รีวิวฉบับที่ 1119 สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะพาไปชมตึกเสร็จที่สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2014 หรือผ่านมาแล้วราวๆ 2 ปี กับโครงการ The Base พระราม 9 – รามคำแหง คอนโด High Rise สูง 35 ชั้น ติดแยกรามคำแหงตัดกับพระราม 9 จากแสนสิริ ปัจจุบันสถานะโครงการเป็นมือสองไปเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเราจะพาไปดูบรรยากาศภายในโครงการหลังจากปิดโครงการไปแล้วกันค่ะ 

สามารถอ่านรีวิวโครงการย้อนหลังในช่วง Pre-Sale ปี 2012 จาก คุณบีม ได้โดย (คลิกที่นี่)

Fact @ 14 June 2016

  • The Base Rama 9 – Ramkhamhaeng (เดอะเบส พระราม 9 – รามคำแหง)
  • บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และ Sales & Develop โดยบริษัท ปภานัน จำกัด
  • MAIN – UPPER CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • ครงการตั้งอยู่ในเขต : บางกะปิ
  • คอนโด High Rise 35 ชั้น 923 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 29 ยูนิต
  • ที่จอดรถประมาณ 426 คันคิดเป็น 46.15 %
  • ที่ดินประมาณ 5-1-91 ไร่
  • แล้วเสร็จ : ตุลาคม 2014
  • Studio 25 – 27 ตร.ม.
  • 1 Bedroom 28 – 32 ตร.ม.
  • 2 Bedroom 49 ตร.ม.
  • ฝ้าเพดานสูง 2.5 เมตร
  • ราคาต่อตารางเมตร (2012) 48,785 – 67,030 บาท/ตร.ม.
  • ราคา Re-Sale ปัจจุบัน (2016) 85,000 – 110,000 บาท/ตร.ม.
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • โทร  : 1685

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วค่ะ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างนะ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.748093, 100.605557

ที่ตั้งโครงการ The Base พระราม 9 – รามคำแหง ตั้งอยู่ติดแยกรามคำแหงที่ตัดระหว่างถนนรามคำแหงและถนนพระราม 9 โดยจากทางเข้าโครงการจะอยู่ติดกับถนนรามคำแหงฝั่งขาออกเมืองมุ่งหน้าไปทางบางกะปิ-มีนบุรี ใกล้ห้างและ Hyper market อย่างฟู้ดแลนด์และเดอะมอลล์ รามฯ 2 และ 3 และห่างจาก Airport Rail Link รามคำแหงไปประมาณ 750 ม.

ทำเลที่ตั้งโครงการตั้งอยู่ระหว่างถนนพระราม 9 กับถนนรามคำแหง และอยู่ตรงแยกรามคำแหงพอดี เป็นทำเลที่เขยิบออกมาจากโซนใจกลางพระราม 9 ช่วงแยกอ.ส.ม.ท มาจนถึงแยกพระราม 9 ออกมาค่ะ เมื่อเทียบกับโซนใจกลางพระราม 9 แล้วก็คงจะสู้ในเรื่องความอุดมสมบูรณ์และความสะดวกสบายในการเดินทางเข้าเมืองไม่ได้ แต่ทำเลนี้ก็จะถูกลงมาจากทำเลใจกลางพระราม 9 ในพอหยิบจับได้สบายตัวหน่อย สำหรับเรทราคาคอนโดในโซนรามคำแหงใกล้พระราม 9 และเพชรบุรีตัดใหม่นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 67,000 – 110,000 บาท/ตร.ม. (ราคา 2016) เหมาะสำหรับคนที่ทำงานในละแวกทำเลใกล้เคียงอย่างพระราม 9, เพชรบุรี และรามคำแหงค่ะ บรรยากาศของทำเลนี้จะออกมาทางชานเมืองหน่อย ส่วนใหญ่เป็นผู้คนในท้องที่อยู่อาศัยกันเป็นแหล่งชุมชน และยังพอเห็นอาคารพาณิชย์ตึกแถวหรืออพาร์ทเม้นท์ต่างๆ ริมถนนอยู่ประปราย

การเดินทางด้วยรถยนต์ จัดว่าเดินทางได้สะดวกค่ะ เนื่องจากตัวโครงการอยู่ติดกับถนนใหญ่สองสายหลักอย่าง ถนนพระราม 9 และถนนรามคำแหง ซึ่งสามารถเดินทางเข้าเมืองได้ง่าย อย่างถนนพระราม 9 ที่มุ่งหน้าไปยังดินแดงและอนุสาวรีย์ได้ ถนนรามคำแหงที่ไปยังหัวหมาก บางกะปิ ถนนเพชรบุรี วิ่งเข้าเมืองไปยังเอกมัย ทองหล่อได้สบายๆ ถนนพัฒนาการ ออกไปยังนอกเมืองมุ่งหน้าไปทางถนนศรีนครินทร์หรือสนามบินสุวรรณภูมิได้ และเข้าถนนสุขุมวิท 71 ออกไปยังพระโขนงอ่อนนุชได้เช่นกันค่ะ รวมไปถึงใกล้จากจุดขึ้น-ลงทางด่วนทั้ง 2 สาย คือทางด่วนศรีรัชและทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์มากนัก แต่ข้อเสียของที่ตั้งโครงการที่ติดแยกถนนใหญ่แบบนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องรถติด ทั้งเช้า-เย็น ซึ่งก็ควรจะเผื่อเวลาในการเดินทางพอสมควรทีเดียว

ส่วนการเดินทางโดยพึ่งพิงระบบสาธารณะ อย่าง Airport Rail Link ที่ใกล้ที่สุดคือสถานีรามคำแหง ใกล้กับอาคาร UM Tower นั้นจะอยู่ห่างจากโครงการไปประมาณ 750 ม. ค่ะ ซึ่งถือว่าเลยระยะเดินได้สบายๆ ไปแล้วนะคะ แถมยังต้องข้ามถนนใหญ่แยกรามคำแหงอีก หากใครที่เน้นการเดินทางด้วย Airport Rail Link นั้นถือว่ามีความสะดวกน้อยกว่าโครงการเพื่อนบ้านบนถนนรามคำแหงด้วยกันนะคะ เพราะส่วนใหญ่โครงการเพื่อนบ้านนี้จะอยู่ใกล้ Airport Rail Link มากกว่าและยังไม่ต้องเดินข้ามถนนใหญ่อีกด้วย นอกเหนือจากนี้บริเวณหน้าโครงการนั้นก็มีพี่วินมานั่งคอยให้บริการรับ-ส่งลูกบ้าน หรือจะโบกพี่แท็กซี่หน้าโครงการเลยก็สะดวกดีค่ะ

สำหรับความอุดมสมบูรณ์ในรัศมีไม่เกิน 1 กม. ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์สูงพอตัวค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่บนเส้นรามคำแหงทั้งหมด อย่างที่ใกล้ๆ และเดินไปได้สบายๆ เลย ก็คือ FoodLand และเดอะมอลล์ รามฯ ที่อยู่ห่างจากโครงการไปประมาณ 300 และ 600 ม.ตามลำดับ เลยไปอีกหน่อยแถวหน้าม.รามคำแหงค่ะ เพราะนอกจากจะมีห้างอย่าง Major Cineplex, Big C แล้วบริเวณหน้ารามทั้งเช้าไปจนถึงเย็นก็มีร้านขายเสื้อผ้า อาหาร ให้เดินได้ตลอดทั้งวัน และในช่วงเย็นๆ หน่อยหน้าสนามกีฬา (กกท.) มีตลาดกางเต้นท์ขายอาหารกันคึกคักทีเดียวค่ะ โดยระยะทางจากโครงการไปแถวหน้าม.รามคำแหงจะห่างประมาณ 2.5 กม. ซึ่งไม่ได้อยู่ในระยะเดินแต่ก็สามารถขับรถหรือนั่งรถสองแถว/รถเมลล์ไปได้สบายๆ เลยค่ะ

