รีวิวฉบับที่ 1842.. วันนี้ผมจะพาทุกคนมาชมตึกเสร็จของโครงการที่ตั้งอยู่บนถนนที่มีราคาที่ดินสูงที่สุดในประเทศไทย กับโครงการ.. Ashton สีลม คอนโดระดับ Ultimate Class บนถนนสีลม ที่ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ชั้นนำ โครงการที่มีห้องส่วนใหญ่ได้ห้องมุม และมีห้องภายในเล่นระดับ ส่วนกลางจัดมาให้ที่ชั้นสูงรับวิวรอบด้าน คงจะอยากดูกันแล้ว ตามผมเข้าไปภายในเลยครับ

Fact @ 28 March 2019

  • Ashton Silom (แอชตัน สีลม)
  • บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
  • ULTIMATE CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ในเขต : ถนนสีลม เขตบางรัก 
  • คอนโด High Rise 48 ชั้น 1 อาคาร 428 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 14 ยูนิต
  • ที่จอดรถประมาณ 309  คันคิดเป็น 72%
  • ที่ดินประมาณ 2-1-44.3 ไร่
  • เริ่มก่อสร้าง :  ก.พ. 2016
  • แล้วเสร็จ : ธ.ค. 2018
  • 1 Bedroom 31 – 48 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 8.0 ล้านบาท
  • 2 Bedrooms 71 – 86 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 19 ล้านบาท
  • ฝ้าเพดานสูง 3.2 เมตร , แบบ 2 Bed สูง 2.8 เมตรและ 3.5 เมตร
  • ปัจจุบันราคาห้องเริ่มต้น 8.00 ล้านบาท
  • ปัจจุบันราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ AVERAGE ประมาณ 275,000 บาท/ตร.ม.
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • Call Center : 02 316 2222
  • อ่านรีวิวพาชมทำเลของโครงการ Ashton สีลม คลิกที่นี่ 

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วครับ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างครับ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.726391, 100.526828

โดยทาง Think of Living เคยรีวิวทำเลของโครงการไปแล้ว  คลิกที่นี่ ครับ

แผนที่จากทางโครงการครับ

โครงการ Ashton Silom จะเห็นว่าโครงการตั้งบนถนนสีลม ห่างจากรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรีประมาณ 350 เมตร อยู่ในทำเลที่ตั้งที่เรียกได้ว่าย่านใจกลางธุรกิจเลย เพราะอยู่ใกล้แยกสีลม-นราธิวาส ซึ่งเป็นแยกที่ตัดระหว่างถนนสีลม และถนนนราธิวาสราชนครินทร์

ตัวถนนสีลมมีความยาวประมาณ 2.78 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่ถนนเจริญกรุง (แยกบางรัก) ไปสิ้นสุดที่ถนนพระรามที่ 4(แยกศาลาแดง) เป็นถนนสำคัญสายแรกที่เดินสายไฟฟ้าและสายโทรศัพท์ไว้ใต้ดิน จากแผนที่จะเห็นว่าโครงการอยู่กึ่งกลางของถนนสีลมใกล้กับแยกสีลม-นราธิวาสโดยถนนทั้งสองเส้นนี้เป็นถนนใหญ่ที่มีอาคารสำนักงาน อาคารพักอาศัย และศูนย์การค้าใหญ่ๆตลอดทั้งเส้น ทางฝั่งถนนสีลมครึ่งบนไล่มาตั้งแต่แยกบางรักจนถึงแยกสีลม-นราธิวาส จะมีอาคารสำนักงานอยู่บ้าง และมีแหล่งชอปปิ้งเล็กๆน้อยๆ อย่าง Silom Village, Silom Plaza และ Villa Market รวมถึงตึกคิงพาวเวอร์มหานคร โซนนี้เหมาะกับอยู่อาศัยเพราะสงบ ไม่พลุกพล่านมากนัก

ส่วนสีลมครึ่งล่างไล่มาตั้งแต่แยกสีลม-นราธิวาส จนถึงแยกศาลาแดง จะมีความอุดมสมบูรณ์สูงและเป็นโซนที่เรียกว่าเป็น CBD ได้เต็มปากเพราะมีอาคารสำนักงานค่อนข้างหนาแน่น มีธนาคารสำนักงานใหญ่และย่อยรองรับเกือบทุกธนาคาร มีศูนย์การค้าอย่าง Silom Complex, ตลาดสีลม, ตลาดละลายทรัพย์ให้หนุ่มสาวออฟฟิศช้อปปิ้งแก้เครียดตอนกลางวัน และในยามค่ำคืนก็มีตลาดกลางคืนพัฒน์พงศ์, ธนิยะพลาซ่า ที่จะเน้นขายของที่ระลึกให้กลุ่มชาวต่างซะเป็นส่วนใหญ่ และไม่ใช่มีแค่ตลาดให้ซื้อของเท่านั้น ในซอยพัฒน์พงศ์ 2 และซอยธนิยะยังมีสถานบันเทิงที่ขึ้นชื่อ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น หากใครจะมาอยู่อาศัยบนถนนสีลมโซนนี้คงอยู่ยากหน่อยเพราะค่อนข้างวุ่นวาย พลุกพล่าน ชาวต่างชาติเยอะไม่ค่อยสงบนัก เหมาะกับการทำธุรกิจหรือมาเที่ยวเป็นครั้งคราวมากกว่า ที่หัวมุมถนนสีลมตรงแยกศาลาแดงมีโรงแรมดุสิตธานี ทีจับมือกับ CPN ทำ Mega Project ใหญ่มูลค่าโครงการ 36,700 ล้านบาท เป็นอาคาร Mixed Use ที่ประกอบด้วยโรงแรม ออฟฟิศ และคอนโด(Leasehold) ภายใน พอข้ามถนนไปทางฝั่งถนนราชดำริ ก็มี “สวนลุมพินี” สวนสาธารณะที่เรียกได้ว่าเป็นปอดขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพ

จากแผนที่จะเห็นได้ชัดว่าบนถนนสีลมทั้งเส้นแทบไม่มีอาคารสร้างใหม่ที่เป็นคอนโดเลย อย่างมากก็มีแค่โรงแรม หรือ Hostel ที่ใช้การรีโนเวทอาคารพาณิชย์มาทำเป็นที่พัก นอกนั้นก็เป็นอาคารสำนักงานและศูนย์การค้า ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนแล้วได้ค่าตอบแทนแน่นอน เนื่องมากจากเหตุผลเดียว “ที่ดินมีราคาแพง” การสร้างคอนโดจึงต้องใช้ทุนค่อนข้างหนา อย่างโครงการ M Silom ที่อยู่ใกล้ๆกันก็จะค่อนๆไปทางถนนนราธิวาสไม่ได้อยู่บนถนนสีลม ดังนั้นที่ดินของ Ashton Silom จึงเป็นคอนโดอาคารเดียวที่เกิดขึ้นมาในรอบหลายปีบนที่ดินติดกับถนนสีลมครับ

การเดินทางด้วยรถทำได้สะดวกนะเพราะตัวโครงการอยู่ติดถนนใหญ่ เข้าออกง่ายได้หลายเส้นทางทั้งจาก จุดกลับรถก็ไม่ไกลจากโครงการ และสังเกตุเห็นได้ตั้งแต่ไกล สำหรับทางด่วนจากที่ตั้งโครงการสามารถเข้าซอยนราธิวาสฯ2 ไปออกซอยเดโช เลี้ยวไปที่ถนนสุรวงศ์ ตรงไปเรื่อยๆจะเป็นทางพิเศษศรีรัช อีกทั้งตัวโครงการเป็นโครงการใกล้รถไฟฟ้ามีที่จอดรถให้ถึง 72%

การเดินทางโดยไม่ใช้รถถือว่าสะดวกมาก เพราะมีให้เลือกทั้ง BTS, MRT และ BRT โดยสถานีรถไฟฟ้าบนดินที่ใกล้คือสถานีช่องนนทรีโดอยู่ห่างจากโครงการประมาณ 350 เมตร หากใครเหนื่อยไม่อยากเดินก็ลง BTS เสร็จแล้ว สามารถใช้บริการรถแท็กซี่หรือพี่วินได้ เพราะมีผ่านไปผ่านมาเรียกได้ง่ายไม่เปลี่ยว และถัดไปคือสถานีรถไฟฟ้า ศาลาแดง อยู่ห่างจากโครงการประมาณ 900 เมตร ส่วนสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่ใกล้คือ สถานีสีลมโดยสามารถเดิน Sky walk เชื่อมจากสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงได้สะดวก นอกจากนั้นยังมี BRT สถานีสาทร สำหรับใครที่ต้องเดินทางไปทำธุระย่านพระราม 3 และ ยังมีท่าเรือสาทรเอาไว้ให้ใช้เลี่ยงรถติดกันอีก และตัวโครงการเองก็มีรถ Toyota Alphard รับส่งให้ แต่ปัจจุบันยังไม่สรุปเส้นทางนะครับ ต้องรอติดตามกันต่อไป (คาดว่าจะเป็น BTS ศาลาแดง/MRT สีลม)

ลองมองทำเลในมุมกว้างกันบ้าง ทำเลนี้เรียกได้ว่าอยู่ในย่านใจกลางธุรกิจของกรุงเทพฯอย่าง สีลม และอยู่ใกล้สาทร รอบๆโครงการรายล้อมไปด้วย อาคารสำนักงาน ธนาคาร ศูนย์การค้า ร้านค้า โรงแรม มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง เป็นแหล่งรองรับหนุ่มสาวออฟฟิศ และ นักท่องเที่ยวจำนวนมาก

และเนื่องจากความเพียบพร้อมทุกอย่างของทำเลนี้ จึงมีความหนาแน่นของประชากรที่เข้ามาทำงาน พักอาศัยหรือมาท่องเที่ยวสูงตามไปด้วย ในช่วงเวลาเร่งด่วนรถจึงติดมากๆ โดยเฉพาะถนนสีลม และ สาทร ที่ติด 1 ใน 10 ของถนนที่รถติดที่สุดในกรุงเทพฯ หากต้องใช้เดินทางด้วยรถต้องตื่นเช้ามากๆ การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าจึงสะดวกกว่าซึ่งมีให้เลือกทั้งรถไฟฟ้าบนดิน, ใต้ดิน และ BRT

สามารถอ่านรีวิวพาชมทำเลของโครงการ Ashton สีลม เพิ่มเติมได้ที่ คลิกที่นี่

สำหรับเส้นทางการเดินทางไปยังโครงการ เราจะใช้เส้นทางสาธารณะที่สะดวกที่สุดนะครับ คือการเดินทางเริ่มต้นที่สถานีรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรี ใช้ประตูทางออกหมายเลข 3 เดินลงมาที่ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ เดินมุ่งหน้าไปทางฝั่งถนนสีลมต่อไปอีกประมาณ 270 เมตร จะเจอแยกสีลม-นราธิวาสราชนครินทร์ ให้เดินข้ามทางม้าลายไป จากนั้นเลี้ยวซ้ายเขาถนนสีลม เดินตรงต่อไปอีกประมาณ 70 เมตร จะเจอตัวโครงการอยู่ทางฝั่งซ้ายมือครับ

เริ่มต้นที่สถานีรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรี

เดินลงมาเพื่อออกไปยังประตูทางออกหมายเลข 3

จากบนสถานีเราจะเห็นตุก Ashton สีลม ที่เรากำลังจะเดินทางไปวันนี้กันด้วยนะ

เมื่อเดินลงมาจากสถานีจะมีพี่วินมอเตอร์ไซค์ตั้งอยู่ ในเส้นทางที่เราจะต้องเดินไป ใช้นั่งไปโครงการ 20 บาทครับ

เดินต่อมาอีกไม่กี่เมตรจะมีป้ายรถประจำทางอยู่ ฝั่งซ้ายมือเป็นแนวอาคารพาณิชย์มีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และร้านนวดเรียงรายผสมกันไปครับ

ตรงต่อมาก็มีแนวอาคารพาณิชย์เรียบถนนนราธิวาสราชนครินทร์เกือบจะตลอดทางเลยนะ มีร้านกาแฟให้มานั่งทำงานกันได้ด้วย

เดินมาประมาณ 270 เมตร จะเจอสี่แยก ซึ่งเป็นแยกสีลม-นราธิวาสฯ นั่นเอง ให้เราเดินข้ามไปฝั่งตรงข้ามก่อนนะ

ยืนที่สี่แยกก็เห็นตึกของเราใกล้ๆแล้วล่ะครับ ให้ข้ามไปเลย ตรงนี้จะเป็นทางม้าลาย 2 จังหวะ เพราะมีเกาะกลางถนนคั่น

เมื่อข้ามมาแล้วก็ซ้ายหัน แล้วเดินตรงต่อไปเลยครับ

เดินมาจากแยกประมาณ 70 เมตร ก็จะเจอตัวโครงการอยู่ทางขวามือครับผม

มาดูมุมมองของอาคารในระยะไกลสักหน่อยนะ จะมีเพียงฝั่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้นที่จะชิดกับอาคาร M สีลมสักหน่อย ส่วนทิศตะวันออกเลยจะมีอาคาร ITF อยู่ไกลๆ ประมาณ 150 เมตร ฝั่งทิศตะวันตกจะมีอาคาร Pullman G Hotel ที่อยู่ในระยะประมาณ 280 เมตร มีผลกับวิวทางฝั่งนี้เล็กน้อย แต่ก็ยังได้วิวมุมกว้างอยู่นะ ส่วนทิศเหนือจะได้วิวค่อนข้างโล่งและฝั่งทิศใต้ที่เป็นทางเข้าออกของโครงการได้วิวถนนสีลม และวิวตึกคิงพาวเวอร์มหานคร

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะครับ

บริบทรอบๆโครงการในระยะประชิด บริเวณติดถนนสีลมจะเป็นอาคารพาณิชย์ ตึกแถว และสำนักงาน ซึ่งชั้นพักอาศัยของเราจะเริ่มที่ชั้น 10 ดังนั้นจึงจะมีผลในเรื่องวิวแค่ตึกสูงเท่านั้น โดยในแต่ละทิศของโครงการจะมีสภาพแวดล้อมดังนี้

ทิศเหนือ – ของโครงการจะติดกับบ้านพักอาศัย 2 ชั้น ข้างๆทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นตึก M Silom ที่จะมาบังวิวกันเต็มๆในระยะที่ใกล้มากด้วย

ทิศตะวันออก – ติดกับอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น, บ้านพักอาศัย 3 ชั้น และตึกแถว 4 ชั้น ด้านนี้จะไม่ถูกบังวิวในระยะประชิด แต่จะเห็นตึก ITF Tower และ ITF Silom Palace อยู่ไกล ๆ ในระยะเกิน 100 เมตร ซึ่งก็ถือว่าได้วิวที่ค่อนข้างโล่งเลยทีเดียว

ทิศตะวันตก – ติดกับอาคารนิมิตและอาคารสำนักงานของ NIKS(Thailand) สูง 7 ชั้น ถัดไปเป็นโรงแรม Pullman สูง 38 ชั้น ที่จะมาบังวิวจากตึกเรา แต่ยังดีที่ไม่ได้อยู่ในระยะประชิด

ทิศใต้ – ติดกับถนนสีลมซึ่งเป็นถนนทางเข้า-ออกหลักของโครงการ อาจจะมีเสียงรบกวนบ้างในห้องที่อยู่ชั้นล่างๆ

ฝั่งหน้าโครงการมีสวนด้านหน้าที่ใช้แทนรั้วโครงการ ทำให้ตัวโครงการดูไม่ทึบตัน ได้ความเข้าถึงที่ง่าย แต่มีการรักษาความปลอดภัยที่ดีนะ มีพื้นที่รับสายตาตั้งแต่ทางเข้า เดี๋ยวเราไปดูรายละเอียดในส่วนของสวนกันใน Part เจาะลึกตัวโครงการ นะครับ

