img_1957

มานะพัฒนาการ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือนวรัตน์พัฒนาการ เตรียมลุยอสังหาเต็มสูบ เปิดเพิ่มทั้งแนวสูงแนวราบ 2 โครงการ มูลค่ารวม 1,600 ลบ. เผยปีนี้เป็นปีสำคัญในการกำหนดทิศทางของแบรนด์ของบริษัทอย่างชัดเจน ด้วยการเปิดตัว New Brand Direction : “DESIGNING LIFE’S FOUNDATION” เน้นการพัฒนาแบรนด์ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการเพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า  

นายพลพัฒ กรรณสูต  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และได้รับการยอมรับจากกลุ่มลูกค้าทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ด้วยการนำเทคโนโลยีชั้นสูงมาใช้ในงานก่อสร้าง ปัจจุบันเนาวรัตน์พัฒนาการ มีธุรกิจหลัก 3 ส่วน ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มธุรกิจผลิตเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงและผลิตภัณฑ์คอนกรีต และกลุ่มธุรกิจเหล็กแปรรูป จากประสบการณ์ในด้านการก่อสร้างที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะมองว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกธุรกิจบนพื้นฐานของการดำรงชีวิตซึ่งมีการเติบโตค่อนข้างสูงและต่อเนื่อง ทั้งยังสามารถสร้างรายได้และผลกำไรที่ดี ซึ่งเป็นโอกาสของบริษัทในการนำจุดแข็งของการก่อสร้างของเนาวรัตน์มาต่อยอด และสร้างโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติม สำหรับบริษัทมานะพัฒนาการ ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนถึง 800 ล้านบาท โดยจากนี้ไปจะเห็นว่ามานะพัฒนาการจะมีการทำงานแบบมุ่งพัฒนาทั้งด้านสินค้าและ แบรนด์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้สินค้าที่ตอบความต้องการของลูกค้าอย่างสูงสุด และได้แบรนด์ที่ลูกค้าต้องการอย่างลงตัว

นายปสันน สวัสดิ์บุรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มานะ พัฒนาการ จำกัด กล่าวเกี่ยวกับการกำหนดทิศทางของแบรนด์ (New Brand Direction) ของมานะพัฒนาการว่า สำหรับปีที่ผ่านมา เราใช้เวลาทั้งปีเพื่อวางแผนและศึกษาการวางทิศทางของแบรนด์มานะพัฒนาการ  และเราพบว่าสิ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เพราะเมื่อเราเข้าใจไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้นเท่าไร เราก็จะยิ่งเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายของเรามากเท่านั้น ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า สำหรับมานะพัฒนาการแล้ว แบรนด์ คือการคิดพัฒนาเพื่อให้ได้ที่อยู่อาศัยที่ตรงใจกับที่ผู้บริโภคต้องการ นอกจากนี้ เรายังต้องการสร้างสังคมที่ดีให้กับลูกบ้าน ทั้งยังรวมไปถึงการบริการหลังการขาย และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือเราต้องการเห็นลูกบ้านของเรามีความภูมิใจในแบรนด์ที่เขาเลือก รักและผูกพัน รวมถึงแนะนำให้เพื่อนเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกของมานะพัฒนาการ และนั่นคือ ผลสำเร็จของแบรนด์ที่เราตั้งไว้ โดยเรานิยาม New Brand Direction ของเราว่า “Designing Life’s Foundation” หรือมองรอบด้าน เพื่อชีวิต” 

จากการวาง New Brand Direction ของบริษัทฯ ส่งผลถึงวิธีการพัฒนาโครงการแต่ละโครงการให้สอดรับกับ New Brand Direction ซึ่งแยกเป็นแบรนด์ย่อย 3 โครงการ แบ่งเป็น

  1. Aspen Condo คอนโดสำหรับคนรุ่นใหม่ หรือคนที่เริ่มทำงาน
  2. Baranee Residence บ้านเดี่ยวสไตล์ Modern English เป็นแบรนด์ที่เปิดขึ้นมาใหม่ เพิ่มในเรื่องของความหรูหราเข้าไป
  3. Baranee Park บ้านเดี่ยว ซึ่งแบรนด์ดั้งเดิมของบริษัท แต่จะมีการปรับด้านดีไซน์ให้ใหม่ขึ้น

สำหรับในด้านแผนการดำเนินธุรกิจของ บจ.มานะ พัฒนาการ นายอภิชาติ รักช้าง กล่าวว่า ปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัท มานะ พัฒนาการ จำกัด มียอดขายรวมอยู่ที่ 455 ล้านบาท และมีรายรับจากยอดโอนกรรมสิทธิ์กว่า 100 ล้านบาท สำหรับเป้ายอดขายเราต้องการเติบโตจากปีที่แล้วประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 800 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายรายรับจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2560 ต้องการให้เติบโตขึ้น 6 เท่า หรือเท่ากับ 600 ล้านบาท โดยในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ 2 โครงการ คือ Aspen Condo Phase B มูลค่าโครงการ 750 ล้านบาท และ บารานี เรสซิเดนซ์ รังสิตคลอง3 มูลค่าโครงการ 850 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าโครงการใหม่กว่า 1,600 ล้านบาท  ซึ่งนอกจากแผนในด้านการพัฒนาโครงการแล้ว ในปีนี้บริษัทยังคงให้ความสำคัญในการสื่อสารการตลาดอย่างต่อเนื่องทุกช่องทาง เพื่อให้มานะ พัฒนาการ เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภค และตอกย้ำภาพลักษณ์ของผู้นำไลฟ์สไตล์ด้านที่อยู่อาศัยตาม New Brand Direction ของบริษัทฯ ซึ่งในแต่ละโครงการจะมีการพัฒนา Concept ให้มีความเป็นเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะของแต่ละโครงการเพื่อให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อสอบถามถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2560  นายอภิชาติกล่าวว่า ปี 2560 น่าจะเป็นช่วงของการฟื้นตัว โดยมุมมองของผู้ประกอบการจะเห็นว่ามีโอกาสที่ดีขึ้น และพร้อมที่จะนำเสนอสินค้าที่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง     ทำให้บรรดาผู้ประกอบการเริ่มทยอยเปิดตัวโครงการต่างๆ และจะกลับมาสร้างความคึกคักให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง โดยรวมแล้วภาคเอกชนยังคงมีความเชื่อมั่นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะอสังหาฯ จะยังคงเป็นสิ่งจำเป็นต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ยังคาดว่าภาคอสังหาริมทรัพย์จะยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องจากปัจจัยภายในประเทศต่างๆ ที่กำลังเข้าสู่สภาวะที่มั่นคงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาไปในทางที่ดี ทิศทางของการเมืองที่จะมุ่งสู่การเลือกตั้งตามโรดแมพของรัฐบาลส่วนด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผู้พัฒนาโครงการแต่ละรายก็จะต้องพยายามสร้างจุดขายที่แตกต่างและโดดเด่นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ตามสภาวะการแข่งขันที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง