
หลายคนทำการบ้านเรื่อง ‘ทำเลทอง’ มาอย่างดี แต่กลับตกม้าตายเพราะมองข้าม ‘ทำเลต้องเลี่ยง’ ที่กว่าจะรู้ตัว… ก็ย้ายเข้าไปอยู่ซะแล้ว
หากเราจะซื้อบ้านสักหนึ่งหลัง ‘ทำเล’ จะเป็นปัจจัยแรกๆที่คนใช้พิจารณาเลย แน่นอนว่าเราทุกคนมีภาพในหัวอยู่แล้ว ว่าทำเลที่ดีควรเป็นยังไง เช่น ทำเลที่อยู่ใกล้แหล่งอุดมความสมบูรณ์อย่างห้าง , Community Mall หรือ Super Market จะช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ ออกไปช้อปปิ้งหาของกินของใช้ง่าย ส่วนการอยู่ใกล้รถไฟฟ้าจะช่วยให้มีตัวเลือกในการเดินทางมากขึ้น
แต่สิ่งที่เราอาจมองข้ามไปคือ ‘ทำเลที่ควรเลี่ยงในการซื้อบ้าน’ เพราะในบางครั้งข้อเสียของทำเลเหล่านั้นก็ไม่ได้โผล่มาให้เราเห็นตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเข้าไปดูโครงการ บางคนย้ายเข้าไปอยู่บ้านสักพัก เพิ่งจะได้รู้ข้อด้อยของทำเลนั่นจริงๆ จะลองถามเซลฟ์โครงการ ก็ใช่ว่าเขาจะตอบตามความเป็นจริง 100% แล้วแบบนี้เราควรทำยังไง เพื่อให้เราได้ทราบถึงข้อด้อยของทำเลที่กำลังเล็งไว้
ครั้งนี้ Think of Living ชวนทุกคนมาคิดถึง ‘ทำเลที่ควรเลี่ยงในการซื้อบ้าน’ จากผู้มีประสบการณ์จริง ซึ่งเราขอคัดแยกตามระดับรุนแรงที่กระทบต่อการใช้ชีวิต ออกมาเป็น 3 ระดับด้วยกัน
- ระดับที่ 1 : กระทบการใช้ชีวิตบ้าง หากรับได้ก็อาจไม่ใช่ปัญหา
- ระดับที่ 2 : เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในระยะยาว
- ระดับที่ 3 : ส่งผลกระทบกับเรื่องความปลอดภัย สุขภาพ ตัวบ้าน รวมถึงสิ่งของ
นอกจากนี้เรายังมีวิธีเช็คทำเลก่อนซื้อ ว่าเข้าข่ายทำเลที่ควรเลี่ยงหรือไม่ หากทำเลไหนยังพอไปต่อไหว เราจะแนะนำวิธีเลือกเพื่อเลี่ยงปัญหาต่างๆ รวมถึงแนวทางแก้ไขให้ด้วย หากใครอยากทราบแล้วว่าจะมีอะไรบ้าง ตามเรามาดูกันเลยค่ะ
ระดับที่ 1 : กระทบการใช้ชีวิตบ้าง หากรับได้ก็อาจไม่ใช่ปัญหา
ใกล้สถานที่มีมลภาวะทางเสียง
เรื่องเสียงดูจะเป็นสิ่งเล็กน้อยที่คนอาจมองข้าม เพราะบางครั้งเราก็ไม่ได้ยินเสียงนั้นๆตลอดเวลา หรือในช่วงเวลาที่เราเข้าไปชมโครงการ อาจจะยังไม่ได้ยินเสียงที่มาก่อกวน แต่เพื่อนๆไม่ต้องกลัวนะ เพราะเรื่องเสียงเป็นสิ่งที่เราสามารถเช็คได้ด้วยตัวเอง เริ่มจากดูสภาพแวดล้อมรอบข้างใน Google Map ว่ามีสถานที่ที่มีเสียงรบกวนมั้ย เช่น วัดอารามหลวง , มัสยิด , สถานที่จัดคอนเสิร์ต , โรงพยาบาล จากนั้นให้เราเลือกเวลาเข้าชมโครงการตอนที่อาจมีเสียงรบกวนเกิดขึ้น ซึ่งแต่ละสถานที่ก็มีช่วงเวลาที่เราควรเข้าไปเช็คต่างกัน
มัสยิด : เป็นสถานที่แรกที่ควรเลี่ยง หากเราไม่อยากได้ยินเสียงรบกวนตลอดเวลา เพราะเราจะได้ยินเสียง “การอาซาน” หรือเสียงประกาศแจ้งเตือนชาวมุสลิมเตรียมทำละหมาด รวมถึงเสียงระหว่างทำละหมาด ซึ่งวันหนึ่งจะทำทั้งหมด 5 รอบ คือ ประมาณ 04.00 น. / 12.00 น. / 15.45 น./ 18.30 – 18.50 น. /19.30 – 20.20 น.
หรือสามารถเช็คเวลาทำละหมาดตามวันเวลาได้ที่นี่ >> คลิกที่นี่
โดยปกติคนจะมาละหมาดวันธรรมดาช่วงเย็นหรือค่ำ ซึ่งสำนักงานขายอาจปิดไม่ให้เข้าเยี่ยมชมโครงการแล้ว เราจึงแนะนำอีกเวลาหนึ่งคือ ช่วงเที่ยงของวันศุกร์ เพราะชาวมุสลิมถือว่าวันศุกร์เป็นวันพิเศษ จะต้องทำละหมาดร่วมกัน หรือรวมตัว 40 คนขึ้นไป จึงเป็นช่วงเวลาที่คนมาทำละหมาดเยอะสุด เสียงดังสุด เราจึงจะได้ยินเสียงได้ง่ายค่ะ
วัดอารามหลวง : อีกหนึ่งสถานที่ ที่อาจมีเสียงรบกวน หากเป็นวัดธรรมดาทั่วไปอาจไม่ส่งผลกระทบเรื่องเสียงมากนัก แต่ถ้าเป็นวัดอารามหลวงก็มักมีเสียงดังอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวันพระใหญ่ ที่มีงานเทศกาลประเพณีทางพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา เข้าพรรษา , งานกฐินพระราชทาน หรืองานวัดต่างๆ ก็อาจมีเสียงรบกวนได้เช่นกัน ซึ่งเราก็ลองเข้าไปชมโครงการบ้านตามช่วงเทศกาลนี้ก็ได้ค่ะ หากสำนักงานขายปิดก็ลองไปดูบรรยากาศรอบๆหมู่บ้าน แล้วประเมินจากระดับความดังของเสียงดูได้นะ
สถานที่จัดคอนเสิร์ต : โดยเฉพาะลานจัดคอนเสิร์ตกลางแจ้ง … โดยส่วนตัวแล้ว เราอยู่บ้านที่ใกล้กับสถานที่จัดงาน Event ในคราวแรกก็คิดว่าน่าจะคึกคักดี บรรยากาศไม่เงียบเหงา แต่สิ่งที่ตามมาคือเราได้ยินเสียงรบกวนจากการแสดงคอนเสิร์ตต่างๆ ยิ่งช่วงปลายปี ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ดังนั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการดูบ้านใกล้สถานที่จัดคอนเสิร์ตคือช่วงปลายปี เดือนธันวาคมนั่นเองแล้วส่วนใหญ่คอนเสิร์ตเหล่านี้ไม่เหมือนคอนเสิร์ตแบบ indoor เพราะจะเริ่มตั้งแต่ช่วงเย็นเลย ดังนั้นเราจึงเข้ามาเช็คความดังของเสียงจากตัวโครงการที่สนใจได้ตั้งแต่ช่วงสัก 16.00-17.00 น. เลยค่ะ
โรงพยาบาล : เพื่อนๆคิดว่าเสียงที่ตามมากับบ้านที่ใกล้โรงพยาบาลคืออะไรคะ … ใช่แล้วค่ะ เสียงจากรถ Ambulance ที่วิ่งเข้า-ออกโรงพยาบาลเป็นประจำ และค่อนข้างมีเวลาเช็คได้ยากเพราะไม่มีเวลาที่แน่นอน แต่เราก็ยังพอมีวิธีเลือกทำเลหรือตำแหน่งบ้านที่พอจะห่างจากจุดกำเนิดเสียงได้อยู่นะ อย่างแรกคือเลือกบ้านที่ห่างจากโรงพยาบาลสัก 1 กิโลเมตร และไม่อยู่ตำแหน่งทางเข้าหลักหรือทางเข้าฉุกเฉินของรถโรงพยาบาล อันนี้ต้องลองเช็คเส้นทางที่รถ Ambulance ของโรงพยาบาล อย่างที่สองคือเปลี่ยนบานประตู-หน้าต่างภายในบ้านเป็น Europe Profile ที่ป้องกันเสียงเข้าได้
ใกล้สถานที่ทำให้รถติด
