คอนโดแบรนด์ “The Reserve” หายไป 8 ปี แต่ครั้งนี้กลับมาเป็นโครงการบ้านแนวราบเริ่มต้น 65-85 ล้านบาท ที่กลายเป็น Segment บ้านระดับบนสุดของ Pruksa เลย!

ก่อนหน้านี้แบรนด์บ้านแนวราบ Segment บนสุดของทาง Pruksa จะเป็น The Palm Residences ที่มีระดับราคาอยู่ที่ 30-50 ล้านบาทค่ะ แต่ตอนนี้ได้เปิดแบรนด์ใหม่แต่ชื่อคุ้นอย่าง “The Reserve” เป็นบ้านแนวราบในระดับราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป

เพราะจริงๆแล้ว  “The Reserve” เป็นแบรนด์คอนโดมิเนียมหรู ที่โดดเด่นเรื่องความเป็นส่วนตัวและความเป็น Rare Collection แต่ทาง Pruksa ได้นำแบรนด์ The Reserve กลับมาอีกครั้งในรอบ 8 ปีและต่อยอดพัฒนาเป็นบ้านแนวราบแบรนด์ใหม่

สงสัยกันมั้ย? ทำไมทาง Pruksa ถึงเลือกใช้ชื่อแบรนด์เหมือนกับคอนโด ไม่ตั้งชื่อแบรนด์ใหม่เหมือน Developer รายอื่นๆ นั่นก็เป็นเพราะว่าแบรนด์ “The Reserve” ทั้งคอนโดและบ้านแนวราบมีแนวคิดในเรื่องความเป็น Rare Collection สินทรัพย์ที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่นได้ ทั้งในแง่ทำเลที่ตั้งโครงการ, การเดินทางและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบอีกระดับที่ไปไหนมาไหนได้สะดวกสบายมากๆ

โดยมีโครงการบ้านแห่งแรกภายใต้แบรนด์นี้เป็น The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 (เดอะ รีเซิร์ฟ วิลล่า สุขุมวิท 89/1) มี Concept อย่าง “The Rarity Today, The Legacy Tomorrow” เพราะปัจจุบันนี้บ้านในเมือง = ของหายาก ด้วยที่ดินเปล่าในเมืองก็แทบไม่เหลือให้พัฒนาแล้ว จะมีก็เป็นแค่ผืนเล็กๆ อีกทั้งราคาที่ดินก็สูงด้วย ทำให้นี่คือเหตุผลที่เราจะเจอโครงการบ้านในเมืองเป็นบ้านหรูที่มีจำนวนเพื่อนบ้านไม่เยอะ แต่ได้ในเรื่องทำเลเมืองและความเป็นส่วนตัว ซึ่งสะท้อนถึง Value ของโครงการนี้ที่ถือเป็นมรดกให้แก่ลูกหลานในอนาคตได้นั่นเอง และมีเพียง 26 ยูนิตเท่านั้น

งั้นเรามาดูรายละเอียดโครงการกันเลยว่ามีความเป็น Rare Collection ยังไงบ้าง?

“ทำเลที่ตั้ง” บ้านแนวราบที่ใกล้ถนนสุขุมวิทและรถไฟฟ้า BTS บางจากมากที่สุดของย่าน ห่างจากถนนสุขุมวิท 400 เมตร และ BTS บางจากเพียง 700 เมตร อีกทั้งอยู่ไม่ไกลจากทางพิเศษเฉลิมมหานคร ด่านสุขุมวิท 62 จึงเดินทางไปโซนพระราม 4, หลังสวน, เพลินจิตและอโศกได้สบาย นอกจากนั้นยังได้บรรยากาศโครงการที่สงบและเป็นส่วนตัวสูง เพราะตั้งอยู่ด้านในสุดของซอยที่เป็นซอยตัน รวมถึงโดยรอบเป็นบ้านพักอาศัย ไม่มีคนหรือรถพลุกพล่าน

สำหรับ Highlight ของทำเลเมืองก็คือความสะดวกสบายที่ไปไหนมาไหนได้ง่าย มีความอุดมสมบูรณ์โดยรอบคึกคัก อย่างใกล้ๆก็มี True Digital Park, Cloud 11, Bangkok Mall รวมถึงไป EM District ที่มีทั้ง Emporiom, Emquartier และ Emsphere ได้ ส่วนโรงเรียนนานาชาติก็เยอะ ส่วนโรงพยาบาลก็มีหลายแห่ง จึงเหมาะกับคนที่ชอบไลฟ์สไตล์ในเมือง เน้นความสะดวกสบายเป็นหลักเลย

“ตัวบ้าน” เป็นบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว 3.5 ชั้น ออกแบบภายใต้แนวคิด Urban Tropical Sanctuary เลือกใช้สีที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติอย่างสีน้ำตาลที่สื่อถึงไม้และสีเทาเข้มที่สื่อถึงดิน ซึ่งแตกต่างจากบ้านส่วนใหญ่ที่เราจะเห็นตัวบ้านในโทนสีขาวมากกว่า แต่ก็ทำให้ตัวบ้านของโครงการนี้มีความเป็น Iconic ที่ใครๆเห็นแล้วก็จำได้แน่นอนว่าคือบ้านของโครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1

นอกจากนั้นยังเป็นบ้าน 4 ห้องนอน 4 ที่จอดรถ พร้อมลิฟต์โดยสารในบ้านทุกหลัง อีกทั้งออกแบบแยกโซนพักผ่อนและ Service ชัดเจน ทั้งการแบ่งอยู่คนละฝั่งบ้านและการออกแบบลดระดับพื้นโซน Service ต่ำกว่าพื้นบ้าน, มีห้องนอนผู้สูงอายุ, สระว่ายน้ำส่วนตัวภายในบ้านเดี่ยว ส่วนบ้านแฝดจะออกแบบรองรับการต่อเติมสระว่ายน้ำ, เน้นบรรยากาศโปร่งโล่ง ด้วยพื้นที่ Double Volume 6.60 และช่องแสงขนาดใหญ่แบบ Full Height หลายจุดด้วย

“พื้นที่ส่วนกลาง” ถึงแม้จะเป็นโครงการขนาดเล็กที่มีเพียง 26 หลัง แต่ก็ออกแบบพื้นที่ส่วนกลางมาให้ใช้งานครบครันทั้ง The Reserve Club ประกอบด้วย The Reserve Lounge เป็น Private Lounge, Wellness Lounge เป็น Private Massage & Spa และ The Terrace, Fitness Lounge และ Club Lounge จัด Private Dinner หรือ Chef’s Table ได้

รวมถึงพื้นที่สวนสีเขียว The Reserve Courtyard ที่คัดสรรพันธุ์ไม้หลากหลายทั้งพืชที่ฟอกอากาศ, สร้างออกซิเจน, ดักจับฝุ่นและให้ร่มเงา ซึ่งภายในสวนนี้จะมี Arrival Court, Play Area , Senior Area ทางเดินหินปุ่มนวดเท้า, Seating Area และ Jogging Path ทางโครงการยังออกแบบเดินสายไฟลงดินทั้งโครงการ ได้ทัศนียภาพที่สวยงาม เรียบร้อยและสะอาดตาค่ะ

นอกจากนั้นยังมีฟังก์ชันส่วนกลางที่น่าสนใจที่เราไม่ค่อยเห็นในบ้านแนวราบ ได้แก่ บริการ Concierge by The Reserve และ Personalized Lifestyles Wellness ร่วมกับ รพ.วิมุต ทำให้ลูกบ้านอยู่อาศัยได้อย่างสบายกายและสบายใจ

เราจึงมองว่าโครงการนี้เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีไลฟ์สไตล์แบบคนเมือง ชอบความสะดวกสบาย เดินทางไปไหนมาไหนก็ง่าย อยากได้บ้านที่อยู่อาศัยไปได้ยาวๆและเป็นโครงการที่มี Value เติบโตเรื่อยๆ จึงส่งต่อเป็นมรดกให้แก่รุ่นลูก-รุ่นหลานได้นั่นเอง

ถ้าใครอยากรู้ว่า “The Reserve” ที่กลับมาในรอบ 8 ปีแล้วพัฒนาเป็นโครงการบ้านแนวราบ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 นี้จะมี Highlight และรายละเอียดดีเทลแต่ละจุดแบบไหน? หรืออยากชมภาพบรรยากาศจริงว่าบ้านหรูเริ่ม 65-85 ล้านบาทมีดีเทลการออกแบบยังไง? ก็อ่านต่อด้านล่างได้เลย เผื่อเป็นไอเดียและแรงบันดาลใจให้ทุกคนค่ะ

ข้อมูลโครงการ

รีวิว The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 (เดอะ รีเซิร์ฟ วิลล่า สุขุมวิท 89/1)  ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

 ชื่อโครงการ   The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 (เดอะ รีเซิร์ฟ วิลล่า สุขุมวิท 89/1)
 ชื่อผู้ประกอบการ   บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)
 SEGMENT CLASS   SUPER LUXURY-ULTIMATE CLASS (รายละเอียดของ Segment บ้านปี 2023 )
 โครงการตั้งอยู่   ซอยสุขุมวิท 89/1 ถนนสุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ
 ที่ดิน 5-1-23.9 ไร่
 จำนวนยูนิต 26 ยูนิต
 ประเภทบ้าน
  • Residence I (เรสสิเด้น วัน) บ้านเดี่ยว 3.5 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 50 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 462 ตร.ม.
    – ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน / 6 ห้องน้ำ / 4 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / ลิฟต์โดยสาร / สระว่ายน้ำ
    – ราคาเริ่มต้น 85 ล้านบาท
  • Residence II (เรสสิเด้น ทู) บ้านแฝด 3.5 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 36 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 282 ตร.ม.
    – ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน / 5 ห้องน้ำ / 4 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / ลิฟต์โดยสาร
    – ราคาเริ่มต้น 65 ล้านบาท

 เริ่มก่อสร้าง   ปี 2567
 คาดว่าจะแล้วเสร็จ   ปี 2569 (เฉพาะ Phase 1)
 เว็บไซต์โครงการ  คลิกที่นี่
 โทร   1739

ทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 13.702225016943482, 100.6072287423279
หรือสามารถ : คลิกที่นี่

Highlight

  • บ้านแนวราบที่ใกล้ถนนสุขุมวิทและรถไฟฟ้า BTS บางจากมากที่สุดของย่าน ห่างจากถนนสุขุมวิท 400 เมตร และห่างจาก BTS บางจากเพียง 700 เมตร อีกทั้งอยู่ไม่ไกลจากทางด่วนด้วย
  • บ้านสุขุมวิท บรรยากาศสงบและเป็นส่วนตัวสูง เพราะตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 89/1 ซึ่งอยู่ด้านในสุดและเป็นซอยตัน รวมถึงโดยรอบเป็นบ้านพักอาศัย ไม่มีคนหรือรถพลุกพล่าน
  • ความอุดมสมบูรณ์โดยรอบคึกคัก มีทั้ง True Digital Park, Cloud 11, Bangkok Mall รวมถึงไป EM District ที่มีทั้ง Emporiom, Emquartier และ Emsphere ได้ ส่วนโรงเรียนนานาชาติและโรงพยาบาลก็มีหลายแห่งในระยะ 5 กิโลเมตร

แผนที่จากทางโครงการค่ะ

The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 ตั้งอยู่ตรงไหน?

โครงการนี้ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 89/1 ห่างจากถนนสุขุมวิทประมาณ 400 เมตร ซึ่งซอยสุขุมวิท 89/1 นี้จะเป็นซอยตันและตัวโครงการก็ตั้งอยู่ด้านในสุดของซอยประกอบกับโดยรอบโครงการที่เป็นบ้านพักอาศัยแนวราบซะส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีรถขับผ่าน ทำให้ได้บรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวสูง เหมาะแก่การพักผ่อนมากๆ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อไปออกถนนหลักอื่นๆของย่านได้ทั้งถนนอ่อนนุช, ถนนศรีนครินทร์ และถนนอุดมสุข หรือจะเชื่อมต่อไปยังถนนศรีนครินทร์และถนนบางนา-ตราดก็สะดวก รวมถึงใกล้รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวอ่อน สถานีบางจากเพียง 700 เมตร และอยู่ไม่ไกลจากทางพิเศษเฉลิมมหานครและทางพิเศษฉลองรัชด้วย ทำให้เดินทางเข้า-ออกเมืองได้สะดวกเลยค่ะ

สำหรับจุดขึ้นลง-ทางด่วนที่ใกล้โครงการที่สุดจะเป็น ทางพิเศษเฉลิมมหานคร ด่านสุขุมวิท 62 ประมาณ 2.1 กิโลเมตร เพื่อใช้เดินทางไปโซนพระราม 4, หลังสวน, เพลินจิตและอโศกได้สบายเลย

ในแง่ความอุดมสมบูรณ์โดยรอบโครงการก็ถือว่าคึกคักมากๆ เพราะถือเป็นบ้านที่อยู่ใจกลางเมืองบนทำเลสุขุมวิท มีห้างใหญ่ๆ โรงพยาบาลชื่อดังหรือสถานศึกษาชั้นนำรายล้อมหลายแห่ง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่หลายๆคนอยากอยู่อาศัยอยู่บ้านใจกลางเมือง เพราะจะเดินทางไปไหนมาไหนก็ง่าย สิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบครันและเข้าถึงง่าย

อย่างห้างหรือ Community Mall ใกล้ๆโครงการก็มี True Digital Park ที่นอกจากจะเป็นแหล่งงานแล้ว ยังมีร้านค้า-ร้านอาหารอยู่เยอะ, Cloud 11 เป็น Hub ของ Content Creator ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ปัจจุบันเปิดให้ใช้งานตรงสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯแล้ว และจะเปิดบริการทั้งโครงการประมาณเดือนมีนาคม ปี 2569 นี้, Bangkok Mall เป็นโครงการ Mixed – Use ขนาดใหญ่บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ คาดเปิดบางส่วนในปี 2570 และคาดเปิดทั้งโครงการในปี 2572 ค่ะ นอกจากนั้นยังไปตรง EM District ที่มีทั้ง Emporiom, Emquartier และ Emsphere ได้ หรือจะเข้าเมืองไปอีกหน่อยก็มีทั้ง One Bangkok, Central ชิดลม และ Central Embassy ให้มาเดินเล่น ช้อปปิ้งกันได้สบายๆ

ส่วนสถานศึกษาสำหรับลูกๆก็อยู่ไม่ไกล รวมถึงมีโรงเรียนนานาชาติหลายแห่งเลยไม่ว่าจะเป็น Wells International School ที่ห่างเพียง 600 เมตร อีกทั้งมี Anglo Singapore International School, St. Andrews International School, Berkeley International School  และ Bangkok Prep International School ก็อยู่ในระยะ 5 กิโลเมตรด้วย  ทำให้น้องๆไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไป-กลับโรงเรียนนาน จะได้มีเวลาไปใช้ทำกิจกรรมเรียนรู้หรือเล่นสนุกกับเพื่อนๆและครอบครัวได้

ที่สำคัญตัวโครงการยังอยู่ใกล้โรงพยาบาลหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลสุขุมวิท, โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ และโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เป็นต้น ทำให้เราหายห่วงเรื่องสุขภาพของคนในครอบครัวเลย เวลาเจ็บป่วยอะไรก็มาหาหมอได้ง่าย รวมถึงเราก็พาคุณปู่ คุณย่ามาตรวจสุขภาพประจำเดือนตามที่คุณหมอนัดได้สะดวกดีค่ะ

บ้านสุขุมวิท ราคาเท่าไหร่?

จริงๆทำเลนี้เรียกได้ว่าเป็นทำเลคอนโดใกล้รถไฟฟ้าและสามารถเข้าเมืองได้สะดวก ด้วยผืนที่ดินเปล่าที่แทบไม่มีเหลือให้พัฒนาโครงการแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นผืนที่ดินเล็กๆ อีกทั้งมีมูลค่าที่ดินที่สูงด้วย การเลือกพัฒนาเป็นคอนโดจึงเหมาะสมและคุ้มทุนสุด เราจึงไม่ค่อยเห็นโครงการบ้านแนวราบเท่าไหร่นัก หากเจอโครงการบ้านสุขุมวิทก็จะเป็นบ้านหรูแบบ Luxury และมีจำนวนยูนิตน้อย ได้ในเรื่องความเป็นส่วนตัวสูงนั่นเอง จากที่เราลองสำรวจบนทำเลนี้ส่วนใหญ่จะเป็นทาวน์โฮมราคาประมาณ 10 – 20 ล้าน / บ้านแฝด 15 – 30 ล้าน / บ้านเดี่ยว 25 – 40 ล้าน และโฮมออฟฟิศ 30 – 40 ล้าน

สำหรับโครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 ที่เป็นบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว 3.5 ชั้น ขนาด 282-462 ตร.ม. ในราคาเริ่มต้น 65-85 ล้านบาท ที่ถึงแม้จะมีราคาที่ดูสูงเมื่อเทียบกับราคาในย่านนี้ แต่ถือเป็นบ้านแนวราบที่ใกล้ถนนสุขุมวิทและรถไฟฟ้า BTS บางจากมากที่สุดของย่าน อีกทั้งได้พื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ มี 4 ห้องนอน 4 ที่จอดรถและสระว่ายน้ำส่วนตัวในบ้าน พร้อมพื้นที่ส่วนกลางให้ใช้งานครบครัน แถมมีบริการ Concierge by The Reserve และ Personalized Lifestyles Wellness ร่วมกับ รพ.วิมุตด้วย ก็ถือว่าน่าสนใจมากๆ

หากเราลองเทียบกับทำเลใกล้เมืองกว่านี้อย่างโซนเอกมัย-ทองหล่อ ก็มีแต่โครงการบ้านที่เปิดขายมานานแล้ว จึงต้องมองเป็นคอนโดห้องใหญ่แทนที่อาจจะมีระดับราคาใกล้เคียงกัน แต่ด้วยรูปแบบ Product ที่แตกต่างกันของคอนโดและบ้าน ก็ทำให้ยังไงบ้านแนวราบจะมีพื้นที่ใช้สอยเยอะกว่า ได้พื้นที่รอบบ้านและที่สำคัญจอดรถได้ถึง 4 คันค่ะ

แล้วถ้ามองเป็นทำเลหรูในปัจจุบันนี้อย่างโซนกรุงเทพกรีฑาที่มีบ้านหรู 2-3 ชั้นอยู่หลากหลายระดับราคาตั้งแต่ 30 ล้านบาทไปจนถึง 100 ล้านบาท ส่วนพื้นที่ใช้สอย 1,000 ตร.ม.ก็มีให้เห็น หรือจะเป็น Pool Villa มีสระว่ายน้ำก็เยอะ หากเทียบกับ Product บ้านของ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 กับบ้านบนทำเลกรุงเทพกรีฑานี้ก็อาจจะใกล้เคียงกัน แต่ในเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตก็แตกต่างกันชัดเจน เพราะคนย่านกรุงเทพกรีฑายังคงใช้ทางด่วนเดินทางเข้าเมืองมาใช้ชีวิตตรงโซนพระราม 9 และสุขุมวิทอยู่ดี

ทำให้การมีบ้านสุขุมวิทอย่างโครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 ก็โดดเด่นในเรื่องความสะดวกสบายในระยะยาวมากกว่าและเป็น Value สำคัญของแบรนด์นี้ที่ทำให้สามารถส่งต่อโครงการนี้เป็นมรดกสู่รุ่นต่อไปได้นั่นเอง

สภาพแวดล้อมรอบโครงการ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้

สภาพแวดล้อมรอบๆโครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านพักอาศัยแนวราบ อีกทั้งตัวโครงการยังตั้งอยู่ด้านในสุดของซอยและเป็นซอยตัน ทำให้ได้บรรยากาศที่เงียบสงบ เหมาะแก่การอยู่อาศัยค่ะ

  • ทิศเหนือ ติดกับ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น
  • ทิศตะวันออก ติดกับ คลอง และ อาคารสำนักงาน 6 ชั้น
  • ทิศใต้ ติดกับ ซอยสุขุมวิท 89/1 และ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น
  • ทิศตะวันตก ติดกับ อาคารพาณิชย์ 2 ชั้น

