…ใครที่ผ่านไป-มาบนถนนเทียมร่วมมิตร คงจะคุ้นหน้าคุ้นตากับโครงการ ศุภาลัย เวลลิงตัน กันเป็นอย่างดีนะครับ ซึ่งปัจจุบันก็เหลือขายอยู่เพียง 20 กว่ายูนิตเท่านั้น โดยความน่าสนใจของที่นี่ก็คือ “ราคา” ที่เรียกได้ว่าเฉลี่ยแล้วถูกสุดในย่านเลยก็ว่าได้ รวมถึงยังมีจุดเด่นด้านอื่นๆ ที่พอรู้แล้วก็อาจทำให้เราสนใจโครงการนี้มากขึ้นก็ได้นะครับ ซึ่งผมได้คัดเลือก Highlights เด็ดๆมาได้ดังต่อไปนี้

  • มีราคาเฉลี่ยถูกสุดในย่าน
  • ห้องไซส์ใหญ่ พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ให้อารมณ์เหมือนอยู่บ้าน
  • ให้วัสดุมาค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับราคา
  • ที่จอดรถ 100% เหมาะกับทำเลที่ใช้รถยนต์เป็นหลัก

ข้อมูลโครงการ

Supalai Wellington (ศุภาลัย เวลลิงตัน) ณ วันที่ 25 มกราคม 2565

 ชื่อโครงการ  Supalai Wellington (ศุภาลัย เวลลิงตัน)
 ชื่อผู้ประกอบการ  บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)
 SEGMENT CLASS  ECONOMY CLASS (รายละเอียดของ Segment คอนโดปี 2021 )
 โครงการตั้งอยู่  ถนน เทียมร่วมมิตร เขต ห้วยขวาง
 ที่ดิน  17-0-60 ไร่
 ประเภทคอนโด  High Rise 19 ชั้น จำนวน 9 อาคาร
 จำนวนยูนิต  1,002 ยูนิต
 ยูนิตต่อชั้นสูงสุด  8 ยูนิต
 ที่จอดรถ  ประมาณ 82% (สำหรับห้อง Penthouse จอดได้ 4 คัน แบ่งเป็นจอดแบบปกติ 2 คัน และแบบ Fix ที่จอด 2 คัน)
 สถานะโครงการ  สร้างเสร็จพร้อมอยู่
 ประเภทห้องพัก
  • 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 47 ตร.ม. (Sold out)
  • 2 Bedrooms พื้นที่ใช้สอย 76 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 4.99 ล้านบาท (Promotion)
  • 3 Bedrooms พื้นที่ใช้สอย 124 – 12 ตร.ม. (Sold out)
  • Penthouse พื้นที่ใช้สอย 250.5 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 18 ล้านบาท (Promotion)

 ฝ้าเพดานสูง  2.6 – 3 เมตร
 ราคาเริ่มต้น  4.99 ล้านบาท (Promotion)
 ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ  ประมาณ 66,000 บาท/ตร.ม.
 เว็บไซต์โครงการ https://www.supalai.com/project/condo/
 Call Center 1720

ทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 13.766616, 100.578930
หรือสามารถ :  คลิกที่นี่

โครงการ ศุภาลัย เวลลิงตัน ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่เทียมร่วมมิตร โดยห่างจากถนนรัชดาภิเษกมาประมาณ 950 m. และยังเป็นเส้นที่ไปเชื่อมต่อกับย่านประชาอุทิศ-เหม่งจ๋าย-พระราม 9 ได้อีกด้วย ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ก็จะอิงบนถนนรัชดาภิเษกเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น The Street / Central พระราม 9 และฟอร์จูนทาวน์ที่หลายๆคนรู้จักกันดี แถมยังมีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่อีกหลายแห่งด้วย

แน่นอนว่าเป็นทำเลที่เหมาะกับคนที่ทำงานในย่านนี้มากๆ และยังเหมาะกับการใช้รถยนต์เป็นหลักด้วย เพราะมีทางด่วนศรีรัชตรงด่านพระราม 9 ให้ใช้อยู่ไม่ไกล หรือจะขับไปเชื่อมต่อโซนอื่นๆ โดยผ่านถนนประชาอุทิศก็ได้เหมือนกันครับ ส่วนในเรื่องการเดินทางด้วยรถสาธารณะก็สามารถเรียกวินมอเตอร์ไซค์ หรือแท็กซี่ที่อยู่หน้าโครงการได้ง่าย แต่อาจไม่ได้ใกล้ MRT สถานี ศูนย์วัฒนธรรมฯ ในระยะที่ไปใช้งานได้สะดวกนัก ซึ่งจะต้องต่อรถอีกต่อหนึ่งนะครับ

ประเด็นสำคัญของทำเลที่ตั้งโครงการก็คือ ถนนเทียมร่วมมิตรเป็นทาง One Way จึงมีข้อจำกัดในการเดินทางที่จะต้องเข้ามาจากแยกเทียมร่วมมิตร ตรงบริเวณถนนรัชดาภิเษกเท่านั้น (ตามเส้นทางสีแดง) ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเย็นๆ การจราจรบนถนนรัชดาภิเษกจะมีความหนาแน่นอยู่พอสมควร แต่เราก็อาจแวะห้างแถวๆนั้น เพื่อซื้อของหรือทานข้าวก่อนกลับบ้านก็ได้นะครับ และในตอนขาออกจากโครงการช่วงเช้าจะค่อนข้างสะดวกกว่าหน่อย เพราะเราสามารถเลือกเลี้ยวรถไปทางถนนประชาอุทิศ หรือถนนวัฒนธรรม เพื่อวนรถกลับมายังถนนรัชดาภิเษก หรือจะเชื่อมต่อไปยังโซนเหม่งจ๋ายและพระราม 9 ก็ทำได้เหมือนกันครับ

ส่วนการไปใช้ทางด่วนจะมีทางพิเศษศรีรัชอยู่ใกล้ที่สุด ห่างจากโครงการประมาณ 3.6 km. โดยเราสามารถใช้เส้นทางจากถนนวัฒนธรรม เพื่อมาออกตรงถนนพระราม 9 ได้ง่ายๆเลย ซึ่งจะเป็นบริเวณที่ใกล้กับจุดขึ้นทางด่วน โดยไม่ต้องเสียเวลารถติดตรงสี่แยกเลยครับ

สภาพแวดล้อมรอบโครงการ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้

บริบทโดยรอบส่วนใหญ่จะยังคงเป็นพื้นที่เปิดโล่งครับ โดยผังโครงการจะเน้นรับวิวทางทิศเหนือและใต้เป็นหลัก อย่างทางทิศเหนือจะอยู่ติดกับถนนเทียมร่วมมิตรเลย และด้านหน้าจะมีอาคารพาณิชย์ (ศุภาลัย รัชดา-พลาซ่า) ที่เป็นร้านค้าร้านอาหารตั้งอยู่ ส่วนฝั่งตรงข้ามจะเป็นที่ว่างครับ และด้านหลังจะเป็นวิวที่เปิดโล่งเหมือนกัน เพราะฝั่งตรงข้ามถนนจะเป็นที่ของรถไฟฟ้าขนาดใหญ่เลย ทำให้สามารถมองเห็นวิวระยะไกลของย่านพระราม 9 ได้ครับ ส่วนทิศอื่นๆจะสามารถสรุปได้ดังนี้

  • ทิศเหนือ : ติดกับ ถนนเทียมร่วมมิตร และศุภาลัย รัชดา-พลาซ่า ชั้นสูงๆได้วิวทางฝั่งประชาอุทิศ- สุทธิสาร
  • ทิศใต้ : ติดกับ พื้นที่พลาซ่าเล็กๆของอู่ซ่อมรถ และเต็นท์ขายรถต่างๆที่อยู่ริมถนนเทียมร่วมมิตร ส่วนฝั่งตรงข้ามจะเป็นที่โล่งของรถไฟฟ้ามหานครขนาดใหญ่
  • ทิศตะวันออก : ติดกับ โครงการศุภาลัย เวลลิงตัน 2
  • ทิศตะวันตก : ติดกับ ที่ว่าง

