งบ 2-6 ล้าน วันนี้…ซื้อบ้านตรงไหนดี?

เมื่อก่อนถ้าพูดถึงงบประมาณ 2-6 ล้านบาท หลายคนอาจยังพอหวังว่าจะได้บ้านใหม่ในโซนใกล้เมือง แต่ถ้ามองตลาดบ้านในวันนี้ จะเห็นว่าภาพเริ่มเปลี่ยนไปพอสมควร ราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้บ้านแนวราบในงบประมาณนี้ค่อย ๆ ขยับออกจากใจกลางเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ

สุดท้าย คนที่กำลังหาบ้านจึงมักเหลืออยู่ 2 ทางเลือก

ทางแรกคือเลือกซื้อ บ้านมือสองในทำเลเดิม ข้อดีคือได้อยู่ใกล้เมือง เดินทางสะดวก และอยู่ในย่านที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบอยู่แล้ว แต่ก็ต้องเผื่องบสำหรับรีโนเวท รวมถึงเวลาในการปรับปรุงบ้าน เพราะบ้านแต่ละหลังมีสภาพแตกต่างกัน บางหลังอาจพร้อมเข้าอยู่ แต่บางหลังก็อาจมีค่าใช้จ่ายตามมาอีกพอสมควร

อีกทางเลือกที่หลายคนเริ่มหันมาสนใจ คือ ขยับออกจากตัวเมืองอีกนิด เพื่อแลกกับบ้านใหม่ พื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น และราคาที่ยังอยู่ในงบ แม้อาจต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือบ้านที่ออกแบบตามการใช้ชีวิตของคนยุคนี้ ฟังก์ชันครบกว่า และไม่ต้องกังวลเรื่องการซ่อมแซมใหญ่ในช่วงแรก

แต่คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ… ถ้าจะขยับออกมานอกเมือง แล้วบ้านราคานี้มีโซนไหนให้เลือกบ้าง?

ความจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกทำเลรอบกรุงเทพฯ จะเติบโตในจังหวะเดียวกัน บางพื้นที่อาจขยายตัวจากการเกิดชุมชนใหม่ ขณะที่บางพื้นที่กำลังได้รับแรงส่งจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งรถไฟฟ้าสายใหม่ ทางด่วน มอเตอร์เวย์ หรือการพัฒนาโครงการ Mixed-Use ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น และค่อย ๆ เติมความสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ในระยะยาว

หากลองมองแผนที่ จะเห็นว่าหลายทำเลที่กำลังได้รับการพัฒนาอยู่ในแนวรอบเมือง โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ และพื้นที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ-นนทบุรี-ปทุมธานี ที่ยังพอมีบ้านใหม่ระดับราคา 2-6 ล้านบาทให้เลือกอยู่ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับโซนชั้นใน

แน่นอนว่า การมีเมกะโปรเจกต์ไม่ได้หมายความว่าราคาบ้านจะพุ่งขึ้นทันที หรือทุกพื้นที่จะกลายเป็นทำเลทองในชั่วข้ามคืน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ โครงการเหล่านี้มักเข้ามาช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้น ดึงดูดธุรกิจและบริการใหม่ ๆ ตามมา รวมถึงทำให้การใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ง่ายขึ้นในหลายมิติ

ดังนั้น เวลามองหาบ้านสักหลัง นอกจากดูราคาและแบบบ้านแล้ว การมองภาพของ “ทำเล” ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะบ้านเป็นสินทรัพย์ที่เราไม่ได้ซื้อเพื่ออยู่แค่ปีหรือสองปี แต่หลายคนอยู่กันเป็นสิบปี หรืออาจนานกว่านั้น

บทความนี้จึงอยากชวนมาดู 5 ทำเลที่ยังมีบ้านใหม่ในงบประมาณ 2-6 ล้านบาท และกำลังมีปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามาเปลี่ยนศักยภาพของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการระบบขนส่ง การขยายถนน หรือการลงทุนขนาดใหญ่จากทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่

  • ดอนเมือง – ติวานนท์
  • นนทบุรี – 345
  • เพชรเกษม – สาย 5
  • พระราม 2
  • สุขสวัสดิ์ – ประชาอุทิศ

ทั้ง 5 โซนมีคาแรกเตอร์ต่างกันพอสมควร บางพื้นที่เหมาะกับคนที่ทำงานโซนแจ้งวัฒนะหรือรังสิต บางพื้นที่ตอบโจทย์คนที่ทำงานฝั่งพระราม 3 หรือสมุทรปราการ ขณะที่บางโซนอาจเหมาะกับครอบครัวที่อยากได้พื้นที่ใช้สอยมากขึ้น โดยยังเดินทางเข้าเมืองได้ไม่ยาก

ในหัวข้อถัดไป เราจะค่อย ๆ พาไปดูทีละโซน ตั้งแต่ความน่าอยู่ของทำเลในปัจจุบัน ไลฟ์สไตล์ แหล่งงาน โรงพยาบาล การเดินทาง ไปจนถึงเมกะโปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่อาจเข้ามาเปลี่ยนภาพของพื้นที่ในอนาคต เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า งบประมาณ 2-6 ล้านบาท เหมาะกับการเริ่มต้นที่โซนไหนมากที่สุดสำหรับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

ทำเลที่ไม่ได้มีดีแค่สนามบิน แต่กำลังกลายเป็นเมืองที่อยู่ได้ครบทั้งเรื่องงานและการใช้ชีวิต

ถ้าพูดถึง “ดอนเมือง” ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นสนามบินดอนเมือง แต่ถ้าลองมองลึกลงไปอีกนิด จะพบว่าทำเลนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เติบโตต่อเนื่องมาหลายสิบปี และไม่ได้เติบโตจากสนามบินเพียงอย่างเดียว

เสน่ห์ของโซนดอนเมือง–ติวานนท์ คือความเป็น “เมืองที่ใช้ชีวิตได้ครบ” เพราะมีทั้งหน่วยงานราชการ บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสิ่งอำนวยความสะดวกกระจายอยู่รอบพื้นที่ ทำให้หลายคนที่ย้ายมาอยู่แถวนี้ แทบไม่จำเป็นต้องเข้าเมืองทุกวันก็สามารถใช้ชีวิตได้ครบทุกอย่าง

เริ่มจากเรื่องง่ายที่สุดอย่างการใช้ชีวิตประจำวัน หากเป็นคนที่ชอบเดินห้างหรือใช้เวลาช่วงวันหยุดกับครอบครัว โซนนี้ก็มีตัวเลือกค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็น Charn At The Avenue, Cosmo, Central แจ้งวัฒนะ ขณะที่ฝั่งรังสิตก็มีทั้ง Future Park Rangsit, Zpell และเซียร์ รังสิต รองรับทั้งการช้อปปิ้ง ร้านอาหาร ไปจนถึงบริการต่าง ๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังมีตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดค้าส่งขนาดใหญ่และแหล่งของกินที่คึกคักตลอดทั้งวัน