Image 1/6
ภาพบรรยากาศบริเวณด้านหน้าซอยสุขุมวิท 89/1 ติดถนนสุขุมวิท

ภาพบรรยากาศบริเวณด้านหน้าซอยสุขุมวิท 89/1 ติดถนนสุขุมวิท

ภาพบรรยากาศภายในซอยที่ตั้งโครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

ห้างสรรพสินค้า / ตลาด

  • ตลาดบางจาก ~ 700 เมตร
  • เซ็นจูรี่ เดอะ มูฟวี่ พลาซ่า สุขุมวิท ~ 1 กิโลเมตร
  • Big C อ่อนนุช ~ 1.9 กิโลเมตร
  • People Park อ่อนนุช ~ 2.2 กิโลเมตร
  • True Digital Park ~ 2.2 กิโลเมตร
  • Lotus สุขุมวิท 50 ~ 2.2 กิโลเมตร
  • Cloud 11 ~ 2.5 กิโลเมตร
  • Bangkok Mall ~ 3.6 กิโลเมตร
  • Gateway เอกมัย ~ 3.6 กิโลเมตร
  • Emporiom ~ 5.5 กิโลเมตร
  • Emquartier ~ 5.6 กิโลเมตร
  • The Common ทองหล่อ ~ 5.6 กิโลเมตร
  • Emsphere ~ 6.6 กิโลเมตร
  • One Bangkok ~ 9.1 กิโลเมตร
  • Central ชิดลม ~ 11.9 กิโลเมตร
  • Central Embassy ~ 12.3 กิโลเมตร

โรงพยาบาล

  • โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ ~ 1.5 กิโลเมตร
  • โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ~ 3.1 กิโลเมตร
  • โรงพยาบาลสุขุมวิท ~3.2 กิโลเมตร
  • โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ~ 4.3 กิโลเมตร
  • โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ~ 5.7 กิโลเมตร
  • โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ~ 7.0 กิโลเมตร

โรงเรียน

  • โรงเรียน สยามสามไตร ~ 140 เมตร
  • Wells International School ~ 600 เมตร
  • Anglo Singapore International School ~ 2.1 กิโลเมตร
  • โรงเรียนพูนสิน ~ 3.2 กิโลเมตร
  • St. Andrews International School ~ 3.3 กิโลเมตร
  • Berkeley International School ~ 4.4 กิโลเมตร
  • Bangkok Prep International School ~ 4.8 กิโลเมตร

รายละเอียดโครงการ

Highlight

  • แบรนด์โครงการบ้านแนวราบ Segment สูงสุดของ Pruksa ด้วยแนวคิด Rare Collection เป็นสินทรัพย์ที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่นได้
  • เน้นความเป็นส่วนตัวสูงและความเงียบสงบ มีจำนวนเพื่อนบ้านน้อยเพียง 26 หลังและออกแบบพื้นที่ส่วนกลางอยู่ด้านใน ทำให้ใช้งานได้เป็นส่วนตัว
  • บริการ Concierge by The Reserve และ Personalized Lifestyles Wellness ร่วมกับ รพ.วิมุต ทำให้มีผู้ช่วยส่วนตัวอํานวยความสะดวกและอยู่อาศัยได้อย่างสบายใจไปนานๆ
  • เดินสายไฟลงดินทั้งโครงการ ได้ทัศนียภาพในโครงการที่สวยงาม

The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 (เดอะ รีเซิร์ฟ วิลล่า สุขุมวิท 89/1) เป็นโครงการบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว 3.5 ชั้น ที่มีเพียง 26 ยูนิต บนที่ดิน 5-1-23.9 ไร่ ออกแบบภายใต้แนวคิดอย่าง Urban Tropical Sanctuary ด้วยโทนสีที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติและมีทีมสถาปนิกชื่อดังทั้ง A49, That is ITH และ Landscape Tectonix ร่วมกันออกแบบโครงการนี้ขึ้นมาดูหรูหราสวยงามมากๆ

แต่ถึงแม้จะเป็นโครงการขนาดเล็กที่มีลูกบ้านไม่เยอะ แต่ทางโครงการก็ออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้ใช้งานครบครัน โดยอาคาร Clubhouse จะตั้งอยู่ด้านในโครงการ ลูกบ้านจึงมาใช้งานได้อย่างเป็นส่วนตัวนั่นเอง อีกทั้ง

ก่อนจะพาไปดูรายละเอียดของโครงการ เราขอเล่าถึงแบรนด์ “The Reserve” กันสักหน่อย เพราะหลายคนจะคุ้นเคยกับ “The Reserve” ที่เป็นแบรนด์คอนโดมิเนียมหรู ที่โดดเด่นเรื่องความเป็นส่วนตัวและความเป็น Rare Collection เป็นสินทรัพย์ที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่นได้

ล่าสุดทาง Pruksa ได้นำแบรนด์ The Reserve กลับมาอีกครั้งในรอบ 8 ปีและต่อยอดพัฒนาเป็นแบรนด์ของโครงการบ้านแนวราบภายใต้แนวคิด “The Rarity Today, The Legacy Tomorrow” เพราะต้องยอมรับว่าบ้านใจกลางเมืองก็เริ่มหาได้ยากมากขึ้น ไม่ค่อยมีที่ดินเปล่าให้พัฒนาโครงการบ้านได้แล้ว ทำให้บ้านใจกลางเมืองคือของหายาก อีกทั้งยังมีมูลค่าที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแบรนด์ “The Reserve” ทั้งคอนโดและบ้านแนวราบจึงถือเป็นสินทรัพย์หายากทั้งในแง่ทำเลที่ตั้งโครงการ, การเดินทาง, ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบอีกระดับและสามารถส่งต่อเป็นมรดกสู่รุ่นลูก รุ่นหลานได้นั่นเอง นอกจากนั้นยังมีบริการ Concierge by The Reserve  ผู้ช่วยส่วนตัวเรื่องการจัดการอํานวยความสะดวกและบริการอื่นๆ รวมถึง Personalized Lifestyles Wellness ร่วมกับ รพ.วิมุต ด้วย ทำให้ลูกบ้านสามารถอยู่อาศัยอยู่ในโครงการนี้อย่างสบายใจไปได้นานๆ

ดังนั้น “The Reserve” จึงกลายเป็นแบรนด์บ้านแนวราบ Segment บนสุดของทาง Pruksa ด้วยระดับราคาอยู่ที่ 50 ล้านบาทขึ้นไป จากเดิมเป็นแบรนด์ The Palm Residences ที่มีระดับราคาอยู่ที่ 30-50 ล้านบาทค่ะ

Master Plan

  • พื้นที่ส่วนกลางอยู่ด้านในโครงการ ทำให้ลูกบ้านมาใช้งานอยู่ที่ Clubhouse และพื้นที่สวนสีเขียวได้อย่างเป็นส่วนตัว
  • ยูนิตน้อยเพียง 26 หลัง ได้บรรยากาศสงบ ไม่พลุกพล่าน
  • ทัศนียภาพภายในโครงการสวยงาม ร่มรื่นและน่าอยู่อาศัย เพราะนอกจากสวนสีเขียวตั้งแต่ด้านหน้าโครงการเข้ามาด้านในแล้ว ยังออกแบบสายไฟลงดินทั้งโครงการ ได้ความเรียบร้อย สะอาดตาดี
  • ทิศของบ้าน หันขนานไปตามทิศตะวันออกเฉียงใต้ ได้แดดอ่อนๆในตอนเช้าและทิศตะวันตกเฉียงเหนือก็จะโดนแดดเยอะ แต่ได้ลมดี ดังนั้นเราสามารถติดตั้งม่านสะท้อนแดดเพิ่มได้ ช่วยลดความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านค่ะ

เรามาเริ่มกันที่ บริเวณด้านหน้าโครงการ กันเลย โดยตัวโครงการจะตั้งอยู่ด้านในสุดของซอยสุขุมวิท 89/1 ห่างจากถนนสุขุมวิทประมาณ 400 เมตร ซึ่งทางโครงการตกแต่งรั้วด้านหน้าเป็นผนังลายหินอ่อนสีขาวดูเรียบหรู พร้อมป้ายชื่อโครงการ รวมถึงมีปลูกต้นไม้สีเขียวอยู่ด้านหน้า เพื่อสร้างบรรยากาศน่าอยู่อาศัยตั้งแต่บริเวณซุ้มประตูทางเข้า-ออกโครงการเลยนั่นเอง

Image 1/4
ซุ้มประตูทางเข้า-ออกโครงการ

ซุ้มประตูทางเข้า-ออกโครงการ

ประตูทางเข้า-ออกโครงการ เป็นรั้วไม้กระดกควบคู่กันรั้วเหล็กรางเลื่อน (Night Gate) และมีระบบในการเข้า-ออกแบบ Face Scan และ License Plate ส่วนป้อม รปภ. จะอยู่ตรงกลาง พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง, ระบบ CCTV ที่ Main Gate และภายในโครงการรวม 15 ตัว, รั้วทึบรอบโครงการสูง 3.00 เมตร นอกจากนั้นยังมี Visitor VDO Door Phone ที่เวลาเรามีเพื่อนหรือแขกมาเยี่ยม ทาง รปภ.จะติดต่อกับลูกบ้านเพื่อยืนยันตัวตนของแขกที่มาเยี่ยม เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยภายในโครงการค่ะ

เมื่อผ่านเข้ามาด้านในโครงการจะเจอกับโซนบ้านพักอาศัยเลย โดยจะมีถนนหลักแบ่งโซนบ้านเป็น 2 ฝั่งและมีถนนแจกจ่ายออกไปซอยบ้านทั้ง 4 ซอย ซึ่งปัจจุบันโซนบ้านฝั่งขวาของภาพจะเป็น Phase 1 ซึ่งสร้างใกล้เสร็จแล้ว ส่วนโซนบ้าน Phase 2 จะอยู่ฝั่งซ้ายของภาพ ยังอยู่ในระหว่างเตรียมก่อสร้างและกั้นรั้วล้อมรอบไว้เรียบร้อยค่ะ

ถนนหลักของโครงการ จะมีการตกแต่งพื้นเป็นลวดลายดูสวยงาม มีความกว้าง 9 เมตร รถยนต์จึงขับสวนกันได้สบายๆ รวมถึงมีปลูกต้นไม้อยู่ทั้ง 2 ฝั่งถนน ช่วยดึงสายตาเข้ามาด้านในโครงการ อีกทั้งสร้างบรรยากาศสดชื่นและร่มรื่นเวลาขับรถเข้า-ออกโครงการได้ดีเลย  นอกจากนั้นต้นไม้ใหญ่นี้ก็จะช่วยบังแสงแดดและเป็นร่มเงาด้วยค่ะ

Image 1/2
ถนนภายในซอยบ้าน

ถนนภายในซอยบ้าน

สำหรับ ถนนภายในซอยบ้าน จะเป็นแบบลาดยางมะตอย พร้อมฟุตบาททั้ง 2 ฝั่งที่ได้หน้าตาเหมือนในภาพเลยค่ะ นอกจากนั้นทางโครงการได้เดินสายไฟร้อยท่อลงดินทั้งโครงการ ทำให้ได้ทัศนียภาพภายในโครงการที่สวยงาม เรียบร้อย สะอาดตาดี รวมถึงทางโครงการมีปลูกต้นไม้หน้าบ้านของแต่ละหลังเป็นต้นล่ำซำที่ผลัดใบน้อย จึงดูแลรักษาถนนให้สวยงามและดูสะอาดได้ง่ายดี

ถึงแม้โครงการนี้จะมีเพียง 26 ยูนิตและถือเป็นโครงการขนาดเล็ก แต่ก็ออกแบบ พื้นที่ส่วนกลาง มาให้ใช้งานครบครันเหมือนกัน มีทั้งอาคาร Clubhouse และพื้นที่สวนสีเขียวเลย โดยพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดนี้จะอยู่ด้านในสุดของโครงการเลย ลูกบ้านสามารถเดินมาใช้งานได้จากทั้ง 2 ซอยของโซนบ้าน Phase 1 ค่ะ

อาคาร Clubhouse ของโครงการชื่อว่า “The Reserve Club” มีความสูง 3.5 ชั้น และออกแบบภายใต้แนวคิด Urban Tropical Sanctuary เน้นโทนสีที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติอย่างสีน้ำตาลที่ส่อถึงไม้ และสีเทาเข้มที่สื่อถึงดิน รวมถึงยังได้ความเป็น Iconic ที่มองเห็นเด่นชัดมาแต่ไกลเลย อีกทั้งยังมีลูกเล่นอย่างการออกแบบเสาตกแต่งที่มีทั้งแบบเหลี่ยมและกลม รวมถึงกระบะต้นไม้ที่วางสลับไป-มา จึงเพิ่มความมีมิติและชีวิตชีวาให้กับตัวอาคาร Clubhouse ได้ดีเลยค่ะ

สำหรับฟังก์ชันภายใน The Reserve Club ประกอบด้วย The Reserve Lounge พร้อมบริการ Concierge by The Reserve และ Juristic Person Office, Wellness Lounge เป็น Private Massage & Spa และ The Terrace, Fitness Lounge และ Club Lounge ให้ใช้จัด Private Dinner หรือ Chef’s Table ได้

ก่อนจะเข้าไปดูด้านใน The Reserve Club เราอยากพามาดูบริเวณด้านข้างของ Clubhouse กัน จะเป็นพื้นที่สำหรับทิ้งขยะของลูกบ้านทุกหลังนะคะ โดยทางนิติบุคคลจะจัดการนำขยะของบ้านทุกหลังมารวมอยู่บริเวณนี้และรถเก็บขยะจะเข้ามาขนย้ายขยะจากบริเวณนี้ไปนั่นเอง รวมถึงบริเวณด้านหลังของ Clubhouse ที่เป็นตู้งานระบบและโซน Service ของโครงการ ก็มีการออกแบบเป็นประตูเลื่อนกั้นปิดแยกเป็นสัดส่วนชัดเจนเลย

ชั้น 1 : The Reserve Lounge

Image 1/2
The Reserve Lounge

The Reserve Lounge

เราพาเข้ามาดูภายใน The Reserve Club กันเลย โดยชั้น 1 จะเป็น The Reserve Lounge ออกแบบเป็น Lobby เพื่อต้อนรับและรองรับแขก รวมถึงเป็น Private Lounge ให้ลูกบ้านมานั่งพักผ่อนหรือพูดคุยธุรกิจกับแขกได้ นอกจากนั้นจะมีออกแบบเคาน์เตอร์สำหรับบริการ Concierge by The Reserve ซึ่งเรามักจะเห็นฟังก์ชันนี้ในคอนโดหรูและไม่ค่อยเจอในโครงการบ้านแนวราบเลยนะคะ

โดย Concierge by The Reserve เป็นบริการเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกลูกบ้าน ทางเจ้าหน้าที่จะอยู่ประจำที่โครงการในเวลาทำการ ซึ่งทางลูกบ้านก็สามารถติดต่อเพื่อใช้บริการต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็น

  • LIVING ASSISTANT บริการ Facility ส่วนกลาง : จองใช้งานส่วนกลาง, รับฝากของ, ดูแลแขกแทนลูกบ้าน
  • HOME ASSISTANT บริการ Home Service : ช่วยจัดหาบริการ Cleaning, Laundry, Delivery, Move-in, Air Service, ดูแลสระว่ายนํ้า หรือ สวนส่วนตัว
  •  LIFESTYLE ASSISTANT บริการ Personal Service : Catering Service, Organize งานเลี้ยงส่วนตัว, จัดหา Personal Trainer หรือ Therapist, เรียกรถ รับ-ส่ง, จองโรงแรม-ร้านอาหารและบริการอื่นๆ

นอกจากนั้นจะมี Personalized Lifestyles Wellness ร่วมกับ รพ.วิมุต บริการสุขภาพที่ทางลูกบ้านมาใช้งานได้ภายในโครงการ ระยะเวลา 2 ปี โดยมี “Family Doctor” ส่วนตัวให้กับลูกบ้านในโครงการ โดยจะมีคุณหมอจาก รพ.วิมุต ในเครือพฤกษา ดูแลสุขภาพแบบ Preventive & Personalized ประเมินสุขภาพเชิงลึกเป็นรายบุคคล วางแผนโภชนาการ และ Lifestyle ให้เหมาะกับชีวิตจริง ดูแลพัฒนาการของบุตรหลานในแต่ละช่วงวัยและให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุด้วย ทำให้สามารถอยู่อาศัยภายในโครงการนี้ได้หายห่วง

Image 1/2
The Reserve Lounge

The Reserve Lounge

ภายใน The Reserve Lounge จะมีรูปแบบที่นั่งให้เลือกใช้งานหลากหลายเลยค่ะ โดยจะมีฝั่งนึงของห้องจัดเป็นมุมโซฟา และมุมนั่งเล่น 2 ที่นั่ง ส่วนด้านข้างจะเป็นหน้าต่างกระจก Full Height เปิดรับวิวสวนสีเขียวตรงพื้นที่สวนส่วนกลางนั่นเอง

Image 1/2
The Reserve Lounge

The Reserve Lounge

ส่วนอีกฝั่งของ The Reserve Lounge ก็จะเป็นมุมโซฟานั่งพักผ่อนอยู่อีกจุด แต่โซนนี้จะออกแบบเป็นพื้นที่ฝ้าเพดานสูง Double Volume ทำให้ได้บรรยากาศที่โปร่งสบายมากขึ้น รวมถึงยังคงเลือกใช้หน้าต่างกระจกแบบ Full Height เปิดรับวิวและแสงได้เยอะดีค่ะ

พอออกแบบเป็นพื้นที่ฝ้าเพดานสูง Double Volume ก็ทำให้สามารถตกแต่งภายใน The Reserve Lounge ได้สวยงามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกโคมไฟระย้าหรือการ Bookmatch ตกแต่งผนังเป็นแผ่นหินอ่อนที่วางเรียงต่อลายกันจนดูมีเอกลักษณ์สวยงามเลย ซึ่งทางโครงการจะเลือกใช้แผ่นหินอ่อน รวมถึงการ Bookmatch ผนังในการตกแต่งพื้นที่หลายๆจุดภายในโครงการเลยค่ะ

 ทางโครงการจะประดับตกแต่งแจกันดอกไม้อยู่โดยรอบพื้นที่เลยค่ะ เพราะว่าการตั้งกระถางต้นไม้เล็กๆหรือแจกันดอกไม้แบบนี้ก็ทำให้บรรยากาศภายในห้องไม่เคร่งเครียดเกินไป อีกทั้งช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวามากขึ้นด้วย

สำหรับ Juristic Person Office ห้องของนิติบุคคล, ห้องน้ำส่วนกลางและโซนลิฟต์-บันได จะอยู่บริเวณด้านหลังของ The Reserve Lounge นะคะ

งั้นเรามาเริ่มที่ ห้องน้ำส่วนกลางตรงชั้น 1 เลย จะมีอยู่เพียงห้องเดียวและออกแบบตามหลัก Universal Design เพื่อรองรับการใช้งานของคนทุกเพศทุกวัย โดยภายในห้องจะมีขนาดใหญ่ให้สามารถเข็นวีลแชร์ของคุณปู่ คุณย่าเข้ามาใช้งานได้ รวมถึงมีอุปกรณ์ราวจับช่วยพยุงเวลาลุก-นั่ง ส่วนการตกแต่งภายในห้องน้ำนี้จะปูพื้นและกรุผนังเป็นลายหินอ่อนสวยๆแบบนี้เลยค่ะ

Image 1/2
ลิฟต์โดยสาร

ลิฟต์โดยสาร

สำหรับโซนลิฟต์และบันไดก็จะอยู่ใกล้ๆกับห้องน้ำเลยค่ะ โดยลิฟต์โดยสารจะรองรับได้ 4 คน รวม 280 กิโลกรัม ส่วนด้านข้างของบันไดจะมีช่องหน้าต่างเปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามา ทำให้โซนนี้ไม่มืดทึบ