เพื่อนๆคิดว่าสถานที่ไหนที่มักทำให้รถติดคะ … มักจะเป็นที่รวมตัวของกลุ่มคนเยอะๆ ในช่วงเวลาพร้อมๆกัน ซึ่งหนึ่งในที่นั้นคือ ‘โรงเรียน’ ลองคิดดูนะว่า 1 โรงเรียนมีเด็กสัก 1,000-3,000 คน เด็กส่วนใหญ่มีผู้ปกครองมารับ-ส่งในเวลา 7.30-8.00 น. และเลิกเรียนในช่วงเวลาใกล้ๆกัน คือ 15.30-16.30 น. จึงไม่แปลกเลย ที่การจราจรหน้าโรงเรียนในช่วงเวลาดังกล่าวจะติดขัด ดังนั้นหากเราออกจากบ้านหรือกลับบ้านในช่วงเวลาดังกล่าว จึงต้องเผื่อเวลา
วิธีเช็คง่ายๆเลย คือเราต้องลองตื่นเช้าสักหน่อย ขับรถจากโครงการไปยังจุดหมายต่างๆที่เราต้องเดินทางไปทุกเช้า เช่น ออฟฟิศ ว่ารถติดแบบนี้เราพอรับได้มั้ย หรือลองดูว่าโครงการทางเลี่ยงอื่นให้ลัดเลาะ ก็สามารถแก้ปัญหาได้เช่นเดียวกันนะคะ
เราขอยกตัวอย่างโครงการ บ้านนิรดา แจ้งวัฒนะ – ชัยพฤกษ์ ให้เพื่อนๆเห็นภาพโครงการที่มาออกสู่ถนนหลักได้ 2 ฝั่ง คือถนนชัยพฤกษ์และถนน 345 จึงไม่จำเป็นต้องผ่านโรงเรียนนานาชาติ SISB ซึ่งห่างจากโครงการแค่ 700 เมตร ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาเจอรถติดค่ะ
ทั้งหมดที่เราพูดมา ไม่ใช่ว่าการมีบ้านอยู่ใกล้โรงเรียนเป็นข้อเสียนะคะ ในทางกลับกัน สำหรับคนที่มีลูกหลาน เรียนอยู่ในโรงเรียนใกล้บ้าน ก็เป็นข้อดี ที่เราสามารถแวะส่งลูกหลานได้สะดวก แล้วเลยไปทำงานได้ไม่ยาก
ใกล้สถานที่มีมลภาวะทางกลิ่น
ถัดมาเรามองว่าคนอาจมองข้ามโดยไม่รู้ตัว คือเรื่องของกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ เช่น บ่อพักขยะ เราอาจเคยได้ยินข่าวที่มีชาวบ้านมาร้องเรียนเรื่องได้รับผลกระทบจากกลิ่นขยะอยู่บ้าง เวลาเราไปเยี่ยมชมโครงการ เราอาจจะไม่เห็นแหล่งกำเนิดกลิ่น เพราะอยู่ห่างโครงการออกไป แต่กลิ่นเป็นสิ่งที่สามารถลอยมาตามลมได้ ยิ่งไปมากกว่านั้น หากหนักเข้าจะมีพาหะนำโรคตามมาด้วย
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเรื่องทิศทางลมก่อน ซึ่งเป็นตัวนำพากลิ่นต่างๆมายังบ้านเรา สำหรับประเทศไทยจะมีทิศทางลม 2 แบบ คือ
หน้าร้อนและหน้าฝน (ประมาณ ก.พ. – ต.ค.) : ลมพัดจาก ทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้
หน้าหนาว (ประมาณ พ.ย. – ม.ค.) : ลมพัดจาก ทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ดังนั้นหากโครงการตั้งอยู่ในทิศทางที่ลมพัด คงจะต้องเจอกับฝันร้ายเรื่องกลื่นแน่นอน แต่ถ้าอยู่ในทำเลเหนือทิศทางลม ก็อาจยังพอรอดตัวอยู่บ้าง
ต่อมาต้องทำความเข้าใจเรื่องบ่อพักขยะ จะส่งกลิ่นแรงสุด 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงดึก ประมาณ 5 ทุ่ม เที่ยงคืน ซึ่งเป็นเวลาที่รถขยะทยอยขนขยะมาเท และ ช่วงสายๆที่แดดเริ่มแรง จนขยะเน่าเสียและเกิดแก๊ส ดังนั้นเราจึงควรไปดูโครงการ เช็คว่ากลิ่นลอยมามั้ยทั้ง 2 ช่วงเวลา สำหรับตอนกลางคืนอาจจะแค่ขับผ่านแล้วเปิดกระจกดมกลิ่นดูก็ได้ค่ะ