สำหรับการเดินทางในวันนี้เราจะเริ่มต้นจาก Airport Rail Link สถานีรามคำแหงกันนะคะ จากนั้นเดินย้อนขึ้นไปทางแยกรามคำแหง ไปประมาณ 700 ม. และเดินข้ามถนนพระราม 9 ตรงแยกรามคำแหง เดินต่ออีกนิดหน่อยประมาณ 50 ม. ก็จะถึงหน้าทางเข้าโครงการแล้วค่ะ งั้นอย่ารอช้า เดินไปพร้อมๆกันเลยค่ะ ^^

สวัสดีท้องถนนรามคำแหง บริเวณจุดตัดกับถนนกำแพงเพชร 7 ใกล้แยกคลองตัน ในช่วงที่เลยเวลาเร่งด่วนไปแล้วก็ยังมีปริมาณรถบนท้องถนนหนาแน่นตลอดทั้งฝั่งขาเข้าและออก ส่วนด้านข้างมีอาคารสูงใกล้ๆ สถานีรามคำแหงขนาบข้างกันอยู่โดยฝั่งซ้ายเป็นโรงแรม นาซ่า เวกัส คอมเพล็กซ์ ส่วนด้านขวาเป็นอาคารสำนักงาน UM Tower ค่ะ และตึกสูงใกล้ๆ ก็คือ U-Delight พัฒนาการ-ทองหล่อนั่นเองค่ะ

หันกลับมาจะเป็นเส้นทางที่เราจะเดินไปยังโครงการกันนะคะ จะเห็นว่าบรรยากาศการเดินเลาะฟุตบาทริมถนนใหญ่ในตอนกลางวันที่ร้อนระอุของประเทศไทยนี่ก็ทำให้เพลียได้เหมือนกันนะ

เดินมาลงที่จุดลงสถานี ด้านข้างขนาบด้วย A-Link ที่เป็นคอมมูนิตี้มอลล์เล็กๆ ทรงอาคารแคบๆ เชื่อมติดกับตัวสถานีเลย สภาพบรรยากาศปัจจุบันของ A-Link นี้ยังมีร้านค้ามาเปิดไม่เต็ม ค่อนข้างเงียบเหงาพอสมควรเลยค่ะ

ส่วนด้านล่างยังพอมีพี่ Starbucks และร้านเบอร์เกอร์ Subway มาเปิดให้ใช้บริการอยู่ค่ะ โดยลูกค้าหลักๆ ก็คือพนักงานออฟฟิศตึก UM Tower ข้างๆ นี้ค่ะ

เดินออกมาหน่อยบริเวณจุด Drop Off ของ A-link จะมีพี่วินคอยให้บริการอยู่ค่ะ สำหรับใครที่ขี้เกียจเดินก็ใช้บริการพี่วินได้นะ

เราเดินออกมาจาก A-Link กันแล้ว ผ่าน Show Room Volvo ฟุตบาทบริเวณนี้ค่อนข้างกว้างหน่อย เดินได้สบาย

เดินผ่านสมาคมตระกูลเลี่ยว

ฟุตบาทก็เริ่มแคบลงมา แต่ยังพอเดินได้อยู่ค่ะ

ผ่านซอยรามคำแหง 1 ภายในเป็นตึกแถวเรียงกันไป

ด้านหน้ามีป้ายรถเมล์ และเริ่มมีร้านอาหารใต้อาคารตึกแถวเปิดให้บริการ

ฝั่งตรงข้ามที่เคยเป็นโชว์รูมรถเก่า ต่อไปจะมีโครงการเพื่อนบ้าน Plum คอนโด รามคำแหง สเตชั่น มาเปิดค่ะ

ถัดมาเป็นซอยรามคำแหง 3 และ รามคำแหง 3/1 ซึ่งใช้หน้าปากซอยเดียวกันค่ะ ภายในซอยนี้ก็มีโครงการเพื่อนบ้าน Fuse Mobius จากพฤกษา อยู่ในซอยนึ้ลึกเข้าไปประมาณ 130 ม.

เดินเลาะฟุตบาทมาเรื่อยๆ จะเห็นว่าทางเดินมีความกว้างไม่มากนัก ใช้เดินแบบ 2 คนสวนกัน แต่โดยรวมสภาพฟุตบาทถือว่าสะอาดและเดินได้ง่ายค่ะ

เดินถัดมาอีกหน่อยจะเจอโรงแรม อัล มีรอซ โรงแรมมุสลิมระดับ 4 ดาว สูง 16 ชั้น ตั้งอยู่หน้าปากซอยรามคำแหง 5

เดินถัดมาอีกหน่อยข้ามสะพานข้ามคลองเขมรกัน

สภาพน้ำของคลองเขมรค่อนข้างขุ่นมาก สำหรับคลองเขมรนี้เป็นคลองย่อยที่เชื่อมเข้ากับคลองแสนแสบค่ะ

เดินข้ามสะพานข้ามคลองเขมรมาแล้วก่อนจะถึงแยกรามคำแหงจะมีสวนขนาดเล็กใต้ทางด่วน

มาที่แยกรามคำแหงกันแล้วนะคะ โดยเราจะต้องข้ามถนนทั้งหมด 4 เลน 4 ครั้ง ซึ่งต้องดูจังหวะรถซักหน่อยนะคะ เพราะเลนจากถนนรามคำแหงเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 9 นี้เป็นเลนเลี้ยวผ่านตลอดค่ะ

หลังจากที่ข้ามถนนเลนรามคำแหงเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดเข้าถนนพระราม 9 และอีกเลนคือเลนพระราม 9 เลี้ยวขวาเข้าถนนรามคำแหงแล้ว ก็ต้องข้ามถนนเลนพระราม 9 มุ่งหน้าไปทางศรีครินทร์

และข้ามอีกเลนคือเลนจากพระราม 9 เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดเข้าถนนรามคำแหงค่ะ

จากนั้นก็เดินขึ้นไปตามทางถนนรามคำแหงอีกนิดหน่อยก็จะถึงทางเข้าโครงการแล้วนะคะ ส่วนรั้วด้านข้างนี้ก็เป็นรั้วของโครงการค่ะ

เจอทางเข้าโครงการแล้วค่ะ ด้านข้างโครงการติดกับอาคารฤทธิ์รัตน์ที่มีความสูง 8 ชั้น

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะคะ

สภาพแวดล้อมโดยรอบโครงการส่วนใหญ่เป็นอพาร์ทเม้นท์และอาคารสำนักงานสูงไม่เกิน 10 ชั้น จะเห็นมีอาคารระยะประชิดที่สูงประมาณ 10 ชั้นอยู่คือทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ที่ติดกับอพาร์ทเม้นท์ K.T. ซึ่งชั้นล่างๆ นี้ไม่ถึงกับโดนบล็อกวิวซะทีเดียวนะคะ เพราะการจัดวางอาคารมีการร่นระยะออกมาแล้ววางสระว่ายน้ำติดกับอพาร์เม้นท์แทนทำให้ห้องในชั้นล่างๆ นั้นได้วิวของสระว่ายน้ำไปแทนค่ะ ส่วนชั้นบนๆ เลยชั้น 10 ขึ้นไปก็สบายหายห่วงค่ะในเรื่องของวิว เพราะไม่มีอาคารสูงในระยะใกล้ๆ ขึ้นมาบล็อกวิวเลย สิ่งที่จะมีปัญหาหน่อยก็คือเรื่องของเสียงรถจากท้องถนนและจากทางด่วนค่ะ เนื่องจากที่ตั้งอยู่ในระยะประชิดติดกับถนนและทางด่วนทั้ง 2 ด้านเลย ดังนั้นห้องในทิศทางตะวันตกก็ต้องทำใจในเรื่องของเสียงหน่อยนะคะ