ชั้นลอย : Wellness Lounge และ The Terrace

เมื่อขึ้นมา ชั้นลอย จะเจอกับโถงทางเดินชั้นลอย เชื่อมต่อไปยัง Wellness Lounge และ The Terrace ค่ะ งั้นเราจะพาไปดู  Wellness Lounge กันก่อนนะคะ

Image 1/5
Wellness Lounge

Wellness Lounge

Wellness Lounge ออกแบบเป็น Private Massage & Spa ซึ่งทางโครงการจะเตรียมอุปกรณ์และเตียงนวดสปามาให้เรียบร้อยเลย ทำให้เราสามารถเรียกใช้บริการจากด้านนอกเข้ามาบริการภายในโครงการได้ด้วย ก็ทำให้เราได้ความสะดวกสบายดี ไม่ต้องเดินทางออกไปไกล เพราะทางโครงการจัดเตรียมทุกอย่างมาให้ครบแล้ว ส่วนด้านข้างก็มีโซฟาให้มานั่งพักผ่อนกันได้ด้วยค่ะ

สำหรับฟังก์ชันส่วนกลางของโครงการนี้จะต้องทำการนัดหมายและจองการใช้งานล่วงหน้านะคะ เพราะถึงแม้จะมีจำนวนลูกบ้านไม่เยอะ แต่พอมีระบบการจองนี้ก็ทำให้ลูกบ้านทุกคนใช้งานได้อย่างเป็นส่วนตัวค่ะ

Image 1/4
โซนห้องน้ำภายใน Wellness Lounge

โซนห้องน้ำภายใน Wellness Lounge

ภายใน Wellness Lounge จะมีโซนห้องน้ำภายในห้องด้วยนะคะ ทำให้ลูกบ้านที่มาใช้บริการ Private Massage & Spa ก็สามารถมาอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าภายใน Wellness Lounge ได้เลยค่ะ โดยจะออกแบบแยกเป็นทั้งโซนโถสุขภัณฑ์และโซนพื้นที่อาบน้ำ รวมถึงมีโต๊ะให้มานั่งแต่งหน้า-ทำผมได้ด้วย

Image 1/5
The Terrace

The Terrace

บริเวณชั้นลอยนี้นอกจากจะมี Wellness Lounge แล้ว ยังมี The Terrace ออกแบบเป็นพื้นที่นั่งพักผ่อนแบบ Semi Outdoor โดยจะจัดเป็นชุดโต๊ะ-ที่นั่ง เผื่ออยากเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งพักผ่อน พูดคุยในบรรยากาศสบายๆ รับลมเย็นๆค่ะ รวมถึงมีปลูกต้นไม้อยู่โดยรอบ เพิ่มวิวสีเขียวและเป็นมุมพักสายตาด้วยนะ

ชั้น 2 : Fitness Lounge

พอขึ้นมา ชั้น 2 จะเป็น Fitness Lounge และมีออกแบบโซนห้องน้ำส่วนกลางแยกชาย-หญิงด้วยค่ะ งั้นเราไปดู  Fitness Lounge กันต่อเลย

Image 1/6
Fitness Lounge

Fitness Lounge

Fitness Lounge เป็นพื้นที่ออกกำลังกายที่ทางโครงการได้เตรียมอุปกรณ์ทั้ง Weight Training และ Cardio จาก TechnoGym แบรนด์เครื่องออกกำลังกาย​จากอิตาลี​ที่มีชื่อเสียงในมาตรฐานระดับโลกมาให้ใช้งานครบครันค่ะ นอกจากนั้นจะมีพื้นที่โล่งๆสำหรับให้เล่นโยคะหรือเป็นพื้นที่สำหรับ Training ได้ด้วย ซึ่งเราสามารถจ้างเทรนเนอร์หรือครูสอนโยคะจากด้านนอกให้เข้ามา Training ภายในโครงการได้เลย นอกจากจะไม่ต้องเสียค่า Membership ด้านนนอกแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางด้วยค่ะ

แต่อย่างที่เราได้บอกไปนะคะว่าหากลูกบ้านต้องการเข้าใช้งานส่วนกลางอย่าง Fitness Lounge ก็จะต้องจองล่วงหน้ากันด้วย เพื่อให้ลูกบ้านใช้งานได้อย่างเป็นส่วนตัว ไม่ต้องเสียเวลารอเล่นเครื่องออกกำลังกายอื่นๆต่อจากคนอื่น รวมถึงมีพื้นที่ทั้งห้องให้ออกกำลังกายได้ตามโปรแกรมที่ทางเทรนเนอร์กำหนดเลย

Image 1/5
โซนห้องน้ำชั้น 2

โซนห้องน้ำชั้น 2

ทางโครงการมีออกแบบ ห้องน้ำส่วนกลาง อยู่ทุกชั้นเลยนะคะ ทำให้ลูกบ้านใช้งานส่วนกลางอยู่ชั้นไหน ก็เข้าใช้ห้องน้ำในชั้นนั้นๆได้เลย สำหรับห้องน้ำของชั้นนี้จะมีออกแบบแยกฝั่งชาย-หญิงชัดเจน

โดยภายในห้องน้ำจะมีติดตั้งอุปกรณ์ในห้องน้ำมาครบครัน รวมถึงมีการเลือกใช้แผ่นลายหินอ่อนทั้ง 2 ห้องแต่แตกต่างกัน อย่างห้องน้ำชายจะเป็นหินอ่อนโทนสีขาว-ดำ ส่วนห้องน้ำหญิงจะเป็นแผ่นหินอ่อนโทนสีขาว-เขียว ทำให้ดูสวยงามมากๆเลย

ชั้น 3 : Club Lounge

สำหรับ ชั้น 3 ที่เป็นชั้นบนสุดของ The Reserve Lounge จะออกแบบเป็น Club Lounge ให้ใช้เป็นพื้นที่จัดงานสังสรรค์และมีห้องน้ำส่วนกลางที่ออกแบบเหมือนห้องน้ำชั้น 2 ด้วยค่ะ

Image 1/4
Club Lounge

Club Lounge

Club Lounge ออกแบบเป็น Multi-Functional Lounge ที่เราสามารถใช้จัดงานสังสรรค์ ปาร์ตี้อย่าง Private Dinner หรือ Chef’s Table เราก็สามารถทำการจองการใช้งานล่วงหน้าได้เลย โดยทางโครงการออกแบบเป็นโต๊ะยาว 14 ที่นั่ง พร้อมเคาน์เตอร์และอุปกรณ์เครื่องครัวมาให้ใช้งานครบ ส่วนอีกฝั่งของห้องจะเป็นหน้าต่างกระจกแบบ Full Height เกือบตลอดผนัง เปิดรับแสงและวิวด้านนอก

Image 1/4
Club Lounge

Club Lounge

ทางโครงการมีออกแบบพื้นที่โซนนึงของ Club Lounge เป็นโต๊ะ-เก้าอี้ 4 ที่นั่ง ซึ่งเราสามารถต่อกับโต๊ะยาวเมื่อกี้ รวมเป็น 18 ที่นั่งได้เลย จึงรองรับแขกกลุ่มใหญ่ได้สบายๆค่ะ แต่หากต้องการใช้งานเป็นส่วนตัว ทางโครงการก็ออกแบบมีผนังเปิด-ปิดเหมือนภาพด้านบน เพื่อกั้นแบ่งพื้นที่ได้ด้วยนะคะ

หลังจากเราพาไปดู The Reserve Club กันแล้ว เราจะพามาดู พื้นที่สวนส่วนกลาง กันต่อเลย โดยจะอยู่ติดกับ The Reserve Club ซึ่งการออกแบบทั้งอาคาร Clubhouse และพื้นที่สวนติดกันแบบนี้มีข้อดีที่ทำให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องกันดี รวมถึงเวลาเด็กๆวิ่งเล่นในสวน คุณพ่อ คุณแม่ก็มานั่งพักคอยอยู่ภายใน The Reserve Club ได้ด้วยค่ะ

Image 1/7
พื้นที่สวนส่วนกลาง

พื้นที่สวนส่วนกลาง

พื้นที่สวนส่วนกลาง มีขนาดประมาณ 280 ตร.ม. โดยมีหลักการออกแบบเป็น Biophilic Design ที่ทำให้ลูกบ้านสามารถใช้งานพื้นที่สวนและได้ความรู้สึกที่เข้ากับธรรมชาติ จึงออกแบบเหมือนสวนป่าใจกลางสุขุมวิท รวมถึงออกแบบเชื่อมโยงทุก Generation ในครอบครัวด้วย

สำหรับการเลือกพันธุ์ต้นไม้ภายในสวนนี้จะเป็นพวกไม้ใบและมีพวกดอกไม้เสริม เพิ่มความมีชีวิตชีวา อีกทั้งยังเป็นพืชพันธุ์ที่เป็นมิตรต่อทุกช่วงวัยและมีคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ฟอกอากาศ Air Purification Plant (เสน่ห์จันทร์แดง, ฟิโลซานาดู, จั๋งจีน), ต้นไม้สร้างอากาศบริสุทธิ์ Oxygen generation Plant (ขานาง, โมกมัน, ขาไก่ด่าง), ต้นไม้ที่ช่วยดักจับฝุ่น Dust Trapping Plant (เสม็ดแดง, มะฮอกกานี, พุดซ้อน, แก้วหิมาลัย) และต้นไม้ที่ให้ร่มเงา Shade Plant (จิกนํ้า, พุดกังหัน, ชงโค) คอยบังแแดด ช่วยให้ลูกบ้านมาใช้งานภายในสวนได้นานมากขึ้น

ฟังก์ชันส่วนกลางภายในสวนนี้ ประกอบด้วย Arrival Court เป็นมุมต้อนรับเข้าสู่ The Reserve Courtyard ด้วยวิวสวนสีเขียวที่มีต้นเสม็ดแดงเป็นต้นไม้ประธาน, Senior Area ทางเดินหินปุ่มนวดเท้า พร้อมราวจับให้คุณปู่ คุณย่ามาเดินออกกำลังกาย อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นระบบประสาท การไหลเวียนเลือด ผ่อนคลายความตึงเครียดและปรับสมดุลร่างกาย, Seating Area พื้นที่นั่งพักผ่อนกระจายอยู่รอบสวนและ Jogging Path พื้นที่เดินเล่นรอบสวนหรือให้มาวิ่งออกกำลังกายกันได้ด้วยนะ นอกจากนั้นยังมี Play Area พื้นที่เล่นสนุกของเด็กๆ ที่เราจะพาไปดูกันต่อเลย

Image 1/7
Play Area

Play Area

ทางโครงการได้ออกแบบ Play Area พื้นที่ของเด็กๆภายในสวนสีเขียวนี้ ทำให้น้องๆมาเล่นสนุกและยังได้บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติด้วย โดยออกแบบมีสไลเดอร์และ Netting ตาข่ายให้มานอนเล่นกันค่ะ รวมถึงมีทางลาดและ Seating Area ทำให้สามารถเข็นวีลแชร์ของคุณปู่-คุณย่าเปลี่ยนบรรยากาศการพักผ่อนมานั่งเล่นท่ามกลางสวนสีเขียวได้นั่นเอง

ทางโครงการก็จะออกแบบทั้ง Seating Area และ Play Area มีสีน้ำตาลเหมือนไม้นะคะ อีกทั้งรายล้อมด้วยต้นไม้สีเขียวหลากหลายสายพันธุ์ทั้งต้นเล็ก-ใหญ่ ก็ทำให้ได้บรรยากาศสดชื่นและใกล้ชิดธรรมชาติดีมากๆเลยค่ะ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • The Reserve Club อาคาร Clubhouse สูง 3.5 ชั้น  บริเวณด้านข้างโครงการ ประกอบไปด้วย
    – ชั้น 1 : The Reserve Lounge เป็น Private Lounge พร้อมบริการ Concierge by The Reserve และ Juristic Person Office
    – ชั้นลอย : Wellness Lounge เป็น Private Massage & Spa และ The Terrace พื้นที่นั่งพักผ่อนแบบ Semi Outdoor
    – ชั้น 2 : Fitness Lounge พื้นที่ออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์จาก TechnoGym
    – ชั้น 3 : Club Lounge เป็น Multi-Functional Lounge ที่สามารถจัด Private Dinner หรือ Chef’s Table
  • The Reserve Courtyard พื้นที่สวนสีเขียวภายในโครงการ รวมประมาณ 280 ตร.ม. ด้วยแนวคิด Biophilic Feature คัดสรรพันธุ์ไม้ในแต่ละฟังก์ชันทั้งพืชที่การฟอกอากาศ, สร้างออกซิเจน, ดักจับฝุ่น และให้ร่มเงา
    – Arrival Court โดยมีต้นเสม็ดแดงเป็นต้นไม้ประธาน ต้อนรับเข้าสู่ The Reserve Courtyard
    – Play Area พื้นที่เล่นสนุกของเด็กๆ พร้อมสไลเดอร์และ Netting ตาข่ายให้มานอนเล่นได้
    – Senior Area ทางเดินหินปุ่มนวดเท้า
    – Seating Area พื้นที่นั่งพักผ่อนในสวน
    – Jogging Path พื้นที่เดินเล่นรอบสวน
  • ประตูทางเข้า-ออกโครงการแบบรั้วไม้กระดก ควบคู่กันรั้วเหล็กรางเลื่อน (Night Gate)
  • ระบบในการเข้า-ออกแบบ Face Scan / License Plate
  • ระบบ CCTV ที่ Main Gate และภายในโครงการ รวมทั้งหมด 15 จุด
  • รั้วทึบรอบโครงการสูง 3 เมตร
  • ถนนหลักและถนนภายในโครงการกว้าง 9 เมตร
  • เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง
  • Visitor VDO Door Phone
  • ระบบไฟฟ้าในโครงการ 3 เฟส
  • เดินสายไฟร้อยท่อลงดินทั้งโครงการ
  • Concierge by The Reserve
    – LIVING ASSISTANT บริการ Facility ส่วนกลาง : จองใช้งานส่วนกลาง, รับฝากของ, ดูแลแขกแทนลูกบ้าน
    – HOME ASSISTANT บริการ Home Service : ช่วยจัดหาบริการ Cleaning, Laundry, Delivery, Move-in, Air Service, ดูแลสระว่ายนํ้า หรือ สวนส่วนตัว
    – LIFESTYLE ASSISTANT บริการ Personal Service : Catering Service, Organize งานเลี้ยงส่วนตัว, จัดหา Personal Trainer หรือ Therapist, เรียกรถ รับ-ส่ง, จองโรงแรม-ร้านอาหารและบริการอื่นๆ
  • Personalized Lifestyles Wellness ร่วมกับ รพ.วิมุต บริการสุขภาพที่ทางลูกบ้านมาใช้งานได้ภายในโครงการ ระยะเวลา 2 ปี

แบบบ้าน

Highlight

  • ความเป็น Iconic ออกแบบตัวบ้านในโทนสีเทาเข้มตัดกับน้ำตาล สื่อถึงความใกล้ชิดธรรมชาติ แตกต่างจากโครงการบ้านส่วนใหญ่เป็นโทนสีขาว
  • บ้านแฝดและบ้านเดี่ยว 3.5 ชั้น มี 4 ห้องนอน 4 ที่จอดรถ พร้อมลิฟต์โดยสารในบ้าน
  • ออกแบบแยกโซนพักผ่อนและ Service ชัดเจน ทั้งการแบ่งอยู่คนละฝั่งบ้านและการออกแบบลดระดับพื้นโซน Service ต่ำกว่าพื้นบ้าน
  • ห้องนอนผู้สูงอายุขนาดใหญ่ พร้อมห้องน้ำที่ออกแบบตามหลัก Universal Design
  • สระว่ายน้ำส่วนตัวภายในบ้าน โดยบ้านเดี่ยวทำสระว่ายมาให้เลย ส่วนบ้านแฝดจะออกแบบรองรับการต่อเติมสระว่ายน้ำ
  • เน้นบรรยากาศโปร่งโล่ง ด้วยพื้นที่ Double Volume 6.60 และช่องแสงขนาดใหญ่แบบ Full Height หลายจุด

โครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 เป็นบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว 3.5 ชั้น ออกแบบภายใต้แนวคิด Urban Tropical Sanctuary โดยโทนสีของตัวบ้านจะเลือกใช้สีที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติอย่างสีน้ำตาลที่สื่อถึงไม้และสีเทาเข้มที่สื่อถึงดิน ซึ่งแตกต่างจากบ้านส่วนใหญ่ที่เราจะเห็นตัวบ้านในโทนสีขาวมากกว่า แต่ก็ทำให้ตัวบ้านของโครงการนี้มีความเป็น Iconic ที่ใครๆเห็นแล้วก็จำได้แน่นอนว่าคือบ้านของโครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 นั่นเอง

นอกจากนั้นยังมีอีกจุดที่เราไม่เคยเจอในบ้านของโครงการอื่นเลยก็คือ การออกแบบลดระดับพื้นของโซน Service ต่ำกว่าระดับพื้นภายในบ้าน เหมือนเป็นห้องกึ่งใต้ดิน จริงๆเป็นเทคนิคลูกเล่นการออกแบบที่ทางสถาปนิกมักจะใช้เพื่อสร้าง Space ภายในอาคารให้มี Movement และความน่าสนใจมากขึ้น อีกทั้งยังแบ่งโซนพักผ่อนและโซน Service แยกออกจากกันอย่างชัดเจนด้วย แต่ก็มีข้อคำนึงอย่างเรื่องความชื้น การระบายอากาศและอาจเกิดน้ำท่วมขัง ทำให้เราไม่ค่อยเห็นดีไซน์แบบนี้เลยนั่นเอง แต่ทางโครงการนี้ก็ออกแบบโดยคำนึงถึงในเรื่องพวกนี้เหมือนกัน มีทั้งช่องหน้าต่างและพื้นที่ด้านข้าง-ด้านหลังบ้านเพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติและระบายอากาศด้วยค่ะ โดยแบบบ้านของโครงการจะมีทั้งหมด 2 แบบบ้านในราคาเริ่มต้น 65-85 ล้านบาท ดังนี้

  • Residence I (เรสสิเด้น วัน) บ้านเดี่ยว 3.5 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 50 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 462 ตร.ม.
    – ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน / 6 ห้องน้ำ / 4 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / ลิฟต์โดยสาร / สระว่ายน้ำ
  • Residence II (เรสสิเด้น ทู) บ้านแฝด 3.5 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 36 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 282 ตร.ม.
    – ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน / 5 ห้องน้ำ / 4 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / ลิฟต์โดยสาร

สำหรับการออกแบบฟังก์ชันของทั้งบ้านแฝด Residence II (เรสสิเด้น ทู) และบ้านเดี่ยว Residence I (เรสสิเด้น วัน) จะคล้ายๆกันเลย คือ แยกโซนพักผ่อนและ Service อยู่คนละฝั่ง, มี 4 ห้องนอน พร้อมออกแบบห้องนอนที่รองรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ, สามารถจอดรถได้ 4 คัน, Double Volume สูง 6.60 เมตร เพิ่มบรรยากาศโปร่งสบาย, โซน Service ต่ำกว่าระดับพื้นบ้าน แยกโซนชัดเจน, ติดตั้งลิฟต์โดยสารมาให้เรียบร้อย รองรับวีลแชร์, Master Bedroom ยกชั้นแบบ Penthouse รวมถึงหน้าต่างกระจกแบบ Full Height เกือบทั้งหลัง

ส่วนจุดที่แตกต่างกันหลักๆของทั้ง 2 แบบบ้านก็คือ บ้านเดี่ยวจะมีสระว่ายน้ำภายในบ้านเลย อีกทั้งมี Formal Living สำหรับรองรับแขกโดยเฉพาะ ส่วนบ้านแฝดจะลงเสาเข็มรองรับการต่อเติมสระว่ายน้ำได้ รวมถึงได้ห้องนอนแยกอยู่คนละชั้นทั้งหมด

สำหรับโครงสร้างบ้านจะเป็น Precast ที่ผนังรับน้ำหนักตัวบ้านได้แทนเสาบ้าน ซึ่งมีข้อดีหลักๆอย่างพื้นที่ภายในบ้านจะไม่มีเหลี่ยมมุมของเสาบ้านจึงจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ลงตัว อีกทั้งยังเก็บเสียงได้ดีด้วยค่ะ แต่ก็จะมีข้อจำกัดในเรื่องการทุบผนังหรือต่อเติมต่างๆภายในบ้าน ดังนั้นเราแนะนำให้ปรึกษากับทางวิศวกรโครงการก่อนการต่อเติมทุกครั้ง เพื่อไม่ให้กระทบกับโครงสร้างบ้านค่ะ

