รีวิวฉบับที่ 1679 … หลังจากผ่านมา 2 ปีโครงการ Beatniq ก็พร้อมเปิดให้ชมอาคารจริงกันได้แล้วนะคะ ต้องบอกว่าโครงการนี้ถือเป็นโครงการระดับ Super Luxury Class ที่มีการตกแต่งแปลกใหม่ด้วยการดึงกลิ่นอายยุค Mid Century Modern (MCM) ซึ่งถือเป็นจุดแตกต่างจากโครงการระดับเดียวกันที่มักจะเน้นความ Luxury หรูหราค่ะ จะเป็นอย่างไรเราไปชมตึกเสร็จกันเลยนะคะ

 

Fact @ 11 September 2018

  • Beatniq (บีทนิค)
  • SC Asset Corporation Plc.
  • Super Luxury CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ : บนถนนสุขุมวิท (ข้างซอยสุขุมวิท 32) เขตคลองเตย
  • คอนโด High Rise 34 ชั้น 1 อาคาร 197 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 9 ยูนิต
  • ที่จอดรถประมาณ 193 ช่องจอด คิดเป็น 98%
  • ที่ดินประมาณ 1-3-69 ไร่
  • 1 Bedroom 43 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 12 ล้านบาท
  • 1 Bedroom 57 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท
  • 2 Bedroom 80 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 22 ล้านบาท
  • 2 Bedroom 107 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 29 ล้านบาท
  • Duplex 96 – 103 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 27 ล้านบาท
  • Penthouse 162 – 207 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 51 ล้านบาท
  • ฝ้าเพดานสูง 2.8 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 12 ล้านบาท
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรทั้งโครงการ 285,000 บาท/ตร.ม.
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่ำสุด-สูงสุด 276,000 – 325,000 บาท/ตร.ม.
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • Call Center : 1749

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วค่ะ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างค่ะ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.725860, 100.575693

อ่านรีวิวทำเลโครงการคอนโด BEATNIQ ฉบับเต็มได้โดย คลิกที่นี่

MAP1

ที่ตั้งของโครงการ Beatniq ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิทฝั่งเลขคู่ ติดกับซอยสุขุมวิท 32 ที่เป็นซอยตัน แต่ก่อนพื้นที่แปลงนี้เป็นที่ตั้งของ Rex Hotel โรงแรม Low Rise ที่ออกแบบมาในยุค Mid Century Modern ซึ่งทางโครงการก็นำกลิ่นอายดั้งเดิมของบริบทเก่ามาเป็นต้นไอเดียในการออกแบบโครงการเช่นกันค่ะ

ต้องบอกว่าทำเลที่ติดถนนสุขุมวิท และอยู่ในย่านใจกลางเมืองหาได้น้อยลงในทุกวัน รวมไปถึงราคาที่ดินที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่เป็นอย่างนี้เนื่องจากเป็นทำเลที่มีความเจริญสูง ทั้งในเรื่องของการคมนาคม ความอุดมสมบูรณ์ บรรยากาศสภาพแวดล้อมโดยรอบ

มีศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม บ้านพักอาศัยขนาดใหญ่อยู่เยอะ โดยเฉพาะที่ตั้งโครงการ อยู่ระหว่างสถานี BTS พร้อมพงษ์-ทองหล่อที่เหมือนอยู่ระหว่างย่าน 2 ย่านที่มีความแตกต่างกัน พร้อมพงษ์จะเหมือนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคนเมืองที่ไม่ได้ต้องการความวุ่นวายเหมือนอโศก-สีลม แต่ก็ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เรียกว่าครบครับมาก ส่วนทองหล่อก็จะเป็นแหล่งที่เที่ยว Community Mall คึกคักทั้งกลางวันและกลางคืน

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทำเล

การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเข้าโครงการสามารถทำได้จากหลายเส้นทาง แต่ทุกเส้นก็จะต้องมาบรรจบกันที่ถนนสุขุมวิทหน้าโครงการอยู่ดี เพราะซอยสุขุมวิท 32 ที่ติดกับแปลงที่ดินเป็นซอยตัน และการกลับรถจากฝั่งเลขคี่มาเลขคู่ก็สามารถทำได้ แต่ก็แล้วการเลือกจุดกลับรถ เพราะถ้ากลับรถใกล้ไปก็จะทำให้ค่อนข้างกระชั้น ไม่สามารถเลี้ยวเข้าโครงการได้เลย

  • ถ้ามาจากบางนาก็สามารถตรงยาวมาบนถนนสุขุมวิทเลขคู่ได้เลย
  • ถ้ามาจากอโศกหรืออยู่บนถนนสุขุมวิทฝั่งเลขคี่ ก็จะต้องไปกลับรถที่สามแยกตรง BTS ทองหล่อ ไม่ใช่ซอยสุขุมวิท 49 นะคะ ถึงแม้ว่าจุดกลับรถนั้นใกล้กว่า เพราะกระชั้นไปและปริมาณรถมาก เบียดเข้าได้ยาก
  • ถ้ามาจากทองหล่อ-เพชรบุรีจะต้องเลี้ยวขวาที่สามแยกใกล้กับ BTS ทองหล่อเช่นกันเพื่อเข้าถนนสุขุมวิทเลขคู่ ถ้ามาจากเพชรบุรีก็แนะนำให้เข้าทองหล่อนะคะ เพราะแม้ว่าทองหล่อจะมีปริมาณรถมาก แต่ถนนใหญ่ สามารถวิ่งได้เรื่อยๆ
  • ถ้ามาจากพระรามสี่ฝั่งขาออกที่เป็นถนนที่ขนานกับถนนสุขุมวิทจะต้องเลี้ยวซ้ายเข้าที่ซอยสุขุมวิท 36 ตรงไปสุดซอยทางออกจะอยู่บนถนนสุขุมวิทฝั่งเลขคู่

ส่วนการขึ้นทางด่วนนั้นก็จะมีด่านอยู่ที่ท่าเรือตรง MRT คลองเตยทั้งขาเข้าเมืองจะอยู่ที่ถนนพระรามสี่ขาออก และออกเมืองที่ถนนพระรามสี่ขาเข้า ส่วนการลงทางด่วนก็จะอยู่ที่เส้นพระรามสี่เช่นกัน

MAP2

การเดินทางโดยใช้ระบบขนส่งสาธารณะ สถานที่ใกล้ที่สุดคือสถานี BTS ทองหล่อที่อยู่บนเส้นสุขุมวิท โดยจะมี Skywalk จากตัวสถานีมาลงตรงหน้าซอยสุขุมวิท 36 ห่างจากโครงการประมาณ 250 เมตร ส่วนสถานีถัดมาคือจาก BTS พร้อมพงษ์ อยู่ห่างจากโครงการประมาณ 700 เมตร โดยถัดจากสถานี BTS พร้อมพงษ์ไปก็จะเป็นสถานี Interchange อย่าง BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท ทำให้สามารถเปลี่ยนเส้นทางได้ง่ายกว่าที่จะไปใช้ MRT คลองเตย ที่อยู่บนถนนพระรามสี่ที่ขนานกับถนนสุขุมวิท ในเขตรอบๆพื้นที่แท๊กซี่เรียกง่าย และมีทางม้าลายข้ามถนนสุขุมวิทเป็นระยะๆ

ความอุดมสมบูรณ์รอบโครงการถ้านับเป็นระยะเดินก็ไม่ค่อยมีให้เลือกมาก ทั้งฝั่งสุขุมวิทเลขคู่และเลขคี่ เพราะบนทางเท้าก็ไม่มีการขายอาหารใดๆ ใกล้ที่สุดเห็นจะเป็น Community Mall ที่มีชื่อว่า Rainhill อยู่บนถนนสุขุมวิทเลขคี่ ปากซอยสุขุมวิท 37 ต้องข้ามทางม้าลายไป มีร้านอาหารอร่อยหลายสัญชาติ คาเฟ่ดังๆ นอกจากนั้นในระยะเดินก็น่าจะต้องเดินยาวมาถึงช่วง BTS พร้อมพงษ์ที่มีตั้งแต่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ตระกูล Em ไปจนถึงร้านอาหารตามห้องแถวและรถเข็น มีร้านนวด ร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่ในซอยสุขุมวิท 34 เต็มไปหมด ส่วนทางทองหล่อก็ต้องเข้าไปยังซอยทองหล่อหรือสุขุมวิท 55 ซักซอยทองหล่อ 13 ก็จะเป็นแหล่งรวมร้านอาหารดังๆมากมาย รวมถึง Community Mall ที่อยู่ตรงปากซอยต่างๆ

MAP6 surrounding

พื้นที่รอบข้างของโครงการ Beatniq บนถนนสุขุมวิทใกล้ๆคืออาคารพาณิชย์สูงประมาณ 3-4 ชั้นติดถนนใหญ่ บ้างเปลี่ยนสภาพเป็นร้านขายของ ร้านอาหาร แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงสภาพเดิมคือเป็นแค่ทางเข้าของที่อยู่อาศัย ในซอยสุขุมวิท 32 ที่เป็นซอยตัน ก็เป็นทางเข้าของบ้านพักาอาศัยขนาดใหญ่หลายหลัง ทำให้ไม่มีตึกสูงในระยะประชิด ขยับออกมาวงกว้างหน่อยทางฝั่งสุขุมวิทเลขคู่ก็ยังมีคอนโดสร้างเสร็จ 3 โครงการใกล้ BTS ซึ่งจะมีผลกระทบกับวิวระยะไกลของทางฝั่งตะวันออก นอกนั้นทางทิศใต้และตะวันตกที่เป็นคอนโด Low Rise ก็ไม่ได้มีผลต่อวิว

การเดินทางเข้าโครงการ ถ้ามีทางเข้า-ออกทางเดียวคือจากถนนสุขุมวิท การมี U-turn เยื้องโครงการไปหน่อยถือว่าค่อนข้างกระชั้นพอสมควร หากรถไม่โล่งในช่วงนี้แนะนำให้ไปกลับช่วงก่อนซอยสุขุมวิท 28 ซึ่งห่างไปประมาณ 400 ม. ด้วยระยะอาจจะไม่ไกลมาก แต่หากรถติดก็เสียเวลาพอสมควรเลยค่ะ แต่หากรถโล่งก็จะสามารถกลับรถได้ทั้งสองทาง และรถจากซอยสุขุมวิท 49 ก็สามารถเลี้ยวออกมาต่อท้ายที่ถนนสุขุมวิทขาเข้าได้ รวมถึงจากหน้าโครงการก็มีรถรอเลี้ยวเข้าซอยสุขุมวิท 49 เช่นกัน

  • ทิศเหนือ : ถนนสุขุมวิทที่รถติดอาจทำให้เกิดมลภาวะ และด้านบนคือรางรถไฟฟ้า ซึ่งเวลาเดินรถอาจจะมีเสียงบ้าง
  • ทิศตะวันออก : อาคารพาณิชย์สูง 3-4 ชั้น และบ้านพักอาศัย
  • ทิศใต้ : บ้านพักอาศัย มีคอนโด Low Rise นิดหน่อยที่ซอยสุขุมวิท 34
  • ทิศตะวันตก : บ้านพักอาศัยและอาคารพาณิชย์ มีคอนโด Low Rise แต่ไม่อยู่ในระยะประชิด

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะคะ


เจาะลึกตัวโครงการ

โครงการ BEATNIQ จัดเป็นหนึ่งในโครงการ Highlight ของทาง SC Asset ในปีนี้เลยค่ะ ด้วยสไตล์การออกแบบที่แตกต่างจากโครงการระดับ Segment เดียวกันอย่างฉีกแนวไปเลยก็ว่าได้ ด้วยการนำสไตล์ยุค MCM (Mid Century Modern) ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนเน้นความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน โดยใช้รูปทรงเรขาคณิต และวัสดุธรรมชาติ ไม่แต่งเติมมาก (สัจจะวัสดุ) มาเป็นแกนหลักในการออกแบบโครงการนี้

ซึ่งชื่อโครงการก็นำมาจากกลุ่มคนในยุคนั้นที่เรียกตัวเองว่า Beatnik รวมกับ Unique (เอกลักษณ์) = BEATNIQ นั่นเองค่ะ ทั้งนี้หลายคนอาจจะนึกภาพสถาปัตยกรรมและสถาปนิกชื่อดังในยุคนั้นไม่ออก ก่อนเข้าสู่โครงการเราจะยกตัวอย่างมาให้ดูกัน เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักกัน

ขอบคุณภาพจาก http://theglasshouse.org/ farnsworthhouse.org และ www.archdaily.com

ยกตัวอย่างงานสถาปัตยกรรมดัง อย่างภาพบนคือ Villa Savoye ของสถาปนิกที่มีชื่อเสียงอย่าง Le Corbusier ขวาล่างคือ The Glass House ที่ออกแบบโดย Philip Johnson และซ้ายล่างคือ Farnsworth House จาก Mies van der Rohe ที่มักรู้จักจากผลงานดังชื่อ Barcelona Pavillion ค่ะ

