หากพูดถึงทำเลที่ควรหลีกเลี่ยงในการซื้อบ้าน หลายคนคงนึกถึงโรงงานอุตสาหกรรม , คลังเก็บสารเคมี หรือแหล่งมลพิษทางกลิ่นและเสียง แต่ล่าสุดจากการสแกนพื้นที่ย่านใจกลางเมือง กลับพบ “Data Center” ผุดขึ้นกว่า 49 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ใกล้ทั้งแหล่งชุมชน , โรงพยาบาล และสถานศึกษา ทำให้หลายคนหันกลับมาตั้งคำถามว่า อาคารเหล่านี้คืออะไร  ส่งผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่รอบข้าง..? แล้วทำไมในประเทศไทยถึงต้องมี Data Center..?

จากกระแสข่าวที่เป็นประเด็นร้อน ไม่ได้ชวนให้ตั้งคำถามถึงแค่การมีอยู่ของ Data Center แต่พูดถึงที่มา การเกิดที่กระจายตัวอย่างไร้การควบคุมดูแล และแนวทางการจัดการที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นในอนาคต ซึ่งก่อนที่เราจะได้ข้อสรุปจากภาครัฐ วันนี้ Think of Living จึงอยากขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Data Center กันก่อน แล้วลองนึกภาพตามเล่นๆ ว่า หากอาคารนี้กำลังก่อสร้างติดรั้วบ้านของคุณ ทำเลนี้จะยังน่าอยู่อาศัยอีกหรือไม่..?

  • Data Center (ดาต้า เซนเตอร์) คืออะไร?
  • ผลกระทบของ Data Center ที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชน
  • Data Center ก่อสร้างได้อย่างไร?
  • เปิดพิกัด Data Center ทั่วกรุงเทพฯ และแนวทางการรับมือในอนาคต
  • เช็คก่อนซื้อ “Data Center ใกล้บ้าน” ควรเลี่ยงหรือไม่?

 


Data Center (ดาต้า เซนเตอร์) คืออะไร?

ถ้าจะให้อธิบายแบบง่ายๆ Data Center (ดาต้า เซนเตอร์) ก็คือ “โกดังเก็บข้อมูลขนาดยักษ์” ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับเซิร์ฟเวอร์และระบบคอมพิวเตอร์จำนวนมากไว้ในที่เดียวกัน โดยหน้าที่ของ Data Center ก็คือ จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลกิจกรรมบนโลกอินเทอร์เน็ต ทุกครั้งที่เราส่งสติกเกอร์ LINE , ดูซีรีส์บน Netflix , สแกนจ่ายเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้ง หรือไถฟีดโซเชียลมีเดีย ข้อมูลเหล่านั้นจะวิ่งมาประมวลผลที่ตึกเหล่านี้นี่เอง จึงทำให้ระบบของอาคารต้องมีความเสถียรขั้นสุด เพื่อให้สามารถใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และสิ่งที่หล่อเลี้ยงระบบนี้ก็คือ กำลังไฟและปริมาณน้ำจำนวนมหาศาล รวมถึงเชื้อเพลิงอย่างน้ำมันดีเซลที่ต้องกักตุนไว้ให้เพียงพอสำหรับปั่นไฟสำรองได้อย่างน้อย 48 ชั่วโมง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

Data Center แบ่งเป็นกี่ประเภท?

หากแบ่งตามรูปแบบการครอบครองและการให้บริการ เราจะสามารถแยก Data Center ออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีขนาดอาคารและส่งผลกระทบต่อชุมชนรอบข้างแตกต่างกันดังนี้