เดินเลยไปดูฝั่งมุ่งหน้าไปเจริญกรุงกันก่อน ริมถนนมีพื้นที่อาคารพาณิชย์เปิดเป็นร้านค้า ต่างๆ มีแนวต้นไม้ให้ตลอดแนวทางเดิน ที่สำคัญถนนสีลมจะเป็นถนนที่เดินสายไฟฟ้าลงใต้ดินนะ เลยทำให้ดูสะอาดสะอ้านเรียบร้อย

เดินต่อมาจะเจออาคารบริษัท NIKS Thailand สูง 7 ชั้น เป็นซอยตันเข้าไปภายในนะครับ มีรถเข้าออกเรื่อยๆในเวลากลางวัน

เลยต่อมาจะมีแนวตึกแถวที่มีร้านค้าร้านอาหาร เป็นบาร์บ้าง ร้านนวดบ้าง ปะปนกันไป ส่วนมากจะมีฝรั่งมาใช้บริการ

เลยต่อมาคือโรงแรม Pullman G Hotel ครับ ซึ่งจะมีผลกับวิวฝั่งทิศตะวันตกของเราเล็กน้อย

เลยโรงแรมมาจะมี 7 eleven ครับ ที่หัวมุมมีร้านอาหารเช้าสไตล์อเมริกัน เปิดขายทั้งวัน

บริเวณนี้เป็นแยก เดโช ซึ่งจะเป็นจุดกลับรถไปโครงการหากมาจากทางถนนสีลมฝั่งศาลาแดง นอกจากนั้นยังเป็นซอยทะลุไปยังถนนสุรวงศ์ด้วย

ย้อนกลับมาที่ฝั่งตรงข้ามโครงการ จะเห็นตึกคิงพาวเวอร์มหานคร ด้านในเป็นที่จอดรถสำหรับเวลามีทัวร์มาลง จอดรถบัสได้เยอะเลยทีเดียว

ไปดูอีกฝั่งกันอีกสักนิดนะ ทางที่เราเดินมากัน

เป็นแนวอาคารพาณิชย์เช่นเดียวกันกับฝั่งก่อนหน้านี้นะ สังเกตได้ว่าร้านค้า ร้านอาหารส่วนใหญ่จะทำเพื่อรองรับชาวต่างชาติ มีทั้งร้านนวด ร้านอาหารหลากหลายประเทศ

ถัดมาก็จะเจอร้านอาหารจีน และอินเดีย ตามลำดับ

ด้านหน้ามีซอยเล็กๆ เป็นซอยตันครับ

ด้านหน้ามีร้านอาหารอินเดีย ภายในเป็นอาคารพาณิชย์มีสำนักงานต่างๆ และร้านอาหารจีนอีก 2 ร้านภายใน

มาถึงสุดก็จะเป็นแยกสีลม-นราธิวาสราชนครินทร์ที่เราเดินมานั่นเองครับ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • โรงแรม Pullman G ~ 280 เมตร
  • ตลาดสีลม ~ 350 เมตร
  • วัดพระศรีมหาอุมาเทวี ~ 350 เมตร
  • Silom Plaza ~ 400 เมตร
  • โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ~ 600 เมตร
  • Silom Village ~ 750 เมตร
  • Silom Complex ~ 1 กิโลเมตร
  • ธนิยะพลาซ่า ~ 1 กิโลเมตร
  • สวนลุมพินี ~ 3.2 กิโลเมตร


เจาะลึกตัวโครงการ

หากย้อนไปเมื่อ 150 ปีก่อน ตัวถนนสีลมนี้เกิดขึ้นเป็นถนนสายต้นๆในประเทศไทย โดยถนนเส้นนี้เป็นจุดกำเนิดของ New Innovation หลายอย่างเลย เช่น กังหันน้ำ (Wind Mill) ที่ยังมีให้เห็นตรงแยกสีลม-นราธิวาสฯ (ประติมากรรมกังหันลมที่สร้างขึ้นมาใหม่), เป็นที่ตั้งของสวนสาธารณะแห่งแรกในประเทศอย่างสวนลุมพินี, รถราง หรือแม้แต่รถไฟฟ้าใต้ดินคือสถานี MRT สีลม ก็อยู่ในเส้นทางรถไฟฟ้าเส้นทางแรกในประเทศไทย จากประวัติศาสตร์เหล่านี้จะเห็นได้ว่าถนนสีลมเป็นจุดกำเนิดของเทคโนโลยีใหม่ๆ ผู้ออกแบบจึงนำสิ่งเหล่านี้มาเชื่อมโยงกัน เป็นที่มาของคอนเซปต์ “PIONEER” ซึ่งหมายความว่า “ผู้บุกเบิก” นั่นเอง

โครงการนี้ตัวอาคารออกแบบโดยบริษัท “A49” ซึ่งเป็นบริษัทสถาปนิกชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งหลายๆคนคงจะคุ้นหูกันดีอยู่แล้ว โครงการนี้เป็นคอนโด High Rise ที่สร้างขึ้นมาเป็นแห่งแรกบนถนนสีลมในรอบสิบกว่าปี ทั้งโครงสร้างตัวอาคารและการตกแต่งที่มีความ Unique พอสมควรเลย ด้วยการนำนวัตกรรม “Vertical Interlocking Concept” มาใช้  กับตัวโครงการ เป็นรูปแบบโครงสร้างที่ทำให้ได้มุมมองของพื้นที่ภายในที่หลากหลายยิ่งขึ้น รวมถึงรูปด้านอาคารที่จะแปลกตาไปด้วย ภายนอกเน้นตกแต่งด้วยกระจกเป็นหลัก ส่วนการตกแต่งภายในโครงการ บริษัท PIA Interior มาช่วยออกแบบ รวมถึงผลงานศิลปะจากศิลปินชั้นนำของประเทศอีกหลายท่านมาช่วยเพิ่มบรรยากาศในการอยู่อาศัยที่แตกต่างจากคอนโดทั่วไป เกริ่นมาขนาดนี้อาจจะอยากดูของจริงกันแล้ว ตามผมเข้ามาเลยครับ

มาเริ่มกันที่ชั้น 1 กันเลย พื้นที่ 2 ไร่เศษๆ มี 1 อาคารที่แยกเป็น 2 Tower บนโพเดี้ยมเดียวกันบริเวณชั้น 10 ซึ่งเป็นชั้นเริ่มต้นของห้องพักอาศัย ซึ่งก็ถือว่าสูงมากกว่าอาคารข้างเคียงส่วนใหญ่ในระยะประชิด ได้วิวเกือบจะทุกฝั่งยกเว้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะมีตึก M สีลม (53 ชั้น) ครับ ด้วยความสูงของห้องพักอาศัย และระยะ Set Back ด้านหน้าจากแนวถนนสีลมค่อนข้างเยอะ ทำให้ช่วยลดเสียงและฝุ่นที่มักจะมาพร้อมถนนใหญ่ได้ดีพอสมควร ที่ชั้น 1 นี้จะเป็นพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดนะ เดี๋ยวไปไล่ดูรายละเอียดของชั้นนี้กันนะครับ

  • ภายนอกอาคาร – สำหรับด้านหน้าโครงการที่ติดกับถนนสีลม ทางโครงการใช้เป็นสวน Alfesco Living Plaza แทนรั้วโครงการ จึงจะได้ความโปร่ง โล่ง และพื้นที่รับสายตาในส่วนด้านหน้า ให้ความรู้สึกเข้าถึงง่าย ได้บรรยากาศ ซึ่งบริเวณนี้จะออกแบบโดย TROP ซึ่งเป็น Landscape Designer ชื่อดัง ที่มีผลงานให้เห็นมาแล้วมากมาย ด้านข้างเป็นทางเข้าออกโครงการ ซึ่งจะมีรปภ.ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
  • การเดินรถภายในโครงการและพื้นที่จอดรถ – มีทางเข้าออกทางเดียวเดินรถสวนกันที่ด้านข้างโครงการ ไม่สามารถอ้อมตัวอาคารได้นะ วนกลับออกทางเดิม มีพื้นที่ Drop Off เข้า Lobby จากด้านข้างอาคาร ทางขึ้นที่จอดรถบนอาคารอยู่ท้ายอาคาร หรือจะเลยไปลงชั้น B1 ที่ด้านหลังอาคารเพื่อจอดรถใต้อาคารได้ครับ ปัจจุบันเขาเตรียมพื้นที่ชั้น B1 ไว้ให้สำหรับจอด Supercar นะ โดยจะมีพื้นที่จอดรถรวมทั้งโครงการประมาณ 309  คันคิดเป็น 72%
  • พื้นที่ส่วนกลาง – จะเป็นส่วนของ Lobby ของโครงการนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่เลยนะ ภายในมีหลายโซน ให้เลือกนั่ง ทั้งยังเป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างโถงลิฟต์ทั้ง 2 จุด ด้านในมีส่วน Mail Box และ Juristic Room พร้อมห้องน้ำแยกชายหญิง

ส่วนแรกเลยท่ีหน้าโครงการ เราเดินอยู่ท่ีทางเท้าของถนนสีลม และก็สามารถเชื่อมเข้าตัวโครงการได้เลย จุดนี้ส่วนตัวผมชอบนะ เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่มีรั้วหนาทึบมาบดบังทัศนียภาพ ทางโครงการใช้ตัวสวนด้านหน้านี้ทำหน้าที่แทนรั้วของโครงการ ช่วยเป็นพื้นที่ต้อนรับการเข้าออกได้อย่างดี ที่สำคัญมันถูกออกแบบมาอย่างมีแนวคิดและใช้ประโยชน์ได้จริงด้วยนะ

สวนบริเวณนี้เรียกว่า Alfresco Living Plaza ออกแบบมาภายใต้แนวคิด “Movements” ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ ที่ไม่ได้กว้างมากนัก แต่อยากทำให้พื้นที่นี้มีการใช้งานได้เยอะและหลากหลาย ทางผู้ออกแบบ TROP Landscape จึงทำให้เกิดสะพานที่มีการ Cross Over เป็นรูปกากบาท ซ้อนทับพื้นที่สีเขียวที่เป็น Sunken Garden ด้านล่าง สร้าง Layers ให้สวนทางเข้าดูมีลูกเล่นที่น่าสนใจ ใช้งานได้หลายรูปแบบ โดยรอบๆสวนนี้จะมีน้ำตกที่ไหลผ่านอยู่ด้านล่างตลอดเวลา เมื่อเดินเข้ามาจะได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆด้วย เป็นการสร้างความเคลื่อนไหวที่ดีให้กับพื้นที่ด้านหน้าโครงการ

มีทางให้เดินลงไปใช้งานพื้นที่ด้านล่าง ล้อกันกับเส้นสายของพื้นที่สีเขียวด้านข้าง

มุมด้านนี้จะเห็นได้ชัดถึงพื้นที่ 2 ระดับที่ทับซ้อนกันอยู่ ลองเดินลงไปดูพื้นที่ด้านล่างกันก่อนนะครับ

เมื่อลงมาด้านล่างจะเห็นว่าพื้นที่ส่วนนี้จะถูกปิดกั้น และลดระดับลงมา ข้อดีก็คือช่วยบังสายตาจากถนนและพื้นที่ตัวอาคารเอง ได้ความเป็นส่วนตัว มีพื้นที่นั่งเล่นรับวิวรอบข้าง และยังสัมผัสได้ถึงน้ำที่ไหลอยู่ด้านข้างด้วยเช่นกัน

ส่วนพื้นที่ด้านบนใช้ราวกันตกเป็นกระจกใส เพื่อความโปร่งโล่ง กลืนกันไปกับธรรมชาติรอบๆ มีระดับพื้นเดินขึ้นไป เพื่อมีจุดแยกตรงกลาง สามารถเดินได้หลายทาง เดินเล่นคุยกัน หรือจะคุยโทรศัพท์ก็เพลินๆดีครับ แอบเสียดายที่ต้นไม้รอบข้างไม่ได้ใหญ่นัก อาจจะไม่ได้ให้ร่มเงากับพื้นที่ด้านบนนี้ได้เท่าไหร่ จึงทำให้ช่วงเวลากลางวันจะใช้งานยากไหนนิดนึง

ด้านบนนี้ยังเป็นทางเชื่อมเข้าไปสู่ตัวอาคารด้วยนะครับ เรียกได้ว่าเข้าถึงได้ง่าย ใช้งานได้ค่อนข้างสะดวกเลย และถ้าจะมีคำถามเรื่องของความปลอดภัย.. ไม่ต้องห่วงนะครับ เขามีการกระจายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในจุดต่างๆ ซึ่งรวมถึงบริเวณสวนนี้ด้วยเช่นกันครับ

ด้านข้างอาคารฝั่งทิศตะวันตก จะมีทางเดินเท้าเข้าไปยังพื้นที่ Shop ของโครงการ ซึ่งจะมีให้บริการ 2 ร้านครับ แต่ในปัจจุบันยังไม่ได้สรุปว่าจะได้ผู้ประกอบการร้านไหนเข้ามาภายในโครงการ ต้องติดตามกันในอนาคตต่อไปนะครับ

มาดูทางรถเข้ากันบ้างที่ด้านหน้าโครงการ พื้นที่ป้อมรปภ. ถูกสร้างให้ดูกลมกลืนไปกับรั้วด้านข้างโครงการ ซึ่งจะช่วยให้ดูเรียบร้อยและไม่โดดจากพื้นที่รอบข้าง

ด้านหน้าไปเป็นทางตรงยาวเข้าไปครับ พื้นจะเป็นคอนกรีตพิมพ์ลาย เดินรถสองทางสวนกันเข้าออกทางนี้เลยครับ ด้านหน้าจะมี Drop Off ที่พาเข้าสู่ภายในตัวโครงการ ใช้ Drop ผู้โดยสารลงแล้วเข้าไปจอดด้านไหน หรือจะรับขึ้นแล้วออกโครงการเลยก็สะดวกโดยสถาปนิกออกแบบให้หลังคาตรง Drop Off สูง และยื่นออกมารับ ช่วยกันแดดและฝน แต่ไม่ได้สูงจน Over กว่า Scale มนุษย์สักเท่าไรนัก เพื่อให้เมื่อเข้าไปภายในอาคารซึ่งจะเป็นส่วน Lobby ที่มีขนาดใหญ่ กว้าง และฝ้าเพดานถูกยกสูงขึ้นกว่าข้างนอกนี้เยอะ จะถูกเปลี่ยนอารมณ์อย่างฉับพลัน โดยจะเรียกเทคนิคการออกแบบลักษณะนี้กันว่า Shock Space คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนพื้นที่ทันทีจากพื้นที่แคบไปสู่พื้นที่กว้าง หรือพื้นที่เตี้ยไปสู้พื้นที่สูง ซึ่งการออกแบบนี้จะสร้าง Space ที่ดูโอ่อ่าและสร้างความรู้สึกแปลกใหม่ให้ผู้เข้ามาใช้พื้นที่ได้เป็นอย่างดีครับ ไว้เดี๋ยวเราจะได้เข้าไปดูภายใน Lobby กันนะครับ แต่ขอวนไปดูพื้นที่จอดรถ และด้านหลังโครงการกันก่อน

ตรงต่อเข้ามาจะมีรั้วกั้นไม้กระดกอัตโนมัติทั้งขาเข้าและขาออก เข้าออกด้วยระบบ Keycard Access แบบ Easy Pass มี CCTV ดูแลตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ตรงเข้ามาจะมีพื้นที่จอดรถใต้อาคารเล็กน้อย และทางขึ้นลงสำหรับจอดรถภายในอาคาร ซึ่งบริเวณนี้จะมีพี่รปภ.คอยดูแลให้ด้วยนะ

ส่วนด้านหลังก็จะมีพื้นที่จอดรถใต้อาคารเล็กน้อยครับ เป็นส่วนของรถจักรยานยนต์ และถ้าอ้อมไปอีกฝั่งจะมีทางให้ลงไปจอดรถในชั้น B1 ครับ สำหรับจอด Supercar

ย้อนกลับมาดูพื้นที่จอดรถกันสักนิดนะครับ บริเวณนี้จะมีรถเดินสวนกัน ขึ้นไปด้านบน บริเวณนี้จำกัดความสูงรถที่ขนาดไม่เกิน 2.1 เมตร

ถูกจัดพื้นที่ไว้เป็นสัดส่วน พื้นและฝ้าเป็นคอนกรีตขัดมัน โชว์แนวท่อ และรับแสงธรรมชาติจากด้านข้าง และยังมีไฟให้แสงสว่างตลอดแนว แต่เดินรถสวนกัน ยังไงก็ต้องระวังกันหน่อยนะครับ

ด้านในมีพื้นที่เชื่อมต่อกับส่วนโถงลิฟต์ครับ พื้นที่จอดรถไม่ได้กว้างนัก ทำให้มีระยะไม่ไกลและเข้าถึงได้ง่าย ส่วนโถงลิฟต์ของ Tower B จะมีให้ขึ้นได้ทุกชั้นครับ

เข้าถึงด้วยระบบ Keycard Access หรือ สแกนลายนิ้วมือครับ

เป็นส่วนโถงลิฟต์ของTower B จึงจะมีลิฟต์ภายใน 3 ตัวครับ

ส่วนด้านข้างแนวรั้วของพื้นที่จอดรถมีการใช้ตะแกรงเหล็กดัดวางเป็นแนวสลับเล่นจังหวะ

ส่วนโถงลิฟต์ของ Tower A ซึ่งไม่ได้มีทุกชั้น ซึ่งสำหรับใครที่อาศัยอยู่ใน Tower A  ต้องจอดรถที่ชั้น 4 ขึ้นไปถึงจะมีโถงลิฟต์ขึ้นตรงไปที่ชั้นพักอาศัยได้ ไม่อย่างงั้นจะต้องใช้ลิฟต์ของโถงลิฟต์ Tower B เพื่อไปเปลี่ยนลิฟต์ที่ชั้น 1 หรือชั้น 10, 34 ครับ

ภายในโถงลิฟต์ของ Tower A มีลิฟต์ภายใน 2 ตัวครับ

ย้อนกลับลงมาที่หน้าโครงการกันนะครับ เราจะเริ่มเข้าไปดูภายในโครงการกันแล้ว เริ่มต้นมีประตูทางเข้าอาคาร ที่เป็นประตูแนวเฉียง ที่ค่อนข้างแปลกตาเลยทีเดียว แต่การที่ทำลักษณะนี้ก็มีเหตุผลนะครับ โดยจะทำให้เกิดความแปลกใหม่ของ Space และเป็นเหตุผลเล็กน้อยทางความเชื่อครับ

เปิดประตูเข้ามาจะพบกับ Lobby ที่มีขนาดภายในค่อนข้างโล่งและกว้างเลยทีเดียว ด้วยระยะความสูงแบบ Double Volume ภายในมีการใช้สีโทน เทา-ทอง เป็นหลัก ซึ่ง Interior ภายในโครงการทั้งหมดจะถูกออกแบบโดย PIA Interior เป็นบริษัทออกแบบภายในที่มีผลงานการออกแบบให้คอนโดชื่อดังมาแล้วหลายแห่ง รวมถึงสร้างชื่อมากับการออกแบบภายในให้รีสอร์ทต่างๆ เช่น Anantara resort, Hilton Sukhumvit, Intercontinental หัวหิน เป็นต้น

โดยที่ Lobby ของ Ashton สีลมนี้จะมีการออกแบบภายใต้แนวคิด “Time Pause” คือ.. หลังจากที่คุณก้าวข้ามผ่านประตูเข้ามาภายในอาคาร จะรู้สึกเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ เป็นการตัดอารมณ์จากความวุ่นวายภายนอกบนถนนสีลม ให้เข้ามาสัมผัสถึงความสงบนิ่ง และมีระดับ โดยภายในจะเป็นเหมือนพื้นที่แสดงผลงานศิลปะต่างๆ ที่มีรูปทรงเหมือนกับสิ่งที่พริ้วไหว แต่ถูกหยุดไว้ เช่น ลายผ้า, ลายน้ำ และคลื่น ซึ่งถูกออกแบบโดยศิลปินชั้นนำของประเทศ ในคอลเลคชั่น ” Your Time Is Now ”

แต่ละส่วนจะถูกติดตั้งไว้พร้อมคำอธิบายผลงานด้านล่าง ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ใน Gallery ดังเช่น ผลงานชิ้นแรกที่เรียกได้ว่าเป็นพระเอกของห้องนี้ออกแบบโดย Ausara Surface จะเน้นไปที่งาน Craft ซึ่งเป็นงานทำมือ ผู้ออกแบบเลือกวัสดุที่เพิ่งเกิดใหม่ในตลาด อย่างดีไซน์ของผนังและฝ้าเพดาน เป็นผ้าที่ถูกถักทอด้วยเส้นใยทองเหลืองและโลหะด้วยมือ ผสมกับการใช้เทคนิคพิเศษของการกัดกรดทางวิทยาศาสตร์บนผืนทองเหลืองเข้ามาช่วย เพื่อให้เกิดลวดลายบนผ้าที่ออกมาดูเป็นธรรมชาติ ที่เกิดจากงานฝีมือคนจริงๆ

ประตูทางเข้ามี 2 บาน ฝั่งนี้จะเป็นทางเข้าจากอีกบานหนึ่งครับ ซึ่งจะมีผนังกั้นกลางไว้ ทำให้พื้นที่มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น มีผลงานศิลปะวางไว้ในแต่ละจุดให้เดินดูกันได้นะ

ฝั่งนี้มีผลงานศิลปะอีกชิ้นคือโลหะที่ทำเป็นเหมือนคลื่นน้ำ ที่ถูกหยุดไว้ เป็นผลงานจาก Dong Sculpture บริษัทออกแบบผลงาน Sculpture ชื่อดัง ที่มีผลงานให้เห็นกันมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Canopy บน Skywalk ที่แยกปทุมวัน, หรือจะอยู่ตามคอนโดชั้นนำต่างๆของกรุงเทพอีกมากมายครับ

หล้งเคาน์เตอร์ตกแต่งด้วยผนังโลหะสีทองทำลายก้างปลาครับ ข้างๆจะมีพื้นที่ทางเดินไปด้านหลัง ลองเดินเข้าไปดูกันสักนิดนะ

ด้านในส่วนนี้มีผลงานศิลปะอีกชิ้น พร้อมกับประตูทางเข้าโถงลิฟต์ที่เป็นประตูเลื่อนอัตโนมัติด้วย

อีกชิ้นส่วนนี้จะเป็นผลงานที่สร้างมาจากพลาสติกดัดทรงให้คล้ายน้ำ ล้อมรอบด้วยน้ำครับ เป็นผลงานจาก Creeper 8 ครับ

ส่วนด้านขวามือจะเป็นทางเข้าโถงลิฟต์ที่จะเป็นประตูเลื่อนเนียนไปกับผนังครับ ใช้ระบบการเข้าถึงแบบ Keycard Access และ สแกนลายนิ้วมือ

ส่วนอีกฝั่งก็มีทางเดินไปด้านหลังเช่นกันครับ ซึ่งบริเวณนี้จะมีประตูทางขวามือที่เป็นส่วนเข้ามาจากบริเวณ Drop Off ด้วยนะครับ ที่ผมเกริ่นไว้ด้านนอก ว่าจะเป็น Shock Space นั่นเอง

เดินเข้ามาด้านในจะมีพื้นที่ Waiting Lounge ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมต่อไปยังโถงลิฟต์ของส่วน Tower B ด้วยครับ มีพื้นที่นั่งเล่นค่อนข้างหลากหลายให้เลือกใช้งานครับ จะมีระดับฝ้าเพดานเป็น Double Volume เช่นเดียวกันกับโถง Lobby ด้านหน้าครับ

ผนังด้านหลังจะมีทางเข้าโถงลิฟต์ ตรงกันข้ามกับของอีกฝั่งที่เราไปดูกันมาแล้วนะครับ เป็นที่เป็นประตูเลื่อนอัตโนมัติ และเข้าถึงด้วยระบบ Keycard และ สแกนลายนิ้วมือเช่นกันครับ

บริเวณนี้จะมีส่วนของ Sculpture ที่เป็นผลงานของ Creeper 8 เช่นเดียวกับฝั่งด้านนู้นด้วยเช่นกันครับ ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นทางที่ใช้เดินผ่านไปมาอยู่เป็นประจำ ตัว Sculpture มีพื้นที่น้ำล้อมรอบและไม่ได้ถูกล้อมรั้วไว้ อาจจะต้องระวังตกกันด้วยนะครับ

ด้านนี้จะมีมุมนั่งเล่นพักคอยให้ ติดกับแนวกระจก จะมองเห็นส่วน Drop Off ครับ เหมาะแก่การเป็นพื้นที่นั่งรอรถครับ

ส่วนอีกฝั่งจะอยู่ข้างๆกันครับ มีผนังกั้นให้ เข้าไปในมุมที่ส่วนตัวยิ่งขึ้น

เดินต่อเข้าไปภายในเพื่อไปยังโถงลิฟต์ของ Tower B ครับ ซึ่งจะมีส่วนต่างๆที่น่าสนใจภายในนี้อีกหลายส่วนเหมือนกัน

เมื่อเดินเข้ามาจะเจอส่วนของห้องนิติบุคคล เป็นแนวกระจกใส ด้านในเป็นห้องประชุม และห้องทำงานของทีมงาน รวมถึงห้อง Monitor ดูแลควบคุมส่วนต่างๆภายในโครงการ ส่วนด้านหน้าด้านในคือ Mail Box ของโครงการครับ

Mail Box ส่วนนี้จะใช้ร่วมกันทั้งโครงการนะครับ ดูเป็นสัดส่วนดี

ติดกับห้องนิติบุคคลจะมีโถงลิฟต์ของ Tower B ครับ ซึ่งจะเป็นแนวกระจกใส ภายในมีลิฟต์ 3 ตัวครับ ใช้ระบบ Keycard Access และ สแกนลายนิ้วมือเช่นกันครับ

ก่อนจะขึ้นไปด้านบนลองเดินเลยมาดูส่วนด้านในอีกนิดนะครับ

จะมีตู้รับพัสดุสำหรับตอนที่เราไม่ได้อยู่รับครับ จะถูกนำมาไว้ภายในนี้

เป็นตู้อัตโนมัติ ใช้ Keycard ในการใช้งานครับ

ส่วนด้านในคือห้องน้ำแยกชายหญิงครับผม ขนาดก็สามารถใช้งานได้หลายคนพร้อมๆกันนะ แต่ก็มีตำแหน่งไกลอยู่เหมือนกัน จากด้านหน้าทางเข้า Lobby

ภายในมีส่วนอ่างล้างมือ 1 อ่าง พร้อมแนวกระจก มีโถปัสสาวะ 2 โถ และห้องน้ำโถสุขภัณฑ์ 1 ห้องครับ

มาดูที่โถงลิฟต์ของ Tower A กันครับ ตกแต่งด้วยสี เทา-ทองเช่นเคย ลองขึ้นไปดูด้านบนกันครับ

ในลิฟต์ตกแต่งลายไม้ และแนวโลหะสีทองลายก้างปลาแบบหลังเคาน์เตอร์ใน Lobby ภายในมีส่วนของแผงควบคุมสำหรับผู้พิการที่นั่งรถเข็นด้วยนะ

ขึ้นมาที่ชั้น 10 ซึ่งเป็นชั้นแรกของห้องพักอาศัย ผังอาคารมีพื้นที่ตรงกลางเป็น Void เพื่อให้ Form อาคารดูไม่ทึบตัน และให้ห้องพักอาศัยเกือบทุกห้องเป็นห้องมุม เพราะพื้นที่พักอาศัยถูกแบ่งออกเป็น 2 Tower ส่งผลให้มี Core ลิฟต์ 2 ส่วนอยู่ตรงกลางของแต่ละ Tower ตัวห้องพักจะอยู่ล้อมรอบลิฟต์จึงทำให้ไม่มีห้องไหนมีประตูอยู่ตรงข้าม หรือเรียกว่าเป็นโถงทางเดินแบบ Single Corridor นั่นเอง

  • Tower A : มีห้องพักอาศัยจำนวน 6 ห้อง พร้อมลิฟต์โดยสาร 2 ตัว และ ลิฟต์ Service 1 ตัว ซึ่งส่วนลิฟต์โดยสารจะได้ช่องแสงจากพื้นที่ตรงกลางระหว่าง 2 Tower โถงทางเดินเป็นแบบ Single Corridor ได้ความเป็นส่วนตัวสูง ซึ่งจะถูกแบ่งส่วนด้วยประตูที่ต้องเข้าถึงด้วยระบบ Keycard และ สแกนลายนิ้วมือด้วยนะครับ จุดเด่นของ Tower นี้คือจะเป็นห้องมุมทุกห้อง รับวิวสองฝั่งโดยจะมีห้องขนาดใหญ่ที่สุด 2 Bedroom ขนาด 86 ตร.ม. รับวิวฝั่งทิศใต้ 2 ห้อง ฝั่งทิศตะวันออกและตะวันตกจะประกอบไปด้วยฝั่งละ 2 ห้อง เป็นห้อง 1 Bedroom ขนาด 48.50-49.00 ตร.ม. และห้อง 2 Bedroom 71.50 ตร.ม. ฝั่งละห้องครับ
  • Tower B : มีห้องพักอาศัยจำนวน 8 ห้อง ลิฟต์โดยสาร 3 ตัว และลิฟต์ Service 1 ตัว จะได้ช่องแสงและมีโถงทางเดิน Single Corridor เช่นเดียวกัน ส่วนของ Tower B จะไม่ได้ห้องมุมทุกห้องนะ โดยจะมีห้องใหญ่ที่สุด 2 Bedroom ขนาด 75 ตร.ม. อยู่ทางฝั่งทิศเหนือ 2 ห้อง ถัดมาเป็นห้องขนาดเล็กที่สุด 1 Bedroom ขนาด 31 ตร.ม. ซึ่งจะเป็นห้องรูปแบบเดียวที่ไม่ได้วิว 2 ฝั่ง จะอยู่ทางฝั่งทิศตะวันออกและตะวันตกฝั่งละห้อง และห้อง 1 Bedroom ขนาด 35 ตร.ม. และห้อง 1 Bedroom ขนาด 48.50-49.00 ตร.ม.  ฝั่งละห้องครับ

เมื่อออกจากลิฟต์มาจะเจอประตู 3 บานลักษณะนี้ครับ เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่าง Tower เพื่อออกมายังพื้นที่ด้านนอกนี้ครับ

ออกมาแล้วจะมองเห็นฝั่งตรงข้ามลักษณะนี้ ซึ่งจะมีระยะบริเวณนี้อยู่ที่ประมาณ 10-12 เมตร

ด้านข้างมีสวนเล็กๆ พร้อมที่นั่งเล่นครับ มีระยะห่างระหว่างอาคารประมาณ 3.5 เมตร การแยก Tower ออกจากกันลักษณะนี้จะทำให้เกิดช่องแสงและช่องลม นอกจากนั้นยังทำให้อาคารในแต่ละ Tower กลายเป็นห้องมุมเกือบจะทุกห้องอีกด้วย

ระบบปรับอากาศของโครงการในทุกๆห้องจะเป็นระบบ VRV ซึ่งจะมีการรวมเครื่องปรับอากาศภายในห้องเดินท่อมาปล่อยลมร้อนออกที่บริเวณนี้ในแต่ละชั้น ซึ่งจะทำให้ภายในห้องไม่ต้องมีพื้นที่สำหรับวาง Condensing Unit ได้พื้นที่ใช้สอยในการใช้งานครบทุกตารางเมตร

ส่วนห้องพักอาศัยของชั้นนี้ก็จะมีประตูกั้น เข้าออกด้วยระบบ Keycard และ สแกนลายนิ้วมือครับ

