
หากมองย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ใครจะคิดว่า ‘บางนา’ จะกลายเป็น New CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยจุดเปลี่ยนแรกในอดีตเรามองว่าอยู่ที่การมาของ ‘สนามบินสุวรรณภูมิ’ ในปีพ.ศ. 2549 ซึ่งเดิมบางนาก็ถือเป็นประตูด่านแรกที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพและพื้นที่ Eastern Economic Corridor หรือ EEC (ฉะเชิงเทรา , ชลบุรี , ระยอง) ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอยู่แล้ว
แต่การมาของสนามบินระดับนานาชาตินี้ถือเป็นสปอตไลท์ดวงใหญ่ที่ช่วยยกระดับศักยภาพของย่านให้กลายเป็นพื้นที่เชื่อมต่อทางเศรษฐกิจในระดับสากล ดึงดูดคนทั้งนักลงทุน , กลุ่มแรงงาน และนักท่องเที่ยว ตลอดจน Mega Project ขนาดใหญ่ ที่เข้ามาเติมเต็มคนในย่าน อย่าง Mega บางนา และ IKEA บางนา ที่กลายมาเป็น Landmark ของย่านในปัจจุบัน
และสิ่งที่วัดความเจริญของบางนาได้เห็นภาพชัดมากที่สุดก็คือ ‘ราคาที่ดิน’ หลายคนอาจได้ยินข่าวมาบ้างว่าบางนากำลังจะมี Mega Project ใหม่ อย่าง ‘Mega บางนา เฟส 2’ และ ‘รถไฟฟ้าสายสีเงิน’ ที่วิ่งเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียว (BTS) ที่สถานีบางนา เข้าสู่สุวรรณภูมิได้เลย ซึ่งเรามองว่านี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ของบางนาอีกครั้ง โดยเฉพาะในวงการอสังหาริมทรัพย์
แต่ต้องยอมรับว่าเดิมราคาที่ดินในโซนบางนา ก็จัดเป็นย่านที่เติบโตสูงติดระดับ Top 5 ในโซนกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับในปี 2568 ก็เพิ่มสูงขึ้นถึง 30% เลยทีเดียว และหลังจากการประกาศเดินหน้า Mega Project นี่คือการ ‘รีเซ็ตราคาที่ดิน’ ครั้งใหม่ ในช่วงเวลารอยต่อนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของกลุ่มนักลงทุนและคนที่กำลังมองหาบ้านในโซนนี้ ก่อนที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น!!
Mega Project บางนา มีอะไรบ้าง?
ปัจจัยในการเติบโตของย่านบางนาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาขับเคลื่อนด้วย Mega Project ขนาดใหญ่ทั้งของภาครัฐและเอกชน อาทิ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง (MRT) ช่วงลาดพร้าว – สำโรง ที่เปิดให้ใช้บริการไปเมื่อช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา และโครงการ Mixed – Use ขนาดใหญ่ พื้นที่กว่า 1,200,000 ตร.ม. อย่าง ‘Bangkok Mall’ ที่กำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการก่อสร้าง
ความน่าสนใจล่าสุดคือ การอัปเดตร่างผังเมืองรวมจังหวัดสมุทรปราการ ในบริเวณรอบๆ Mega บางนา หรือช่วงกลางของโซนบางนา-ตราด ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่สีแดง (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) โดยขยับค่า FAR (อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน) ขึ้นสูงสุดถึง 9 : 1 ส่งผลให้อนาคตเราจะได้เห็นตึกสูง คอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ และโครงการเชิงพาณิชย์ผุดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ในช่วงปี 2569 ยังมี Highlight จาก Mega Project อีกหลายโครงการที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมย่านบางนาให้เติบโตแบบก้าวกระโดด จะมีทำเลไหนที่ได้อานิสงส์และน่าจับตามองบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ!