Print

เร่ิมต้นที่ Master Plan ทางเข้ารถและทางเข้าคนเดินเข้าได้จากถนนสุขุมวิทขาเข้าระหว่างซอยสุขุมวิท 32 และ 34 ที่ดินโครงการรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูตอนลึก รูปทรงอาคารเป็นสี่เหลี่ยมเกือบจัตุรัสที่มี Setback จากถนนใหญ่ด้านหน้า ออกแบบให้เป็น Landscape ที่มีความน่าสนใจ โดยมีสวนและ Dipping Pool เพิ่มบรรยากาศภายในโครงการได้ดี

เส้นทางการขับรถเข้ามาจะเจอเข้ามาจะเจอ Drop-off อยู่ทางขวามือ หน้าทางเข้า Lobby ซึ่งถ้าเป็นรถที่มาส่งก็จะสามารถวนออกได้เลย รถลูกบ้านก็จะขึ้นไปที่จอดรถชั้น 2-6 ได้ตามปกติ ส่วนรถที่เข้ามาจอดเป็นรถแขกลูกบ้านก็สามารถจอดได้รอบพื้นที่ชั้น 1 หรือถ้าเป็นรถส่งของที่ต้องการใช้ Service Lift ก็จะมาจอดที่ทางตะวันตกของคอนโดก็จะตรงกับพื้นที่ลิฟท์พอดี ไม่ปะปนกับส่วนลิฟท์โดยสารด้านใน อัตราส่วนที่จอดรถอยู่ที่ 98%

ในส่วนของการใช้งาน จะมี Lobby ที่เข้าได้จากส่วน Drop-off ตัวพื้นที่ด้านในสูง 4.5 เมตร ด้านในมี Reading Lounge ที่มี Meeting Room และห้องน้ำในตัว ที่ชั้น 1 ยังมีห้องน้ำแขกแยกชาย-หญิงที่มีทางแยกเดินเข้าห้องนิติบุคคลได้เลย ส่วนห้อง Mailbox จะอยู่ใกล้ทางเดินเข้าลิฟท์โดยสาร 3 ตัว คิดเป็นอัตราส่วนลิฟท์ที่ 66:1 พื้นที่ด้านในอาคารจะต่อกับพื้นที่ด้านหน้าตรงที่ Lobby จะมีการออกแบบให้เป็น Semi-outdoor ได้ด้วยการทำ Fin หรือบานเปิดส่วนหน้าโครงการรับลม ซึ่งจะเป็นวิว Landscape หน้าโครงการที่ออกแบบให้มีทางเดินและ Dipping Pool

ด้านหน้าโครงการออกแบบเป็นรั้วทึบสูงตกแต่งด้วยลายหินอ่อนสวยงาม ข้อดีของการยกรั้วทึบนี้คือคนภายนอกและรถที่ขับผ่านไปมาไม่สามารถมองเห็นบรรยากาศภายในโครงการเลยค่ะ ในส่วนนี้จึงช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้โครงการได้ดีมาก

เข้ามาภายในโครงการกันต่อนะคะ บริเวณนี้จะไม่ได้มีการกั้นรั้วเหมือนซุ้มทางเข้าโครงการทั่วไป เนื่องจากทางเข้าที่อยู่ติดกับถนนใหญ่เลย หากมีการชะลอเพื่อเข้าโครงการอาจเพิ่มปัญหารถติดมากขึ้นได้ ซึ่งการเข้า-ออกส่วนด้านหน้านี้จะเป็นรปภ.ที่เป็นผู้สแกนลูกบ้านและแขกที่เข้ามาติดต่อค่ะ โดยจุดสแกนบัตรจะมีในส่วนทางขึ้นไปยังชั้นจอดรถแทนนะคะ

หากถามว่าสัญลักษณ์ของโครงการ Beatniq คืออะไร? เชื่อว่าทุกคนต้องนึกถึง Facade รูปสี่เหลี่ยมที่มีมิติเงาที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ โดยสัญลักษณ์นี้นอกจากจะทำเป็น Facade แล้วยังนำมาออกแบบภายในอีกด้วยค่ะ

บริเวณที่เป็น Facade นี้ชัดๆ เลยคือส่วนที่จอดรถ ปกติแล้วด้านหน้าที่จอดรถเป็นอะไรที่โครงการทั่วไปมักจะไม่ได้ใส่ใจ หรือให้ความสำคัญในการออกแบบมากนัก แต่ที่นี่ถือว่าลงทุนในการตกแต่งด้านหน้าของที่จอดรถจนกลายเป็นจุดขายที่ทุกคนสนใจได้ค่ะ

ความสวยงามของ Facade นี้ยิ่งเจอแสงและเงาเพิ่มไปทำให้เห็นรูปทรงที่ชัดมากขึ้นด้วยนะคะ เป็น Details ที่น่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์ดีทีเดียว

จากนั้นเรามาดูบริเวณที่จอดรถกันต่อนะคะ ทางขึ้นจะอยู่ถัดไปจากจุด Drop-Off ค่ะ

การเข้า-ออกของที่นี่ใช้เป็นระบบ Keycard Access ระยะใกล้

ภายในที่จอดรถตกแต่งเรียบง่ายแต่เรียบร้อยสวยงามนะคะ อย่างพื้นก็เป็นพื้นขัดมันให้ด้วยค่ะ

บรรยากาศส่วนที่จอดรถกับ Facade นี้ เพิ่มมิติให้ภายในที่จอดรถได้ด้วยนะคะ เหมือนได้หลอดไฟสี่เหลี่ยมล้อมเป็นผนังเลยค่ะ ในส่วนที่จอดรถเป็นระบบ Conventional 98% หากรวมซ้อนคันแล้วก็ถือว่าห้องพักทุกห้องมีที่จอดอย่างน้อย 1 คันแน่ๆ แต่ไม่มีการ Fix คันนะคะ จะมีเฉพาะห้อง Penthouse เท่านั้นที่ให้สิทธิในโฉนด Fix 1 ช่องจอด

มาต่อที่บริเวณ Dipping Pool และสวนหน้าโครงการ สำหรับสระนี้หลักๆ ตั้งใจออกแบบให้เป็นเหมือน Hard Scape สวยงามและได้ไอความเย็นจากสระพัดเข้าสู่ภายในอาคารได้ และนอกจากนี้ก็สามารถใช้เป็นสระว่ายน้ำเด็กได้เช่นกันค่ะ ความลึกของสระจะอยู่ที่ประมาณ 60 ซม.

บริเวณด้านข้างสระออกแบบให้เป็นพื้นที่นั่งเล่นพร้อมม้านั่ง และมี Cover Way เป็นระแนงยาวไปตามทางเดินสวน

มุมมองจากสวนมาที่บริเวณ Dipping Pool สวยทีเดียวค่ะ เป็นเพราะสระทั้งหมดตกแต่งด้วยลายหินอ่อนสีขาวสะอาดตา

สำหรับสวนด้านหน้าออกแบบให้เป็นเนินสูงเพื่อใช้สวนเชื่อมกับจุดชมวิวชั้น 2

บรรยากาศในสวนปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้บรรยากาศร่มรื่นมากขึ้น และมีการออกแบบขั้นบันไดเน้นความสวยงามเป็นหลักนะคะ เวลาเดินจริงจะไม่สะดวกเท่าบันไดทั่วไป

ชั้นบนเป็นพื้นที่ชมวิวขนาดใหญ่แบบกลางแจ้ง ซึ่งหากมีการจัดกิจกรรมก็สามารถมาจัดในชั้นนี้ได้นะคะ

ถัดมาในส่วน Drop-Off บริเวณนี้ออกแบบให้เป็นพื้นที่คล้ายกับ Lobby โรงแรม มีหลังคาหลุมกันแดดกันฝนได้ดีมาก พร้อมพื้นที่จอดรถพิเศษ 2 ช่องจอด

ประตูทางเข้าเน้นความ Classic Moden ด้วยกระจกสีชาดำ สูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน ตัดกับผนังด้านข้างที่เล่นลายหินอ่อน

เข้ามาภายในเจอกับส่วน Lobby ก่อนเลยค่ะ บรรยากาศบริเวณนี้เน้นตกแต่งด้วยสีดำ ครีมและทอง ดูสุขุม พร้อมกับความโปร่งโล่งด้วยกระจกแบบ Full Height สูงร่วม 4.2 ม. ตัดด้วยกรอบสีดำเส้นตรงดูสวยงาม สำหรับฝั่งที่ติดกับ Dipping Pool ด้านหน้าออกแบบให้เป็นประตูบานหมุนเปิดได้ทุกบาน สามารถปรับให้พื้นที่ Indoor ด้านในนี้เป็น Semi-Outdoor รับลมภายนอกได้ค่ะ

ถัดจาก Lobby ต้อนรับมาออกแบบให้เป็น Reading Lounge ซึ่งก็คือพื้นที่ทำงานหรือพื้นที่นั่งพบปะเพื่อคุยธุรกิจ และงานกันได้ ซึ่งเหมาะมากกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ในปัจจุบันที่มักมีธุรกิจกัน และไม่เน้นทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน บางคนทำงานที่บ้านก็มี ดังนั้นทางโครงการจึงจัดพื้นที่ให้ลูกบ้านสามารถนัดแขกของตัวเองมาคุยงานได้ ทั้งนี้แยกออกเป็น 2 โซนย่อยด้วยกันคือห้องประชุม และพื้นที่นั่งเล่น

ภายในห้องประชุมสามารถรองรับจำนวนที่นั่งได้ถึง 10 ที่นั่งด้วยกัน

ส่วนภายนอกออกแบบให้เป็นเสมือนพื้นที่นั่งคุยธุรกิจกันสบายๆ พร้อมบรรยากาศชมวิวสวนภายนอก

ถัดมาอีกฝั่งนึงของทางเข้า Lobby มีเคาน์เตอร์ Concierge จาก Jones Lang Lasalle คอยบริการลูกค้าในด้านต่างๆ รวมไปถึงการจ้าง Personal Trianing ส่วนตัวเพื่อช่วยดูแลการออกกำลังกายต่างๆของลูกค้า เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

บริเวณถัดไปเป็นพื้นที่เคาน์เตอร์สำหรับนิติบุคคล และฝั่งตรงข้ามคือส่วน Mail Box ตรงไปด้านในสุดเป็นส่วนโถงลิฟต์

ภายใน Mail Box ตกแต่งสวยงามด้วยการใช้ไฟทั้งแบบ Indirect Light และ Up Light ทำให้ตู้จดหมายดูโดดเด่นมากขึ้น

ส่วนที่น่าสนใจมากกว่าการเป็น Mail Box ทั่วไปคือการนำ Technology มาเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น จากแต่ก่อนเวลาจะเอาจดหมายทีเราต้องไขกุญแจเปิด แต่โครงการนี้ไม่จำเป็นแล้วค่ะ เพราะเราสามารถเปิดได้เพียงใช้รหัสผ่านเท่านั้น นอกจากนี้หากเราซื้อของออนไลน์มาแล้วไม่ได้อยู่รับของเอง ทางนิติบุคคลจะรับไว้ให้พร้อมใส่ใน Smart Locker และส่งรหัสผ่านให้ลูกบ้านคนนั้นเพื่อลูกบ้านจะมารับของเองเมื่อไหร่ก็ได้ที่สะดวก ซึ่งสะดวกมากสำหรับคนที่มักกลับบ้านดึก หรือออกจากบ้านก็เช้า ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่นิติบุคคลทำงานค่ะ

บริเวณโถงลิฟต์กั้นพื้นที่สำหรับลูกบ้านโดยเฉพาะเท่านั้นถึงสามารถเข้าสู่โถงลิฟต์ได้ด้วยการ สแกนบัตรด้านหน้าโถง

สำหรับโครงการนี้มีลิฟต์โดยสารทั้งหมด 3 ตัวด้วยกัน คิดเป็นอัตราส่วนอยู่ที่ 65.6 : 1 ถือเป็นโครงการ High Rise ที่มีความหนาแน่นต่ำมากค่ะ ข้อดีคือไม่ต้องรอลิฟต์นาน รวมไปถึงมีความเป็นส่วนตัวสูงอีกด้วยนะคะ

บรรยากาศภายในตัวลิฟต์เป็นอะไรที่เราชอบมาก เพราะนำ Facade ภายนอกมาถอดสัญลักษณ์เป็น Pattern สี่เหลี่ยมจัตุรัสกรอบสีขาวเรืองแสงและปิดรอบข้างด้วย Background สีดำโดดเด่นมาก ยังไม่รวมกับการเล่นแสงกับฝ้าเพดานด้วยนะคะ ส่วนตัวลิฟต์นี้เป็นลิฟต์แบบล็อกชั้น จำเป็นต้องใช้บัตรสแกนทุกครั้งที่จะขึ้นห้องพักอาศัยของตัวเอง หรือชั้น Facilities เพื่อความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