เรามาเดินดูทำเลรอบๆโครงการกันสักหน่อยครับ เริ่มจากทางด้านหน้าจะเป็นถนนเทียมร่วมมิตรที่เป็นทาง One Way และด้านขวาของโครงการจะเป็นทางที่มุ่งหน้ามาจากถนนรัชดาภิเษกนั่นเอง

โดยหน้าโครงการทางฝั่งนี้ก็จะมีวินมอเตอร์ไซค์ตั้งอยู่ด้วย รวมถึงจะมีแท็กซี่มาจอดอยู่เป็นประจำ จึงทำให้สามารถเดินออกมาขึ้นรถสาธารณะตรงนี้ได้ค่อนข้างสะดวกเลย

ส่วนด้านซ้ายของโครงการจะเป็นทางที่มุ่งหน้าไปยังประชาอุทิศ-เหม่งจ๋าย หรือจะเลี้ยวไปยังถนนวัฒนธรรม เพื่อกลับไปทางถนนรัชดา-พระราม 9 ก็ได้

และทางด้านนี้ก็จะเป็นที่ตั้งของศุภาลัย รัชดา-พลาซ่า ซึ่งจะเป็นอาคารพาณิชย์ที่มีทั้งเซเว่น ร้านกาแฟ และร้านอาหารเยอะแยะเลย (ส่วนใหญ่จะเป็นร้านอาหารจีน/ฮ่องกง) สามารถเดินมาจากโครงการกันได้ง่ายๆเลยครับ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

ห้างสรรพสินค้า / ตลาด

  • Big C รัชดาภิเษก ~ 1 km.
  • เอสพลานาด รัชดาภิเษก ~ 1.3 km.
  • ตลาดนัดรถไฟ ~ 1.5 km.
  • เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 ~ 2.3 km.
  • ฟอร์จูน ทาวน์ ~ 2.4 km.
  • ตลาดเมืองไทยภัทร ~ 2.9 km.

โรงพยาบาล

  • โรงพยาบาลพระราม 9 ~ 2.7 km.

โรงเรียน

  • โรงเรียนนานาชาติรีเจนท์ ~ 1.4 km.
  • มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ~ 3.2 km.
  • โรงเรียนเซนต์ดอมินิก ~ 3.8 km.

รายละเอียดโครงการ

Highlights :

  • ที่จอดรถ 82% ถนนในโครงการกว้างขวาง บรรยากาศไม่อึดอัด
  • ส่วนกลางมีฟังก์ชันหลากหลาย กระจายอยู่ในทุกอาคาร
  • ความหนาแน่นค่อนข้างน้อย แต่ละชั้นมีห้องพักเพียง 2, 4 และ 8 ยูนิตเท่านั้น
  • แนวคิดการวางผังแบบปีกผีเสื้อ ได้ห้องมุมที่เปิดรับวิวแยกไปหลายทาง ช่วยหลีกเลี่ยงการบังวิวกันได้

โครงการ ศุภาลัย เวลลิงตัน เป็นกลุ่มคอนโด High Rise 19 ชั้น 9 อาคาร บนพื้นที่กว่า 17-0-60 ไร่ และมีเพื่อนบ้านทั้งหมด 1,002 ยูนิต โดยปัจจุบันก็สร้างเสร็จมาสักพักใหญ่ๆแล้วนะครับ และตอนนี้ก็เหลือขายอยู่เพียง 20 กว่าห้องเท่านั้น ซึ่งหากใครที่กำลังมองหาคอนโดในย่านรัชดา-เทียมร่วมมิตร ที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่และเน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก โครงการนี้ก็นับว่าน่าสนใจมากๆทีเดียว

ผังโครงการจะมีการออกแบบให้อาคารพักอาศัยทั้ง 9 โอบล้อม Court ตรงกลางเอาไว้ โดยจะเป็นตึกจอดรถ 2 อาคาร และถ้ารวมกับที่จอดรถกลางแจ้งตามอาคารต่างๆด้วยแล้ว ก็จะสามารถจอดรถรวมได้ 82% ซึ่งหาได้ยากมากๆครับ ที่คอนโดจะมีที่จอดรถเยอะแบบนี้ รวมถึงบนชั้นดาดฟ้าของอาคารจอดรถ ก็จะมี Facilities หลักอย่างฟิตเนสและสระว่ายน้ำให้ได้ใช้งานกันอีกด้วย

ส่วนฟังก์ชันส่วนกลางอื่นๆ จะกระจายอยู่ตามชั้น 1 ของแต่ละอาคาร ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป และอาจสร้างความไม่สะดวกในการใช้งานอยู่บ้าง เพราะแต่ละฟังก์ชันต้องเดินไกลจากกันสักหน่อย แต่ถ้าใครที่เน้นใช้งานฟังก์ชันไหนบ่อยๆ ก็อาจใช้วิธีเลือกอยู่ใกล้กับอาคารนั้นๆแทนก็ได้นะครับ ประกอบด้วย

  • Tower 1 : Wellington Board Room
  • Tower 2 : Tom’s Table Tennis Room
  • Tower 3 : Peter’s Play Room
  • Tower 4 : Wellington Juristic Office
  • Tower 5 : Isaac’s Internet Room
  • Tower 6 : Steve’s Snooker Room
  • Tower 7 : Shakespeare’s Theatre & Karaoke
  • Tower 8 : Ben’s Bridge & Chess Room
  • Tower 9 : London Library

เริ่มที่ทางเข้าโครงการ จะมีการออกแบบซุ้มประตูทางเข้าเป็นประตูเหล็กดัดขนาดใหญ่ และสองข้างทางยังประดับด้วยต้นไม้และสวน ดูหรูหราสวยงามดี เหมือนเป็นโครงการบ้านเดี่ยวแพงๆเลยล่ะครับ

ถัดเข้ามาด้านในจะเจอกับป้อม รปภ. ที่เข้า-ออกด้วย Key Card Access ระยะใกล้ แต่ถ้าใครเป็น Visitor ก็จะต้องแลกบัตรกับพี่ยามตามปกตินะ

ถัดจากป้อม รปภ. จะเป็นถนนหลักขนาดใหญ่ สามารถขับรถสวนทางกันได้สบายๆ และพิเศษหน่อยคือ 2 ข้างทางจะยังคงมีการปลูกต้นไม้ และทำสวนประดับตกแต่งเอาไว้ด้วย

สวนที่ว่านี้จะเป็นแบบสไตล์อังกฤษ ซึ่งเข้ากับคอนเซ็ปต์โครงการที่เป็นแนว Modern English โดยจะมีทั้งม้านั่ง โคมไฟ และซุ้มต้นไม้ประดับอย่างสวยงามเลยครับ

ซึ่งม้านั่งบางจุดจะอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่พอดี แม้ในช่วงเวลากลางวันแบบนี้ก็จะได้ร่มเงา และสามารถมานั่งพักผ่อนชิลๆกันได้ครับ

ตรงกลางโครงการจะเป็นอาคารจอดรถ 2 อาคาร ซึ่งลูกบ้านแต่ละตึกสามารถมาใช้งานได้สะดวกพอๆกัน รวมถึงที่ชั้นดาดฟ้าจะมี Facilities ให้ได้ใช้อีกด้วย

ทางเข้าที่จอดรถจะอยู่ตรงกลางระหว่างอาคารทั้ง 2 ซึ่งจะต้องใช้ Key Card Access อีกครั้งหนึ่งก่อนเข้าไป และจะแยกออกไปทางซ้าย-ขวาด้านใน ใครต้องการจอดอาคารไหนก็เลี้ยวไปได้เลย