สิ่งที่ทำให้ทำเลนี้แตกต่างจากหลายโซนรอบกรุงเทพฯ คือ “แหล่งงาน” ที่มีความหลากหลาย ไม่ได้พึ่งพาอุตสาหกรรมประเภทใดประเภทหนึ่ง คนที่ทำงานราชการอาจเลือกอยู่ใกล้ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ ขณะที่คนทำงานด้านการบินก็อยู่ไม่ไกลจากสนามบินดอนเมืองและสำนักงานใหญ่ของการบินไทย ส่วนสายเทคโนโลยีก็มี Software Park เป็นอีกหนึ่งศูนย์รวมของบริษัทด้านไอที ขณะเดียวกันยังมีหน่วยงานสำคัญอย่างกรมทางหลวง รวมถึงมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำให้พื้นที่นี้มีทั้งนักศึกษา คนทำงาน และครอบครัวอาศัยอยู่ผสมกัน เกิดเป็นย่านที่มีความคึกคักตลอดทั้งสัปดาห์

อีกเหตุผลที่หลายคนยังเลือกมองหาบ้านในโซนดอนเมือง–ติวานนท์ คือเรื่องการเดินทาง แม้จะไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง แต่ก็มีทางเลือกค่อนข้างหลากหลาย คนที่ขับรถสามารถใช้ถนนวิภาวดีรังสิตหรือทางด่วนเพื่อเข้าเมืองได้ ขณะที่คนที่ใช้ระบบขนส่งสาธารณะก็มีรถไฟชานเมืองสายสีแดงที่เชื่อมจากบางซื่อมายังรังสิต รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่วิ่งผ่านแจ้งวัฒนะและติวานนท์ ช่วยให้การเดินทางเชื่อมต่อกับโซนอื่นสะดวกขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก

ศักยภาพของทำเลดอนเมือง – ติวานนท์ ในอนาคต

แม้วันนี้ดอนเมือง–ติวานนท์จะถือว่าเป็นทำเลที่มีความพร้อมอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีโครงการใหม่ ๆ ที่กำลังเข้ามาเสริมศักยภาพของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยายจากรังสิตไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางของคนที่อาศัยอยู่โซนรังสิตและคลองหลวงสะดวกขึ้น และเพิ่มทางเลือกในการเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยไม่ต้องพึ่งรถยนต์เพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน สนามบินดอนเมืองก็มีแผนขยายอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ หรือ Terminal 3 เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มศักยภาพของสนามบินแล้ว ยังมีแนวโน้มทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และบริการในพื้นที่เติบโตตามไปด้วย

อีกโครงการที่หลายคนจับตาคือ การปรับปรุงพื้นที่ของอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์จัดงานแสดงสินค้าและคอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ การรีโนเวทครั้งนี้จะช่วยยกระดับพื้นที่ให้รองรับกิจกรรมระดับนานาชาติได้มากขึ้น เช่น รื้อธันเดอร์โดมและธันเดอร์โดม สเตเดียม มาเป็นทั้ง Indoor & Outdoor Stadium รองรับการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ ความจุ 45,000 ที่นั่ง, การเตรียมทำ Mixed-Use ริมทะเลสาบเมืองทองธานี ในแผนที่เปิดมาคร่าวๆ คือจะมีโรงแรมในเครือ Hilton สวนน้ำ และ Shopping Center ขนาดใหญ่ เมื่อเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าได้สะดวกกว่าเดิม ก็มีโอกาสทำให้ย่านเมืองทองธานีมีความคึกคักมากขึ้นในระยะยาว

ถ้ามองภาพรวม ดอนเมือง–ติวานนท์ อาจไม่ใช่ทำเลที่หวือหวาที่สุดในกรุงเทพฯ แต่เป็นพื้นที่ที่มีข้อได้เปรียบตรง “ความพร้อม” เพราะองค์ประกอบสำคัญของการใช้ชีวิตมีอยู่ค่อนข้างครบ ทั้งงาน การเดินทาง โรงพยาบาล และแหล่งไลฟ์สไตล์ ส่วนเมกะโปรเจกต์ที่กำลังเกิดขึ้นก็เข้ามาช่วยต่อยอดสิ่งที่มีอยู่เดิม มากกว่าจะเริ่มต้นจากศูนย์ จึงเป็นอีกหนึ่งโซนที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านใหม่ในงบประมาณ 2-6 ล้านบาท โดยเฉพาะคนที่ทำงานในโซนแจ้งวัฒนะ หลักสี่ ดอนเมือง รังสิต หรือปทุมธานี ที่อยากลดเวลาเดินทางและยังได้บ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าในเมืองค่ะ

ถ้ามีงบ 2-6 ล้านบาทในโซนดอนเมือง-ติวานนท์ บ้านของ AP จะได้เป็นทาวน์โฮมและบ้านแฝดแบรนด์ Pleno Town, Pleno และ Grande Pleno โดยมีราคาทาวน์โฮมเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท ส่วนบ้านแฝดมีราคาเริ่มต้น 3.89 ล้านบาท

1. Pleno Town ธรรมศาสตร์-รังสิต : ทาวน์โฮมเริ่ม 1.89 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 3.89 ล้านบาท
2. Pleno Town ติวานนท์-รังสิต : ทาวน์โฮมเริ่ม 2.29 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 3.89 ล้านบาท
3. Pleno ติวานนท์ : ทาวน์โฮมเริ่ม 1.99 ล้านบาท
4. Pleno วิภาวดี-รังสิต : ทาวน์โฮมเริ่ม 2.79 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 4.89 ล้านบาท
5. Grande Pleno วิภาวดี-รังสิต : บ้านแฝดเริ่ม 5.29 ล้านบาท
6. Pleno แจ้งวัฒนะ-ติวานนท์ : ทาวน์โฮมเริ่ม 2.69 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 4.69 ล้านบาท
7. Pleno ติวานนท์-แจ้งวัฒนะ 2 : ทาวน์โฮมเริ่ม 3.49 ล้านบาท
8. Pleno ดอนเมือง : ทาวน์โฮมเริ่ม 2.99 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 4.99 ล้านบาท
9. Pleno แจ้งวัฒนะ : ทาวน์โฮมเริ่ม 2.99 ล้านบาท

โซน 2 : นนทบุรี – 345

จากเมืองรองของกรุงเทพฯ สู่พื้นที่ที่หลายคนใช้ชีวิตได้โดยแทบไม่ต้องเข้าเมือง

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เวลาพูดถึง “นนทบุรี” หลายคนมักมองว่าเป็นเมืองที่อยู่ติดกรุงเทพฯ คนส่วนใหญ่ยังเดินทางเข้าเมืองเพื่อทำงานและใช้ชีวิตเป็นหลัก แต่ถ้ามองภาพในวันนี้ จะเห็นว่าบทบาทของนนทบุรีเปลี่ยนไปพอสมควร

หลายพื้นที่ไม่ได้เป็นแค่ชานเมืองอีกต่อไป แต่เริ่มมีองค์ประกอบของ “เมือง” ที่ครบขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งศูนย์การค้า สถานที่ทำงาน โรงพยาบาล และระบบขนส่ง ทำให้หลายครอบครัวสามารถใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในพื้นที่ได้แทบทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องเข้าเมืองทุกวันเหมือนในอดีต

เรื่องไลฟ์สไตล์ถือว่าเป็นจุดแข็งของโซนนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะฝั่งบางใหญ่ที่หลายคนคุ้นเคยกับ Central WestGate และ IKEA ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนฝั่งตะวันตกไปเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นการจับจ่าย ซื้อของเข้าบ้าน ดูหนัง หรือหาร้านอาหารสำหรับวันหยุด ขณะที่ถ้าขยับเข้ามาทางรัตนาธิเบศร์ก็ยังมี Central Northville และ The Mall งามวงศ์วาน เป็น 2 Shopping Mall ขนาดใหญ่ที่รองรับการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่มานาน ส่วนตามแนวบางใหญ่และบางบัวทองเองก็มีทั้ง Lotus’s และ Big C กระจายอยู่หลายสาขา ทำให้เรื่องการจับจ่ายในชีวิตประจำวันไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล

จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ แม้หลายคนจะมองว่าพื้นที่นี้เป็นย่านที่อยู่อาศัย แต่จริง ๆ แล้วก็มีแหล่งงานรองรับอยู่ไม่น้อย ทั้งหน่วยงานราชการอย่างศูนย์ราชการนนทบุรี กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงพื้นที่อุตสาหกรรมและโรงงานในย่านบางบัวทองและถนน 345 นอกจากนี้ ตลอดแนวราชพฤกษ์และรัตนาธิเบศร์ก็เริ่มมีอาคารสำนักงานและธุรกิจบริการเข้ามามากขึ้น ทำให้คนที่ทำงานในพื้นที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ เสมอไป

สำหรับครอบครัวที่วางแผนอยู่อาศัยระยะยาว เรื่องโรงพยาบาลก็ถือว่าค่อนข้างพร้อม หรือจะเดินทางไปรพ.ใหญ่อย่างศิริราช ก็วิ่งตรงยาวๆ ผ่านเส้นราชพฤกษ์ได้สะดวก ช่วยรองรับทั้งการรักษาทั่วไปและการดูแลสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว

ด้านการเดินทาง นนทบุรีเป็นอีกพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากการขยายโครงข่ายคมนาคมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รถไฟฟ้าสายสีม่วงทำให้การเดินทางจากคลองบางไผ่เข้าสู่เตาปูนสะดวกขึ้น ขณะที่โครงข่ายถนนอย่างราชพฤกษ์ รัตนาธิเบศร์ กาญจนาภิเษก และถนน 345 ก็ช่วยกระจายการเดินทางไปยังกรุงเทพฯ ปทุมธานี และจังหวัดใกล้เคียงได้หลากหลายเส้นทาง

ศักยภาพของทำเลนนทบุรี – 345 ในอนาคต

แม้ปัจจุบันพื้นที่จะมีความพร้อมในระดับหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่น่าจับตาคือการลงทุนใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเฉพาะโครงการมอเตอร์เวย์ M9 ที่จะมาเพิ่มความรวดเร็วในการเดินทางเชื่อมต่อพื้นที่รอบกรุงเทพฯ แก้ปัญหาจุดตัด คอขวด และการแทรกตัวของรถจากทางคู่ขนาน

อีกโครงการที่ถูกพูดถึงไม่น้อยคือการพัฒนาโครงการ Mixed-use ขนาดใหญ่บริเวณตลาดบางใหญ่ จากกลุ่ม TCC Group ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนระดับหมื่นล้านบาท แม้รายละเอียดของโครงการจะทยอยเปิดเผยเป็นลำดับ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่บางใหญ่ยังเป็นหนึ่งในทำเลที่ภาคเอกชนมองเห็นโอกาสในการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งในมิติของที่อยู่อาศัย พื้นที่ค้าปลีก และอาคารสำนักงาน

ขณะเดียวกัน ยังมีแผนพัฒนา Sport Complex แห่งใหม่ ที่จะเข้ามาเติมฟังก์ชันด้านกีฬาและกิจกรรมสาธารณะให้กับพื้นที่ ซึ่งแม้อาจไม่ได้ส่งผลต่อราคาที่อยู่อาศัยโดยตรง แต่ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ช่วยให้เมืองมีความสมบูรณ์มากขึ้น และสร้างกิจกรรมให้คนในพื้นที่ได้ใช้งานจริง

ถ้ามองภาพรวม นนทบุรี–345 อาจไม่ใช่ทำเลสำหรับคนที่ต้องเข้าอโศกหรือสีลมทุกวัน แต่เหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ หรือทำงานในนนทบุรี ปทุมธานี และบางบัวทองมากกว่า เพราะสิ่งที่พื้นที่นี้มีคือ “ความครบ” ในการใช้ชีวิต ตั้งแต่ศูนย์การค้า โรงพยาบาล โรงเรียน ไปจนถึงแหล่งงาน ประกอบกับยังมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เข้ามาเติมศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านใหม่ในงบประมาณ 2-6 ล้านบาท นนทบุรี–345 จึงเป็นอีกทำเลที่น่าสนใจ เพราะยังสามารถหาบ้านแนวราบได้ในงบที่จับต้องได้ พร้อมกับได้พื้นที่ใช้สอยที่ค่อนข้างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับทำเลที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากกว่านี้ และมีแนวโน้มที่ความสะดวกในการใช้ชีวิตจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามการพัฒนาของพื้นที่ในอนาคต

ถ้ามีงบ 2-6 ล้านบาทในโซนนนทบุรี-345 บ้านของ AP จะได้เป็นทาวน์โฮมและบ้านแฝด โดยทาวน์โฮมมีราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท ส่วนบ้านแฝดมีราคาเริ่มต้น 2.99 ล้านบาท

1. Pleno Town บ้านกล้วย-กาญจนาฯ : ทาวน์โฮมเริ่ม 1.89 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 2.99 ล้านบาท
2. Grande Pleno บางใหญ่ : บ้านแฝดเริ่ม 4.79 ล้านบาท
3. Pleno บางใหญ่ 3 : ทาวน์โฮมเริ่ม 2.49 ล้านบาท
4. Pleno Town เวสต์เกต : ทาวน์โฮมเริ่ม 1.99 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 4.59 ล้านบาท
5. Pleno รัตนาธิเบศร์-บางใหญ่ : ทาวน์โฮมเริ่ม 2.89 ล้านบาท
6. Pleno บางใหญ่-กาญจนาฯ : ทาวน์โฮมเริ่ม 2.35 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 4.99 ล้านบาท
7. Pleno Town ปิ่นเกล้า-กาญจนาฯ : ทาวน์โฮมเริ่ม 1.89 ล้านบาท
8. Grande Pleno ปิ่นเกล้า-กาญจนาฯ : บ้านแฝดเริ่ม 6.29 ล้านบาท
9. Grande Pleno ศาลายา-บรมราชชนนี : บ้านแฝดเริ่ม 3.99 ล้านบาท
10. Grande Pleno ทวีวัฒนา : บ้านแฝดเริ่ม 5.99 ล้านบาท

1. Pleno Town แจ้งวัฒนะ-345 : ทาวน์โฮมเริ่ม 1.89 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 3.59 ล้านบาท
2. Pleno Town ราชพฤกษ์-345 : ทาวน์โฮมเริ่ม 1.99 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 3.99 ล้านบาท
3. Pleno ราชพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ : ทาวน์โฮมเริ่ม 3.79 ล้านบาท
4. Grande Pleno แจ้งวัฒนะ-ราชพฤกษ์ : บ้านแฝดเริ่ม 5.29 ล้านบาท
5. Pleno ราชพฤกษ์ 2 : ทาวน์โฮมเริ่ม 2.79 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 5.69 ล้านบาท
6. Grande Pleno ราชพฤกษ์ : ทาวน์โฮมเริ่ม 3.19 ล้านบาท