Print

ในชั้น 2-6 เป็นชั้นที่จอดรถทั้งหมดนะคะ และชั้น 7 จึงจะเริ่มเป็นชั้นที่มีส่วนของห้องพักและ Facilities โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน

  • ส่วนแรก คือ งานระบบจะอยู่ตรงกลางของอาคาร ได้แก่ ลิฟท์โดยสาร 3 ตัว บันไดหนีไฟตรงกลาง และลิฟท์ส่งของ
  • ส่วนที่สอง คือ ห้องพักที่อยู่ฝั่งใต้ของอาคาร มีห้องพักในชั้นนี้ทั้งหมด 4 ห้อง คือ 1 ห้องนอน 3 ยูนิต และ 2 ห้องนอน 1 ยูนิตที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของโครงการ โดยจะมีระบบรักษาความปลอดภัยคือแตะ Keycard จากประตูที่กั้นตรงลิฟท์โดยสารอีกชั้นนึง (Double Access) เหมาะกับคนที่เน้นใช้ Facilities ต้องการความสะดวกสบายในการเข้าถึง
  • ส่วนที่สาม คือ พื้นที่ส่วนกลางที่อยู่ทางฝั่งเหนือของอาคาร ออกมาจากลิฟท์จะเจอพื้นที่ริมสระก่อนถึงสระว่ายน้ำขนาด 24 x 9 เมตร โดยข้างๆก็จะมีทางเดินไปยังห้องน้ำแยกชาย-หญิง อีกฝั่งเป็น Fitness Room และ Boxing Area ที่พื้นที่ริมสระก็จะมีบันไดวนขึ้นไปยัง Floating Pavilion ที่อยู่ที่ระดับประมาณชั้น 7 ครึ่ง

Print

จากบันไดวนของพื้นที่ริมสระว่ายน้ำชั้น 7 ก็จะมาที่ Floating Pavilion ระดับชั้น 7 ครึ่ง ซึ่งเป็นทางเดินรอบอาคารฝั่งเหนือหน้าโครงการที่เชื่อมกับส่วน Facility อื่นๆในอาคารชั้น 8 โดยมีบันได้ขึ้นไปอีกครึ่งชั้นคือส่วน Kids’ Lounge และอีกฝั่งคือ Yoga Studio

ส่วนห้องพักก็จะมี 4 ยูนิตเท่าชั้น 7 แบบเหมือนกัน คือ 1 ห้องนอน 3 ยูนิต และ 2 ห้องนอน 1 ยูนิต อยู่ทางทิศใต้ของคอนโด

ขึ้นมาที่ชั้น 7 กันต่อนะคะ ในชั้นนี้การตกแต่งส่วนโถงลิฟต์เน้นกระเบื้องลายหินอ่อนที่มีลายเท่ห์โฉบเฉี่ยวมากขึ้น ฝ้าเพดานด้านบนมีซ่อนไฟแบบ Indirect Light สวยงามค่ะ บริเวณโถงลิฟต์นี้แยกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งแรกคือส่วนที่พักอาศัย ซึ่งกั้นด้วยประตูบานเปิดกระจกที่จำเป็นต้องสแกนบัตรผ่านเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกบ้านในชั้นอื่นๆ รบกวนความเป็นส่วนตัว

และอีกฝั่งเป็นประตูเปิดไปยังส่วน Facilities หลักของโครงการ

ตรงออกมาเจอมุมมองนี้เลยค่ะ เป็นมุมมองที่สระน้ำตื้นเชื่อมกับ Pavillion Pool และเห็น Floating Pavilion ที่เป็นทางเดินบนสระว่ายน้ำ ทั้งหมดรายล้อมด้วยการตกแต่งหินอ่อนมีความลายที่ค่อนข้างละเอียดกระทบกับสระว่ายน้ำ เป็นหนึ่งในจุด Highlight ของสระว่ายน้ำเลยค่ะ

อีกมุมหนึ่งจากบริเวณระดับขอบสระว่ายน้ำนะคะ สังเกตว่าหากเราว่ายน้ำหรือนั่งเล่นในสระจะได้วิวประมาณนี้ค่ะ โดยวิวคือ Floating Pavillion แทนที่จะเป็นวิวอาคารภายนอกนะคะ แต่ถ้าหากใครอยากจะมีพื้นที่นั่งพักผ่อนแบบชิวๆก็สามารถที่จะมานั่งทำงานหรืออ่านหนังสือ บนพื้นที่ Floating Pavillion และมองวิวสระว่ายน้ำ กลับเข้ามาชมตัวอาคารและงานสถาปัตยกรรมในโครงการ

สำหรับทางเดินและการตกแต่งทั้งผนัง เสา ต่างๆ เป็นหินอ่อนทั้งหมด ดูสวยงามทีเดียวค่ะ ในช่วงกลางคืนมีการเล่นไฟในสระซึ่งช่วยสะท้อนความเป็นหินอ่อนมากขึ้นด้วย

ทางเดินไปยังห้องน้ำออกแบบเป็นทางเดินเล่นกับระดับน้ำตื้น

บรรยากาศภายในห้องน้ำตกแต่งด้วยการเล่นลวดลายทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส และหินอ่อน บริเวณอ่างล้างมือออกแบบเป็นตู้กระจกเงาซ่อนไฟแบบ Indirect Light ทั้งด้านบนและล่าง ส่วนอ่างล้างมือส่วนกลางถือว่าให้มาดีทีเดียวค่ะ ใช้ยี่ห้อ TOTO พร้อมกับก๊อกน้ำแบบฝังในผนัง

ด้านข้างติดตั้งตู้ Locker ให้สวยงาม

ภายในห้องน้ำให้โถสุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียวจาก TOTO พร้อมฝาอัตโนมัติและรีโมทด้านข้าง ถือว่าให้มาดีทีเดียวนะคะ

ถัดมาจะมีทั้งห้อง Sauna ห้อง Steam และห้องอาบน้ำค่ะ

สำหรับห้องอาบน้ำหญิงมีเพียงห้องเดียวนะคะ ถือว่าให้มาไม่มากนัก ในช่วงเวลาที่คนมาว่ายน้ำมากๆ ก็ไม่เพียงพอในการใช้งานได้ ส่วนเรื่องวัสดุอย่างฝักบัวสายอ่อนนี้ถือว่าให้มาดีเช่นกัน เพราะเป็นฝักบัวแบบฝังผนังพร้อมปรับน้ำร้อน-น้ำเย็นได้

ขึ้นไปดูส่วน Floating Pavillion กันต่อนะคะ โดยสามารถขึ้นจากบริเวณสระว่ายน้ำได้เลยค่ะ เพราะมีเชื่อมด้วยบันไดเวียนนี้ นอกจากใช้งานได้แล้ว ยังเป็นเหมือน Sculpture ตกแต่งพื้นที่นี้อีกด้วย

สำหรับ Floating Pavillion นี้นอกจากเป็นพื้นที่นั่งเล่นชมวิวแล้วหน้าที่หลักคือการเชื่อมพื้นที่ส่วนกลางในชั้นบน อย่างห้อง Kid’s Room และห้อง Fitness อีกด้วยค่ะ สำหรับห้อง Kid’s Room นี้เราจะยังไม่ได้พาไปชมนะคะ เพราะอยู่ในช่วงกำลังก่อสร้างภายในอยู่

สระว่ายน้ำหรือ Pool Pavillion นี้แม้จะเป็นสระแบบ Outdoor นะคะ แต่ด้วยความที่อยู่ระหว่างอาคารและ Floating Pavillion นี้ช่วยบังแสงแดดได้ดีทีเดียว ในช่วงเวลากลางวันก็ไม่โดนแดดมากนัก สำหรับขนาดของสระประมาณ 24 x 9 ม. เป็นขนาดที่สามารถใช้ว่ายน้ำเพื่อออกกำลังกายอย่างจริงจังได้เลยค่ะ

บรรยากาศบริเวณ Floating Pavillion มีการจัดชุดโต๊ะเก้าอี้แบบ Outdoor หันทั้งเข้าส่วนสระและวิวด้านนอก ไว้ให้ลูกบ้านได้นั่งเล่นชมวิวชิลๆ

สำหรับวิวจาก Floating Pavillion นี้คือมุมนี้เลยค่ะ เป็นมุมที่หันไปทางถนนสุขุมวิท โดยฝั่งตรงข้ามคือซอยสุขุมวิท 49 ค่ะ

สุดทางเชื่อมกับห้อง Fitness โดยตรงเลยค่ะ

สำหรับห้อง Fitness นี้แบ่งออกเป็น 2 ชั้นด้วยกัน โดยชั้นล่างออกแบบให้เป็นห้อง Fitness แบบ Active โดยมีเครื่องออกกำลังกาย และมุมเวทเทรนนิ่ง ส่วนชั้นบนเป็นห้อง Yoga Studio ค่ะ ไปดูในชั้นล่างกันก่อนนะคะ

ลักษณะของชั้นล่างนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ได้ฝ้าเพดานยกสูงแบบ Double Volume ทำให้บรรยากาศภายในโปร่งโล่งมากขึ้น

เครื่องออกกำลังกายในโครงการใช้ยี่ห้อ Life Fitness ซึ่งเป็นยี่ห้อเครื่องออกกำลังกายอันดับต้นๆ เลยทีเดียวค่ะ นอกจากนี้เครื่องออกกำลังกายเองสามารถ Sync ระหว่างกันให้สามารถแข่งกันออกกำลังกายได้ หรือจะดู Netflix ไปด้วยก็ได้ไม่น่าเบื่อค่ะ

เครื่องออกกำลังกายทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 13 เครื่องด้วยกัน และยังมีแท่นต่อยมวยอีก 2 เครื่องพร้อมมุมเวทเทรนนิ่ง เรียกว่าเต็มพื้นที่เลยทีเดียวค่ะ เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานของลูกบ้านได้มากที่สุด ส่วน Personal Training นี้ทางโครงการจะให้เป็นหน้าที่นิติบุคคลตัดสินใจว่าจะมีการจ้างเป็นประจำหรือไม่นะคะ ทั้งนี้ทาง Concierge โครงการสามารถจัดให้ลูกบ้านได้ค่ะ หากลูกบ้านสนใจ

ขึ้นมาที่ชั้นบนก่อนเข้าสู่ Yoga Studio มีพื้นที่นั่งเล่นรองรับติดริมหน้าต่าง

ภายในห้อง Yoga Studio นี้เป็นพื้นที่โปร่งโล่งนะคะ พร้อมปูพื้นด้วยลามิเนตเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานมากขึ้น ฝั่งซ้ายเป็นกระจกใส ส่วนฝั่งขวานั้นเป็นกระจกเงาขนาดใหญ่เพื่อใช้เช็ครูปร่างได้ดี ตรงกลางติดตั้งทีวีพร้อมเครื่องเล่นและเครื่องเสียงให้เรียบร้อย ลูกบ้านสามารถมาจัดคลาสเพื่อเล่นโยคะ หรือทำกิจกรรมกันเองได้นะคะ

ชั้น 9, 14-23 เป็น Typical Floor plan ของโครงการนี้ ประกอบไปด้วยห้องพักทั้งหมด 9 ยูนิตเป็นจำนวนห้องพักต่อชั้นสูงสุดของโครงการ คือ 1 ห้องนอน 6 ยูนิต และ 2 ห้องนอน 3 ยูนิต โดยห้อง 2 ห้องนอนจะเป็นห้องมุมทั้งหมด คือฝั่งตะวันออก 2 ยูนิตและห้องมุมทางทิศตะวันตกเฉียงเหนืออีก 1 ยูนิต โดยการเข้าถึงคือต้องแตะ Keycard ออกจากโถงลิฟท์มายังทางเดินเข้าห้อง ทุกห้องได้ทางเดินแบบ Single Loaded Corridor เพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

 

ชั้น 10, 12 และ 24 จะมีแปลนส่วนใหญ่คล้ายกับชั้น Typical Floor plan แต่ห้องทางทิศเหนือตรงกลางสองห้อง จะเปลี่ยนจาก 1 ห้องนอนแบบ 1A และ 1A-M ซึ่งคือชั้นล่างของห้อง Duplex 2 ยูนิตแทน ทำให้ชั้นนี้มี 9 ยูนิตเหมือนเดิม ซึ่งประกอบด้วย 1 ห้องนอน 4 ยูนิต 2 ห้องนอน 3 ยูนิต และชั้นล่างของ Duplex 2 ยูนิต