ส่วนการจะขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้าก็จะต้องใช้ลิฟต์โดยสารครับ ซึ่งจะเป็นลิฟต์แก้วแยกกัน 2 อาคาร รวมถึงยังต้องใช้ Key Card Access เพื่อความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยด้วยนะ

ผมขอพามาชมอาคารแรกทางขวามือก่อนนะครับ ซึ่งพอขึ้นมาเราจะเจอกับโถงกลางขนาดใหญ่ เป็นพื้นที่แบบ Semi-Outdoor ที่มีลมธรรมชาติพัดโกรกเย็นสบาย สามารถขึ้นมานั่งเล่นชิลๆกันได้ทั้งวันเลยครับ

ถัดมาก็จะมีทางแยกไปยังฟังก์ชันส่วนอื่นๆต่อครับ

ตรงกลางโถงทางเดินจะมีที่นั่งพัก ให้สามารถมานั่งคอยเพื่อนที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆได้ โดยห้องกระจก 2 ฝั่งจะเป็นห้อง Squash และตรงบริเวณกำแพงอิฐจะเป็นห้องน้ำแยกชาย-หญิงครับ

ภายในห้อง Squash จะเป็นแบบมาตรฐานเหมือนกับ Sport Club ทั่วไป ให้สามารถมาเล่นออกกำลังกายกันได้ โดยฟังก์ชันนี้เราจะไม่ค่อยได้เห็นในคอนโดทั่วไปกันสักเท่าไหร่นัก แต่ก็ได้ยินมาว่าเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติกันมาก ซึ่งโครงการนี้ก็มีอาศัยกันอยู่ไม่น้อยทีเดียว

ส่วนภายในห้องน้ำคือจะมีขนาดที่เรียกว่าใหญ่มากๆ เหมือนเราเดินเข้ามาใน Sport Club จริงๆเลยครับ โดยจะมีโซนตู้ล็อคเกอร์และห้องน้ำแยกกัน รวมถึงด้านในสุดยังมีซาวน่าให้ได้ใช้งานด้วยนะ

อีกด้านหนึ่งของชั้นนี้จะมีห้องกระจกขนาดใหญ่ที่เป็นฟังก์ชันหลักอยู่ด้วยครับ

ด้านในคือ Fitness ที่ตกแต่งพื้นและผนังด้วยไม้สวยงาม ซึ่งเราไม่ค่อยได้เห็นการตกแต่งลักษณะนี้ในคอนโดใหม่ๆแล้วนะครับ ส่วนห้องกระจกเล็กทางขวามือจะเป็นห้องแอโรบิคนะ

เดินต่อเข้ามาด้านในเราจะได้เห็นเครื่องเล่นต่างๆ ตั้งเรียงรายอยู่ริมหน้าต่างทั้ง 3 ด้าน สามารถออกกำลังกายไปและชมต้นไม้รอบๆไปด้วยได้ แต่สิ่งที่สะดุดตาและส่วนตัวผมก็ชอบมากๆคือ โคมไฟขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงช่อง Skylight ด้านบน ซึ่งดูเผินๆแล้วก็เหมือนกับดวงจันทร์ขนาดใหญ่ ที่สวยงามและเก๋มากๆเลยทีเดียวครับ

ถัดมาจะเป็นพื้นที่ส่วนกลางบนดาดฟ้าของอีกอาคารหนึ่ง ซึ่งจะต้องขึ้นลิฟต์มาใหม่จากชั้นล่าง ไม่สามารถเดินเชื่อมระหว่างอาคารกันได้นะครับ โดยฟังก์ชันหลักก็จะมีสระว่ายน้ำให้ได้ใช้งาน และที่ปลายสระจะเป็นลานอเนกประสงค์ให้มานั่งพักผ่อน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งกันได้ด้วยนะ

สระว่ายน้ำกลางแจ้งโดดเด่นด้วยรูปปั้นหงษ์สีขาว ที่เป็นกิมมิคเล็กๆของทางโครงการ ซึ่งเราไม่ค่อยได้เห็นการตกแต่งแบบนี้กันบ่อยๆนัก โดยจะมีทั้งน้ำพุและปลูกต้นไม้ประดับอยู่รอบๆสระ ทำให้ได้บรรยากาศสบายๆสไตล์รีสอร์ท

ส่วนตัวสระจะมีขนาดประมาณ 34.45 x 9.25 เมตร สามารถว่ายออกกำลังกายจริงจังได้เลย และสระจะเป็นระบบโอโซนที่จะไม่มีสารเคมีตกค้างในน้ำ อีกทั้งยังดีกับผิวและไม่ระคายเคืองตาง่ายอีกด้วย ซึ่งเป็นระบบที่นิยมใช้อย่างมากตามสปาต่างๆนั่นเองครับ

นอกจากนี้ยังมีบ่อ Jacuzzi ขนาดใหญ่ใต้หลังคาระแนงไม้ ที่ลูกบ้านสามารถมาใช้งานพร้อมๆกันได้เกือบ 10 คนสบายๆ ส่วนอีกสระหนึ่งจะเป็นสระเด็กแบบกลางแจ้ง มีน้ำพุให้น้องๆเล่นสนุกกันได้ด้วย และรอบๆสระก็จะมี Day Bed ให้นั่งพักผ่อนกันได้ครับ

Facilities กลางแจ้งจะมีอีกจุดหนึ่งคือ Playground ที่อยู่ระหว่าง Tower 3 และ 9 มีอุปกรณ์ให้น้องๆมาเล่นสนุกกันได้ รวมถึงรอบๆอาคารยังมี Jogging Track ที่กว้างมากๆ สามารถวิ่งออกกำลังกายรอบโครงการทั้ง 17 ไร่ได้เลยทีเดียว

เรามาดูในส่วนของอาคารพักอาศัยกันบ้างครับ โดยแต่ละอาคารก็จะมีที่จอดรถกลางแจ้งให้ได้ใช้งานอีกด้วย ซึ่งจะค่อนข้างสะดวก ไม่ต้องเดินไกล รวมถึงจะมีจุด Drop-Off ให้จอดรถรับ-ส่งคนหรือ Grab Food ได้ด้วย

ทางเข้าอาคารจะมีบันไดที่ยก Step ขึ้นไปเล็กน้อย และจะมีโต๊ะตัวเล็กๆที่เป็นจุดให้วางสินค้าด้านหน้าในแต่ละอาคารด้วยนะครับ

ถ้ามาด้านในเราจะเจอกับโถง Lobby ขนาดใหญ่ มีฝ้าเพดานสูงถึง 9 m. และรอบๆก็เป็นกระจกทั้งหมด เลยมีความโปร่งโล่งดีมากๆ โดยแต่ละอาคารจะมี Layout ที่เหมือนๆกันเลยครับคือ ตรงกลางจะเป็นเคาน์เตอร์ติดต่อเจ้าหน้าที่ประจำอาคาร ซึ่งก็จะมีพี่ยาม/แม่บ้านนั่งอยู่ตลอดเวลา ส่วนทางซ้าย-ขวาจะเป็นที่นั่งคอย ตกแต่งด้วยโครงเหล็กสีต่างๆไม่ซ้ำกันในแต่ละตึก ซ้ายมือจะเป็นทางแยกไปยังห้องส่วนกลางประจำอาคารนั้นๆ รวมถึงมีห้องน้ำและตู้กดน้ำอัตโนมัติไว้คอยบริการด้วยครับ

และต่อไปนี้ผมจะพาไปชม Facilities ของอาคารต่างๆตามนี้เลยครับ

Tower 1 : Wellington Board Room

เป็นห้องประชุมอเนกประสงค์ ภายในมีโต๊ะและกระดานไวท์บอร์ดให้ได้ใช้งาน ซึ่งปกติก็จะใช้จัดประชุมสำหรับนิติบุคคล หรือคณะกรรมการคอนโดนั่นเองครับ