  • On – Premise Data Centers (ศูนย์ข้อมูลภายในองค์กร) : คือ ศูนย์ข้อมูลที่บริษัทหรือหน่วยงานนั้นสร้างและดูแลเองภายในอาคารสำนักงาน เน้นความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยสูงสุด ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กและอยู่ร่วมกับสำนักงานทั่วไป จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ เช่น Data Center ภายในสถาบันการเงินหรือมหาวิทยาลัย
  • Colocation Data Centers (ศูนย์ข้อมูลแบบเช่าพื้นที่) : คือ อาคารขนาดใหญ่ที่เปิดขึ้นมาเพื่อให้บริษัทอื่นเข้ามา ‘เช่าพื้นที่’ สำหรับวางตู้เซิร์ฟเวอร์ โดยผู้ให้บริการ Colocation จะเป็นคนเตรียมระบบวิศวกรรมไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และระบบรักษาความปลอดภัยไว้ให้ ซึ่ง Data Center ประเภทนี้ ก็คือ “อาคาร Standalone” ที่ปรากฏอยู่ในข่าวดังในขณะนี้นั่นเอง จึงจัดอยู่ในกลุ่มที่คนหาซื้อบ้านต้องเฝ้าระวังสูงสุดหากตั้งอยู่ใจกลางแหล่งชุมชน
  • Cloud Data Centers (ศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการคลาวด์) : คือ ศูนย์กลางข้อมูลระดับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Hyperscale) โดยมีผู้ให้บริการระดับโลกอย่าง AWS , Microsoft Azure หรือ Google เป็นผู้ลงทุนดูแลทรัพยากรทั้งหมด ส่วนผู้ใช้งานจะเช่าใช้พื้นที่และพลังการประมวลผลผ่านอินเทอร์เน็ตในรูปแบบ Virtualization ที่มีความยืดหยุ่นสูง ซึ่ง Data Center ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรม มีที่ดินแปลงใหญ่และมีระบบไฟฟ้าแรงสูงรองรับโดยตรง
  • Edge Data Centers (ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กส่วนปลาย) : คือ ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็ก ที่ตั้งกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ใกล้แหล่งชุมชน เพื่อทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลในพื้นที่และช่วยลดความหน่วง (Latency) ในการส่งสัญญาณ บางครั้งมาในรูปแบบของตู้คอนเทนเนอร์สำเร็จรูป จึงทำให้มลพิษทางเสียงหรือความร้อนสะสมกระจุกตัวอยู่ในรัศมีที่แคบกว่า และไม่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเท่ากับ Data Center ประเภทอื่นๆ

โครงสร้างพื้นฐานของ Data Center ประกอบด้วย

แม้ภายนอกของ Data Center จะดูเหมือนอาคารคอนกรีตทึบตันไม่มีหน้าต่าง เพราะเรื่องของความปลอดภัยและป้องกันความร้อน แต่พื้นที่ภายในถูกจัดสรรเป็นสัดส่วนไม่ต่างจากโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างแม่นยำ เพื่อป้องกันไม่ให้การประมวลผลของระบบหยุดชะงัก เพราะนั่นหมายถึงมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้ โดยโครงสร้างพื้นฐานจะประกอบด้วย 4 ส่วนหลักๆ คือ

ระบบ Servers / Network :

  • Servers : เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงที่ทำหน้าที่เป็นหัวใจหลักในการประมวลผล จัดเก็บข้อมูล และรันแอปพลิเคชันต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง
  • Network (โครงข่ายสื่อสาร) : อุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณ เช่น Switches , Routers และสายไฟเบอร์ออปติก เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง Servers ภายใน และเชื่อมต่อออกสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายนอก

ระบบไฟฟ้าสำรอง (Power Infrastructure) :

  • UPS (Uninterruptible Power Supply) : เครื่องสำรองไฟจากแบตเตอรี่ที่จ่ายไฟทันทีเมื่อไฟดับ เพื่อไม่ให้ Servers ดับแม้แต่วินาทีเดียว
  • Generator (เครื่องปั่นไฟสำรอง) : เครื่องยนต์ดีเซลขนาดยักษ์ที่ทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าทดแทนในกรณีที่ไฟฟ้าหลวงดับเป็นเวลานาน โดยต้องอาศัยการกักตุนน้ำมันดีเซลสำรองปริมาณมากไว้ในพื้นที่อาคาร

ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น (Cooling & HVAC System)

