Lumpini Place รัชดา-สาธุ

รีวิวฉบับที่ 1990 …  วันนี้เราจะพาไปชมตึกเสร็จพร้อมเข้าอยู่กับ Lumpini Place รัชดา-สาธุ จาก L.P.N. ตัวโครงการอยู่บนถนนสาธุประดิษฐ์ ใกล้แยกด่วนสาธุฯ เหมาะกับคนที่ใช้ทางด่วนบ่อยๆ และใกล้ห้างหลังของย่านนี้อย่างเซ็นทรัลพระราม 3 โครงการจัดห้องออกมาหลายขนาด มีตั้งแต่ Studio 23.5 ตร.ม. จึงมีราคาเริ่มต้นจับต้องง่ายที่ 3 ล้านบาท ไปจนถึง 3-Bedroom 65.5 ตร.ม. ประมาณ 8 ล้านบาท จะเป็นอย่างไร ไปชมกันเลยค่ะ

Fact @ 20 November 2019

  • Lumpini Place Ratchada – Sathu (ลุมพินี เพลส รัชดา – สาธุ)
  • บริษัท แอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
  • UPPER CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่: ถนน สาธุประดิษฐ์ เขต ยานนาวา
  • ที่ดินประมาณ 2-2-26 ไร่
  • คอนโด High Rise 35 ชั้น 1 อาคาร 543 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 22 ยูนิต
  • ที่จอดรถประมาณ 220 คัน คิดเป็น 40%
  • เริ่มก่อสร้าง : เดือน เมษายน 2561
  • สถานะโครงการ : สร้างเสร็จพร้มอยู่ เดือน พฤศจิกายน 2562
  • Studio 23.5-24.5 ตร.ม.
  • 1 Bedroom 28-34.5 ตร.ม.
  • 2-Bedroom 36-44 ตร.ม.
  • 3-Bedroom 60-65.5 ตร.ม.
  • ฝ้าเพดานสูง 2.6 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 3.02 ล้านบาท / หรือตร.ม.ละ 116,000 บาท
  • ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการประมาณ 125,000 บาท/ตร.ม.
  • ช่วงราคาต่อตารางเมตร ต่ำสุด – สูงสุดประมาณ 116,000 – 135,600 บาท/ตร.ม.
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • โทร  : 02-689-6888

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างค่ะ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 13.696663, 100.532491
หรือสามารถ : คลิกที่นี่

แผนที่จากทางโครงการค่ะ

ที่ตั้งของโครงการ Lumpini Place รัชดา-สาธุ อยู่บนถนนสาธุประดิษฐ์ ซึ่งย่านนี้เป็นชุมชนของคนจีนเก่าแก่มีอยู่อาศัยกันมานาน ทำให้ตลอดทั้งเส้นสาธุประดิษฐ์จะมีร้านค้า ร้านอาหาร และตลาด เปิดอยู่เป็นระยะๆ จึงมีความอุดมสมบูรณ์สูงหาของกินได้สบายๆ ถ้าจะหาบรรยากาศแบบร้านอาหารเยอะๆ มีชื่อขึ้นมาหน่อย ก็ต้องถัดมาที่ถนนจันทน์ ตรงนั้นจะคึกคักมากกว่าและมีคอมมูนิตี้มอลล์อย่าง Vanilla Moon ที่เป็นแหล่งรวมร้านอาหารด้วย สำหรับทำเลของลุมพินีจะมีจุดเด่นที่อยู่ใกล้เซ็นทรัลพระราม 3 ประมาณ 750 ม. และถัดไปก็มีคอมมูนิตี้มอลล์อย่าง The Up พระราม 3 เป็นอีกทางเลือกใกล้ๆ กัน ซึ่งจากโครงการสามารถเดินทางไปเซ็นทรัลได้แบบไม่ต้องกลับรถเลยนะ แถมขากลับยังสามารถใช้ซอยสาธุประดิษฐ์ 19 เพื่อกลับมาโครงการโดยที่ไม่ต้องไปกลับรถอีกด้วย

หรือถ้าขยับให้ไกลออกมาหน่อยก็จะมีทั้ง Tesco Lotus, Home Pro, Makro, Vanilla Moon และ The Market Place เป็นต้น หรือถ้าใครจะไปโรงพยาบาลใกล้ๆก็จะมี รพ.เจริญกรุงประชารักษ์, รพ.เลิดสิน ส่วนโรงเรียนที่เดินทางไปง่ายๆเลย ก็มี รร.กรุงเทพคริสเตียน, รร.อัสสัมชัญ (แผนกประถม), รร.อัสสัมชัญคอนแวนต์, รร.เซนต์หลุยส์ และรร.นานาชาติ Shrewsbury เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีวัดวาอารมตลอดทั้งเส้นพระราม 3 เลยนะ

โครงการตั้งอยู่บนถนนสาธุประดิษฐ์ เป็นถนนหลักที่เชื่อมผ่านถนนสำคัญหลายเส้น ได้แก่ ถนนจันทน์ ถนนรัชดาภิเษก ยาวไปจนถึงถนนพระราม 3 และไปสิ้นสุดที่ท่าเรือสาธุประดิษฐ์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

  • ถนนจันทน์ : เป็นเส้นที่ตัดเชื่อมถนนเจริญกรุง ผ่านถนนนราธิวาส และยาวไปจนถึงถนนนางลิ้นจี่ ซึ่งบนเส้นนี้จะมีครบทุกอย่างเลย ทั้งตลาด วัด โบสถ์ มัสยิด โดยเฉพาะอาหารรสเด็ด ก็มีให้เลือกหลายเจ้าตั้งแต่เช้ายันเย็น
  • ถนนรัชดาภิเษก : คือเส้นที่ขนานไปกับทางด่วนเฉลิมมหานคร และมีจุดขึ้นลงทางด่วนด้วย และเป็นถนนที่มีความยาวมาก ตัดผ่านถนนหลายเส้น ทั้งถนนสาธุประดิษฐ์, ถนนนราธิวาสฯ, ถนนนางลิ้นจี่ ไปจนถึงแยกคลองเตย ซึ่งตรงนี้จะเชื่อมเข้าอโศกได้ด้วย แต่แอบบอกนิดว่ารถติดพอสมควรเลย
  • ถนนพระราม 3 : เป็นถนนที่วิ่งขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา ตามส่วนโค้งของแม่น้ำเลย บนเส้นนี้จะมีอาคารสำนักงาน คอนโด คอมมูนิตี้มอลล์ และร้านอาหารริมน้ำ เป็นอีกแหล่งพักผ่อนของคนในย่านสาธุฯ นี้

สรุปแล้วการเดินทางโดยรถยนต์รอบโครงการนั้น สามารถเชื่อมกับถนนหลักหลายเส้น ทำให้จะเดินทางเข้าออกเมืองไม่ยาก หรือถ้ามีรถแล้วใช้ชีวิตอยู่ในย่านนี้ก็ง่าย แต่จะมีปัญหาเรื่องรถติดอยู่พอสมควรเลย พูดถึงการเดินทางแบบขนส่งสาธาณะกันสักหน่อย สำหรับย่านนี้มีรถสองแถวคอยให้บริการ พี่วินมอเตอร์ไซต์ และรถเมล์ประจำทางที่ผ่านหน้าโครงการจะเป็นสาย 35 ค่ะ

สำหรับจุดขึ้น-ลงทางด่วนนั้นอยู่ใกล้โครงการมากๆ มีอยู่ 2 จุดด้วยกัน หากต้องการขึ้นทางด่วนเฉลิมมหานคร เพื่อไปทางบางนา-ดินแดง ก็ออกมาจากโครงการแล้วเลี้ยวซ้าย ประมาณ 550 ม. ก็ถึงด่านขึ้นทางด่วนแล้ว หรือถ้าต้องการไปขึ้นทางด่วนศรีรัช เพื่อไปทางกำแพงเพชร, ประชาชื่น, แจ้งวัฒนะ ฝั่งนนทบุรี ก็ให้เลี้ยวขวา มีระยะทางจากโครงการถึงด่านขึ้นทางด่วนประมาณ 450 ม. สะดวกสำหรับคนที่ใช้ทางด่วนมากๆ เลยค่ะ

เส้นทางในการเดินทางไปโครงการวันนี้ เริ่มต้นเดินทางจากทางพิเศษศรีรัช แล้วเลือกลงทางออก 2-13 ตามป้าย ถ. สาธุประดิษฐ์นะคะ พอลงจากทางด่วนแล้ว ก็เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทาง แล้วไปเลี้ยวซ้ายอีกเพื่อเข้าถนนสาธุประดิษฐ์ ก็จะเห็นโครงการ Lumpini Place รัชดา-สาธุ อยู่ทางฝั่งขวาเลย รวมระยะทางตั้งแต่ลงทางด่วนมาจนถึงโครงการประมาณ 1.5 กม. เองค่ะ

Image 1/14
เราเริ่มขึ้นทางด่วนมาจากแถวดินแดงนะ แล้วจะมาโครงการ Lumpini Place รัชดา-สาธุ ก็ต้องมาใช้ทางลง ถ.สาธุประดิษฐ์ (ทางออก 2-13) นี่แหละ

เราเริ่มขึ้นทางด่วนมาจากแถวดินแดงนะ แล้วจะมาโครงการ Lumpini Place รัชดา-สาธุ ก็ต้องมาใช้ทางลง ถ.สาธุประดิษฐ์ (ทางออก 2-13) นี่แหละ

สภาพแวดล้อมรอบโครงการ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะคะ

ต่อไปจะพาไปชมวิวโดยรอบโครงการ เนื่องจากทำเลของโครงการออกจากใจกลางเมืองมาหน่อย ทำให้ไม่ค่อยมีอาคารบล็อควิวในระยะประชิด จึงขอสรุปวิวที่ได้จากมุมต่างๆ บนอาคาร ดังนี้

เริ่มจากวิวทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะหันออกทางถนนพระราม 3 ที่เป็นถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เราก็จะเห็นตึก Signature ของย่านนี้ คือ อาคารสำนักงานใหญ่ของธนาคารกสิกรไทย

ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นทิศที่หันออกไปทางเซ็นทรัลพระราม 3 ซึ่งห้องพักเกือบครึ่งหนึ่งของโครงการก็จะได้วิวนี้แแหละ ดูโล่งๆ ดี เพราะตึกสูงก็ห่างออกไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนนรัชดาภิเษกเลยนะ

ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะหันไปเข้าเมืองไปทางสาทร เราจะได้วิวของแนวอาคารสูงที่อยู่ไกลๆ แต่ในระยะประชิดไม่มีอาคารบังเลยนะ วิวโล่งๆ ทีเดียว ส่วนตัวชอบวิวฝั่งนี้ที่สุดนะ เพราะวิวตึกที่เห็นจะดูมีดีไซน์กว่าฝั่งอื่น แต่ต้องแลกมากับแดดทางทิศตะวันตกนะ ><

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • เซ็นทรัลพลาซา รัชดา-พระราม3
  • ดิอัพ พระราม3
  • เทสโก้ โลตัส พระราม3
  • Green Place @ จันทน์43
  • Vanilla Moon
  • Homepro พระราม3
  • Makro สาทร
  • โรบินสัน บางรัก
  • Tree on 3
  • โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์
  • โรงพยาบาลเลิดสิน
  • โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
  • โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน
  • โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
  • โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ สีลม
  • โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา
  • โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์
  • โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์


เจาะลึกตัวโครงการ

Lumpini Place รัชดา-สาธุ คอนโดฯ High Rise 1 อาคาร สูง 35 ชั้น บนที่ดินประมาณ 2 ไร่ ครึ่ง ตัวอาคารถูกออกแบบในคอนเซปต์ Modern Chinese คือการดีไซน์ที่นำศิลปะแบบจีนเข้ามาผสมกับความโมเดิร์นของอาคารสมัยใหม่ เพื่อเอาใจคนในย่านสาธุฯ ที่ส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนโดยเฉพาะ

การจัดพื้นที่ภายในอาคารจะวางพื้นที่จอดรถไว้ตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 6 และเริ่มเป็นห้องพักอาศัยตั้งแต่ชั้น 7 – 34 สำหรับ Facility หลักๆ ของโครงการจะมี 2 ส่วน ถูกจัดไว้ที่ชั้น 7 และที่ชั้น 35 ที่เป็นชั้นบนสุดของอาคาร ทำให้มีความน่าใช้งาน เนื่องจากจะได้ชมวิวเมืองมุมสูงไปด้วยค่ะ

เข้ามาที่ผังชั้น 1 ของโครงการ Lumpini Place รัชดา-สาธุ มีทางเข้าออกโครงการทางเดียวคือ ทางซอยสาธุประดิษฐ์ โครงการวางสวนส่วนกลางไว้ที่ด้านหน้าโครงการ แล้วดันตัวอาคารถัดเข้าไปด้านใน ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวและลดความพลุกพล่านจากบริเวณริมถนนได้ดี จากหน้าโครงการจะมีป้อมยามคอยรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. และใช้ ระบบ RFID และ Key Card Access ในการเข้าออกค่ะ

ชั้น 1 ของอาคารไม่มีห้องพักอาศัยนะคะ จะเป็นส่วนของ Lobby และทางขึ้นที่จอดรถ เส้นทางเดินรถในโครงการเมื่อขับเข้ามาด้านในจะเป็นทาง Two-Way วนซ้าย และมีจุด Drop-Off ให้สามารถแวะส่งลูกบ้านหน้าทางเข้า Lobby ได้สะดวก สำหรับที่จอดรถบนชั้น 1 จะเป็นที่จอดรอบอาคาร เหล่าบรรดา Visitors ก็สามารถจอดได้ที่ชั้นนี้ ส่วนชั้น 2 ขึ้นไปจะเป็นที่จอดรถสำหรับลูกบ้าน

เริ่มจากบริเวณด้านหน้าโครงการจะมีซุ้มทางเข้าขนาดใหญ่ ซึ่งโครงการออกแบบให้มีฟุตบาทด้านข้างเพื่อใช้เป็นทางเดินของลูกบ้านแยกออกจากทางเดินรถอย่างชัดเจน ทำให้เกิดความปลอดภัยในการเดินเข้า-ออก ดีนะคะ

บริเวณทางเข้า-ออก ด้านหน้าโครงการจะมีการติดตั้งไม้กั้นกระดก และมีพี่รปภ. ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ลูกบ้านที่ใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้สะดวกด้วยระบบ RFID คือไม้กระดกจะเปิดเอง เหมือนตอนที่เราใช้ Easy Pass ขึ้นทางด่วน ส่วนลูกบ้านที่ใช้มอเตอร์ไซค์จะผ่านเข้าออกด้วยการแสกน Key Card นอกจากนี้ยังมีกล้องวงจรปิดที่ใช้ส่องป้ายทะเบียนให้ด้วย

การรักษาความปลอดภัยของโครงการนั้น นอกจากจะมีไม้กั้นกระดกแล้ว ยังมีประตูบานเลื่อนอีกชั้นหนึ่งด้วย ซึ่งจะปิดในเวลากลางคืนเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น

พื้นถนนโดยรอบโครงการจะปูด้วย Stamped Concrete ซึ่งวัสดุชนิดนี้จะเคลือบอะคริลิคไว้ จึงป้องกันการฝังตัวของฝุ่นละอองทำให้ง่ายต่อการดูแลและทำความสะอาด พอเข้าโครงการไปแล้วทางเดินรถจะเป็นแบบ Two-Way ให้ชิดขวาไปตามทางเดินรถนะคะ

ทางเดินรถมีความกว้างพอสมควรให้ขับสวนกันได้สบายๆ บริเวณริมรั้วจะเป็นแนวต้นไม้ทำให้บรรยากาศดูร่มรื่น สบายตาดีนะคะ

ข้างอาคารจะมีที่จอดรถสำหรับ Visitors ให้จอดกันได้สะดวกๆ และถ้าตรงเข้าไปหน่อยจะมี Drop-Off อยู่ตรงที่ Taxi จอดอยู่ค่ะ

บริเวณหน้าทางเข้า Lobby อาคาร จะมีจุด Drop-Off ทำให้สามารถวนรถมาส่งลูกบ้านตรงนี้ได้สะดวก

วนมาจนถึงด้านหลังโครงการจะมีจุดจอดมอเตอร์ไซค์อยู่ใต้อาคาร

ช่องจอดรถมอเตอร์ไซค์ตรงนี้ก็เตรียมพื้นที่ไว้ให้จอดได้ประมาณ 15 คัน

สำหรับลูกบ้านที่จะจอดรถบนอาคารก็ขับเข้ามาอีกหน่อย ซึ่งทางขึ้นที่จอดรถจะไม่ได้มีไม้กระดกกั้นนะ ทำให้บางทีแขกของลูกบ้านก็สามารถขึ้นไปจอดได้ ลูกบ้านก็อาจมีปัญหาว่าโดนแขกของลูกบ้านท่านอื่นแย่งที่จอดรถได้เหมือนกันนะ อ้อ..อีกนิดนึงคือลูกบ้านที่จอดรถในโครงการจะต้องเสียเงินเพิ่มนะ เดือนละ 500 บาทสำหรับรถยนต์ และ 150 บาทสำหรับมอเตอร์ไซค์ค่ะ

ทางขึ้นที่จอดรถมีป้ายจำกัดความสูงของรถยนต์บอกไว้เรียบร้อย ว่าห้ามรถที่สูงเกิด 2.1 เมตร ขึ้นไปจอดชั้นบนนะ สำหรับบรรยากาศบริเวณที่จอดรถทำได้โปร่งโล่งดี

เลี้ยวขึ้นมาตามทางเดินรถก็จะถึงชั้นจอดรถแล้ว ขนาดของทางเดินรถก็มีความกว้างที่ได้มาตรฐาน ใช้งานได้สะดวก มีลูกศรบอกเส้นทางการเดินรถไว้ชัดเจน

ในส่วนของช่องจอดรถมีขนาดที่ไม่กว้างนัก แต่ก็ไม่แคบเกินไป

แต่ละชั้นของที่จอดรถตั้งแต่ชั้น 2 – 6 จะลิฟต์อยู่ทุกชั้น ซึ่งจากที่จอดรถจะไม่สามารถเข้าโซนพักอาศัยได้เลยนะคะ ต้องลงไปที่ชั้น 1 เพื่อไปเข้า Lift Lobby อีกทีค่ะ

ลงมาจากที่จอดรถ จะพาไปชมสวนรอบโครงการกัน ภายในสวนก็จะมีเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง ให้ได้มายืดเส้นยืดสายกันได้

ในหลายๆ มุมก็มีการจัดเป็นที่นั่งเล่นในสวน ก็จะได้ร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่บ้าง

โครงการเพิ่งจะก่อสร้างเสร็จ ทำให้บรรยากาศอาจจะยังไม่ร่มรื่นเท่าที่ควร คงต้องอีกสักพักให้ต้นไม้แตกกิ่งสร้างร่มเงานะคะ

ภายในพื้นที่สวนก็จะมีการจัดฟังก์ชันไว้สำหรับลูกบ้านหลายช่วงวัย อย่างวัยเด็กก็จะมีเครื่องเล่นให้ได้มาออกกำลังกายกัน

พื้นที่สวนชั้น 1 จะอยู่ทางทิศตะวันตก ที่นั่งเล่นในสวนจึงเหมาะให้เข้ามาใช้งานได้ตั้งแต่ตอนเช้าถึงสายๆ และอีกทีก็ช่วงเย็นที่แดดร่มเลยค่ะ

ภายในสวนจะมีน้ำพุตกแต่งที่ช่วยสร้างเสียงน้ำ ทำให้บรรยากาศภายในสวนให้ดูน่าใช้งานเพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนี้ยังมีน้ำตกจำลองเล็กๆ ที่เค้าทำสะพานไว้ให้เดินเล่น เป็น Gimmick น่ารักๆ ในสวนค่ะ

พื้นที่จุดรวมพลของโครงการลุมพินีจะมีป้ายแปะไว้อย่างนี้ทุกๆ โครงการ เอาไว้เรียกรวมตัวกันในเวลาที่มีเหตุฉุกเฉินนะคะ

เดินมาจนรอบโครงการแล้ว เราจะพาเข้าไปดูภายในอาคารกันบ้าง ตามมาชมกันเลย

Facilities หลักๆ ที่ชั้น 1 ของโครงการ ก็จะมี Co-Living Zone ที่อยู่ติดกับสวนด้านหน้าโครงการเลย

เข้ามาด้านในบรรยากาศจะโปร่งโล่งขึ้นจากผนังกระจกที่ล้อมห้องนี้ไว้เกือบทั้งหมด ทำให้แสงธรรมชาติเข้ามามากและเราสามารถชมวิวสวนจากห้องนี้ได้ เผื่อใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศลงมานั่งทำงาน/อ่านหนังสือ ที่ห้องนี้

และยังมีโซนที่ใช้นั่งเล่นชมวิวสวนได้ ซึ่งโครงการจะจัดชุดโซฟาไว้ตามมุมต่างๆ

ชุดโซฟาอีกมุมหนึ่งภายใน Co-Living Area

สำหรับใครที่อยากหาปลั๊กเสียบโน๊ตบุ๊ค ก็จะมีปลั๊กตรงโต๊ะสตูสูงให้ใช้ได้

นอกจากนี้ก็จะมีชุดโซฟานั่งเล่นเก๋ๆ ให้ใช้ถ่ายรูป หรือจะนั่งประชุมตรงโต๊ะกลมก็มีให้เลือกใช้งานได้

ประตูทางเข้า Lobby สามารถเข้าได้ 2 ทาง คือ ประตูตรงข้ามกับ Co-Living Zone และประตูบริเวณที่ติดกับ Drop-Off ซึ่งแขกของลูกบ้านสามารถเข้ามานั่งรอบริเวณ Lobby ได้เลยนะ แต่จะไม่สามารถเข้า Lift Lobby ได้ ต้องรอลูกบ้านมาเปิดให้

โครงการตกแต่ง Lobby ออกมาในสไตล์ Modern Chinese จึงเลือกใช้ไม้ผสมกับกระเบื้องหินอ่อน ได้กลิ่นอายของความเป็นจีนหน่อยๆ ภายในบริเวณ Lobby จะจัดชุดโซฟาไว้เยอะทีเดียว ส่วนฝั่งซ้ายจะมีทางเดินไป Lift Lobby เพื่อขึ้นไปชั้นพักอาศัยนะคะ

ด้านในจะมีเคาน์เตอร์สำหรับติดต่อขอดูห้องตัวอย่าง หรือมาขอตรวจรับห้องก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการอยู่ในบริเวณนี้เลย

เดินผ่านเคาน์เตอร์ Reception เข้ามาด้านใน จะมีห้องนิติบุคคลอยู่ทางฝั่งขวา ผ่านเข้าไปทางฝั่งซ้ายจะมีห้องที่เป็นพื้นที่รวมตู้หยอดเหรียญ ตรงไปด้านในสุดเป็นห้องน้ำส่วนกลางที่ชั้นนี้ค่ะ

ห้องนิติบุคคลในช่วงนี้กำลังคึกคักเลยนะคะ เพราะเป็นช่วงที่ลูกบ้านเริ่มทยอยมาโอนห้องกันพอดี

ภายในห้องรวมตู้หยอดเหรียญ ตอนนี้มีติดตั้งตู้กดน้ำแล้ว 1 เครื่อง ซึ่งทางโครงการแจ้งว่าในอนาคตอาจมีการติดตั้งเพิ่มขึ้นอยู่กับจำนวนลูกบ้านที่เข้าอยู่ ส่วนหนึ่งเพราะโครงการนี้ไม่มีร้านค้า ทางโครงการจึงทำเป็นตู้หยอดเหรียญมาให้บริการลูกบ้านแทนค่ะ

ด้านในสุดของทางเดินเป็นตำแหน่งของห้องน้ำส่วนกลาง ที่แยกห้องของชาย/หญิง/ผู้สูงอายุไว้เรียบร้อย

บรรยากาศภายในห้องน้ำยังคงเป็นสไตล์ของลุมพินี คือเรียบง่าย แต่ก็ได้ฟังก์ชันครบ และแน่นอนว่ายังคงโดดเด่นเรื่องการดูแลรักษาความสะอาดจากแม่บ้านเหมือนเดิม

ต่อไปจะพาขึ้นไปชมในโซนพักอาศัยกัน โดยต้องใช้ Key Card ผ่านเข้าไปใน Lift Lobby ทำให้บริเวณนี้จะมีเพียงลูกบ้านเท่านั้นที่สามารถเข้า-ออก ได้

ห้อง Mail Box จะต้องเดินตรงเข้าไปทางฝั่งซ้าย ส่วนลิฟต์จะอยู่ทางฝั่งขวา

บรรยากาศในห้อง Mail Box จะเป็นช่องเล็กๆ ใส่จดหมายอยู่ในขนาดที่พอใช้ได้ ดูเรียบๆ และมีเลขที่ห้องติดไว้เรียบร้อย

เข้ามาในโถงลิฟต์ของอาคารจะมีลิฟต์ทั้งหมด 3 ตัว อัตราส่วนลิฟต์ประมาณ 1 : 181 ค่อนข้างสูงเกินค่ามาตรฐานทีเดียว อาจจะต้องเผื่อเวลารอลิฟต์นิดหน่อยในช่วงเร่งด่วนนะคะ

บรรยากาศภายในลิฟต์ดูสว่างดี ภายในมีติดกล้อง CCTV เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ลิฟต์ ซึ่งเป็นลิฟต์ไม่ล็อชั้นนะ แต่การกดลิฟต์จะต้องใช้คู่กับ Key Card จึงต้องเป็นลูกบ้านเท่านั้นถึงจะขึ้นลิฟต์ได้

ขึ้นมาชั้น 7 เป็นชั้นที่มี Facilities หลักของโครงการ ได้แก่ สระว่ายน้ำ, ห้อง Fitness, พื้นที่ Co-Dining Zone, Kid’s Fun Zone, ห้องนั่งเล่นดูทีวี ที่โครงการเรียกว่า Happiness Zone และห้องติดตั้งเครื่องซักผ้าและตู้น้ำหยอดเหรียญ ที่เรียกว่า House Work Zone นอกจากนี้ก็จะมีห้องน้ำส่วนกลาง สำหรับห้องน้ำผู้ชายก็จะมีห้อง Sauna ให้ใช้งานได้ ส่วนห้องน้ำผู้หญิงจะเป็นห้อง Steam นะคะ

โซนห้องพักในชั้นนี้จะถูกแยกออกเป็นสัดส่วน โดยมีประตูแยกพื้นที่พักอาศัยออกจากพื้นที่ส่วนกลางชัดเจน มีจำนวนห้องพักในชั้นนี้ 6 ยูนิต ผังอาคารจัดไว้ค่อนข้างดี คือเมื่อออกจากโถงลิฟต์มาจะมีทางเดินเข้าสระว่ายน้ำโดยไม่ต้องผ่านเข้าไปในส่วนห้องพักอาศัยเลย ทำให้ผู้อยู่อาศัยในชั้นนี้ได้รับความเป็นส่วนตัวเช่นเดียวกับห้องพักอาศัยในชั้นอื่นๆ และยังอยู่ใกล้กับพื้นที่ส่วนกลาง ทำให้มาว่ายน้ำ พักผ่อน ได้สะดวกด้วย แต่น่าเสียดายนิดหน่อยที่ประตูหน้าโซนห้องพักไม่ได้ติดตั้งเครื่องแสกน Key Card ไว้ ก็ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยกันหน่อยค่ะ

สำหรับเรื่องวิว ห้องพักในชั้นนี้ส่วนใหญ่จะหันทางทิศตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งพอห้องพักอยู่บนชั้น 7 แล้ว ก็ได้วิวดีทั้ง 2 ทิศเลย ไม่มีอาคารบังวิวในระยะประชิด

จากลิฟต์ออกมาที่บริเวณโถงทางเดินของชั้น 7 บรรยากาศดูโปร่งๆ เพราะบริเวณทางเดินส่วนกลางจะเป็นพื้นที่เปิดโล่ง

เดินออกมาจากโซน Lift Lobby ส่วนแรกที่เราจะเจอเลยคือ ห้องบริการเครื่องซักผ้าและตู้น้ำหยอดเหรียญ และประตูที่อยู่ติดกันคือทางเข้าของโซนห้องพักอาศัยในชั้นนี้ ซึ่งห้องพักในชั้นนี้ก็มีข้อดีข้อเสียที่จะต้อง Trade-Off กันดู ข้อดีคืออยู่ใกล้พื้นที่ส่วนกลางมาใช้งานได้สะดวกเลย แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ชั้นนี้จะกลายเป็นชั้นที่มีลูกบ้านมาใช้ Facilities ส่วนกลางกันเยอะหน่อย ก็จะเสียความเป็นส่วนตัวไปบ้าง และยังมีเรื่องของความปลอดภัยที่ต้องระวังกันหน่อย เพราะประตูทางเข้าโซนพักอาศัยไม่ได้ติดตั้งเครื่องแสกน Key Card มาให้นะ

บรรยากาศภายในห้องบริการเครื่องซักผ้าและตู้น้ำหยอดเหรียญ ตอนนี้มีเครื่องซักผ้า อบผ้า อยู่ 4 เครื่อง และมีตู้กดน้ำ 1 ตู้ ซึ่งในอนาคตอาจมีการติดตั้งเพิ่ม ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกบ้านที่เริ่มทยอยมาเข้าพักอาศัยนะคะ

อีกฝั่งหนึ่งของอาคารเป็นโซนที่รวม Facilities ไว้ทั้งหมด โดยฝั่งซ้ายจะเป็นสระว่ายน้ำ และฝั่งขวาจะแบ่งเป็นห้องย่อยๆ ตามฟังก์ชันที่หลากหลาย ได้แก่ ห้องนั่งเล่น หรือที่โครงการเรียกว่า Happiness Room ถัดไปคือ Kid’s Fun Zone และห้องสุดท้ายเป็น Co-Dining Zone

บรรยากาศภายใน Happiness Room เป็นห้องนั่งเล่นดูทีวี ซึ่งโครงการจัดชุดโซฟาไว้ให้นั่งเล่นได้ประมาณ 6-7 คน

ถัดมาที่ห้องคุณหนูจะมีการปูพื้นยางไว้ให้เด็กๆ ได้วิ่งเล่นอย่างเต็มที่ พอมีห้องแบบนี้แล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ต่อเด็กๆ มากเลย เพราะเด็กที่ถูกเลี้ยงในคอนโดจะได้มีพื้นที่ให้พบปะเพื่อนๆ

ต่อมาที่ห้อง Co-Dining Zone ที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจลูกบ้านที่อยากจัดปาร์ตี้ หากรับแขกที่ห้องไม่พอก็สามารถจองห้องนี้เพื่อใช้ทานอาหาร ร้องคาราโอเกะกันได้ ซึ่งโครงการแจ้งว่าในอนาคตจะนำทีวีมาติดเพิ่มให้ด้วย

และภายในห้องยังมีเคาน์เตอร์ครัวพร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเตรียมไว้ให้ ก็จะมีไมโครเวฟ และตู้เย็น เอาไว้ให้เตรียมอาหารเล็กๆ น้อยๆ สำหรับจัดงานปาร์ตี้

ฝั่งตรงข้าม Co-Dining Zone จะเป็นตำแหน่งของสระว่ายน้ำ ซึ่งเราต้องมาล้างตัวที่จุดนี้ก่อนลงสระกันนะคะ

สระว่ายน้ำของโครงการมีขนาด 27 x7 ม. ลึก 1.2 ม. ถือว่าเป็นขนาดที่ไม่อึดอัดนักเมื่อต้องแชร์กับลูกบ้านในโครงการทั้งหมด 543 ยูนิต ที่ภายในสระจะมีทั้งส่วนที่สามารถใช้ว่ายน้ำแบบจริงจัง สำหรับคนที่ตั้งใจมาออกกำลังกายแบบว่ายยาวๆ และยังมีมุมออกกำลังกายต่างๆ ภายในน้ำให้ด้วย

ทางลงสระมีบันไดขึ้นลงกว้างๆ ให้แบบนี้ ซึ่งตรงนี้เป็นความลึกระดับแรก อยู่ที่ 90 ซม.