 

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • Foodland ~ 300 ม.
  • A Link  ~ 450 ม.
  • สภาสถาปนิก ~ 450 ม.
  • UM Tower ~ 500 ม.
  • The Mall รามฯ ~ 600 ม.
  • โรงพยาบาลแพทย์ปัญญา ~ 800 ม.
  • Major Cineplex ~ 800 ม.
  • Big C ~ 1 กม.
  • Major Hollywood ~1.4 กม.
  • มหาวิทยาลัยรามคำแหง ~ 1.4 กม.
  • โรงเรียนสาธิตรามคำแหง ~ 1.8 กม.
  • สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน ~ 2.5 กม.
  • โรงพยาบาลปิยะเวท ~ 3 กม.
  • โรงพยาบาลกรุงเทพ ~ 3.3 กม.
  • RCA ~ 3.3 กม.


เจาะลึกตัวโครงการ

 The Base พระราม 9 – รามคำแหง คอนโด High Rise สูง 35 ชั้น มีจำนวนยูนิตทั้งหมด 923 ยูนิต ลักษณะการตกแต่งอาคารออกมาในสไตล์ Modern ใช้สีเทาและสีฟ้าเป็นหลัก แซมด้วยขอบสีน้ำตาลเพิ่มสีสันและเส้นสายทางสายตาค่ะ ตัวโครงการออกแบบมาภายใต้แนวคิด Fit Your Life ซึ่งก็สอดคล้องกับขนาดของห้องส่วนใหญ่ของโครงการที่มีขนาดกระทัดรัด (Compact Size) ที่มีพื้นที่ใช้สอย 25-49 ตร.ม. ค่ะ

ตัวโครงการมีพื้นที่ดินทั้งหมดประมาณ 5 ไร่กว่า ลักษณะการจัดวางอาคารจะถูกร่นระยะไปด้านหลังเพื่อให้ห่างจากถนนใหญ่มากขึ้น ส่วนด้านหน้าที่ติดกับถนนใหญ่นั้นจัดเป็นสวนที่มีพื้นที่นั่งเล่น และอีกด้านเป็นพื้นที่จอดรถกลางแจ้งค่ะ เริ่มจากทางเข้า-ออกหลักโครงการจะอยู่ติดถนนรามคำแหง ตรงเข้าไปเจอจุด Drop Off จากนั้นก็วนรถเข้าไปจอดในอาคาร หรือจอดกลางแจ้งก็ได้ค่ะ สำหรับที่จอดรถภายในอาคารนี้มีทั้งหมด 2 ชั้นนะคะ มีช่องจอดทั้งโครงการทั้งหมด 426 คัน คิดเป็น 46.15 % ซึ่งก็ถือว่าให้มาตามราคาและ Segment นี้ค่ะ ภายในอาคารของชั้นนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่จอดรถ, ส่วนต้อนรับ (Lobby) และส่วนหลังบ้านสำหรับพนักงาน ช่าง แม่บ้านของโครงการค่ะ

จากทางเข้าโครงการใช้ระบบ Access Card ระยะไกล หรือแบบ Easy Pass ใช้ระบบเปิด-ปิดด้วยไม้กระดกอัตโนมัติ และมีประตูเลื่อนอัตโนมัติด้านหลังอีกด้วยค่ะ โดยรวมแล้วเรื่อง Security (ความปลอดภัย) ค่อนข้างดีระดับนึงเลยค่ะ ส่วนด้านข้างมีทางเท้าให้เดินได้สะดวกดีค่ะ

หันกลับมาทางถนนรามคำแหง จะเห็นว่าหน้าโครงการมีป้ายเรียกแท็กซี่ให้ และมีพี่วินกลุ่มเล็กๆ คอยให้บริการอยู่ค่ะ

เดินมาสุดทางเท้าเลี้ยวซ้ายมีประตูเข้าไปในโครงการ

เข้ามาในโครงการแล้วส่งแรกที่จะเจอคือสวนส่วนกลางค่ะ

หันกลับมาดูสวนกันค่ะ บรรยากาศของสวนค่อนข้างร่มรื่นดีทีเดียวค่ะ มีมุมไม้ใหญ่ให้ร่มเงาและมีชุดเก้าอี้สนามให้นั่งเล่นได้

ส่วนด้านข้างสวนจะเป็นอาคารเล็กๆ สูง 2 ชั้น ด้านล่างถูกออกแบบไว้ให้เป็นร้านค้าเล็กๆ 1 ร้าน แต่ปัจจุบันเป็นห้องทำงานและห้องเก็บของของนิติบุคคล ส่วนด้านบนเป็นพื้นที่นั่งเล่นแบบ Outdoor ค่ะ เดี๋ยวเราขึ้นไปดูกัน

ขึ้นมาชั้นบน มีพื้นที่นั่งเล่น Outdoor ไว้สำหรับนั่งเล่นชิลๆ ตอนเย็นๆ

หันกลับมาจะเห็นว่าบริเวณนี้จัดพื้นที่นั่งเล่นมาให้ประมาณ 3 จุดด้วยกันค่ะ บรรยากาศและสภาพสวนยังสวยและมีการดูแลรักษาที่ดี

เดินถัดมาหน่อยมีทางเดินตรงไปสุดทางจะเป็นพื้นที่นั่งเล่นอีกจุดค่ะ ส่วนด้านข้างจัดเป็นไม้ยืนต้นและไม้พุ่มสวยงาม

บริเวณพื้นที่นั่งเล่น ตกแต่งเป็นที่นั่งลักษณะเป็นรูปทรงก้อนหิน 4 ก้อนพอนั่งเล่นได้ค่ะ แต่จะให้นั่งเล่นชิลๆ เอนกายหน่อยถ้าจะไม่ไหว ^^ โดยพื้นที่นั่งเล่นนี้ก็เป็นพื้นที่ Outdoor เหมือนกันนะคะแค่มีตกแต่งด้านบนเป็นระแนงยื่นออกมานิดหน่อย

เข้ามาด้านใน Lobby โครงการกันค่ะ ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามกับสวนนะคะ ตัว Lobby นี้จะเปิดประตูอยู่ตลอดในช่วงกลางวัน ส่วนตอนเย็นในส่วน Lobby จะเปิดแอร์ให้ลูกบ้านมานั่งเล่นตากแอร์ได้

ภายใน Lobby โครงการ ตกแต่งออกมาในสไตล์เรียบหรู โดยใช้โทนสีดำ – ขาว และลูกเล่นสีทองค่ะ มีชุดโซฟาขนาดใหญ่จัดไว้ด้านข้างสำหรับเป็นพื้นที่นั่งคอยหรือรับรองแขกค่ะ