Tower 2 : Tom’s Table Tennis Room

ห้องอเนกประสงค์สำหรับตีปิงปองโดยเฉพาะ ซึ่งภายในก็จะมีโต๊ะและอุปกรณ์ต่างๆเตรียมไว้ให้พร้อมใช้งาน สามารถมาออกกำลังกายเบาๆ หรือเล่นสนุกกับเพื่อนๆได้

Tower 3 : Peter’s Play Room

ห้องสำหรับน้องๆที่จะมีเครื่องเล่นในร่มมากมาย ออกแบบเป็นสไตล์เหมือนปราสาทขนาดใหญ่ มีแอร์เปิดเย็นสบาย และสามารถมาใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

เครื่องเล่นมีหลากหลายชิ้นมาก และในทุกๆจุดจะปิดด้วยพื้นยางสีสันสดใส ทำให้ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บเวลาน้องๆหกล้มได้ดีเลยทีเดียว

Tower 5 : Isaac’s Internet Room

ที่เค้าตั้งชื่อว่า Internet Room คือสมัยก่อนสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่ได้แพร่หลาย หรือสะดวกสบายเหมือนตอนนี้นั่นเองครับ เรียกว่าฟังก์ชันนี้เป็นรุ่นบุกเบิกของ Co-Working Space ในสมัยนี้เลยก็ว่าได้ โดยเราสามารถนำคอมพิวเตอร์/โน๊ตบุ๊ค มานั่งทำงานตากแอร์เย็นๆ หรือใช้เป็นพื้นที่รับรองแขกก็ได้นะ

Tower 6 : Steve’s Snooker Room

ห้องสันทนาการที่ด้านในจัดเป็นโต๊ะสนุ๊กมาให้ได้เล่นสนุกกัน หรือถ้าใครจะแทงพูลก็จะมีลูกบอลอีกเซ็ตหนึ่งให้เลือกเปลี่ยนได้ด้วยครับ

Tower 7 : Shakespeare’s Theatre & Karaoke

ห้องชมภาพยนต์ที่จะฉายอยู่บนจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ โดยรอบบุด้วยผนังผ้าเพื่อช่วยดูดซับเสียงได้ดี หรือใครจะใช้เป็นห้องร้องเพลงคาราโอเกะ เพื่อปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อนๆก็ได้ครับ

ส่วนบันไดก็จะสามารถเดินขึ้นมาที่ชั้นลอยได้ด้วย ด้านบนเป็นระเบียงและเก้าอี้ 1 ตัว ให้ขึ้นมาชมวิวจากด้านบนสนุกๆ ให้อารมณ์เหมือนไปผับหรือโรงละครที่มีที่นั่งหลายๆชั้นเลยครับ

Tower 8 : Ben’s Bridge & Chess Room

ห้องสันทนาการสำหรับเล่นเกมส์ (Game Room) ซึ่งโครงการเรียกว่าห้องหมากรุก หรือถ้าเป็นสมัยนี้ก็อาจนำบอร์ดเกมส์ต่างๆมาเล่นกับเพื่อนๆได้นะครับ

Tower 9 : London Library

ห้องสมุดที่ตกแต่งสไตล์ Classic เหมาะที่จะมานั่งทำงานอ่านหนังสือแบบชิลๆกันได้ครับ

ตามชั้นวางต่างๆจะมีทั้งหนังสือทั่วไป และหนังสือการ์ตูนให้ได้เลือกหยิบอ่านกันได้ รวมถึงมีบันไดวนให้เดินขึ้นไปบนชั้นลอยและชมวิวเล่นๆได้ครับ

ต่อไปเราจะขึ้นไปดูบนชั้นพักอาศัยด้านบนกันบ้างนะครับ

โดยการที่เราจะเข้าไปยังโถงลิฟต์ได้นั้น จะต้องใช้ Key Card Access สำหรับคนที่พักอยู่อาคารนั้นๆเท่านั้นถึงจะเข้าไปได้ อีกทั้งอุปกรณ์นี้ยังเป็น Video Door Phone ที่แขกสามารถกดเบอร์เพื่อโทรไปยังห้องที่ต้องการติดต่อได้เลยครับ จากนั้นเจ้าของห้องก็จะโทรลงมาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ประจำอาคารชั้นล่าง เพื่ออนุญาติให้เปิดประตูเข้าไปได้นั่นเอง

โถงลิฟต์จะมี Mail Box ตั้งอยู่ด้วย ซึ่งเราสามารถรับจดหมายก่อนขึ้นห้องได้ง่ายๆเลย และลิฟต์โดยสารก็จะมีอาคารละ 2 ตัวครับ

โถงลิฟต์ชั้นบนจะไม่ได้มีการตกแต่งอะไรเป็นพิเศษ แต่จะเป็นกระเบื้องหินอ่อนและช่องหน้าต่างที่ช่วยให้หน้าโถงลิฟต์สว่างมากขึ้น

ส่วนบรรยากาศของโถงทางเดินหน้าห้องก็จะเป็นแบบนี้ครับ โดยของจริงเราอาจรู้สึกว่ามืดๆหน่อย เพราะเค้าจะไม่ได้มีช่องแสงตรงบริเวณนี้เลย จึงต้องมีการเปิดไฟส่องสว่างช่วยตลอดเวลา แต่ก็จะได้เรื่องความเป็นส่วนตัวในระหว่างชั้นเป็นข้อดีแทนนะ

สำหรับผังอาคารเค้าได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากปีกผีเสื้อ ซึ่งห้องที่อยู่ตรงมุมอาคารจะมีการเปิดช่องแสงหันออกไปคนละด้าน ทำให้ไม่บังวิวกันเอง และยังช่วยหลีกเลี่ยงมุมมองจากอาคารข้างๆได้อีกด้วย โดยทุกๆอาคารจะมีแปลนเหมือนกันหมดคือ

ลิฟต์โดยสารจะอยู่ตรงกลาง และมีโถงทางเดินรูปตัว H แบ่งโซนพักอาศัยออกเป็น 2 ฝั่ง ซึ่งข้อเสียคือ “ช่องแสงน้อย” อาจทำให้ความสว่างโปร่งมีไม่มากนัก แต่ก็ทำให้พื้นที่ใช้สอยภายในห้องมีขนาดใหญ่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนความแตกต่างของจำนวนห้องพักอาศัย และแบบห้องในแต่ละช่วงนั้นจะมีดังนี้

แปลนชั้น 4 – 15 จะเป็นชั้นที่มีเพื่อนบ้าน 8 ยูนิต ประกอบด้วยห้อง 1 Bedroom 4 ยูนิต และห้อง 2 Bedrooms ที่เป็นห้องมุม 4 ยูนิต

แปลนชั้น 16 – 18 จะมีเพื่อนบ้านทั้งหมด 6 ยูนิต โดยฝั่งหนึ่งจะมีห้อง 3 Bedrooms เพิ่มเข้ามา 2 ห้อง ส่วนอีกฝั่งหนึ่งจะยังคงเป็นแบบห้องเหมือนเดิมครับ เลยทำให้ห้อง 3 Bedrooms จะมีเพียงอาคารละ 6 ยูนิตเท่านั้น (ซึ่งปัจจุบันก็ได้ Sold out ไปแล้ว)

ส่วนแปลนอาคารชั้น 19 จะเป็นชั้น Penthouse ที่มีเพียง 2 ยูนิตเท่านั้น โดยจะกินพื้นที่คนละฝั่งของอาคาร และปัจจุบันก็เหลือขายอยู่เพียง 1 ห้องใน Tower 1 เท่านั้นอีกด้วยครับ ซึ่งถ้าใครสนใจก็รอดูรายละเอียดในพาร์ทต่อไปกันได้เลย