ขึ้นลิฟต์มาที่ชั้น 34 ซึ่งจะเป็นชั้น Main Facilities ของโครงการ ชั้นนี้จะสามารถขึ้นมาได้ทั้ง 2 ชั้น หรือจะเรียกได้ว่าเป็นชั้นสุดท้ายของ Tower A ก็ได้ครับ โดยถ้าจะขึ้นไปใช้พื้นที่ส่วนกลางด้านบนที่ชั้น 34M, 46, 48 ก็ต้องเดินผ่านทางเดินตรงกลาง และใช้ Core ลิฟต์ของ Tower B เพื่อไปต่อครับ ชั้นนี้จะเป็นพื้นที่ส่วนกลางทั้งชั้น ประกอบไปด้วยภายนอกและภายในอาคาร เราลองไปไล่ดูกันทีละจุดนะ

  • สระว่ายน้ำ : ถือเป็นส่วนหลักๆเลยของชั้นนี้ โดยจะมีรูปทรงเป็นตัว U อยู่รอบ Core ลิฟต์ของ Tower A มีขนาดประมาณความกว้างประมาณ 3-5 เมตร แล้วแต่ช่วง ส่วนความยาวรวมๆประมาณ 60 เมตรครับ รับวิวตึกคิงพาวเวอร์มหานคร
  • Onsen : เป็นสระสำหรับแช่น้ำอุ่น อยู่ทางฝั่งทิศตะวันออกครับ
  • Jacuzzi : สระที่มีแรงดันน้ำภายในนวด อยู่ใกล้ๆกับบริเวณโถงทางเดินเชื่อมระหว่างโถงลิฟต์ทั้งสองฝั่ง
  • Sky Deck : มีลักษณะเป็น Sunken Seat เป็นที่นั่งข้างสระว่ายน้ำ ที่ถูกลดระดับไปอยู่ในระดับเดียวกันกับตัวสระว่ายน้ำครับ
  • Kids Pool : สระเด็ก มีพื้นที่รอบๆ ให้ผู้ปกครองนั่งเล่นด้วยนะ
  • Changing Room : ถูกแยกออกเป็นชายหญิง ภายในมีขนาดพื้นที่ค่อนข้างกว้าง สามารถใช้งานได้หลายคน รวมถึงมีล็อคเกอร์ให้ด้วย ส่วนของห้องผู้ชายจะมีห้อง Sauna ภายใน ส่วนของผู้หญิงจะเป็นห้อง Stream
  • Massage Room : ห้องนวด ที่สามารถเปิดให้เรานำพนักงานนวดเข้ามาเองได้นะ
  • Fitness : ห้องออกกำลังกายขนาดใหญ่รับวิวทิศเหนือทั้งหมด ภายในมีพื้นที่ค่อนข้างหลากหลาย รวมถึงห้อง Yoga Room ในตัวด้วย

เดินออกมาจากลิฟต์ของ Tower A จะเจอส่วนพื้นที่ด้านหน้าที่เป็นทางเดินยาวเชื่อมระหว่างโถงลิฟต์ทั้งสอง ด้านข้างก็สามารถเดินออกได้ทั้งสองฝั่งซ้ายขวานะครับ เป็นส่วนของสระว่ายน้ำ

ออกมาดูด้านข้างกันก่อนละกันนะครับเป็นประตูเชื่อมไปยังพื้นที่สระว่ายน้ำ

เดินออกมาด้านนอกจะเจอส่วนของสระ Onsen อยู่ด้านหน้า ส่วนฝั่งซ้ายมือจะเป็นสระว่ายน้ำหลักของเราครับ

ขวามือข้างประตูจะเป็นสระ Jacuzzi นะ ภายในมีพื้นที่ให้นั่งสำหรับผ่อนคลายด้วยแรงดันน้ำ

สระว่ายน้ำตัว U ของเรา รับวิวตึกคิงพาวเวอร์มหานครไปเต็มๆ สาเหตุที่ต้องออกแบบให้เป็นสระรูปตัว U ก็เพราะว่า ทางสถาปนิกผู้ออกแบบมองว่า คนส่วนใหญ่ที่ว่ายน้ำไม่ค่อยชอบใช้พื้นที่กลางสระเท่าไหร่นัก โดยทั่วไปคนที่มาใช้สระว่ายน้ำหากไม่ว่ายน้ำแล้วก็มักจะอยู่ตรงบริเวณขอบสระแล้วมองวิวมากกว่า ดังนั้นการออกแบบสระว่ายน้ำแบบนี้จะตอบโจทย์การใช้งานในเรื่องของการรับวิวและทำให้รู้สึก Comfortable มากขึ้นนั่นเอง

ส่วนของสระ Onsen มีการตกแต่งพื้นที่โดยรอบด้วยโครงเหล็กทาสีแดงและปิดด้วยกระจกใส โดยมองว่าเมื่อพื้นที่โล่งเกินไปจะทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยตัวโครงการต้องการจะให้รับวิวได้เยอะ ทั้งยังต้องรู้สึกปลอดภัยและสบายใจด้วยเช่นกัน ส่วนตัวโครงเหล็กเหล่านี้ก็ได้แนวคิดในการออกแบบมาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีหอไอเฟลเป็นเสมือน “ผู้บุกเบิก” ในการใช้โครงสร้างเหล็กดิบๆแบบนี้มาทำอาคารสถาปัตยกรรม

จากนั้นก็ขวาหันเพื่อเข้าไปภายในอาคารกันครับ ซึ่งภายในส่วนนี้จะเป็น Changing Room พูดถึงก็มีระยะไกลเหมือนกันนะ อาจจะต้องเดินตัวเปียกๆ เข้าไปภายใน

เมื่อเดินเข้ามาก็จะมีส่วนของห้อง Changing Room แยกชายหญิง ด้านในทำค่อนข้างดูดีทีเดียว เราเข้าไปดูห้องผู้ชายกันก่อน

เมื่อเข้ามาภายในห้องผู้ชาย จะพบส่วนของล็อคเกอร์เป็นส่วนแรก จากนั้นด้านในจึงจะมีพื้นที่อ่างล้างหน้า ส่วนห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ และห้อง Sauna ตามลำดับ

ล็อคเกอร์ให้มา 6 ตู้ อาจจะน้อยไปหน่อยสำหรับจำนวนยูนิตขนาดนี้ ได้เป็นตู้ระบบ Digital ใส่รหัสเอาครับ

ภายในมีพื้นที่เคาน์เตอร์อ่างล้างมือและอุปกรณ์ต่างๆ และที่นั่งด้านข้าง

เดินเข้ามาจะเจอมุมพื้นที่โต๊ะเครื่องแป้ง รับวิวเมือง สวยงามทีเดียว

ด้านข้างมีส่วนห้องน้ำ ที่จะประกอบไปด้วยห้องน้ำ 1 ห้อง โถปัสสาวะอีก 2 ห้อง

ด้านในสุดจะมีส่วนอาบน้ำและห้อง Sauna ครับ

ห้องอาบน้ำมีมาให้ 2 ห้อง เป็นแบบฝักบัวติดผนังนะ

ด้านในสุดมีห้อง Sauna ซึ่งจะมีส่วนพื้นที่ล้างตัวอยู่หน้าห้อง เป็นแบบ Rain Shower ขนาดใหญ่

ส่วนห้อง Sauna ภายในขนาดค่อนข้างกว้าง นั่งใช้งานได้ประมาณ 6-8 คน ด้านหน้าจะมีแนวกระจกขนาดใหญ่ครับ ทำให้สามารถรับวิวทะลุส่วนล้างตัวออกไปภายนอกได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งถ้าใครที่ยืนล้างตัวเพื่อเข้าออกก็อาจจะเขิลๆหน่อยนะ เพราะสายตาของเพื่อนๆในห้อง Sauna ก็มองออกไปทางนี้เป็นทางเดียวเลย

วิวที่จะได้จากห้อง Sauna ไม่ธรรมดาเลยนะครับ เป็น City View ฝั่งโรงแรม Pullman ทางทิศตะวันตก

มาดูห้องของสาวๆกันบ้าง ขนาดภายในก็จะพอกันเลยล่ะครับ รูปแบบการตกแต่งก็คล้ายกัน แต่จะมีรายละเอียดบางอย่างที่ต่างกันอยู่เล็กน้อย

เข้ามาจะมีส่วนของ Locker ให้ ส่วนของผู้หญิงจะได้ Locker ค่อนข้างเยอะ เรียกได้ว่ามากกว่าเป็นเท่าตัว พร้อมใกล้กับส่วนเคาน์เตอร์อ่างล้างมือ ให้ใช้งานกันง่ายๆ

ที่มุมมีพื้นที่โต๊ะเครื่องแป้งรับวิวเช่นกัน แต่จะมีขนาดที่ใหญ่กว่านะ สาวๆจำเป็นต้องใช้กันมากกว่าผู้ชายอ่ะเนอะ

ห้องน้ำมีให้ 2 ห้องนะครับ ขนาดใหญ่ ใช้งานสะดวก

ส่วนห้องอาบน้ำก็ให้มา 2 ห้องเช่นกัน พร้อมแนวกระจกสำหรับแต่งตัว

เอ้ะ มุมนี้คุ้นๆไหมครับ คล้ายๆกับของห้องผู้ชายเลย แต่ส่วนนี้จะเป็นห้อง Stream แทนนะ ด้านหน้ามีพื้นที่ล้างตัวเช่นกัน

ภายในห้องค่อนข้างกว้าง ใช้งานร่วมกันได้ประมาณ 6-8 คนเลยละครับ

วิวที่จะได้ก็จะเป็นฝั่งทิศตะวันตกเช่นเดิมครับ คล้ายๆกัน

ออกมาจากห้อง Changing Room ไปดูส่วนห้อง Massage Room กันต่อ

ภายในให้เตียงนอนมา 2 เตียง ส่วนห้องนี้เราสามารถ Booking การใช้งานกับทางนิติบุคคลได้เลยครับ

เดินกลับมาที่โถงลิฟต์ของ Tower B นะครับ ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายของฝั่ง Tower A มีทางให้เดินออกได้ทั้งซ้ายและขวา ซึ่งจะเป็นภายนอก 1 ทาง และทางฝั่งห้อง Changing Room ที่เราเดินมากันอีกทาง ส่วนตรงกลางเป็นทางเดินเชื่อมไปยังโถงลิฟต์ A

ทางเดินตรงกลางขนาบข้างด้วยแนวกระจก เห็นทั้งฝั่งซ้ายและขวาชัดเจน ซึ่งจะเป็นส่วนสระว่ายน้ำนั่นเอง

เราลองมาเดินออกไปยังฝั่งภายนอกอาคารอีกฝั่งกันนะครับ

เดินออกมาจะเจอสระว่ายน้ำ บริเวณนี้จะเป็นจุดขึ้นลงหลัก ซึ่งจะมีช่วงกว้างเยอะที่สุดครับ

ทางลงอยู่ฝั่งนี้นี่เอง ส่วนด้านในมีพื้นที่นั่งข้างสระว่าย

บริเวณนี้มีชื่อว่า Sky Deck ซึ่งอย่างที่บอกไปว่าเป็น Sunken Seat ลดระดับพื้นลงให้เท่ากับตัวสระว่ายน้ำ รายล้อมด้วยพุ่มไม้เล็กๆ ช่วยเพิ่มสีเขียวให้กับบริเวณนี้ได้ดีทีเดียว

บริเวณส่วนด้านบนใช้โครงสร้างแบบเดียวกันกับส่วนของ onsen ของฝั่งทางทิศตะวันตกครับ

ถัดออกมาจะมีพื้นที่ของ Kids Pool ด้านข้าง ซึ่งจะมีเตียง Sunbed ให้ด้วยด้านข้าง สำหรับผู้ปกครองที่พาเด็กๆมาว่ายน้ำ

ซ้ายหันเข้าสู่ตัวอาคารอีกครั้งกับพื้นที่ส่วนสุดท้ายของชั้นนี้ นั่นก็คือส่วน Fitness นั่นเองครับ

เปิดประตูเข้ามาจะเจอกับพื้นที่ออกกำลังกายขนาดใหญ่ ใช้พื้นไม้ทำให้บรรยากาศภายในดูอบอุ่นยิ่งขึ้น

จุดเด่นของพื้นที่นี้คือรับวิวได้ถึง 3 ฝั่งเลย ซึ่งจะเป็นแนวกระจก Full Height สูงจากพื้นถึงฝ้ายาวตลอดแนว

มีห้อง Yoga Room หรือสามารถใช้เป็นห้อง Private Fitness ก็ได้ เป็นตัวเลือกในการใช้งาน

สำหรับอุปกรณ์ก็มีให้ทั้งสำหรับ Cardio และ Body Weight เลย เป็นเครื่องจาก Life Fitness ทั้งหมด ซึ่งเป็นแบรนด์ที่คอนโดระดับสูงใช้กันนะ

บรรยากาศในการวิ่งออกกำลังกายรับวิวเมืองโล่งๆ ก็ดีไม่น้อยเลยล่ะครับ

มีทีวีจอใหญ่ให้ด้วยนะ เผื่อใครจะดูบอล ดูหนังไปด้วย

มาต่อกันที่ชั้น 34 M หรือ ชั้นลอยของชั้น 34 นั่นเอง ซึ่งส่วนนี้และหลังจากนี้ขึ้นไป จะใช้ Core ลิฟต์ของ Tower B ฝั่งเดียวแล้วนะ ครับ ซึ่งพื้นที่ชั้นนี้มีความพิเศษตรงที่นอกจากจะได้วิวภายนอกแล้ว ยังได้วิวของชั้น 34 เองด้วย ซึ่งพื้นที่ส่วนกลางของชั้นนี้จะเป็นแบบภายในทั้งหมด ไปดูกันเลยครับ

บริเวณโถงลิฟต์ของชั้น 34 รับแสงธรรมชาติค่อนข้างเยอะเลยล่ะ ได้ทั้ง 3 ด้านเหมือนเดิมนะ แต่จะออกไปข้างนอกไม่ได้แล้ว เราจะอยู่ภายในอาคารกันครับ

แนวกระจกบานใหญ่รับแสงและวิวจากภายนอก เปิดรับลมระบายอากาศได้นะ ส่วนนี้จะได้วิวสระว่ายน้ำที่ล้อมรอบ Core ลิฟต์ของ Tower A

ส่วนฝั่งด้านซ้ายมือก็สามารถมองลงไปเห็นสระว่ายน้ำ และสระเด็กได้ด้วยนะ เป็นช่องแสงแบบ Indirect Light ที่แดดส่องมาไม่ถึง แต่ให้แสงสว่างได้ดีทีเดียว

เดินมาดูอีกฝั่งกันครับ จะเจอพื้นที่ส่วนกลางห้องแรกของชั้นนี้.. จะเป็นห้องอะไรไปดูกันเลย

เปิดประตูมาเจอชั้นหนังสืออย่างนี้.. ห้อง Library ครับผม พื้นที่ภายในถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง มีมุมให้เลือกใช้งานค่อนข้างหลากหลายเลย

ฝั่งซ้ายมือจะดูสบายๆ มีพื้นที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน นั่งล้อมวงกันที่ห้องรับแขก หยิบหนังสือมานั่งอ่านในมุมสบายๆ

ส่วนอีกฝั่งจะเป็นแนวโต๊ะยาว นั่งคุยงาน หรืออ่านหนังสือ จะมีความจริงจังกว่าอีกฝั่งก่อนหน้านี้ ด้วยบรรยากาศและการจัดเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่ต้องลดความดังของเสียงลงไปเองโดยปริยาย

ออกจากห้องสมุดมาและเดินตามทางกันต่อครับเพื่อไปดูห้องต่อไป จะเห็นด้านหน้าฝั่งซ้ายมือมีประตู เปิดเข้าไปดูกันเลย

ภายในเป็นห้อง Theatre Lounge ห้องดูหนังฟังเพลงนั่นเอง ซึ่งห้องนี้จะสามารถ walk-in เข้ามาใช้งานเลยก็ได้ หรือหากต้องการความเป็นส่วนตัวสามารถติดต่อกับทางนิติบุคคลได้ล่วงหน้า ซึ่งจะสามารถใช้งานได้ 3 ชั่วโมงต่อการจองหนึ่งครั้ง