ฝั่งตรงข้ามโซฟา เป็นจุดสแกนเข้าไปในส่วนของโถงลิฟต์เพื่อที่จะขึ้นไปส่วนชั้นพักอาศัยค่ะ

มาดูที่โถง Lobby กันต่อนะคะ ลักษณะของโถง Lobby นี้เป็นแบบ Triple Floor ทำให้โถงนี้ดูโปร่งโล่ง และมีความโอ่อ่ามากขึ้น รวมไปถึงด้านบนที่เป็นกระจกใสช่วยน้ำแสงธรรมชาติเข้าสู่โถงได้ดีด้วยค่ะ ด้านข้างของโถงนี้มีบันไดขึ้นได้ 3 ชั้น โดยทั้ง 3 ชั้นนี้จะเป็นชั้นส่วนกลาง คือชั้น 2 เป็นส่วนทางเข้าที่จอดรถและห้องซักรีด ส่วนชั้น 3 เป็นส่วน Facilities หลักของโครงการค่ะ

ขึ้นมาที่ชั้น 2 จะเป็นชั้นจอดรถ เมื่อลงมาจากโถงลิฟต์แล้วก็สามารถออกไปยังบริเวณที่จอดรถได้เลย และอีกด้านมีห้องซักรีดอยู่ใกล้ๆ ด้วย

บรรยากาศภายในห้องซักรีดค่อนข้างใหญ่พอสมควรและดูโปร่งโล่งไม่ทึบเพราะมีช่องหน้าต่างด้านข้างด้วย ภายในมีทั้งเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าแบบหยอดเหรียญ ใครมาซักวันธรรมดาก็ไม่ต้องต่อคิวมากนัก แต่คิดว่าวันหยุดเสาร์-อาทิตย์คงมีตะกร้าเรียงรอคิวกันแน่ๆ ^^

ชั้น 3 เป็นชั้น Facilities หลักและยังเป็นชั้นพักอาศัยด้วย ซึ่งก็ไม่ต้องกังวลในเรื่องความไม่เป็นส่วนตัวในชั้นนี้ถึงแม้ว่าลูกบ้านทุกคนจะสามารถขึ้น-ลงชั้นนี้ได้ เพราะส่วนห้องพักอาศัยนั้นทางโครงการได้กั้นประตูทางเข้าไว้ให้เรียบร้อยสำหรับลูกบ้านในชั้นนี้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นค่ะ  ส่วน Facilities ในชั้นนี้ที่ได้คือ สระว่ายน้ำ ระบบเกลือ แยกสระเด็กและสระผู้ใหญ่ Fitness พื้นที่นั่งเล่นแบบ Semi-Outdoor ค่ะ

เราขึ้นมาที่ชั้น 3 จากโถงลิฟต์กันค่ะ โดยก่อนที่จะเข้าสู่ส่วน Facilities นี้จะมีประตูกั้นให้สแกนบัตรก่อนนะคะ

เลี้ยวขวามาเป็นทางเดินรอบล้อม Lobby ด้านล่างค่ะ ด้านข้างทางเดินเป็นกระจกใสมองออกไปเห็นสระว่ายน้ำด้านนอก ซึ่งข้อดีของกระจกใสอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้คือเรื่องแสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามาภายใน Lobby ช่วยให้ Lobby ดูสว่างและโปร่งโล่งมากขึ้น

ก้มลงไปมองจากทางเดินชั้น 3 จะเห็น Lobby ชั้นล่างแบบนี้ค่ะ

ออกมาจะเจอกับสระว่ายน้ำก่อนนะคะ สำหรับสระว่ายน้ำนี้เป็นสระระบบเกลือแบบ Outdoor โดยสระแบ่งออกเป็น 2 สระ คือ สระเด็กและสระผู้ใหญ่ ด้านข้างวาง Day Bed ให้เผื่อใครอยากนอนอาบแดดชิลๆ และอีกด้านเป็นศาลานั่งเล่นแยกเป็นจุดๆ ให้เผื่อใครอยากได้ความเป็นส่วนตัวหน่อย ขนาดของสระว่ายน้ำนี้ค่อนข้างใหญ่พอสมควรน่าจะเพียงพอกับการใช้งานค่ะ

หันกลับมาอีกด้านนะคะ สุดทางสระว่ายน้ำจะเป็นส่วนห้องพักอาศัยแล้ว ซึ่งในชั้นนี้ก็มีห้องพักอาศัยเช่นเดียวกันค่ะ โดยห้องที่หันมาทางสระว่ายน้ำนี้จะถูกกั้นด้วยไม้พุ่มสูงขึ้นมาหน่อยเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับห้องพักในชั้นนี้มากขึ้น แต่ก็จะเสียวิวสระไปครึ่งนึงเช่นเดียวกัน หากใครอยากได้วิวสระว่ายน้ำจากในห้องสำหรับชั้นนี้คงต้องยืนดูวิวจากในห้องแทนค่ะ ส่วนห้องที่ได้วิวสระว่ายน้ำชัดๆ เลยก็จะเป็นชั้นที่สูงขึ้นไปประมาณ 2-3 ชั้นค่ะ

ตรงข้ามสระว่ายน้ำใต้อาคารมีพื้นที่นั่งเล่นขนาดไม่ใหญ่มาก วางชุดโซฟาให้ 2 ชุด

ติดกับสระเป็นห้องฟิตเนส ภายในมีเครื่องเล่นประมาณ 8 เครื่อง, โซนเวท และโซนโยคะค่ะ ลักษณะห้องฟิตเนสกั้นด้วยกระจกใสทั้ง 4 ด้าน ดูโปร่งโล่งและส่วนฝั่งเครื่องเล่นจะได้วิวในสระว่ายน้ำดูเพลินๆ ขณะออกกำลังกายด้วย จริงพื้นที่ยังเหลืออีกเยอะมากเลยถ้าเครื่องเล่นไม่พอตอนประชุมลูกบ้านก็ให้นิติจัดซื้อมาติดตั้งเพิ่มก็ได้นะคะ จะได้ไม่ต้องรอคิวกันนานเวลาคนมาเล่นพร้อมกันเยอะๆ

ชั้น 4  เป็นชั้นพักอาศัยทั้งหมดแต่จะมีเพียงครึ่งชั้นค่ะ โดยจำนวนยูนิตในชั้นนี้มีทั้งหมด 14 ยูนิต ซึ่งมีความหนาแน่นน้อยกว่าในชั้นอื่นๆ อยู่ครึ่งนึง ซึ่งใครที่ชอบความเป็นส่วนตัวหน่อยและไม่เน้นวิวมุมสูง ห้องพักชั้นนี้ก็เป็นคำตอบที่ดีค่ะ ส่วนใครที่อยากได้วิวสระว่ายน้ำแบบเต็มๆ เห็นชัดจากห้องพักเลยก็จะเป็นห้องพักในฝั่งซ้ายที่ติดสระว่ายน้ำเลยค่ะ