ต่อเนื่องจากชั้น 10 และ 12 ชั้น 11 และ 12A นี้ก็จะเป็นชั้นที่เหนือขึ้นมาอีก 1 ชั้น ทำให้ห้องฝั่งทิศเหนือตรงกลางเป็นชั้นบนของห้อง Duplex ทำให้ชั้นนี้มี 9 ยูนิตเหมือนเดิม ซึ่งประกอบด้วย 1 ห้องนอน 4 ยูนิต 2 ห้องนอน 3 ยูนิต และชั้นบนของ Duplex 2 ยูนิต ซึ่งปกติเวลาเข้าห้อง Duplex ส่วนใหญ่จะมีการเข้า-ออกที่ชั้นล่างมากกว่า ทำให้ Traffic ลดลงเหลือ 7 ยูนิต แม้ชั้นบนของ Duplex จะมีประตูเข้าออกตามกฎหมายก็ตามค่ะ

ชั้น 25, 27 และ 29 เป็นชั้นที่มีความซับซ้อนของ Floorplan ขึ้นไปอีกเลเวล คือห้องทางทิศเหนือตรงกลาง 2 ยูนิตเป็นห้องชั้นบนของ Duplex และทิศใต้ตรงกลาง 2 ยูนิตเป็นชั้นล่างของ Duplex การออกแบบให้ชั้นของ Duplex ทั้งสองฝั่งมีการเหลือมชั้นกัน ทำให้ลด Traffic ของชั้นนั้นๆได้ดีจาก 9 ยูนิตก็จะเหลือเพียง 7 ยูนิต สร้างความเป็นส่วนตัวของลูกบ้านขึ้นไปอีกชั้น สรุปแล้วชั้นนี้จะประกอบไปด้วย 1 ห้องนอน 2 ยูนิต, 2 ห้องนอน 2 ยูนิต, ชั้นบนของ Duplex 2 ยูนิตที่ฝั่งทิศเหนือ และชั้นล่างของ Duplex 2 ยูนิตที่ฝั่งทิศใต้

ชั้น 26 และ 28 ก็จะสลับกับชั้น 25, 27 และ 29 คือมีห้อง Duplex ชั้นล่างที่ฝั่งเหนือ และห้อง Duplex ชั้นบนที่ทิศใต้ เพื่อลด Traffic และเพิ่มความเป็นส่วนตัว สรุปแล้วชั้นนี้จะประกอบไปด้วย 1 ห้องนอน 2 ยูนิต, 2 ห้องนอน 2 ยูนิต, ชั้นล่างของ Duplex 2 ยูนิตที่ทิศเหนือ และชั้นบนของ Duplex 2 ยูนิตที่ทิศใต้

ต่อมาตั้งแต่ชั้น 30 – 34-M ด้วยกฎหมายที่ต้องมี Setback เข้าไปอีกนิดหน่อย ทางโครงการเลยออกแบบให้เป็นชั้นที่มีห้องพิเศษที่แตกต่าง และมีฟังก์ชันที่ไม่ค่อยเหมือนห้องทั่วไป ที่ชั้น 30 – 33 รวมถึงที่ชั้น 33 และ 34 ก็จะมีพื้นที่ส่วนกลางได้วิวถนนสุขุมวิทวงกว้างอยู่ด้วย

ชั้น 30 เป็นชั้นที่มีพื้นที่ห้องพักทั้งชั้น 7 ยูนิต ประกอบไปด้วย 1 ห้องนอน 1 ยูนิตที่มุมทิศใต้ด้านหลังโครงการ ส่วนแบบ 2 ห้องนอน 3 ยูนิต มี 2 ยูนิตฝั่งตะวันออก และอีกห้องที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนห้องทางทิศใต้ตรงกลาง 2 ยูนิตเป็นชั้นบนของห้อง Duplex ทำให้มี Traffic ในชั้นนี้น้อยเข้าไปใหญ่ และยูนิตพิเศษที่อยู่ทางทิศเหนือตรงกลางของชั้นเป็นห้อง 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ แบบ Duplex

ความพิเศษของห้อง 05 คือไม่มีผนังฝั่งไหนที่ติดกับห้องอื่นเลย จึงทำให้ห้องนี้เป็นห้องที่มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุดค่ะ

ต่อมาที่ชั้น 31 ประกอบไปด้วย 6 ยูนิต คือ 1 ห้องนอน 1 ยูนิตที่ทิศใต้ด้านหลังโครงการ และ 2 ห้องนอน 4 ยูนิตที่ฝั่งทิศใต้ 2 ยูนิต และห้องมุมฝั่งหน้าโครงการทั้งสองห้อง โดยทั้งสองที่อยู่ตรงมุมหน้าโครงการจะมีความพิเศษที่จะมีความสูงพื้นถึงฝ้ามากกว่าห้องอื่นๆที่ 3.5 เมตร จากปกติ 2.8 เมตร ส่วนห้องตรงกลางทิศเหนือเป็นชั้นบนของห้อง 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำแบบ Duplex ที่ต่อเนื่องจากชั้น 30

มาดูที่บรรยากาศบริเวณโถงลิฟต์ในชั้นพักอาศัยกันต่อนะคะ ความน่าสนใจคือดีเทลการออกแบบของโครงการที่ถ้ามาดูจะเห็นถึงการออกแบบที่ลงรายละเอียดได้ดีทีเดียวค่ะ อย่างพื้นนี้ก็ได้ถอดแบบมาจากรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และตรงไปสุดทางของโถงมีภาพศิลปะอยู่ตรงกลางดึงดูดความสนใจ พร้อมกับเลขที่ชั้นอยู่ในภาพเลยค่ะ

ทางเดินกว้างขวาง ฝ้าเพดานด้านบนมีการซ่อนไฟให้ด้วยค่ะ

ส่วนผนังด้านข้างออกแบบเป็นผนังสีขาวพ่นสีเป็น Texture และยังเซาะร่องแยกแต่ละแผ่นผนังซึ่งดูสวยงามแล้วยังง่ายต่อการดูแลรักษาอีกด้วยค่ะ เพราะหากผนังมีการร้าวก็เปลี่ยนเพียงชิ้นเดียว ไม่จำเป็นต้องแก้ผนังทั้งด้าน

Print

บนชั้น 32 มีเพียง 2 ยูนิตคือห้อง Penthouse ฝั่งตะวันออกและตะวันตก 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมสระว่ายน้ำในตัวที่อยู่ด้านหน้าโครงการได้วิวถนนสุขุมวิท ส่วนด้านหลังโครงการทิศใต้จะมี Sky Garden ขนาดใหญ่ไว้เดินเล่นได้ และมีบันไดวนที่เชื่อมพื้นที่ส่วนกลางระหว่างชั้น 32 และ 34

Print

ชั้น 33 มี Penthouse 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำจำนวน 2 ยูนิตทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเช่นกัน แต่ว่าจะเป็นห้องที่ไม่มีสระว่ายน้ำในตัวเหมือนชั้น 32

Print

ต่อมาชั้น 34 เป็นชั้น Facility โดยมี Multi-purpose Room หรือ Sky Lounge อยู่ทางทิศตะวันออกเป็นห้องใหญ่ๆที่มีประตูเปิดออกไปยังพื้นที่ Outdoor ได้ทั้งด้านหน้าและหลังโครงการ โดยที่ด้านหลังจะมีบันไดวนเชื่อมกับพื้นที่ Sky Garden ชั้น 32  ส่วนปีกฝั่งตะวันตกจะเป็นห้องน้ำแยกชาย-หญิง โดยข้างห้องน้ำหญิงฝั่งหน้าโครงการจะมีบันไดซ่อนอยู่ เป็นบันไดที่สามารถขึ้นไปยังชั้น 34-M ที่มี Heated Spa Pool แบบ Outdoor อยู่มีกันสาดยื่นออกมาบังแดดให้เรียบร้อย

เราขึ้นมาที่ชั้น 34 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโครงการกันนะคะ เพื่อดู Facilities ในชั้นนี้จากนั้นลงมาไปชั้น 32 กันค่ะ

ออกมาจากส่วนโถงลิฟต์แล้วจะเจอกับ Single Loaded Corridor ยาวโดยฝั่งซ้ายเป็นห้อง Sky Lounge ส่วนฝั่งขวาเป็นห้องน้ำ สวน และทางขึ้นไปยัง Heated Spa Pool ค่ะ

เริ่มต้นกันที่ห้อง Sky Lounge กันก่อนนะคะ สำหรับห้องนี้จะอยู่ฝั่งซ้ายมือของรูปนะคะ ส่วนฝั่งขวาเป็นทางออกไปยังทางเดินชมวิวภายนอก ซึ่งเชื่อมกับบันไดเวียนลงไปยังชั้น 32 ค่ะ

บรรยากาศภายใน Sky Lounge ที่นี่จัดมาได้สวยมาก ที่ชอบมากคือการออกแบบที่ให้ความรู้สึกเหมือน The Glass House โดยล้อมรอบด้วยกระจกสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานด้วยความสูงแบบ Double Volume

ภายในจัดพื้นที่ให้ทั้งพื้นที่นั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหารแบบ Long Table และ Kitchen สำหรับทำอาหารจัดปาร์ตี้ได้ค่ะ

บริเวณพื้นที่นั่งเล่นนี้มีชุดโซฟาพร้อมเก้าอี้ด้านข้าง ตรงข้ามติดตั้งทีวีขนาดใหญ่ สามารถมานั่งดูทีวีชิลๆ พร้อมชมวิวมุมสูงภายนอกได้ดี เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศดูทีวีนั่งเล่นในห้องตัวเอง

อีกด้านข้างห้องนี้จะสังเกตเห็นการตกแต่งผนังและเสาที่ใช้เป็นไม้ลอนดูสวยงานและแปลกใหม่ดีค่ะ

อีกฝั่งจัดให้เป็นพื้นที่ครัวฝรั่ง ที่มีอุปกรณ์ทำอาหารครบครัน ทั้งเตาอบ Hob & Hood ตู้เย็น พร้อมทั้ง Wine Cellar ครบในการทำอาหารและการจัดปาร์ตี้ค่ะ

ภายนอก Sky Lounge นี้ออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับ BBQ กันได้ค่ะ ซึ่งทางโครงการจะมีการติดตั้งเตาไว้ให้สำหรับปิ้งย่างได้ง่าย พร้อมชุดโต๊ะเก้าอี้แบบ Outdoor

จากนั้นลงมาที่ชั้น 32 กันนะคะ ผ่านบันไดเวียนสีขาว ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Highlight โครงการเลยนะคะ บันไดเวียนนี้ถ้าดูจากรูปนี้จะเห็นชัดมาก ด้วยความที่เป็นบันไดอยู่ติดกับอาคารภายนอก ก็จะได้วิวมุมกว้างตลอดเส้นทางที่เดินลงไปชั้น 32 เลยค่ะ

ลักษณะบันไดวนเชื่อมจากส่วนทางเดินของชั้น 34 ลงมาที่ส่วน Garden ของชั้น 32

บรรยากาศบริเวณพื้นที่สวนที่ไม่ได้เป็นเพียงสวนชั้นดาดฟ้าเท่านั้นค่ะ เพราะออกแบบให้เป็นพื้นที่นั่งเล่นด้วย แต่ละจุดมีการคั่นพื้นที่ด้วยสวนเพื่อให้แต่ละโซนที่นั่งได้ความ Private มากขึ้น

บริเวณพื้นที่ม้านั่งสามารถนั่งชมวิวกันได้เลยค่ะ เพราะราวกันตกใช้เป็นกระจกใส่แบบยกสูง

ถัดมาอีกฝั่งตรงข้าม Sky Lounge กันต่อนะคะ ซึ่งจะมีห้องน้ำ สวน และ Heated Spa Pool ค่ะ

บรรยากาศภายในห้องน้ำนี้เน้นความหรูหรามากขึ้นจากห้องน้ำส่วนกลางในชั้น 7 นะคะ แต่ในส่วนของวัสดุ สุขภัณฑ์ต่างๆ ใช้แบบเดียวกันเลยค่ะ ยังคงใช้สุขภัณฑ์เกรดดี

อย่างโถสุขภัณฑ์ที่ให้ฝาอัตโนมัติ รวมไปถึงฝักบัวสายอ่อนที่เดินท่อก๊อกแบบฝังผนัง ดูสวยงามและเนี้ยบ

ด้านในสุดมีหน้าต่างระบายอากาศ และด้านข้าง Built-in ตู้ล็อกเกอร์ให้เรียบร้อย

ถัดจากห้องน้ำมาแล้วเดินตรงไปสุดทางจะเห็นประตูกระจกซึ่งเชื่อมไปยังสวนชั้นดาดฟ้านะคะ