พื้นที่ภายในสระในส่วนที่ลึก 90 ซม. จัดเป็นโซนออกกำลังกายในน้ำ และยังเป็นพื้นที่เล่นน้ำสำหรับเด็กๆ ที่โตขึ้นมาหน่อยได้ด้วย

สำหรับใครที่ชอบว่ายน้ำแบบออกกำลังกายหนักๆ ก็จะมีช่วงสระยาวๆ ให้ว่ายได้สะดวกเช่นกัน

สำหรับใครที่ไม่ได้อยากขึ้นมาว่ายน้ำ ก็มานั่งเล่นที่เก้าอี้ริมสระกันได้ และพอโครงการยกสระว่ายน้ำขึ้นมาไว้บนชั้น 7 ทำให้วิวโดยรอบของสระจะเป็นวิวเมืองแบบโล่งๆ ดูชิวๆ ดีนะ

สำหรับเด็กเล็กก็มีสระแยกไว้ให้เช่นกัน มีความลึก 60 ซม. และมีตำแหน่งติดกับขอบสระเลย ทำให้ผู้ปกตรองสามารถดูแลได้ง่าย

สระว่ายน้ำนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบ Overflow จากมุมมองในสระจะดูเหมือนว่ายอยู่เหนืออาคารโดยรอบ ซึ่งระบบ Overflow หรือเรียกว่าระบบน้ำล้น คือน้ำจะล้นออกจากสระ เพื่อลงสู่รางระบายน้ำในขอบสระชั้นล่าง หลังจากนั้นน้ำจะไหลไปยังบ่อพักน้ำและผ่านระบบกรอง ก่อนถูกปล่อยเข้ามาในสระว่ายน้ำอีกครั้ง

ติดกับสระว่ายน้ำจะพามาชมห้องน้ำที่แยกชายหญิงไว้เรียบร้อย และประตูกระจกทางซ้ายคือทางเข้าห้อง Fitness ค่ะ

เราจะพาชมในส่วนของห้องน้ำหญิงนะ พื้นที่ภายในห้องน้ำค่อนข้างกว้างทีเดียว การตกแต่งไม่หวือหวาตามเคย แต่จะให้ฟังก์ชันมาครบ โซนแรกเลยจะมีอ่างล้างมือพร้อมกระจกให้ตรวจเช็คความเรียบร้อย ด้านในมี Locker ให้เก็บของได้ ลูกบ้านสามารถนำเสื้อผ้า อุปกรณ์อาบน้ำ ขึ้นมาใส่ไว้ที่นี่ได้สะดวก

เข้ามาด้านในเอีกหน่อย จะมีห้องน้ำ 2 ห้อง, ห้องอาบน้ำ 1 ห้อง และห้อง Steam อีก 1 ห้อง

ภายในห้องน้ำและห้องอาบน้ำมีความกว้างให้ใช้งานได้สะดวกตามมตรฐาน ผนังและพื้นปูด้วยกระเบื้องทั้งหมด ดูเรียบร้อย

บรรยากาศภายในห้องซาวน่าก็ดูเรียบร้อยดี มีพื้นที่ให้นั่งได้ประมาณ 3-4 คน

ต่อไปมาชมห้อง Fitness กันบ้าง เปิดเข้ามาภายในจะเจอกับเครื่องออกกำลังกายที่ถูกจัดวางให้หันหน้าออกไปทางผนังกระจก เพื่อชมวิวได้สะดวก

วิวที่ได้ตอนที่เราวิ่งลู่ ก็จะได้วิวท้องฟ้าโล่งๆ ประมาณนี้ และเครื่องออกกำลังกายเลือกใช้ของยี่ห้อ True Fitness ของอเมริกา ได้มาตรฐานของเครื่องออกกำลังกายที่ดีนะ

ภายในห้องจัดเครื่องออกกำลังกายต่างๆ มานับทั้งหมดได้ประมาณ 10 เครื่อง ซึ่งถือว่าให้มาเยอะพอสมควร

เครื่องออกกำลังกายภายในห้องมีความหลากหลายทั้งแบบที่เหมาะกับการเล่นเวท สร้างกล้ามและคนที่ต้องการออกกำลังแบบคาร์ดิโอค่ะ

ติดกับห้อง Fitness จะมีพื้นที่นั่งเล่น รับลมชมวิวบนชั้นนี้ด้วย ซึ่งก็ถือว่ามีมุมพักผ่อน นั่งเล่นที่หลากหลายดีนะ

มุมนั่งเล่นอีกมุมหนึ่งซึ่งบริเวณนี้พอมาลองยืนดูแล้ว ลมพัดเย็นดีนะคะ แต่แดดก็แรงมากเช่นกัน จึงเหมาะจะมานั่งช่วงเย็นๆ ที่แดดร่มหน่อยแล้วแหละ

มาต่อกันที่ ชั้น 9-25 ของตึก เป็น ในชั้นนี้จะเป็นห้องพักอาศัยทั้งชั้นไม่มีพื้นที่ส่วนกลางและเป็น Typical Floor Plan ของอาคาร ห้องพักในชั้นนี้มีทั้งหมด 22 ยูนิต ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่ Studio/ 1 Bedroom/ 2-Bedroom ซึ่งห้องพักประมาณ 70 % จะเป็นแบบ 1 Bedroom ขนาด 28 ตร.ม. เพื่อเน้นกลุ่มวัยทำงานที่อยากแยกมามีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แบบอยู่กัน 1-2 คนเป็นหลัก โดยห้องพักส่วนใหญ่จะเป็นห้องที่หันหน้าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ จึงจะมีห้องที่โดนแดดบ่ายบ้าง ต้องเลือกตำแหน่งกันดีๆ ถ้าอยากหลบแดดก็เลือกห้องทางทิศตะวันออกดีกว่า แต่ห้องทางทิศตะวันตกก็มีข้อดีที่ได้วิวเมืองทางสาทร จะเห็นตึกสวยๆ เยอะแยะเลย

ทางเดินจัดเป็น Double corridor วางห้องพักขนาบทางเดิน 2 ฝั่ง โถงลิฟท์มีตำแหน่งเดียวอยู่บริเวณกลางๆ อาคาร ทำให้ห้องพักแต่ละฝั่งเดินไม่ไกลจากลิฟต์มากนัก ในโถงจะมีลิฟท์จะมีลิฟท์ 3 ตัว เป็นแบบล็อกชั้น มีอัตราส่วนลิฟท์เฉลี่ยทั้งโครงการ 1 :  181 ถือว่าเป็นอัตราส่วนที่หนาแน่นทีเดียว และมี Service Lift เผื่อขนของแยกให้อีก 1 ตัว

ต่อไปเป็นเรื่องของวิว วิวของห้องพักส่วนใหญ่ตั้งแต่ชั้น 7 ก็ได้วิวที่ค่อนข้างเปิดโล่งทั้งหมดทุกทิศทาง เว้นแต่ห้องทางด้านหลังโครงการที่หันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะต้องขึ้นมาสูงกว่านั้นหน่อย ประมาณชั้น 10 ก็จะได้วิวโล่งหมดทุกทิศแล้วเช่นกัน

ชั้น 26 เป็นชั้นที่มีความพิเศษ คือจะมีสวนเล็กๆ ให้ออกมานั่งรับลมชมวิวกันได้ด้วย ห้องพักบนชั้นนี้มีจำนวนลดลงเหลือ 19 ยูนิต ซึ่งเป็นห้องที่มี High Value นะ เพราะถือว่าอยู่ใกล้สวนออกมานั่งเล่น เปลี่ยนบรรยากาศได้ง่าย ส่วนเรื่องวิวก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าโล่งทุกทิศทางนะ ให้เลือกจากทิศทางของแดด และวิวที่ชอบได้เลย

ออกมาจากลิฟต์ชั้น 26 เพื่อจะพาเดินไปชมสวนกันนะ

บริเวณโถงทางเดินได้แสงธรรมชาติจากหน้าต่าง 2 ฝั่งของทางเดิน ก็ไม่ได้สว่างมากนัก แต่พอเดินได้อยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงการไม่ได้เปิดไฟบริเวณทางเดินด้วย แต่คิดในแง่ดีก็เป็นการประหยัดค่าส่วนกลางให้กับลูกบ้านเหมือนกันนะ

สวนหย่อมที่ชั้น 26 จัดมุมนั่งเล่นไว้ให้ และสร้างบรรยากาศด้วยต้นไม้ใหญ่และไม้พุ่ม

สวนตรงนี้มีตำแหน่งอยู่ทางหน้าโครงการ จะได้วิวเมืองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะมองออกไปทางแม่น้ำเจ้าพระยาพอดี

อีกชั้นหนึ่งที่จัดให้เป็นชั้นพิเศษ เพิ่มสวนขึ้นมา คือที่ชั้น 31 ห้องพักบนชั้นนี้จะมีจำนวน 15 ยูนิต และจัดแบบ 2-Bedroom มาให้เลือกมากขึ้น เอาใจคนที่มี Budget ขึ้นมาหน่อย และอยากได้ห้องที่กว้างขึ้น บนชั้นสูงๆ