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • Lobby แยกอาคาร
  • Wellington Board Room (Tower 1)
  • Tom’s Table Tennis Room (Tower 2)
  • Peter’s Play Room (Tower 3)
  • Wellington Juristic Office (Tower 4)
  • Isaac’s Internet Room (Tower 5)
  • Steve’s Snooker Room (Tower 6)
  • Shakespeare’s Theatre & Karaoke (Tower 7)
  • Ben’s Bridge & Chess Room (Tower 8)
  • London Library (Tower 9)
  • Swimming Pool ระบบโอโซน ขนาด 34.45 x 9.25 เมตร
  • Kids Pool
  • Jacuzzi
  • Fitness
  • Squash Court
  • Suana
  • Playground
  • Jogging Track
  • สวนหย่อมภายในโครงการ
  • ลิฟต์โดยสาร 2 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 55 :  1
  • ที่จอดรถ 1,002 คัน หรือคิดเป็น 100% แบบรวมจอดซ้อนคัน (สำหรับห้อง Penthouse จอดได้ 4 คัน แบ่งเป็นจอดแบบปกติ 2 คัน และแบบ Fix ที่จอด 2 คัน)
  • ระบบรักษาความปลอดภัยในโครงการ  CCTV / Key Card Access / Video Door Phone

 

แบบห้อง

Highlights :

  • ราคาเฉลี่ย 66,000 บาท/ตร.ม. ถูกสุดในย่านรัชดา-เทียมร่วมมิตร
  • พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ขนาด 76 และ 250 ตร.ม. เหมาะกับครอบครัวขนาดใหญ่
  • ช่องแสงเยอะ อากาศถ่ายเทได้ดี
  • ให้วัสดุมาตรฐานมาดีกว่าราคา

ปัจจุบันโครงการนี้เหลือห้องอยู่เพียง 2 แบบเท่านั้นคือ 2 Bedrooms ขนาด 76 ตร.ม. และ Penthouse ขนาด 250 ตร.ม. ขายแบบ Fully Fitted ให้เฟอร์นิเจอร์เฉพาะชุดครัว สุขภัณฑ์ในห้องน้ำ และเครื่องปรับอากาศเท่านั้น ส่วนที่เหลือเราอาจต้องเผื่อเงินซื้อของเข้าบ้านเพิ่มเติมด้วยนะครับ

เริ่มกันที่ห้องแรก 2 Bedrooms ขนาด 76 ตร.ม. ถือเป็นห้องไซส์ใหญ่ที่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง สามารถอยู่ด้วยกันแบบครอบครัวจริงจังได้เลยครับ โดยจุดเด่นคือ “เป็นห้องมุม” ที่ทุกฟังก์ชันจะอยู่ติดกับหน้าต่างภายนอก ไม่เว้นแม้แต่ห้องน้ำทั้ง 2 ห้อง เลยทำให้สว่างโปร่งโล่ง และอากาศถ่ายเทได้ดี ซึ่งถ้าเราเปิดหน้าต่างตรงระเบียงหลังบ้านและหน้าบ้านไว้พร้อมๆกัน ก็จะทำให้มีลมพัดผ่านเข้า-ออกได้ดีมากๆ

นอกจากนี้ยังมี Common Area ที่ใหญ่มากๆ โดยลักษณะพื้นที่กลางห้องเค้าจะป้านออกไปเป็นทรงสามเหลี่ยม เลยทำให้บางคนอาจคิดว่าต้องจัดห้องได้ยากใช่มั้ยครับ แต่จริงๆแล้วเราก็สามารถจัดได้เหมือนห้องสี่เหลี่ยมตามปกติเลย หรือจะดูห้องตัวอย่างเป็นไอเดียก็ได้ ส่วนพื้นที่สามเหลี่ยมที่เหลือก็เป็นการเว้นไว้เป็นโถงทางเดินหน้าประตูห้องนอน ที่จะทำให้การสัญจรในห้องสะดวกมากขึ้นนั่นเองครับ

และถ้าใครอยากได้ครัวปิดเพื่อทำอาหารจริงจังมากขึ้น ก็สามารถกั้นผนังเพิ่มเติมตรงหน้าห้องได้เลย ซึ่งจะทำให้เราได้ Foyer หรือโถงต้อนรับหน้าห้องเพิ่มมา ทำให้ห้องดูเป็นสัดส่วน มีความเป็นส่วนตัว และใช้งานได้ดีมากขึ้นเยอะเลยทีเดียว โดยในห้องตัวอย่างก็ได้จัดมาให้ดูเป็นไอเดียด้วยนะ จะเป็นอย่างไรบ้างไปชมกันเลยครับ

ประตูหน้าห้องจะเป็นไม้บานทึบสีขาว มาพร้อมกับตาแมว และมีขอบพื้นที่ยกสูงขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อป้องกันฝุ่นจากภายนอกไม่ให้เข้าไปในห้องได้ แต่จุดที่ไม่เหมือนโครงการทั่วไปก็คือ เค้าจะติดกริ่งเอาไว้ที่หน้าห้องด้วย เลยทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านเลยทีเดียว

เปิดประตูเข้ามาเราจะยังมองไม่เห็นพื้นที่ในห้องทั้งหมดนะ เลยทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวมากๆ โดยของจริงจะเป็นพื้นที่เปิดโล่งเชื่อมต่อกับครัวเหมือนในภาพที่ 2 เลยครับ

แต่ถ้าใครต้องการ “ครัวปิด” ที่สามารถทำอาหารได้จริงจัง ก็สามารถกั้นผนังและติดประตูเพิ่มเติมเองได้นะครับ ซึ่งจะทำให้เราได้ Foyer หรือโถงทางเดินส่วนต้อนรับหน้าห้อง ที่ดูเป็นสัดส่วน แถมยังทำตู้เก็บรองเท้าเพิ่มเติมได้อีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่อยากให้สังเกตก่อนจะกั้นห้องก็คือ งานระบบและแสงไฟต่างๆที่อยู่บนเพดาน จะอยู่ตรงกับแนวเสาที่เราอาจต้องกั้นผนังพอดี เราจึงควรบอกช่างให้เค้าช่วยย้ายให้เรียบร้อยก่อนที่จะกั้นห้อง แต่ที่ชอบมากๆก็คือ พื้นที่เป็นกระเบื้องพอร์ชเลนทั้งห้อง ซึ่งสามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย ไม่กลัวน้ำหรือความชื้นเลย ถือว่าหาได้ยากมากๆในปัจจุบันที่จะได้สเปคของแบบนี้ในราคานี้ครับ

ชุดครัวเราจะได้ตามนี้ (ยกเว้น Hob+Hood) ส่วน Top เคาเตอร์ครัวจะเป็นหินสังเคราะห์สีดำ และมีตู้เก็บของค่อนข้างเยอะพอสมควร

อีกด้านหนึ่งจะเป็นระเบียงที่เราสามารถเปิดระบายอากาศ และยังสามารถวางเครื่องซักผ้า/ตากผ้าบริเวณนี้ได้เลยอีกด้วย

อีกหนึ่งจุดที่ผมคิดว่าน่าสนใจ คือตำแหน่งของระเบียงหลังบ้านจะอยู่ตรงมุมด้านในอาคารพอดี นั่นเลยทำให้เวลาที่มองจากภายนอกตรงๆ เราแทบจะมองไม่เห็นพื้นที่ส่วนนี้ได้เลยครับ ซึ่งเราสามารถซักผ้า/ตากผ้าได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

เข้ามาภายในห้องเราจะเจอกับ Common Area ขนาดใหญ่ ซึ่งตรงกลางสามารถวางโต๊ะทานอาหารขนาด 4 – 6 ที่นั่งได้พอดีๆ โดยมุมสามเหลี่ยมที่ป้านออกมานี้ ก็ยังมีส่วนช่วยให้ห้องดูกว้างมากขึ้นอีกด้วยนะครับ