Bangkok Mall (แบงค็อก มอลล์)
Bangkok Mall (แบงค็อก มอลล์) อยู่ตรงไหน? โครงการนี้เป็นอภิมหาโปรเจกต์มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท ตั้งอยู่บริเวณแยกบางนา ซึ่งเป็นจุดตัดของถนนสุขุมวิท และถนนเทพรัตน (บางนา – ตราด ช่วง กม. 1) ตรงข้าม BITEC บางนา การเดินทางมาถือว่าสะดวกมาก เพราะเป็นทำเลติดถนนใหญ่ ใกล้จุดขึ้น – ลงทางพิเศษเฉลิมมหานคร และ BTS สายสีเขียว ระหว่างสถานีอุดมสุขและบางนา มี Skywalk เดินเชื่อมต่อเข้าอาคารได้เลย โดยโครงการเป็น Mixed – Use ขนาดใหญ่ เนื้อที่ 1,200,000 ตร.ม. (ใหญ่กว่า Central World 2 เท่า!!) บนเนื้อที่ 100 ไร่ ซึ่งจะกลายเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยค่ะ
ฟังก์ชันหลักประกอบด้วย พื้นที่ศูนย์การค้า ที่มีทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าและร้านอาหารแบรนด์ดังไว้ครบ , ฮอล์จัดแสดงคอนเสิร์ตและอีเวนต์ จุคนได้ราว 16,000 – 20,000 ที่นั่ง , โรงภาพยนตร์ , สวนสนุก , สวนน้ำ , อาคารสำนักงาน , โรงแรมและคอนโดมิเนียมหรู รวมถึงสถานีขนส่งผู้โดยสาร พื้นที่ประมาณ 7.5 ไร่ รวมถึงอาคารที่จอดรถที่สามารถรองรับผู้มาใช้งานได้สูงสุดถึง 8,000 คัน โดยปัจจุบันโครงการกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดให้บริการเฟส 1 ได้ในปี 2569 – 2570 และจะแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในปี 2572 ค่ะ
Mega City Bangna (เมกา ซิตี้ บางนา)
เตรียมขยายเฟส 2 ครั้งใหญ่ในรอบ 14 ปี กับ Mega บางนา พร้อมทุ่มงบกว่า 6,000 ล้านบาท โดยโครงการนี้เกิดจากการร่วมมือระหว่าง เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ อิคาโน เซ็นเตอร์ (Ikano Centres – ผู้บริหาร IKEA) เพื่อขยายพื้นที่ศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นอีก 170,000 ตร.ม. รวมกับเฟสเดิมจะทำให้มีพื้นที่รวมเป็น 800,000 ตร.ม. โดย Highlghtt จะอยู่ที่ 3 ฟังก์ชันใหม่ คือ
- Mega Skyline หรือสวนนลอยฟ้าขนาดใหญ่ พื้นที่รวมกว่า 7 ไร่ แบ่งเป็นโซน Pet – Friendly ที่สามารถพาน้องหมา น้องแมวมาเดินเล่น ออกกำลังกายได้
- Mega Loft พื้นที่รวมร้านอาหารและ Co – working Space เนื้อที่กว่า 2,000 ตร.ม. กลายเป็น Hub แห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันออก
- เติมแบรนด์ใหม่กว่า 250 แบรนด์ เพิ่มแบรนด์ระดับ Luxury เข้ามากว่า 20 แบรนด์ รวมถึงเพิ่มพื้นที่จอดรถใหม่อีก 1,750 คัน เพิ่มรองรับกลุ่มผู้ใช้งานที่จะตั้งเป้าจะเพิ่มขึ้นจากเดิมปีละ 60 ล้านครั้ง เป็น 65 ล้านครั้งต่อปี
โดยโครงการเฟส 2 นี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการ Mixed – Use ขนาดใหญ่ “Mega City” ที่มีมูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาท บนเนื้อที่ 325 ไร่ รวมศูนย์การค้า , อาคารสำนักงาน ,โรงแรม , ที่พักอาศัย , Health Care , Sport และ Education Center ในอนาคต ทำให้โครงการนี้ไม่ใช้แค่ศูนย์การค้าแห่งใหม่ แต่เป็นโมเดลเมืองขนาดใหญ่ที่รวมสิ่งอำนวยความสะดวกไว้แบบครบวงจรในย่านบางนา โดยพื้นที่ห้างเฟส 2 คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการก่อนใครภายในปี 2571
Suvarnabhumi Phase 2 (สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2)
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) มีแผนพัฒนา ‘สุวรรณภูมิ เฟส 2’ โดยมีโครงการสำคัญแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ
- East Expansion : โครงการขยายอาคารผู้โดยสารหลักทิศตะวันออก วงเงินประมาณ 12,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับผู้โดยสารฝั่งอาคารเดิม
- South Terminal (อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ด้านทิศใต้) : ปรับแนวคิดการก่อสร้างใหม่เป็นรูปตัว M (ลดเหลือ 3 อาคารย่อยจากเดิม 4 อาคาร) มีหลุมจอดประชิดอาคาร 81 หลุมจอด โดยแบ่งแผนงานก่อสร้างเป็นเฟสย่อยเพื่อลดภาระดอกเบี้ย คาดว่าจะเปิดใช้งานส่วนแรกได้ช่วงปี 2575 – 2576
- ทางวิ่งเส้นที่ 4 (รันเวย์ 4) : บรรจุอยู่ในแผนแม่บทควบคู่ไปกับการพัฒนาฝั่งทิศใต้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการขึ้น – ลงของอากาศยานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้นประมาณ 258,889 ล้านบาท เพื่อช่วยขยายขีดจำกัดในการรองรับผู้โดยสาร ลดความแออัดและช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง รวมถึงรองรับจำนวนเที่ยวบินได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ซึ่งแน่นอนว่าการขยายตัวระดับนี้ จะเข้ามาช่วยเพิ่มความคึกคักให้กับ ‘บางนา’ ได้อีกมหาศาล