เดินต่อเข้าไปด้านในครับ ทางเดินส่วนนี้จะมีแนวกระจก มองลงไปเห็นส่วน Fitness ซึ่งจะได้วิวภายนอก และแสง Indirect Light เช่นเคยเข้ามาด้วยในส่วนนี้

ห้องสุดท้ายของชั้นนี้ เข้ามาภายในจะเป็นส่วนของ Business Lounge พื้นที่รับรอง นั่งคุยงาน ทำกิจกรรมกัน ตกแต่งด้วยสไตล์อบอุ่น คล้ายๆกับ 2 ห้องก่อนหน้านี้ ซึ่งห้องนี้จะสามารถใช้เสียงได้มากกว่าห้อง Library ภายในถูกจัดไว้เป็น 2 ฝั่งเช่นกัน และห้องนี้ก็สามารถจองเพื่อใช้งานได้นะ จะสามารถใช้งานได้ 2 ชั่วโมงต่อ 1 ครั้งการจอง

ฝั่งซ้ายมือเป็นห้องโต๊ะพูล สำหรับให้เพื่อนๆมาวาดลวดลายกันได้ พื้นที่รอบข้างเป็นหน้าต่างสามารถเปิดรับวิวภายนอกได้นะครับ

ซึ่งบริเวณนี้จะเชื่อมต่อกับส่วนของ Fitness ด้านล่างด้วยเช่นกันนะ ทำให้จะรู้สึกมี Movement มากกว่าห้องอื่นๆ

ส่วนอีกฝั่งจะเป็นมุมชิลๆ ไว้นั่งเชียร์บอล ดูหนัง คุยกันได้แบบสบายๆ เป็นพื้นที่ที่น่าใช้งานเหมือนกันนะ

หลังจากพาไปชมพื้นที่ส่วน Main Facilities กันไปแล้ว มาดูส่วนย่อยที่กระจายอยู่ตามชั้นต่างๆเล็กๆน้อยๆบ้างนะครับ สำหรับชั้น 46 ก็เป็นอีกชั้นหนึ่งที่มีพื้นที่ส่วนกลางให้ขึ้นไปใช้งานได้นะ โดยจะมีระเบียง 2 ฝั่ง รับวิวคนละแบบ พร้อมทั้งในชั้นเองก็มีห้องพักอาศัยอยู่ด้วย 4 ห้อง เป็นห้อง 2 Bedrooms ขนาด 76 ตร.ม. และห้อง 1 Bedroom ขนาด 31.5 ตร.ม. อย่างละห้องทางฝั่งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก จะเป็นยังไงไปดูกันครับ

ในโถงลิฟต์ของชั้นพักอาศัยจะไม่เหมือนกับชั้นส่วนกลางนะ จะมีหน้าตาประมาณนี้ ซึ่งเดี๋ยวจะไปอธิบายอีกทีตอนพูดถึงชั้นพักอาศัยละกันนะครับ เดินออกมาจากลิฟต์จะมีประตูด้านข้างครับ ลองเดินออกประตูไปดูกัน

ส่วนห้องพักอาศัยก็มีแบ่งกั้นด้วยประตู เข้าออกด้วยระบบ Keycard และ สแกนลายนิ้วมือนะ

ออกมาจะพบพื้นที่ระเบียง มี 2 ระดับ ปลูกต้นไม้ และพุ่มไม้เล็กๆไว้ให้พักสายตากันด้วย

เดินขึ้นมาด้านบนจะเป็นระเบียงสำหรับรับวิวเต็มที่เลย ค่อนข้างกว้างทีเดียว มากกว่า 180 องศา ด้านในจะเป็นวิวตึก M สีลม ทางฝั่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนอีกฝั่งจะมีวิวตึกคิงพาวเวอร์ทางฝั่งทิศใต้

ฝั่งนี้จะเรียกว่า City Deck ซึ่งจะรับวิว City View ครับ ทางฝั่ง ทิศตะวันออก

ส่วนอีกฝั่งจะชื่อ River Deck รับวิวฝั่งทิศตะวันตก เห็นโค้งแม่งน้ำอยู่ไกลๆครับ

มาดูกันต่อที่ชั้นบนสุดของอาคาร เป็นชั้นที่มีแต่พื้นที่ส่วนกลาง ไม่มีห้องพักอาศัย ซึ่งจะประกอบไปด้วยส่วน Social Club เป็นส่วนหลัก ด้านข้างจะมี Botanical Lounge ไว้สำหรับออกมารับวิวครับ

โถงลิฟต์ของชั้นนี้ก็จะโล่งๆหน่อยนะครับ เพราะอยู่บนสุดแล้ว

มองลงไปจะเห็นวิวทางฝั่งทิศใต้ มีตึกคิงพาวเวอร์มหานคร และ BTS สถานีช่องนนทรี ค่อนข้างโล่งและสวยงามทีเดียว

เดินเลาะไปอีกฝั่งของอาคาร มีห้องหนึ่งเดียวของชั้นนี้ครับ

เปิดเข้ามาภายในจะเป็นส่วนของ Social Club ซึ่งจะมีจุดเด่นอยู่ที่รับวิวถึง 3 ฝั่ง มาพร้อมแนวกระจก Full Height รอบด้าน ส่วนนี้เป็นสถานที่สำหรับจัดปาร์ตี้ เฉลิมฉลอง หรือจะมานั่งชิลกันก็ได้ ภายในมีมุมที่ถูกตกแต่งไว้ค่อนข้างหลากหลายทีเดียว

ส่วนแรกเป็นบาร์ครับ พร้อมแนวเก้าอี้ยาว 7 ตัวเลย

มีมุมนั่งเล่น นั่งคุยกับรับวิวเมืองกันไป ไม่ต้องกลัวร้อนนะครับ รอบๆมีม่านอัตโนมัติคอยเปิดปิดได้ครับ

ภายในมีห้องน้ำในตัวด้วย 1 ห้อง แบบใช้ร่วมกันทั้งชายและหญิง

ด้านข้างมีส่วนของ Botanical Lounge รับวิวภายนอก เป็นแนวประตูกระจกบานเฟี้ยมสำหรับเปิดเชื่อมต่อกับภายนอกครับ ซึ่งสามารถเปิดกว้างสุดได้นะ ลองเดินออกไปดูฝั่งทิศตะวันตกกันก่อนนะครับ

พื้นที่ภายนอกมีส่วนนั่งเล่นตามมุมต่างๆ รับวิวรอบด้าน ซึ่งผมมองว่าเป็นวิวที่ดีกว่าส่วนของชั้น 46 นะ เพราะอยู่สูงกว่า พื้นที่ก็ถูกจัดเอาไว้ให้ค่อนข้างกว้างและมีเก้าอี้ให้พร้อมกว่านะ

รับวิวฝั่งทิศใต้ด้านข้าง มีต้นไม้ของชั้น 46 ด้วยเล็กน้อย ช่วยเพิ่มสีเขียวให้กับพื้นที่ของชั้นนี้

ตรงๆก็รับวิวทิศตะวันตกกันไปเต็มๆ

ส่วนอีกฝั่งก็ออกได้เหมือนกันครับ เปิดด้วยประตูกระจกบานเฟี้ยมเช่นกัน

ออกมามีพื้นที่โล่ง มาพร้อมโครงสร้างเหล็กสีแดงและแนวกระจก

ฝั่งนี้จะเป็นวิวทิศเหนือ เห็นตึก M สีลมใกล้ๆ โดนบังเล็กน้อย

มาดูกันต่อที่ชั้นห้องพักอาศัยกันนะครับ เริ่มที่ชั้น 11 ตอนนี้ก็จะเป็นห้องพักอาศัยทั้งชั้น สังเกตรูปฟอร์มอาคารที่มีลักษณะค่อนข้างแปลก โดยจะมีมุมหักเยอะ เหตุผลก็เพราะผู้ออกแบบต้องการให้มีห้องมุม (Corner Room) เยอะขึ้น เพื่อให้สามารถรับวิว และได้แสงธรรมชาติเยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงทำให้ 12 ห้องจาก 14 ห้องของชั้นนี้เป็นห้องมุม รับวิวได้ 2 ฝั่งเป็นอย่างน้อย ส่วนรายละเอียดเรื่องขนาดห้องและมุมมองจะเหมือนกับชั้น 10 ทั้งหมดนะครับ เพียงแต่ Void ตรงกลางจะเป็นช่องว่างแล้ว ไม่สามารถเดินเชื่อมกันได้

ส่วนอีกจุดเด่นของโครงการนี้คือการใช้ลูกเล่นของโครงสร้างที่เรียกว่า Vertical Interlocking Concept เป็นการใช้แผ่นพื้นต่างระดับมาสลับไขว้กันไปมาในแต่ละชั้น ในช่วงของการก่อสร้างอาจจะยากสักหน่อย แต่จะทำให้ได้พื้นที่พิเศษเรียกว่า Stack Floor ภายในห้อง Type A แบบ 2 Bedroom ที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศใต้ของอาคารในแต่ละชั้น โดยพื้นที่ลักษณะนี้คือการเล่นระดับพื้นทำให้เกิดระดับภายในห้องที่หลากหลาย Floor to Ceiling สูง 2.8 เมตร และ 3.5 เมตรในห้องเดียวกัน สร้างห้องต่างระดับที่มีฝ้าเพดานสูงและพื้นที่โล่งจากกระจกสูงมองวิวได้สะใจยิ่งขึ้น

ส่วนห้องเลขคู่ก็คือการวางสลับฝั่งด้วยโครงสร้างแบบพื้นเรียบปกติ ซึ่งจะทำให้ห้องลักษณะนี้ภายในห้องจะไม่มีระดับพื้นที่แตกต่าง แต่จะมีระดับฝ้าที่แตกต่างแทนเพราะอิงจากพื้นของห้องด้านบนที่เป็นแบบ Stack Floor นั่นเองครับ

ลองดูภาพจากภายนอกน่าจะเห็นภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการ Vertical Interlocking Concept จะได้แนวเส้นพื้นที่ไม่เท่ากันเพราะการวางพื้นห้องด้วยระดับที่แตกต่างกัน สังเกตดูในรูปแต่ละชั้น จะมีชั้นที่เป็นพื้นเรียบระดับเท่ากันทั้งชั้นสลับไปกับชั้นที่เป็นพื้น 2 ระดับ ส่งผลให้เกิดรูปด้านอาคารที่เห็นพื้นลดเหลื่อมกัน เกิด Floor to Ceiling ที่สูงถึง 3.5 เมตร ทำให้ได้วิวค่อนข้างกว้างแบบนี้

ชั้น 35 เป็นชั้นพักอาศัย โดยตั้งแต่ชั้นนี้ไปจะมีอาคารซีกซ้ายแค่ซีกเดียวเท่านั้น ห้องพักในชั้นนี้มีทั้งหมด 8 ยูนิต โดยยูนิตที่น่าสนใจคือห้อง D และ DM ที่เป็นห้อง 1 Bedroom ขนาด 49.00-49.50 ตร.ม. สามารถมองลงมาเห็นวิวสระว่ายน้ำและวิวมหานครทางด้านหน้าได้ด้วย

ถัดมาเป็นชั้นเลขคู่อย่างชั้น 36, 38, 40, 42, 44 จะเหมือนกันกันเนื่องจากการ Interlock ของโครงสร้างทางฝั่งด้านทิศเหนือของโครงการ ห้องพักในชั้นเหล่านี้มีทั้งหมด 8 ยูนิตครับ

ส่วนชั้นเลขคู่อย่างชั้น 37, 39, 41, 43, 45 จะเหมือนกันเนื่องจากการ Interlock ของโครงสร้าง ห้องพักในชั้นเหล่านี้มีทั้งหมด 8 ยูนิตเช่นกัน

สำหรับโถงลิฟต์ของชั้นพักอาศัย จะแตกต่างจากชั้นส่วนกลางนะครับ ซึ่งจะถูกตกแต่งด้วยผ้าทอใยทองเหลือง โดย Ausara Surface เช่นเดียวกันกับที่ตกแต่งอยู่ใน Lobby มีความต่อเนื่องของการตกแต่งที่ดีทีเดียว ทำให้การตกแต่งภายในคุมอยู่ในทางเดียวกัน

ด้านหน้าลิฟต์ของชั้นพักอาศัยจะมีแนวกระจก 3 บานเปิดรับลมในส่วนของ Void ตรงกลางนี้ให้เข้ามา ventilation ภายในโถงทางเดินได้ด้วยครับ

โถงทางเดินจะได้เป็นแบบ Single Corridor ทั้งโครงการเลย มีแนวที่นั่ง และโต๊ะจัดเรียงไว้ให้ กระจายเป็นจุดๆครับ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • Lobby
  • Mail box
  • สระว่ายน้ำแยกสระเด็กและผู้ใหญ่ มี Onsen และ Jacuzzi ที่ชั้น 34
  • ห้องออกกำลังกาย ที่ชั้น 34
  • Sauna room, Massage room, Steam room ที่ชั้น 34
  • ห้องสมุด ที่ชั้น 34M
  • Theatre Lounge ที่ชั้น 34M
  • Business Lounge ที่ชั้น 34M
  • Sky Deck ที่ชั้น 34M
  • Outdoor Lounge ที่ชั้น 46
  • Social Club ที่ชั้น 48
  • Botanical Lounge ที่ชั้น 48
  • พื้นที่สวนหย่อมด้านหน้าโครงการและบนอาคาร
  • ลิฟต์โดยสาร 5 ตัวต่อหนึ่งอาคาร คิดเป็นอัตราส่วน 86 : 1
  • ที่จอดรถ 309 คัน คิดเป็น 72 %
  • ระบบ CCTV / Access Card


Product Walkthrough

มาดูที่ห้องแรกกันครับ ห้องนี้มีเป็นห้อง 1 Bedroom ขนาด 48-49 ตร.ม. ซึ่งจะมีตำแหน่งอยู่ล้อมรอบช่อง Void ตรงกลางระหว่าง 2 Tower ได้รับวิวในทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ และอีกฝั่งคือช่องแสงจาก Void ที่เจาะตรงกลางครับ มีข้อดีคือจะได้ช่องแสงเยอะ รับลมได้ ระบายอากาศดี แต่ข้อเสียคือต้องหันชนกับห้องลักษณะเดียวกันฝั่งตรงข้ามของอีก Tower นึง ซึ่งอาจจะเสียความเป็นส่วนตัวไปบ้าง แนะนำว่าให้ติดม่านบริเวณช่องแสงนี้ด้วยนะครับ นอกจากนั้นห้องนี้ยังมีความแปลกในเรื่องของการจัดฟังค์ชั่นภายในที่เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นตากันนัก คือการให้มีส่วนของห้องน้ำตั้งอยู่กลางห้อง สำหรับคอนโดราคานี้ ถือว่าเราเสียเงินค่าพื้นที่รอบห้องน้ำไปไม่น้อยเลยนะครับ แต่แน่นอนว่าผู้ออกแบบได้มองว่าการใช้งานพื้นที่ตามความจริงคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดมักจะใช้เวลาในห้องน้ำมากกว่าห้องครัวเสียอีก (บางคนแทบไม่ได้ใช้ครัวเลยด้วยซ้ำ) ดังนั้นจะดีไหมหากทำให้ห้องน้ำเป็นส่วนหนึ่งของ Living Space สามารถมองเห็นและเชื่อมถึงกันได้ ส่วนตัวผมมองว่าคุณได้ความแปลกและมิติมุมมองใหม่ๆภายในห้องที่ไม่ค่อยมีให้เห็นที่ไหน แต่ต้องแลกไปกับพื้นที่ในบางส่วนของห้องที่ต้องเล็กลง เช่นพื้นที่ห้องนั่งเล่น พื้นที่ห้องนอน จะได้ขนาดไม่ใหญ่นัก ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่มุมมองและความชอบของแต่ละคนนะ