  • ทำหน้าที่ระบายความร้อนที่เกิดจากการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงของ Servers เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้เย็นและมีความชื้นที่เหมาะสม ป้องกันอุปกรณ์เสียหาย โดยในอาคารขนาดใหญ่มักนิยมใช้ ระบบหล่อเย็นแบบใช้น้ำ (Water – Cooled Cooling Towers) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการลดอุณหภูมิ

ระบบความปลอดภัย (Security & Monitoring System)

  • ความปลอดภัยทางกายภาพ (Physical Security) : ระบบกล้องวงจรปิด CCTV , เครื่องสแกนบุคคลเข้า – ออก (Biometrics) , ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยอัจฉริยะที่ไม่ใช้สารเคมีทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • ระบบมอนิเตอร์ (DCIM) : ซอฟต์แวร์ตรวจจับและบริหารจัดการสถานะการทำงานของโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดในอาคารแบบ Real – time เพื่อป้องกันเหตุขัดข้องล่วงหน้า

ผลกระทบของ Data Center ที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชน

หลายคนอาจเริ่มสงสัยว่าแล้วปัญหาคืออะไร? จากข่าวที่ตรวจพบการตั้ง Data Center ใจกลางเมือง ซึ่งทั้ง 2 แห่งเป็นอาคารขนาดใหญ่แบบ Standalone นั่นหมายความว่าภายในอาคารจะเต็มไปด้วย Servers จำนวนมาก และการที่เครื่องจักรเหล่านี้ต้องเปิดเครื่องประมวลผลตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ได้กลายเป็นต้นตอของกลุ่มก้อนปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนรอบข้างในหลากมิติ ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อม , สุขภาพ , ทรัพยากร ไปจนถึงประเด็นทางเศรษฐกิจ ดังนี้

ผลกระทบในแง่ของสิ่งแวดล้อม

  • มลพิษทางเสียง : การระบายความร้อนของ Data Center ต้องอาศัยพัดลมระบายอากาศขนาดใหญ่และเครื่องจักรคอมเพรสเซอร์จำนวนมาก ทำให้เกิดเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากการทำงาน กลายเป็นมลพิษทางเสียงต่อคนในชุมชนตลอด 24 ชั่วโมง
  • ภัยจากน้ำเสียปนเปื้อนสารเคมี : ระบบหล่อเย็นที่ต้องทำความสะอาดและลดการเกิดตะกรันจำเป็นต้องใช้สารเคมีในการบำบัดน้ำ (เช่น สารฆ่าเชื้อกลุ่มคลอรีน Biocides โบรมีน และสารเคมีป้องกันตะกรันประเภทฟอสโฟเนต) หากน้ำทิ้งจากการล้างระบบเหล่านี้ไม่มีการกักเก็บและบำบัดอย่างถูกต้อง อาจนำพาสารเคมีตกค้างและสารพิษลงสู่ระบบระบายน้ำของเมือง สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้
  • ความเสี่ยงจากการกักตุนน้ำมันดีเซล : เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสำรองสามารถทำงานได้ทันทีเมื่อไฟดับ Data Center เหล่านี้จึงต้องสร้างถังเก็บน้ำมันหลักหลายแสนลิตร ยกตัวอย่างที่รามคำแหง 28 มีการกักตุนน้ำมันสูงกว่า 400,000 ลิตร หรือเท่ากับปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ 3 – 4 แห่งมารวมกัน ซึ่งการนำ “คลังน้ำมันย่อย” มาตั้งไว้ในซอยแคบใจกลางชุมชนหนาแน่น โดยไม่มีมาตรการและการตรวจสอบความปลอดภัยสาธารณะที่เข้มงวดเหมือนสถานีบริการน้ำมันทั่วไป จึงกลายเป็นความเสี่ยงด้านอัคคีภัยที่ร้ายแรงมาก