รถไฟฟ้าสายสีเงิน บางนา – สุวรรณภูมิ (LRT Silver Line)
ขอขีดเส้นใต้ไฮไลต์หนักๆ ให้กับโครงการนี้เลย “รถไฟฟ้าสายสีเงิน บางนา – สุวรรณภูมิ (LRT Silver Line)” แนวรถไฟฟ้าสายใหม่ที่จะตัดผ่านใจกลางโซนบางนา!! ซึ่งเรามองว่าโครงการนี้จะมาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของย่านอย่างแน่นอน ย้อนกลับไปในอดีตรถไฟฟ้าสายนี้ถูกเรียกว่า ‘สายสีฟ้าอ่อน’ ในช่วงประมาณปี 2564 ก่อนจะถูกเคาะชื่ออย่างเป็นทางการในแผนแม่บทใหม่ โดยโครงการนี้ถือเป็นระบบรถไฟฟ้ารางคู่ขนาดเบา (Light Rail Transit หรือ LRT) สายแรกของไทยที่เชื่อมโยงเข้าสู่สนามบินได้โดยตรงเลย
โดยแนวเส้นทางจะเริ่มต้นจากบริเวณแยกบางนา ซึ่งเป็นจุด Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีเขียว (BTS) ที่สถานีบางนา วิ่งมาตามเส้นถนนบางนา – ตราดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (MRT) ที่สถานีวัดศรีเอี่ยม วิ่งผ่าน Mega บางนา มาสิ้นสุดระยะที่ 1 ที่หมู่บ้านธนาซิตี้ (บางนา – ธนาซิตี้) ก่อนจะเริ่มระยะ 2 ที่เป็นส่วนต่อขยาย (ธนาซิตี้ – สุวรรณภูมิใต้) จากหมู่บ้านธนาซิตี้ เข้าสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิฝั่งใต้ ระยะทางทั้งหมดประมาณ 20 กิโลเมตร
อัปเดตปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างเตรียมการดําเนินการจัดจ้างที่ปรึกษา ทบทวนรายละเอียดความเหมาะสมและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ใหม่ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2573 แล้วเสร็จประมาณปี 2576
“รถไฟฟ้าสายสีเงิน บางนา – สุวรรณภูมิ (LRT Silver Line)” มีจำนวนสถานีทั้งหมด 14 สถานี เป็นทางยกระดับตลอดเส้นทาง วิ่งขนานไปตามแนวถนนบางนา – ตราด ซึ่งเป็นเส้นทางที่ตัดผ่านศูนย์กลางความเจริญและ Node สำคัญๆ ของย่าน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งงานและคลังสินค้าขนาดใหญ่ , ห้างสรรพสินค้า อย่าง BITEC บางนา , Bangkok Mall , Central บางนา , Mega บางนา รวมถึงสนามบินสุวรรณภูมิที่เป็นสถานีปลายทาง ช่วยให้คนในย่านสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
และสิ่งที่ตามมาทันทีก็คือ มูลค่าของที่ดินโดยรอบ ซึ่งส่งผลโดยตรงกับกลุ่มตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นโครงการแนวราบหรือคอนโดมิเนียม ข้อดีคือในอนาคตเราจะมีตัวเลือกที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เพิ่มมากขึ้น บนทำเลศักยภาพที่ใกล้ทั้งห้างและรถไฟฟ้า แต่ในมุมกลับกันในแง่ของราคาอสังหาฯ ในอีก 7 ปีข้างหน้าหากโครงการแล้วเสร็จ เรามองว่ามูลค่าอาจพุ่งสูงมากขึ้นกว่า 30% – 50% จากราคาในปัจจุบันเลยก็ได้
จาก “ย่านอุตสาหกรรม” สู่ “ทำเลบ้านระดับ Luxury”
เปลี่ยนภาพจำของ ‘บางนา’ จากทำเลที่เชื่อมต่อแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สู่ย่านที่รวมโครงการแนวราบระดับ Luxury ถือเป็นผลมาจากการพัฒนา Mega Project อย่างต่อเนื่องของย่าน เพื่อเชื่อมต่อโซน EEC และฝั่งกรุงเทพฯ ชั้นใน ‘บางนา’ จึงกลายเป็น Hub เพื่อรองรับคนที่กำลังมองหาบ้านใกล้โซนใจกลางเมือง แต่ยังได้พื้นที่ใช้สอยใหญ่ รอบๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ใกล้ทั้งทางด่วน , สนามบิน , ห้างสรรพสินค้า , โรงพยาบาล และโรงเรียนนานาชาติที่รวมกันอยู่ในย่านกว่า 20 แห่ง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่
ซึ่งจากข้อมูลทางสถิติระบุว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนในบางนา สูงเป็นอันดับ 2 ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล (เฉลี่ยประมาณ 91,000 บาท/เดือน) แสดงให้เห็นถึง Demand ของคนที่มีกำลังซื้อสูงในย่าน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมย่านนี้ถึงกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูด Developer ชั้นนำให้เข้ามาปักหมุดโครงการบ้านหรูใน ‘บางนา’ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อยากได้ ‘บ้านเดี่ยวบางนา’ ต้องมีงบเท่าไร?