โซน 3 : เพชรเกษม – สาย 5

จากถนนสายหลักของฝั่งธนฯ สู่ทำเลที่กำลังเชื่อมต่อเมืองได้สะดวกขึ้น

ถ้าพูดถึงโซนเพชรเกษม หลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพของย่านที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ของฝั่งธนบุรี เพราะเป็นทำเลที่มีชุมชนอยู่หนาแน่นมาตั้งแต่เดิม และค่อย ๆ ขยายตัวออกไปทางพุทธมณฑล ศาลายา และอ้อมน้อยตามการเติบโตของเมือง

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเปิดใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมาถึงหลักสอง ทำให้ภาพของเพชรเกษมเปลี่ยนไปพอสมควร จากเดิมที่การเดินทางเข้าเมืองต้องพึ่งรถยนต์เป็นหลัก ก็เริ่มมีทางเลือกมากขึ้น ขณะเดียวกัน หากขยับออกมาทางสาย 4 และสาย 5 ก็ยังเป็นโซนที่มีบ้านแนวราบให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉพาะในงบประมาณ 2-6 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในพื้นที่ใกล้เมือง

เสน่ห์ของทำเลนี้อยู่ที่การเป็น “รอยต่อ” ระหว่างกรุงเทพฯ กับนครปฐม ทำให้สามารถเลือกใช้ชีวิตได้หลายรูปแบบ คนที่ทำงานในฝั่งธนฯ ยังเดินทางเข้าเมืองได้ ขณะที่คนที่ทำงานแถวศาลายา พุทธมณฑล หรืออ้อมน้อย ก็สามารถลดระยะเวลาในการเดินทางได้เช่นกัน

ในแง่ของการใช้ชีวิต เพชรเกษมอาจไม่ได้มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่กระจุกตัวอยู่ในจุดเดียวเหมือนบางใหญ่ แต่ข้อดีคือมีสิ่งอำนวยความสะดวกกระจายอยู่ตลอดแนวถนน หากอยู่ฝั่งบางแคก็สามารถแวะ The Mall บางแค หรือ Seacon บางแค ได้ไม่ยาก ส่วนคนที่อยู่ค่อนไปทางบรมราชชนนีและศาลายา ก็มีทั้ง Central ศาลายา และ Central ปิ่นเกล้า เป็นจุดหมายสำหรับการจับจ่ายหรือใช้เวลาช่วงวันหยุด นอกจากนี้ ตลาดสดธนบุรีก็ยังเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่คนในพื้นที่นิยมแวะซื้อวัตถุดิบและอาหารสดกันเป็นประจำ

สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือ พื้นที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงย่านที่อยู่อาศัย แต่ยังมีฐานการจ้างงานรองรับอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงงานและคลังสินค้าในย่านเอกชัย–บางบอน และอ้อมน้อย รวมถึงหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่อย่างมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ที่มีทั้งบุคลากร นักศึกษา และธุรกิจบริการรายล้อมจำนวนมาก ทำให้เพชรเกษม–สาย 5 เป็นทำเลที่รองรับทั้งคนทำงานภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และภาคการศึกษาไปพร้อมกัน

ในด้านสาธารณสุข แม้โรงพยาบาลจะไม่ได้กระจุกตัวเหมือนโซนใจกลางเมือง แต่ก็มีศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล รองรับการรักษาในพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม เรื่องการเดินทางถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ทำเลนี้น่าสนใจมากขึ้นในช่วงหลัง เพราะนอกจากถนนเพชรเกษมซึ่งเป็นเส้นหลักของพื้นที่แล้ว ยังสามารถเลือกใช้ถนนบรมราชชนนีเพื่อเข้าเมือง หรือเชื่อมต่อวงแหวนกาญจนาภิเษกเพื่อเดินทางไปจังหวัดรอบกรุงเทพฯ ได้สะดวก ขณะที่คนที่ต้องการใช้ระบบขนส่งสาธารณะก็สามารถเดินทางเข้ารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ซึ่งช่วยลดภาระการขับรถเข้าเมืองในช่วงเวลาเร่งด่วนได้พอสมควร

ศักยภาพของทำเลเพชรเกษม–สาย 5 ในอนาคต

สิ่งที่ทำให้โซนเพชรเกษม–สาย 5 น่าจับตามองในระยะต่อไป คือโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการที่กำลังจะเข้ามาเติมการเชื่อมต่อของพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือถนนพรานนก–พุทธมณฑลสาย 4 ซึ่งจะเป็นเส้นทางใหม่ที่ช่วยเชื่อมฝั่งธนบุรีกับโซนพุทธมณฑลได้สะดวกขึ้น และช่วยกระจายปริมาณการจราจรจากถนนสายหลักเดิม

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนา รถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน–ศาลายา ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ต้องเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ จากฝั่งศาลายาและพุทธมณฑล แม้โครงการจะยังต้องใช้เวลา แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ยังมีทิศทางการลงทุนด้านระบบขนส่งอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจคือ การขยายถนนบรมราชชนนีเพิ่มเติมไปจนถึงพุทธมณฑลสาย 4 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของผู้ใช้เส้นทางที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะคนที่เดินทางระหว่างกรุงเทพฯ ศาลายา และนครปฐม

เมื่อมองภาพรวม เพชรเกษม–สาย 5 อาจไม่ได้เป็นทำเลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่เป็นพื้นที่ที่ค่อย ๆ พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากโครงสร้างเมืองเดิม จุดเด่นจึงไม่ได้อยู่ที่การมีเมกะโปรเจกต์เพียงโครงการเดียว แต่เป็นการที่ระบบถนน รถไฟฟ้า และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ค่อย ๆ เติมเต็มกันมากขึ้น ทำให้การใช้ชีวิตสะดวกกว่าที่หลายคนเคยจดจำ

สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านใหม่ในงบประมาณ 2-6 ล้านบาท และอยากได้พื้นที่ใช้สอยที่มากกว่าทำเลชั้นใน พร้อมทั้งยังเดินทางเข้าเมืองได้โดยไม่ไกลจนเกินไป เพชรเกษม–สาย 5 จึงเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคนที่ทำงานในฝั่งธนบุรี ศาลายา หรือโซนตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากการเชื่อมต่อของพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ในระยะยาว

ถ้ามีงบ 2-6 ล้านบาทในโซนเพชรเกษม – สาย 5 บ้านของ AP จะได้เป็นทาวน์โฮมและบ้านแฝด โดยทาวน์โฮมจะมีราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท ส่วนบ้านแฝดมีราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท

1. Pleno Town ปิ่นเกล้า-สาย 5 : ทาวน์โฮมเริ่ม 1.99 ล้านบาท
2. Pleno เพชรเกษม 91 : ทาวน์โฮมเริ่ม 2.49 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 4.39 ล้านบาท
3. Pleno Town เพชรเกษม 81 : ทาวน์โฮมเริ่ม 2.09 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 3.49 ล้านบาท

โซน 4 : พระราม 2

แม้จะเป็นทำเลที่ถูกพูดถึงเรื่องการจราจรอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในตลาดบ้านแนวราบที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ

ถ้าพูดถึง “พระราม 2” เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกถึงข่าวการก่อสร้างถนนหรือปัญหาการจราจรเป็นอันดับแรก ซึ่งก็เป็นภาพจำที่เกิดขึ้นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากมองจากตลาดที่อยู่อาศัย พระราม 2 กลับเป็นทำเลที่ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีโครงการบ้านแนวราบเปิดใหม่มากที่สุดของฝั่งธนบุรี