แบ่งพื้นที่ภายในห้องออกเป็น 5 ส่วน ครัว ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ระเบียงซักล้าง และห้องนอน เข้ามาจะเจอกับพื้นที่ครัวก่อนเลยครับ จากนั้นเดินเข้าไปภายในจะมีห้องน้ำตรงกลาง มีทางให้แยกเข้าได้จากทั้งห้องนอนและพื้นที่ส่วนภายนอกนี้ เดินเลยไปจะมีห้องนั่งเล่นที่เชื่อมต่อกับระเบียง ส่วนนี้จะเป็นช่องแสงหลักให้กับห้อง ด้านในมีห้องนอน ที่มีฉากกั้นมาให้ใช้ สามารถเปิดและปิดได้ ซึ่งภายในห้องนอนเองก็เดินวนไปเข้าห้องน้ำ ผ่านพื้นที่ Walk-in Closet ได้เช่นกัน

เริ่มต้นที่หน้าห้อง เป็นประตู HDF ให้มาพร้อมกับ Digital Door Lock จาก Yale ครับ

เมื่อเปิดประตูเข้ามาจะพบส่วนโถงทางเดินยาวเข้าไป บริเวณนี้จะได้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มมากขึ้น จากการที่มีพื้นที่ต่างๆ ช่วยบังสายตาจากพื้นที่ภายในห้อง ไม่ต้องเปิดมาแล้วเจอเลย ส่วนแรกจะเป็นห้องครัว ซึ่งจะมีพื้นบริเวณนี้เป็นกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน ขนาด 80×80 ซม.ครับ ผนังฉาบเรียบทาสี และระดับพื้นถึงฝ้าอยู่ที่ 2.7 เมตรครับ

บริเวณนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับชั้นวางรองเท้ามาให้ อาจจะต้องร่นเข้าไปเก็บภายในตัวห้องนะครับ

มาดูที่ชุดเคาน์เตอร์ครัวกันครับ เป็นชุดครัวยาวประมาณ 1.90 ม. ติดผนัง ขนาดกำลังพอดีกับตัวห้อง มีชั้นเก็บของด้านบนและด้านล่าง

บานเปิดต่างๆเป็นหน้าบาน Hi Gloss สีขาวทั้งหมดนะครับ ด้านบนเก็บของได้ค่อนข้างหลากหลาย

ชั้นกลางจะมีเป็นเคาน์เตอร์หินสังเคราะห์ พร้อมอ่างล้างจาน เตาแม่เหล็กไฟฟ้าและเครื่องดูดควัน มีพื้นที่เตรียมอาหารให้ด้านข้าง

เตาแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ 2 หัวและเครื่องดูดควันแบบต่อท่อออกภายนอก จาก Smeg

อ่างล้างจานสเตนเลสแบบหลุมเดี่ยวจาก Zucchetti ขนาดประมาณ 45 x 40 เซนติเมตร

ส่วนด้านล่างมีช่องใต้อ่างเป็นถังขยะติดกับหน้าบาน เปิดให้พร้อมกับที่เราเปิดหน้าบาน ช่วงกลางมีลิ้นชักสำหรับแยกเก็บช้อนส้อม ด้านล่างมีช่องขนาดใหญ่ใส่ของชิ้นใหญ่ได้ ส่วนขวาสุดจะเป็นที่วางเครื่องซักผ้าแบบบานเปิดด้านหน้านะครับ

ด้านบนเป็นผนังฉาบเรียบทาสีให้ไฟ Downlight 1 ดวงครับ

เมื่อเดินเข้ามาภายในจะเจอกับทางแยกครับ ซึ่งอย่างที่บอกไปว่าห้องนี้จะมีห้องน้ำอยู่ที่กลางห้อง จึงทำให้มีพื้นที่รอบห้องน้ำให้เดินเข้าถึงได้หลายทาง ถ้าเลี้ยวซ้ายเลยห้องน้ำไปจะเป็นส่วนของ Walk-in Closet ภายในห้องนอน ส่วนตรงไปจะเป็นห้องนั่งเล่นครับ

ลองเลี้ยวมาดูบริเวณนี้จะเปลี่ยนจากพื้นกระเบื้องเกลสพอร์ซเลนเป็นพื้น Engineering Wood ให้นะครับ คาดคิ้วอลูมิเนียมสีทองให้ด้วย พื้นที่บริเวณนี้จะกว้าง 1 เมตร ตู้เสื้อผ้าไม่ได้ให้มาด้วยนะครับ แต่จะเว้นพื้นที่ไว้ให้

ด้านในเป็นประตูบานเลื่อนเชื่อมต่อกับส่วนของห้องนอนนะครับ บริเวณนี้จะได้ฝ้าแบบฉาบเรียบทาสี พร้อมไฟ Downlight 1 ดวง เราเลี้ยวขวาเข้าไปดูในห้องน้ำกันก่อนละกันนะครับ

ทางเข้าออกห้องน้ำเป็นประตูกรุไม้วีเนียร์แบบสไลด์ รางแขวนด้านบน มาพร้อมตัวล็อคภายใน พื้นและผนังภายในห้องน้ำเปลี่ยนเป็นกระเบื้องเกลสพอร์ซเลน มีคิ้วอลูมิเนียมสีทองคาดให้เรียบร้อยสวยงาม

ภายในห้องน้ำมีลักษณะเป็น 4 เหลี่ยมผืนผ้า ภายในให้มาครบทุกอย่าง ทั้งอ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ ส่วนอาบน้ำก็มีฉากกั้นอาบน้ำแบ่งส่วนมาให้ มีทั้ง Hand Shower, Rain Shower และ อ่างอาบน้ำ ส่วนที่สำคัญคือเป็นห้องน้ำแบบ Sexy Bathroom เชื่อมต่อกับภายนอกได้ด้วยนะ

พื้นที่ภายในห้องน้ำถือว่าให้มาครบ แต่ช่วงโถสุขภัณฑ์ก็แอบชิดกับแนวกระจกของพื้นที่อาบน้ำไปหน่อย ดีที่เป็นกระจกใสจึงทำให้รู้สึกไม่อึดอัดมากนัก ทางเข้ามีขอบขึ้นมาประมาณ 2 เซนติเมตร

ส่วนอ่างล้างหน้ามือและโถสุขภัณฑ์มีผนัง Low Wall ด้านหลังให้วางของด้วยนะ ประมาณ 10 เซนติเมตร มาพร้อมแนวกระจกยาวตลอดแนว

อ่างล้างหน้าเซรามิคแบบฝังเคาน์เตอร์ของ Kohler ขนาดประมาณ 55 x 45 เซนติเมตร

โถสุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียวของ Kohler มาพร้อมสายชำระสเตนเลส และที่ใส่กระดาษชำระ ติดตั้งไว้ให้พร้อมใช้งาน

สายชำระสเตนเลสขนาดกระทัดรัด เป็นแบบกดด้านหน้า ส่วนที่ใส่กระดาษชำระไม่มีที่ปิดกันน้ำมาให้ ต้องระวังเปียกด้วยนะครับ

มาดูกันต่อที่ส่วนอาบน้ำ มีฉากกั้นอาบน้ำเป็นกระจกนิรภัยจาก VRH ให้มาด้วย ติดตั้งพร้อมใช้งาน

พื้นที่ภายในสำหรับยืนอาบน้ำประมาณ 1 x 0.8 เมตร ขนาดใหญ่ทีเดียว มีขอบยกสูงประมาณ 1-2 เซนติเมตรกันน้ำออกไปข้างนอกด้วย

Hand Shower และ Rain Shower จาก Grohe ให้มาพร้อมที่วางอุปกรณ์อาบน้ำ หรือจะวางตรงรอบๆ อ่างอาบน้ำก็ได้

ไฮไลท์ของห้องครับ อ่างอาบน้ำจาก Grohe เป็นอ่าง Jacuzzi หัว jet 6 หัว เข้ามุมได้เป็น Sexy Bathroom ขนาดประมาณ 1.35 x 0.75 เมตร

ฝ้าเพดานเป็นแบบฉาบเรียบทาสี ภายในห้องน้ำให้ไฟ Downlight 3 ดวง พร้อมพัดลมระบายอากาศครับ

ออกมาจากห้องน้ำ เดินไปทางห้องนั่งเล่นกันต่อ พื้นส่วนนี้ยังเป็นกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนอยู่นะครับ บริเวณนี้จะเป็นพื้นที่นั่งรับประทานอาหาร ซึ่งจะเว้นพื้นที่ว่างไว้ให้ ขนาดพื้นที่จากผนังห้องน้ำถึงผนังห้องประมาณ 1.65 เมตร จัดพื้นที่ได้ประมาณ 2 ที่นั่ง แอบเสียดายที่ดูทีวีไปด้วยไม่ได้นะ

ฝ้าเพดานส่วนนี้จะยังอยู่ที่ 2.7 เมตรนะ เพราะอยู่ใต้ระบบปรับอากาศ Concealed Type แต่จะได้ความรู้สึกโล่งจากพื้นที่ข้างๆ เพราะเปิดขึ้นไปถึงฝ้าที่ 3 เมตร และได้ช่องแสงรอบๆช่วยด้วย บริเวณนี้มีไฟ Downlight ให้ 1 ดวงครับ

พื้นภายในห้องนั่งเล่นจะเป็น Engineering Wood นะครับ คาดด้วยคิ้วอลูมิเนียมสีทองอีกเช่นเคย

ภายในห้องนั่งเล่น ดูค่อนข้างโล่ง เพราะมีระดับพื้นถึงฝ้าที่ 3 เมตร ด้านหลังเป็นห้องนอน ที่มีฉากกั้นสามารถเปิดกว้างได้ ทำให้ดูไม่อึดอัดนัก แถมยังได้ช่องแสงด้านข้างอีกด้วย เป็นประตูกระจก Full Height สูงจากพื้นถึงฝ้าเลยครับ แต่เว้นซ่อนรางม่านและให้ม่านมาด้วยนะ

บริเวณนี้มีระยะดูทีวีอยู่ที่ 2.1 เมตร ขนาดค่อนข้างจำกัดจึงทำให้จัดรูปแบบการวางเฟอร์นิเจอร์ได้ไม่หลากหลายนัก แต่ก็ถือว่าเพียงพอต่อการเป็นห้อง 1 Bedroom นะครับ

ส่วนที่เชื่อมต่อกับภายนอกทั้งหมดทางฝั่งนี้จะได้เป็นกระจก Full Height ซึ่งส่วนประตูบานสไลด์จะกว้างบานละ 1 เมตร เปิดรับลมได้สะใจไปเลย

เป็นกระจกเขียวตัดแสงกรอบบานอลูมิเนียมมาพร้อมตัวล็อคและรางที่พื้นครับ

พื้นที่ระเบียงภายนอกค่อนข้างกว้างเลยนะ จัดมาให้ขนาด 1 x 2.70 เมตร จัดชุดโต๊ะกาแฟไว้นั่งจิบตอนเช้าได้นะครับ

ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสีเข้ม ให้ไฟ Downlight 1 ดวง

บริเวณห้องนั่งเล่นและห้องนอนถูกกั้นด้วยประตูไม้วีเนียร์บานเลื่อน 3 ตอน ตอนละ 1 เมตร  เราสามารถเปิด-ปิดบานเลื่อน เพื่อความเป็นส่วนตัว แล้วแต่ลักษณะการใช้งานได้นะครับ ซึ่งต้องนี้ค่อนข้างยืดยุ่น และแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดได้ดีทีเดียว

เป็นแบบรางแขวนด้านบน พื้นจะเรียบ ไม่ต้องกลัวเดินสะดุดรางและได้ความต่อเนื่องของพื้น

ห้องนอนด้านในนี้ก็มีขนาดที่ถือว่ากว้างนะ วางเตียงขนาด 6 ฟุตได้สบายๆ เพราะพื้นที่ข้างเตียงเหลือเยอะ แต่ถ้าปิดฉากกั้น ก็อาจจะทำให้พื้นที่ปลายเตียงหายไปและดูอึดอัดไปหน่อย แต่ส่วนของห้องนี้ยังมีไฮไลท์อื่นๆที่ให้มาอีกเยอะเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นแนวกระจก Full Height ที่ริมอาคาร  หรือจะเป็นฝั่ง Walk-in Closet ที่เชื่อมต่อกับห้องน้ำได้ และมุม Sexy Bathroom ที่เชื่อมต่อออกมายังส่วนของห้องนอน

พื้นที่ระหว่างปลายเตียงกับโซฟาจะเหลือประมาณ 45 เซนติเมตร เมื่อปิดฉากกั้นแล้วจะเปิดผ่านไปมาค่อนข้างลำบากนิดนึงนะ

มาดูพื้นที่ริมอาคารกันก่อน ส่วนนี้จะได้มุมที่รับวิวได้ 3 ฝั่ง มากกว่า 180 องศา ล้อมด้วยแนวกระจก Full Height ทั้งหมด สามารถจัดเป็นมุมนั่งทำงาน นั่งเล่นอ่านหนังสือ หรือโซฟานั่งชิลๆ ก็ยังได้

ด้านข้างมีกระจกเข้ามุมให้ด้วยนะครับ คงจะเป็นมุมโปรดของใครหลายๆคนเลยล่ะ

นอกจากนั้นประตูยังสามารถเปิดระบายอากาศได้นะครับ รับลมเข้าห้องนอนได้ด้วย

ฝ้าเพดานส่วนห้องนอนจะเป็นฉาบเรียบทาสี ให้ไฟ Downlight 4 ดวง

มองย้อนกลับเข้าไปภายในตัวห้อง จะเห็นพื้นที่ Sexy Bathroom ที่เป็นแนวกระจกอยู่ทางฝั่งนี้ ซึ่งมีพื้นที่ด้านบนเว้นให้สามารถติดม่านได้ด้วยนะ ตรงนี้ก็มีข้อดีที่โล่ง การมีแนวกระจกแบบนี้จะทำให้ห้องไม่สามารถตกแต่งได้เยอะ จัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ไม่ค่อยหลากหลายนัก

บริเวณนี้จริงๆ ไม่ตายตัวนะครับ สามารถขยับเตียงวางได้ตามต้องการ เพราะพื้นที่แนวข้างเตียงเหลือค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าอิงระยะตามห้องตัวอย่างจะเว้นไว้ประมาณ 1 เมตร เดินผ่านไปมาได้สบายๆ

เดินอ้อมห้องน้ำกันสักหน่อย พื้นที่นี้มีระยะทางเดินกว้างประมาณ 1.20 เมตร เหลือเฟือเลยครับ

ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนนี้จะได้เป็นแนวกระจกยาวรับแสงธรรมชาติกันไปเต็มที่ พร้อมทั้งยังเปิดรับลมได้ด้วยนะ แต่เป็นพื้นที่บริเวณ Void ตรงกลางระหว่าง 2 Tower ซึ่งหมายความว่าห้องฝั่งตรงข้ามก็เชาะช่องแสงพื้นที่บริเวณนี้เช่นกัน โดยมีระยะอยู่ที่ประมาณ 3.5 เมตร ซึ่งทางโครงการก็ซ่อนรางม่าน พร้อมให้ม่านมาด้วยสำหรับบริเวณนี้ จึงทำให้ยังได้ความเป็นส่วนตัวของพื้นที่ Walk-in Closet อยู่นะครับ

ด้านในบริเวณนี้จะเว้นพื้นที่ไว้ให้สำหรับวางตู้เสื้อผ้าให้นะ ไม่ได้ให้มาด้วย สามารถเลือกรูปแบบมาตกแต่งเองได้ครับ

ส่วนนี้จะเป็นประตูบานเลื่อนที่เชื่อมต่อไปยังพื้นที่หน้าห้องน้ำครับ เป็นแบบรางแขวนด้านบนไม่ต้องกลัวสะดุด