สวนหย่อมบนชั้น 31 จะมองวิวเมืองได้กว้างขึ้น ตกแต่งสวนด้วยต้นไม้ใหญ่และไม้พุ่ม ดูเขียวๆ ดี แต่พอสวนอยู่ทางทิศตะวันตกก็จะร้อนถึงช่วงบ่ายแก่ๆ เลย

ขึ้นมาที่ชั้น 32-34 จะมีแปลนเหมือนกับที่ชั้น 31 เลย มีจำนวนห้องพัก 15 ยูนิต เท่ากัน</span><span style="font-size: 1rem"> แต่จะไม่ได้มีสวนส่วนกลางนะคะ

สำหรับชั้นบนสุดของอาคารสามารถขึ้นมาถึงโดยลิฟท์ได้เลยนะ ซึ่งพื้นที่ส่วนกลางบนชั้นนี้จัดเป็นลักษณะของ Roof Garden และ Sky Lounge จากโถงลิฟท์จะติดกับ Sky Lounge ที่เป็นห้องแบบ Indoor ใช้เป็นจุดนั่งชมวิว นั่งพักผ่อนได้ สำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่บนชั้นนี้จะออกแบบมาให้เป็นจุดนั่งชมวิวเช่นกัน แต่จะเป็นบรรยากาศสวนแบบ Outdoor เน้นบรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม มีที่นั่งพักตามมุมต่างๆ ซึ่งส่วนกลางบนชั้นดาดฟ้านี้เป็นจุดที่ให้ลูกบ้านได้มีพื้นที่มาเปลี่ยนบรรยากาศ ชมวิวได้

ออกมาจากโถงลิฟต์ ก็จะมีประตูทางเข้า Sky Lobby ทางขวา หรือถ้าใครอยากเดินเล่นในสวนก็เลี้ยวซ้ายไปเลยค่า

บรรยากาศภายใน Sky Lobby ดูโปร่งมากเพราะเค้าออกแบบมาให้เป็นห้องกระจกทุกด้าน และทำฝ้าเพดานสูงแบบ Double Volume ภายในจัดวางชุดโซฟา ไว้ให้นั่งเล่นหลายมุม

มุมที่เราชอบที่สุดคือมุมที่ได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งโครงการก็จัดเก้าอี้มาให้นั่งชมวิวแบบนี้แหละ แต่พอดีด้านนี้จะหันไปทางทิศตะวันตก เลยแดดจ้าสักหน่อย

ต่อไปมาชมพื้นที่สวนบนชั้นดาดกันบ้าง มีขนาดใหญ่พอสมควรเพราะเค้าจัดพื้นที่ที่เหลือทั้งหมดให้เป็นมุมนั่งเล่นในสวนหมดเลย

สวนบนชั้น 35 เป็นลักษณะของ Roof Garden แบบเปิดโล่ง โครงการเลือกต้นไม้ใหญ่มาปลูกเป็นแนวเพื่อให้ร่มเงา แต่คงต้องรอให้ต้นไม้ฟื้นตัวอีกสักหน่อย ให้แผ่กิ่งก้าน ก็จะดูร่มรื่นกว่านี้

สวนบนชั้นนี้จัดมุมนั่งเล่นชมวิวไว้ เหมือนสวนลอยฟ้าที่ชั้นอื่นๆ แหละ ไม่ได้มีฟังก์ชันอะไรพิเศษ แต่เผื่อไว้ให้ลูกบ้านได้เปลี่ยนบรรยากาศ ขึ้นมาดูวิวสวยๆ จากชั้นสูงๆ บ้าง

มุมนั่งเล่นก็จะมีให้เลือกใช้ได้เยอะเลย แต่ก็เหมาะจะมาใช้งานเฉพาะตอนเย็นที่แดดร่มแล้วนะคะ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • Lobby ที่ชั้น 1
  • สวนหย่อมที่ชั้น 1, 26, 31, 35 (ดาดฟ้า)
  • สระว่ายน้ำระบบ เกลือ ขนาด 27 x 7 เมตร ลึก 1.20 เมตร
  • มีการแบ่งสระเด็ก ลึก 0.6 เมตร
  • ห้องออกกำลังกาย ที่ชั้น 7 ขนาดปานกลาง ใส่เครื่องออกกำลังกายประมาณ 10 เครื่อง
  • Co-Living Zone (ห้องทำงาน) ที่ชั้น 1
  • Co-Dining Zone ที่ชั้น 7
  • Kid’s Fun Zone ที่ชั้น 7
  • Happiness Zone (ห้องนั่งเล่น) ที่ชั้น 7
  • ห้องบริการเครื่องซักผ้าและตู้น้ำหยอดเหรียญ ที่ชั้น 7
  • Sky Lobby ที่ชั้น 35
  • ลิฟต์โดยสาร 3 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 181 :  1
  • Service Lift 1 ตัว
  • ที่จอดรถประมาณ 220 คันคิดเป็น 40%
  • ระบบรักษาความปลอดภัยในโครงการ  CCTV / Key Card / RFID


Product Walkthrough

แบบห้องของโครงการ Lumpini Place รัชดา-สาธุ เริ่มต้นที่ห้อง Studio ขนาด 23.5 ตร.ม. ไปจนถึงห้องแบบ 3-Bedroom ขนาด 65.5 ตร.ม. โครงการทำห้องเริ่มต้นให้มีขนาดกะทัดรัดที่สุดในย่าน ทำให้ราคา Package ต่อห้องเริ่มต้นที่ประมาณ 3 ล้านบาท เป็นราคาที่หยิบจับง่ายหน่อยสำหรับโครงการมือ 1 บนทำเลนี้ แบบห้องมีให้เลือกทั้งหมด 4 แบบ ดังนี้ค่ะ

  • Studio 23.5-24.5 ตร.ม.
  • 1 Bedroom 28-34.5 ตร.ม.
  • 2-Bedroom 36-44 ตร.ม.
  • 3-Bedroom 60-65.5 ตร.ม.

ห้องตัวอย่างที่จะพาไปชมในวันนี้มี 2 ห้องนะคะ คือแบบ 1 Bedroom ขนาด 28 ตร.ม. และแบบ 2 Bedroom ขนาด 36 ตร.ม. โครงการขายแบบ Fully Fitted จะได้เฟอร์นิเจอร์เฉพาะชุดครัวและวัสดุสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ ซึ่งโครงการส่วนใหญ่ในทำเลนี้ก็ขายแบบ Fully Fitted นี่แหละ แต่มักจะให้เฟอร์ฯ มาเพิ่มอีกนิดหน่อย เช่น ให้ตู้เก็บรองเท้า, ตู้เสื้อผ้า และ เตาไฟฟ้า+เครื่องดูดควัน มาให้ด้วย Lumpini Place รัชดา-สาธุ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง จะได้สไตล์ที่ชอบมากกว่า ห้องและวัสดุที่ให้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรไปชมกันเลยค่ะ

เริ่มจากห้อง 1 bedroom ขนาด 28 ตร.ม. ซึ่งเป็นแบบห้องส่วนใหญ่ของโครงการ ภายในประกอบด้วย 1 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องนอน 1 ห้องครัว และ 1 ห้องน้ำ จากประตูทางเข้าหลักจะเปิดมาเจอพื้นที่ครัวที่เป็นแบบ Pantry เป็นครัวเปิดโล่งจึงเหมาะกับคนที่ไม่ได้ทำอาหารจริงจังนัก แค่อุ่นแะไรทานเล็กๆ น้อยๆหรือทำอาหารง่ายๆ ติดกันเป็นห้องนั่งเล่น ซึ่งใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้งเป็นทั้งพื้นที่รับแขก นั่งเล่น ทานอาหารและพื้นที่ทำงาน ด้านในสุดของห้องนั่งเล่นมีช่องแสงขนาดใหญ่ เป็นประตูบานเลื่อนกระจกที่เปิดออกไประเบียง ทำให้ห้องนั่งเล่นดูโปร่งด้วยแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านเข้ามา สำหรับระเบียงมีขนาดไม่กว้างมาก พอสำหรับตั้งเครื่องซักผ้าและราวตากผ้าเล็กๆ ได้ค่ะ

พื้นที่ฝั่งขวามือของห้องจะเป็นห้องนอน ภายในมีพื้นที่พอให้วางเตียงและตู้เสื้อผ้าได้ครบ ส่วนห้องน้ำจะอยู่ภายในห้องนอน ซึ่งในกรณีที่มีเพื่อนๆ มาหาก็ต้องเดินผ่านห้องนอนเรา จึงเสียความเป็นส่วนตัวอยู่สักหน่อย สำหรับห้องน้ำจัดพื้นที่แยกส่วนเปียกและส่วนแห้งชัดเจน แต่ด้วยตำแหน่งที่อยู่ด้านในของอาคารจึงไม่มีช่องระบายอากาศ ทำให้ต้องพึ่งพาระบบของอาคารล้วนๆ ค่ะ

เริ่มจากประตูทางเข้าห้องเป็นบานไม้ HDF พร้อมมือจับประตูแบบก้านโยก ถ้าย้อนเวลาไป 2 ปี ตอนโครงการเปิดตัวใหม่ๆ ในทำเลนี้ก็ไม่ได้ให้ Digital Doorlock กันนะคะ แต่พอตึกเสร็จและราคาห้องปรับขึ้นแล้ว ก็แอบลุ้นนิดๆ ให้แถม Digital Doorlock เพิ่มเหมือนกันนะ

เข้าไปในห้องโซนแรกจะเป็น Pantry ครัว ถัดเข้าไปเป็น Living Area ที่รวมทั้งพื้นที่นั่งเล่น ทานอาหารเอาไว้ในโซนเดียวกัน บรรยากาศภายในห้องด้วยช่องแสงขนาดใหญ่ ที่เป็นประตูบานเลื่อนที่เปิดออกไประเบียง ห้องจริงที่ได้จะเป็นห้องเปล่าตามรูปด้านล่าง ฝ้าเพดานสูง 2.6 ม. พื้นห้องปูด้วยลามิเนตทั้งหมด ซึ่งเวลามีคราบสกปรกที่เกิดจากการทำครัวก็จะทำความสะอาดยากกว่ากระเบื้องค่ะ