และนี่คือบรรยากาศห้องเปล่ามาตรฐานที่เราจะได้จริงๆครับ ทางขวามือเป็น Video Door Phone ที่สามารถโทรติดต่อกับคนที่ Lobby ชั้น 1 ได้ เหมือนที่อธิบายไปแล้วในพาร์ทก่อนหน้านี้

ด้านบนติดตั้งเครื่องปรับอากาศระบบฝังฝ้า ที่จะช่วยให้พื้นที่กลางห้องเย็นสบาย และดูเรียบร้อยเนียนไปกับเพดานดีเลยทีเดียว

นอกจากนี้เรายังสามารถเปิดหน้าต่างตามจุดต่างๆ เพื่อระบายอากาศได้ดีอีกด้วยนะครับ ซึ่งถือเป็นข้อดีมากๆของห้องมุมลักษณะแบบนี้ คือการที่ลมจะพัดเข้ามาในห้องได้นั้น นอกจากจะมีทางเข้าแล้วก็ควรต้องมีทางออกให้ลมด้วยนะครับ ซึ่งจะทำให้อากาศถ่ายเทและหมุนเวียนได้ดีเลยทีเดียว

ถัดเข้ามาในห้องจะเป็นโซนโซฟานั่งเล่นที่อยู่ติดกับระเบียง ซึ่งกว้างมากพอที่จะใช้โซฟาตัวใหญ่ๆ 3 – 4 ที่นั่ง หรือจะเป็นโซฟารูปตัว L เพื่อนั่งเหยียดขา/นอนดูทีวีได้สบายๆ โดยระยะดูทีวีจะกว้าง 3 m. สามารถใช้ทีวีจอใหญ่ๆ 50 – 60 นิ้วได้เลย

ประตูกระจกบานเลื่อนเป็นกรอบอลูมิเนียมสีขาว พร้อมกระจกเขียวตัดแสงเพื่อช่วยป้องกันความร้อนหรือรังสี UV ไม่ให้ส่องเข้ามาในห้องได้ ส่วนระเบียงด้านนอกจะมีลักษณะพื้นที่คล้ายรูปสามเหลี่ยมยื่นออกไปนอกอาคาร ทำให้เวลาไปยืนตรงมุมก็จะสามารถชมวิวโดยรอบได้กว้างมากขึ้นอีกหน่อย รวมถึงเราจะมีพื้นที่ใช้สอยกว้างพอให้เอาโต๊ะ/เก้าอี้มาวางได้อีกด้วย

ห้องตัวอย่างนี้จะได้วิวภายในโครงการครับ ซึ่งถ้าก้มลงไปมองด้านล่างก็จะเห็นพื้นที่ส่วนกลางตรงดาดฟ้าอาคารจอดรถได้ โดยจะมีการปูหญ้าเทียมเพื่อเพิ่มความสดชื่นและเขียวขจีมากขึ้น รวมถึงอาคารฝั่งตรงข้ามก็จะมีระยะห่างพอสมควร จึงทำให้ไม่เสียความเป็นส่วนตัวเลยนั่นเองครับ

กลับเข้ามาภายในห้องอีกครั้ง ต่อไปเราจะพาไปชมในส่วนของห้องนอนกันบ้างนะครับ

สำหรับห้องนอนจะอยู่แยกออกไปอีกด้านหนึ่ง โดยบริเวณด้านหน้าจะเป็นส่วนของพื้นที่รูปสามเหลี่ยมตามในแปลนห้อง ซึ่งทำหน้าที่เป็นโถงทางเดินหน้าห้อง ทำให้การสัญจรเข้า-ออก หรือเดินผ่านไป-มาสะดวกมากขึ้น

เริ่มกันที่ห้องแรกทางซ้ายมือจะเป็น Master Bedroom ภายในมีขนาดพื้นที่กว้างขวาง สามารถวางโต๊ะ ตู้ เตียง แล้วยังมีพื้นที่เหลือรอบๆให้ใช้งานได้สบายๆ ซึ่งพื้นห้องก็จะเปลี่ยนวัสดุเป็นลามิเนตลายไม้ ทำให้ดูมีความเป็นธรรมชาติและอบอุ่นมากขึ้น

โดยบริเวณด้านหน้าห้องจะมีลักษณะเป็นมุมป้านขนาดใหญ่ ก่อนที่จะเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมแบบปกติตรงด้านใน ซึ่งเราก็สามารถจัดฟังก์ชันและ Built ตู้เสื้อผ้าได้ตามปกติเลยครับ แต่หากใครนึกภาพตามไม่ออก ก็สามารถดูห้องตัวอย่างเป็นไอเดียได้เหมือนกัน

และอีกหนึ่งกิมมิคเล็กๆที่ใส่เข้ามาก็คือ ช่องหน้าต่างกระจกเข้ามุม (Bay Window) ทั้ง 2 ด้าน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถชมวิวโดยรอบได้กว้างมากขึ้นนั่นเองครับ

ส่วนอีกด้านของห้องจะมีห้องน้ำในตัวให้ใช้งานได้สะดวกด้วยครับ

ภายในมีการแบ่งฟังก์ชันเป็นสัดส่วน และเราจะได้สุขภัณฑ์ต่างๆครบเหมือนในห้องตัวอย่างนี้เลยครับ

เริ่มจากพื้นที่ส่วนแห้งจะมีทั้งอ่างล้างหน้า และโถสุขภัณฑ์จาก Kohler พร้อมกับ Built ตู้ด้านล่างให้เก็บของใช้ต่างๆในห้องน้ำได้ด้วย

จุดเด่นอย่างหนึ่งของห้องน้ำที่นี่คือ เค้าจะมีการติดตั้งระบบน้ำร้อน-น้ำเย็นเอาไว้ให้ด้วยครับ ซึ่งช่วงหน้าหนาวเราก็สามารถเปลี่ยนไปเปิดน้ำอุ่นๆ เพื่อล้างมือล้างหน้าได้แบบสบายๆเลยครับ

ส่วนอีกด้านหนึ่งจะเป็น Shower Box ที่กั้นด้วยกระจกนิรภัยแบบใส ภายในมีทั้ง Hand Shower / Rain Shower และยังมีที่นั่งให้อีกด้วย โดยหากใครที่เป็นผู้สูงอายุก็จะสามารถใช้งานได้สบายๆ หรือถ้าเป็นหนุ่ม-สาวทั่วไป ก็อาจใช้เป็นที่วางอุปกรณ์อาบน้ำได้เยอะเลยครับ

อีกจุดหนึ่งที่ชอบมากๆของห้องนี้คือ ช่องหน้าต่างบานกระทุ้งที่มีมาให้ถึง 2 บาน ทำให้อากาศถ่ายเทได้ดี แสงที่ส่องเข้ามาก็ช่วยฆ่าเชื้อโรค และพื้นที่เปียกก็แห้งไวด้วย ให้อารมณ์เหมือนห้องน้ำบ้านแนวราบเลยครับ

ถัดมาจะเป็นห้องนอนเล็ก ซึ่งประตูทางเข้าจะเป็นบานเปิดคู่แบบนี้เลยครับ

ภายในห้องมีขนาดประมาณ 3.2 x 3.2 m. กว้างมากพอที่จะทำเป็นห้องนอนได้สบายๆ หรือหากใครที่ทำงานอยู่บ้านช่วง WFH แบบนี้ ก็อาจเปลี่ยนเป็นห้องทำงานส่วนตัวก็ได้นะครับ

และแน่นอนว่าห้องนี้ยังคงได้หน้าต่างกระจกเข้ามุม (Bay Window) อยู่เช่นเดิม เพียงแต่จะได้แค่ด้านเดียวนะ

สุดท้ายคือห้องน้ำที่จะอยู่ระหว่างห้องนอนทั้ง 2 ภายในมีการแบ่งฟังก์ชันการใช้งานเป็นสัดส่วนแบบมาตรฐาน โดยจะได้สุขภัณฑ์จาก Kohler ครบเหมือนกับห้องก่อนหน้านี้เลยครับ

และแน่นอนว่าจะมีส่วนอาบน้ำเตรียมเอาไว้ให้ห้องนอนเล็กได้มาใช้ด้วย ซึ่งจะเป็น Shower Box ที่กั้นด้วยกระจกนิรภัย แต่จะตัดในส่วนของที่นั่งอาบน้ำออกไป และสามารถยืนใช้งานได้ตามปกติครับ

Penthouse ขนาด 250.5 ตร.ม. เรียกได้ว่าพื้นที่ใหญ่มาก จนเกือบจะเท่าบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ๆเลยทีเดียวครับ โดยปัจจุบันนี้จะเหลือขายอยู่เพียง 1 ห้องเท่านั้น (Tower 1) และมีราคาอยู่ที่ 18 ล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าเหมาะกับครอบครัวขนาดใหญ่ หรือคนที่กำลังมองหาคอนโดที่มีห้องพักแม่บ้านประจำ ไว้คอยช่วยดูแลทำความสะอาดบ้านให้เราได้ด้วยนั่นเอง

สิ่งที่ชอบในแปลนเป็นอย่างแรกก็คือ “การแบ่งโซนที่เป็นส่วนตัวดีมากๆ” โดยเฉพาะการแยกทางเข้า-ออกของแม่บ้าน ให้เข้าได้จากทางครัวโดยตรง รวมถึงยังมีพื้นที่หลังบ้านและห้องส่วนตัว ให้เค้าได้ใช้ชีวิตอยู่ในโซนของตัวเองได้ โดยไม่รบกวนพื้นที่ของเจ้าของบ้าน นอกจากนี้ยังมีการทำโถงทางเดินแยกห้องต่างๆออกจาก Common Area ขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง เพื่อความเป็นส่วนตัวมากขึ้นอีกด้วยครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ “ช่องแสงและระเบียงที่เยอะมาก” ซึ่งจะมีอยู่ในทุกๆห้องและทุกฟังก์ชัน ทำให้พื้นที่ภายในสว่างโปร่งโล่ง แถมยังระบายอากาศได้ดีอีกด้วย โดยจะมีระเบียงขนาดใหญ่อยู่ 2 จุดหลักๆด้วยกันคือ ระเบียงหลักตรง Common Area ที่จะเป็นทรงโค้งขนาดใหญ่ ให้อารมณ์เหมือนคอนโดตากอากาศ สามารถวางโต๊ะ/เก้าอี้ และปลูกต้นไม้ ทำเป็นมุมพักผ่อนเล็กๆแบบส่วนตัวได้ อีกจุดหนึ่งคือระเบียงหลังบ้านในโซนแม่บ้าน ซึ่งมีขนาดใหญ่มากพอที่จะซัก/ตากผ้านวมชิ้นใหญ่ๆได้สบายๆเลยครับ

Image 1/28
มีทางเข้า 2 ทาง แยกกันชัดเจน ขวามือเป็นทางเข้าของเจ้าของบ้าน ส่วนซ้ายมือเป็นทางเข้าแม่บ้าน

มีทางเข้า 2 ทาง แยกกันชัดเจน ขวามือเป็นทางเข้าของเจ้าของบ้าน ส่วนซ้ายมือเป็นทางเข้าแม่บ้าน

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

ราคา

ศุภาลัย เวลลิงตัน ราคา ณ วันที่ 25 มกราคม 2565

  • 2 Bedrooms ขนาด 76 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 4.99 ล้านบาท (Promotion ลดจากราคาปกติ 6.24 ล้านบาท)
  • Penthouse ขนาด 250.5 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 18 ล้านบาท (Promotion ลดจากราคาปกติ 22.74 ล้านบาท)

  • รูปแบบการขาย Fully Fitted
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน 2.6 – 3 เมตร
  • Kitchen & Sink / ท็อปหินสังเคราะห์
  • จองและทำสัญญา 2 Bedrooms 50,000 บาท / Penthouse 100,000 บาท
  • ค่ากองทุน 360 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง 36 บาท/ตร.ม./เดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ

บทสรุป

ทำเล : โครงการตั้งอยู่ในย่านรัชดา-เทียมร่วมมิตร อยู่ไม่ไกลจากความอุดมสมบูรณ์ของรัชดา-พระราม 9 โดยจะอยู่ถัดเข้ามาจากถนนรัชดาภิเษก มาบนถนนเทียมร่วมมิตรประมาณ 950 m. ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปยังโซนประชาอุทิศ-เหม่งจ๋าย-พระราม 9 ได้ครับ เหมาะกับคนที่ทำงานในโซนนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะบนถนนรัชดาภิเษกที่เต็มไปด้วยอาคารสำนักงานต่างๆเยอะแยะเลย นอกจากนี้ด้านหน้าโครงการก็ยังมีศุภาลัย รัชดา-พลาซ่า ให้แวะซื้อของและฝากท้องกันแบบง่ายๆได้อีกด้วย

การเดินทางโดยใช้รถ : โครงการตั้งอยู่บนถนนเทียมร่วมมิตร ซึ่งเป็นทาง One Way ที่มีข้อจำกัดในการเดินทางประมาณหนึ่ง คือเวลาจะกลับบ้านจะต้องมาจากถนนรัชดาภิเษกเท่านั้น ซึ่งการจราจรก็หนาแน่นพอสมควร หรือจากโครงการแล้วต้องการไปถนนหลักอย่างรัชดา-พระราม 9 ก็อาจต้องมีการขับอ้อมอยู่สักหน่อย รวมถึงมีทางด่วนตรงพระราม 9 ให้ใช้เข้า-ออกเมืองได้ง่ายอีกด้วย และที่เป็นจุดเด่นมากๆก็คือ จำนวนที่จอดรถ 82% ซึ่งหาได้ยากมากในคอนโดสมัยนี้ และเหมาะกับโครงการที่เน้นการเดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลักได้ดีเลยทีเดียวครับ

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ : ด้านหน้าโครงการมีวินมอเตอร์ไซค์ตั้งอยู่ หรือถ้าใครจะเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ก็ทำได้สบายมาก และอีกหนึ่งตัวเลือกในการเดินทางก็คือ MRT สถานี ศูนย์วัฒนธรรมฯ ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 1 km. ซึ่งอาจต้องต่อรถสาธารณะสัก 1 ต่อหน่อยนะครับ

การออกแบบโครงการ : เป็นกลุ่มคอนโด High Rise สูง 19 ชั้น 9 อาคาร ที่โอบล้อมอาคารจอดรถตรงกลางเอาไว้ ทำให้ทุกๆตึกสามารถมาใช้งานได้สะดวกพอๆกัน และชั้นดาดฟ้าของอาคารจอดรถก็ยังมี Facilities หลักให้ได้ใช้งานกันอีกด้วย ส่วนฟังก์ชันส่วนกลางอื่นๆจะอยู่ในชั้น 1 ของแต่ละอาคาร ซึ่งเป็นการกระจายความหนาแน่นในการใช้งานได้ดี แต่ขณะเดียวกันก็แอบมีความยากในการไปใช้งานด้วยเหมือนกัน เพราะแต่ละจุดจะอยู่ค่อนข้างห่างจากกันพอสมควร ไม่สามารถเดินเชื่อมต่อกันได้

ส่วนผังอาคารเค้าได้แรงบันดาลใจมาจากปีกผีเสื้อ ห้องมุมมีช่องแสงที่หันแยกออกไปคนละด้าน ทำให้ไม่บังวิวกันเอง และยังช่วยหลีกเลี่ยงมุมมองจากอาคารข้างๆได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีความเป็นส่วนตัวในชั้นพักอาศัย ถึงแม้ว่าทั้งโครงการจะมีเพื่อนบ้านมากถึง 1,002 ยูนิต แต่เราจะมีเพื่อนบ้านร่วมชั้นเพียงแค่ 2 – 8 ยูนิตเท่านั้น เลยทำให้การอยู่อาศัยจริงๆแล้วกลับไม่ได้วุ่นวายหรือหนาแน่นอย่างที่คิดครับ