บริเวณสวนชั้นนี้การตกแต่งจะคล้ายคลึงกับสวนชั้น 32 เพียงแต่มีขนาดกะทัดรัดลงมาหน่อย แต่แลกมากับความเป็นส่วนตัวมากขึ้น รวมไปถึงต้นไม้ที่ปลูกในสวนนี้จะเน้นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่บริเวณใกล้ม้านั่ง เพื่อให้คนที่มานั่งเล่นได้ร่มเงาจากต้นไม้ไม่ร้อน

ติดกับประตูออกไปยังสวนนี้มีทางขึ้นไปยัง Heated Spa Pool ซึ่งตำแหน่งทางขึ้นจะอยู่ฝั่งซ้ายมือของสวนค่ะ

ที่ชอบมากๆ คือดีเทลที่เน้นความเรียบง่าย อย่างราวจับบันไดแทนที่จะติดตั้งมือจับแบบยื่นออกมา ซึ่งง่ายกว่าด้วยนะคะ แต่ทางโครงการเลือกที่จะเซาะร่องแทนเพื่อดูสวยงาม เรียบง่ายมากขึ้น

บรรยากาศบริเวณ Heated Spa Pool นี้ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างนะคะ ซึ่งเราเก็บภาพมาก่อนล่วงหน้าให้คุณผู้อ่านได้มาดูก่อนนะคะ ขนาดยังไม่เสร็จก็ดูสวยแล้วนะคะ เนื่องจากได้วิวดีจากทั้ง 2 ฝั่งเลยค่ะ

สำหรับ Heated Spa Pool นี้เป็นสระแบบรวมนะคะ ไม่ได้แยกชาย/หญิง ทั้งนี้เรามองว่าการไม่แยกสระส่งผลกระทบในเรื่องส่วนตัวระดับนึง เพราะการใช้งานของ Heated Spa Pool มีความแตกต่างจากสระที่ใช้เล่นน้ำออกกำลังกาย เนื่องจากลักษณะการใช้งานจะเป็นการนั่งแช่ นั่งนวด เป็นหลัก ไม่ใช่เป็นกิจกรรมที่ Active อาจมีความเขินอายได้เหมือนกัน

ปิดท้ายด้วยวิวจากมุมสูง ในทิศเหนือหันไปยังซอยสุขุมวิท 49 เป็นวิวที่ได้วิวโปร่งโล่งและรับ City View แบบเต็มที่

ทิศตะวันออกหันไปทางฝั่งทองหล่อนะคะ ฝั่งนี้มีคอนโดเพื่อนบ้านในระยะใกล้อยู่เช่นกัน แต่เป็นระยะที่ไม่ได้ประชิดมากจนเสียความเป็นส่วนตัวค่ะ

ทิศใต้หันไปทางบางกระเจ้า ซึ่งในชั้นบนสุดพอที่จะมองเห็นโค้งบางกระเจ้าไกลๆ นะคะ ส่วนวิวถือว่าเป็นวิวที่โปร่งโล่งมากที่สุดโดยใกล้ๆ โครงการส่วนใหญ่จะเป็นอาคารแนวราบหรือชุมชนพักอาศัยค่ะ

สุดท้ายคือทิศตะวันตก โดยฝั่งนี้หันไปทางพร้อมพงษ์นะคะ โดยระยะใกล้ไม่มีโครงการสูงแบบประชิดเลย ส่วนใหญ่เป็นอาคารเตี้ยหรือแนวราบค่อนข้างเยอะ ทำให้ห้องฝั่งนี้ได้ City View ในระยะใกล้ค่ะ สรุปโดยรวมหากพูดในแง่วิวแล้วโครงการนี้สามารถเลือกได้ทุกทิศเพราะไม่มีโครงการในระยะประชิดถึงขั้นขาดความเป็นส่วนตัวเลยค่ะ

 

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • Ground fl

  • Lobby
  • Reading Lounge with Meeting Room
  • Landscape Garden with Dipping Pool ลึกประมาณ 50-60 เซนติเมตร

  • 7th fl
    • Swimming Pool ระบบเกลือ ขนาด 24 x 9 เมตร with Floating pool Villa
    • Fully-equipped Gym with Boxing Area & Yoga Studio
    • Kid’s Lounge

  • 32nd fl
    • Landscape Sky Garden
    • Sky Lounge + BBQ Terrace
    • Semi-outdoor Heated Spa Pool

  • ลิฟท์โดยสาร 3 ตัว with proxy system ลิฟท์ขนของ 1 ตัว อัตราส่วนลิฟท์ 65.6 : 1
  • ที่จอดรถ 193 คันในซองจอดที่ชั้นใต้ดินถึงชั้น 6 คิดเป็น 99%
  • ระบบ CCTV / Access Card
  •  


    Product Walkthrough

    เริ่มจากห้องตัวอย่างของโครงการห้องแรกกัน คือแบบ 1 Bedroom ขนาด 57 ตร.ม. ห้องนี้มีความน่าสนใจตรงบริเวณระเบียงที่ออกแบบให้เป็นระเบียงแบบ Semi-Outdoor สามารถใช้ได้ทั้งรูปแบบห้อง Indoor หรือใช้เป็นระเบียง Outdoor

    โดยรวมของแปลนนี้ออกแบบเน้นพื้นที่ใช้สอยภายในห้องนอนพอสมควรเลยค่ะ ทั้งพื้นที่ใช้สอยที่มีขนาดใหญ่ แบ่งเป็นโซนเตียงนอน Walk-in Closet รวมไปถึงห้องน้ำแบบ Sexy Bath ในตัว ส่วน Common Area แบ่งการใช้งานด้วยพื้นที่ชัดเจนแต่เชื่อมถึงกันทั้งหมด ตั้งแต่ครัว พื้นที่รับประทานอาหาร และพื้นที่นั่งเล่นริมระเบียง ทำให้บรรยากาศภายในห้องโปร่งโล่งมากขึ้น

    ประตูทางเข้าหลักเป็นแบบบานเปิดสูงเท่าความสูงฝ้า ใช้วัสดุเป็นประตูไม้กรุด้วยวีเนียร์ มี Digital Door lock ให้เป็นมาตรฐานค่ะ  ที่ถ้ามองจากด้านนอกห้องจะแยกออกจากคันโยก ถ้ามองจากด้านในจะเห็นเป็นคันโยกและระบบ Digital Doorlock จะเชื่อมต่อกันอยู่ โดยจะเป็นแบบแตะ Keycard จากด้านนอก และบิดตัวบิดล็อกจากด้านใน 2 จังหวะ

    เปิดเข้ามาเจอกับพื้นที่ครัวส่วนแรกที่มีเคาท์เตอร์ครัวรูปตัว U อยู่ทางขวามือ ส่วนทางซ้ายเป็นตู้ Built-in เก็บขอบ และส่วนด้านในที่ลึกเข้าไปเป็นส่วน Common Area ส่วนในสุดเป็นประตูบานเลื่อนเชื่อมเข้าสู่ Semi-Outdoor บรรยากาศภายในโปร่งโล่งด้วยหน้ากว้างของห้อง รวมไปถึงฝ้าเพดานที่สูงถึง 2.8 ม. (มากกว่ามาตรฐานทั่วไป) พร้อมกับประตูบานเลื่อนเชื่อมกับภายนอกมีขนาดใหญ่จึงนำแสงธรรมชาติเข้ามาถึงโซนภายในได้ดี

    หันกลับมาที่บริเวณส่วนครัวและด้านหน้าห้อง ฝั่งขวามือของรูปเป็นส่วน Built-in เคาน์เตอร์ครัว ส่วนฝั่งซ้ายมือของรูปเป็นชุดตู้ Built-in ทั้งหมด ซึ่งถือว่าห้องนี้ให้ชุด Built-in มาพอสมควรเลยนะคะ ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของได้ดี เหมาะกับการอยู่อาศัยในคอนโดมากขึ้น เพราะมีพื้นที่ใช้สอยจำกัด และไม่มีพื้นที่เก็บของเท่ากับบ้าน

    นอกจากนั้นก็จะมีแอร์ของห้องก็ให้เป็นแบบ Concealed type จาก Daikin สำหรับแบบ 1 ห้องนอน ทั้งในห้องนั่งเล่นและในห้องนอน

    เราจะเริ่มดูจากตู้ Built-in ภายในกันก่อนค่อยมาดูรายละเอียดบริเวณครัวกันต่อนะคะ โดยก่อนดูตู้เก็บของนั้นอยากให้ดูดวงโคมบนฝ้าเพดานบริเวณหน้าทางเข้านี้เป็นแบบ Automatic เมื่อเข้า-ออกห้องไฟส่วนนี้จะเปิดเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งดีมากๆ เวลาตอนกลางคืน

    ตู้ที่ใกล้กับประตูที่สุดก็จะเป็นตู้เก็บของที่สามารถวางรองเท้าได้เพราะเป็นบานปิดมิดชิด แต่ด้านบนๆหน่อยก็อาจจะเหมาะกับการวางของที่นานๆหยิบที เพราะ Built แต่ความสูงของฝ้าที่ 2.8 ม.เลยทีเดียวค่ะ

    อีกฝั่งเป็นตู้เก็บของเช่นกัน เพิ่มเติมตรงที่หน้าบานออกแบบให้เป็นกระจกเงา ช่วยเพิ่มความรู้สึกโปร่งให้กับตัวห้องมากขึ้น รวมไปถึงสามารถส่องกระจกเซทเสื้อผ้าตัวเองก่อนที่จะออกจากบ้านได้โดยไม่กินพื้นที่ทางเดินด้วยค่ะ

    สำหรับตู้ที่อยู่ด้านหน้าใกล้กับประตูมากที่สุด ออกแบบให้ด้านในเป็นชั้นสำหรับวางเครื่องซักผ้า และด้านบนติดตั้งเครื่องทำน้ำร้อน โดยก๊อกทุกจุดภายในห้องเป็นแบบผสม สามารถปรับอุณหภูมิการใช้งานได้ทั้งในครัวและในห้องน้ำ ความน่าสนใจอยู่ที่การเลือกวางตำแหน่งเครื่องทำน้ำร้อนแทนที่จะวางไว้ในห้องน้ำเหมือนทั่วไป แต่ทางโครงการเล็งเห็นว่าการวางเครื่องทำน้ำร้อนไว้ในห้องน้ำจะไม่สวย จึงเปลี่ยนมาวางไว้ในตู้เก็บของแทนค่ะ

    ส่วนอีกตู้เก็บของออกแบบให้มีชั้นวางค่อนข้างมาก เพื่อที่จะสามารถเก็บของได้มากขึ้น ทั้งนี้ระยะความสูงของชั้นนั้นๆ จะเหมาะกับการทำเป็นตู้เก็บรองเท้า

    บริเวณด้านล่างของตู้ก็มีช่องระบายอากาศ ระบายความชื้น ซึ่งเหมาะกับเป็นตู้วางรองเท้ามากขึ้นด้วยค่ะ

    ถัดมาในโซนครัวออกแบบเป็นครัวเปิดที่วางเคาน์เตอร์และชุด Built-in เป็นรูปตัว U โดยความกว้างของพื้นที่ทางเดินอยู่ที่ประมาณ 1.1 ม. ถือเป็นระยะที่สามารถทำครัวได้สบายๆ นะคะ

    เคาน์เตอร์ครัวจาก Starmark ลักษณะเป็นรูปตัว L ซึ่งแยกโซนการใช้งานได้ดี ฝั่งซ้ายเป็นตำแหน่ง Hob & Hood และฝั่งขวาเป็นตำแหน่ง Sink ท็อปครัวใช้หินควอทช์สังเคราะห์ ซึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจของหินชนิดนี้คือความแข็ง และพรุนต่ำกว่าหินอ่อน ความแข็งที่มากกว่ามีดทำให้สามารถหั่นของได้บนเคาน์เตอร์และไม่ทำให้เคาน์เตอร์เป็นรอยได้ รวมไปถึงการที่มีความพรุนต่ำ ทำให้น้ำซึมหรือเลอะเป็นรอยได้ยากมากกว่าหินอ่อน

    ส่วนด้านล่างเคาน์เตอร์มีลิ้นชัก ชั้นเก็บของ ถังขยะ Built-in ด้านในติดหน้าบาน และหน้าบานนี้เป็นบานแบบ Soft close ลายไม้สีน้ำตาลอ่อน

    อ่างล้างจานจะเป็นแบบหลุมเดียวจาก TEKA ค่อนข้างลึก ก๊อกน้ำแบบผสมหมุนได้จาก Grohe ฝังเข้าไปในเคาท์เตอร์เรียบร้อย

    ส่วนอีกฝั่งของเคาน์เตอร์จะเป็น Hob & Hood แบบ 2 เตาไฟฟ้าจาก Kupperbusch ส่วนที่ดูดควันจาก TEKA ทางซ้ายมือเป็นเตาอบแบบฝังเขาไปในชุด Built-in จาก Kupperbusch เช่นกันค่ะ

    สำหรับบริเวณโซน Hob & Hood นี้ได้ Black Splash ที่กรุด้วยหินควอทช์แบบเดียวกับท็อปครัว ซึ่งง่ายต่อการทำความสะอาดและสวยงาม

    ด้านบนและด้านข้าง Built-in ชั้นเก็บของไว้ให้เยอะทีเดียวนะคะ

    ส่วนบริเวณตู้เย็นเป็นแบบ Built-in ตามธีมเดียวกับเคาน์เตอร์ครัวเลยค่ะ บานเปิดผิว Gloosy สวยงาม ส่วนตู้เย็นด้านในให้ยี่ห้อ Electrolux ค่ะ

    สำหรับพื้นส่วนครัวใช้เป็นพื้น Composite Marble ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วคือการใช้งานที่เหมาะกับงานครัว เน้นทำความสะอาดง่ายและคงทน ปิดขอบด้วยสแตนเลสก่อนเข้าสู่พื้นที่ Common Area ที่ปูพื้นด้วย Engineering Wood หนา 14 มม.