โครงสร้างและวัสดุภายในบ้าน

  • โครงสร้างบ้านแบบ Precast
  • โครงสร้างที่จอดรถและลานซักล้างเป็น Slab on Beam ลงเสาเข็ม วัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร
  • ประตูรั้วบ้านเป็นประตูเหล็กรางเลื่อน
  • ประตูทางเข้าบ้าน : บานประตูไม้สัก
  • วัสดุปูพื้น
    – ชั้น 1 : กระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×120 เซนติเมตร บริเวณ Foyer และ Formal Living  ของ Residence I และบริเวณ Foyer ของ Residence II
    – ชั้น 2-3 และห้องนอน : Hybrid Engineering Wood ทนรอยขีดข่วน-ความชื้น
    – Master Bathroom : กระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×120 เซนติเมตร
    – ห้องนอนผู้สูงอายุ :  Absorption Floor
    – Powder Room, ห้องน้ำ, ห้องครัว, ห้องแม่บ้าน, ห้องเก็บของ, ระเบียง : กระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร
    – ห้องน้ำแม่บ้าน : กระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 30×30 เซนติเมตร
    – พื้นที่ตั้ง Condensing Unit : กระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร (Residence I) และพื้นปูนขัดเรียบ (Residence II)
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานภายในบ้าน
    – ชั้น 1 : 2.90 เมตร (Double Volume สูง 6.60 เมตร)
    – ชั้นลอย : 3 เมตร
    – ชั้น 2 : 2.80 เมตร
    – ชั้น 3 : 2.90 เมตร
  • โครงสร้างบันไดเป็น Precast ปิดผิวด้วยพื้นไม้สักและราวจับวัสดุเป็นไม้สัก ทำสีเหมือนตัวบันได
  • สุขภัณฑ์ในห้องน้ำจาก KOHLER / Jacuzzi freestanding bathtub จาก CRISTINA
  • กระจก Tinted Glass ช่วยสะท้อนความร้อน-ลดอุณหภูมิภายในบ้าน
  • ผนังบ้านฉาบเรียบ ทาสี TOA Organic Care ปลอดภัยด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ ช่วยลดสารพิษก่อมะเร็งในอากาศ / ไร้สารก่อภูมิแพ้ เช็ดล้างง่าย
  • ไฟดาวน์ไลท์
  • เครื่องปรับอากาศแบบ Cassette Type จาก DAIKIN จำนวน 3 ตัว บริเวณ Family Living, Master Bedroom และ Master Bathroom
  • ลิฟต์โดยสารภายในบ้าน จาก Mitsubishi Electric รองรับได้ 4 คน รวม 280 กิโลกรัม
  • เตรียมท่อสำหรับการติดตั้งระบบน้ำร้อนในพื้นที่ครัวไทย / ครัวฝรั่ง / Powder Room / Master Bathroom
  • สระว่ายน้ำ
    – บ้านเดี่ยว Residence I : สระระบบน้ำเกลือ ขนาด 1.80×10 เมตร ความลึก 1.20 เมตร
    – บ้านแฝด Residence II : ลงเสาเข็ม เตรียมโครงสร้างรองรับการต่อเติมสระว่ายน้ำส่วนตัวในบ้าน
  • พื้นที่สวนรอบบ้าน : ลงต้นไม้ใหญ่มาให้เป็นมาตรฐาน 1 ต้น พร้อมแต่งสวนรอบบ้านตามมาตรฐานโครงการ

เทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในบ้าน

  • Digital Door Lock จาก HAFELE รองรับ 5 รูปแบบ ได้แก่ Fingerprint, Password, Card, Key และ Application
  • Junction Box รองรับ EV Charger สำหรับคนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า
  • CCTV ภายนอกบ้านจำนวน 5 จุด และภายในบ้านจำนวน 1 จุด
  • Home Automation จาก Lifestyle สั่งควบคุม เปิด-ปิดสวิตช์ไฟและเครื่องปรับอากาศ รวมถึงเชื่อมต่อกับ VDO Door Phone ด้วย
  • Door and Window Sensor อุปกรณ์ตรวจจับการงัดประตูและหน้าต่าง บริเวณชั้น 1
    เพื่อแจ้งเตือนภัยไปยัง Siren และ Application
  • Motion Sensor Step Light ไฟเปิด-ปิด อัตโนมัติเวลาเดิน ขึ้น-ลง บันได
  • SOS Button ปุ่มกดขอความช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุ บริเวณห้องนอนและห้องน้ำในตัว
  • ERV ระบบหมุนเวียนแลกเปลี่ยนอากาศ พร้อมควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านและกรองฝุ่นได้ จาก Mitsubishi Electric จำนวน 2 ตัว บริเวณ Family Living และ Master Bedroom
  • Solar Cell 5.22 KW ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บริเวณหลังคา ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะคะ

วันนี้เราได้เก็บภาพบรรยากาศและเจาะลึกบ้านตัวอย่าง 2 แบบทั้ง บ้านเดี่ยว Residence I และบ้านแฝด Residence II มาให้ชมกันนะคะ


Residence I (เรสสิเด้น วัน)

บ้านตัวอย่างหลังแรกที่จะพามาดูกัน ได้แก่ Residence I (เรสสิเด้น วัน) บ้านเดี่ยว 3.5 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 50 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 462 ตร.ม. ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน / 6 ห้องน้ำ / 4 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / ลิฟต์โดยสาร / สระว่ายน้ำ ถือเป็นบ้านเดี่ยว Pool Villa ที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัวภายในบ้านเลยนั่นเอง

โดยจะออกแบบพื้นที่ฝ้าเพดานสูงอยู่ตรงชั้น 1 บริเวณ Formal Living เพิ่มบรรยากาศโปร่งโล่งภายในบ้าน เหมาะเป็นพื้นที่รับแขก ส่วนบริเวณนั่งเล่น-พักผ่อนของครอบครัวจะอยู่ที่ชั้นลอย สำหรับชั้น 2-3 จะเป็นโซนของห้องนอนทั้ง 4 ห้อง มีห้องน้ำในตัว ใช้งานได้ง่ายทุกห้อง ส่วน Master Bedroom ได้พื้นที่แบบยกชั้น ขนาดใหญ่เหมือน Penthouse มี Walk-in Closet แบ่งเป็นสัดส่วน นอกจากนั้นยังออกแบบพื้นที่โซน Service สำหรับตั้ง Condensing Unit บริเวณโถงบันไดแต่ละชั้นด้วยนะ ทำให้ซ่อมแซมง่าย ไม่รบกวนพื้นที่พักอาศัยค่ะ

Image 1/4
ชั้น 1

ชั้น 1

ชั้น 1

  • ที่จอดรถ 4 คัน พร้อม Junction Box รองรับ EV Charger, ตู้งานระบบและทางเดินเชื่อมไปยังโซน Service
  • โถงทางเข้าด้านหน้าบ้านมีซุ้มชายคากันแดดและฝน
  • Foyer พื้นที่ต้อนรับ เพื่อเชื่อมไปทั้งโซนพักผ่อนและ Service
  • ห้องเก็บรองเท้า สำหรับเก็บรองเท้าได้เป็นระเบียบ
  • ลิฟต์โดยสารภายในบ้าน ใช้งานได้สะดวกสบายรองรับผู้สูงอายุ
  • แบ่งโซนพักผ่อนและโซน Service อยู่คนละฝั่งชัดเจน
  • พื้นที่ Formal Living ขนาดใหญ่แบบ Double Volume สำหรับรองรับแขกได้สบายๆ
  • Powder Room ห้องน้ำรองรับแขกและการใช้งานบริเวณชั้น 1
  • โซนห้องครัวและ Service ออกแบบอยู่ระดับต่ำกว่าพื้นบ้าน เพื่อให้ได้ความเป็นสัดส่วนและแบ่งแยกโซนชัดเจน
  • ห้องครัวแบบปิด ทำอาหารได้จริงจัง มีประตูเปิดเชื่อมไปยังลานซักล้างและทางเดินไปยังพื้นที่จอดรถ
  • ห้องแม่บ้านและห้องน้ำแม่บ้านอยู่บริเวณเดียวกับห้องครัว จึงทำงานเตรียมอาหารได้ง่าย
  • ลานซักล้าง เป็นพื้นที่ตั้งเครื่องซักผ้า-ตากผ้า, จัดสวนหรือต่อเติมเป็นห้องปิดได้ รวมถึงเดินเชื่อมไปยังโซนสวนด้านหลังบ้านและสระว่ายน้ำได้
  • สระว่ายน้ำส่วนตัว จึงว่ายน้ำและเล่นน้ำภายในบ้านได้เลย

ชั้นลอย

  • Family Living พื้นที่พักผ่อนขนาดใหญ่ของครอบครัว เชื่อมพื้นที่นั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหารและ Pantry
  • Powder Room ห้องน้ำรองรับการใช้งานบริเวณชั้นลอย
  • ระเบียงยาว ให้มายืนชมวิวหรือวางกระถางต้นไม้แนวยาวได้
  • พื้นที่โซน Service ตรงโถงบันได สำหรับตั้ง Condensing Unit

ชั้น 2

  • ห้องนอน 3 ห้อง แบ่งห้องนอน 2 ห้องหันไปฝั่งด้านหน้าบ้าน ส่วนอีกห้องอยู่โซนด้านหลังบ้าน
  • ห้องนอนรอง 1 ได้ความเป็นส่วนตัวสูง เพราะไม่ติดกับห้องนอนอื่นเลย
  • ห้องนอนรอง 2 ออกแบบเป็นห้องนอนผู้สูงอายุโดยเฉพาะ พร้อมห้องน้ำในตัวรองรับวีลแชร์และมีระเบียงส่วนตัว
  • ห้องนอนรอง 3 เหมาะวางเตียง 3.5-5 ฟุต หรือจะปรับเป็นห้องทำงาน อ่านหนังสือก็ได้เหมือนกัน
  • ระเบียงส่วนกลาง ใช้เป็นพื้นที่นั่งเล่นหรือปลูกต้นไม้
  • ห้องเก็บของใกล้ๆกับลิฟต์ ช่วยเก็บของได้เป็นระเบียบเรียบร้อย
  • พื้นที่โซน Service ตรงโถงบันได สำหรับตั้ง Condensing Unit

ชั้น 3

  • Master Bedroom ขนาดใหญ่เต็มชั้น ได้พื้นที่นั่งเล่น, Walk – in Closet และห้องน้ำในตัว
  • พื้นที่ห้องนอน มีมุมนั่งเล่นและตั้งโต๊ะทำงานได้
  • Walk-in Closet มีขนาดใหญ่ ตั้ง Island ตรงกลางห้องได้สบายๆ
  • ระเบียงส่วนตัว เหมาะเป็นมุมนั่งเล่น พร้อมปลูกต้นไม้ประดับ
  • Master Bathroom แบ่งเป็นสัดส่วน พร้อมอ่างล้างมือแบบ His & Her และอ่างอาบน้ำ
  • พื้นที่โซน Service ตรงโถงบันได สำหรับตั้ง Condensing Unit

Image 1/2
ด้านหน้าบ้าน

ด้านหน้าบ้าน

เรามาเริ่มกันที่ บริเวณด้านหน้าบ้าน กันเลย โดยจะมีประตูรั้วเป็นประตูเหล็กรางเลื่อน รวมถึงติดตั้งกริ่งและถังขยะที่เปิดทิ้งได้จากด้านในที่ออกแบบพรางตาให้หน้าบ้านดูเรียบร้อย

Image 1/3
พื้นที่จอดรถ

พื้นที่จอดรถ

พื้นที่จอดรถ มีขนาดประมาณ 5.30×14.50 เมตร แต่จะมีเสาคั่นตรงกลางจึงแบ่งช่องจอดรถเป็น 5.30+2.50+4.70 เมตรค่ะ สามารถจอดรถ 4 คันได้สบายๆ หรือหากเป็นรถคันเล็กก็สามารถจอดได้ถึง 5 คันเลยนะคะ

ส่วนโครงสร้างที่จอดรถเป็น Slab on Beam ลงเสาเข็ม วัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นทรุดตัวเลย นอกจากนั้นเราสามารถต่อเติมหลังคากันสาดเพิ่มเพื่อช่วยบังแดดและฝนได้ แต่เราแนะนำให้ปรึกษากับทางวิศวกรโครงการก่อนการต่อเติมทุกครั้ง เพื่อไม่ให้กระทบกับโครงสร้างบ้านที่เป็น Precast นั่นเองค่ะ

ทางโครงการยังติดตั้ง Junction Box รองรับ EV Charger สำหรับคนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงมีออกแบบเป็นตู้งานระบบอยู่ด้านข้างพื้นที่จอดรถด้วยนะ ทำให้ช่างต่างๆมาซ่อมแซมได้ง่ายดี โดยไม่ต้องรบกวนพื้นที่ภายในบ้าน และมีติดตั้ง CCTV รอบตัวบ้านจำนวน 5 จุด เพื่อช่วยดูแลความปลอดภัยด้วยค่ะ

ประตูทางเข้าบ้าน จะเป็นบานประตูไม้สัก นอกจากจะดูสวยงามและยังไม่ต้องกังวลเรื่องปลวกด้วย พร้อมติดตั้ง Digital Door Lock จาก HAFELE รองรับ 5 รูปแบบ ได้แก่ Fingerprint, Password, Card, Key และ Application ทำให้เข้า-ออกบ้านได้ง่ายดี

จริงๆแล้วยังมีประตูทางเข้าอีกจุด เพื่อไปยังโซน Service ของแม่บ้านด้วยค่ะ จึงเป็นทางเข้าหลักของแม่บ้านนั่นเอง ไว้เดี๋ยวเราค่อยพาไปดูใน Part ของโซน Service นะคะ

Image 1/3
Foyer

Foyer

เมื่อเข้ามาภายในบ้านจะเจอกับ Foyer เป็นพื้นที่ต้อนรับนั่นเอง ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×120 เซนติเมตร โดย Foyer นี้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมต่อไปยังโซนต่างๆ โดยพื้นที่ฝั่งซ้ายของชั้น 1 จะเป็น Formal Living ส่วนพื้นที่ฝั่งขวาของบ้านจะเป็นโซนห้องครัวและ Service สำหรับบริเวณตรงกลางจะมีประตูกระจกเปิดออกไปยังพื้นที่สวนและสระว่ายน้ำด้านหลังบ้านค่ะ นอกจากนั้นบริเวณ Foyer นี้จะมีลิฟต์โดยสารและบันไดเชื่อมไปยังชั้นบนของบ้านค่ะ

เราพามาดู Formal Living ที่อยู่ฝั่งซ้ายของบ้านกันก่อนนะคะ โดยด้านข้างของโถงทางเดินนี้จะเป็นห้องเก็บรองเท้านั่นเอง

ทางโครงการมีออกแบบ ห้องเก็บรองเท้า มาให้ด้วยนะ โดยบ้านมาตรฐานจะมีติดตั้งประตูมาให้เก็บรองเท้าได้มิดชิด ไม่ต้องกังวลเรื่องฝุ่นเลย โดยจะมีพื้นที่ประมาณ 0.75×0.85 เมตร ให้เรา Built-in ชั้นวางรองเท้าเต็มผนังเหมือนบ้านตัวอย่างได้เลยค่ะ

เมื่อเดินต่อเข้ามาด้านในจะเจอกับ Formal Living ที่ออกแบบเป็น Double Volume สูง 6.60 เมตร จึงเปิดรับแสงและวิวได้เยอะ สร้างความโปร่งสบายภายในบ้านได้ดี อีกทั้งได้ความรู้สึกเชื่อมต่อของพื้นที่ชั้น 1 และชั้นลอย เหมือนพื้นที่ภายในบ้านเป็นหนึ่งเดียวกัน

Image 1/4
Formal Living

Formal Living

Formal Living มีขนาด 3.50×5.80 เมตร เหมาะสำหรับใช้เป็นพื้นที่นั่งเล่นรองรับแขกมานั่งพูดคุยกัน โดยสามารถตกแต่งเหมือนบ้านตัวอย่างได้เลยทั้งวางโซฟายาว พร้อมโต๊ะกลางและเก้าอี้อยู่ด้านข้าง นอกจากนั้นบริเวณด้านหลังของโซฟาของบ้านมาตรฐานจะมีเว้นพื้นที่ให้เราตกแต่งแผ่นหินอ่อนเหมือนบ้านตัวอย่าง เพิ่มบรรยากาศหรูหรา หรือจะทำ Built-in ชั้นวางของเต็มผนัง สำหรับวางของโชว์ต่างๆได้ด้วยค่ะ ส่วนด้านข้าง Formal Living จะเป็นกระจกแบบ Full Height เปิดรับแสงและวิวสวน-สระว่ายน้ำภายในบ้าน ทำให้ได้บรรยากาศสดชื่นและร่มรื่นดี

ส่วนวัสดุปูพื้นบริเวณนี้จะเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×120 เซนติเมตร ที่มีขนาดใหญ่กว่าโครงการอื่นๆ ทำให้ภายในบ้านดูใหญ่ สว่างและสบายตา มีความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานของชั้น 1 อยู่ที่ 2.90 เมตร พร้อมผนังบ้านฉาบเรียบ ทาสี TOA Organic Care ปลอดภัยด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ จึงช่วยลดสารพิษก่อมะเร็งในอากาศและไร้สารก่อภูมิแพ้ เช็ดล้างง่าย และติดตั้งไฟ LED แบบดาวน์ไลท์ รวมถึงเลือกใช้กระจก Tinted Glass ช่วยสะท้อนความร้อน-ลดอุณหภูมิภายในบ้าน

Image 1/3
Home Automation

Home Automation

ทางโครงการมีออกแบบ เทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในบ้าน มาให้ด้วย โดยนอกจากจะมี Digital Door Lock จาก HAFELE และ Junction Box รองรับ EV Charger แล้ว ยังมี Home Automation จาก Lifestyle สั่งควบคุม เปิด-ปิดสวิตช์ไฟและเครื่องปรับอากาศ รวมถึงเชื่อมต่อกับ VDO Door Phone ด้วย, CCTV ภายในบ้าน 1 จุด, Door and Window Sensor อุปกรณ์ตรวจจับการงัดประตูและหน้าต่าง บริเวณชั้น 1 เพื่อแจ้งเตือนภัยไปยัง Siren และ Application, Motion Sensor Step Light ไฟเปิด-ปิด อัตโนมัติเวลาเดิน ขึ้น-ลง บันได, SOS Button ปุ่มกดขอความช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุ บริเวณห้องนอนและห้องน้ำในตัว, ERV ระบบหมุนเวียนแลกเปลี่ยนอากาศ พร้อมควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านและกรองฝุ่นได้ จาก Mitsubishi Electric จำนวน 2 ตัว บริเวณ Family Area และ Master Bedroom, เครื่องปรับอากาศแบบ Cassette Type จาก DAIKIN จำนวน 3 ตัว บริเวณ Family Area, Master Bedroom และ Master Bathroom รวมถึงมีติดตั้ง Solar Cell 5.22 KW บริเวณหลังคา เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายภายในบ้านมาให้ด้วยนะคะ

Image 1/3
Formal Living เปิดไปยังพื้นที่สวนและสระว่ายน้ำได้

Formal Living เปิดไปยังพื้นที่สวนและสระว่ายน้ำได้

จาก Formal Living จะมี ประตูกระจกบานเลื่อนแบบ Full Height เปิดออกไปยังพื้นที่สวนและสระว่ายน้ำด้านหลังบ้าน หากวันไหนอยากได้บรรยากาศพักผ่อนแบบใกล้ชิดธรรมชาติ ก็สามารถเปิดประตูนี้เพื่อได้พื้นที่เชื่อมต่อกัน รวมถึงยังใช้เป็นพื้นที่จัดงานปาร์ตี้สังสรรค์อย่าง Pool Party ภายในบ้านได้เหมือนกันค่ะ