บริเวณทางเดินนี้ให้ไฟ Downlight ตามแนว 2 ดวงครับ

มาต่อกันที่ห้องที่ 2 ซึ่งเป็นห้อง 2 Bedroom ขนาด 75 – 76 ตร.ม. ซึ่งจะมีความพิเศษตรงที่เป็นห้องที่ใช้ Vertical Interlocking Concept นั่นเอง ความพิเศษของห้องนี้คือเป็นห้องลักษณะตัว L ซึ่งจะทำให้ได้ความรู้สึกของการเป็นห้องมุม ทั้งส่วนของห้องนั่งเล่น และห้องนอน นอกจากนั้นลองสังเกตดูในผังนะครับ ส่วนพื้นที่ที่ติดกับภายนอกอาคารทั้งหมดจะได้เป็นแนวกระจก แม้กระทั่งส่วนห้องนอนรองที่นำระเบียงมาวางคั่นก็ทำให้ได้ ช่องแสงเต็มแนวภายในห้องนอนด้วย

ขอแบ่งพื้นที่ภายในออกเป็น 8 ส่วน Foyer ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ระเบียง ห้องนอนรอง ห้องนอนหลัก และห้องน้ำครับ เริ่มเข้ามาที่ทางเข้าห้อง จะมีพื้นที่หน้าห้องที่เราเรียกกันว่า Foyer ถูกแบ่งพื้นที่ชัดเจนด้วยระดับพื้น จากนั้นเดินขึ้นไปจะมีห้องน้ำทางขวามือ และทางแยกไปยังส่วนต่างๆของห้อง เป็นส่วนแบ่งพื้นที่พักผ่อน และพื้นที่ส่วนกลางในห้องอย่างชัดเจน เลี้ยวขวาจะเจอส่วนห้องครัว ซึ่งเป็นครัวเปิด จากนั้นพื้นที่จะถูกแบ่งด้วยระดับพื้นอีกครั้ง ที่ห้องนั่งเล่น ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังระเบียงได้ ย้อนกลับเข้ามาดูส่วนพื้นที่พักผ่อน จะมีห้องนอนรองที่ได้ช่องเปิดกว้างตลอดแนวมองเห็นพื้นที่ระเบียง จากนั้นเข้าไปที่ห้องนอนหลักที่มีจุดเด่นที่เป็นห้องมุม มีห้องน้ำภายในส่วนตัวของตัวเองด้วย ไปดูของจริงกันเลยครับ

ส่วนแรกของห้องคือ Foyer ด้านหน้า ถูกแบ่งพื้นที่ด้วยระดับพื้นถึงฝ้า 2.8 เมตร ก่อนจะขึ้นบันไดไปยังส่วนต่อไป ด้านข้างมีพื้นที่สำหรับทำชั้นวางรองเท้า หรือที่นั่งใส่รองเท้าได้ ส่วนนี้สำคัญนะครับ สำหรับเตรียมตัวในการเข้าหรือออกจากห้อง นอกจากนั้นยังช่วยจำกัดพื้นที่ของความสกปรกที่อาจจะติดตามมากับรองเท้าให้สามารถทำความสะอาดได้ง่ายเป็นจุดๆ ไม่เข้าไปภายในตัวห้อง

มีระยะ 2 x 1.4 เมตร  ค่อนข้างกว้างนะสามารถจัดได้ตามต้องการเลยครับ หรือจะดูห้องตัวอย่างเป็นไอเดียก็ได้นะ

ส่วนต่อไปจะต้องขึ้นบันไดไป 3 ขั้น ซึ่งจะมีระยะเพิ่มขึ้นประมาณ 40 เซนติเมตร เมื่อเดินขึ้นไป ทางฝั่งขวามือจะมีห้องน้ำหลักของห้องนี้ครับ เข้าไปดูกัน

ภายในห้องน้ำมีขนาดค่อนข้างกว้างนะ ตกแต่งด้วยพื้นและผนังเป็นกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน มีลักษณะห้องเป็น 4 เหลี่ยมผืนผ้า มีให้ครบทั้งอ่างล้างมือ โถสุขภัณฑ์ และส่วนอาบน้ำที่ให้ฉากกั้นอาบน้ำมาให้ด้วย

พื้นที่ภายในห้องน้ำถือว่าก็ไม่ได้เล็กนะครับ ขนาดกำลังดี ใช้งานได้สบายเลย โถสุขภัณฑ์ก็นั่งแล้วเหลือพื้นที่สบายๆ ส่วนทางเข้ามาขอบยกขึ้นประมาณ 1-2 เซนติเมตรครับ

ส่วนอ่างล้างมือและโถสุขภัณฑ์มีผนัง Low Wall มาให้เช่นเคยครับ ลักษณะและยี่ห้อจะเหมือนกับห้องก่อนหน้านี้นะครับ

ส่วนอาบน้ำก็มีฉากกั้นอาบน้ำเป็นกระจกนิรภัยให้มาด้วยจาก VRH เช่นเคย

ส่วนภายในห้องอาบน้ำมีพื้นที่ 150 x 85 เซนติเมตร สำหรับยืนอาบน้ำได้สบายๆ

ส่วนอาบน้ำเขาให้มาทั้ง Hand Shower และ Rain Shower ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์มาจาก Grohe นะครับ

ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสีพร้อมไฟ Downlight 2 ดวง และพัดลมระบายอากาศครับ

เดินลึกเข้าไปภายในจะมีพื้นที่ที่เป็นส่วนแบ่งระหว่าง Living Area และ Common Area ครับ ฝั่งซ้ายมือคือห้องนอนหลัก ตรงกลางคือห้องนอนรอง และซ้ายมือเป็นส่วนห้องครัวและพื้นที่นั่งเล่นภายในตัวห้อง ลองเดินไปดูภายในตัวห้องกันก่อนนะครับ

เลี้ยวขวามาเจอส่วนครัวเลยครับ เป็นพื้นที่ครัวเปิด อาจจะต้องระวังกลิ่นและควันจะไปรบกวนพื้นที่อื่นๆภายในห้องด้วยนะ มีระดับพื้นถึงฝ้าอยู่ที่ 2.4 เมตร ซึ่งด้านข้างจะมีบันไดลงไปยังพื้นที่นั่งเล่นที่จะเป็นตัวแบ่งพื้นที่ในส่วนนี้ครับ

ส่วนเคาน์เตอร์ของครัวจะมาเป็นแบบเดิมเหมือนห้องก่อนหน้านี้ครับ หน้าบานต่างๆเป็น High Gloss สีขาว

หน้าเคาน์เตอร์ครัวมีพื้นที่ประมาณ 80 เซนติเมตร ซึ่งเพียงพอต่อการยืนทำครัวนะครับ ให้กระจกนิรภัยกันตกมาให้ด้วยนะ ส่วนนี้ผมชอบนะครับ ยังรักษาความโปร่งโล่งของพื้นที่ได้ แถมยังได้ความปลอดภัยด้วยนะครับ ส่วนบันไดด้านข้างมีระยะทางเดินอยู่ประมาณ 1 เมตรครับ เดินขึ้นลงสบายๆ แต่ถ้าต้องถือจานอาหาร ขึ้นลงบันไดอาจจะต้องระวังกันด้วยนะครับ เพราะไม่ได้มีราวให้จับแบบเป็นชิ้นเป็นอัน แอบๆอันตรายเหมือนกันนะ

ด้านบนมีช่องเปิดหลากหลายเช่นเดิมครับ เลือกเก็บของได้เยอะทีเดียว

ส่วนระดับกลางนี้จะมีวัสดุปิดผิวเป็นหินสังเคราะห์เช่นกัน มีอ่างล้างจานสเตนเลสหลุมเดี่ยวจาก Zucchetti แบบเดิม ส่วนเตาแม่เหล็กไฟฟ้าจาก Smeg เช่นเดิม แต่จะเพิ่มขึ้นมาเป็น 4 หัว พร้อมเครื่องดูดควันต่อท่อออกภายนอก

นอกจากนั้นด้านข้างยังมีไมโครเวฟและเตาอบในตัวเดียวจาก Smeg มาให้ด้วยครับ

ด้านล่างยังมีลักษณะเหมือนเดิมกับห้องก่อนหน้านี้ครับ สำหรับวางเครื่องซักผ้าแบบบานเปิดด้านหน้า และช่องใต้อ่างล้างจานที่เป็นหน้าบานที่ผูกกับถังขยะ และช่องแยกสำหรับใส่อุปกรณ์ต่างๆมาให้

เมื่อลงมาจะมีพื้นที่รับประทานอาหาร แต่อย่างที่บอกก็ต้องระวังกับพื้นที่บันไดเวลาเดินขึ้นลงกันสักนิด แต่ผมชอบพื้นที่ด้านล่างนะครับ ที่ได้ระดับพื้นถึงฝ้าถึง 3.5 เมตร และได้ช่องแสงจากด้านข้างด้วย ค่อนข้างโล่งทีเดียว พื้นที่บริเวณนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านเลยครับ

มองต่อเข้าไปภายในห้องนะครับ จะเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่นที่ค่อนข้างกว้างเลยล่ะ มีแนวกระจกกว้างตลอดแนวอาคารและเชื่อมต่อกับระเบียงได้ด้วย

พื้นที่ห้องนั่งเล่นของห้องตัวอย่างจัดไว้ให้มีพื้นที่ทำงานอยู่ภายในด้วย ซึ่งดูจากขนาดพื้นที่แล้วก็สามารถจัดได้สบายๆเลยครับ บริเวณนี้เป็นส่วนของพื้นที่ที่ถูกลดโครงสร้างลงมาในชั้น Stack Floor จึงทำให้มีระยะพื้นถึงฝ้าที่สูง 3.5 เมตร ส่วนภายในห้องนอนจะสูง 2.8 เมตร และถ้าเป็นชั้นที่สลับกันกับชั้นนี้ จะมีพื้นภายในห้องเป็นพื้นเรียบระดับเดียวทั้งหมด ไม่มีบันไดภายในห้อง แต่ระดับฝ้าภายในห้องจะเป็น 3.5 เมตร และ 2.8 เมตร อิงตามโครงสร้างพื้นของชั้นนี้ครับ

ในห้องตัวอย่างจัดแบบมีพื้นที่ทำงานอยู่หลังโซฟา สามารถดูทีวีไปด้วยได้ ทำงานไปด้วยได้ โดยจะมีระยะดูทีวีที่พื้นที่โซฟาอยู่ที่ 2.1 เมตร ด้านหน้าเป็นประตูเชื่อมต่อไปออกระเบียงครับ

แวะมาดูหลังโซฟากันก่อน จะมีพื้นที่โต๊ะทำงานจัดไว้ ผนังด้านหลังก็ Built-in เป็นชั้นวางของ ซึ่งของจริงจะไม่ได้ให้มาด้วยนะ

พื้นที่จากหลังโซฟาถึงผนังประมาณ 1.65 สามารถวางโต๊ะทำงานได้ มีพื้นที่ให้ใช้งานได้จริงครับ

ไฮไลท์ของห้องนี้คงจะไม่พ้นแนวกระจกเข้ามุม และหน้าต่าง Full Height ขนาดใหญ่ยาวตลอดแนวครับ ที่สำคัญสามารถเปิดระบายอากาศ รับลมได้ด้วยนะ เป็นบานเปิดแบบ Double Slice บานละ 1 x 2.8 เมตร

มีแนวกระจกกันตกให้ด้วย รักษาความปลอดภัยได้และยังได้ความโปร่งโล่งอยู่เช่นเดิม

บริเวณนี้ให้ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี พร้อมไฟ Downlight 6 ดวงครับ

มาดูกันต่อที่ระเบียงอีกฝั่ง เป็นระเบียงขนาดไม่ใหญ่นัก และไม่ได้วิวโล่งมาก อาจจะเป็นพื้นที่ออกไปนั่งสูดอากาศได้ แต่การวางระเบียงไว้ตรงนี้ก็มีข้อดีเหมือนกันนะ เพราะทำให้ห้องนอนรองที่ติดกับพื้นที่ระเบียงได้ช่องแสงที่เป็นแนวกระจกยาวตลอดแนวห้องนั่นเอง

ประตูบานเลื่อนกรอบบานอลูมิเนียมกระจกเขียวใสตัดแสง มาพร้อมตัวล็อคและรางที่พื้นครับ

พื้นที่ภายนอกมีขนาดประมาณ 175 x 90 เซนติเมตร วางเก้าอี้ตัวเล็กๆนั่งจิบกาแฟได้อยู่นะครับ

มีราวกันตกเป็นกระจกช่วยให้ดูโล่งขึ้นไปอีก ส่วนวิวจะไม่โล่งมากนัก เพราะขนาบข้างกับห้องนอนหลักของเราเอง

ภายนอกจะทาสีเข้มได้เป็นไฟ downlight 1 ดวงครับ

ย้อนกลับเข้ามาภายในตัวห้อง ไปดูส่วนพักผ่อนกัน จะมีประตู 2 บาน สำหรับห้องนอนทั้งสองของห้องนี้ ไปดูห้องนอนรองกันก่อนนะ (ประตูบานสีฟ้า)

เปิดเข้ามาจะมีขนาดห้องไม่ได้ใหญ่มากนัก ซึ่งในห้องตัวอย่างวางเตียง 3.5 ฟุต พร้อมพื้นที่ทำงานด้านข้าง หรือใครที่ชอบนอนเตียงใหญ่อาจจะวางเป็นเตียง 5 ฟุต แล้วผลักให้ชิดผนังก็ได้ แต่ข้อดีของห้องนี้คือได้แนวกระจกยาวตลอดแนวห้อง จากพื้นที่ระเบียงเมื่อสักครู่

พื้นที่ภายในห้องไม่ได้ใหญ่นัก ต้องเผื่อพื้นที่สำหรับด้านข้างไว้ด้วยนะ

เพราะมีช่องว่างไว้ให้ สำหรับวางตู้เสื้อผ้าได้

แนวกระจกยาวตลอดแนวครับ ได้ช่องแสง ส่วนนี้จะไม่ได้ความร้อนมากนัก เพราะตัวอาคารอาคารจะช่วยบังแดดได้ด้วย แต่จะได้แสงสว่างตลอดเวลากลางวันแน่นอนครับ มีช่องเปิดสามารถเปิดรับลมระบายอากาศได้ด้วยนะ

มองออกไปเห็นพื้นที่ระเบียงเมื่อสักครู่เลยด้วย เอาจริงๆก็จะมองเห็นเข้าไปถึงส่วนของห้องนั่งเล่นเลย แนะนำให้ติดม่านทึบไว้ด้วยสำหรับความเป็นส่วนตัว

วิวจากห้องนอนรอง อาจจะไม่ใช่วิวที่ดีสุด แต่ก็ถือว่าไม่ธรรมดาเหมือนกันนะครับ

ห้องนี้ฝ้าฉาบเรียบทาสีและได้ไฟ Downlight 2 ดวง

มาต่อกันที่ห้องนอนหลัก ซึ่งจะมีประตูเข้าไปเป็นส่วนสุดท้ายของห้องครับ

เมื่อเปิดประตูเข้ามาจะเป็นโถงทางเดินยาวเข้าไปก่อน ซึ่งได้ความเป็นส่วนตัว ประตูตรงหน้าเลยจะเป็นส่วนของห้องน้ำภายในห้องนอนหลักนี้นะครับ

ทางเดินบริเวณนี้มีพื้นที่ด้านข้างสำหรับวางตู้เสื้อผ้าไว้ให้ด้วยนะ เหลืองทางเดินประมาณ 1.1 เมตร ก่อนจะเลี้ยวไปถึงตัวห้องนอนลองเข้าไปดูภายในห้องน้ำกันก่อนนะครับ

ห้อง Master Bathroom ของห้องนี้ จัดเต็มมาให้เลยทีเดียว รูปร่างหน้าตาโดยรวมอาจจะเหมือนๆกับก่อนหน้านี้นะครับ แต่ที่เป็นจุดเด่นเลยคือมีอ่างอาบน้ำริมหน้าต่างมาให้ด้วย

ขนาดห้องภายในก็ค่อนข้างกว้างเลยนะ ใช้งานสบายเลยล่ะ

อ่างล้างมือและโถสุขภัณฑ์จัดให้มาแบบเดิมครับพร้อมผนัง Low Wall สำหรับวางของด้านหลัง