หากใครไม่อยากอยู่ใกล้บ่อพักขยะเลย ก็มีวิธีเช็คง่ายๆ คือ เข้า Google Map แล้วหาคำว่า “ศูนย์กำจัดมูลฝอย” ก็จะเห็นตำแหน่งได้แล้วค่ะ
ระดับที่ 2 : เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในระยะยาว
ที่ดินตาบอด / ทางเข้า-ออกเป็นถนนส่วนบุคคล
เรื่องดูจะเป็นปัญหาคลาสสิคที่เราได้ยินมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่เดิมอยากปิดทาง ห้ามไม่ให้เข้า-ออก , เรียกเก็บค่าบำรุงรักษาที่แพงหูฉีก แม้ว่าเราจะมีกฎหมายรองรับเรื่องทางจำเป็น (ดูข้อมูลได้ที่นี่) แต่การฟ้องร้องใช้เวลานานและเสียสุขภาพจิตมากนะ
เราต้องแยกระหว่างถนนภาระจำยอม , ถนนส่วนบุคคลให้ออกก่อน คือ ถนนภาระจำยอมคือถนนส่วนบุคคลที่มีการจดภาระจำยอม โดยเราขอดูสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดทางเข้า-ออก หากเป็นถนนภาระจำยอมเราก็เบาใจได้ค่ะ เพราะมีการยินยอมให้ลูกบ้านใช้ทางได้ เพียงแต่เราต้องจ่ายค่าบำรุงถนนตามที่โครงการกำหนด ซึ่งก็จะไม่แพงเลย 5-10 บาท/ตร.ว./เดือน แต่หากเป็นถนนส่วนบุคคล เขาจะเปลี่ยนใจตอนไหนก็ได้
ในกรณีที่เราอยากเช็คว่าทางเข้า-ออกนั้นเป็นทางส่วนบุคคลหรือถนนภาระจำยอมด้วยตัวเอง ก็ทำได้เช่นกันนะ คือขอสำเนาโฉนดแปลงบ้านและแปลงที่เป็นถนนทางเข้า แล้วนำไปเช็คที่สำนักงานที่ดิน หรือ อีกวิธีที่เราขอเรียกว่าเป็นวิธีล่อซื้อแล้วกัน คือเอาแผนที่ไปถามที่ทำการประปาและการไฟฟ้าในพื้นที่ว่า “แปลงนี้สามารถขยายเขตปักเสาพาดสาย และเดินท่อน้ำประปาเข้ามาได้ไหม?” เพราะหากเป็นทางส่วนบุคคลที่ไม่มีการจดภาระจำยอม หน่วยงานรัฐจะไม่สามารถเข้ามาขุดหรือปักเสาไฟให้เราได้เลย
แนวเวนคืนที่ดิน
การที่เราเลือกซื้อโครงการใดโครงการหนึ่ง แล้วพื้นที่รอบๆโดนเวนคืนไปพัฒนาเป็นโครงการต่างๆ เช่น ทำถนน , สร้างรถไฟฟ้า ถามว่ามันดีมั้ยในเรื่องของความเจริญหรือความสะดวกสบายต่างๆในอนาคต แต่อย่าลืมนึกว่าก่อนหน้านั้น จะต้องมีการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ลากยาวเป็นปีๆ ตามมาด้วยปัญหาฝุ่นละออง , แรงสั่นสะเทือน , ควันจากรถบรรทุกที่วิ่งเข้า-ออก และเสียงขุดเจาะตลอดทั้งวันทั้งคืน และเมื่อสร้างเสร็จ จากบ้านที่เคยสงบอาจกลายย่านที่วุ่นวาย ไม่ตอบโจทย์ผู้ซื้อไปแล้ว
หรืออย่างกรณีล่าสุด แนวที่ดินเวนคืน ไปสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน มีปัญหาน้ำรั่ว กลายเป็นว่าถนนทรุด คนที่อยู่แนวรอบๆก็ต้องอพยพออกมาเพื่อความปลอดภัย หากเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราก็คงเกิดความวิตกกังวลเป็นแน่