จากการมาของรถไฟฟ้าสายสีเงิน และ Mega Project ขนาดใหญ่ เราขอแบ่งโซนบ้านเดี่ยวบางนาที่น่าสนใจออกเป็น 3 ทำเลหลักๆ ดังนี้
- บางนาตอนต้น (ถนนสุขุมวิท – บางนา กม.5) : เป็นโซนด้านหน้าเชื่อมต่อกับโซนอโศก – ทองหล่อได้ง่ายที่สุดด้วยถนนใหญ่สุขุมวิท มีรถไฟฟ้าสายสีเขียวตัดผ่าน ทำให้ราคาที่ดินในย่านค่อนข้างสูง พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกพัฒนาเป็นคอนโด High Rise ส่วนโครงการแนวราบถือว่าค่อนข้างเป็น Rare Item อาทิ บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ราคาตั้งแต่ 30 – 100 ล้านบาทขึ้นไป
- บางนาตอนกลาง (บางนา กม.6 – บางนา กม. 10) : เป็นศูนย์กลางความเจริญของย่าน มี Mega บางนา เป็น Landmark สำคัญ สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง MRT บนถนนศรีนครินทร์ได้ง่าย และสามารถขึ้นลงทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษกได้สะดวก จึงเป็นย่านที่รวมโครงการบ้านเดี่ยวไว้หลากหลาย โดยราคาจะหยิบจับได้ง่ายกว่าช่วงบางนาตอนต้น (เริ่ม 10 – 100 ล้านบาทขึ้นไป) แต่ก็แลกมาด้วยความพลุกพล่าน และการจราจรที่ค่อนข้างติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน
- บางนาตอนปลาย (บางนา กม.11 – บางนา กม. 15) : ช่วงสุดท้ายของแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเงิน ก่อนจะสิ้นสุดส่วนต่อขยายที่สนามบินสุวรรณภูมิ ได้บรรยากาศที่สงบและเป็นส่วนตัวมากขึ้นในระยะเพียงไม่กี่กิโลเมตร ในราคาที่ใกล้เคียงกัน โซนนี้จะได้ขนาดที่ดินใหญ่กว่า เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในโซนใกล้เคียงกัน เหมาะกับคนที่มองหาความคุ้มค่าในระยะยาว (เริ่ม 10 – 50 ล้านบาทขึ้นไป)
ทำไมต้องบ้านเดี่ยวจาก LH?
LH หรือ Land&Houses ถือเป็น Developer เจ้าแรกๆ ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพในโซนบางนา เห็นได้จากจำนวนโครงการที่มีกระจายให้เลือกครอบคลุมในทุก Segment ตั้งแต่ย่านบางนาตอนต้น ตอนกลาง และตอนปลาย ราคามีให้เลือกตั้งแต่ 8 – 80 ล้านบาทขึ้นไป โดยโครงการที่เราจะพามาอัปเดตให้ชมกันวันนี้ จะตั้งอยู่ระหว่าง Mega บางนา และสนามบินสุวรรณภูมิ บนทำเล ‘บางนา กม.13 และ บางนา กม. 15’ ถือเป็นโครงการบ้านเดี่ยวที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเงิน ในระยะไม่เกิน 3 กิโลเมตร และอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้โครงการบ้านเดี่ยวจาก LH แตกต่างจากโครงการบ้านจัดสรรทั่วไปก็คือ การพัฒนาโครงการในรูปแบบของ ‘Community’
ข้อดีของ Residential Community คืออะไร?