นอกจากเราจะไปยังพื้นที่ด้านหลังบ้านจาก Formal Living ได้แล้ว ยังมี ประตูกระจกบริเวณ Foyer ใกล้ๆกับบันไดที่เปิดออกไปยังโซนด้านหลังบ้าน ได้ด้วยนะคะ

Image 1/2
สระว่ายน้ำภายในบ้าน

สระว่ายน้ำภายในบ้าน

ทางโครงการได้ทำ สระว่ายน้ำภายในบ้าน มาให้เลยเฉพาะแบบบ้านนี้นะ โดยออกแบบเป็นสระระบบน้ำเกลือรูปตัว L  ขนาด 1.80×10 เมตร ความลึก 1.20 เมตร ทำให้เราสามารถมานั่งแช่น้ำผ่อนคลาย หรือให้เด็กๆมาว่ายน้ำเล่นภายในบ้านได้เลย

ทางโครงการก็มีปลูกต้นไม้รอบสระว่ายน้ำมาให้ดูเป็นไอเดียด้วยนะคะ ช่วยสร้างบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติและผ่อนคลายได้ดีเลย อีกทั้งพอเลือกเป็นต้นไม้ใหญ่ก็จะบังแสงแดดและเกิดร่มเงาตรงสระว่ายน้ำ จึงมาว่ายน้ำเล่นในตอนกลางวันได้ด้วยนั่นเอง

Image 1/3
พื้นที่สวนด้านหลังบ้าน

พื้นที่สวนด้านหลังบ้าน

ถัดจากสระว่ายน้ำจะเป็น พื้นที่สวนด้านหลังบ้าน มีความกว้างประมาณ 2 เมตร ออกแบบมีพื้นที่ทำเป็นมุมนั่งเล่นในสวน ทำให้เวลาเด็กๆมาว่ายน้ำเล่น คุณพ่อ-คุณแม่ก็มานั่งเฝ้าดูแลอยู่ตรงมุมนี้ได้ค่ะ นอกจากนั้นก็จัดสวนสีเขียว พร้อมต้นไม้ใหญ่คอยเป็นร่มเงาให้กับมุมนั่งเล่นเหมือนบ้านตัวอย่างได้เลย อีกทั้งมีประตูเปิดเชื่อมไปยังโซน Service ด้วยนะคะ ไว้เราค่อยพาไปดูกันทีหลังค่ะ

เราพากลับมายัง Foyer กันต่อนะคะ จากพื้นที่ Foyer นี้จะเชื่อมต่อไปยัง โซน Service ที่อยู่ฝั่งด้านซ้ายของบ้าน ประกอบด้วย Powder Room, ห้องครัวแบบปิด และห้องแม่บ้านค่ะ โดยเราจะพาไปดู Powder Room ที่อยู่ใกล้ๆกับบันไดนี้กันก่อนเลย

Image 1/4
Powder Room

Powder Room

Powder Room มีขนาด 1.50×1.75 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร พร้อมเลือกอ่างล้างมือและโถสุขภัณฑ์แบบ Washlet จาก KOHLER เราชอบที่ออกแบบเคาน์เตอร์อ่างล้างมือมีช่องด้านล่างสำหรับเก็บอุปกรณ์ในห้องน้ำได้สะดวกดีค่ะ

ต่อมาเราจะพาไปดู ห้องครัว, ห้องแม่บ้านและลานซักล้าง กันนะคะ โดยออกแบบระดับพื้นห้องครัวอยู่ต่ำกว่าพื้นภายในบ้านประมาณ 0.80 เมตร ซึ่งโถงทางเดินนี้มีความกว้างประมาณ 0.95 เมตร และมีบันไดให้เดินลงไปใช้งานตรงห้องครัวได้

ถือเป็นการออกแบบที่เราไม่ค่อยเห็นกันเท่าไหร่ แต่การออกแบบพื้นลดระดับไม่เท่ากันนี้จะมีข้อดีที่ได้ความรู้สึกที่แบ่งแยกโซน Service ออกจากโซนพักผ่อนอย่างชัดเจนด้วยนั่นเอง นอกจากนั้นยังได้ Vibe เหมือนบ้านต่างประเทศที่มีห้องกึ่งใต้ดินให้ใช้งานได้ค่ะ แต่ก็มีข้อคำนึงถึงอย่างเรื่องความชื้น การระบายอากาศ รวมถึงน้ำท่วมขังด้วย

Image 1/2
ห้องครัวแบบปิด

ห้องครัวแบบปิด

ห้องครัวแบบปิด มีขนาดประมาณ 1.50×4.10 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร ซึ่งจะได้เป็นห้องโล่งๆให้ลูกบ้าน Built-in เคาน์เตอร์ครัวและตู้เก็บของได้ตามการใช้งาน รวมถึงเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าตามแบรนด์ที่ชื่นชอบได้ แต่ทางบ้านตัวอย่างก็ได้ทำเคาน์เตอร์ครัวเป็นแนวยาวมาให้ดูเป็นไอเดีย ส่วนด้านข้างก็มีพื้นที่ตั้งเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าได้นั่นเอง

Image 1/2
ห้องแม่บ้านและห้องน้ำแม่บ้าน

ห้องแม่บ้านและห้องน้ำแม่บ้าน

ห้องแม่บ้านและห้องน้ำแม่บ้าน จะอยู่บริเวณเดียวกับพื้นที่ครัวและอยู่ใกล้ๆกับลานซักล้าง ทำให้แม่บ้านสามารถทำงาน-ทำอาหารได้ง่ายดี โดยจะได้บานประตูหน้าตาเหมือนภาพด้านบนเลย

ห้องแม่บ้านนี้จะมีขนาด 1.75×2.00 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร วางเตียงและตู้เสื้อผ้าเล็กๆได้ ส่วนห้องน้ำแม่บ้านมีขนาดประมาณ 1.00×1.20 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 30×30 เซนติเมตร พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ในห้องน้ำมาให้ครบค่ะ

Image 1/2
ลานซักล้าง

ลานซักล้าง

จากห้องครัวและโซนแม่บ้านของบ้านมาตรฐาน จะมีประตูเปิดออกไปยัง ลานซักล้าง ที่เป็นพื้นที่กลางแจ้ง ให้ใช้สำหรับตั้งเครื่องซักผ้า-อบผ้าและตากผ้าได้สบายๆ มีขนาดประมาณ 1.85×1.85 เมตร ออกแบบโครงสร้างเป็น Slab on Beam ลงเสาเข็ม ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร

แต่ทางบ้านตัวอย่างได้ปรับลานซักล้างเป็นพื้นที่ส่วนนึงของห้องครัว จึงทุบกำแพงและประตูตรงลานซักล้าง (กรอบเส้นประสีแดง) เพื่อให้ได้พื้นที่ต่อเนื่องมาจากห้องครัวแทน รวมถึงลานซักล้างที่ปรับใหม่นี้เป็นพื้นที่ตั้งตู้เก็บของ เช่น อุปกรณ์เครื่องครัวหรือวัตถุดิบในการทำอาหาร เป็นต้น ก็ถือเป็นไอเดียที่ดีสำหรับคนที่ต้องการพื้นที่ครัวเพิ่มขึ้นและไม่ได้ใช้พื้นที่ลานซักล้างนั่นเองค่ะ

ถัดจากพื้นที่ลานซักล้างจะเป็นพื้นที่สำหรับตั้งถังเก็บน้ำและมีบันไดพร้อมประตูเปิดเชื่อมไปยังสวนและสระว่ายน้ำด้านหลังบ้านที่เราพาไปดูกันมาก่อนหน้านี้นั่นเอง ซึ่งแม่บ้านก็สามารถใช้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่นั่งเล่นพักผ่อน-รับประทานอาหารได้ค่ะ

Image 1/2
ทางเดินเชื่อมโซน Service ไปยังพื้นที่จอดรถ

ทางเดินเชื่อมโซน Service ไปยังพื้นที่จอดรถ

ส่วนด้านข้างบ้านที่ติดกับโซนห้องครัวและลานซักล้างจะเป็น ทางเดินเชื่อมต่อไปยังด้านข้างของพื้นที่จอดรถ กว้างประมาณ 0.90 เมตรค่ะ นี่จึงเป็นทางเข้าบ้านอีกจุด แต่คนที่ใช้งานเป็นหลักจะเป็นแม่บ้านนั่นเอง

Image 1/3
บันไดและลิฟต์โดยสารภายในบ้าน

บันไดและลิฟต์โดยสารภายในบ้าน

สำหรับ บันไดและลิฟต์โดยสารภายในบ้าน จะอยู่ตรงกลางบ้านบริเวณ Foyer เลย ทำให้ใช้งานได้สะดวกดี รวมถึงอยู่ใกล้ประตูเข้า-ออกบ้าน จึงทำให้เวลากลับเข้าบ้านมาก็ขึ้นไปชั้นบนได้เลย

ทางโครงการได้ติดตั้งลิฟต์โดยสารภายในบ้านจาก Mitsubishi Electric มาให้ทุกหลัง มีขนาดประมาณ 0.95×1.10 เมตร สามารถรองรับได้ 4 คน รวม 280 กิโลกรัม ซึ่งพอออกแบบมีลิฟต์ภายในบ้านก็ทำให้เราเข็นคุณปู่ คุณย่าที่นั่งวีลแชร์ไปยังชั้นอื่นๆภายในบ้านได้นั่นเอง ไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ภายในห้องนอนของตัวเองค่ะ

ส่วนโครงสร้างบันไดเป็นแบบ Precast ปิดผิวด้วยพื้นไม้สัก มีความกว้างบันไดประมาณ 1.10 เมตร ลูกนอนกว้างประมาณ 25 ซม. ลูกตั้งสูง 18 ซม. ส่วนด้านข้างมีราวกันตกเป็นกระจกและมือจับเป็นไม้สัก ทำสีเหมือนตัวบันได พร้อมติดตั้งโคมไฟ ช่วยให้โถงบันไดดูสว่าง ไม่มืดทึบ

ทางโครงการมีออกแบบพื้นที่โซน Service ตรงโถงบันไดบริเวณชานพักบันไดของทุกชั้นเลยค่ะ สำหรับตั้ง Condensing Unit ไว้โดยเฉพาะด้วยนะ ทำให้เวลาช่างมาซ่อมแซมหรือบำรุงรักษาก็ง่าย โดยไม่รบกวนพื้นที่ภายในบ้าน รวมถึงไม่เกิดเสียงดังรบกวนการพักผ่อนด้วย มีขนาดประมาณ 1.45×3.00 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร

ชั้นลอย

Image 1/2
โถงชั้นลอย

โถงชั้นลอย

เมื่อขึ้นมา ชั้นลอย จะเปลี่ยนวัสดุปูพื้นเป็น Hybrid Engineering Wood ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นเหมาะแก่การพักผ่อนมากขึ้น รวมถึงมีคุณสมบัติทนรอยขีดข่วน-ความชื้นได้ดี จึงดูแลรักษาได้ง่ายและใช้ได้ยาวนาน ส่วนความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานอยู่ที่ 3.00 เมตร พร้อมพื้นที่ Double Volume ที่เชื่อมต่อจากพื้นที่นั่งเล่นชั้น 1 สูงขึ้นมาถึงชั้นลอย เพิ่มบรรยากาศโปร่งสบายตรงบริเวณชั้นนี้ด้วยค่ะ

บริเวณโถงชั้นลอยนี้จะมี Powder Room อยู่ใกล้ๆกับลิฟต์ เพื่อรองรับการใช้งานตรงชั้นลอยด้วย ทำให้เวลาเรานั่งเล่นอยู่ที่ชั้นลอยนี้ก็เข้าใช้ห้องน้ำได้ง่ายดี ไม่ต้องเดินลงไปเข้าห้องน้ำถึงชั้นล่าง

Image 1/3
Powder Room

Powder Room

Powder Room เป็นห้องน้ำที่ไม่มีพื้นที่อาบน้ำ มีขนาดห้องประมาณ 0.90×3.20 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร โดยเลือกใช้อ่างล้างมือและโถสุขภัณฑ์แบบ Washlet จาก KOHLER รวมถึงออกแบบเคาน์เตอร์อ่างล้างมือที่มีช่องด้านล่างสำหรับเก็บอุปกรณ์ในห้องน้ำและมีช่องหน้าต่างเปิดระบายความชื้นภายในห้องน้ำด้วยค่ะ

Image 1/3
Family Area

Family Area

Family Living ออกแบบเป็น Open Plan เชื่อมพื้นที่ขนาดใหญ่ 3.40×13.10 เมตร ซึ่งมีข้อดีที่นอกจากจะได้พื้นที่ใหญ่แล้ว ยังใช้งานได้ต่อเนื่องกัน อีกทั้งยังจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ยืดหยุ่นและบรรยากาศโปร่งโล่งด้วย โดย Family Area จะประกอบด้วยพื้นที่นั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหารและ Pantry ส่วนด้านข้างจะเป็นหน้าต่างกระจก Full Height ยาวตลอดแนวผนัง ทำให้เปิดรับแสงและวิวฝั่งด้านหน้าบ้านได้กว้างๆค่ะ

Image 1/3
Family Area มองลงไปเห็นพื้นที่ Double Volume

Family Area มองลงไปเห็นพื้นที่ Double Volume

จาก Family Area มองลงไปเห็นพื้นที่ Double Volume ที่เชื่อมต่อจากพื้นที่นั่งเล่นชั้น 1 สูงขึ้นมาถึงชั้นลอย จึงสร้างบรรยากาศที่โปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น

Image 1/3
พื้นที่นั่งเล่น

พื้นที่นั่งเล่น

พื้นที่นั่งเล่น เหมาะเป็นพื้นที่นั่งเล่นพักผ่อนของคนในครอบครัว สามารถทำ Built-in ชั้นวางทีวีและวางโซฟาแนวยาว พร้อมโต๊ะกลางและเก้าอี้ด้านข้างเหมือนบ้านตัวอย่างได้เลย มีพื้นที่โดยรอบกว้าง จึงเข็นวีลแชร์ของคุณปู่-คุณย่าผ่านไป-มาได้ ส่วนตัวเราชอบที่ทางโครงการเลือกใช้โคมไฟที่วนจากพื้นที่นั่งเล่นนี้ไปยังชั้น 1 ทำให้ดูมีลูกเล่นดีค่ะ

ทางโครงการจะเลือกตกแต่งในโทนสีขาวและน้ำตาล รวมถึงเลือกวัสดุอะลูมิเนียมที่มีความมันวาว ทำให้ดูมีมิติมากขึ้น อีกทั้งยังคงเลือกใช้วัสดุหินอ่อนในการตกแต่งได้บรรยากาศเรียบหรูดีค่ะ

Image 1/2
ประตูกระจกบานเลื่อนเปิดออกไปยังระเบียงด้านหน้าบ้าน 

ประตูกระจกบานเลื่อนเปิดออกไปยังระเบียงด้านหน้าบ้าน 

จากพื้นที่นั่งเล่นจะมี ประตูกระจกบานเลื่อนเปิดออกไปยังระเบียงด้านหน้าบ้าน ทำให้วันไหนอยากได้บรรยากาศชิลๆ ก็สามารถเปิดรับลมได้เต็มที่เลยค่ะ

Image 1/2
ระเบียงตรงชั้นลอย

ระเบียงตรงชั้นลอย

ระเบียงตรงชั้นลอย จะมีความยาวเท่าตัวบ้านเลยนะ ส่วนความกว้างจะเพียงพอให้ยืนได้พอดี ส่วนวัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร เราจึงมองว่าเหมาะสำหรับตั้งกระถางต้นไม้เป็นแนวยาว นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบ้านแล้ว ยังสร้างบรรยากาศร่มรื่นและเป็นมุมพักสายตาเวลามองออกมาจากพื้นที่นั่งเล่น รวมถึงยังช่วยพรางสายตาจากเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม จึงได้ความเป็นส่วนตัวภายในบ้านมากขึ้น

Image 1/3
พื้นที่รับประทานอาหาร

พื้นที่รับประทานอาหาร

พื้นที่รับประทานอาหาร สามารถจัดเป็นโต๊ะยาวพร้อมเก้าอี้ 6 ที่นั่งได้สบายๆเลยค่ะ ส่วนพื้นที่รอบโต๊ะก็มีพื้นที่กว้างให้เข็นวีลแชร์ของคุณปู่ คุณย่าผ่านไป-มาหรือมานั่งรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัวได้ค่ะ

Image 1/2
Pantry

Pantry

Pantry เป็นพื้นที่สำหรับเตรียมอาหารง่ายๆได้ แต่หากใครใช้งานครัวจริงจังก็สามารถกั้นเป็นห้องปิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีกลิ่นควันจากการทำอาหารลอยไปติดเฟอร์นิเจอร์อื่นๆภายในบ้านได้นะคะ แต่เราก็สามารถตกแต่งเหมือนบ้านตัวอย่างได้ค่ะ ทั้ง Built-in เคาน์เตอร์ครัว รวมถึง Island เป็นบาร์นั่งดื่มได้นั่นเอง

ชั้น 2

Image 1/2
โถงชั้น 2

โถงชั้น 2

เราพาเดินขึ้นมายัง ชั้น 2 กันต่อเลยนะคะ โดยจะเจอกับ โถงชั้น 2 ขนาดประมาณ 1.70×3.15 เมตร ซึ่งชั้นนี้จะประกอบด้วยห้องนอน 3 ห้อง, ระเบียงส่วนกลางและมีห้องเก็บของอยู่ใกล้ๆลิฟต์ค่ะ สำหรับวัสดุปูพื้นจะเหมือนชั้นลอย เลือกใช้เป็น Hybrid Engineering Wood ที่ทนต่อรอยขีดข่วนและความชื้นได้ดี ส่วนความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานอยู่ที่ 2.90 เมตร

Image 1/2
ห้องเก็บของ

ห้องเก็บของ

ห้องเก็บของ มีขนาด 1.00×3.20 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร ถึงแม้จะไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก แต่ก็ช่วยทำให้เราเก็บของได้เป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น

Image 1/2
ระเบียงส่วนกลาง

ระเบียงส่วนกลาง

ก่อนที่เราจะเข้าไปชมห้องนอนแต่ละห้องกัน ทางโครงการได้ออกแบบ ระเบียงส่วนกลาง คั่นอยู่ระหว่างห้องนอนรอง 1-2 ด้วยนะคะ อีกทั้งยังเป็นตำแหน่งที่พอเดินออกจากลิฟต์หรือขึ้นมาจากบันไดก็จะเปิดรับวิวตรงระเบียงนี้เต็มๆ จึงเหมาะเป็นมุมปลูกต้นไม้มากๆ เพื่อสร้างวิวสีเขียวให้ภายในบ้านนั่นเอง โดยมีขนาด 1.35×2.30 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร สามารถดูแลรักษาความสะอาดได้ง่าย

Image 1/6
ห้องนอนรอง 1

ห้องนอนรอง 1

ห้องนอนรอง 1 จะอยู่ฝั่งด้านหน้าบ้านและไม่ติดกับห้องนอนอื่นเลย จึงมีความเป็นส่วนตัวสูงสุด โดยมีขนาด 3.50×4.70 เมตร สามารถวางเตียง 5-6 ฟุตได้สบาย พร้อมพื้นที่ด้านข้างตั้งชั้นวางทีวีและโต๊ะนั่งทำงานได้ ส่วนบริเวณด้านหน้าประตูห้องจะมีกั้นเป็นพื้นที่ทำ Walk-in Closet สำหรับแต่งตัวได้ด้วยค่ะ มีความกว้างประมาณ 1.30×3.50 เมตร

สำหรับห้องนอนนี้จะไม่มีระเบียงส่วนตัว แต่จะออกแบบราวกันตกกระจกตรงบานหน้าต่าง เพื่อให้สามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศและมายืนรับลมชมวิวตรงนี้ได้นั่นเอง