ซึ่งเราสามารถเช็คที่ดินที่มีโอกาสเวนคืนได้จากเว็บกลาง >> Thaivaluer Maps GIS
แล้วคลิก Google Terrain >> ข้อจำกัด/กฎหมาย/คมนาคม >> แนวที่ดินเวนคืน จากนั้น Map จะแสดงแนวที่ดินเวนคืนเป็นกรอบสีเหลืองๆขึ้นมาทันทีค่ะ
ระดับที่ 3 : ส่งผลกระทบกับเรื่องความปลอดภัย สุขภาพ ตัวบ้าน รวมถึงสิ่งของ
ทำเลติดคอสะพาน หรือ ทางโค้งหักศอก
สำหรับโครงการที่มีทำเลอยู่ในช่วงโค้งหักศอก หรือคอสะพานที่ลงมาแล้วต้องเลี้ยวเข้าโครงการเลย หากมองในแง่ของความปลอดภัย ทำเลนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุบ่อย ซึ่งข้อเสียทำเลแบบนี้ เราจะเห็นตั้งแต่เข้าเยี่ยมชมโครงการครั้งแรกเลยนะ
ที่ดินเดิมเคยเป็นบ่อน้ำมาก่อน
หากทำเลโครงการเคยเป็นบ่อน้ำมาก่อน แล้วถมดินเพื่อสร้างเป็นโครงการ ปัญหาที่จะตามมาคือบ้านเสี่ยงทรุดหนัก เพราะดินเดิมชั้นล่างอุ้มน้ำสูง ส่วนดินที่ถมมักจะเป็นดินชั้นบนที่หลวม ทำให้เกิดการทรุดตัวรุนแรงและไม่เท่ากันในแต่ละจุดของพื้นที่
แล้วเราสามารถเช็คได้ยังไงว่าที่ดินเดิมเคยเป็นบ่อน้ำมาก่อน อย่างแรกเลย วิธีสังเกตง่ายๆจากการดูชื่อทำเลที่มีคำว่า “บึง” “หนอง” “บาง” “คลอง” “แพรก” หรือ “ทุ่ง” ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเป็นที่ลุ่มต่ำหรือเคยเป็นแหล่งน้ำมาก่อน ดินโซนนั้นจะนิ่มเป็นพิเศษ แต่ถ้าอยากได้ความแน่ใจ แนะนำวิธีที่สอง คือ เช็คใน Google Map แล้วกดย้อนไปสัก 2-10 ปีก็พอรู้เรื่องแล้วค่ะ
วิธีการเช็คพื้นที่ย้อนหลังจาก Google Map ทำได้ง่ายๆเลยค่ะ เริ่มจากเอาไอคอนรูปคนสีเหลือง (Street View) ไปวางในที่ดินที่ต้องการตรวจสอบ จากนั้นกด See More Data แล้วเลื่อนดูปีที่เราต้องการย้อนไปดูได้เลยค่ะ
ทำเลน้ำท่วมซ้ำซาก
อีกหนึ่งปัญหาที่คนเป็นกังวล คือทำเลที่มีน้ำท่วมขัง ซึ่งเรื่องนี้เราเองก็มีประสบการณ์ตรง เพราะเมื่อปีก่อนเพิ่งจะขายบ้านแถวนนทบุรีไป หนึ่งในคำถามที่คนแวะเวียนมาดูบ้านเราถามมากที่สุด คือ ‘ปี 54 น้ำท่วมมั้ย’ แม้ที่ตรงนั้นจะไม่ใช่พื้นที่ที่น้ำท่วมซ้ำทุกปี แค่มีผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ คนก็ไม่สบายใจแล้วนะ ยิ่งถ้าเป็นที่ดินที่น้ำท่วมซ้ำซากยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยค่ะ เลี่ยงได้เลี่ยง เพราะบ้านจะพัง รถเสียหาย ต้องมารีโนเวทซ่อมแซมกันยกใหญ่ ต้องนอกจากนี้ยังขายต่อยากมากในอนาคตด้วยค่ะ
ซึ่งในปัจจุบันก็มีวิธีเช็คจุดน้ำท่วมซ้ำซากง่ายๆเลยค่ะ เพราะมีเว็บไซต์ disaster.gistda.or.th สำหรับเช็คพื้นที่ที่มีน้ำท่วมซ้ำได้เเล้ว