    เข้ามาโซน Common Area กันต่อซึ่งประกอบไปด้วยพื้นที่รับประทานอาหาร และพื้นที่นั่งเล่นค่ะ

    สำหรับพื้นที่รับประทานอาหารมีความกว้างไม่มากนักนะคะ จะเหมาะกับการวางโต๊ะสำหรับ 2 ที่นั่งได้กำลังดี แต่หากต้องการพื้นที่รับประทานอาหารใหญ่มากขึ้นนั้นสามารถทำได้นะคะ โดยไปลดขนาดโซฟาด้านข้างลงอีกหน่อยแทนค่ะ เนื่องจากโซฟาด้านข้างเป็นไซส์ใหญ่

    อย่างที่บอกว่าโซฟาบริเวณพื้นที่นั่งเล่นสามารถวางขนาดใหญ่กว่า 3 ที่นั่ง ได้สบายๆ พร้อมกับชุดเก้าอี้โซฟา ซึ่งจะเหมาะมากสำหรับคนที่ชอบพื้นที่นั่งเล่นขนาดใหญ่ ส่วนระยะทีวีอยู่ประมาณ 2.5 ม. โดยขนาดทีวีที่เหมาะกับระยะสายตาคือ 50″-55″ ได้สบายค่ะ

    ถัดมาที่ส่วนระเบียงแบบ Semi-Outdoor มีขนาดกำลังดีที่สามารถใช้งานได้จริง โดยจะจัดเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ตามไลฟ์สไตล์ได้ ทั้งจะเป็นสวนกระถาง พื้นที่นั่งเล่นริมหน้าต่าง รวมไปถึงจัดได้ทั้งรูปแบบ Indoor และ Outdoor ซึ่งติดตั้งราวกันตกให้พร้อมกับติดตั้งหน้าต่างเรียบร้อย

    พื้นระเบียงลดระดับลงเล็กน้อยปูด้วยกระเบื้องขนาด 60 x 30 ซม. สีเทาด้านเล็กน้อย สามารถกันลื่นได้ระดับนึงค่ะ

    หน้าต่างบานกระทุ้งที่ได้น่าสนใจตรงที่ได้ขนาดใหญ่สูงจากพื้นถึงฝ้า และมี Fitting แข็งแรงทีเดียวค่ะ ส่วนวัสดุเป็นอลูมิเนียมสีซาฮาร่าเกรย์ ตัวกระจกเป็นสียูโรเกรย์

    ติดกันเป็นประตูที่ภายในมีฉนวนกันความร้อน ซึ่งนอกจากกันความร้อนแล้วความหนาของประตูสามารถกันเสียงจากภายนอกได้ดีด้วยนะคะ ประตูนี้กั้นระหว่างพื้นที่ระเบียงและส่วน Condensing Unit เครื่องปรับอากาศค่ะ

    ปกติในโครงการทั่วไปเรามักจะเห็นระเบียงนั่งเล่นเดียวกับระเบียง Service ซึ่งในการใช้งานจริงแล้วจะทำให้ไม่เหมาะกับการนั่งเล่นมากนัก แต่ทางโครงการมีการแยกส่วนระเบียง Service ที่วาง Condensing Unit เครื่องปรับอากาศให้ชัดเจน ระเบียงนั่งเล่นไม่โดนลมร้อนและเสียงจาก Condensing Unit เครื่องปรับอากาศ

    ถัดมาที่ภายในห้องนอนกันต่อนะคะ ประตูทางเข้าใช้เป็นประตูบานเลื่อนเดินรางด้านบน ซึ่งแตกต่างจากโครงการทั่วไปที่มักออกแบบเป็นประตูบานเปิด โดยข้อดีของประตูบานเลื่อนนี้คือความสะดวกในการเปิด-ปิด และไม่กินพื้นที่ทางเดินด้านในด้วย

    เข้ามาภายในห้องนอนแบ่งออกเป็น 3 โซนด้วยกันคือ โซนพื้นที่แต่งตัว + พื้นที่ทำงาน, พื้นที่เตียงนอน และห้องน้ำในห้องนอน

    สำหรับพื้นที่เตียงนอนมีขนาดที่สามารถวางเตียง 6 ฟุตได้สบาย พร้อมพื้นที่รอบเตียง รวมไปถึงสามารถ Built-in ชั้นวางทีวีเพิ่มเติมได้ด้วยค่ะ

    ความน่าสนใจของห้องนี้คือส่วนชุดหน้าต่างนี้เลยค่ะ เพราะได้ชุดหน้าต่างที่มีความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานเลยทีเดียวนะคะ หากสังเกตตรงวงกบด้านล่างคืออยู่เสมอกับพื้นห้องเลยค่ะ วัสดุหน้าต่างใช้กระจกลามิเนตเทมเปอร์ 2 Layers หนา 6 + 6 มม. ข้อดีคือ สามารถกันความร้อน และเสียงได้ดีกว่ากระจกใส Tempered ทั่วไปค่ะ

    สำหรับพื้นที่แต่งตัวนี้ได้ชุดตู้เสื้อผ้า Built-in พร้อมโต๊ะทำงานตามห้องตัวอย่างเลยค่ะ ความแตกต่างของฟังก์ชันหากเทียบจากโครงการทั่วไปที่เรามักเห็นว่าฟังก์ชันโต๊ะทำงานมักอยู่ติดกับหน้าต่างมากกว่ามาอยู่ตรงกลางแบบนี้นะคะ ข้อดีคือตำแหน่งโต๊ะทำงานตรงนี้อาจจะด้อยเรื่องวิวกว่าหน่อย แต่การทำงานจริงๆ เหมาะกับแสงไฟมากกว่าพื้นที่ที่มีแสงแดดมาก รวมไปถึงตำแหน่งเตียงนอนที่ขยับเข้าใกล้หน้าต่างมากกว่าด้วยค่ะ

    ภายในตู้เสื้อผ้าแบ่งเป็นชั้นวางของ ราวแขวนเสื้อผ้า พร้อมซ่อนไฟส่องสว่างภายในให้เรียบร้อย

    ส่วนบานขวาสุดจะพิเศษหน่อยตรงที่เป็นเหมือนโต๊ะเครื่องแป้ง คือมีบานกระจกส่องหน้าทั้งบาน ให้สำหรับยื่นแต่งหน้าเข้าหาแสงธรรมชาติได้ ทุกบาน Built-in เป็นบานแบบ Soft-close และมีปิดผิวหน้าบานลายไม้สีน้ำตาลกลาง

    ส่วนโต๊ะทำงานข้างเตียงนี้ก็จะได้ด้วย เป็นแบบโปร่งมีลิ้นชักทางซ้ายมือ Top ด้วยหินจริง Black Laurent ค่ะ

    ถัดมาที่ภายในห้องน้ำในห้องนอน ออกแบบเป็นห้องน้ำแบบ Sexy Bath ซึ่งได้กระจกใสบานใหญ่เข้ามุมแบบ Frameless สูงถึงฝ้าเพดานเลยทีเดียว

    เข้ามาภายในห้องน้ำเจอกับส่วนอ่างล้างมือก่อนนะคะ

    เริ่มจากตู้กระจกพร้อมซ่อนไฟแบบ Indirect Light ด้านล่างและบนสวยงาม ภายในตู้กระจกมีช่องเก็บของด้านในทั้ง 2 ฝั่งไว้สำหรับวางข้าวของเครื่องใช้ในห้องน้ำได้พอสมควรเลยค่ะ

    ส่วนเคาท์เตอร์อ่างล้างหน้าจาก TOTO เป็นแบบฝังเข้าไปในเคาท์เตอร์ที่ Top ด้วย Composite Marble ลายเดียวกันทั้งห้องน้ำ

    อ่างล้างมือทรงสี่เหลี่ยมโค้งมน ขนาดใหญ่ จาก TOTO ส่วนก๊อกจาก Grohe เป็นแบบผสม

    ด้านข้างอ่างล้างมือเป็นพื้นที่โถสุขภัณฑ์ซึ่งแยกออกมาเป็นสัดส่วน พร้อมกับ Low Wall ด้านหลังและด้านข้างสามารถวางของตกแต่งได้เยอะทีเดียวค่ะ ส่วนวัสดุก็เป็น Composite Marble ชนิดเดียวกับพื้น สำหรับโถสุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียวแบบ Washlet ติดผนังและอัตโนมัติจาก TOTO

    ถัดมาอีกฝั่งเป็นโซนพื้นที่อาบน้ำ ซึ่งแบ่งเป็นโซนอ่างอาบน้ำและพื้นที่อาบน้ำค่ะ

    โดยพื้นที่อาบน้ำประมาณ 1 x 1 ม. แยกเป็นสัดส่วนด้วยการยกธรณีสูงขึ้นเล็กน้อย และพื้นที่นี้กั้นด้วยประตูกระจกบานเปิดเรียบร้อย

    ฝักบัวได้ทั้งแบบสายอ่อนและ Rain Shower

    ฝักบัวอาบน้ำและอุปกรณ์ต่างๆจาก Toto และ Grohe ก๊อกอาบน้ำเป็นแบบผสมที่หมุนบิดได้ ข้างๆมีช่องวางสบู่แชมพูได้ระดับนึง

    การขึ้นอ่างอาบน้ำที่นี่อยู่ตรงมุม ซึ่งการขึ้นลงอาจจะไม่สะดวกเท่ากับการขึ้นด้านข้างอ่างโดยตรง

    อ่างอาบน้ำจาก American Standard หรือเทียบเท่าขนาดยาว 1.8 ม. สามารถนอนแช่ได้สบาย ส่วนก๊อกก็จะมีแบบปล่อยน้ำลงในอ่างและแบบฝักบัวที่สามารถดึงออกมาได้ อีกสองปุ่มก็จะเป็นปุ่มผสมน้ำเย็นน้ำร้อน และปุ่มบิดว่าจะเลือกใช้ก๊อกอันไหน

    บรรยากาศจากบริเวณอ่างที่ติดกระจกแบบ Sexy Bath ทำให้ภายในห้องน้ำโปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น และสามารถมองวิวภายนอกได้ด้วยค่ะ

    ห้อง 2 Bedroom ขนาด 83 ตร.ม. เป็นห้องมุมอาคารซึ่งข้อดีเลยคือได้วิวจากทั้ง 2 ทาง นอกจากนี้คือการจัดวางฟังก์ชั่นได้เป็นสัดส่วน โดยแยกระหว่าง Common Area และ ห้องนอน (Private Zone) ด้วยโถงทางเดิน

    ส่วนฟังก์ชันไฮไลท์ของผังห้องนี้คือ ห้องนอนใหญ่ เพราะเป็นห้องมุมอาคารพอดี ได้วิว 2 ฝั่ง รวมไปถึงห้องน้ำขนาดใหญ่ติดภายนอกอาคารจึงได้วิวมุมสูงขณะอาบน้ำและระบายความชื้นได้ดีกว่าห้องน้ำด้านในอาคารด้วยค่ะ

    เริ่มต้นจากทางเข้าห้องจะเจอกับส่วนโถงทางเดินเล็กๆ เป็นเสมือน Foyer ก่อนเข้าสู่ Common Area ด้านใน

    จากโถงทางเดินเข้ามาภายในห้อง ระหว่างทางเดินด้านข้าง Built-in ด้วยตู้เก็บของขนาดใหญ่สูงจากพื้นถึงฝ้าเยอะทีเดียวค่ะ และที่ชอบส่วนตัวคือการออกแบบตู้เก็บของและชุดครัวเป็น Pattern เดียวกัน ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการตกแต่งผนังเพิ่มเติมไปด้วย

    ภายในจัดชั้นมาให้วางของได้พอสมควร การตกแต่งภายในจะเหมือนกับตู้เก็บของในห้อง 1 Bedroom

