรเท่าไหร่ โดยเฉพาะ Sound System ที่บางทีเราจะเปิดเพลงห้องตัวเอง แต่ห้องข้างๆดันรับสัญญาได้ด้วยเลยเปิดแทนเป็นต้น หรือกรณีมีเพื่อนมาหาแล้วเราไม่อยู่ห้องแต่กะจะเปิดประตูห้องผ่านมือถือให้เพื่อนได้ แต่ลืมไปว่าเพื่อนไม่มี Key Card ก็ขึ้นลิฟต์มาไม่ได้อยู่ดี อะไรแบบนี้ครับ

เมื่อเปิดประตูเข้ามาจะเจอกับโถงทางเดินและห้องครัว ซึ่งคนภายนอกถ้ามองเข้ามาจะยังไม่สามารถมองเห็นบรรยากาศทั้งหมดภายในห้อง ซึ่งก็ถือว่ามีความเป็นส่วนตัวดีครับ

เริ่มจากพื้นที่ครัวกันก่อน พื้นครัวเป็นกระเบื้องแกรนิตโต้ลายหินอ่อนสีขาวดูสวยงามและทำความสะอาดได้ง่าย พื้นที่กว้าง 1.3 m. สามารถทำครัวและเดินผ่านได้อย่างสะดวก แล้วยังมีระยะที่สามารถกั้นเป็นครัวปิดได้ตามแนวเขตกระเบื้องเลยครับ ส่วนฝ้าเพดานเป็นฉาบเรียบทาสีสูง 2.35 m. และได้ไฟดาวน์ไลท์ 2 ดวง ส่วนผนังด้านซ้ายของจริงจะเป็นฉาบเรียบทาสีปกตินะครับ