ส่วนอาบน้ำให้ฉากกั้นอาบน้ำกระจกนิรภัยจาก VRH เช่นเคย ด้านในมีแนวกระจกสูงจากขอบอ่างถึงฝ้าเลย

พื้นที่อาบน้ำขนาดกำลังดี 150 x 90 เซนติเมตร มีขอบยกสูงขึ้น 1-2 เซนติเมตร

จัดมาให้ทั้ง Hand Shower และ Rain Shower จาก Grohe เช่นเดิม

ไฮไลท์ของเราอยู่ที่อ่างอาบน้ำจาก Grohe เป็นอ่าง Jacuzzi หัว jet 6 หัว ติดขอบแนวหน้าต่าง รับ City View ด้านบนมีพื้นที่เว้นไว้ให้สำหรับติดมู่ลี่เพื่อบังสายตาด้วยนะครับ นอกจากนั้นยังมีช่องเปิดด้านข้างสำหรับระบายอากาศได้ด้วย

ห้องนี้ให้ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี และไฟ Downlight 3 ดวง และนอกจากนั้นตัวห้องน้ำติดกับภายนอกอาคารแล้วยังได้พร้อมพัดลมระบายอากาศมาด้วยนะ

ส่วนต่อไปเป็นห้องนอนหลักครับ จะมีทางเดินเลี้ยวเข้าไปด้านบน

มีแนวผนังสามารถ built-in ทำตู้วางของ หรือประดับตกแต่งได้ค่อนข้างหลากหลาย เพราะเหลือพื้นที่พอสมควรเลยครับ

ตัวห้องนอนใหญ่เปิดรับวิวค่อนข้างกว้าง เพราะเป็นห้องมุม ได้แนวกระจกสูงจากพื้นถึงฝ้าระยะ 2.8 เกือบจะรอบด้าน จัดเป็นห้องที่รับวิวสวยที่สุดไปเต็มๆเลยครับ

ขนาดพื้นที่ห้องเหลือค่อนข้างเยอะนะครับ สามารถวางเตียงขนาด 6 ฟุตได้ มีพื้นที่เดินได้รอบเตียงสบายๆ

ช่องแสงต่างๆเหล่านี้ยังมีจุดที่สามารถเปิดรับลมระบายอากาศได้นะ เป็นบานกระทุ้งให้ฝั่งละ 1 บาน ซ้ายและขวา

ด้านขวาก็มีเช่นกัน ข้อเสียของการเปิดรับวิวโล่งขนาดนี้ คือการไม่มีผนังไว้สำหรับแขวนทีวี จึงจะได้ทีวีด้านข้างแบบในห้องตัวอย่างครับ ส่วนสำหรับใครที่ไม่ได้ชอบนอนดูทีวีอยู่แล้วก็ไม่เป็นผลกระทบอะไรครับผม

ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี ให้ไฟ Downlight มา 4 ดวงครับ สำหรับห้องนี้

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 28 March 2019

  • 1 Bedroom ชั้น 10 ห้อง D07 เนื้อที่ 49.07 ตร.ม. ราคา 12.55 ล้านบาท
  • 1 Bedroom ชั้น 30 ห้อง D07 เนื้อที่ 49.11 ตร.ม. ราคา 14.02 ล้านบาท
  • 2 Bedrooms ชั้น 10 ห้อง B11 เนื้อที่ 74.97 ตร.ม. ราคา 19.81 ล้านบาท
  • 2 Bedrooms ชั้น 30 ห้อง B11 เนื้อที่ 75.93 ตร.ม. ราคา 22.32 ล้านบาท

  • Fully Fitted
  • ฝ้าเพดานสูง 2.8 / 3.0 / 3.5 เมตร
  • Kitchen & Sink
  • Hob & Hood
  • Shuttle Bus
  • จอง 50,000 / 100,000 บาท
  • ทำสัญญา 100,000 / 200,000 บาท
  • ค่ากองทุน 850 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง 85 บาท/ตร.ม./เดือน ชำระล่วงหน้า 1 เดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ


เจาะลึกรวบยอด

ทำเล – โครงการ Ashton Silom ตั้งอยู่บนถนนสีลม เป็นทำเลที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ย่านสีลม-สาทร ที่เรียกได้ว่าเป็น CBD อันดับต้นๆของประเทศ มีอาคารสำนักงาน ธนาคาร ศูนย์การค้า ร้านค้า โรงแรม สวนสาธารณะขนาดใหญ่อย่างสวนลุมพินีที่อยู่ไม่ไกลมากนัก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเป็นแหล่งรองรับหนุ่มสาวออฟฟิศ และนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โครงการอยู่กึ่งกลางของถนนสีลมตรงแยกสีลม-นราธิวาส ระหว่างโซนเจริญและความพลุกพล่านสูง(ฝั่งแยกสีลม-นราธิวาส ค่อนไปทางแยกศาลาแดง) และความพลุกพล่านปานกลาง (ฝั่งแยกสีลม-นราธิวาสถึงแยกบางรัก) ดังนั้นที่ตั้งโครงการตรงนี้จึงเป็นที่สามารถเข้าถึงถนนสีลมได้ง่ายทั้งสองฝั่งหรือจะไปออกถนนนราธิวาสราชนครินทร์เพื่อไปสาทรก็ง่ายเหมือนกันเพราะอยู่ใกล้สี่แยกพอดี แต่ข้อเสียที่หนีไม่ได้คือปัญหารถติดเพราะถึงจะออกได้หลายด้าน แต่ถนนรอบๆบริเวณนี้ก็มีรถไฟฟ้ามาตัวเลือกในการเดินทางได้อีกทางหนึ่งครับ

การเดินทางโดยใช้รถ – ถือว่าสะดวกเช่นกัน เพราะตัวโครงการติดถนนใหญ่มีข้อดีที่เข้าถึงง่าย เราสามารถไปออกถนนรอบข้างได้หลากหลาย ทั้งจากถนนสีลม, ถนนสุรวงศ์ และถนนสาทร แต่รอบๆถนนสีลมมีถนนที่เป็นทาง One way เยอะ อย่างเช่น ถนนสุรวงศ์ ถนนมเหสักข์ ดังนั้นหากจะเลี้ยวเข้าถนนสีลมต้องดูดีๆหน่อย เพราะหากเลยแยกหรือเลยถนนทีนี่ต้องกลับรถกันยาวเลย ส่วนพื้นที่จอดรถภายในโครงการจะมีให้ ประมาณ 309 คันคิดเป็น 72% ซึ่งตรงนี้แอบเสียดาย ที่คอนโดระดับ Ultimate ราคาสองแสนกว่าๆยังให้ที่จอดรถไม่ถึง 100%

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ – ถือว่าสะดวกเพราะยังอยู่ในระยะเดิน ตัวโครงการห่างจากสถานี BTS ช่องนนทรี ประมาณ 350 เมตร ถ้าจะใช้ MRT ก็ต้องไปที่สถานีสีลม มีระยะประมาณ 900 เมตร แต่หน้าโครงการเป็นถนนใหญ่ เรียกรถสาธารณะ รถแท็กซี่ง่าย แถมตัวโครงการเองก็มีรถ Toyota Alphard รับส่งให้ ตอนนี้ยังไม่สรุปเส้นทางนะครับ คาดว่าจะเป็น BTS ศาลาแดง/MRT สีลม

วัสดุ – จัดว่าสมน้ำสมเนื้อกับราคาตารางเมตรละสองแสนกว่าบาท ซึ่งจริงๆแล้วคอนโดระดับนี้เรื่องคุณภาพวัสดุเป็นอีกหนึ่งปัจจัยมีผลมาจากระดับของราคา แต่อีกปัจจัยก็คือความชอบและความพอใจของผู้ซื้อด้วยเช่นกัน ฟังก์ชั่นต่างๆในโครงการและแนวคิดของตัวโครงการ ที่นี่ให้แบบ Fully Fitted เริ่มที่ Digital Door Lock หน้าห้อง พื้นครัวและห้องน้ำเป็นเกลซพอร์ซเลนที่มีคุณสมบัติดูดซึมต่ำกว่าแกรนิตโต้ ดูแลรักษาได้ง่ายกว่า และพื้นห้องส่วนอื่นเป็น Engineering Wood ชุดครัวเป็นท็อปหินสังเคราะห์ อ่าง Zucchettti และเตาไฟฟ้าจาก Smeg ส่วนห้องน้ำจะใช้สุขภัณฑ์ของ Kohler และอุปกรณ์อาบน้ำจาก Grohe ส่วนอ่างอาบน้ำเป็นอ่าง Jacuzzi หัว jet 6 หัว ได้ฉากกั้นอาบน้ำกระจกนิรภัยจาก VRH ด้วย ระบบปรับอากาศเป็นระบบ VRV แบบ Concealed Type ไม่ต้องมีตำแหน่งวาง Condensing Unit โครงการ Drop ฝ้า ซ่อนรางม่านและแถมม่านทึบมาให้ด้วย

การออกแบบ – ถือว่าทางอนันดาจัดเต็มกับตัวนี้พอสมควรเลยนะครับ รวบรวมนักออกแบบแนวหน้าของประเทศมาอยู่ในโครงการนี้ทั้ง A49, Trop Landscape และ PIA Interior รวมถึงยังได้ศิลปินต่างๆมาทำงาน Sculture ตกแต่งส่วนต่างๆภายในโครงการอีก เริ่มจาก Landscape ด้านหน้าแทนการใช้รั้วโครงการ มีการเล่นระดับของพื้นที่ โดยมีทางเดิน Cross Over ผ่าน Sunken Garden ด้านล่าง มีน้ำตกไหลอยู่รอบๆ สร้างบรรยากาศที่แปลกตาดี รวมถึงตัวอาคารที่มีการแยก Tower เจาะช่อง Void ตรงกลาง ให้มีการเพิ่มพื้นที่ห้องมุมให้มายิ่งขึ้น สอดคล้องกับพื้นที่ภายในห้องที่เน้นการรับวิวจากรอบด้าน และการใช้ลูกเล่นที่เรียกว่า Vertical Interlocking Concept เป็นการใช้แผ่นพื้นต่างระดับมาสลับไขว้กันไปมาในแต่ละชั้น หากมองจากภายนอกจะเห็นรูปด้านอาคารมีพื้นที่ Interlock กันเป็นรูปตัว L สลับกันไปมา ส่งผลต่อพื้นที่ภายในให้เกิดพื้นที่พิเศษที่เรียกว่า Stack Floor ที่จะเห็นได้ในห้อง Type A แบบ 2 Bedroom โดยในห้องจะมีการเล่นระดับพื้นทำให้เกิด Floor to Ceiling สูง 2.8 เมตร และ 3.5 เมตรในห้องเดียวกันเป็นการแบ่งพื้นที่ภายในห้องให้เป็นสัดส่วนตามการใช้งาน ได้ความรู้สึกในการอยู่อาศัยเหมือนบ้านมากขึ้น ส่วน Interior ที่สำคัญคือการนำงาน Craft ต่างๆมาใช้ แสดงว่าความปราณีตและมีระดับ 

ส่วนการออกแบบภายในตัวห้องพักอาศัยหลักๆเลยคือการทำให้สอดคล้องกับการออกแบบอาคาร ด้านบนที่ผมพึ่งอธิบายไปทั้งเหตุผลของการเจาะช่อง Void และการใช้ Vertical Interlocking Concept ตัวห้องพักอาศัยจึงจะเน้นการเปิดช่องแสงและการใช้พื้นที่กรอบอาคารให้คุ้มค่า เพื่อให้ได้วิวมุมกว้างในหลายตำแหน่งของตัวห้อง เพราะมีระดับพื้นถึงฝ้าที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะมีรูปแบบห้องที่มีระดับพื้นให้เลือก 2 แบบ สำหรับความต้องการที่ต่างกัน ตามความชอบ และจะได้บรรยากาศภาพรวมภายในห้องที่ต่างกัน ส่วนห้อง 45 ตร.ม.ที่มีห้องน้ำอยู่ตรงกลาง ก็น่าสนใจเหมือนกันครับ จะทำให้ได้ช่องเปิดรอบห้องมากยิ่งขึ้น ได้พื้นที่การเชื่อมต่อระหว่างห้องน้ำและส่วนอื่นๆซึ่งถือว่าเป็นมุมมองที่แตกต่างภายในห้อง แลกกับการเสียพื้นที่บางส่วนภายในห้องไป ส่วนฟังก์ชั่นอื่นๆก็ถือว่าวางได้ลงตัวนะครับ สำหรับการแบ่งส่วนพักผ่อนและส่วนใช้งานภายในห้อง รวมถึงจะได้เป็นครัวเปิดซึ่งจะทำให้ห้องดูโล่งกว้างแบบที่ต้องการ แต่อาจจะต้องแลกกลิ่นและควันในการประกอบอาหารบ้างนะ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วก็อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ครับว่าโครงการระดับนี้เน้นที่ความพึงพอใจและความชอบส่วนบุคคลเป็นหลัก

สาธารณูปโภค – Facilities ของโครงการให้มาค่อนข้างเยอะ ตั้งแต่พื้นที่ทางเดินและ สวนที่เป็น Sunken Garden ด้านหน้า เข้ามาภายใน Lobby จะมีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ ทั้งภายในจะมี Waiting Lounge และ Mail room มี Shop ให้อีก 2 ร้าน ที่คาดว่าจะเป็นร้านอาหารพรีเมี่ยมที่ต้องรอดูต่อไปว่าจะเป็นอะไร Facilities หลักๆจะอยู่ในชั้น 34, 34M และ 48 โดยในชั้น 34 จะมี สระว่ายน้ำแยกสระเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้ง Onsen และ Jacuzzi มีห้องออกกำลังกาย ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า มีห้องน้ำแยกชายหญิง โดยของผู้ชายจะมีห้องซาวน่า ส่วนผู้หญิงเป็นห้อง Steam ถัดมาเป็นชั้น 34M จะมี Library, Theatre Lounge, Business Lounge ส่วนชั้น 48 จะมี Social Club, Botanical Lounge โดยพื้นที่ส่วนกลางเหล่านี้สามารถขึ้นลิฟต์แล้วถึงเลย ไม่ต้องเดินผ่านบันไดหนีไฟให้เหนื่อย แต่ถ้าอยู่ฝั่ง Tower A อาจจะต้องย้ายลิฟต์มาฝั่ง Tower B หลังจากชั้น 34 ขึ้นไปนะ ในโครงการจะมีลิฟท์โดยสาร 5 ตัวต่อหนึ่งอาคาร คิดเป็นอัตราส่วน 86 : 1 ซึ่งโดยรวมฟังก์ชั่นส่วนกลางครบถ้วนและมีฟังก์ชั่นพิเศษมาเพิ่มเติมให้แบบจัดเต็มครับ

Judgement

ราคาของคอนโดระดับ ULTIMATE CLASS ความคุ้มค่าด้านราคาไม่ใช่ปัจจัยหลักเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งผู้ที่ต้องการซื้อคอนโดในระดับนี้คงต้องมีความพึงพอใจและความชอบจนมองข้ามราคาไปอย่างแน่นอน ดังนั้นความคุ้มค่าด้านอารมณ์คือปัจจัยหลักอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตราบเท่าที่ทางเรายังไม่สามารถวัดค่ามาตรฐานทางอารมณ์ได้ จึงมิอาจให้คะแนนได้ครับ

BOTTOM LINE

Ashton Silom เหมาะกับคนที่มองหาคอนโดใจกลางเมืองบนถนนสีลม ชื่นชอบ Product ที่ดูดีมีสไตล์ ดีไซน์โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ ชอบห้องมุม สามารถมองวิวได้กว้างๆ ฝ้าเพดานสูง มีห้องเล่นระดับให้เลือก Facilities จัดเต็ม ใช้รถส่วนตัวและมีรถไฟฟ้าเป็นตัวเลือกในการเดินทาง มีงบประมาณเริ่มต้นที่ 8 ล้านบาท หรือมีกำลังผ่อนเดือนละประมาณ 56,000 บาทขึ้นไป