เหตุผลสำคัญคือ พื้นที่บริเวณนี้ยังมีแปลงที่ดินขนาดใหญ่รองรับการพัฒนาโครงการได้ ต่างจากทำเลชั้นในที่ที่ดินเริ่มหายากและมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คนที่กำลังมองหาบ้านในงบประมาณ 2-6 ล้านบาท ยังสามารถหาบ้านใหม่พร้อมพื้นที่ใช้สอยที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้ไม่ยาก

แม้หลายคนจะมองว่าพระราม 2 เป็นเพียงเส้นทางผ่านไปสมุทรสาครหรือภาคใต้ แต่จริง ๆ แล้วพื้นที่นี้มีความสมบูรณ์ในตัวเองพอสมควร ตลอดแนวถนนมีทั้งศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าขนาดใหญ่รองรับการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ Central พระราม 2 ไปจนถึง Lotus’s, Big C, Makro และ HomePro ที่กระจายตัวอยู่ตามแนวถนน ทำให้การจับจ่ายหรือซื้อของเข้าบ้านไม่ต้องเดินทางไกล

หากขยับออกไปทางมหาชัย ก็ยังมี Porto Chino และ Central มหาชัย ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนในจังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่ใกล้เคียง ส่งผลให้คนที่อาศัยอยู่ช่วงปลายพระราม 2 มีตัวเลือกในการใช้ชีวิตมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว

ในด้านแหล่งงาน พระราม 2 ถือเป็นทำเลที่มีความหลากหลาย เพราะนอกจากจะเชื่อมต่อเข้าสู่ย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ ได้แล้ว พื้นที่โดยรอบยังเป็นฐานของภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่สำคัญ ทั้งโรงงานในแนวพระราม 2–สมุทรสาคร นิคมอุตสาหกรรมสินสาคร รวมถึงตลาดทะเลไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางค้าส่งสินค้าเกษตรและอาหารทะเลขนาดใหญ่ ทำให้มีทั้งแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และธุรกิจบริการหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก

ส่วนการเดินทาง แม้วันนี้หลายคนจะยังหลีกเลี่ยงพระราม 2 เพราะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินอยู่ แต่หากมองในภาพรวม พื้นที่นี้มีโครงข่ายถนนที่เชื่อมต่อได้หลายทิศทาง นอกจากถนนพระราม 2 แล้ว ยังสามารถใช้วงแหวนกาญจนาภิเษก สะพานพระราม 9 รวมถึงทางพิเศษเฉลิมมหานครในการเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ

และนี่เองคือเหตุผลที่หลายคนยังเลือกซื้อบ้านในโซนนี้ แม้จะต้องเผชิญกับการก่อสร้างในระยะสั้น เพราะมองว่าหลังโครงการต่าง ๆ แล้วเสร็จ การเดินทางมีแนวโน้มจะคลี่คลายและมีทางเลือกมากกว่าปัจจุบัน

ศักยภาพของทำเลพระราม 2 ในอนาคต

เมกะโปรเจกต์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ มอเตอร์เวย์ M82 ช่วงบางขุนเทียน–บ้านแพ้ว ซึ่งจะเป็นเส้นทางใหม่ที่ช่วยรองรับการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ และสมุทรสาคร ลดการพึ่งพาถนนพระราม 2 เพียงเส้นเดียว และเพิ่มความคล่องตัวให้กับทั้งการเดินทางและการขนส่งสินค้า

อีกโครงการสำคัญคือ ทางพิเศษสายพระราม 3–ดาวคะนอง–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเดินทางระหว่างฝั่งพระราม 3 ดาวคะนอง และพระราม 2 โดยตรง หากแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเข้าเมืองและกระจายปริมาณรถจากถนนสายหลักได้มากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมกะโปรเจกต์ทั้งสองไม่ได้เข้ามาเพื่อสร้างย่านใหม่ แต่เป็นการแก้ “ข้อจำกัดเดิม” ของพระราม 2 นั่นคือเรื่องการเดินทาง เมื่อโครงข่ายถนนมีความสมบูรณ์มากขึ้น ศักยภาพของพื้นที่ในฐานะทำเลที่อยู่อาศัยก็มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย

หากมองภาพรวม พระราม 2 เป็นทำเลที่เหมาะกับคนที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยในราคาที่จับต้องได้ และไม่ได้กังวลกับการใช้รถยนต์เป็นหลักมากนัก โดยเฉพาะคนที่ทำงานในฝั่งธนบุรี พระราม 3 หรือสมุทรสาคร ซึ่งสามารถเลือกเส้นทางการเดินทางได้หลายรูปแบบ ขณะเดียวกันก็ยังได้บ้านที่มีขนาดใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับงบประมาณเดียวกันในทำเลใกล้เมือง

อาจพูดได้ว่า พระราม 2 เป็นทำเลที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากพื้นที่ที่หลายคนคุ้นชินกับภาพของการก่อสร้าง ไปสู่ช่วงที่โครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการเริ่มทยอยแล้วเสร็จ ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การใช้ชีวิตในพื้นที่สะดวกขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ถ้ามีงบ 2-6 ล้านบาทในโซนพระราม 2 บ้านของ AP จะได้เป็นทาวน์โฮมและบ้านแฝด โดยทาวน์โฮมจะมีราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท ส่วนบ้านแฝดมีราคาเริ่มต้น 3.69 ล้านบาท

1. Pleno Town เอกชัย-บางบอน : ทาวน์โฮมเริ่ม 1.99 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 3.69 ล้านบาท
2. Pleno Town พระราม 2 : ทาวน์โฮมเริ่ม 1.89 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 3.79 ล้านบาท

โซน 5 : สุขสวัสดิ์ – ประชาอุทิศ

ทำเลฝั่งธนฯ ที่อยู่ใกล้เมืองฝั่งพระราม 3-สาทร และกำลังเปลี่ยนจากย่านอุตสาหกรรมสู่พื้นที่อยู่อาศัยที่เชื่อมต่อมากขึ้น

ถ้าพูดถึงสุขสวัสดิ์–ประชาอุทิศ หลายคนอาจยังติดภาพว่าเป็นพื้นที่ฝั่งธนฯ ที่มีโรงงานและชุมชนดั้งเดิมอยู่ค่อนข้างมาก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพของทำเลนี้ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยของคนในพื้นที่มายาวนาน กลายเป็นหนึ่งในโซนที่ได้รับความสนใจมากขึ้นจากการขยายตัวของเมืองฝั่งใต้และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่

ความน่าสนใจของสุขสวัสดิ์–ประชาอุทิศ คือการเป็นทำเลที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ชั้นในมากกว่าที่หลายคนคิด แม้จะอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ด้วยเส้นทางเชื่อมต่อหลายรูปแบบ ทำให้สามารถเดินทางไปยังโซนพระราม 3 สาทร สีลม หรือย่านธุรกิจฝั่งกรุงเทพฯ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอ้อมเข้าเมืองจากทางฝั่งอื่น

จุดแข็งของพื้นที่นี้คือยังคงมีบรรยากาศของย่านอยู่อาศัยที่มีความเป็นชุมชนสูง ขณะเดียวกันก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่พัฒนาขึ้นตามการขยายตัวของเมือง คนที่อยู่ในโซนนี้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างครบ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของ กินข้าว หรือทำกิจกรรมในวันหยุด