- ระบบรักษาความปลอดภัย : เมื่อเทียบกับโครงการบ้านทั่วไปที่ระบบรักษาความปลอดภัยจะสิ้นสุดอยู่แค่บริเวณ Main Gate ซึ่งหากทางเข้าอยู่ติดกับถนนสาธารณะ ก็อาจจะมีความพลุกพล่านที่มากกว่า ต่างจากโครงการบ้านที่พัฒนาในรูปแบบ Community ขนาดใหญ่ ที่จะมีระบบคัดกรองบุคคลเข้า – ออกอย่างเป็นระเบียบ ทำให้การเดินทางจากถนนใหญ่เข้ามาถึงตัวโครงการด้านใน จึงเหมือนมี Double Gate Security ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยได้
- บรรยากาศร่มรื่นเป็นระเบียบ : การพัฒนาในรูปแบบ Community จะมีการจัดวางภูมิทัศน์ให้สวยงามและร่มรื่นตั้งแต่บริเวณทางเข้าหลัก รวมถึงการจัดการทัศนียภาพโดยรอบเพื่อลดสิ่งรบกวนสายตา เช่น การนำระบบสายไฟลงใต้ดินทั้งหมด การดีไซน์ถนนภายในโครงการให้กว้างขวางพร้อมระบบไฟส่องสว่างที่ทั่วถึง นอกจากนี้ภายในโครงการยังมาพร้อมสวนขนาดใหญ่หรือเลค (Lake) ที่ช่วยเสริมให้บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลาย สวยงาม น่าอยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นอีกจุดแข็งของโครงการจาก LH เลยค่ะ
- ความสงบและเป็นส่วนตัวสูง : โครงการบ้านเดี่ยวที่ตั้งอยู่ติดริมถนนใหญ่ มักหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับปัญหามลภาวะทางเสียงและฝุ่นละอองรบกวน ต่างจากโครงการบ้านที่พัฒนาในรูปแบบ Community ซึ่งจะออกแบบให้มีถนนส่วนตัวเชื่อมต่อเข้ามาด้านใน ก่อนจะแยกย้ายไปตามซุ้มประตูของแต่ละโครงการ จึงทำให้พื้นที่อยู่อาศัยจริงจะถูกร่นเข้ามา จึงถือเป็นการช่วยตัดเสียงรบกวนและเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับลูกบ้านได้ดี
LH Bangna km 13
เป็น Community ที่รวมโครงการบ้านทั้ง 3 แบรนด์ไว้ด้วยกันคือ SIWALEE , CHAIYAPRUEK และ VIVE ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 8 – 32 ล้านบาท ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มครอบครัวขนาดเริ่มต้น ไปจนถึงคนที่กำลังมองหาบ้านในระดับ Luxury โครงการตั้งอยู่บนที่ดินขนาดใหญ่ประมาณ 167 ไร่ ในซอยสุขาภิบาล 6 หรือที่คนในพื้นที่คุ้นเคยกันดีว่า ‘ซอยวัดหลวงพ่อโต’ เชื่อมต่อถนนบางนา – ตราดฝั่งขาเข้าเมือง เดินทางเชื่อมต่อไปโซน CBD ได้สะดวก
โดยอนาคตหากรถไฟฟ้าสายสีเงินเปิดให้บริการ คาดว่าโครงการจะตั้งอยู่ใกล้ ‘สถานีธนาซิตี้’ ประมาณ 2.7 กิโลเมตร ถือเป็นโครงการแนวราบที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้ามาก รอบๆ ยังได้ความอุดมสมบูรณ์สูง ใกล้ทั้งร้านค้า , ร้านอาหาร , ปั๊มน้ำมัน และ Market Village สามารถออกมาเลือกจับจ่ายใช้สอยได้ง่าย
SIWALEE บางนา กม.13
SIWALEE บางนา กม.13 เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 2 ชั้น บนเนื้อที่ประมาณ 73 ไร่ มีจำนวนบ้านพักอาศัยประมาณ 326 ยูนิต จุดเด่นของโครงการอยู่ที่แบบบ้านหน้ากว้าง “Minimal Style” มาในราคาหยิบจับง่าย เริ่มต้น 8 – 10 ล้านบาท รูปแบบบ้านมีให้เลือก 3 แบบ ที่ดินเริ่มต้น 50 – 54 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 153 – 211 ตร.ม. ฟังก์ชัน 3 – 4 ห้องนอน มาพร้อมห้องน้ำในตัว และ Private Court Yard (ได้พื้นที่สีเขียวหลังบ้านเยอะเป็นพิเศษ) เหมาะกับคนที่ชอบความโปร่งโล่ง พื้นที่พักผ่อน – ทานอาหาร และห้องครัว เดินเชื่อมต่อใช้งานกันง่าย
SIWALEE บางนา กม.13
โครงการจาก LH โดดเด่นด้วยบรรยากาศที่ร่มรื่น น่าอยู่อาศัย โดย SIWALEE บางนา กม.13 มาพร้อมพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ อาคาร Clubhouse ที่ดูมีเอกลักษณ์ ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงของก้อนเมฆ ให้ความรู้สึกโอ่อ่าสบายตา ถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบความเรียบง่ายแต่ได้ฟังก์ชันครบ รองรับเพื่อนบ้านทั้ง 326 ยูนิตได้แบบสบายๆ ทั้ง สระว่ายน้ำ , ฟิตเนส , Private Studio และพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ลูกบ้านสามารถออกมาใช้งานได้จริง
SIWALEE บางนา กม.13
คลิกชมรีวิวเพิ่มเติมจาก Think of Living : บ้านดีไซน์และฟังก์ชันใหม่ จาก LH เริ่ม 9 ล้านบาท | siwalee บางนา กม.13 | คิดเรื่องอยู่ EP.816
CHAIYAPRUEK บางนา กม.13
CHAIYAPRUEK บางนา กม.13 เหมาะกับคนที่มีงบประมาณ 10.5 – 18 ล้านบาท* ได้พื้นที่ใช้สอยและขนาดที่ดินที่ใหญ่ขึ้น (ที่ดินเริ่มต้น 62 – 100 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 183 – 275 ตร.ม.) แบบบ้านเหมาะกับคนที่ชอบบ้านสไตล์คลาสสิค ด้วยดีไซน์ “Florida Cape Dutch” จุดเด่นอยู่ที่หลังคาจั่วโค้งมนด้านหน้า พร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ครอบครัว เช่น ห้องน้ำในตัวทุกห้องนอน , Courtyard เชื่อมต่อพื้นที่ภายในและสวนภายนอกบ้าน สามารถต่อเติมฟังก์ชัน รองรับการขยับขยายในอนาคตได้ แปลนบ้านยังเป็นหน้ากว้าง เปิดรับวิวรอบด้าน มีฟังก์ชัน Double Volume เหมาะกับคนที่ชอบความโปร่งโล่ง ครัวไทยแยกเป็นสัดส่วนมี Built – in มาให้ และมีการเตรียม Junction ไว้ให้สำหรับคนที่อยากติดตั้ง EV Charger

โครงการตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 53 ไร่ มีบ้านพักอาศัยทั้งหมด 170 ยูนิต เหมาะกับคนที่ชอบความสงบ ไม่พลุกพล่าน ส่วนกลางได้มาใหญ่ถึง 6 ไร่ พร้อมผืนน้ำใจกลางหมู่บ้านเชื่อมต่อกับสระน้ำรูปทรง Free From และอาคาร Clubhouse สไตล์ยุโรป ออกแบบมาได้กลมกลืนกับโซนบ้านพักอาศัย โอบล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ได้บรรยากาศร่มรื่น ใกล้ชิดธรรมชาติ ฟังก์ชันประกอบด้วย Lobby , Co – Working Space และ ฟิตเนส ให้ลูกบ้านสามารถเลือกใช้งานได้
CHAIYAPRUE บางนา กม.13
คลิกชมรีวิวเพิ่มเติมจาก Think of Living : บ้านเดี่ยวพร้อมคอร์ทยาร์ด เริ่ม 10 ล้าน | CHAIYAPRUEK บางนา กม.13 | คิดเรื่องอยู่ EP.741
VIVE บางนา กม.13
VIVE บางนา กม.13 เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 3 ชั้นในระดับ Luxury ราคาเริ่มต้น 32 ล้านบาท* ดีไซน์โดดเด่นด้วยสไตล์ Beyond Loft ไม่เหมือนใคร เหมาะกับคนที่อยากได้บ้านพื้นที่ใช้สอยใหญ่ 421 ตร.ม. เนื้อที่ดินเริ่มต้น 85 ตร.วา มาพร้อมฟังก์ชัน Master Bedroom 4 ห้อง 4 สไตล์ ห้องที่เราชอบคือห้องนอน Duplex บนชั้น 3 ออกแบบมาเป็น Extra Space มี Double Volume สูงถึง 5 เมตร มีชั้นลอยในห้อง สามารถแยกโซนใช้งานได้หลากหลาย ชั้น 2 มาพร้อม Balcony ขนาดใหญ่ ส่วนพักผ่อนเปิดรับวิวได้ 180 องศา มีห้องอเนกประสงค์ชั้นล่าง ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันเพิ่มเองได้ จะทำเป็นห้องทำงาน หรือห้องออกกำลังกายส่วนตัวก็ตอบโจทย์ ด้านข้างมี Courtyard ได้บรรยากาศร่มรื่น ใกล้ชิดธรรมชาติ และลิฟต์โดยสารในบ้านเชื่อมต่อทุกชั้นได้สะดวก
VIVE บางนา กม.13
โครงการ VIVE บางนา กม.13 ได้ความเป็นส่วนตัวสูง ด้วยเพื่อนบ้านเพียง 95 ยูนิต แต่ต้องบอกเลยว่าจัดพื้นที่ส่วนกลางมาให้อลังการมากสมกับเป็นบ้านเดี่ยวระดับ Luxury เริ่มจากพื้นที่ส่วนกลางด้านนอก ได้พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกับอาคาร Clubhouse ด้วย Water Feature Landscape ให้ความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย
มาพร้อมสระว่ายน้ำ Free Form ความยาว 40 เมตร ล้อไปกับอาคารที่เป็นรูปทรง Modern ด้านนอกยังมีสนามบาสเก็ตบอล , สนามฟุตบอล และพื้นที่ปิกนิคสำหรับครอบครัวในสวน ภายใน Clubhouse หรือ VIVE Club เปิดรับวิวธรรมชาติได้รอบด้าน มีโซน Lounge , ฟิตเนส และ Co – Pantry ไว้เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์เล็กๆ ของกลุ่มลูกบ้านได้
VIVE บางนา กม.13
คลิกชมรีวิวเพิ่มเติมจาก Think of Living : บ้าน 3 ชั้น พร้อมลิฟต์และคอร์ทยาร์ดกลางบ้าน เริ่ม 32 ล้าน | VIVE Bangna km 13 | คิดเรื่องอยู่ EP.729
LH Bangna km 15
เดิมมีโครงการบ้าน 3 แบรนด์รวมไว้เช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบัน CHAIYAPRUEK บางนา กม.15 Sold Out ไปแล้วเรียบร้อย จึงเหลือเพียง 2 แบรนด์ที่ยังเปิดขายอยู่ก็คือ MANTANA และ NANTAWAN Bangna Km 15 เป็นบ้านเดี่ยวหรูในราคาเริ่มต้น 14.9 – 80 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งจุดเด่นหลักของ Community นี้คือ ทางเข้า – ออกที่อยู่บนถนนใหญ่ ไม่ต้องเข้าซอย เชื่อมต่อเข้า – ออกเมืองโดยการใช้ทางด่วนได้ง่าย เป็นอีกหนึ่งทำเลที่ได้อานิสงส์จากรถไฟฟ้าสายสีเงิน คาดว่าจะอยู่ใกล้ ‘สถานีธนาซิตี้’ เพียง 600 เมตร เดินทางเข้า – ออกเมืองง่าย ใกล้โรงเรียนนานาชาติชั้นนำ จะไปสนามบินสุวรรณภูมิก็สะดวก
MANTANA บางนา กม.15
MANTANA บางนา กม.15 เป็นบ้านเดี่ยวที่ดินใหญ่ในย่านบางนา การออกแบบมาในสไตล์ Modern Luxury ได้เป็นบ้านหน้ากว้าง โทนสีขาวดูสะอาดตา เหมาะกับคนที่มองหาบ้านเดี่ยวไซส์ใหญ่ ที่ดินเริ่มต้น 74 – 130 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 240 – 361 ตร.ม. ได้ฟังก์ชัน 4 ห้องนอนทุกแบบ จอดรถได้ 3 – 4 คัน มาพร้อมพื้นที่อเนกประสงค์ ในราคาเริ่มต้น 14.9 – 35 ล้านบาท* แปลนบ้านยังได้เป็นแบบหน้ากว้าง เหมาะกับคนที่ชอบความโปร่งโล่ง โดย Highlight จะอยู่ที่ชั้น 2 เป็น Green Oasis ที่เดินเชื่อมต่อจาก Master Bedroom ได้ ช่วยเพิ่มสีสันและความผ่อนคลายให้กับตัวบ้าน
MANTANA บางนา กม.15
บรรยากาศของโครงการ MANTANA บางนา กม.15 มาในสไตล์รีสอร์ต รายล้อมด้วยพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 7.8 ไร่ มีทั้งพื้นที่สีเขียวและผืนน้ำช่วยเสริมความผ่อนคลาย พร้อมทางเดินแนวยาวเสมอขอบน้ำ เดินชมธรรมชาติแบบไม่เหมือนใคร อาคาร Clubhouse ยังออกแบบมาได้โดดเด่น โดย Tree Feature ตรงกลางอาคาร ด้านในมีฟังก์ชัน Lobby , Co-Working Space , Meeting Room , Kid Room เชื่อมต่อด้วยสระว่ายน้ำกลางแจ้ง เปิดรับวิวได้แบบ 360 องศา เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านจำนวน 243 ยูนิต ก็ถือว่าจัดเต็มมาให้สมกับเป็นโครงการระดับ Luxury
MANTANA บางนา กม.15
คลิกชมรีวิวเพิ่มเติมจาก Think of Living : The Sneak EP.230 : MANTANA Bangna km 15 | บ้านตัวอย่างสร้างใหม่พร้อมขาย
NANTAWAN บางนา กม.15
NANTAWAN บางนา กม.15 เป็นโครงการคฤหาสน์หรูระดับ Super Luxury ได้ที่ดิน 140 – 246 ตร.วา ถือเป็นแบรนด์ Segment บนจาก LH มาพร้อมฟังก์ชันใหญ่ 4 – 5 ห้องนอน 6 – 8 ที่จอดรถ รองรับครอบครัวขนาดใหญ่ได้แบบสบายๆ พื้นที่ใช้สอยของบ้านเริ่มต้น 377 – 619 ตร.ม. ราคา 50 – 80 ล้านบาท* การออกแบบมาในสไตล์ยุโรป ตอบโจทย์คนที่ชอบความหรูหราแต่เรียบง่าย ทั้งยังได้ความร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์ของบ้านแบบคลาสสิค
ซึ่งข้อดีของบ้านที่มีเนื้อที่รอบๆ เยอะก็คือ นอกจากจะรองรับการขยับขยายในอนาคต ช่วยเพิ่มบรรยากาศร่มรื่น ผ่อนคลาย ยังกลายเป็น Buffer ระหว่าวเพื่อนบ้าน ช่วยเพิ่มความสงบ เป็นส่วนตัว ภายในบ้านสามารถเปิดรับวิวธรรมชาติได้แบบรอบด้าน มีห้องนอนชั้นล่าง และห้องทำงานแยกเป็นส่วนตัว มี Double Volume ตรงส่วนต้อนรับ ให้ความรู้สึกโอ่อ่าตั้งแต่ทางเข้าบ้าน ชั้น 2 ได้พื้นที่ห้องนอนขนาดใหญ่ มาพร้อมระเบียงและพื้นที่สีเขียวด้านนอก ให้ออกไปใช้งานได้จริง