ผลกระทบในแง่ของสุขภาพ

  • การแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียอันตราย : หอระบายความร้อนด้วยน้ำ (Cooling Tower) ที่มีอุณหภูมิน้ำอุ่นคงที่ คือแหล่งเพาะพันธุ์ที่สมบูรณ์แบบของแบคทีเรีย Legionella หากระบบขาดการดูแลและฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพ ละอองไอน้ำที่พ่นระบายออกมาจากตัวอาคารจะพาเชื้อโรคนี้กระจายไปในอากาศ ซึ่งหากผู้ที่อยู่อาศัยหรือนักเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงสูดดมเข้าไป จะมีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease) หรือโรคปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลันได้
  • ปรากฏการณ์เกาะความร้อน (Heat Island) : ลมร้อนปริมาณมหาศาลที่ถูกระบายออกมาจากตึกทึบตลอดเวลา ทำให้อุณหภูมิสะสมโดยรอบพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบข้างให้กลายเป็นเตาอบขนาดย่อม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางกายและความเป็นอยู่ของเพื่อนบ้านในละแวกนั้น

ผลกระทบในแง่ของทรัพยากรในพื้นที่

  • การดึงกระแสไฟฟ้ามหาศาล : พลังงานไฟฟ้าที่ Data Center ขนาดใหญ่ใช้ประมวลผลและรันระบบหล่อเย็นในตึกเดียวนั้น สูงเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของคนทั้งจังหวัด การสูบพลังงานปริมาณมหาศาลเช่นนี้เข้าสู่ย่านใจกลางเมือง อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบจ่ายไฟในพื้นที่ และเพิ่มภาระให้แก่โครงข่ายไฟฟ้าส่วนรวม
  • วิกฤตแย่งน้ำประปาชุมชน : ในกรณีที่เลือกใช้ระบบหล่อเย็นด้วยน้ำเพื่อประหยัดไฟ ตัวอาคารจะต้องสูบใช้น้ำประปาในปริมาณมหาศาลเพื่อระเหยความร้อนตลอดเวลา การดึงน้ำเข้าระบบในปริมาณที่สูงเกินไปอาจไปลดแรงดันน้ำประปาในเส้นท่อหลัก ส่งผลให้ชาวบ้านในชุมชนโดยรอบต้องเผชิญปัญหาน้ำไหลอ่อนหรือไม่ไหลได้

ผลกระทบในแง่ของเศรษฐกิจชุมชน

  • อาคารขนาดใหญ่แต่ไม่เกิดการสร้างงาน : แตกต่างจากอาคารสำนักงาน , โรงแรม , หรือห้างสรรพสินค้าที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในพื้นที่ เพราะ Data Center คืออาคารขนาดใหญ่กินพื้นที่เป็นหมื่นตารางเมตร แต่เกือบทั้งหมดถูกจับจองโดยตู้ Servers และระบบอัตโนมัติ หลังสร้างเสร็จจึงใช้เพียงวิศวกร IT และพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่กี่สิบคนในการดูแลเท่านั้น โครงการเหล่านี้จึงแทบไม่ได้สร้างโอกาสทางอาชีพ , เม็ดเงินหมุนเวียน หรือประโยชน์เชิงเศรษฐกิจใดๆ ให้แก่คนในชุมชนที่ต้องแบกรับความเสี่ยงรอบด้านเลย

Data Center ก่อสร้างได้อย่างไร?

ในแง่ของเศรษฐกิจมหภาค ปฏิเสธไม่ได้ว่า Data Center คือฟันเฟืองสำคัญและโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับแสนล้านบาท พร้อมขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อย่างเต็มตัว แต่ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคือ พื้นที่ในเขตเมืองหลวงหรือย่านชุมชนหนาแน่นนั้น อาจไม่มีความเหมาะสมในการก่อสร้างอาคารประเภทนี้เลย เนื่องจาก Data Center เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ส่งผลกระทบและสร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง ทั้งการปล่อยมลพิษ และการบริโภคทรัพยากรมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง จากข้อจำกัดและผลกระทบที่รุนแรงเช่นนี้ นำมาสู่คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยว่า แล้ว Data Center เหล่านี้สามารถอนุมัติและก่อสร้างขึ้นมาใจกลางชุมชนเมืองได้อย่างไร?

ปัจจุบัน พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การผังเมือง พ.ศ. 2518 (ปรับปรุงใหม่ พ.ศ. 2562) และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ของไทย ไม่มีหมวดหมู่ที่ระบุประเภทกิจการของ “Data Center” ไว้โดยตรง คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ใน “ช่องโหว่ทางกฎหมาย” ที่ตามไม่ทันเทคโนโลยี ดังนี้

  • เนื่องจากกฎหมายควบคุมอาคารและข้อบัญญัติผังเมืองรวมของไทยในปัจจุบัน ยังไม่มีการบรรจุนิยามหรือหมวดหมู่เฉพาะสำหรับคำว่า “Data Center” ผู้ประกอบการจึงอาศัยช่องว่างนี้ด้วยการ หลบเลี่ยงไปยื่นขอก่อสร้างในฐานะ “คลังสินค้า” (ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์) หรือ “อาคารพาณิชย์/สำนักงานขนาดใหญ่พิเศษ” แทน ซึ่งตามกฎหมายผังเมืองเดิม คลังสินค้าหรือสำนักงานสามารถได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างได้ในเกือบทุกเขตผังสี แม้กระทั่งย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นใจกลางกรุง
  • เมื่อโครงการถูกตีความและอนุมัติภายใต้ชื่อ “คลังสินค้า” หรือ “อาคารสำนักงานทั่วไป” มันจึง ไม่เข้าข่ายประเภทกิจการรุนแรงที่ถูกบังคับให้จัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ส่งผลให้โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้สามารถผ่านการอนุมัติได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องมีการประเมินผลกระทบเรื่องความร้อน เสียง หรือเคมีน้ำเสีย และที่สำคัญคือ ไม่มีการจัดทำประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังเสียงหรือแจ้งให้ชาวบ้านในชุมชนรอบข้างได้รับรู้ล่วงหน้าเลยแม้แต่น้อย
  • กระบวนการอนุมัติโครงสร้างพื้นฐานของ Data Center ในไทยถูกแยกส่วนกระจายไปตามหน่วยงานต่าง ๆ โดยไม่มีหน่วยงานกลางคอยประเมินภาพรวม อย่างเช่น ฝ่ายโยธา กทม. ตรวจสอบเฉพาะโครงสร้างตึก การไฟฟ้าดูแลเรื่องการจ่ายไฟ และกรมธุรกิจพลังงานดูแลเรื่องถังน้ำมันดีเซลสำรอง และการที่แต่ละส่วนตรวจสอบและอนุมัติเฉพาะด่านที่ตนเองรับผิดชอบ โดยไม่มีใครประเมินว่าเมื่อ “น้ำมันแสนลิตร + ลมร้อน + เสียงจักร + การสูบไฟน้ำ” มารวมอยู่ในตึกเดียวกันกลางชุมชนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จึงกลายเป็นช่องว่างรอยต่อที่เปิดโอกาสให้อาคารเหล่านี้ผุดขึ้นมาได้

เปิดพิกัด Data Center ทั่วกรุงเทพฯ และแนวทางการรับมือในอนาคต

ความจริงแล้ว Data Center ในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนอกจากอาคารที่เพิ่งถูกตรวจพบใจกลางเมืองแล้ว ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ยังกระจายตัวอยู่ในเขตปริมณฑลและพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกอย่าง EEC มาหลายแห่ง แต่โดยส่วนใหญ่มักจะเลือกตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับและมีมาตรการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมในระยะหลัง Data Center บางแห่งถึงขยับขยายเข้ามาตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงอย่าง “ย่านพระราม 9” ทั้งที่มีข้อจำกัดทั้งเรื่องราคาที่ดินและกฎหมายผังเมือง?

นั่นเป็นเพราะข้อได้เปรียบเรื่องความเร็วสูงสุดในการรับส่งข้อมูล สำหรับบริการที่ต้องการความไวระดับเสี้ยววินาที เช่น การเทรดหุ้น ธุรกรรมการเงิน และระบบ AI ซึ่งทำเลใจกลางเมืองเช่นนี้คือจุดตัดของโครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ถึง 4 สาย และอินเทอร์เน็ตหลักของกรุงเทพฯ ทำให้การเชื่อมต่อเสถียรและรวดเร็วที่สุด ทั้งยังอยู่ใกล้ชิดกลุ่มลูกค้าองค์กรและสำนักงานใหญ่ในเขตธุรกิจ ช่วยลดระยะการเดินทางของข้อมูลและลดต้นทุนของผู้ประกอบการได้อย่างมหาศาล

แม้ในมุมธุรกิจจะมีผลดีมหาศาล แต่ในมุมการอยู่อาศัย หลายฝ่ายมองว่าโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แบบนี้ ไม่ควรตั้งอยู่ใจกลางเมือง เนื่องจากข้อกังวลด้านผลกระทบทางสภาพแวดล้อมรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความร้อนจากระบบระบายความร้อน มลพิษทางเสียงจากเครื่องปั่นไฟสำรอง รวมถึงการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณมากใกล้ชุมชน

จากการปูพรมตรวจสอบล่าสุดของ กรุงเทพมหานคร พบว่าปัจจุบันมี Data Center ซ่อนตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งหมด 49 แห่ง โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ฝังตัวอยู่ตามอาคารสำนักงานและหน่วยงานทั่วไป 43 แห่ง เป็นอาคารแบบ Standalone อีก 6 แห่ง ซึ่งในกลุ่มนี้สร้างเสร็จเปิดบริการแล้ว 3 แห่ง และอยู่ระหว่างชะลอการก่อสร้าง/ระงับใบอนุญาตเพื่อทบทวนเกณฑ์สิ่งแวดล้อมอีก 3 แห่ง

วันนี้เราจะมาเปิดพิกัดและพื้นที่จุดเสี่ยงให้เช็กกันว่า… “เพื่อนบ้าน” หรือซอยข้าง ๆ บ้านของคุณ มีอาคาร Data Center เหล่านี้ตั้งอยู่หรือไม่?

  1. เขตห้วยขวาง : มีมากที่สุด พบแล้ว 9 โครงการ คือ True IDC (พระราม 9) ขนาด 10 เมกะวัตต์ (MW) , Telehouse BKK ขนาด 9.5 MW , INET-IDC2 ขนาด 3 MW , NCP-BKK2 , AIS DC CW TOWER รวมถึงโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ได้แก่ Daria DC ขนาด 19.2 MW, DAMAC BKK02 ขนาด 15 MW , Telehouse BKK2 ขนาด 12 MW และ DAMAC BKK01 ขนาด 5 MW
  2. เขตบางนา : จำนวน 6 โครงการ ได้แก่ EDC TH01 ขนาด 52 MW ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการที่มีการเปิดเผยกำลังการผลิตสูงที่สุดในกรุงเทพฯ , TCCT บางนา ขนาด 3 MW , UIH TCCT ขนาด 2.5 MW และ NTT BKK1 ขนาด 1.6 MW ซึ่งเปิดดำเนินการแล้ว ขณะที่ Empyrion TH1 ขนาด 20 MW อยู่ระหว่างก่อสร้าง และ Equinix BKK1 อยู่ในกลุ่มโครงการที่มีแผนพัฒนา
  3. เขตบางรัก : มี Data Center จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ NT DC (HQ) ขนาด 2.7 MW, Proen DC ขนาด 2 MW, Pacific-IDC และ NCP-BKK ซึ่งเปิดดำเนินการแล้ว ขณะที่ Next DC อยู่ในกลุ่มโครงการที่มีแผนพัฒนา
  4. เขตบึงกุ่ม : มี 2 โครงการ ได้แก่ The Cloud DC by CSL และ AIS DC THE CLOUD
  5. เขตบางกะปิ : มี 2 โครงการ คือ STT BKK1 ขนาด 23 MW ซึ่งเปิดดำเนินการแล้ว และ STT BKK2 ขนาด 24 MW ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง
  6. เขตจตุจักร : มี UIH BCH4 ขนาด 1.7 MW
  7. เขตราชเทวี : มี INET-IDC1 ขนาด 1 MW
  8. เขตปทุมวัน : มี STT BKK3 ขนาด 2 MW
  9. เขตสาทร : มี 2 โครงการ AIMS DC ขนาด 1 MW และ TCCT Empire Tower
  10. เขตบางเขน :  มี 1 โครงการ คือ AIS DC CW TOWER
  11. เขตวัฒนา :  มี NT พระโขนง ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง
  12. เขตสวนหลวง : มี True IDC (บางนา 2) ขนาด 10 MW
  13. เขตประเวศ : มี KIRZ DC ขนาด 2 MW