Image 1/7
ห้องน้ำของห้องนอนรอง 1

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 1

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 1 มีขนาด 1.40×3.50 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร ออกแบบแบ่งโซนแห้ง-เปียกได้ชัดเจน อีกทั้งเลือกใช้สุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำทั้งอ่างล้างมือ, โถสุขภัณฑ์, ฝักบัว จาก KOHLER ทั้งหมด อีกทั้งมีตู้เก็บของด้านล่างเคาน์เตอร์, ติดตั้งฉากกั้นกระจกอาบน้ำ ป้องกันไม่ให้น้ำกระเด็นไปเลอะบริเวณอื่นและเดินระบบรองรับเครื่องทำน้ำอุ่นมาให้เรียบร้อย โดยมีพื้นที่อาบน้ำกว้างประมาณ 1 เมตรค่ะ

นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ด้านข้างให้ทำเป็นตู้เก็บของในห้องน้ำได้ด้วยค่ะ จะได้เก็บพวกผ้าเช็ดตัว, ทิชชู, อุปกรณ์ของใช้ในห้องน้ำได้เยอะดี หรือเราจะติดตั้งเป็นชั้นวางของเหมือนบ้านตัวอย่างก็ได้เหมือนกัน

Image 1/6
ห้องนอนรอง 2 (ห้องนอนผู้สูงอายุ)

ห้องนอนรอง 2 (ห้องนอนผู้สูงอายุ)

ห้องนอนรอง 2 จะเป็นอีกห้องที่หันไปฝั่งด้านหน้าบ้าน จึงออกแบบผนังฝั่งหน้าบ้านเป็นบานกระจกทั้งหมดจะเปิดรับวิวและแสงได้เยอะ ซึ่งทางโครงการตั้งใจออกแบบห้องนอนนี้มาเป็นห้องนอนผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เพราะปูพื้นเป็น Absorption Floor ช่วยลดแรงกระแทกเวลาเดินหรือล้มและติดตั้ง SOS Button ปุ่มกดขอความช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุ บริเวณห้องนอนและห้องน้ำในตัวนั่นเอง โดยมีขนาดห้องอยู่ที่ 3.90×4.90 เมตร สามารถวางเตียง 5-6 ได้สบาย มีพื้นที่รอบเตียงให้เข็นวีลแชร์ผ่านไป-มาได้ ส่วนด้านข้างเตียงจะมีพื้นที่ตั้งตู้เสื้อผ้าและโต๊ะได้ด้วยค่ะ

การตกแต่งภายในห้องนอนก็จะมีโทนสีเข้มขึ้น ทำให้ได้ความรู้สึกสงบและสุขุมมากขึ้น แต่ก็ยังคงใช้วัสดุมันวาวอย่างอะลูมิเนียมมาเพิ่มความน่าสนใจ อีกทั้งยังมีโคมไฟต่างๆเพิ่มบรรยากาศอบอุ่นภายในห้องด้วย

จากห้องนอนรอง 2 จะมีห้องน้ำส่วนตัวและระเบียงส่วนตัวให้ใช้งานได้ง่ายๆด้วยนะคะ แต่เราจะไปดู ห้องน้ำของห้องนอนรอง 2 กันก่อนเลย

Image 1/6
ห้องน้ำของห้องนอนรอง 2

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 2

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 2 มีขนาด 1.90×2.90 เมตร ปูพื้นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร พร้อมออกแบบมารองรับผู้สูงอายุด้วย ทั้งประตูบานเลื่อน เปิด-ปิดง่าย, พื้นห้องน้ำที่มีระดับเดียวกับพื้นห้องนอน, รางระบายน้ำแบบเรียบๆตรงประตูห้องน้ำจึงเดินหรือเข็นวีลแชร์เข้าใช้งานในห้องน้ำได้ไม่สะดุด รวมถึงมี SOS Button ปุ่มกดขอความช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุอยู่ภายในห้องน้ำมาให้เรียบร้อยเลย

ภายในห้องน้ำออกแบบแบ่งโซนแห้ง-เปียกได้เป็นสัดส่วน พร้อมเลือกใช้สุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมดจาก KOHLER รวมถึงมีก่อที่นั่งอาบน้ำพร้อมอุปกรณ์ราวจับช่วยพยุงเวลาลุก-นั่งมาด้วย

ระเบียงส่วนตัวของห้องนอนรอง 2 จะเดินเชื่อมมาจากห้องนอนรอง 2 ได้เลย ทำให้คุณปู่-คุณย่ามานั่งเล่นบริเวณนี้ได้ โดยจะมีขนาดประมาณ 1.55×1.75 เมตร ปูพื้นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร สามารถดูแลรักษาความสะอาดได้ง่าย จึงเหมาะใช้เป็นพื้นที่นั่งเล่นแบบ Semi Outdoor หรือมุมปลูกต้นไม้เพิ่มวิวสีเขียวภายในห้องนอน

Image 1/5
ห้องนอนรอง 3

ห้องนอนรอง 3

ห้องนอนรอง 3 เป็นห้องนอนที่มีขนาดเล็กสุดและอยู่ฝั่งด้านหลังบ้าน แต่ถึงแม้จะมีขนาดเล็กกว่าห้องนอนรองอื่นๆ มีขนาดอยู่ที่ 4.00×5.25 เมตร แต่ก็สามารถวางเตียง 5 ฟุตพร้อมโต๊ะข้างเตียง, ชั้นวางทีวีและตู้เสื้อผ้าได้สบายๆเลย

หากใครที่มีจำนวนสมาชิกไม่เยอะก็สามารถปรับเป็นห้องอเนกประสงค์ได้เหมือนกัน อย่างบ้านตัวอย่างก็ปรับเป็นห้องทำงาน หรือเราจะใช้เป็นห้องอ่านหนังสือ, ดูทีวี, ห้องสัตว์เลี้ยง, ห้องออกกำลังกายก็ได้เหมือนกันค่ะ นอกจากนั้นมีออกแบบราวกันตกกระจกตรงบานหน้าต่างให้มายืนรับลมชมวิวเหมือนห้องนอนรอง 1 ด้วยค่ะ

พอทางโครงการออกแบบห้องนี้เป็นห้องทำงานก็จะเลือกใช้สีที่สดใสหรือมีลวดลายมากขึ้น ทำให้ได้ความมีชีวิตชีวาดี รวมถึงเลือกตกแต่งเป็นกระถางต้นไม้-ดอกไม้ เพื่อเป็นจุดพักสายตาและช่วยคลายเครียดด้วยนั่นเอง

Image 1/6
ห้องน้ำของห้องนอนรอง 3

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 3

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 3 จะมีการออกแบบคล้ายๆกับห้องน้ำอื่นๆเลย มีขนาด 1.50×2.60 เมตร วัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร ออกแบบแบ่งโซนแห้ง-เปียกแยกกันเป็นสัดส่วน พร้อมเลือกใช้สุขภัณฑ์ทั้งหมดจาก KOHLER รวมถึงมีตู้เก็บของใต้อ่างล้างมือ, ติดตั้งฉากกั้นกระจกอาบน้ำ ไม่ให้น้ำกระเด็นไปเลอะบริเวณอื่น พร้อมเดินระบบรองรับเครื่องทำน้ำอุ่นมาให้ด้วย ส่วนพื้นที่อาบน้ำมีความกว้างประมาณ 1 เมตร จึงยืนอาบน้ำได้สบาย

ชั้น 3

เราพาชั้นมา ชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายกันแล้วนะ จากโถงชั้น 3 ขนาดประมาณ 1.55×3.00 เมตรนี้ จะเชื่อมต่อไปยัง Master Bedroom เลยนั่นเอง โดยชั้นนี้จะเป็นพื้นที่ของ Master Bedroom แบบยกชั้นเหมือน Penthouse เลย ทำให้ได้พื้นที่ขนาดใหญ่และเป็นส่วนตัวมากที่สุด

สำหรับวัสดุปูพื้นจะเหมือนชั้นลอย-ชั้น 2 โดยเป็นพื้น Hybrid Engineering Wood มีคุณสมบัติที่ทนรอยขีดข่วนและความชื้น ส่วนความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานอยู่ที่ 2.90 เมตรค่ะ

Image 1/6
Master Bedroom

Master Bedroom

Master Bedroom มีขนาดประมาณ 4.65×4.15 เมตร สามารถวางเตียง 6 ฟุต พร้อมโต๊ะข้างเตียงทั้ง 2 ฝั่งได้สบาย รวมถึงตั้งชั้นวางทีวีและโซฟาตรงปลายเตียงได้ด้วย ส่วนด้านข้างเตียงก็มีพื้นที่ทำเป็นมุมโต๊ะนั่งทำงานและพื้นที่นั่งเล่นภายในห้องเหมือนที่บ้านตัวอย่างได้ตกแต่งให้ดูเป็นไอเดียได้เลยค่ะ

นอกจากนั้นทางโครงการได้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบ Cassette Type จาก DAIKIN และ ERV ระบบหมุนเวียนแลกเปลี่ยนอากาศ พร้อมควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านและกรองฝุ่นได้ จาก Mitsubishi Electric มาให้ใน Master Bedroom ด้วย

บางครั้งการตกแต่งห้องก็เลือกใช้โทนสีอื่นๆมาตัดก็ช่วยทำให้ห้องดูสวยงามได้นะ อย่างบ้านตัวอย่างจะเน้นใช้โทนสีขาวครีมเป็นหลักและมีสีรองเป็นสีเขียว นอกจากนั้นก็ใช้สีส้มอย่างเก้าอี้นั่งทำงานนี้ ทำให้ภายในห้องไม่ดูเรียบเกินไปและมีชีวิตชีวามากขึ้น

Image 1/2
ระเบียงส่วนตัวของ Master Bedroom

ระเบียงส่วนตัวของ Master Bedroom

จาก Master Bedroom จะมีประตูกระจกบานเลื่อนเปิดออกไปยัง ระเบียงส่วนตัวของ Master Bedroom ได้ โดยมีขนาด 1.30×4.45 เมตร ปูพื้นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร สามารถใช้เป็นมุมนั่งเล่นแบบ Semi Outdoor และประดับด้วยกระถางต้นไม้ เพื่อสร้างบรรยากาศพักผ่อนและเป็นวิวสีเขียวให้ห้องนอนได้

Image 1/3
Walk-in Closet

Walk-in Closet

ถัดจากพื้นที่เตียงนอนจะเป็น Walk-in Closet ขนาดใหญ่ 3.40×4.70 เมตร เราจึงสามารถตกแต่งเหมือนบ้านตัวอย่างได้เลยทั้ง Built-in ตู้เสื้อผ้าเต็มผนังและแบ่งฝั่งชาย-หญิงได้ชัดเจน อีกทั้งมีพื้นที่ตั้งโต๊ะแต่งหน้าและ Island สำหรับเก็บเครื่องประดับต่างๆด้วยค่ะ

Image 1/11
Master Bathroom

Master Bathroom

Master Bathroom จะอยู่ติดกับ Walk-in Closet ทำให้ใช้งานได้ต่อเนื่องกันดี โดยมีขนาดห้องอยู่ที่ 3.50×3.70 เมตร ปูพื้นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×120 เซนติเมตร พร้อมออกแบบแบ่งโซนแห้ง-เปียกได้เป็นสัดส่วนดี ส่วนพื้นที่อาบน้ำและโถสุขภัณฑ์จะก่อกำแพงกั้นแบ่งพื้นที่การใช้งานไว้ จึงใช้งานห้องน้ำได้พร้อมกัน รวมถึงติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบ Cassette Type จาก DAIKIN มาภายในห้องน้ำนี้ด้วยนะ

ส่วนสุขภัณฑ์ในห้องน้ำเลือกใช้จาก KOHLER ทั้งหมด มีการเลือกใช้อ่างล้างมือจแบบ His & Her พร้อมตู้ด้านล่างสำหรับเก็บอุปกรณ์ของใช้ภายในห้องน้ำได้สะดวกดี สำหรับพื้นที่อาบน้ำมีขนาดประมาณ 1.10×2.50 เมตร พร้อมติดตั้ง Rain Shower มาให้ด้วย ส่วนด้านข้างจะเป็นอ่างอาบน้ำ Jacuzzi แบบ freestanding bathtub จาก CRISTINA ให้มานอนแช่น้ำผ่อนคลายได้ค่ะ


Residence II (เรสสิเด้น ทู)

บ้านตัวอย่างหลังสุดท้ายที่เราจะพามาชมกันก็คือ Residence II (เรสสิเด้น ทู) บ้านแฝด 3.5 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 36 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 282 ตร.ม. ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน / 5 ห้องน้ำ / 4 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / ลิฟต์โดยสาร

จริงๆการออกแบบพื้นที่ฟังก์ชันภายในบ้านส่วนใหญ่จะคล้ายๆกับบ้านเดี่ยว Residence I เลย โดยจะมีจุดแตกต่างหลักๆอย่างห้องนอนทั้ง 4 ห้องอยู่คนละชั้นทั้งหมด, ออกแบบพื้นที่รองรับแขกและพื้นที่นั่งเล่นของครอบครัวอยู่บริเวณเดียวกัน, ชั้นลอยอยู่ระหว่างชั้น 2-3, มีพื้นที่ Semi Outdoor ขนาดใหญ่ให้ต่อเติมเป็นห้องได้ รวมถึงไม่มีสระว่ายน้ำมาให้ แต่มีการลงเสาเข็มเผื่อลูกบ้านอยากต่อเติมทำสระว่ายน้ำเหมือนบ้านเดี่ยวค่ะ ทำให้เหมาะกับคนที่อยากได้ 4 ห้องนอน 4 ที่จอดรถเหมือนบ้านเดี่ยว แต่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดพอดีๆและได้ห้องนอนแยกชั้นกันชัดเจนนั่นเอง งั้นเราไปชมบรรยากาศภายในบ้านนี้กันเลยค่ะ

Image 1/4
ชั้น 1

ชั้น 1

 

ชั้น 1

  • ที่จอดรถ 4 คัน พร้อม Junction Box รองรับ EV Charger, ตู้งานระบบและประตูทางเข้าไปยังโซน Service
  • โถงทางเข้าด้านหน้าบ้านมีซุ้มชายคากันแดดและฝน
  • Foyer พื้นที่ต้อนรับ เพื่อเชื่อมไปทั้งโซนพักผ่อนและ Service
  • ห้องเก็บรองเท้า สำหรับเก็บรองเท้าได้เป็นระเบียบ
  • ลิฟต์โดยสารภายในบ้าน ใช้งานได้สะดวกสบายรองรับผู้สูงอายุ
  • แบ่งโซนพักผ่อนและโซน Service อยู่คนละฝั่งชัดเจน
  • ห้องนอนรอง 1 สามารถใช้เป็นห้องนอนรองรับแขกหรือปรับเป็นพื้นที่นั่งเล่นรองรับแขกได้ พร้อมห้องน้ำในตัว ใช้งานง่าย
  • โซนห้องครัวและ Service ออกแบบอยู่ระดับต่ำกว่าพื้นบ้าน เพื่อให้ได้ความเป็นสัดส่วนและแบ่งแยกโซนชัดเจน
  • ห้องครัวแบบปิด ทำอาหารได้จริงจัง มีประตูเปิดเชื่อมไปยังลานซักล้างและทางเดินไปยังพื้นที่จอดรถ
  • ห้องแม่บ้านและห้องน้ำแม่บ้านอยู่บริเวณเดียวกับห้องครัว จึงทำงานเตรียมอาหารได้ง่าย
  • ลานซักล้าง เป็นพื้นที่ตั้งเครื่องซักผ้า-ตากผ้า, จัดสวนหรือต่อเติมเป็นห้องปิดได้ รวมถึงเดินเชื่อมไปยังโซนสวนด้านหลังบ้านได้

ชั้น 2

  • Family Living ขนาดใหญ่ เชื่อมพื้นที่นั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหารและ Pantry พร้อมฝ้าสูงแบบ Double Volume
  • Powder Room ห้องน้ำรองรับการใช้งานบริเวณชั้น 2
  • ห้องนอนรอง 2 วางเตียง 5 ฟุตได้สบาย มีห้องน้ำในตัว

ชั้นลอย

  • ห้องนอนรอง 3 ออกแบบเป็นห้องนอนผู้สูงอายุโดยเฉพาะ พร้อมห้องน้ำในตัวรองรับวีลแชร์
  • พื้นที่ Semi Outdoor ใช้เป็นมุมนั่งเล่นหรือต่อเติมเป็นห้องอเนกประสงค์ได้

ชั้น 3

  • Master Bedroom ขนาดใหญ่เต็มชั้น ได้พื้นที่นั่งเล่น, Walk – in Closet และห้องน้ำในตัว
  • พื้นที่ห้องนอน มีมุมนั่งเล่นและตั้งโต๊ะทำงานได้
  • Walk-in Closet มีขนาดใหญ่ ตั้ง Island ตรงกลางห้องได้
  • ระเบียงส่วนตัว เหมาะเป็นมุมนั่งเล่น พร้อมปลูกต้นไม้ประดับ
  • Master Bathroom แบ่งเป็นสัดส่วน พร้อมอ่างล้างมือแบบ His & Her และอ่างอาบน้ำ

Image 1/2
ด้านหน้าบ้าน

ด้านหน้าบ้าน

บริเวณด้านหน้าบ้าน จะมีประตูรั้วบ้านเป็นประตูเหล็กรางเลื่อนเหมือนกันทุกหลัง พร้อมติดตั้งกริ่งและถังขยะที่เปิดทิ้งได้จากด้านในที่ออกแบบพรางตาให้หน้าบ้านดูเรียบร้อยด้วยนะคะ

Image 1/3
พื้นที่จอดรถ

พื้นที่จอดรถ

พื้นที่จอดรถ มีขนาดประมาณ 5.25×12.40 เมตร แต่จะออกแบบเสาคั่นตรงกลางจึงแบ่งช่องจอดรถเป็น 2.50+2.60+5.90 เมตร สามารถจอดรถได้ 4 คันค่ะ สำหรับโครงสร้างที่จอดรถเป็น Slab on Beam ลงเสาเข็ม วัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร แต่เราแนะนำให้ต่อเติมหลังคากันสาดด้วยนะคะ เพราะทางโครงการได้คิดเผื่อและทำคานมารองรับการต่อเติมหลังคาที่จอดรถแล้วนั่นเอง ทำให้ลูกบ้านสามารถต่อเติมได้ง่ายดีค่ะ รถของเราจะได้ไม่ต้องตากแดด-ตากฝนด้วย

นอกจากนั้นยังมีติดตั้ง Junction Box รองรับ EV Charger และตู้งานระบบอยู่ด้านข้างพื้นที่จอดรถด้วยนะ รวมถึงมีประตูเปิดไปยังโซน Service ทำให้แม่บ้านสามารถเข้าบ้านจากทางด้านนี้ได้เลย ถือเป็นการออกแบบแยกการใช้งานระหว่างลูกบ้านและแม่บ้านนั่นเอง ส่วนระบบรักษาความปลอดภัยรอบตัวบ้านก็ติดตั้ง CCTV มาให้จำนวน 5 จุดเลย

ทางโครงการเลือกใช้บานประตูไม้สักเป็นประตูทางเข้าบ้าน ทำให้ดูสวยงามดีเลย อีกทั้งติดตั้ง Digital Door Lock จาก HAFELE รองรับ 5 รูปแบบ ได้แก่ Fingerprint, Password, Card, Key และ Application ทำให้สามารถเข้า-ออกบ้านได้สะดวกดี เวลาหา Keycard เข้าบ้านไม่เจอ ก็ยังสแกนนิ้วหรือเปิดผ่าน Application แทนได้

Image 1/2
Foyer

Foyer

เมื่อเข้ามาภายในบ้านจะเจอ Foyer เป็นพื้นที่ต้อนรับขนาดประมาณ 1.60×2.60 เมตร เหมือนบ้านเดี่ยว  Residence I  ที่เราพาไปดูกันมาก่อนหน้านี้เลยนะ แต่จะปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร

ส่วนการออกแบบพื้นที่ชั้น 1 จะแบ่งเป็นโซนพักผ่อนและโซน Service แยกกันชัดเจน อีกทั้งมีประตูกระจกเปิดออกไปสวนด้านหลังบ้านและเป็นโซนลิฟต์-บันไดเพื่อขึ้นไปชั้นบนๆด้วย