    โดยทุกชั้นวางของออกแบบมาเผื่อลูกบ้านคุณผู้หญิง​ต้องการทำเป็นตู้เก็บรองเท้าทั้งหมดด้วยการทำช่องระบายอากาศด้านล่างชั้นทุกชั้น

    สำหรับพื้นที่ครัวมีขนาดใหญ่มากขึ้น ได้พื้นที่เป็นสัดส่วน และสำหรับวัสดุครัวได้เหมือนกับห้อง 1 Bedroom เลยค่ะ ชุดครัวจาก Starmark ท็อปหินควอท์ หน้าบาน Glossy และลามิเนตด้านล่างทั้งหมดเป็น Soft Close

    สิ่งที่ได้เพิ่มเติมคือขนาดตู้เย็นจากตู้แบบเดี่ยว เพิ่มขึ้นมาเป็นแบบ side by side จาก Electrolux ค่ะ

    นอกจากนี้ชั้น Built-in ด้านบนทางโครงการก็ให้มาเยอะทีเดียวนะคะ สามารถวางของได้มากทีเดียว

    ชุด Sink ปรับเพิ่มขึ้นจากห้อง 1Bedroom ที่ให้เป็นหลุมเดียว เป็นหลุมคู่ จาก TEKA

    ส่วนเตา Induction เพิ่มจาก 2 หัวเป็น 4 หัว Hood ด้านบนซ่อนไว้ด้านในสวยงาม ระบบ Exhausted หรือระบบที่ต่อท่อดูดอากาศไปด้านนอก ช่วยระบายกลิ่นอาหารและควันได้มีประสิทธิภาพ​มากกว่าแบบหมุนเวียน ส่วนด้านข้างเตา มีเตาอบแบบ Built-in จาก Kupperbush ให้เป็นมาตรฐาน​

    ด้านล่างทำชั้นวางของและลิ้กชักมากขึ้นพร้อมกับเพิ่มเตาอบด้านล่างจาก Kupperbush​ เช่นเดิม

    ฝั่งตรงข้ามครัวเป็นส่วน Common Area ทั้งหมด เชื่อมระหว่าง​พื้นที่รับประทานอาหาร พื้นที่นั่งเล่น และระเบียงชมวิวภายนอก

    ขนาดของพื้นที่รับประทานอาหารนี้สามารถวางโต๊ะกินข้าวขนาดใหญ่ได้ 4 ที่นั่งกำลังดี

    พื้นที่นั่งเล่นกว้างขวางทีเดียวค่ะ รองรับชุดโซฟาขนาดใหญ่กว่า 3 ที่นั่ง พร้อมเก้าอี้โซฟา ส่วนผนังฝั่งตรงข้ามโซฟาสามารถ Built-in ชั้นวางทีวีแบบเต็มผนังได้เลย สุดทางเป็นประตูบานเลื่อนกระจกขนาดใหญ่

    ระเบียงลดระดับลงเล็กน้อยเพื่อกันน้ำไหลย้อนเข้ามาในห้อง ขนาดระเบียงมีความยาวตามความกว้างของพื้นที่ Common Area ส่วนความกว้างอยู่ที่ประมาณ 1.2 ม. ซึ่งถือเป็นขนาดที่สามารถออกมายืดสูดอากาศได้สบายๆ หรือจะนำเก้าอี้ Outdoor มานั่งเล่นชมวิวภายนอกได้ค่ะ ในส่วนราวกันตกของที่นี่แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ ราวกันตกสแตนเลสที่เป็นมือจับก่อนจะปิดด้วยกระจก Tempered เปิดมุมมองของการชมวิวได้กว้างมากขึ้น

    บรรยากาศวิวจากบริเวณระเบียง เราจะเห็นวิวเป็นเสมือนภาพในกรอบรูปนะคะ เพราะด้านข้างและบน-ล่างในแต่ละห้องมีการล้อมเป็นกรอบไว้ตาม Facade อาคารนั่นเองค่ะ ข้อดีคือ Facade นี้สามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วย เพราะมีส่วนช่วยในการเป็นกันสาด และเบี่ยงทิศทางแดดได้ระดับนึง

    สำหรับระเบียงนี้ออกแบบให้เป็นระเบียงชมวิว นั่งเล่นโดยเฉพาะนะคะ ด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง จะไม่มีพื้นที่สำหรับวาง Condensing Unit หรือวางเครื่องซักผ้าเลยค่ะ เพราะมีการแยกระเบียง Service ไปอีกส่วนเรียบร้อย

    ถัดเข้ามาที่บริเวณ Private กันต่อแล้วนะคะ โดยเชื่อมด้วยโถงทางเดินกว้างประมาณ 1 ม. ฝั่งขวามือของรูปเป็นห้องนอนใหญ่ ซ้ายมือด้านหน้าคือห้องน้ำรวมที่ใช้ร่วมกันระหว่าง Common Area และห้องนอนเล็กที่อยู่ฝั่งซ้ายมือถัดไปอีก 1 ห้อง ส่วนตรงกลางที่เป็นประตูกระจกฝ้านั้นเป็นตำแหน่งของระเบียง Service ค่ะ

    เข้ามาในห้องนอนใหญ่กันก่อนนะคะ เมื่อเปิดเข้ามาจะเจอกับพื้นที่แต่งตัว (Walk-in Closet) ก่อนเลยจากนั้นเชื่อมด้วยทางเดินยาวไปยังห้องน้ำฝั่งซ้ายมือและด้านในสุดคือพื้นที่เตียงนอนค่ะ

    ย้อนกลับมาดูบริเวณ Walk-in Closet ในห้องนี้ถือว่า Built-in ตู้เสื้อผ้าให้มาเยอะทีเดียวค่ะ มีให้ทั้ง 2 ฝั่งและฝั่งขวาของรูปยาวไปจนถึงทางเข้าห้องน้ำเลย ตอบโจทย์คุณผู้หญิงที่มีเสื้อผ้าเยอะได้ดี

    ฝั่งซ้ายของรูปมีการ Built-in โต๊ะเครื่องแป้งเพิ่มเติมให้ด้วยค่ะ โดยท็อปของโต๊ะใช้วัสดุ Marble เช่นเดิม พร้อมกับกรุกระจกเงาขนาดใหญ่เต็มผนังและสูงถึงฝ้าเพดานเลยทีเดียว

    ถัดจาก Walk-in Closet เป็นทางแยกระหว่างทางเข้าห้องน้ำ และเชื่อมไปยังพื้นที่เตียงนอนด้านใน โดยเราจะไปดูบรรยากาศภายในห้องน้ำกันก่อนค่ะ

    บรรยากาศภายในห้องน้ำนี้สวยมากทีเดียว ด้วยความที่เป็นห้องน้ำที่ได้วิวมุมสูงเกือบเต็มผนังทั้งด้าน เพราะติดตั้งชุดหน้าต่างขนาดใหญ่ สูงจากอ่างอาบน้ำไปถึงฝ้าเพดานเลยทีเดียวค่ะ เ

    ในส่วนโซนแห้งท็อปเคาน์เตอร์และพื้นใช้วัสดุเดียวกันคือ Composite Marble ลวดลายสวยงาม ตัดกับสุขภัณฑ์สีขาว ในส่วนของยี่ห้อสุขภัณฑ์และสเป็คใช้แบบเดียวกับ 1 Bedroom คือ ยี่ห้อ TOTO สุขภัณฑ์เป็น Washlet

    บรรยากาศบริเวณอ่างอาบน้ำสวยมากทีเดียวค่ะ เพราะสามารถนอนแช่อ่างชมวิวได้สบายๆ ด้านหลังก็อกเซตผนังไว้สำหรับวางของใช้ในห้องน้ำต่างๆ ได้

    และสุดท้ายคือพื้นที่อาบน้ำกั้นด้วยฉากกั้นกระจกนิรภัย พร้อมลดระดับพื้นลงเล็กน้อยให้เป็นสัดส่วนมากขึ้น ในส่วนฝักบัวให้ทั้งฝักบัวสายอ่อนและ Rain Shower จาก Grohe บนฝ้าเพดานตกแต่งด้วยการใช้ไฟแบบ Indirect Light สร้างความน่าสนใจมากขึ้น

    จุดที่ว้าวที่สุดคือห้องนอนใหญ่ที่ได้วิวมุมกว้างจากทั้ง 2 ทิศทางเลยค่ะ พร้อมหันปลายเตียงไปทางวิวด้านนอก สามารถนอนชมวิวชิลๆ ได้สวยทั้งตอนเช้าและตอนกลางคืนเลย ส่วนใครชอบดูทีวีด้วยแนะนำให้ซื้อโต๊ะวางทีวีขนาดกะทัดรัดวางแทน เพื่อไม่บังวิวภายนอกมากนัก

    ตัวกระจกได้ผืนใหญ่มากจริงๆ และเราคิดว่าจะสวยมากกว่านี้อีกถ้ากระจกได้ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานจริงๆ เหมือนห้อง 1 Bedroom

    ขนาดพื้นที่เตียงนอนไม่กว้างขวางเท่าห้อง 1 Bedroom ที่แล้วนะคะ แต่สามารถวางเตียงไซส์ใหญ่ 5-6 ฟุต ได้กำลังพอดีค่ะ

    อีกด้านข้างเตียงมีพื้นที่ว่างสามารถจัดสรรฟังก์ชันได้ เช่น วางโต๊ะทำงานหรือ Built-in ชั้นวางของสำหรับโชว์ของตกแต่งได้

    มาที่อีกฝั่งของโถงทางเดินคือห้องน้ำรวมนะคะ ในห้องนี้ออกแบบให้เป็นห้องน้ำที่มีพื้นที่อาบน้ำด้วยเพราะต้องใช้ร่วมกันกับห้องนอนเล็ก

    เริ่มต้นจากโซนแห้งกันก่อนนะคะ การจัดวาง Layout เป็นแนวยาว เชื่อมพื้นที่ระหว่างอ่างล้างมือ โถสุขภัณฑ์ และพื้นที่อาบน้ำ ส่วนสเป็ควัสดุเหมือนกับห้องน้ำในห้องนอนใหญ่มาตรฐานทั้งหมด

    ชุดตู้กระจกขนาดใหญ่ที่ด้านล่างติดตั้งหลอดไฟแบบ Indirect Light ไว้สวยงาม ภายในตู้กระจกเป็นบานเปิดพร้อมชั้นเก็บของด้านในใส่ของและอุปกรณ์จุกจิกได้ระดับนึง

    ในส่วนพื้นที่อาบน้ำกั้นด้วยฉากกั้นกระจกแบบบานเปิด เป็น Frameless สวยงาม

    ภายในพื้นที่อาบน้ำได้เฉพาะฝักบัวสายอ่อนนะคะ ไม่มี Rain Shower ในห้องนี้ ส่วนด้านข้างเซทพื้นที่ให้สำหรับเป็นช่องว่างของใช้ต่างๆ ได้ระดับนึง

    เข้ามาสู่ภายในห้องนอนเล็ก ถือว่ามีขนาดกะทัดรัดนะคะ แต่สามารถวางเตียง 5 ฟุตได้กำลังพอดีๆ ค่ะ หากต้องการพื้นที่ทางเดินมากขึ้น ก็ต้องปรับเตียงเป็นไซส์ Single Bed (3.5 ฟุต) แทนได้ค่ะ

    บรรยากาศบริเวณหัวเตียงนอนเมื่อวางเตียงขนาด 5 ฟุต จะออกมาพอดีๆ นะคะ แต่สามารถวางโต๊ะข้างโซฟาได้ 1 โต๊ะค่ะ

    อีกฝั่งข้างเตียง Built-in ตู้เสื้อผ้าหน้าบานกระจกสีชาสวยงามให้เป็นมาตรฐาน

    สำหรับโซนระเบียง Service ทางโครงการเลือกใช้ประตูกระจกฝ้าขนาดใหญ่และหนา เนื่องจากกระจกฝ้าช่วยนำแสงสว่างภายนอกเข้ามาสู่พื้นที่ในห้องได้ระดับนึง และขนาดประตูที่หนาช่วยในเรื่องการกันเสียงจากระเบียง Sevice ได้ดี

    สำหรับระเบียง Service ประกอบด้วย Condensing Unit หันลมร้อนออกไปด้านนอก ส่วนด้านในเป็นตำแหน่งวางเครื่องซักผ้าทั้งหมด และบังสายตาจากคนภายนอกเพื่อให้ Exterior อาคารดูสวยงามด้วยระแนงสูงถึงฝ้าเพดาน

    **รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะคะ

    ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 11 September 2018

    • 1 Bedroom 43 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 12 ล้านบาท
    • 1 Bedroom 57 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท
    • 2 Bedroom 80 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 22 ล้านบาท
    • 2 Bedroom 107 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 29 ล้านบาท
    • Duplex 96 – 103 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 27 ล้านบาท
    • Penthouse 162 – 207 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 51 ล้านบาท