Data Center ในกรุงเทพฯ มีขนาดตั้งแต่ 1 เมกะวัตต์ (MW) ไปจนถึงกว่า 50 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งปัจจุบันยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างยื่นขออนุญาตก่อสร้าง ซึ่งเมื่อรวมทุกโครงการเข้าด้วยกัน คาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงไม่ต่ำกว่า 200 เมกะวัตต์ (MW) หรือเทียบเท่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าของคนทั้งจังหวัด นอกจากนี้ ยังต้องใช้น้ำในระบบหล่อเย็นสูงถึงประมาณ 4.43 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำของภาคครัวเรือนมากถึง 19,776 ครัวเรือน

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้ข้อมูลว่า Data Center ในกรุงเทพฯ ปัจจุบันใช้ไฟฟ้ารวมกันคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 3% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของกรุงเทพฯ ขณะที่การใช้น้ำยังอยู่ในระดับต่ำกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ แต่เพื่อรับมือกับวิกฤตผังเมืองและช่องโหว่ทางกฎหมายนี้ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ร่วมมือกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานสาธารณูปโภค ออกมาตรการคุมเข้มทันที ดังนี้

  • สั่งเบรกและชะลอโครงการใหม่ : กทม. ประกาศระงับการออกใบอนุญาตอาคาร Data Center แห่งใหม่ชั่วคราว พร้อมสั่งให้ 3 โครงการที่อยู่ระหว่างพิจารณา ยุติการก่อสร้างเพื่อกลับไปทบทวนมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
  • กวาดล้างคลังน้ำมันเถื่อน : สั่งดำเนินคดีทันทีกับโครงการย่านพระราม 9 ที่ไม่มีใบอนุญาตจัดเก็บน้ำมันสำรอง และตั้งเกณฑ์ควบคุมห้ามกักตุนน้ำมันเกิน 500,000 ลิตร หากเกินจะปรับเกณฑ์เป็นคลังน้ำมันซึ่งถือเป็นพื้นที่ควบคุมห้ามตั้งใกล้ชุมชน
  • บังคับใช้เกณฑ์คุมสิ่งแวดล้อม 5 ด้าน : สั่งตรวจเข้มงวดเรื่อง มลพิษทางเสียง (ห้ามเกิน 70 เดซิเบล), การแพร่กระจายความร้อนในชุมชน (ต้องคุมไม่ให้เกิน 2-4 องศาเซลเซียส), มาตรฐานหอระบายความร้อน (Cooling Tower) และระบบป้องกันอัคคีภัย
  • ยกเครื่องกฎหมายผังเมืองใหม่และคุมเข้มกฎหมายโรงงาน : กทม. เตรียมระบุคำนิยามของ Data Center ลงในกฎหมายผังเมืองรวมฉบับใหม่เพื่อจัดโซนนิ่ง (Zoning) ให้ชัดเจน บังคับให้โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เหล่านี้ต้องไปตั้งในพื้นที่เฉพาะ และห้ามก่อสร้างประชิดชุมชนหรือสถานศึกษาอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ก็มีแผนที่จะเพิ่มบัญชีกิจการ Data Center ให้เป็นโรงงานประเภท 108 (กิจการเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือการบริการข้อมูล) ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ซึ่งการปรับเกลานี้จะบังคับให้โครงการขนาดใหญ่ต้องเข้าสู่กระบวนการควบคุมด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อนจัดตั้ง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนอย่างยั่งยืน

เช็คก่อนซื้อ “Data Center ใกล้บ้าน” ควรเลี่ยงหรือไม่?