การออกแบบห้องพัก : ปัจจุบันเหลือขายอยู่เพียง 2 Type หลักๆคือ 2 Bedrooms ที่เป็นห้องมุมขนาดใหญ่ ทุกห้องจะอยู่ติดกับช่องแสง สามารถเปิดระบายอากาศได้เต็มที่ ให้อารมณ์เหมือนอยู่บ้านเลยครับ แต่ด้วยลักษณะพื้นที่ห้องที่ส่วนหนึ่งเป็นทรงสามเหลี่ยม เลยอาจทำให้บางคนเป็นกังวลเรื่องการจัดและ Built-in ห้องพักใช่มั้ยครับ ซึ่งผมแนะนำให้ดูห้องตัวอย่างเป็นไอเดียก็ได้ เพราะเราเห็นกันแล้วว่าพอจัดออกมาก็ใช้งานได้ปกติดีเลยทีเดียว

อีกแบบหนึ่งคือห้อง Penthouse ที่มีขนาดใหญ่พอๆกับบ้านเดี่ยวเลยครับ ซึ่งในทำเลย่านนี้ การจะหาที่พักอาศัยขนาดใหญ่แบบนี้ถือว่ายากมากๆ โดยหากใครที่มองในเรื่องความคุ้มค่าเป็นหลัก (ราคาเฉลี่ยเพียง 66,000 บาท/ตร.ม.) ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย แถมยังมีการออกแบบฟังก์ชันได้เหมือนกับบ้านแนวราบมากๆอีกด้วยครับ อย่างการแบ่งโซนแม่บ้านแยกกับเจ้าของบ้านเพื่อความเป็นส่วนตัว หรือการเปิดช่องแสงและมีระเบียงในทุกๆห้อง ทำให้สว่างโปร่งโล่ง และระบายอากาศได้ดีแบบสุดๆ เป็นต้น

วัสดุ : โครงการขายแบบ Fully Fitted ให้เฉพาะเคาน์เตอร์ครัว สุขภัณฑ์ในห้องน้ำ และเครื่องปรับอากาศเท่านั้น ส่วนที่เหลือเราอาจต้องเผื่อเงินในกระเป๋า เพื่อซื้อของเข้าบ้านด้วยนะครับ แต่วัสดุปิดผิวต่างๆที่เค้าให้มา ก็ถือว่าคุ้มค่ากับราคาเฉลี่ย 66,000 บาท/ตร.ม. มากๆ ซึ่งเราอาจหาของแบบนี้ในราคานี้ที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพื้นกระเบื้องพอร์ชเลนภายใน Common Area / Top เคาน์เตอร์ครัวหินสังเคราะห์สีดำ / ระบบท่อน้ำอุ่นในห้องน้ำ / Video Door Phone / และพื้นไม้ปาเก้สีไม้มะค่าในห้อง Penthouse เป็นต้น

สาธารณูปโภค : ด้วยความที่เป็นโครงการที่มีระยะเวลามาประมาณหนึ่งแล้ว อาจต้องยอมรับก่อนว่า ในด้านความทันสมัย หรือการจัดสรรพื้นที่ใช้งานอาจสู้คอนโดใหม่ๆในยุคนี้ไม่ค่อยได้ แต่ในนั้นก็มีการตกแต่งสไตล์ Classic ที่เป็นเอกลักษณ์ และหาไม่ได้ในคอนโดใหม่ๆด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นหงษ์ขาวริมสระว่ายน้ำ หรือห้องออกกำลังกายที่กรุด้วยไม้สวยงามทั้งห้อง ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากๆเลยครับ นอกนั้นผมก็ถือว่าเป็นโครงการที่ให้ฟังก์ชันส่วนกลางมาค่อนข้างหลากหลายดีทีเดียว

Judgement

การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

เทียบกับช่วงราคาเฉลี่ยแบบทั้งโครงการ AVG 66,000 บาท/ตร.ม., 25 มกราคม 2565

  • ทำเล 7.75/10 – ติดถนนใหญ่เทียมร่วมมิตร ไม่ไกลจากความอุดมสมบูรณ์และแหล่งงาน
  • เดินทางด้วยรถ 8/10 – ไม่ไกลจากทางด่วนศรีรัช ที่จอดรถ 82% ถนนหน้าโครงการเป็นทาง One Way
  • ไม่ใช้รถ 7.5/10 – หน้าโครงการมีวินมอเตอร์ไซค์ เรียกรถสาธารณะง่าย
  • วัสดุ 8/10 – Fully Fitted ต้องเผื่อเงินซื้อของเพิ่ม แต่วัสดุที่ให้ถือว่าคุ้มค่ากับราคา
  • แบบ 8/10 – พื้นที่ใช้สอยและช่องแสงเยอะ ให้อารมณ์เหมือนอยู่บ้าน อาจมีมุมหรือพื้นที่บางส่วนที่จัดฟังก์ชันยากสักหน่อย แต่โดยรวมยังใช้งานได้ดี
  • สาธารณูปโภค 7.5/10 – ฟังก์ชันเยอะ กระจายอยู่ตามอาคารต่างๆ การใช้งานอาจไม่ได้เข้าถึงสะดวกมากนัก แต่ได้บรรยากาศ Classic ไม่เหมือนใคร

  • ECONOMY CLASS
  • 7.79 / 10.00

ศุภาลัย เวลลิงตัน เหมาะกับใคร

โครงการ ศุภาลัย เวลลิงตัน เหมาะกับคนที่มองหาคอนโดในย่านรัชดา-เทียมร่วมมิตร โดยเน้นในเรื่องความคุ้มค่าและขนาดพื้นที่ใช้สอยเยอะเป็นหลัก เป็นห้องไซส์ใหญ่ 2 Bedrooms ขนาด 76 ตร.ม. ที่เหมาะกับการอยู่แบบครอบครัวได้สบายๆ ช่องแสงเยอะ ระบายอากาศได้ดี ให้อารมณ์เหมือนอยู่บ้าน อีกทั้งยังให้วัสดุมาดีเมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยเพียง 66,00 บาท/ตร.ม. ที่เรียกว่าถูกสุดในย่าน ณ ตอนนี้เลยก็ว่าได้ หรือถ้าใครสนใจ Penthouse ก็ยังมีให้เลือกอีก 1 ยูนิตสุดท้ายแล้วนะครับ

ส่วนในเรื่อง Facilities ก็ถือว่าให้มาหลากหลายดีทีเดียว ซึ่งต้องยอมรับว่าอาจไม่ได้ดูทันสมัย หรือหวือหวาเท่ากับคอนโดใหม่ๆสักเท่าไหร่นะครับ แต่ก็จะมีเสน่ห์ในแบบคอนโดยุคก่อนมากๆเลย และฟังก์ชันหรือการตกแต่งหลายๆอย่าง ก็หาไม่ได้แล้วในคอนโดสมัยนี้ โดยเฉพาะที่จอดรถ 82% ที่ทำให้อุ่นใจได้ว่าเราจะมีที่จอดเพียงพอ และเหมาะกับทำเลที่ใช้รถยนต์เป็นหลักแบบนี้มากๆอีกด้วย โดยคนที่สนใจจะต้องมีงบประมาณเริ่มต้น 4.99 ล้านบาท สำหรับห้อง 2 Bedrooms และงบประมาณ 18 ล้านบาท สำหรับห้อง Penthouse ครับ


ThinkofLiving มี LINE Official Account แล้วนะ
ไม่อยากพลาดข้อมูลข่าวสารก็ Add เลย > https://lin.ee/svACOxc