สำหรับผนังบ้านจะฉาบเรียบ ทาสี TOA Organic Care ปลอดภัยด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ ช่วยลดสารพิษก่อมะเร็งในอากาศ / ไร้สารก่อภูมิแพ้ เช็ดล้างง่าย พร้อมติดตั้งไฟดาวน์ไลท์และเลือกใช้กระจก Tinted Glass ช่วยสะท้อนความร้อน-ลดอุณหภูมิภายในบ้านนะคะ

จาก Foyer จะมีโถงทางเดินเชื่อมไปยังห้องนอนรอง 1 ซึ่งบริเวณด้านข้างของโถงทางเดินนี้จะเป็นห้องเก็บรองเท้าค่ะ

ห้องเก็บรองเท้า มีขนาดประมาณ 1.00×1.25 เมตร และมีประตูปิดกั้นมาให้เลย โดยเราสามารถ Built-in ตู้เก็บรองเท้าเหมือนที่บ้านตัวอย่างทำให้ดูเป็นไอเดียได้นะคะ พอทางโครงการออกแบบห้องเก็บรองเท้ามาให้โดยเฉพาะก็ทำให้เราเก็บของได้เป็นระเบียบดีค่ะ

Image 1/3
ห้องนอนรอง 1

ห้องนอนรอง 1

ห้องนอนรอง 1 จะอยู่ที่ชั้น 1 ของบ้านนี้เลย ทำให้เราสามารถใช้เป็นห้องนอนรองรับแขกได้ หรือจะปรับเป็นพื้นที่นั่งเล่นรองรับแขกเหมือนบ้านตัวอย่างก็ดีเหมือนกัน โดยจะมีขนาดห้องอยู่ที่ 2.45×3.50 เมตร จึงวางโซฟาแนวยาว พร้อมโต๊ะกลางและเก้าอี้ด้านข้างได้ รวมถึงผนังทั้ง 2 ฝั่งห้องจะเป็นหน้าต่างกระจกแบบ Full Height ทำให้เปิดรับแสงและวิวได้เยอะ อีกทั้งยังมีความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานอยู่ที่ 2.90 เมตร ทำให้ได้ความโปร่งโล่งดี มองออกไปเห็นวิวสวนด้านหลังบ้านด้วย

จากห้องนอนรอง 1 จะมี ประตูกระจกบานเลื่อนเปิดออกไปยังพื้นที่สวนด้านหลังบ้าน ได้นะคะ ทำให้เวลาอยากเปลี่ยนบรรยากาศการพักผ่อนก็เดินออกมายังพื้นที่สวนนี้ได้

นอกจากนั้นพื้นที่ด้านหลังบ้านนี้มีการลงเสาเข็มรองรับการต่อเติมด้วยนะ ทำให้เราสามารถขยายพื้นที่ของห้องนอนนี้ไปจนถึงรั้วด้านหลังบ้านได้เลยค่ะ ทำให้เราจะได้ห้องนอนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 2 เมตรเลย แต่ด้วยโครงสร้างบ้านที่เป็น Precast เราแนะนำให้ปรึกษากับทางวิศวกรโครงการก่อนการต่อเติมทุกครั้ง เพื่อไม่ให้กระทบกับโครงสร้างบ้านนะคะ

Image 1/4
ห้องน้ำของห้องนอนรอง 1

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 1

ทางโครงการออกแบบมี ห้องน้ำในห้องนอนรอง 1 ด้วย ทำให้ใช้งานได้ง่ายมากๆ โดยมีขนาด 1.45×2.55 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร ออกแบบแบ่งโซนแห้ง-เปียกเป็นสัดส่วน พร้อมเลือกใช้สุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมดจาก KOHLER อีกทั้งมีตู้เก็บของใต้อ่างล้างมือ, ฉากกั้นกระจกอาบน้ำและเดินระบบรองรับเครื่องทำน้ำอุ่นมาให้ครบเลย ส่วนพื้นที่อาบน้ำมีความกว้างประมาณ 0.85 เมตร จึงยืนอาบน้ำได้

บริเวณ Foyer นี้จะมี ประตูกระจกเปิดออกไปยังพื้นที่ด้านหลังบ้าน ด้วยนะคะ

Image 1/4
พื้นที่ด้านหลังบ้าน ลงเสาเข็มรองรับการต่อเติมสระได้

พื้นที่ด้านหลังบ้าน ลงเสาเข็มรองรับการต่อเติมสระได้

พื้นที่สวนด้านหลังบ้าน มีความกว้างประมาณ 2 เมตร ซึ่งจะเป็นพื้นสนามหญ้า เราจึงสามารถตกแต่งปลูกต้นไม้เล็ก-ใหญ่และจัดเป็นมุมนั่งเล่นในสวนได้เลย รวมถึงทางโครงการได้ลงเสาเข็ม เตรียมโครงสร้างรองรับการต่อเติมสระว่ายน้ำส่วนตัวในบ้านมาให้ด้วยนะ ทำให้เราสามารถทำสระว่ายน้ำเหมือนบ้านตัวอย่างหลังนี้ได้เลยค่ะ ส่วนด้านข้างจะมีประตูเปิดเชื่อมไปยังโซน Service ด้วย

พอภายในบ้านมีสระว่ายน้ำส่วนตัวและมุมนั่งเล่นท่ามกลางสวนสีเขียวก็ทำให้ได้บรรยากาศสดชื่นและร่มรื่นดีนะคะ เพราะพื้นที่สวนด้านหลังบ้านนี้จะเป็นวิวให้กับห้องนอนรอง 1 ด้วยนั่นเอง

Image 1/2
โถงทางเดินไปยังโซน Service

โถงทางเดินไปยังโซน Service

เราพากลับมายัง Foyer และพาไปดู โซน Service ที่อยู่อีกฝั่งของบ้านกันนะคะ ซึ่งการออกแบบโซน Service ทั้งห้องครัว, ลานซักล้างและห้องแม่บ้าน จะมีการลดระดับพื้นห้องครัวอยู่ต่ำกว่าพื้นภายในบ้านประมาณ 0.80 เมตรเหมือนกับบ้านตัวอย่างที่เราพาไปดูกันก่อนหน้านี้เลย

ซึ่งไอเดียของการออกแบบนี้ก็คือการแบ่งโซน Service ออกจากโซนพักผ่อนแยกออกจากกันชัดเจน ส่วนประตูของห้องครัวจะอยู่ตรงด้านบน ก่อนลงบันไดมานะคะ ทำให้เวลาขึ้น-ลงบันไดหรือเปิด-ปิดประตูห้องครัวนี้ จะต้องระวังในการเปิดนิดนึงค่ะ ไม่งั้นอาจเปิดประตูชนคนได้

Image 1/5
ห้องครัวแบบปิด

ห้องครัวแบบปิด

ห้องครัวแบบปิด มีขนาดประมาณ 1.50×5.70 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร โดยออกแบบเป็นห้องโล่งๆให้เราตกแต่งห้องครัวได้ตามการใช้งาน ซึ่งเราสามารถ Built-in เคาน์เตอร์ครัวเป็นแนวยาวมาให้ดูเป็นไอเดีย ส่วนด้านข้างก็มีพื้นที่ตั้งเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าได้ รวมถึงประตูเปิดออกไปยังพื้นที่จอดรถได้ด้วยค่ะ

นอกจากนั้นจะมี ห้องแม่บ้านและห้องน้ำแม่บ้าน อยู่บริเวณเดียวกับห้องครัวด้วย โดยห้องแม่บ้านมีขนาด 1.55×1.90 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร วางเตียงและตู้เสื้อผ้าภายในห้องได้ ส่วนห้องน้ำของแม่บ้านมีขนาดประมาณ 1.00-1.10 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 30×30 เซนติเมตร ที่ติดตั้งอุปกรณ์และสุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำมาครบครันด้วย

จริงๆแล้วจากห้องครัวนี้จะมีผนังและประตูเปิดออกไปยัง ลานซักล้าง ที่เป็นพื้นที่กลางแจ้งมีโครงสร้างเป็น Slab on Beam ลงเสาเข็ม วัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร แต่บ้านตัวอย่างได้ทุบผนังออก เพื่อให้ได้เป็นห้องครัวขนาดใหญ่นั่นเอง ถือว่าเป็นไอเดียให้ทุกคนได้ปรับใช้กันได้ค่ะ รวมถึงเดี๋ยวนี้เราก็หันมาใช้เครื่องอบผ้ากันมากขึ้นแล้ว ก็ไม่ต้องมีพื้นที่ตากผ้าเยอะมากนักก็ได้นั่นเอง

จากลานซักล้างจะเชื่อมต่อกับพื้นที่ Service ที่เป็นพื้นที่ตั้งถังเก็บน้ำนะคะ และจะมีประตูเปิดเชื่อมไปยังพื้นที่สวนด้านหลังบ้านที่เราพาไปดูกันมาก่อนหน้านี้ค่ะ

Image 1/3
บันไดและลิฟต์โดยสารภายในบ้าน

บันไดและลิฟต์โดยสารภายในบ้าน

ทางโครงการจะออกแบบ บันไดและลิฟต์โดยสารภายในบ้าน อยู่บริเวณ Foyer นะคะ ทำให้เวลากลับเข้าบ้านมาก็สามารถขึ้นไปชั้นบนๆได้เลยนั่นเอง

สำหรับลิฟต์โดยสารเลือกใช้จาก Mitsubishi Electric มีขนาดประมาณ 0.95×1.10 เมตร สามารถรองรับได้ 4 คน รวม 280 กิโลกรัม ส่วนโครงสร้างบันไดเป็นแบบ Precast ปิดผิวด้วยพื้นไม้สัก มีความกว้างบันไดประมาณ 0.95 เมตร ลูกนอนกว้างประมาณ 25 ซม. ลูกตั้งสูง 18 ซม. ส่วนด้านข้างจะมีทั้งผนังทึบและราวกันตกเป็นกระจก มีมือจับเป็นไม้สัก ทำสีเหมือนตัวบันไดค่ะ พร้อมติดตั้งโคมไฟ ช่วยไม่ให้โถงบันไดดูมืดทึบ

ชั้น 2

Image 1/2
โถงชั้น 2

โถงชั้น 2

เมื่อขึ้นมา ชั้น 2 จะเปลี่ยนวัสดุปูพื้นเป็น Hybrid Engineering Wood ที่ทนรอยขีดข่วน-ความชื้นได้ดี รวมถึงช่วยเปลี่ยนบรรยากาศให้รู้สึกอบอุ่นเหมาะแก่การพักผ่อนมากขึ้น ส่วนความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานอยู่ที่ 3.00 เมตร และบริเวณโถงชั้น 2 จะมี Powder Room เพื่อรองรับการใช้งานตรงชั้น 2 นี้ด้วยนะคะ

Image 1/4
Powder Room

Powder Room

ทางโครงการมีออกแบบ Powder Room เป็นห้องน้ำที่ไม่มีพื้นที่อาบน้ำ โดยมีขนาด 1.40×1.60 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร พร้อมติดตั้งอ่างล้างมือและโถสุขภัณฑ์แบบ Washlet จาก KOHLER อีกทั้งมีตู้เก็บของใต้เคาน์เตอร์อ่างล้างมือ สำหรับเก็บอุปกรณ์ของใช้ในห้องน้ำด้วย

Family Living ออกแบบเป็น Double Volume สูง 6.60 เมตร จึงทำให้ได้บรรยากาศภายในบ้านที่โปร่งสบาย รวมถึงเปิดรับแสงและวิวได้เยอะ เพราะมีช่องหน้าต่างขนาดใหญ่และหลายจุด

นอกจากนั้นภายในบ้านยังมี เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาให้ด้วยทั้ง Home Automation จาก Lifestyle สั่งควบคุม เปิด-ปิดสวิตช์ไฟและเครื่องปรับอากาศ รวมถึงเชื่อมต่อกับ VDO Door Phone ด้วย, CCTV ภายในบ้าน 1 จุด, Door and Window Sensor อุปกรณ์ตรวจจับการงัดประตูและหน้าต่าง บริเวณชั้น 1 เพื่อแจ้งเตือนภัยไปยัง Siren และ Application, Motion Sensor Step Light ไฟเปิด-ปิด อัตโนมัติเวลาเดิน ขึ้น-ลง บันได, SOS Button ปุ่มกดขอความช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุ บริเวณห้องนอนและห้องน้ำในตัว, ERV ระบบหมุนเวียนแลกเปลี่ยนอากาศ พร้อมควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านและกรองฝุ่นได้ จาก Mitsubishi Electric จำนวน 2 ตัว บริเวณ Family Area และ Master Bedroom, เครื่องปรับอากาศแบบ Cassette Type จาก DAIKIN จำนวน 3 ตัว บริเวณ Family Area, Master Bedroom และ Master Bathroom รวมถึงมีติดตั้ง Solar Cell 5.22 KW บริเวณหลังคาด้วยค่ะ

Image 1/3
Family Living

Family Living

Family Living มีขนาด 3.60×9.40 เมตร เป็น Common Area ที่ประกอบด้วยพื้นที่นั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหารและ Pantry โดยออกแบบเป็น Open Plan มีข้อดีที่ได้พื้นที่ขนาดใหญ่, พื้นที่ใช้งานต่อเนื่อง, จัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ยืดหยุ่นและบรรยากาศโปร่งสบายนั่นเอง ส่วนด้านข้างจะเป็นหน้าต่างกระจก Full Height ขนาดใหญ่หลายจุด ทำให้เปิดรับแสงและวิวฝั่งด้านหน้าบ้านได้เยอะดี

Image 1/3
พื้นที่นั่งเล่น

พื้นที่นั่งเล่น

พื้นที่นั่งเล่น มีขนาด 3.20×3.25 เมตร เป็นพื้นที่ให้มานั่งพักผ่อนได้ สามารถจัดวางโซฟาเป็นตัว L พร้อมตั้งโต๊ะกลางและชั้นวางทีวีได้สบายๆเหมือนบ้านตัวอย่างเลย อีกทั้งมีช่องหน้าต่างเปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามาก็ช่วยทำให้ดูสว่าง บรรยากาศโปร่งสบายดี

Image 1/2
พื้นที่รับประทานอาหาร

พื้นที่รับประทานอาหาร

พื้นที่รับประทานอาหาร สามารถจัดวางโต๊ะยาว 6 ที่นั่งได้สบายๆ มีพื้นที่โดยรอบกว้าง เดินผ่านไป-มาได้ รวมถึงอยู่ใกล้โซน Pantry จึงจัดเสิร์ฟอาหารได้สะดวกค่ะ

Image 1/3
Pantry

Pantry

Pantry มีขนาดประมาณ 2.00×2.30 เมตร สามารถจัดเป็นมุมเตรียมอาหารและพื้นที่ครัวได้นะคะ โดยตกแต่งเหมือนบ้านตัวอย่างได้เลยทั้ง Built-in เคาน์เตอร์ครัวและตู้เก็บของสำหรับเก็บอุปกรณ์ของใช้ในครัวต่างๆ

บริเวณด้านข้างของ Family Living จะมี ประตูเปิดไปยังห้องนอนรอง 2 ด้วยนะคะ ทำให้คนที่พักผ่อนในห้องนี้ก็สามารถมาใช้งานบริเวณ Family Living ได้ง่ายเลยค่ะ

Image 1/4
ห้องนอนรอง 2

ห้องนอนรอง 2

ห้องนอนรอง 2 มีขนาดประมาณ 2.50×3.30 เมตร สามารถวางเตียง 3.5-5 ฟุตได้ มีพื้นที่ด้านข้างตั้งตู้เสื้อผ้าและโต๊ะแต่งหน้าเล็กๆได้ รวมถึงมีช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ เปิดรับแสงและวิวค่ะ

Image 1/5
ห้องน้ำของห้องนอนรอง 2

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 2

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 2 มีขนาดประมาณ 1.30×2.30 เมตร มีการออกแบบเหมือนห้องน้ำอื่นๆเลย โดยมีการแบ่งโซนแห้ง-เปียกชัดเจน วัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร เลือกใช้สุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำทั้งอ่างล้างมือ, โถสุขภัณฑ์, ฝักบัว จาก KOHLER ทั้งหมด อีกทั้งออกแบบมีตู้เก็บของด้านล่างเคาน์เตอร์ให้ใช้เก็บของได้เยอะ ส่วนพื้นที่อาบน้ำกว้างประมาณ 0.80 เมตรพร้อมติดตั้งฉากกั้นกระจกอาบน้ำ ป้องกันไม่ให้น้ำกระเด็นไปเลอะบริเวณอื่นและเดินระบบรองรับเครื่องทำน้ำอุ่นมาให้

ชั้นลอย

Image 1/2
โถงชั้นลอย

โถงชั้นลอย

ถัดมาจะเป็น ชั้นลอย จะมีเพียงห้องนอนรอง 2 และพื้นที่อเนกประสงค์แบบ Semi Outoodr เท่านั้น ทำให้เจ้าของห้องนอนนี้เหมือนได้พื้นที่ทั้งชั้นนี้เป็นของตัวเองไปเลย ถือว่าได้ขนาดใหญ่ไม่แพ้ Master Bedroom เลยนะ

ส่วนวัสดุปูพื้นก็เป็น Hybrid Engineering Wood เหมือนชั้น 2 ค่ะ ซึ่งมีคุณสมบัติทนต่อรอยขีดข่วนและความชื้นได้ดีแล้ว ยังให้บรรยากาศที่เหมาะกับการพักผ่อนมากขึ้น ส่วนความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานอยู่ที่ 2.90 เมตร

Image 1/5
ห้องนอนรอง 3 (ห้องนอนผู้สูงอายุ)

ห้องนอนรอง 3 (ห้องนอนผู้สูงอายุ)

ห้องนอนรอง 3 นี้จะออกแบบเพื่อรองรับเป็นห้องนอนผู้สูงอายุโดยเฉพาะเลยนะคะ เพราะปูพื้นเป็น Absorption Floor ช่วยลดแรงกระแทกเวลาเดินหรือล้ม นอกจากนั้นยังมี SOS Button ปุ่มกดขอความช่วยเหลือด้วยนะคะ ทำให้คุณปู่ คุณย่าพักผ่อนภายในห้องได้สบายและปลอดภัย ลูกหลานก็หายห่วงด้วย หากให้เราแนะนำส่วนที่อยากให้ปรับเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะกับผู้สูงอายุมากขึ้นก็คือเปลี่ยนจากประตูบานผลักเป็นประตูบานเลื่อน จะได้เปิด-ปิดได้ง่ายขึ้น

โดยมีขนาดห้องอยู่ที่ 3.00×3.50 เมตร ภายในห้องมีพื้นที่วางเตียง 5-6 ฟุต ส่วนด้านข้างเตียงก็มีพื้นที่ตั้งโต๊ะและตู้เสื้อผ้า รวมถึงห้องน้ำในตัว ให้ใช้งานได้สะดวกด้วย รวมถึงมีทางเดินรอบเตียงกว้าง จึงเข็นวีลแชร์ผ่านได้ง่ายค่ะ

การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีความโค้งมนก็ช่วยทำให้ได้ความรู้สึกอ่อนนุ่มและอบอุ่นดีนะคะ รวมถึงมีจัดแจกันดอกไม้ประดับตกแต่งภายในห้องก็สร้างบรรยากาศสดชื่นได้ดี ก็ถือเป็นไอเดียให้เราไปตกแต่งตามกันได้ค่ะ

Image 1/6
ห้องน้ำของห้องนอนรอง 3 (ห้องนอนผู้สูงอายุ)

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 3 (ห้องนอนผู้สูงอายุ)

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 3 มีขนาด 1.55×3.20 เมตร ปูพื้นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร อีกทั้งออกแบบมารองรับผู้สูงอายุ ด้วยการเลือกใช้ประตูบานเลื่อนที่เปิด-ปิดได้ง่าย, ออกแบบเป็นพื้นระดับเดียวกันทั้งหมด เดินผ่านได้ไม่สะดุด พร้อม Floor Drain บริเวณประตูห้องน้ำ ไม่ให้น้ำไหลออกไปยังห้องนอน รวมถึงมี SOS Button ปุ่มกดขอความช่วยเหลือในห้องน้ำมาให้อีกจุดด้วยค่ะ