5_b2

ชั้น 5-35 เป็นชั้น Typical Floor Plan ลักษณะผังเป็นรูปตัว L โอบล้อมสระว่ายน้ำไว้ ตำแหน่งโถงลิฟต์อยู่ตรงผังตัว L ทำให้แบ่งโซนได้เป็น 2 โซนหลักๆ คือปีกซ้ายและปีกขวาค่ะ ซึ่งการวางตำแหน่งโถงลิฟต์ไว้ตรงกลางนี้ข้อดีคือช่วยร่นระยะทางเดินของห้องพักทั้ง 2 ฝั่งได้ดีและยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวในแต่ละโซนให้มากขึ้นค่ะ สำหรับชั้น Typical Floor Plan นี้มีจำนวนยูนิตต่อชั้น 29 ยูนิต และมีอัตราส่วนลิฟต์อยู่ที่ 307.67 : 1 ถือว่ามีความหนาแน่นเยอะเลยค่ะ ลองมองภาพว่าในช่วงเวลาเช้า-เย็นที่ทุกคนมักจะใช้ลิฟต์โดยสารพร้อมๆ กันคงจะต้องคอยนานพอสมควรเลย เพราะลิฟต์ตัวนึงใช้รองรับลูกบ้านจาก 300 กว่าห้อง

ขึ้นมาที่โถงลิฟต์ชั้นพักอาศัยกันนะคะ บริเวณโถงค่อนข้างสว่างเพราะได้หน้าต่างบานใหญ่ ช่วยให้แสงธรรมชาติส่องผ่านเข้ามาได้ดี

ลิฟต์โดยสารเป็นลิฟต์แบบล็อกชั้นนะคะ ซึ่งลูกบ้านต้องสแกนบัตรด้านล่างก่อน และจะสามารถกดชั้นได้เฉพาะชั้นห้องพักตัวเองและชั้นที่เป็นชั้น Facilities ค่ะ

บรรยากาศโถงทางเดินสว่างดีค่ะ นอกจากแสงธรรมชาติที่ได้จากหน้าต่างสุดทางเดินแล้ว ทางโครงการก็เปิดไฟทางเดินให้ด้วยค่ะ แม้จะเป็นตอนกลางวันก็ตาม

ด้านข้างโถงทางเดินมีตะแกรงเพื่อระบายน้ำให้ตลอดทางเลย

ขึ้นมาที่ชั้น 35 นะคะ ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของชั้นพักอาศัย ในชั้นนี้มีจากโถงลิฟต์จะมีการกั้นประตูให้สแกนเข้าส่วนห้องพักอาศัยอีกที เนื่องจากลูกบ้านที่จะขึ้นไปชั้นดาดฟ้านี้จะต้องขึ้นจากชั้นนี้แล้วเดินขึ้นบันไดหนีไฟอีกทีค่ะ

ชั้นดาดฟ้าหรือ Roof Garden มีสนามหญ้าอยู่ตรงกลางและมีทางเดินล้อมรอบ ไม่ได้จัดพื้นที่นั่งเล่นไว้ให้ค่ะ ดูแล้วเป็น Roof Garden ที่ค่อนข้างเงียบไปหน่อย

อีกฝั่งของ Roof Garden เป็นพื้นที่ลานโล่งๆ ค่ะ ใครอยากมารับลมเงียบๆ ก็มาเดินเล่นที่ชั้นดาดฟ้าได้อยู่นะ ^^

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะคะ

เดี๋ยวเราไปดูวิวในแต่ละทิศกันค่ะ ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง

ทิศ A หรือทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นทิศที่หันไปทางแยกคลองตัน วิวที่ได้นั้นจะเป็นวิวอาคารสูงสลับกับอพาร์ทเม้นท์หลากสี มองไประยะไกลหน่อยจะได้วิวอาคารสูงบนถนนสุขุมวิทเป็นพื้นหลังค่ะ

ทิศ B หรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศนี้จะค่อนข้างโล่งไม่มีตึกสูงในระยะใกล้ๆ จุดเด่นของวิวทิศนี้คงจะหนีไม่พ้นวิวของทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ซึ่งมีความยาวสุดลูกหูลูกตา ในตอนกลางคืนก็จะเห็นไฟตลอดเส้นสายของถนนทางด่วนค่ะ ส่วนรอบข้างจะเป็นชุมชนริมคลองและมีพื้นที่สีเขียวให้เห็นอยู่บ้างค่ะ

ทิศ C หรือทิศเหนือ ที่หันไปทางถนนประดิษฐ์มนูธรรมจะค่อนข้างสงบพอสมควรค่ะ จากที่เห็นคือจะได้วิวเป็นพื้นที่สีเขียวค่อนข้างเยอะ สบายตาดีค่ะ แต่กลับกันในช่วงกลางคืนก็จะมืดไปเลยแตกต่างกับวิวของทิศ A และ B ที่จะมีสีสันในช่วงกลางคืนจากไฟบนท้องถนนและตึกสูงบ้าง

ทิศ D หรือทิศตะวันออกเฉียงใต้ หันหน้าไปทางพัฒนาการ-ศรีนครินทร์ วิวที่ได้จะค่อนข้างโปร่งโล่ง เรียบๆ ไม่มีตึกสูงค่ะ ด้านข้างมีถนนพระราม 9 และทางด่วนศรีรัชให้เห็นเป็นสีสันบ้างในช่วงกลางคืน

ทิศ E หรือทิศใต้ วิวจะคล้ายคลึงกับทิศ D เพราะหันไปทางย่านพัฒนาการเช่นเดียวกัน วิวที่ได้ก็จะโปร่งโล่งสบายตาเช่นเดียวค่ะ แตกต่างตรงวิวด้านข้างได้วิวเป็นถนนทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ซึ่งก็ช่วยให้วิวในทิศนี้ไม่เงียบเหงาในช่วงกลางคืน เพราะยังได้สีสันจากไฟบนถนนอยู่ค่ะ

 

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • สระว่ายน้ำ 2 สระ ระบบเกลือ แบ่งสระเด็กลึก 0.6 เมตร สระผู้ใหญ่ลึก 1.2 เมตร
  • ห้องออกกำลังกาย 1 ห้อง ใส่เครื่องออกกำลังกายประมาณ 8 เครื่อง
  • ลิฟท์โดยสาร 3 ตัวต่อหนึ่งอาคาร
  • ลิฟท์ Service 1 ตัว
  • อัตราส่วนลิฟท์ 307.67 : 1
  • ที่จอดรถ 426 คัน ไม่รวมจอดซ้อนคัน คิดเป็น 46.15%
  • ระบบ CCTV / Access Card
  • Proxy Lift


Product Walkthrough

เนื่องจากตัวโครงการนั้นขายหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นรูปแบบการขายจึงขึ้นอยู่กับเจ้าของที่นำมา Re-sale นะคะ ซึ่งจะแตกต่างกันไป ทั้งสภาพของห้อง เฟอร์นิเจอร์ห้อง และเรื่องราคาที่เจ้าของได้ตั้งขึ้นมา ดังนั้นรีวิวฉบับนี้จะขอนำภาพห้องตัวอย่างที่ทางโครงการเคยตกแต่งไว้มาให้ดูกันนะคะ

เริ่มจากห้อง Studio ที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอย 25-26 ตร.ม. ลักษณะของแปลนห้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส การจัดวางฟังก์ชันภายในห้องค่อนข้างลงตัว ใช้งานได้จริง เข้ามาถึงจะเป็นส่วนครัว ซึ่งกั้นเป็นครัวปิดให้เรียบร้อยเป็นสัดเป็นส่วนดี เข้ามาด้านในจะเจอพื้นที่นั่งเล่นที่เชื่อมกับพื้นที่เตียงนอนที่อยู่ด้านหลัง การวางโซฟาแบบนี้ก็ช่วยกั้นพื้นที่เตียงนอนไปได้บ้างในตัว รวมทั้งส่วนเตียงนอนที่หันมาด้านนี้ก็ทำให้สามารถนอนดูทีวีได้ด้วยค่ะ ส่วนด้านข้างมีพื้นที่ให้วางตู้เสื้อผ้าได้เล็กน้อย และมีพื้นที่ติดริมหน้าต่าง ซึ่งสามารถตั้งโต๊ะบาร์และเก้าอี้สตูลจัดเป็นพื้นที่รับประทานอาหารได้ หรือจะจัดเป็นพื้นที่ทำงานได้ค่ะ