เมื่อเข้ามาภายในห้องแล้วมองกลับไปทางประตูหน้าห้อง จะเห็นภาพรวมของส่วน Pantry ครัวที่อยู่หน้าทางเข้าห้อง โครงการจะให้ Pantry ครัวมาฝั่งเดียว แต่ถ้าเราอยากได้พื้นที่ทำครัวกว้างๆ ก็ Built-in เคาน์เตอร์ขึ้นมาอีกฝั่งด้วยก็ได้ แต่อย่าลืมพื้นที่สำหรับวางตัวตู้เย็นด้วยนะ

Pantry ครัวที่ให้จะมาพร้อมตู้ลอยแบบนี้เลย ซึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แถมมาให้กับห้อง Fully Fitted นะคะ

Pantry ครัว วัสดุเป็นโครงไม้กรุลามิเนต Top เคาน์เตอร์เป็นลามิเนตลายไม้สีเข้ม ทนน้ำได้นิดหน่อย แนะนำว่าถ้าเปียกให้รีบเช็ดให้แห้งจะได้ไม่บวมน้ำ ด้านล่างมีตู้บานเปิดปิด ตู้ลิ้นชัก และตู้ช่องโล่งให้ใช้เก็บอุปกรณ์ทำครัว สำหรับตู้ใต้อ่างล้างจานไว้ใช้เก็บของเล็กๆ น้อยๆได้แต่ใส่ของเต็มไม่ได้นะ เพราะต้องเว้นพื้นที่เผื่อซ่อมแซมอ่างล้างจานบ้าง ตัวบานพับเป็นแบบธรรมดา เวลาเปิดปิดก็ระวังกระแทกนิดนึงค่ะ

มือจับตู้ถูกออกแบบให้มีการเซาะร่อง เพื่อให้เกิดช่องสำหรับสอดมือไปดึงบานตู้ให้เปิดปิดได้ เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่จำกัด เพราะจะไม่มีมือจับตู้ยื่นออกมาให้เกะกะ

มาดูส่วนบนของ Pantry ครัวกันบ้าง ให้ช่องเคาน์เตอร์มา 2 ช่อง ช่องหนึ่งเป็นซิงค์ล้างจาน อีกช่องเป็นพื้นที่โล่ง ถ้าชอบทำอาหารก็ติดเตาไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมา แต่ก็อาจจะต้องติดเครื่องดูดควันเพิ่มขึ้นมาด้วย เพราะเป็นครัวเปิดค่ะ ส่วน Backsplash ด้านหลังทางโครงการติดมาให้เป็นกระเบื้อง ทำให้เวลาปรุงอาหารแล้วกระเด็นก็สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย

ถัดไปเป็นซิงค์ล้างจานตามมาตรฐานของโครงการ เราลองหยิบหม้อวางลงไปให้ดู ขนาดพอวางได้และลึกพอสมควรที่จะล้างแล้วน้ำไม่กระเด็นออกมาค่ะ

ตู้ลอยสำหรับเก็บของด้านบนเป็นตู้บานเปิด 2 ตู้ ตู้หนึ่งแบ่งชั้นเป็นช่องเก็บของ ส่วนอีกตู้หนึ่งเป็นตำแหน่งติดตั้งแผงคุมไฟหลักของห้อง มีตู้ช่องโล่งให้ใส่ของและมีช่องสำหรับวางไมโครเวฟด้วย

ส่วนมุมติดประตูอีกฝั่งหนึ่ง ทางโครงการจะไม่ได้ Built-in มาให้นะ แต่เราสามารถดูเป็นไอเดียในการตกแต่งได้ ถ้าจัดตามห้องตัวอย่างพื้นที่ตรงนี้ก็ไว้ใช้วางตู้เย็นและโต๊ะทานอาหาร ก็ดูลงตัวดีค่ะ

ถัดมาเป็นพื้นที่นั่งเล่น มีระยะดูทีวีประมาณ 2 เมตร ขนาดทีวีที่เหมาะสมก็อยู่ที่ 46 นิ้ว ใครชอบพื้นที่ไว้เก็บของเยอะๆ ก็แนะนำให้ Built-in เต็มผนังแบบห้องตัวอย่างเลยนะคะ

สังเกตชุดโซฟาที่โครงการจัดมาให้เป็นตัวอย่าง มีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์คอนโดได้ดีคือ มีพื้นที่ให้วางแก้วน้ำได้ด้วย ทำให้ไม่ต้องใช้โต๊ะกลางเลย เราจึงสามารถเดินผ่านเข้าไประเบียงได้สะดวก ส่วนผนังด้านหลังโซฟาจะได้มาเป็นผนังฉาบเรียบทาสีขาวตามปกตินะ ไม่ได้เป็นกระจกเหมือนในห้องตัวอย่างค่ะ

ติดกับกับห้องนั่งเล่นมีประตูกระจกบานเลื่อนแบบ 2 ตอน เพื่อเปิดออกไประเบียง ได้กระจกตัดแสงช่วยลดความร้อนที่เข้ามาในห้องได้

โครงการเก็บรายละเอียดของประตูได้ดีนะ โดยมีธรณีประตูกั้นระหว่างพื้นห้องและพื้นระเบียงเพื่อกันไม่ให้น้ำจากระเบียงไหลเข้าสู่พื้นที่พักอาศัยด้านใน

วงกบประตูเป็นอลูมิเนียมสีธรรมชาติ ตัวล็อก 1 ตำแหน่งฝังกับบานประตูเลย ถ้าต้องการให้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้นสามารถติดตัวล็อกแบบก้นหอยเพิ่มได้อีก 1 ตำแหน่ง ขอบประตูมีติดสักกะหลาดกันฝุ่น กันเสียงไว้ให้เรียบร้อยค่ะ

พื้นที่ระเบียงมีขนาด 0.75 x 2.3 ม. ซึ่งเป็นพื้นที่ไว้สำหรับวางเครื่องซักผ้าและราวตากผ้านะคะ โครงการติดตั้งราวกันตกไว้เรียบร้อย วัสดุเป็นเหล็กทาสีค่ะ

พื้นระเบียงปูด้วยกระเบื้องเซรามิค ขนาด 30 x 30 ซม. ซึ่งทำให้ทำความสะอาดง่าย มีความคงทนต่อสภาพแวดล้อม และผิวหน้ากระเบื้องจะป้องกันการลื่นได้ค่ะ

ตำแหน่งของ Condensing Unit 2 ตัวจะแขวนอยู่ด้านบนและเป่าลมร้อนออกด้านนอก ทำให้สามารถใช้งานพื้นที่ระเบียง ได้เต็มที่ค่ะ

กลับเข้ามาในห้องจะพามาชมห้องนอนกันต่อ ประตูห้องจะอยู่ระหว่างโซฟาและ Pantry ครัว เป็นประตูทางเข้าห้องนอน บานประตูเป็นบานไม้ HDF เช่นเดียวกับประตูหน้าห้อง

ด้านในห้องนอนมีขนาดพอสำหรับวาง Furniture ต่างๆ ได้ครบถ้วน ได้แก่ เตียงขนาด 5 ฟุต, โต๊ะหัวเตียง 2 ฝั่ง และตู้เสื้อผ้า

พอวางเตียงขนาด 5 ฟุตแล้ว ก็ยังเหลือพื้นที่ให้เดินขึ้นเตียงได้โดยรอบ แต่ไม่มีพื้นที่เหลือพอให้วางชั้นวางทีวีนะคะ ถ้าจะติดทีวีในห้องนี้ต้องติดแบบแขวน

สำหรับหน้าต่างในห้องนอนมีขนาดใหญ่เกือบเต็มผนัง ทำให้ห้องนอนได้แสงธรรมชาติเข้ามาอย่างเพียงพอ เป็นบานผสมระหว่างบาน Fix และบานกระทุ้ง เพื่อเอาไว้เปิดระบายอากาศได้ค่ะ

อีกฝั่งหนึ่งของเตียงนอนเป็นตำแหน่งสำหรับวางตู้เสื้อผ้า และติดกันเป็นทางเข้าห้องน้ำค่ะ

ห้องน้ำของโครงการมีขนาดกะทัดรัด ภายในติดตั้งวัสดุอุปกรณ์มาให้ครบถ้วนตามแบบในห้องตัวอย่างเลย

พื้นห้องน้ำมีธรณีประตูสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อกันน้ำจากภายในห้องน้ำไหลออกมายังห้องนอน

ภายในห้องน้ำจะถูกแยกส่วนเปียกและส่วนแห้งชัดเจนด้วยฉากกั้นอาบน้ำ ผนังและพื้นโดยรอบเป็นกระเบื้องเซรามิคทั้งหมด เพื่อช่วยกันลื่นภายในห้องน้ำค่ะ

อ่างล้างหน้าของ Charmer และก๊อกน้ำของ American Standard ด้านข้างอ่างจะมีพื้นที่ให้วางของได้พอสมควร

โถสุขภัณฑ์เป็นโถแบบ 2 ชิ้นยี่ห้อ American Standard หรือเทียบเท่า เป็น Set มากับที่แขวนกระดาษชำระและสายฉีดชำระยี่ห้อเดียวกันค่ะ

พื้นที่อาบน้ำมีฉากกั้นอาบน้ำติดตั้งให้เรียบร้อย เป็นฉากกั้นแบบ 3 ตอน ทำให้เปิดได้กว้าง

ฉากกั้นอาบน้ำของโครงการมีการเก็บรายละเอียดมาดี ทำให้ใช้งานง่าย คือ ใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมสีธรรมชาติทำให้ไม่เป็นสนิม/ มีธรณีประตูยกขึ้นมาเพื่อกันไม่ให้น้ำไหลออกไปพื้นที่ส่วนอื่น/ ฉากกั้นอาบน้ำมีขอบยกขึ้นมาให้ใช้มือจับเปิดปิดได้สะดวก และมีขอบยางช่วยกันกระแทกติดไว้ให้เรียบร้อย

ภายในติดตั้งอุปกรณ์อาบน้ำไว้เรียบร้อย พร้อมที่วางสบู่

หน้าตาของฝักบัวและก๊อกเปิดปิดของ American Standard เช่นกัน มีขนาดจับได้ถนัดมือดีค่ะ