ส่วนการออกแบบภายในห้องน้ำจะมีการแบ่งโซนแห้ง-เปียกเป็นสัดส่วนและติดตั้งสุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมดจาก KOHLER พร้อมก่อที่นั่งอาบน้ำมาให้เลย รวมถึงมีติดตั้งพวกอุปกรณ์ราวจับช่วยพยุงเวลาลุก-นั่งทั้งบริเวณโถสุขภัณฑ์และพื้นที่อาบน้ำมาให้ครบ ช่วยให้คุณปู่-คุณย่าใช้งานได้สะดวก

ต่อมาเราจะพาไปดู พื้นที่ Semi Outdoor ที่อยู่ระหว่างห้องนอนรอง 3 และโซนลิฟต์กัน โดยมีโถงทางเดินกว้างประมาณ 1 เมตร แต่เนื่องจากทางโครงการได้ปรับพื้นที่ Semi Outdoor โดยทุบผนัง-ประตูตรงกรอบเส้นประสีแดง และต่อเติมเป็นห้องดูหนังแทนนั่นเอง ทางบ้านตัวอย่างก็ตกแต่งมาเป็นไอเดียให้กับคนที่ชอบพื้นที่ในร่มหรืออยากได้ห้องอเนกประสงค์เพิ่มขึ้นมาค่ะ

Image 1/3
พื้นที่ Semi Outdoor ต่อเติมเป็นห้องดูหนัง

พื้นที่ Semi Outdoor ต่อเติมเป็นห้องดูหนัง

ทางบ้านตัวอย่างได้ต่อเติม พื้นที่ Semi Outdoor เป็นห้องดูหนังแทนนะคะ ก็ทำให้เรามีห้องอเนกประสงค์เพิ่มขึ้นมาอีกห้องเลย มีขนาดประมาณ 3.20×3.30 เมตร ภายในห้องตั้งชั้นวางทีวีและเลือกใช้ทีวีจอใหญ่ๆได้สบาย รวมถึงโซฟาเป็นตัว L และโต๊ะกลางเล็กๆไว้วางเครื่องดื่มหรือขนมเวลานั่งดูหนังค่ะ

แต่จริงๆแล้วเราสามารถปรับเปลี่ยนห้องนี้ได้ตามการใช้งานเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนอีกห้อง, ห้องออกกำลังกาย, ห้องสัตว์เลี้ยงหรือห้องทำงานนั่นเอง

ชั้น 3

ในที่สุดเราก็ขึ้นมา ชั้น 3 ที่เป็นชั้นสุดท้ายของบ้านนี้แล้ว โดยมี โถงชั้น 3 ขนาด 1.75×2.10 เมตร เพื่อเชื่อมต่อไปยัง Master Bedroom ที่มีขนาดใหญ่แบบยกชั้นค่ะ ทำให้นอกจากจะได้พื้นที่ภายในห้องเยอะแล้ว ยังได้ความเป็นส่วนตัวสูง เพราะเป็นเจ้าของชั้นนี้ทั้งชั้นเลยนั่นเอง

ส่วนพื้นจะเป็น Hybrid Engineering Wood เหมือนชั้น 2 และชั้นลอย ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแล้ว ยังทนต่อรอยขีดข่วนและความชื้นได้ดี สำหรับความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานอยู่ที่ 2.90 เมตร เท่ากับชั้นลอยเลยค่ะ

Image 1/5
Master Bedroom

Master Bedroom

Master Bedroom มีขนาด 3.35×5.50 เมตร จึงวางเตียง 6 ฟุตได้สบายๆ พร้อมโต๊ะข้างเตียงทั้ง 2 ฝั่ง, ตั้งชั้นวางทีวีตรงปลายเตียง และมีพื้นที่ด้านข้างเตียง ทำเป็นมุมนั่งเล่นได้ด้วยค่ะ รวมถึง  Master Bedroom นี้จะมีติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบ Cassette Type จาก DAIKIN และ ERV ระบบหมุนเวียนแลกเปลี่ยนอากาศ พร้อมควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านและกรองฝุ่นได้ จาก Mitsubishi Electric มาให้ด้วย

หากใครชอบตกแต่งห้องสไตล์เรียบหรู ก็สามารถเลือกใช้คู่สีครีม-น้ำตาลเหมือนบ้านตัวอย่างได้เลย รวมถึงเลือกใช้วัสดุมันวาวอย่างขาโต๊ะที่เป็นอะลูมิเนียมหรือแจกันที่เป็นแก้ว ก็ทำให้บรรยากาศภายในห้องไม่เรียบจนเกินไป

Image 1/2
ระเบียงส่วนตัวของ Master Bedroom

ระเบียงส่วนตัวของ Master Bedroom

ทางโครงการมีออกแบบ ระเบียงส่วนตัวภายใน Master Bedroom ด้วยนะ โดยจะมีขนาดประมาณ 1.25×3.40 เมตร ปูพื้นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×60 เซนติเมตร เราสามารถใช้เป็นมุมนั่งเล่นแบบ Semi Outdoor ตั้งเก้าอี้และโต๊ะเล็กๆได้ หรือจะทำเป็นมุมต้นไม้เล็กๆเพิ่มวิวสีเขียวให้ภายใน Master Bedroom ได้เหมือนกัน

Image 1/3
Walk-in Closet

Walk-in Closet

ถัดจากพื้นที่เตียงนอนจะเป็น พื้นที่แต่งตัวแบบ Walk-in Closet ขนาด 2.85×3.90 เมตร เราจึงทำ Built-in ตู้เสื้อผ้า พร้อมแบ่งฝั่งชาย-หญิงได้เลย รวมถึงมีพื้นที่ทำโต๊ะแต่งหน้าได้ด้วยนะ ส่วนด้านข้างจะเป็น Master Bathroom ทำให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องดี

Image 1/9
Master Bathroom

Master Bathroom

Master Bathroom มีขนาด 3.00×3.95 เมตร กระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 60×120 เซนติเมตร โดยภายในห้องน้ำมีการออกแบบแบ่งโซนแห้ง-เปียกได้ชัดเจน นอกจากนั้นพื้นที่อาบน้ำและโถสุขภัณฑ์จะก่อกำแพงกั้นแบ่งพื้นที่การใช้งาน ทำให้สามารถใช้งานห้องน้ำได้พร้อมกัน

ทางโครงการเลือกใช้สุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมดจาก KOHLER รวมถึงมีตู้เก็บของด้านล่างเคาน์เตอร์อ่างล้างมือ จึงเก็บอุปกรณ์ของใช้ได้สะดวกดี ส่วนพื้นที่อาบน้ำมีขนาดประมาณ 0.90×1.20 เมตร แต่ทางโครงการจะติดตั้งอ่างล้างมือแบบ His & Her, Rain Shower และอ่างอาบน้ำ Jacuzzi freestanding bathtub จาก CRISTINA ให้มานอนแช่น้ำผ่อนคลาย มาให้เฉพาะ Master Bathroom รวมถึงมีติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบ Cassette Type จาก DAIKIN มาให้ด้วยค่ะ

ราคา

The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 (เดอะ รีเซิร์ฟ วิลล่า สุขุมวิท 89/1) ราคาเท่าไหร่ (ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569)

ราคาผ่อนต่อเดือนยกตัวอย่างจาก ดอกเบี้ย 4% ระยะเวลาผ่อน 30 ปี*
สามารถคลิกดูอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันได้ที่ >> อัปเดต! ดอกเบี้ยบ้าน 2568 ทุกธนาคาร

  • Residence I (เรสสิเด้น วัน) บ้านเดี่ยว 3.5 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 50-66 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 462 ตร.ม.
    – ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน / 6 ห้องน้ำ / 4 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / ลิฟต์โดยสาร / สระว่ายน้ำ
    – ราคาเริ่มต้น 85 ล้านบาท
    – ราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นประมาณ 405,803 บาท
  • Residence II (เรสสิเด้น ทู) บ้านแฝด 3.5 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 36-39 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 282 ตร.ม.
    – ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน / 5 ห้องน้ำ / 4 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / ลิฟต์โดยสาร
    – ราคาเริ่มต้น 65 ล้านบาท
    – ราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นประมาณ 310,319.94 บาท

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ

Tips : แนะนำการขอสินเชื่อกับธนาคาร 

เกณฑ์การพิจารณาการขอสินเชื่อจากธนาคาร ควรมีเงื่อนไขตรงกับข้อไปนี้ค่ะ

  • มีรายรับชัดเจน สม่ำเสมอ(ไม่ผันผวน) ต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน และสามารถตรวจสอบได้
  • ควรมีภาระหนี้รวมทั้งหมด (ทั้งบ้าน รถยนต์ บัตรเครดิต และอื่นๆ) ไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน
  • มีรายได้ต่อเดือนมากกว่าค่าผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3 เท่าขึ้นไป

หากต้องการผ่อนบ้านให้หมดไว แนะนำให้โปะเพิ่มประมาณ 10% ของงวดผ่อน จะช่วยลดระยะเวลาผ่อนลงได้ 4 – 7 ปี (ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย) และควร Refinance หรือ Retention เพื่อให้ดอกเบี้ยลดลงทุกๆ 3 ปี ทั้งนี้อย่าลืมเผื่อค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและตกแต่ง*ก่อนเข้าอยู่เพิ่มเติมด้วยนะคะ

บทสรุป

ทำเลและความสะดวกในการเดินทาง :

โครงการนี้ถือเป็นบ้านแนวราบที่ใกล้ถนนสุขุมวิทและรถไฟฟ้า BTS บางจากมากที่สุดของย่าน โดยตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 89/1 ห่างจากถนนสุขุมวิท 400 เมตร และ BTS บางจากเพียง 700 เมตร อยู่ไม่ไกลจากทางด่วนด้วย อีกทั้งยังอยู่ด้านในสุดของซอยที่เป็นซอยตัน โดยรอบเป็นบ้านพักอาศัย ไม่มีคนหรือรถพลุกพล่าน จึงได้บรรยากาศโครงการที่สงบและเป็นส่วนตัวสูง เหมาะแก่การอยู่อาศัยมากๆค่ะ

ซึ่งพอเป็นบ้านในเมืองโซนสุขุมวิทก็ทำให้ได้ความอุดมสมบูรณ์ของทำเลที่คึกคัก มีทั้ง True Digital Park, Cloud 11, Bangkok Mall รวมถึงไป EM District ที่มีทั้ง Emporiom, Emquartier และ Emsphere ได้ง่าย ส่วนโรงเรียนนานาชาติและโรงพยาบาลก็มีหลายแห่งให้เลือกในระยะ 5 กิโลเมตร

ความปลอดภัยในโครงการและตัวบ้าน :

ประตูทางเข้า-ออกโครงการแบบรั้วไม้กระดกควบคู่กันรั้วเหล็กรางเลื่อน (Night Gate) พร้อมระบบในการเข้า-ออกแบบ Face Scan / License Plate, ระบบ CCTV ที่ Main Gate และภายในโครงการ 15 จุด, รั้วทึบรอบโครงการสูง 3 เมตร, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง และ Visitor VDO Door Phone

ส่วนตัวบ้านได้ติดตั้ง Digital Door Lock จาก HAFELE ตรงประตูทางเข้าบ้าน, CCTV ภายนอกบ้านจำนวน 5 จุด และภายในบ้านจำนวน 1 จุด, Door and Window Sensor อุปกรณ์ตรวจจับการงัดประตูและหน้าต่าง บริเวณชั้น 1 และ SOS Button ปุ่มกดขอความช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุ บริเวณห้องนอนและห้องน้ำในตัว

การออกแบบโครงการและพื้นที่ใช้สอย :

ถือเป็นแบรนด์โครงการแนวราบ Segment สูงสุดของ Pruksa ในปัจจุบันนี้ ด้วยแนวคิด Rare Collection เป็นสินทรัพย์ที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่นได้ ส่วนสไตล์ของโครงการจะเป็น Urban Tropical Sanctuary เลือกใช้โทนสีที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติ และเป็นโครงการขนาดเล็กที่มีลูกบ้านไม่เยอะ เพียง 26 ยูนิต แต่ก็มีพื้นที่ส่วนกลางให้ใช้งานครบครัน โดยอาคาร Clubhouse จะตั้งอยู่ด้านในโครงการ ทำให้ได้บรรยากาศภายในโครงการที่เป็นส่วนตัวสูงและเงียบสงบ รวมถึงเดินสายไฟลงดินทั้งโครงการได้ทัศนียภาพในโครงการที่สวยงาม สะอาดตาดี

สำหรับตัวบ้านจะเป็นบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว 3.5 ชั้น ที่มีความ Iconic สูงด้วยตัวบ้านโทนสีเทาเข้มตัดกับน้ำตาล แตกต่างจากโครงการบ้านส่วนใหญ่เป็นโทนสีขาว ส่วนฟังก์ชันบ้านจะรองรับ 4 ห้องนอน 4 ที่จอดรถ พร้อมลิฟต์โดยสารในบ้าน อีกทั้งยังมีสระว่ายน้ำส่วนตัวภายในบ้านเดี่ยว รวมถึงออกแบบแยกโซนพักผ่อนและ Service ชัดเจน ทั้งการแบ่งอยู่คนละฝั่งบ้านและการออกแบบลดระดับพื้นโซน Service ต่ำกว่าพื้นบ้าน เน้นบรรยากาศโปร่งโล่ง ด้วยพื้นที่ Double Volume 6.60 และช่องแสงขนาดใหญ่แบบ Full Height หลายจุด รวมถึงมีห้องนอนและห้องน้ำในตัวที่ออกแบบรองรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ทำให้รองรับครอบครัวใหญ่ได้สบายเลย

วัสดุ :

ถือว่าให้มาดีเลยค่ะ โดยโครงสร้างบ้านเป็น Precast จัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ลงตัวและเก็บเสียงได้ดี แต่มีข้อจำกัดในเรื่องการทุบ-ต่อเติมผนังนะคะ ส่วนโครงสร้างที่จอดรถและลานซักล้างเป็น Slab on Beam ลงเสาเข็มเท่ากับตัวบ้าน, วัสดุปูพื้นส่วนใหญ่เป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ส่วนชั้น 2-3 เป็น Hybrid Engineering Wood ทนรอยขีดข่วน-ความชื้นได้ดี และ Absorption Floor ในห้องนอนผู้สูงอายุ สำหรับสุขภัณฑ์ในห้องน้ำจาก Kohler/ Jacuzzi freestanding bathtub จาก CRISTINA นอกจากนั้นแปลงของบ้านแฝดก็ลงเสาเข็ม เตรียมโครงสร้างรองรับการต่อเติมสระว่ายน้ำส่วนตัวในบ้าน

รวมถึงมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในบ้านทั้ง Junction Box รองรับ EV Charger, Home Automation, Motion Sensor Step Light , ERV ระบบหมุนเวียนแลกเปลี่ยนอากาศ พร้อมควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านและกรองฝุ่นได้และ Solar Cell 5.22 KW

พื้นที่สีเขียวและสภาพโครงการ :

ทางโครงการจัดสวนและปลูกต้นไม้ทั้งเล็ก-ใหญ่ตลอดแนวถนนตั้งแต่ซุ้มประตูโครงการมายังด้านในโครงการ ทำให้ได้บรรยากาศร่มรื่นเวลาเข้า-ออกโครงการ นอกจากนั้นยังมี The Reserve Courtyard พื้นที่สวนสีเขียวประมาณ 280 ตร.ม.เหมือนเป็นสวนป่าได้บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติดีค่ะ ส่วนตัวเราชอบที่ทางโครงการคัดสรรพันธุ์ไม้หลากหลายดีมีทั้งพืชที่ฟอกอากาศ, สร้างออกซิเจน, ดักจับฝุ่นและให้ร่มเงา ทำให้ได้สุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย

สาธารณูปโภค :

อย่างที่ได้บอกไปนะคะว่าโครงการนี้มีขนาดเล็ก เพียง 26 หลัง แต่ก็ออกแบบพื้นที่ส่วนกลางมาให้ใช้งานครบครันทั้ง The Reserve Club อาคาร Clubhouse สูง 3.5 ชั้น ประกอบด้วย The Reserve Lounge เป็น Private Lounge, Wellness Lounge เป็น Private Massage & Spa และ The Terrace พื้นที่นั่งพักผ่อนแบบ Semi Outdoor, Fitness Lounge และ Club Lounge จัด Private Dinner หรือ Chef’s Table ได้ รวมถึงพื้นที่สวนสีเขียว The Reserve Courtyard ประกอบด้วย Arrival Court, Play Area พร้อมสไลเดอร์และ Netting ตาข่ายให้มานอนเล่น, Senior Area ทางเดินหินปุ่มนวดเท้า, Seating Area และ Jogging Path

แต่นอกจากส่วนกลางมาตรฐานทั่วไปแล้ว ยังมีฟังก์ชันส่วนกลางที่น่าสนใจที่เราไม่ค่อยเห็นในบ้านแนวราบ ได้แก่ บริการ Concierge by The Reserve และ Personalized Lifestyles Wellness ร่วมกับ รพ.วิมุต เฉพาะลูกบ้านด้วย ทำให้ลูกบ้านอยู่อาศัยได้อย่างสบายกายและสบายใจ

Judgement

เนื่องจาก The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 มีราคาเริ่มต้น 65-85 ล้านบาท ถือเป็นโครงการระดับ Super Luxury-Ultimate Class ปัจจัยในการเลือกซื้อนอกจากจะต้องดูเรื่องความคุ้มค่าทางการเงินแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกที่สำคัญ เช่น ความชอบส่วนบุคคล อารมณ์ และความรู้สึกส่วนตัวของผู้ซื้อ ที่ต้องนำมาใช้ประกอบการพิจารณา แต่ปัจจัยดังกล่าวมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลค่อนข้างชัดเจน ดังนั้นทางทีมงานจะขออนุญาตไม่มีการให้คะแนนความคุ้มค่าแก่โครงการนะคะ

The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 (เดอะ รีเซิร์ฟ วิลล่า สุขุมวิท 89/1) ดีไหม?

โครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 เหมาะกับคนที่ชอบไลฟ์สไตล์ในเมือง เน้นความสะดวกสบายเป็นหลัก จะไปไหนมาไหนก็สะดวก เดินทางได้ง่ายทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า BTS นอกจากนั้นยังรายล้อมด้วยห้าง, Community Mall, สถานศึกษาและโรงพยาบาลครบในระยะ 3 กิโลเมตร ตัวโครงการก็เน้นบรรยากาศภายในโครงการที่มีความเป็นส่วนตัวสูงและเงียบสงบ มีพื้นที่ส่วนกลางให้ใช้งานครบครัน ส่วนตัวบ้านก็มีให้เลือกทั้งบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว 3.5 ชั้น รองรับครอบครัวขนาดใหญ่ได้สบาย พื้นที่ใช้สอย 282-462 ตร.ม. มี 4 ห้องนอน 4 ที่จอดรถ ติดตั้งลิฟต์มาให้ทุกหลัง พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวในบ้านเดี่ยว บ้านแฝดก็ลงเสาเข็มรองรับการต่อเติมมาให้แล้ว อีกทั้งยังได้บริการ Concierge by The Reserve และ Personalized Lifestyles Wellness ร่วมกับ รพ.วิมุต ทำให้มีผู้ช่วยส่วนตัวช่วยอํานวยความสะดวกและอยู่อาศัยได้อย่างสบายใจไปนานๆ โดยมีงบประมาณของบ้านเริ่มต้นที่ 65-85 ล้านบาท หรือมีกำลังผ่อนต่อเดือนที่ 310,319.94-405,803 บาท

ตัวอย่างโครงการบ้านสุขุมวิท

Think of Living รวบรวมมาให้แล้ว!

โครงการเปิดใหม่ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮมและคอนโดมิเนียม ในทำเลทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ในทุกๆเดือนย้อนหลัง ใครที่กำลังมองหาบ้านห้ามพลาด อาจจะมีโครงการในราคาและทำเลที่เพื่อนๆ ตามหาอยู่ก็เป็นได้นะ

เข้ามาชมบทความรายเดือนได้เลย คลิกที่นี่