สำหรับไลฟ์สไตล์ของคนในพื้นที่ มีศูนย์การค้าและแหล่งจับจ่ายอยู่ไม่ไกล ทั้ง Central พระราม 3 ซึ่งเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนฝั่งพระราม 3 รวมถึง ICONSIAM ที่สามารถเดินทางไปได้สะดวกผ่านเส้นทางเชื่อมต่อริมแม่น้ำ นอกจากนี้ยังมี Big C สุขสวัสดิ์ Lotus’s พระราม 3 และ Lotus’s ประชาอุทิศ รวมถึงตลาดพระประแดงที่เป็นแหล่งซื้อของกินของใช้ในชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่มายาวนาน

ในมุมของแหล่งงาน สุขสวัสดิ์–ประชาอุทิศเป็นทำเลที่มีฐานเศรษฐกิจเดิมค่อนข้างแข็งแรง จากการเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับสมุทรปราการ ทำให้มีทั้งโรงงานและธุรกิจอุตสาหกรรมในพื้นที่พระประแดง–สมุทรปราการ รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมย่านราษฎร์บูรณะ ขณะเดียวกัน เมื่อพื้นที่ฝั่งพระราม 3 เติบโตขึ้น ก็มีสำนักงานและธุรกิจบริการเข้ามามากขึ้น ทำให้คนที่อาศัยในโซนนี้สามารถเลือกทำงานได้ทั้งฝั่งอุตสาหกรรมและฝั่งออฟฟิศ

ด้านการเดินทาง สุขสวัสดิ์–ประชาอุทิศถือเป็นอีกทำเลที่ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างถนนเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางพิเศษเฉลิมมหานครที่ช่วยเชื่อมเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ สะพานภูมิพลที่เชื่อมระหว่างฝั่งพระประแดงกับพระราม 3 อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญของทำเลนี้อยู่ที่ระบบขนส่งสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางในอนาคต

ศักยภาพของทำเลสุขสวัสดิ์ – ประชาอุทิศในอนาคต

หนึ่งในโครงการที่ถูกจับตามองคือ รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ซึ่งจะเข้ามาเติมเต็มระบบรถไฟฟ้าฝั่งใต้ของกรุงเทพฯ เชื่อมต่อพื้นที่จากฝั่งประชาอุทิศ สุขสวัสดิ์ ไปยังระบบรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ ทำให้คนในพื้นที่มีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น จากเดิมที่ต้องพึ่งพารถยนต์หรือรถโดยสารเป็นหลัก

อีกโครงการสำคัญคือ ทางพิเศษสายพระราม 3–ดาวคะนอง–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางในแนวตะวันตกของกรุงเทพฯ และเชื่อมต่อพื้นที่ตั้งแต่โซนพระราม 3 ถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก และพระราม 2 แบบวิ่งเชื่อมต่อกันยาวๆ ได้เลย

เมื่อเทียบกับหลายพื้นที่ที่ต้องขยับออกไปไกลเพื่อให้ได้บ้านในงบประมาณ 2-6 ล้านบาท สุขสวัสดิ์–ประชาอุทิศมีข้อได้เปรียบตรงระยะทางที่ยังอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ชั้นในมากกว่า สามารถเชื่อมต่อไปยังพระราม 3 และย่านธุรกิจฝั่งสาทรได้ ขณะเดียวกันยังมีบ้านแนวราบที่ตอบโจทย์คนต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น

แน่นอนว่าแต่ละทำเลมีข้อจำกัดแตกต่างกัน โซนนี้เองก็ยังเป็นพื้นที่ที่มีความเป็นเมืองผสมกับชุมชนดั้งเดิม บางช่วงเวลาอาจมีการจราจรหนาแน่น และรูปแบบการเดินทางในปัจจุบันยังพึ่งพารถยนต์อยู่พอสมควร แต่เมื่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ทยอยพัฒนา ภาพของทำเลนี้ก็มีโอกาสเปลี่ยนไปจากเดิม

สำหรับคนที่มองหาบ้านใหม่ในงบประมาณ 2-6 ล้านบาท และต้องการอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ชั้นใน โดยเฉพาะคนที่ทำงานฝั่งพระราม 3 ราษฎร์บูรณะ สมุทรปราการ หรือย่านธุรกิจริมแม่น้ำ สุขสวัสดิ์–ประชาอุทิศจึงเป็นอีกพื้นที่ที่น่าจับตามอง เพราะเป็นทำเลที่มีทั้งฐานการอยู่อาศัยเดิม และกำลังได้รับแรงเสริมจากการพัฒนาเมืองในอนาคต

ถ้ามีงบ 2-6 ล้านบาทในโซนสุขสวัสดิ์ – ประชาอุทิศ บ้านของ AP จะได้เป็นทาวน์โฮมและบ้านแฝด โดยทาวน์โฮมจะมีราคาเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท ส่วนบ้านแฝดมีราคาเริ่มต้น 2.99 ล้านบาท

1. Pleno พระราม 3-สุขสวัสดิ์ 30 : ทาวน์โฮมเริ่ม 3.59 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 6.99 ล้านบาท
2. Grande Pleno สุขสวัสดิ์ 64 : บ้านแฝดเริ่ม 6.99 ล้านบาท
3. Pleno สุขสวัสดิ์-ประชาอุทิศ 60 : ทาวน์โฮมเริ่ม 2.99 ล้านบาท
4. Pleno สุขสวัสดิ์-ประชาอุทิศ 76 : ทาวน์โฮมเริ่ม 3.59 ล้านบาท
5. Pleno ประชาอุทิศ-สุขสวัสดิ์ : ทาวน์โฮมเริ่ม 3.19 ล้านบาท
6. Pleno สุขสวัสดิ์-ประชาอุทิศ : ทาวน์โฮมเริ่ม 1.79 ล้านบาท
7. Pleno Town ประชาอุทิศ 90 : ทาวน์โฮมเริ่ม 1.79 ล้านบาท / บ้านแฝดเริ่ม 2.99 ล้านบาท

แล้วแบบบ้านไหนของ AP ที่เหมาะกับเรา?

หลังจากดูทั้ง 5 ทำเล จะเห็นว่าบ้านในงบประมาณ 2-6 ล้านบาทไม่ได้มีคำตอบเดียวว่า “โซนไหนดีที่สุด” เพราะแต่ละพื้นที่มีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน บางคนให้ความสำคัญกับการเดินทาง เพราะต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน บางคนมองหาพื้นที่บ้านมากขึ้นเพื่อรองรับครอบครัว หรือบางคนอาจกำลังซื้อบ้านหลังแรกที่อยากได้พื้นที่ส่วนตัวมากกว่าการอยู่คอนโด ดังนั้น นอกจากเลือกทำเลแล้ว อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเลือกบ้านที่เหมาะกับรูปแบบการใช้ชีวิตในช่วงเวลานั้น ๆ

ปัจจุบันบ้านแนวราบในระดับราคานี้มีตัวเลือกหลากหลายขึ้น ทั้งทาวน์โฮม บ้านแฝด ไปจนถึงบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น ซึ่งแต่ละรูปแบบก็เหมาะกับความต้องการที่แตกต่างกัน หนึ่งในแบรนด์บ้านที่มีตัวเลือกครอบคลุมหลายช่วงชีวิตคือ AP ที่พัฒนาบ้านหลายแบรนด์บ้านภายใต้แนวคิดที่แตกต่างกันอย่าง Pleno Town, Pleno และ Grande Pleno รองรับคนที่กำลังเริ่มต้นมีบ้านหลังแรกไปจนถึงครอบครัวที่ต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