NANTAWAN บางนา กม.15
โครงการได้ความเป็นส่วนตัวสูง ด้วยจำนวนบ้านพักอาศัยเพียง 118 ยูนิต มาพร้อมพื้นที่ส่วนกลางกว่า 10 ไร่ และ Lake (ทะเลสาป) ขนาดใหญ่ ตรงกลางคือ Clubhouse ออกแบบมาได้หรูหรา อลังการ ได้กลิ่นอายของสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส มาพร้อมฟังก์ชันครบครันทั้ง สระว่ายน้ำ , ฟิตเนส , Co – Living & Co – Working Space ที่ลูกบ้านสามารถมาใช้งาน นั่งเล่น ผ่อนคลาย พร้อมกับชมวิวสวนสวยและทะเลสาบได้
NANTAWAN บางนา กม.15
คลิกชมรีวิวเพิ่มเติมจาก Think of Living : คฤหาสถ์หรูหลังใหญ่ 80 ล้านบาท บนถนนบางนา NANTAWAN Bangna km 15 | คิดเรื่องอยู่ EP.772
บ้านเดี่ยวใกล้รถไฟฟ้าสายสีเงินจาก LH
ใครๆ ก็อยากมีบ้านใกล้รถไฟฟ้า… บ้านเดี่ยวจาก Land & Houses (LH) ในโซนบางนา จึงกลายเป็นคำตอบที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยฝั่งขาเข้าเมือง โดยเฉพาะโครงการบนทำเลศักยภาพอย่าง ‘บางนา กม.13 และ กม.15’ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้โครงการ Mega Project และสถานีรถไฟฟ้าสายสีเงินในอนาคตในระยะไม่เกิน 3 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังเดินทางสะดวก เชื่อมต่อถนนใหญ่ ใกล้ทางด่วน และโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ ตอบโจทย์ครอบครัวเริ่มต้นในงบไม่เกิน 10 ล้านบาท ไปจนถึงผู้ที่มองหาคฤหาสน์หรูเนื้อที่กว่าครึ่งไร่ในราคา 50 – 80 ล้านบาทขึ้นไป
แม้แต่ละโครงการจะมีจุดเด่นแตกต่างกันตามเซกเมนต์ แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนตัดสินใจเลือก LH คือ บรรยากาศโครงการที่ร่มรื่นน่าอยู่ สไตล์บ้านที่เป็นเอกลักษณ์ และมาตรฐานวัสดุที่ให้มาอย่างคุ้มค่า อาทิ
- ระบบความปลอดภัยและการอยู่อาศัย : ประตูเหล็กทนไฟ, ระบบสัญญาณกันขโมย และจุดรองรับ EV Charger ทุกโครงการ
- ฟังก์ชันพร้อมใช้งาน : เฟอร์นิเจอร์ Built-in (ครัวไทย และ Walk-in Closet) รวมถึงพื้นที่สวนรอบบ้านที่จัดตกแต่งมาให้สวยงามแบบใช้งานได้จริงโดยไม่ต้องจัดเพิ่ม
- เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ : ระบบเติมอากาศอัจฉริยะ (AirPlus²) ช่วยให้บ้านหายใจได้และกรองฝุ่น PM2.5
- บริการขนย้ายครบวงจร : บริการช่วยขนย้ายบ้านฟรีแบบครบวงจรโดยผู้เชี่ยวชาญ ช่วยทุ่นแรง ลดค่าใช้จ่าย และทำให้ลูกบ้านมีงบเหลือไปเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ชิ้นโปรดเพิ่มได้
ปัจจุบัน ‘บ้านโซนบางนา’ มีตัวเลือกที่หลากหลาย ทั้งทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว โดยส่วนใหญ่ราคาจะเริ่มต้นตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป สะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าที่ดินและศักยภาพของทำเลที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน แต่หลายคนยังคงยินดีจ่ายเพื่อแลกกับความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตรอบด้าน
ดังนั้นหากใครเจอโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ครบถ้วน ช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสทองในการตัดสินใจ เพราะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อรถไฟฟ้าสายสีเงินก่อสร้างแล้วเสร็จ บ้านที่คุณตัดสินใจซื้อวันนี้ อาจกลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาวก็ได้ค่ะ 🙂