ต้องยอมรับก่อนว่า อาคาร Data Center ไม่ใช่สิ่งผิด และยังเป็นหนึ่งในฟันเฟืองทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างมหาศาล ซึ่งจะส่งผลดีต่ออนาคตของประเทศ ยิ่งในปัจจุบัน เทรนด์ทั่วโลกกำลังมุ่งไปสู่ “Green Data Center” หรือศูนย์ข้อมูลพลังงานสะอาด ที่หันมาใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ ระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะ หรือเทคโนโลยีลดการใช้น้ำในการระบายความร้อน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในมุมของความยั่งยืนถือเป็นก้าวสำคัญอย่างมาก

เพียงแต่ในประเทศไทย ยังไม่มีมาตรการตรวจสอบรวมถึงกฎหมายที่ชัดเจนพอสำหรับการนำโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เช่นนี้มาตั้งในเขตเมือง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าอาคารประเภทนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมโดยรอบ ต่อให้ผู้ประกอบการจะอ้างว่าใช้พลังงานสะอาด 100% แต่การตั้งอยู่ใจกลางเมืองอย่างย่านพระราม 9 ที่รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน และโรงพยาบาล ก็ยังคงสร้างความเสี่ยงสูงในมิติอื่น ๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมในอนาคต “ทำเลใกล้ Data Center” จึงกลายเป็นสิ่งใหม่ที่เราจำเป็นต้องนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากตั้งอยู่ประชิดเกินไป ชุมชนโดยรอบย่อมได้รับผลกระทบทางมลพิษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งมลพิษทางเสียงจากเครื่องปั่นไฟ มลพิษทางอากาศ และความร้อนสะสมจากแผงระบายความร้อน รวมถึงความกังวลระยะยาวเรื่องกระแสไฟฟ้าและน้ำประปาที่อาจไม่เพียงพอ โดยในทางเทคนิคแล้ว ระยะปลอดภัยที่เหมาะสมควรอยู่ห่างจากตัวอาคารประมาณ 500 เมตร ถึง 1 กิโลเมตรขึ้นไป

สำหรับวิธีตรวจสอบว่าอาคารปริศนาข้างบ้านของคุณใช่ Data Center หรือไม่ สามารถสังเกตได้จากองค์ประกอบภายนอกเหล่านี้

  • หอระบายความร้อน (Cooling Tower) ขนาดใหญ่พิลึกตาบนดาดฟ้า ซึ่งจะเปิดทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อระบายความร้อนสะสมออกจากระบบ (บางแห่งอาจเริ่มติดแผงโซลาร์เซลล์ร่วมด้วย)
  • ไม่มีหน้าต่างหรือช่องเปิดกระจก ตัวอาคารมักเป็นตึกคอนกรีตทึบทั้งสี่ด้านเพื่อควบคุมอุณหภูมิและความปลอดภัยขั้นสูง
  • หากมีข้อสงสัยหรือพบสิ่งผิดปกติ เช่น การขนส่งและกักตุนน้ำมันดีเซลปริมาณมาก สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เข้ามาตรวจสอบได้ทันที

สุดท้ายนี้ เรามองว่าสิ่งที่ภาคประชาชนคาดหวังก็คือ มาตรการที่ชัดเจนและเด็ดขาดจากภาครัฐ ในการออกเกณฑ์บังคับใช้ความเป็น Green Data Center ที่แท้จริง ควบคู่ไปกับการจัดโซนนิ่งและควบคุมมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ซึ่งหากมีกฎหมายออกมารองรับอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยสร้างความอุ่นใจและทำให้ทั้งนวัตกรรมของประเทศและวิถีชีวิตของชุมชนสามารถเติบโตควบคู่กันไปได้อย่างยั่งยืนค่ะ 🙂

ขอบคุณแหล่งข้อมูลอ้างอิงจาก :