PLENO TOWN (ทาวน์โฮมช่วงราคา 2-3 ล้านบาท และบ้านแฝดช่วงราคา 3-5 ล้านบาท)

บ้านหลังแรกกับราคาที่ทำให้การเริ่มต้นง่ายขึ้น พร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน

สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านหลังแรก สิ่งที่มักเป็นโจทย์สำคัญไม่ได้มีแค่เรื่องราคา แต่เป็นเรื่องของการจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตจริง Pleno Town จึงถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์คนที่กำลังเริ่มต้นมีบ้าน โดยเน้นความสมดุลระหว่างงบประมาณ ฟังก์ชัน และพื้นที่ใช้สอย ภายในบ้านมีการออกแบบให้ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน พร้อมดีไซน์ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

จุดหนึ่งที่หลายคนให้ความสำคัญกับบ้านหลังแรก คืออยากได้พื้นที่ที่มากกว่าห้องพัก แต่ก็ยังไม่อยากมีภาระเกินความจำเป็น บ้านในรูปแบบนี้จึงเหมาะกับคนที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น มีพื้นที่สำหรับทำงานที่บ้าน มีมุมพักผ่อน หรือเริ่มต้นสร้างครอบครัวขนาดเล็ก นอกจากตัวบ้านแล้ว อีกส่วนที่ช่วยเติมเต็มการอยู่อาศัยคือพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งถูกออกแบบมาให้รองรับกิจกรรมในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ออกกำลังกาย พื้นที่พักผ่อน หรือพื้นที่สำหรับใช้เวลาร่วมกับสมาชิกในครอบครัว

แบบบ้านหลักของแบรนด์ PLENO TOWN

Image 1/11
ทาวน์โฮมแบบ CLARA

ทาวน์โฮมแบบ CLARA

  • TYPE CLAIRE : ทาวน์โฮม 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 91 ตร.ม. ฟังก์ชัน 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ

  • TYPE CLARA : ทาวน์โฮม 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 104 ตร.ม. ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ

Image 1/11
บ้านแฝดแบบ BRIO

บ้านแฝดแบบ BRIO

  • TYPE BRIO : บ้านแฝด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 141 ตร.ม. ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ

Image 1/7
พื้นที่ส่วนกลางของแบรนด์ Pleno Town

พื้นที่ส่วนกลางของแบรนด์ Pleno Town

ส่วนกลางมีฟังก์ชันหลักๆ ให้ใช้งานครบครัน เช่น Clubhouse, สระว่ายน้ำ, สนามสตรีทบาสฯ, Fitness เป็นต้น

Image 1/4
พื้นที่ส่วนกลางสำหรับลูกบ้าน AP หลายโครงการในโซนเดียวกัน

พื้นที่ส่วนกลางสำหรับลูกบ้าน AP หลายโครงการในโซนเดียวกัน

และพิเศษสำหรับบางโครงการที่อยู่ใน AP Community (พัฒนาหลายโครงการบนที่ดินขนาดใหญ่) อาจมีพื้นที่ส่วนกลางเพิ่มเข้ามาให้ เพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อนร่วมกัน


PLENO (ทาวน์โฮมช่วงราคา 2-4 ล้านบาท และบ้านแฝดช่วงราคา 4-7 ล้านบาท)

บ้านขนาดกลางที่ออกแบบให้รองรับทั้งคู่รักและครอบครัวขนาดเล็ก

เมื่อเริ่มมีครอบครัว หรือรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ความต้องการเรื่องบ้านก็มักเปลี่ยนตาม หลายคนไม่ได้มองหาแค่พื้นที่อยู่อาศัย แต่ต้องการบ้านที่สามารถปรับเปลี่ยนตามช่วงชีวิตได้ Pleno จึงเป็นอีกตัวเลือกสำหรับคนที่มองหาความสมดุลระหว่างพื้นที่ ฟังก์ชัน และทำเล โดยออกแบบพื้นที่ภายในให้สามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น รองรับทั้งการอยู่อาศัยของคู่รัก ครอบครัวขนาดเล็ก หรือคนที่ต้องการพื้นที่เพิ่มเติมสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ในบ้าน

แนวคิดสำคัญคือการใช้พื้นที่ทุกตารางเมตรให้เกิดประโยชน์ เพราะสำหรับบ้านขนาดกลาง การวางผังพื้นที่มีผลต่อความรู้สึกในการอยู่อาศัยมาก ไม่ใช่แค่จำนวนห้องหรือขนาดพื้นที่ แต่เป็นเรื่องของการเดิน การจัดเก็บ และการปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เข้ากับชีวิตประจำวัน สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านในทำเลรอบเมือง บ้านประเภทนี้จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ได้พื้นที่มากขึ้น เมื่อเทียบกับการเลือกอยู่ในทำเลชั้นในที่ราคาที่ดินสูงกว่า

แบบบ้านหลักของแบรนด์ PLENO

Image 1/10
ทาวน์โฮมแบบ MARISA

ทาวน์โฮมแบบ MARISA

  • TYPE MARISA : ทาวน์โฮม 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 110 ตร.ม. ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ

Image 1/12
บ้านแฝดแบบ CODY

บ้านแฝดแบบ CODY

  • TYPE CODY : บ้านแฝด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 154 ตร.ม. ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ

Image 1/9
พื้นที่ส่วนกลางของแบรนด์ Pleno

พื้นที่ส่วนกลางของแบรนด์ Pleno

ส่วนกลางมีฟังก์ชันหลักๆ ให้ใช้งานครบครัน เช่น Clubhouse 2 ชั้น, สระว่ายน้ำขนาดใหญ่, Fitness, Co-Working Space, สวนส่วนกลาง, Pavilion เป็นต้น


GRANDE PLENO (ทาวน์โฮมช่วงราคา 3-5 ล้านบาท และบ้านแฝดช่วงราคา 6-9 ล้านบาท)

บ้านที่รองรับการใช้ชีวิตครอบครัวในระยะยาว

สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคน หรือกำลังวางแผนอนาคตระยะยาว ความต้องการเรื่องพื้นที่ภายในบ้านมักเพิ่มขึ้นตามช่วงชีวิต Grande Pleno ถูกออกแบบมาสำหรับคนที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น ทั้งพื้นที่ส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคน พื้นที่สำหรับทำกิจกรรมร่วมกัน หรือพื้นที่ที่รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

แนวคิดของบ้านประเภทนี้ไม่ได้มองแค่การอยู่อาศัยในวันนี้ แต่คิดถึงการเติบโตของครอบครัวในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีลูกเล็ก การมีผู้สูงอายุอยู่ร่วมกัน หรือการต้องการพื้นที่อเนกประสงค์ที่ปรับเปลี่ยนตามความต้องการได้ นอกจากขนาดบ้านแล้ว เรื่องทำเลก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพราะครอบครัวส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการเดินทางไปโรงเรียน โรงพยาบาล แหล่งงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน

แบบบ้านหลักของแบรนด์ GRANDE PLENO

Image 1/9
บ้านแฝดแบบ SIENNA

บ้านแฝดแบบ SIENNA

  • TYPE SIENNA : บ้านแฝด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 176 ตร.ม. ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น 4 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ

Image 1/9
บ้านแฝดแบบ SONIA

บ้านแฝดแบบ SONIA

  • TYPE SONIA : บ้านแฝด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 154 ตร.ม. ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ

Image 1/9
พื้นที่ส่วนกลางของแบรนด์ Grande Pleno

พื้นที่ส่วนกลางของแบรนด์ Grande Pleno

ส่วนกลางมีฟังก์ชันหลักๆ ให้ใช้งานครบครัน เช่น ซุ้มประตู 2 ชั้นพร้อม Clubhouse ดูโอ่อ่า, สระว่ายน้ำขนาดใหญ่, Fitness, Co-Working Space, สวนส่วนกลาง, Pavilion เป็นต้น

บทสรุป

สุดท้ายแล้ว การเลือกบ้านในงบประมาณ 2-6 ล้านบาท อาจไม่ได้มีคำตอบว่าโซนไหนหรือแบบบ้านไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะโจทย์ของแต่ละครอบครัวแตกต่างกัน บางคนอาจเลือกทำเลที่ใกล้ที่ทำงานที่สุด บางคนยอมเดินทางเพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับพื้นที่บ้านที่มากกว่า หรือบางคนมองระยะยาว เลือกทำเลที่มีโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เข้ามาในอนาคต สิ่งสำคัญคือการเลือกให้เหมาะกับชีวิตของตัวเองในวันนี้ และยังรองรับการเปลี่ยนแปลงในอีกหลายปีข้างหน้า

สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านใหม่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ที่ยังเดินทางเข้าเมืองง่าย สามารถดูรายละเอียดบ้านแต่ละโครงการที่อยู่ในทำเลต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ เพื่อเปรียบเทียบทั้งเรื่องทำเล แบบบ้าน ฟังก์ชัน และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด

FAQ : คำถามที่หลายคนสงสัย ก่อนเลือกซื้อบ้านงบ 2-6 ล้านบาท

Q1 : ซื้อบ้านใหม่หรือบ้านมือสอง งบ 2-6 ล้านบาท แบบไหนคุ้มกว่า?
A1 : ทั้งสองแบบมีข้อดีต่างกัน บ้านมือสองอาจได้ทำเลใกล้เมืองกว่า แต่ต้องเผื่องบประมาณสำหรับการรีโนเวทและซ่อมแซม ส่วนบ้านใหม่แม้อาจต้องขยับออกมาจากตัวเมือง แต่ได้ฟังก์ชันที่ออกแบบตามการใช้ชีวิตปัจจุบัน พร้อมการรับประกันจากโครงการ และมักมีพื้นที่ส่วนกลางที่รองรับการอยู่อาศัยของคนในชุมชน

Q2 : เมกะโปรเจกต์มีผลต่อการเลือกซื้อบ้านอย่างไร?
A2 : เมกะโปรเจกต์ไม่ได้ทำให้ราคาบ้านเพิ่มขึ้นทันที แต่มีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพของทำเลในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลดเวลาเดินทาง เพิ่มทางเลือกในการเดินทาง หรือทำให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและการลงทุนใหม่ ๆ เข้ามา ดังนั้น หากกำลังเลือกซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยในระยะยาว การพิจารณาแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กับการดูทำเลในปัจจุบันก็เป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม

Q3 : ถ้าต้องเข้าเมืองทุกวัน ควรเลือกโซนไหนดี?
A3 : หากต้องเดินทางเข้าเมืองเป็นประจำ สิ่งที่ควรพิจารณาไม่ใช่เพียงระยะทาง แต่รวมถึงเส้นทางและรูปแบบการเดินทางด้วย เช่น ดอนเมือง–ติวานนท์ เหมาะกับคนที่ใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงหรือสายสีชมพู ขณะที่นนทบุรีสามารถใช้รถไฟฟ้าสายสีม่วงได้ ส่วนเพชรเกษมมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรองรับ หากเป็นคนที่ทำงานฝั่งพระราม 3 หรือสาทร สุขสวัสดิ์และพระราม 2 ก็เป็นตัวเลือกที่เดินทางได้สะดวกผ่านโครงข่ายทางด่วน

Q4 : ทาวน์โฮมและบ้านแฝดโซนดอนเมืองเหมาะกับใครบ้าง?
A4 : เหมาะกับคนที่ทำงานในโซนดอนเมือง แจ้งวัฒนะ หลักสี่ รังสิต หรือปทุมธานี รวมถึงคนที่ทำงานเกี่ยวกับสนามบินและหน่วยงานราชการ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งงานขนาดใหญ่กระจุกตัวอยู่หลายแห่ง อีกทั้งยังมีทั้งรถไฟฟ้าสายสีแดง สายสีชมพู และถนนวิภาวดีรังสิต ช่วยให้เดินทางได้สะดวกทั้งรถยนต์และระบบขนส่งสาธารณะ

Q5 : ทาวน์โฮมและบ้านแฝดโซนนนทบุรี-ถนน 345 ยังน่าซื้ออยู่ไหม?
A5 :โซน 345 ยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจ เพราะยังมีบ้านแนวราบให้เลือกหลายระดับราคา ขณะเดียวกัน สิ่งอำนวยความสะดวกก็พัฒนาต่อเนื่อง ทั้งศูนย์การค้า โรงพยาบาล และระบบคมนาคม นอกจากนี้ยังมีโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น มอเตอร์เวย์ M9 และโครงการ Mixed-use บริเวณบางใหญ่ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตในอนาคต

Q6 : ทาวน์โฮมและบ้านแฝดโซนเพชรเกษม–สาย 5 เดินทางเข้าเมืองสะดวกไหม?
A6 : ปัจจุบันการเดินทางของโซนเพชรเกษมสะดวกขึ้นกว่าหลายปีก่อน จากการเปิดใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่ไปสิ้นสุดถึงสถานีหลักสอง แถว The Mall บางแค รวมถึงการเชื่อมต่อกับถนนบรมราชชนนีและวงแหวนกาญจนาภิเษก ในอนาคตยังมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ทั้งถนนพรานนก–พุทธมณฑลสาย 4 และรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น

Q7 : ทาวน์โฮมและบ้านแฝดโซนพระราม 2 ตอนนี้ยังน่าอยู่ไหม?
A7 : แม้พระราม 2 จะอยู่ในช่วงที่มีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการ แต่ก็ยังเป็นทำเลที่มีความพร้อมด้านการอยู่อาศัย ทั้งศูนย์การค้า โรงพยาบาล และแหล่งงาน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในโซนที่มีบ้านแนวราบให้เลือกจำนวนมาก หากมองในระยะยาว เมื่อโครงการอย่างมอเตอร์เวย์ M82 และทางพิเศษสายพระราม 3–ดาวคะนอง–วงแหวนรอบนอกฯ แล้วเสร็จ ก็มีแนวโน้มที่จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางได้

Q8 : ทาวน์โฮมและบ้านแฝดโซนสุขสวัสดิ์–ประชาอุทิศ เหมาะกับใคร?
A8 : โซนสุขสวัสดิ์–ประชาอุทิศเหมาะกับคนที่ทำงานฝั่งพระราม 3 ราษฎร์บูรณะ พระประแดง หรือสมุทรปราการ เพราะสามารถเดินทางเชื่อมต่อพื้นที่เหล่านี้ได้สะดวก นอกจากนี้ยังเป็นทำเลที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ชั้นในมากนัก และกำลังได้รับแรงหนุนจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ รวมถึงทางพิเศษสายใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา


ขอบคุณรูปประกอบจาก

https://www.dailynews.co.th/
https://www.matichon.co.th/
กรมทางหลวง
https://www.matichon.co.th/