พื้นที่อาบน้ำมีขนาดประมาณ กว้าง 0.7 x 1 เมตร

ดวงไฟให้เป็นดาวน์ไลท์ตามแบบในห้องตัวอย่างค่ะ

ต่อไปมาดูห้อง 2 Bedroom กันบ้าง เป็นห้อง 2 Bedroom ที่ทำออกมาได้ลงตัวสำหรับ 2 ห้องนอนจริงๆ ต่างจากปกติของลุมพินีที่มักจะนำห้องแบบ 1 ห้องนอนมา Combine กัน ทำให้ห้องนี้มีขนาดออกมาไม่ใหญ่มากอยู่ที่ 36 ตร.ม. เวลาคิดราคา Package ห้องออกมาแล้วจึงไม่สูงมากเมื่อเทียบกับโครงการในละแวกเดียวกัน และมีฟังก์ชันครบ โดยแปลนจะคล้ายๆ กับห้องแรกแล้วเพิ่มห้องนอนกับพื้นที่ทานข้าวเข้ามาทางซ้าย ส่วนห้องน้ำมีห้องเดียวและต้องเข้าจากพื้นที่ส่วนกลาง ทำให้เวลามีแขกมาบ้านก็ไม่ต้องเดินผ่านห้องนอน สามารถเข้าจากห้องรับแขกได้เลย ส่วนครัวยังคงได้เป็นครัวเปิดนะ ก็เหมาะกับครอบครัวที่ไม่ได้ชอบทำอาหารหนักๆ มากนัก เน้นอาหารประเภทที่ไม่มีกลิ่นและควันแรงๆ มากกว่า

จากประตูห้องมองเข้ามาด้านในจะเห็นบรรยากาศภายในห้องที่แบ่งเป็นห้องย่อยๆ ตรงกับประตูเลยก็จะเป็นห้องนอน 2 มีขนาดเล็กกว่า ห้องนอน 1 ที่อยู่ด้านในสุด พื้นที่ตรงกลางของห้องเป็น Living Area ที่รวมพื้นที่นั่งเล่นและ Pantry ครัว ไว้ในโซนเดียวกัน ส่วนห้องน้ำจะอยู่ด้านในสุดของห้องติดกับครัวค่ะ

เข้ามาด้านในแล้วมองกลับมาที่ประตูห้อง จะเห็นบริเวณหน้าห้องทั้งหมด เป็นส่วนของ Pantry ครัว และ พื้นที่รับประทานอาหาร

พื้นที่วางโต๊ะรับประทานอาหารจะได้พื้นที่เป็นสัดส่วนเลย ขนาดประมาณ 2×2 ม. ก็พอเหมาะสำหรับวางโต๊ะทานอาหารขนาด 4 ที่นั่ง ใครอยาก Built-in แบบในห้องตัวอย่างก็ทำให้มีพื้นที่เก็บของเพิ่มขึ้นได้

สำหรับชุดครัวมีหน้าตาและวัสดุอุปกรณ์เหมือนกับห้องแรกเลย และด้านข้างเป็นพื้นที่ที่เว้นไว้ให้สำหรับวางตู้เย็น ส่วนด้านซ้ายเป็นห้องน้ำ

ห้องน้ำมีขนาดพอๆ กับห้องแรก ภายในแบ่งพื้นที่โซนเปียก โซนแห้งไว้เป็นสัดส่วน และมีวัสดุอุปกรณ์ให้ครบถ้วนเหมือนกัน

ฉากกั้นอาบน้ำจะได้เป็นแบบ 3 ตอนเหมือนกัน ภายในติดตั้งฝักบัวอาบน้ำ ที่วางสบู่ และเดินระบบสำหรับติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นไว้ให้แล้วเรียบร้อย

พื้นที่อาบน้ำขนาด 0.7 x 1 ม. ก็พอให้ใช้งาน และหมุนตัวได้พอสมควร

ต่อไปมาดูรายละเอียดฝั่งห้องนั่งเล่นนะคะ ตำแหน่งของพื้นที่นั่งเล่นอยู่ติดกับประตูกระจกที่ใช้เปิดออกไประเบียงภายนอก ทำให้บริเวณนี้ดูโปร่งโล่ง เหมาะกับคนที่ชอบให้พื้นที่นั่งเล่นได้แสงธรรมชาติเข้ามาเยอะๆ

ห้องตัวอย่างจัดวางชุดโซฟาไว้มีขนาด 2 ที่นั่ง มีระยะดูทีวีประมาณ 2.2 เมตร ทำให้ขนาดทีวีที่เหมาะสมอยู่ที่ 50 นิ้ว โครงการ Built-in ชั้นวางทีวีมาตามในห้องตัวอย่าง พอทำแบบนี้แล้ว ก็ยังเหลือพื้นที่ให้เดินไประเบียงด้านในได้สะดวก หรือถ้าใครอยากตั้งโต๊ะกลาง ก็แนะนำเป็นโต๊ะตัวเล็กๆ ดีกว่าค่ะ

ประตูกระจกบานเลื่อนเพื่อเปิดออกไประเบียงตะอยู่ด้านในของพื้นที่นั่งเล่น ทำให้เราสามารถนั่งชมวิวไป ดูทีวีไปได้ด้วยนะ

ขอบธรณีประตูจะถูกยกระดับขึ้นให้สูงขึ้นมาเพื่อป้องกันน้ำจากระเบียงไหลเข้ามาในห้อง เวลาเดินผ่านก็ระวังสะดุดนิดนึง

พื้นที่ระเบียงจัดมาแบบเดียวกับห้องแรกเลย คือมีพื้นที่พอให้ใช้วางเครื่องซักผ้า และราวตากผ้า

พื้นที่ระเบียงมีขนาด 1.8 x 0.7 ม. และปูด้วยกระเบื้องเซรามิคเช่นเดียวกับห้องแบบแรก

สำหรับห้องนอน 1 มีขนาดเล็กกว่าห้องนอนในห้องแบบแรกนิดหน่อยแต่ก็มีฟังก์ชันครบเหมือนกัน ภายในห้องนอกจากจะมีพื้นที่วางเตียงและตู้เสื้อผ้า ตามแบบในห้องตัวอย่าง

หน้าต่างเป็นบาน Fix ผสมบานกระทุ้ง ทำให้สามารถเปิดระบายอากาศได้ และตัวช่องแสงมีขนาดใหญ่พอสมควร ทำให้แสงธรรมชาติเข้ามายังห้องนอนได้เพียงพอ

ส่วนปลายเตียงเหลือพื้นที่นิดเดียวพอให้เดินผ่านเข้า-ออกได้ แต่จะไม่มีพื้นที่เหลือให้วางชั้นวางทีวี ถ้าจะติดทีวีในห้องนี้ต้องติดแบบแขวนผนังนะคะ

อีกฝั่งหนึ่งของห้องเป็นตำแหน่งสำหรับวางตู้เสื้อผ้า หรือใครจะ Built-in แบบห้องตัวอย่างก็ทำให้ได้ใช้ประโยชน์ได้เต็มพื้นที่ผนังดีนะ แต่เราไม่สามารถทำตู้เสื้อผ้าได้เต็มความกว้างของผนัง เพราะต้องเว้นระยะไว้ให้เปิดประตูด้วยนะ

ด้านข้างเตียงเหลือพื้นที่ประมาณ 40 ซม. ให้สำหรับยืนเลือกเสื้อผ้า จึงควรเลือกใช้ตู้เสื้อผ้าแบบบานเลื่อนเพื่อประหยัดพื้นที่

ห้องตัวอย่างมีไอเดียที่ดีในการตกแต่งพื้นที่หน้าประตูให้ใช้งานได้ โดยติดชั้นวางของเพิ่มขึ้นมาบริเวณหน้ากระจก เราก็สามารถใช้วางอุปกรณ์แต่งหน้าได้นิดหน่อย ก็พอใช้แทนโต๊ะเครื่องแป้งได้อยู่นะคะ

ภายในห้องนอนเล็กมีขนาดเหมาะสำหรับเด็กวัยรุ่นที่ยังมีของใช้ต่างๆ ไม่มากนัก พอวางเตียงเดี่ยวไว้ชิดหน้าต่าง ก็ทำให้มีพื้นที่เหลือพอสำหรับวางตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเครื่องแป้ง ส่วนช่องแสงในห้องจะมีขนาดใหญ่เป็นบาน fix ผสมบานกระทุ้ง เช่นเดียวกับห้องนอน 1

พื้นที่ภายในห้องพอสำหรับวางเตียงเดี่ยวได้พอดี ถ้าใครอยากติดทีวีในห้องนอน ก็ติดแบบแขวนผนังได้นะคะ

อีกฝั่งหนึ่งของห้องตัวอย่าง จะ Built-in ตู้เสื้อผ้าและวางโต๊ะเครื่องแป้งมาให้ดูเป็นตัวอย่าง ก็แนะนำให้เลือกตู้เสื้อผ้าแบบบานเลื่อนเพื่อช่วยประหยัดพื้นที่

พอวางเฟอร์นิเจอร์ครบตามห้องตัวอย่างแล้ว ก็จะเหลือพื้นที่ด้านข้างเตียงกว้างประมาณ 50 ซม. เป็นระยะที่ยังใช้งานได้ลงตัวค่ะ

ปลั๊กและสวิตซ์ไฟฟ้าที่ได้ มีหน้าตาแบบนี้ตามมาตรฐานของโครงการค่ะ

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะคะ

ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 20 November 2019

  • Studio / ชั้น 16 ห้อง 1605 / เนื้อที่ 24.46 ตร.ม. / ราคา 3.02 ล้านบาท หรือ 123,467 บาท/ตร.ม.
  • 1 Bedroom / ชั้น 10 ห้อง 1014 / เนื้อที่ 28.39 ตร.ม. / ราคา 3.3 ล้านบาท หรือ 116,238 บาท/ตร.ม.
  • 1 Bedroom / ชั้น 11 ห้อง 1110 / เนื้อที่ 28.39 ตร.ม. / ราคา 3.33 ล้านบาท หรือ 117,295 บาท/ตร.ม.
  • 1 Bedroom / ชั้น 15 ห้อง 1513 / เนื้อที่ 28.39 ตร.ม. / ราคา 3.44 ล้านบาท หรือ 121,169 บาท/ตร.ม.
  • 2-Bedroom / ชั้น 25 ห้อง 2501 / เนื้อที่ 36.76 ตร.ม. / ราคา 4.93 ล้านบาท หรือ 134,113 บาท/ตร.ม.
  • 3-Bedroom / ชั้น 30 ห้อง 3004 / เนื้อที่ 60.06 ตร.ม. / ราคา 8.14 ล้านบาท หรือ 135,666 บาท/ตร.ม.