เริ่มต้นจากหน้าประตูห้องนะคะ บานประตูมีขนาดใหญ่ใช้วัสดุ HDF ผิวลามิเนต ด้านข้างติดป้ายหมายเลขหน้าห้องและกริ่ง ส่วนด้านล่างก่อธรณีพร้อมปูกระเบื้องให้เรียบร้อย ข้อดีคือช่วยกันฝุ่นจากโถงหน้าห้องได้ดีและอายุการใช้งานของกระเบื้องที่คงทนกว่าการจบด้วยไม้สำเร็จรูปค่ะ

มือจับสแตนเลสก้านโยกและตัวล็อกด้านล่างแบบมาตรฐาน

เข้ามาจะเป็นพื้นที่ครัวนะคะ ซึ่งมีประตูบานเลื่อน 2 บานกั้นพื้นที่ระหว่างห้องครัวและพื้นที่ภายในห้อง สามารถทำอาหารหนักได้สบาย และไม่มีกลิ่นไปรบกวนภายในห้องค่ะ รวมทั้งภายในห้องครัวนี้ปูด้วยกระเบื้องเซรามิกขนาด 30 x 30 ซม.ให้เพื่อให้งานต่อการทำความสะอาดค่ะ

Pantry ครัวพร้อมตู้ลอยที่ได้จากโครงการ Top ใช้วัสดุ Particle และ Soft Closed ทั้งหมด พร้อม Sink และ Hob & Hood จาก Hafele ค่ะ ส่วนระบบดูดควันนี้เป็นแบบ Exhausted หรือต่อท่ออกไปด้านนอก ซึ่งสามารถระบายอากาศได้ดีเมื่อเทียบกับระบบหมุนเวียน ฝั่งตรงข้ามมีพื้นที่วางตู้เก็บของหรือวางตู้รองเท้าได้และมีพื้นที่เหลือด้านข้างไว้สำหรับวางตู้เย็นขนาดเล็ก – กลาง

ถัดจากห้องครัวจะเจอส่วนพื้นที่นั่งเล่นก่อนนะคะ แต่จะใช้พื้นที่เชื่อมกับพื้นที่เตียงนอน เนื่องจากเป็นห้อง Studio แต่ด้วยการจัดวางแบบนี้ทำให้พื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่เตียงนอนต่างได้รับแสงธรรมชาติเข้าถึง ซึ่งจะรู้สึกโปร่งโล่งมากกว่าเมื่อเทียบความแตกต่างกับห้อง Studio แบบหน้าแคบลึก

ขนาดโซฟาที่วางได้ประมาณ 2 ที่นั่งค่ะ ด้านหลังมีพื้นที่เหลืออีกเล็กน้อย สามารถวางโต๊ะวางของได้

มาที่พื้นที่เตียงนอนกันบ้าง ขนาดเตียงที่เหมาะสมคือ 5 ฟุต เพราะจะมีพื้นที่เหลือด้านข้างไว้สำหรับวางตู้เสื้อผ้าได้ ส่วนที่วางจักรยานนี้นั้นจะเป็นมุมที่ติดกับหน้าต่างค่ะ ซึ่งมีพื้นที่พอสมควรนะคะ สามารถจัดวางโต๊ะบาร์ เก้าอี้สตูลเป็นส่วนรับประทานอาหารชมวิวได้ด้วย หรือจะวางโต๊ะทำงานบริเวณนี้ก็จะได้มุมทำงานเล็กๆ ในห้องขนาดเพียง 25-26 ตร.ม. ด้วย

ในส่วนพื้นที่ซักล้างติดกับพื้นที่นั่งเล่นกั้นด้วยประตูบานเลื่อน 3 ตอน ทำให้เปิดได้กว้างดีค่ะ

ขนาดระเบียงเมื่อวางเครื่องซักผ้าไปแล้วจะเหลือพื้นที่ประมาณ 1.1 x 1.5 ม. ไว้สำหรับเป็นพื้นที่ซักล้างหรือใช้ตากผ้า และด้วยขนาดเท่านี้ถือว่าค่อนข้างน้อยไปหน่อยสำหรับการใช้งานจริงค่ะ ซึ่งเราสามารถแก้ปัญหาได้บ้างอย่างการติดราวบาร์แขวนผ้าแทนการใช้ที่แขวนแบบตั้งพื้นเพื่อให้มีพื้นที่ด้านล่างสามารถซักล้างได้ด้วย

พื้นระเบียงลดระดับลงมาเล็กน้อย และมีธรณีไม่สูงมากค่ะ

ด้านบนเครื่องซักผ้าเป็นที่วางคอมเพรสเซอร์แอร์เป่ามาด้านข้าง และอีกด้านติดดวงโคมผนังให้เรียบร้อย สำหรับการจัดเฟอร์นิเจอร์ของห้องตัวอย่างนั้นจัดให้พื้นที่ระเบียงนี้มีโต๊ะเก้าอี้เล็กๆ สามารถนั่งอ่านหนังสือชิลๆ ได้ แต่ในการใช้งานจริงแล้วส่วนใหญ่ลูกบ้านคงจะใช้เป็นพื้นที่ซักล้างมากกว่าค่ะ

เข้ามาดูห้องน้ำกันบ้างนะคะ ในส่วนของห้องน้ำนี้แยกเป็นส่วนเปียกและส่วนแห้งเรียบร้อย สุขภัณฑ์ที่ใช้เป็น American Standard ทั้งหมด พื้นปูด้วยกระเบื้องเซรามิก 30 x 30 ซม.

ส่วนพื้นห้องน้ำลดระดับลงไปเล็กน้อย

ส่วนพื้นที่ห้องน้ำได้ฉากกั้นกระจก 3 ตอนแบบนี้ค่ะ และด้านล่างก่อธรณีเล็กน้อย ภายในได้ฝักบัวสายอ่อนพร้อมชั้นวางของ

ฝั่งตรงข้ามฝักบัวก่อ Low Wall เป็นพื้นที่นั่งอาบน้ำได้ค่ะ

ถัดมาเป็นห้อง 1 Bedroom ขนาด 28.50 – 30.50 ตร.ม.ค่ะ สำหรับห้องนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อยจากห้องแบบ Studio นะคะ การจัดวางก็จะเป็นสัดส่วนมากกว่า ซึ่งจากขนาดห้องและฟังก์ชันนี่เป็นไซส์ที่เหมาะกับการอยู่อาศัยแบบ 2 คน เนื่องจากขนาดและฟังก์ชั่นต่างๆนั้นลงตัวสำหรับการอยู่ 2 คนมากกว่าห้องขนาด 25-26 ตร.ม.พอสมควร ลักษณะแปลนห้องเป็นแบบหน้าแคบลึก จัดวางฟังก์ชันห้องครัวและห้องนอนอยู่ภายนอกได้รับแสงธรรมชาติ และแก้ปัญหาพื้นที่ห้องนั่งเล่นที่อยู่ด้านในด้วยการกั้นประตูครัวเป็นประตูบานเลื่อนกระจกเพื่อให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาถึงด้านในส่วนนั่งเล่น ทำให้ห้องไม่อึกอัดและดูมืดทึบเกินไปค่ะ