     

    • Fully Fitted
    • ฝ้าเพดานสูง 2.8 เมตร
    • Kitchen & Sink
    • Hob & Hood
    • จอง

    • 1 Bedroom – 100,000 บาท
    • 2 Bedroom – 200,000 บาท
    • 2 Bedroom Plus – 300,000 บาท
    • 2 Bedroom Duplex – 300,000 บาท
    • 3 Bedroom – 400,000 บาท

  • ทำสัญญา (หักเงินจองที่เหลือเป็นเงินทำสัญญา)
  • ดาวน์ 5%
  • ค่ากองทุน 900 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง 90 บาท/ตร.ม./เดือน
  • **ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ


    เจาะลึกรวบยอด

    ทำเล

    BEATNIQ นับเป็นโครงการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากโครงการระดับเดียวกันพอสมควร ทั้งแนวความคิดและการออกแบบจึงตอบโจทย์กลุ่มคนเฉพาะตัวพอสมควร ซึ่งด้วยทำเลและ Product ดันให้ไปอยู่ในระดับ Super Luxury Class ที่ดินติดถนนใหญ่สุขุมวิทฝั่งเลขคู่ระหว่างซอยสุขุมวิท 32 และ 34 ระหว่างทำเลพร้อมพงษ์และทองหล่อ ถือเป็นย่านใจกลางเมืองที่มีความเจริญสูงสุดย่านนึงในกรุงเทพ โดยแวดล้อมด้วยศูนย์การค้า Community Mall รวมไปถึงร้านค้าร้านอาหารชื่อดังหลากหลายทั้งที่อยู่ในซอยย่อยและบนถนนใหญ่สุขุมวิท

    การเดินทางโดยใช้รถ

    การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเน้นการวิ่งเข้าเมืองไปทางพร้อมพงษ์-อโศกเป็นหลักด้วยถนนสุขุมวิทจะสะดวกที่สุดเพราะไม่ได้วนกลับรถ เนื่องจากการกลับรถในระยะใกล้ๆ ก็ส่งผลกระทบถึงระยะเวลาในการเดินทางด้วยเช่นกัน อย่างที่ทราบกันดีถึงสภาพการจราจรบนถนนสุขุมวิท

    การเดินทางสำหรับใครที่มาจากถนนสุขุมวิทฝั่งเลขคี่หรือสยาม-อโศกก็จะต้องไป U-turn ที่ก่อนจะถึงสถานี BTS ทองหล่อกลับมาที่ถนนสุขุมวิทฝั่งเข้าเมือง ถ้ามาจากถนนพระรามสี่ก็เลี้ยวซ้ายเข้าซอยสุขุมวิท 36 ตรงมาได้เลย ส่วนการเดินทางจากโครงการไปยังถนนพระรามสี่ก็สามารถใช้ซอยสุขุมวิท 26 หรือ 24 ได้ แต่ทั้งสองซอยมีสัญญาณไฟจราจรทั้งคู่ และในซอยก็ค่อนข้างแคบและรถติดมากจนปลายแถวบางทีก็ถึงหน้าโครงการ ส่วนการจะออกเพชรบุรีก็สามารถใช้เส้นทองหล่อ หรือซอย 39 ที่จะมีทางซอกแซกออกไปได้ ทางขึ้น-ลงทางด่วนที่ใกล้ที่สุดเห็นจะเป็นบนถนนพระรามสี่

    ส่วนที่จอดรถถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลถึงความสะดวกในการใช้รถยนต์ส่วนตัวเช่นกัน มองว่าโครงการถือว่าให้มาพอสมควรแต่ยังไม่ถือว่าดีมากเสียทีเดียวเมื่อเทียบกับราคาที่จ่าย เพราะที่จอดรถรวม 98% น่าจะดันไปให้ถึง 100% ได้นะคะ ยังดีที่ออกแบบเป็น Conventional Parking ไม่ใช่ Automatic parking ที่เดี๋ยวนี้ฮิตกันมากๆ เพราะถึงแม้จะไม่ต้องหาที่จอดเอง แต่ค่า Maintanance ก็สูงกว่าไม่ใช่น้อย ยังไม่พูดถึงกรณีที่ลิฟต์รถเสียด้วยค่ะ

    การเดินทางโดยไม่ใช้รถ

    เรียกได้ว่าสะดวกเพราะมีตัวเลือกในการที่หลากหลาย เพราะด้วยความที่ตัวโครงการอยู่ติดถนนใหญ่จะเรียกรถสาธารณะต่างๆ ก็ง่าย ไม่เปลี่ยว และยังอยู่ไม่ไกลจาก BTS ทองหล่อไปประมาณ 250 ม. ยังจัดว่าอยู่ในระยะที่เดินได้ง่ายอยู่ค่ะ

    วัสดุ

    วัสดุของโครงการถือว่าจัดมาเต็มและมีดีเทลที่น่าสนใจ โดยรูปแบบแบบ Fully Fitted คือได้พื้นที่ครัว ห้องน้ำตามห้องตัวอย่าง รวมถึงได้ Walk-in Closet โต๊ะทำงาน แต่ไม่รวมเตียง โซฟา โต๊ะทานข้าวหรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นลอย ซึ่งพื้นห้องนั่งเล่นและห้องนอนจะเป็นพื้นไม้ Engineering Wood หนา 14 มม. ส่วนครัวและห้องน้ำปูด้วย Composite Marble ที่สามารถเช็ดล้างทำความสะอาดได้ ผนังเป็นฉาบเรียบทาสีขาวธรรมดา ยกเว้นในส่วนของห้อง Semi-outdoor ของแบบ 2 ห้องนอนจะได้ Natural Stone ที่เรียกว่า Portoro Gold

    ภายในห้องน้ำสุขภัณฑ์ชิ้นต่างๆและอุปกรณ์จาก TOTO, Grohe และ American Standard ส่วนครัวรายการวัสดุก็จะยาวไปอีกคือ ชุดครัว Top หินควอทซ์สังเคราะห์ ก๊อกผสมจาก Grohe อ่างล้างจานและเตาดูดควันของ TEKA เตาไฟฟ้า ไมโครเวฟและเตาอบจาก Kuppersbusch แนะนำให้ไปเยี่ยมชมห้องตัวอย่างนะคะจะได้สัมผัสที่ดีกว่านี้ ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆเช่น ตู้เย็นจาก Electrolux เครื่องทำน้ำร้อนก็ได้พร้อมติดตั้งเพราะทุกก๊อกจะเป็นก๊อกผสม รวมถึงแอร์แบบ Concealed type

    การออกแบบ

    การออกแบบโครงการนี้ถือเป็นตัวชูโรงในการตัดสินใจเลือกซื้อโครงการเลยก็ว่าได้ ด้วยรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ชอบคือชอบ ไม่ชอบคือไม่ชอบเช่นกัน สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดคือการที่โครงการใส่ใจในงานดีเทลต่างๆ พอสมควร เริ่มจาก Exterior และ Interior มีความสอดคล้องกันโดยใช้เรขาคณิตรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มาถอดเป็น Facade พื้น ผนัง และส่วนต่างๆ ภายในโครงการ

    งานระบบอย่างลิฟท์อยู่ตรงกลางของแต่ละชั้น ทำให้การเข้าถึงห้องพักต่างๆเป็นแบบ Single Corridor คือไม่มีห้องฝั่งตรงข้ามเพื่อความเป็นส่วนตัว ส่วนใหญ่ห้องจะเป็นแบบ 2 ห้องนอนเยอะที่สุด การจัดวางห้องคือมีทุกทิศเลือกได้ตามใจชอบ โดยฝั่งหน้าโครงการจะเป็นทิศเหนือซึ่งถือว่าเป็นทิศที่ดีที่สุดในการอยู่อาศัยเนื่องจากลมเข้าและแสงไม่แรงมากตลอดวันเหมาะกับคนไทย มี Facilities กระจายตัวอยู่ตามชั้นต่างๆตั้งแต่ชั้น 1 รอบอาคาร Lobby ไปชั้น 7-8-32-34-34-M ซึ่งส่วนมากอยู่ที่ส่วนหน้าโครงการ  และมี Typical Floor อยู่ประมาณครึ่งนึง นอกนั้นก็จัดห้อง Duplex อยู่ทั้งส่วนหน้าและส่วนหลังของโครงการเพื่อความหลากหลายและพยายามจัดให้เหลื่อมชั้นกันเพื่อลด Traffic ของชั้นนั้นๆลง ตั้งแต่ชั้น 30-33 จะเป็นแบบห้องที่มีความพิเศษ ทั้งใหญ่และมีลูกเล่นหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำในตัว หรือ 3 Bedroom Duplex หรือห้องที่มีฝ้าที่ 3.5 เมตรจากปกติ 2.8 เมตร

    แบบห้องตัวอย่าง 1 Bedroom ความน่าสนใจคือระเบียงแบบ Semi-Outdoor ที่สามารถเลือกใช้งานได้ตามความต้องการไม่ว่าจะเป็นพื้นที่นั่งเล่น หรือพื้นที่สูดอากาศชมวิวภายนอก รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับห้องนอนเป็นหลักเลยด้วยขนาดของพื้นที่และห้องน้ำที่ออกแบบให้เป็น Sexy Bath

    ห้อง 2 Bedroom ห้องตัวอย่างความน่าสนใจอยู่ที่การจัด Layout ได้เป็นสัดส่วนดีทีเดียว โดยแยก Common Area ออกจาก Private Zone ซึ่งก็คือห้องนอน ด้วยโถงทางเดิน และ Highlight ฟังก์ชันอยู่ที่ห้องนอนใหญ่ที่ได้กระจกเข้ามุมเปิดมุมมองภายนอกได้กว้างขวางขณะอยู่บนเตียง

    สาธารณูปโภค

    Facilities โครงการให้มาครบครัน เยอะและจัดมาได้สวยอย่างชั้นล่างสุดจะมี Lobby ที่มี Reading Lounge ภายในมีห้องน้ำและ Meeting Room ส่วนตัว ชั้น 7 เป็นสระว่ายน้ำที่มี Floating Pavilion ระดับประมาณชั้น 7ครึ่ง ถือว่าเป็นของแปลกสำหรับงานดีไซน์คอนโด คือแทนที่จะมองจากพื้นที่ข้างสระได้วิวโล่งๆ ก็เปลี่ยนเป็นขึ้นบันไดเพื่อไปนั่งเล่นด้านบนต่อกับ Kids’ Room และห้องฟิตเนสที่มีพื้นที่โยคะและพื้นที่ต่อยมวย ชั้น 32 จะมี Sky Garden อยู่ด้านหลังโครงการ มีบันไดวนไปยังชั้น 34 ที่มี Sky Lounge, BBQ Area และอีกฝั่งที่เป็นห้องน้ำก็จะมีบันไดขึ้นไปยังชั้น 34-M ที่มี Jacuzzi แบบ Open-air

    สิ่งที่มองว่าน่าสนใจเพิ่มเติมและเห็นได้ชัดว่าเป็นโครงการระดับ Super Luxury Class คือวัสดุที่ใช้ในพื้นที่ส่วนกลางเน้นเกรดดี กรุด้วยหินอ่อนเป็นหลัก รวมไปถึงสุขภัณฑ์ส่วนกลางอย่างโถสุขภัณ์ TOTO แบบมีฝาอัตโนมัติ เป็นต้น

     

    Judgement

    ราคาของคอนโดนี้ถือเป็นระดับ SUPER LUXURY CLASS ซึ่งความคุ้มค่าด้านราคาไม่ใช่ปัจจัยหลักเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจซื้อแล้ว ยังมีเรื่องความคุ้มค่าด้านอารมณ์ Emotional ส่วนบุคคลที่มาเป็นปัจจัยหลักอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตราบเท่าที่ทางเรายังไม่สามารถวัดค่ามาตรฐานทางอารมณ์ได้ ทาง Think of Living ขอไม่ให้คะแนนฟันธงในรีวิวเจาะลึกนะคะ เพราะเป็นสินค้าประเภท Unique Item และเราก็เชื่อว่าลูกค้าที่พร้อมจะซื้อคอนโดระดับนี้ ไม่ตัดสินง่ายๆด้วยคะแนน

    BOTTOM LINE

    BEATNIQ เหมาะกับคนที่มีความชอบในงานดีไซน์โมเดิร์น หรือชอบเป็นพิเศษในยุค MCM มองหาคอนโดบนถนนสุขุมวิท มี Lifestyle หรือแหล่ง Hang-out อยู่ในย่านพร้อมพงษ์-ทองหล่อ  มีงบประมาณระดับ 12 – 60 ล้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเงินก้อนเป็นเงินเย็นอยู่แล้ว หรือคิดเล่นๆคือมีกำลังผ่อนประมาณ 84,000 – 420,000 บาท/เดือน