ทำเลติดโรงงานอุตสาหกรรม
ไม่ใช่ว่าบ้านใกล้โรงงานจะมีปัญหาเสมอนะ ต้องดูว่าเป็นโรงงานอะไร หากเป็นเพียงโรงงานทั่วๆไปที่ไม่ก่อให้เกิดฝุ่นหรือใช้สารเคมีหนัก เรามองว่าก็ยังพอรับได้นะ แต่ถ้าเป็นโรงงานที่ใช้สารเคมี หรือฝุ่นควัน เช่น โรงงานพลาสติก , โรงงานทำสี ซึ่งส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจในระยะยาว
โรงงานความเสี่ยงสูง
วิธีเลี่ยงคือเราสามารถเช็คผังสีเมือง แล้วเลือกทำเลที่ไม่อนุญาตให้มีโรงงาน โดยโซนที่ห้ามมีโรงงานเด็ดขาด คือ สีแดง , สีเขียว , สีน้ำตาล ส่วนสีเหลืองและส้มจะให้มีโรงงานเล็กๆที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษได้
จริงๆทำเลที่ควรเลี่ยงในการซื้อบ้าน มีอีกมากมายนะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรายอมรับข้อเสียนั้นได้มากน้อยแค่ไหน เราจึงแบ่งระดับทำเลที่ควรเลี่ยงเป็น 3 ระดับ
ระดับที่ 1 : กระทบการใช้ชีวิตบ้าง หากรับได้ก็อาจไม่ใช่ปัญหา
ทำเลมีเสียงรบกวน : ลองเข้าชมโครงการช่วงที่มีเสียงดังมากๆ / เลือกทำเลหลบเส้นทางรถ Ambulance / ใช้ประตูหน้าต่างกันเสียง
ทำเลรถติด : เลือกทำเลที่มีทางลัดเลาะมากกว่า 1 ทาง เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นที่รถติด
ทำเลมีกลิ่นรบกวน : เช็คตำแหน่งบ่อพักขยะ หากจำเป็นต้องอยู่ใกล้ เลือกทำเลที่อยู่ทิศเหนือลม
ระดับที่ 2 : เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในระยะยาว
ที่ดินตาบอด / ทางเข้า-ออกเป็นถนนส่วนบุคคล : ดูสารบัญหลังโฉนด / เช็คกับสำนักงานที่ดิน /ถามการประปาและการไฟฟ้า ว่า ขยายเขตปักเสาพาดสาย และเดินท่อน้ำประปาเข้ามาได้ไหม
แนวเวนคืนที่ดิน : Check ได้ที่ Thaivaluer Maps GIS
ระดับที่ 3 : ส่งผลกระทบกับเรื่องความปลอดภัย สุขภาพ ตัวบ้าน รวมถึงสิ่งของ
ทำเลติดคอสะพาน หรือ ทางโค้งหักศอก : ทำเลแบบนี้แก้ยาก แต่เราก็เห็นตั้งแต่เข้าชมโครงการ หรือเห็นทำเลเลย และต้องระมัดระวังอุบัติเหตุ
ที่ดินเดิมเคยเป็นบ่อน้ำมาก่อน : Check ได้จาก Google Map ย้อนหลัง 2-10 ปี
ทำเลน้ำท่วมซ้ำซาก : Check ได้ที่ disaster.gistda.or.th
ทำเลติดโรงงานอุตสาหกรรม : ดูผังสีเมือง เลือกทำเลห้ามสร้างโรงงานอันตราย
เป็นยังไงบ้างคะกับบทความ ‘เปิดทำเลที่ควรเลี่ยงในการซื้อบ้าน พร้อมวิธีเช็คก่อนซื้อและแนวทางแก้ไข’ มีหลายอย่างที่เราอาจมองข้ามไปเลยใช่มั้ย
เราหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์สำหรับคนที่กำลังพิจารณาจะซื้อบ้านตามทำเลต่างๆ ไว้ครั้งหน้าทาง Think of Living จะมีบทความน่าสนใจอะไรอีกบ้าง ติดตามกันต่อได้เลย 😊