  • รูปแบบการขาย Fully Fitted
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน 2.60 เมตร
  • Kitchen & Sink / ท็อปลามิเนตลายไม้สีเข้ม
  • ทำสัญญา 20,000-100,000 บาท
  • ค่ากองทุน 300 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลางปีแรก 55 บาท/ตร.ม./เดือน (ปีถัดไปตามมติที่ประชุม)

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ


เจาะลึกรวบยอด

Lumpini Place รัชดา-สาธุ เป็นโครงการของลุมพินีที่สลัดภาพลักษณ์เดิมๆ จากอาคารสีเขียว/น้ำตาล/ขาว มาเป็นอาคารสีแดง/ทอง ในคอนเซปต์ Modern Chinese เพื่อให้เข้ากับผู้อยู่อาศัยในละแวกนี้ ที่เป็นย่านชุมชนคนจีนเก่าแก่ แต่เราจะข้ามเรื่องของความสวยงามไปนะ เพราะขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคลค่ะ^^ สำหรับโครงการนี้มีจุดเด่นตรงทำเลที่ใกล้ทางขึ้นลงทางด่วนกว่าเพื่อน และเหมาะกับคนที่อยากอยู่ใกล้ห้าง ชอบไปจับจ่ายใช้สอยเซ็นทรัลพระราม 3 ก็เดินทางจากโครงการสะดวกในระยะ 750 ม. เท่านั้น แต่ข้อดีทั้งหมดของทำเลนั้นแลกมากับราคา/ตร.ม. ของโครงการที่สูงกว่าเพื่อนเช่นกัน แต่โครงการก็แก้เรื่องราคามาได้ดี โดยจัดแบ่งห้องออกมาให้มีขนาดที่หลากหลาย มีให้เลือกตั้งแต่ Studio 23.5 ตร.ม. ไปจนถึง 3-Bedroom 65.5 ตร.ม. ซึ่งห้อง 70% ของโครงการเป็นแบบ 1 Bedroom 28 ตร.ม. ไม่ใหญ่มากแต่ก็เป็นขนาดที่จัดฟังก์ชันได้ลงตัว ทำให้ราคาต่อ Package โดยรวมยังถือว่าหยิบจับง่าย

ทำเล : สำหรับทำเลของ Lumpini Place รัชดา-สาธุ นั้น ตั้งอยู่บนถนนสาธุประดิษฐ์ ซึ่งเป็นย่านชุมชนคนจีนเก่าแก่ เรื่องความอุดมสมบูรณ์นั้นจึงไม่ต้องพูดถึง เพราะมีร้านรวง ตลาดให้เลือกซื้ออาหารอร่อยๆค่อนข้างเยอะและหลากหลายทีเดียว และบนถนนใกล้ๆ อย่างถนรัชดาภิเษกและถนนจันทน์ ก็มีแหล่งช็อปปิ้งทั้งห้างสรรพสินค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ให้ไปจับจ่ายใช้สอย ก็มีตั้งแต่ เซ็นทรัลพระราม 3, The Up พระราม 3 บนถนนรัชดาภิเษก Vanilla Monn บนถนนจันทน์ เป็นต้น ซึ่งจาก Lumpini Place รัชดา-สาธุ นั้นก็อยู่ใกล้เซ็นทรัลพระราม 3 ประมาณ 750 ม. เราสามารถเดินทางจากโครงการไปเซ็นทรัลได้แบบไม่ต้องกลับรถเลยนะ แถมขากลับยังสามารถใช้ซอยสาธุประดิษฐ์ 19 เพื่อกลับมาโครงการโดยที่ไม่ต้องไปกลับรถอีกด้วย

การเดินทางโดยใช้รถ : จุดเด่นของการเดินทางด้วยรถยนต์ในทำเลตรงนี้คือ ทางด่วน ที่มีให้เลือกใช้ไปได้หลายทาง และมีทางขึ้นลงอยู่ไม่ไกลจากโครงการเลย จึงสะดวกสำหรับผู้ที่ต้องใช้ทางด่วนเป็นประจำ ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องจากที่ตั้งโครงการไม่ได้อยู่ในรัศมีของรถไฟฟ้า ทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสะดวกกว่าการเดินทางโดยไม่ใช่รถ ซึ่งโครงการให้ที่จอดรถมา 40 % ของทั้งโครงการ ก็ถือว่าให้มาน้อยไปเมื่อเทียบกับทำเลที่ต้องเน้นการใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก และลูกบ้านที่จะจอดรถยนต์ในโครงการต้องเสียเพิ่มเดือนละ 500 บาท ส่วนมอเตอร์ไซค์เพิ่มเดือนละ 150 บาทนะคะ

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ : สำหรับการเดินทางโดยพึ่งพารถสาธารณะ ที่เห็นวิ่งผ่านไปมาอยู่ตลอดก็คงจะเป็นสองแถวสีแดง หรือไม่ก็พี่วินและรถเมลสาย 35 ค่ะ ส่วนการเดินทางด้วย BRT จะวิ่งบนถนนนราธิวาสราชนครินทร์โดยสถานีใกล้โครงการที่สุดคือถนนจันทน์ ราคาตลอดสายลดลงมาเหลือ 5 บาท ไปถึงรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรีได้เลยค่ะ

วัสดุ : วัสดุอุปกรณ์ที่ให้มา จัดมาเป็นแบบ Fully-Fitted ซึ่งถือว่าปกติของคอนโดในย่านนี้ แต่ก็มีบางอย่างที่ให้มาน้อยไปหน่อย เช่น เตาไฟฟ้า + Hood ที่ไม่ให้มาด้วย ถ้าเทียบกับราคาเฉลี่ยของโครงการที่ 125,000 บาท/ตร.ม. ก็คิดว่ายังไม่สมเหตุสมผลนะ ส่วนตัววัสดุอื่นๆ อย่างพื้น ผนัง วัสดุในห้องน้ำก็เป็นแบบมาตรฐาน พื้นลามิเนต ผนังฉาบเรียบทาสีขาว ห้องน้ำปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิค สุขภัณฑ์ต่างๆ ได้ของ American Standard

การออกแบบ : ทำออกมาได้ดูดี เริ่มตั้งแต่ชั้นล่างโครงการจะจัดสวนไว้ด้านหน้า แล้วดันตัวอาคารเข้ามาไว้ด้านใน ทำให้เกิดความเป็นส่วนตัวในการพักอาศัย และการจัดวางลิฟต์ไว้ช่วงกลางๆ ของอาคารทำให้ ห้องพักอาศัยทั้งหมดมีระยะไม่ไกลจากลิฟต์นัก ก็ถือว่าสะดวกดี สำหรับพื้นที่ส่วนกลางออกแบบมาได้น่าใช้งานอยู่ที่ชั้น 7 และชั้น 35 เป็นหลัก ทำให้ลูกบ้านมีพื้นที่ให้ออกมาเปลี่ยนบรรยากาศได้หลากหลาย แบบห้องพักดูลงตัว จัดฟังก์ชันได้ครบและใช้งานได้จริงทั้งหมด ติดนิดเดียวที่อัตราส่วนของลิฟต์อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างหนาแน่นอยู่ที่ 181 : 1 และจำนวนยูนิตต่อชั้นสูงสุดที่ 22 ยูนิต อาจดูเยอะไปหน่อยสำหรับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว

สาธารณูปโภค : สาธารณูปโภคถือว่าเป็นข้อดีของโครงการนี้เพราะจัดมาในขนาดที่ใหญ่ในทุกส่วนตั้งแต่ สวนหย่อมขนาดใหญ่หน้าโครงการ Facility แบบเต็ม Floor ที่ชั้น 7 เป็นบรรยากาศแบบ Out Door สระว่ายน้ำยาวถึง 27 เมตร เรียกว่าเอาไว้ออกกำลังกายได้สบายๆเลย มีห้อง Fitness, ห้องนั่งเล่น, ห้องคุณหนู, Co-Dining Zone ซึ่งคอนโดในทำเลนี้ส่วนใหญ่ก็จะวางสระว่ายน้ำไว้ประมาณชั้น 6-7 นี่แหละ แล้วค่อยดัน Sky Lounge ขึ้นไปไว้ที่ชั้นบนสุด เพื่อให้ขึ้นมาใช้ชมวิวได้ แต่สำหรับความปลอดภัยที่นี่จะไม่ได้เป็นลิฟต์ล็อคชั้นแหละ

Judgement

การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

เทียบกับช่วงราคาเฉลี่ยแบบทั้งโครงการ AVG 125,000 บาท/ตร.ม., 20 November 2019

  • ทำเล 7.5/10 – ใกล้เซ็นทรัลพระราม 3 อยู่ในแหล่งชุมชน มีร้านค้ารอบๆ ให้พอสมควร
  • เดินทางด้วยรถ 8.25/10 – ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน ติดถนนใหญ่ มีซอยลัดให้ใช้ แต่ที่จอดรถน้อยไปหน่อยเพียง 40%
  • ไม่ใช้รถ 7/10 – หน้าโครงการติดถนนใหญ่ เรียก Taxi ง่าย มีสองแถวผ่าน และวินมอเตอร์ไซค์อยู่ไม่ไกล
  • วัสดุ 6.75/10 – ให้มาน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับระดับราคา
  • แบบ 8/10 – ออกแบบมาได้ลงตัวทั้งตัวอาคารและห้องพัก
  • สาธารณูปโภค 7.75/10 -ได้ส่วนกลางขนาดใหญ่ทั้งสวนหย่อม สระว่ายน้ำและ Facilities อื่นๆ แต่อัตราส่วนลิฟต์หนาแน่นไปหน่อย

  • UPPER CLASS
  • 7.5 / 10.00

BOTTOM LINE

Lumpini Place รัชดา-สาธุ เหมาะสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่แถวสาธุประดิษฐ์-พระราม 3 มีรถ ใช้ทางด่วนเข้าออกเมืองบ่อย แต่ก็มีรถสาธารณะเป็นทางเลือก ส่วนเวลาจับจ่ายใช้สอยชอบไปเซ็นทรัลพระราม 3 มีงบประมาณอยู่ที่ 3-8 ล้านบาท และมีงบเผื่อสำหรับการแต่งห้องเอง มีกำลังผ่อนประมาณ 21,000 – 56,000บาท/เดือน


ติดตามพวกเราได้ที่
Website : www.thinkofliving.com
Twitter : www.twitter.com/thinkofliving
YouTube : www.youtube.com/ThinkofLiving
Instagram : www.instagram.com/thinkofliving
Facebook : ThinkofLiving