เข้ามาจะเป็นพื้นที่นั่งเล่นก่อนนะคะ สำหรับการวางชุดโซฟาสามารถวางขนาด 2-3 ที่นั่งได้ค่ะ ติดกับพื้นที่นั่งเล่นเป็นห้องครัวที่กั้นด้วยประตูบานเลื่อนกระจกและ Bay Window ด้านข้างด้วย

ดูกันชัดๆค่ะ สำหรับครัว ส่วนนี้ถือเป็นจุดเด่นของห้อง Type นี้ โดยทางโครงการจะกั้นพื้นที่ด้วยประตูบานเลื่อนกระจก ซึ่งทำให้แสงธรรมชาติสามารถผ่านเข้ามาจากระเบียง ผ่านเข้ามาได้ถึงห้องนั่งเล่น ดูโล่งๆ และดูวิวภายนอกจากโซฟาได้ด้วย ส่วนครัวและรับประทานอาหารอยู่ด้วยกัน เป็นสัดส่วนดีและไม่สกปรก พื้นห้องนั่งเล่นปูลามิเนต ส่วนห้องครัวปูกระเบื้องง่ายต่อการทำความสะอาด

ด้านข้างโซฟามีพื้นที่เหลือเล็กน้อยสามารถทำชั้นวางขนาดใหญ่ได้ หรือจะใช้พื้นที่ด้านข้างโซฟาวางโคมไฟก็ได้ค่ะ

Pantry ได้เหมือนกับห้องที่แล้วค่ะ คือ Top Particle, Sink และ Hob & Hood จาก Hafele

ด้านข้างมีพื้นที่ว่างสำหรับวางโต๊ะรับประทานอาหารเล็กๆ สำหรับ 2 ที่นั่งค่ะ

เข้ามาที่ห้องนอนนี้จะติดกับกระจกบานใหญ่ชมวิวภายนอกได้ดี ส่วนขนาดเตียงที่เหมาะสมกับห้องคือขนาด 5 ฟุตค่ะ

ด้านข้างมีพื้นที่เหลือวางตู้เสื้อผ้าขนาดประมาณ 2 บานประตูได้ค่ะ แนะนำว่าให้ซื้อเป็นตู้เสื้อผ้าแบบบานเลื่อนนะคะ เพราะจะได้ไม่ไปกินพื้นที่ทางเดินเวลาเปิด – ปิด ตู้เสื้อผ้า ทำให้สะดวกในการใช้งานกว่าเยอะเลย

ปลายเตียงมีพื้นที่เหลือให้เดินได้เล็กน้อย ใครอยากติดทีวีก็สามารถแขวนทีวีที่ผนังได้เลยค่ะ แต่ไม่แนะนำให้ Built – in ชั้นวางทีวี เพราะจะไปกินพื้นที่ทางเดินหมด

ส่วนห้องน้ำนั้นเหมือนกับห้อง Studio เลยค่ะ ทั้ง สเป็ค ยี่ห้อสุขภัณฑ์ และการจัดวาง

ส่วนระเบียงขนาดเล็กพอๆ กับห้องแบบ Studio เลยค่ะ มีพื้นที่ในการใช้งานไม่มาก

ด้านข้างซ้ายวางเครื่องซักผ้า และแขวนคอมเพรสเซอร์แอร์อยู่ด้านบน มีระแนงเหล็กสีดำกั้นบังสายตา และด้านขวาติดดวงโคมผนังให้เรียบร้อยเช่นเดียวกับห้องแบบ Studio

มาดูห้อง Studio อีกแบบกันนะคะ สำหรับห้องนี้มีขนาดพื้นที่ใช้สอย 26.50 ตร.ม. ซึ่งจะแตกต่างจากห้อง Studio ขนาด 25 – 26 ตร.ม. ตรงที่ได้ขนาดพื้นที่ระเบียงใหญ่เพิ่มขึ้นมาหน่อยค่ะ ทำให้ระเบียงซักล้างนี้สามารถใช้งานได้มากขึ้น

ห้อง 2 Bedroom ขนาด 49 ตร.ม. เป็นห้องที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโครงการค่ะ ลักษณะแปลนเป็นแบบหน้ากว้าง โดยจัดฟังก์ชันห้องนอนทั้ง 2 ห้อง และห้องครัวให้อยู่ติดกับภายนอกได้รับแสงธรรมชาติ ส่วนห้องนั่งเล่นที่เชื่อมกับพื้นที่รับประทานอาหารนี้ก็จะได้แสงธรรมชาติเช่นกันนะคะ จากส่วนครัวที่ถูกกั้นพื้นที่ด้วยประตูกระจกบานเลื่อนค่ะ ส่วนที่แปลกของแปลน Type นี้คือส่วนห้องครัว ซึ่งใช้ร่วมกับระเบียงซักล้างด้วยค่ะ ลักษณะจะเป็นห้องแบบ Double Door คือสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ส่วนนี้ให้เป็นพื้นที่เปิดหรือพื้นที่ปิดก็ได้ค่ะ ซึ่งข้อดีก็คือการระบายอากาศ แต่ข้อเสียคือไม่เป็นสัดส่วนและไม่สะดวกในการใช้งานทั้งส่วนครัวและส่วนซักล้างค่ะ

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะคะ

 

ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 14 June 2016

  • เนื่องจากเป็นโครงการที่ขายหมดและโอนกันหมดแล้วนะคะ ดังนั้นต้องซื้อต่อจากเจ้าของเดิม ทำให้ราคาก็จะค่อนข้างหลากหลายขึ้นอยู่กับทำเลห้องได้อยู่ชั้นสูงหรือชั้นล่าง ตกแต่งครบ ความพอใจราคาจากการตกลงกันระหว่างคนซื้อและคนขายราคาต่อตารางเมตรในปัจจุบัน ปี 2016 จะอยู่ที่ประมาณ 85,000-110,000 บาท สำหรับห้องที่ขายมีตั้งแต่ Fully Fitted ไปจนถึง Fully Furnished ค่ะ

  • เพดานสูง 2.5 เมตร
  • Kitchen & Sink
  • Hob & Hood
  • ค่าส่วนกลาง 35 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ

 

เจาะลึกรวบยอด

ทำเลโครงการ The Base พระราม 9 – รามคำแหง อยู่ติดแยกรามคำแหงซึ่งเป็นคอนโดประเภทที่ไม่ได้อิงตามแนวรถไฟฟ้าแต่เป็นแนวติดถนนหลักทั้ง 2 สาย คือถนนรามคำแหงและถนนพระราม 9 ซึ่งอยู่ตรงแยกพอดีถือเป็นทำเลที่เขยิบออกมาจากโซนใจกลางพระราม 9 ช่วงแยกพระราม 9 – แยกอ.ส.ม.ท. ออกมา ซึ่งก็จะมีความอุดมสมบูรณ์และความเจริญน้อยลงมาหน่อย แต่ก็ Trade-Off กันไปกับเรทราคาที่ต่ำลงมาจากใจกลางพระราม 9 ทำให้พอหยิบจับได้ง่ายขึ้น และในรัศมีไม่เกิน 1 กม. ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์พอสมควรค่ะ เพราะมีทั้งห้างสรรพสินค้าอย่างเดอะมอลล์ ราม, ฟู้ดแลนด์ ซึ่งอยู่ในระยะเดินได้สบายๆค่ะ เลยไปหน่อยก็จะเป็นแถวหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงและกกท.ที่จะมีร้านค้าและเต้นท์อาหารตั้งกันตามริมถนนอย่างคึกคักในช่วงเย็นไปจนดึก

การเดินทางด้วยรถยนต์ถือว่าสะดวกทีเดียวค่ะ เพราะอยู่บริเวณแยกจุดตัดถนนใหญ่อย่างรามคำแหงและพระราม 9 รวมทั้งไม่ไกลจากแยกคลองตันมากนักทำให้มีตัวเลือกในการเดินทางเข้าเมืองได้หลากหลาย และยังอยู่ไม่ห่างจากทางด่วนทั้งทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์และทางด่วนศรีรัชอีกด้วยแต่ก็เป็นข้อเสียในตัวคือจะมีผลภาวะทางเสียงกับฝุ่นควันเยอะหน่อย ส่วนการเข้าออกโครงการก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนักยกเว้นการเข้าโครงการจากฝั่งรามคำแหงขาออกเพราะต้องไปกลับรถแต่ยังดีที่มีจุดยูเทิร์นอยู่ในระยะไม่ไกลจุดแรกคือใต้สะพานบนเส้นพระราม 9 หรือจุดที่ 2 ตรงข้ามแยกรามคำแหงไปกลับรถที่การไฟฟ้าก็ได้ ส่วนที่จอดรถมีให้ 46% ถือว่าน้อยไปสำหรับโครงการที่เน้นการใช้รถนะคะ

การเดินทางโดยพึ่งพิงระบบสาธารณะ อย่าง Airport Rail Link นั้นถือว่าไกลเลยระยะเดินไปหน่อยประมาณ 750 ม.และยังต้องข้ามถนนใหญ่ 4 เลนตรงแยกรามคำแหงอีกด้วย หากเทียบกับโครงการเพื่อนบ้านในทำเลเดียวกันในเรื่องของระยะและความสะดวกสบายในเดินทางไปขึ้น Airport Rail Link ถือว่าสะดวกน้อยสุดค่ะ แต่ก็ Trade-Off กับการเดินทางด้วยรถยนต์ที่สะดวกที่สุดเมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆในทำเลนี้ค่ะ นอกจากนี้การเดินทางด้วยแท็กซี่หรือพี่วินก็สะดวกดีทีเดียวค่ะ เพราะมีพี่วินคอยให้บริการอยู่หน้าโครงการเลย อีกทั้งโครงการตั้งอยู่ติดกับถนนใหญ่ไม่ได้ลึกเข้าไปในซอยทำให้เรียกแท็กซี่ได้ง่ายและไม่เปลี่ยวค่ะ

การออกแบบโครงการถือว่าออกแบบมาได้ดีนะคะ ด้วยการจัดผังอาคารเขยิบออกมาจากถนนใหญ่ (Set Back) นอกจากเรื่องของกฎหมายที่เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้น รวมทั้งลดมลภาวะทางเสียงและฝุ่นควันที่มาจากท้องถนน ส่วนด้านข้างที่ติดกับอพาร์ทเม้นท์สูง 10 ชั้นในระยะประชิดก็นำสระว่ายน้ำมาคั่นกลางระหว่างห้องพักอาศัยทำให้ห้องชั้นล่างๆ ที่ใกล้กับอพาร์ทเม้นท์ได้วิวสระว่ายน้ำแทนการถูกบล็อกวิว รวมทั้งห้องในทิศตะวันตก ซึ่งจะเป็นห้องที่ได้รับแดดร้อนในช่วงบ่ายๆ และทำให้อมความร้อนไปจนถึงเย็นนั้นก็ถูกออกแบบมาให้เกิดเงา (Shade&Shadow) เพื่อให้เกิดร่มเงาจากอาคารอีกฝั่ง ช่วยลดความร้อนมาได้ระดับนึง

ส่วนในเรื่องของความหนาแน่นนี้ถือว่าค่อนข้างสูงนะคะ จากจำนวนยูนิตต่อชั้นที่ 29 ยูนิตและมีอัตราส่วนลิฟต์อยู่ที่ 307.67 : 1 สำหรับห้องในโครงการเน้นห้องขนาดกระทัดรัด (compact) โดยมีขนาดตั้งแต่ 25-49 ตร.ม. การออกแบบภายในห้องจัดวางฟังก์ชันได้เป็นสัดส่วนลงตัวดีค่ะ เด่นในเรื่องการออกแบบส่วนครัวที่จะได้เป็นครัวปิดในทุก Type ค่ะ

วัสดุที่ได้เมื่อเทียบกับราคาช่วง Pre-Sale ถือว่าได้วัสดุมาตรฐานที่ดีค่ะ สมราคา โดยรูปแบบการตกแต่งห้องแบบ Fully Fitted ฝ้าเพดานสูง 2.5 ม. พื้นลามิเนต และพื้นครัวเป็นกระเบื้องเซรามิก 30 x 30 ซม. ทำความสะอาดง่าย ได้ประตูบานเลื่อนกระจกกั้นส่วนครัวเรียบร้อย, Pantry Top Particle พร้อม Sink และ Hob & Hood แบบ Exhausted จาก Hafele สุขภัณฑ์ห้องน้ำจาก American Standard ค่ะ

สำหรับสาธารณูปโภคในปัจจุบันอยู่ในความดูแลและการบริหารงานจากนิติบุคคลที่จ้างมาจากบริษัท Smart ซึ่งจากที่เข้าไปเก็บข้อมูลโครงการจะเห็นว่ามีการดูแลและการบริหารจัดการค่อนข้างดีทีเดียวค่ะ ส่วนสาธารณูปโภคที่ได้ถือว่าให้มาพอสมควรเมื่อเทียบกับ Segment MAIN – UPPER โดยมีสระว่ายน้ำ, Fitness, และพื้นที่สีเขียวในชั้นล่างและชั้นดาดฟ้า

 

Judgement

เนื่องจากเป็นโครงการที่ขายหมดแล้ว ซึ่งปัจจุบันรูปแบบการขายเปลี่ยนแปลงเป็นแบบ Re-sale ซึ่งค่อนข้างมีความแตกต่างกันไปทั้งเรื่องของวัสดุ การตกแต่งภายในห้อง รวมทั้งเรื่องของราคาที่ค่อนข้างหลากหลายขึ้นอยู่กับทำเลห้องได้อยู่ชั้นสูงหรือชั้นล่าง ตกแต่งครบ ความพอใจราคาจากการตกลงกันระหว่างคนซื้อและคนขาย ดังนั้นจึงไม่สามารถให้คะแนนในรีวิวนี้ได้ค่ะ

 

BOTTOM LINE

The BASE พระราม9 – รามคำแหง เหมาะกับคนพื้นที่ หรือทำงานในละแวกใกล้เคียง พระราม 9 – รามคำแหง – เพชรบุรี เดินทางด้วยรถยนต์เป็นส่วนใหญ่ และใช้รถไฟฟ้าบ้าง พร้อมเข้าอยู่ มีห้องครัวเป็นสัดส่วนทำอาหารหนักได้ มีงบประมาณในราคา 2.1 – 5.4 ล้านบาท หรือมีกำลังผ่อนต่อเดือนประมาณ 15,000 – 43,000 บาท

ถ้ามีความเห็นว่ารีวิวตัวนี้มีประโยชน์ ช่วยกด LIKE ให้หน่อยนะคะ จะได้มีกำลังใจในการทำรีวิวต่อไป

สมัครสมาชิกพร้อมรับข่าวสารเพิ่มเติม (คลิกที่นี่ )