เชื่อวันวันนี้หลาย ๆ คนยังคงอยู่ในช่วง Work From Home เช่นเดียวกันกับผมนะครับ แต่ก็จัดเป็นช่วงเวลาที่ใช้เวลาอยู่กับบ้านเยอะ และก็เหมาะสมกับการหันมาดูแลและปรับปรุงที่พักอาศัยกัน ซึ่งวันนี้ผมจะมาแนะนำสำหรับใครที่อยากรีโนเวทบ้านหรือคอนโด หรือแม้กระทั่งคนที่กำลังจะสร้างบ้านให้ทราบถึงการเลือกวัสดุปูพื้นให้เหมาะสมกับแต่ละห้องภายในบ้าน รวมถึงราคาค่าใช้จ่ายเบื้องต้นให้ทราบกันด้วยครับ

ความสำคัญของการเลือกวัสดุปูพื้นให้เหมาะสมกับแต่ละห้องภายในบ้านมีมากกว่าที่คุณคิดนะ เพราะนอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว หากเราเลือกวัสดุที่เหมาะสมก็จะช่วยให้ไม่ต้องมาปวดหัวกับการดูแลรักษาในภายหลัง และที่สำคัญคือมันเป็นการทำให้บ้านของคุณเป็นบ้านที่อยู่แล้วมีความสุข เดินแล้วสบายและให้ความรู้สึกที่ดีที่สุดในทุกๆพื้นที่ครับ โดยผมจะขออธิบายในแต่ละพื้นที่ห้องก่อนว่าห้องไหน เหมาะกับการใช้พื้นแบบใด ส่วนรายละเอียดวัสดุและราคา รวมไปถึงวิธีการดูแลรักษาวัสดุแต่ละชนิดจะอยู่ท้ายบทความนะครับ เอาละ.. งั้นเราเปิดประตูบ้านเข้าไปชมในแต่ละห้องกันเลย ตามผมมาครับ

วัสดุปูพื้นที่เหมาะสมในแต่ละห้อง

ห้องนั่งเล่น

เริ่มต้นด้วยพื้นที่ส่วนแรกของตัวบ้านที่จะพบหลังจากเราเปิดประตูเข้ามากันก่อนเลย ส่วนนี้จะเป็นห้องที่เป็นหน้าตาให้เจ้าของบ้าน เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการใช้งานบ่อยที่สุดในตัวบ้านและคอนโด รวมทั้งเป็นห้องที่คนภายในบ้านใช้เวลาร่วมกัน มีการวางเฟอร์นิเจอร์เยอะและหลากหลาย วัสดุปูพื้นที่ใช้จึงควรมีความแข็งแรงทนทาน ไม่เป็นรอยง่ายและทำความสะอาดได้ไม่ยาก ซึ่งจริงๆแล้วพื้นที่นี้ก็สามารถเลือกใช้วัสดุได้หลากหลาย แล้วแต่สไตล์การตกแต่งของเจ้าของบ้าน จะเป็นพื้นไม้ พื้นหิน หรือพื้นกระเบื้อง แล้วแต่เลือกเลยครับ ซึ่งในแต่ละชนิดก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป

โดยกลุ่มแรกที่ผมอยากแนะนำจะเป็นการใช้พื้นหินหรือพื้นกระเบื้อง ที่เป็นวัสดุปิดผิวยอดนิยมของพื้นชั้น 1 สำหรับบ้านและทาวน์โฮม ซึ่งทั้งสองประเภทนี้จะมีผิวสัมผัสคล้ายกันที่เรียบและมีคุณสมบัติแข็งแรง ไม่โดนปลวกกิน ทำความสะอาดได้ง่าย ช่วยให้บ้านดูกว้างและสว่างมากยิ่งขึ้น และเมื่อเดินจะให้ความรู้สึกเย็น แถมมีสีสันและลวดลายให้เลือกหลายแบบ แต่อย่างไรก็ตามพื้นหินหรือพื้นกระเบื้องก็มีราคาที่แตกต่างและหลากหลายเลยนะครับ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ส่วนหลังของบทความครับ

อีกกลุ่มนึงจะเป็นวัสดุประเภทไม้หรือวัสดุทดแทนไม้ ซึ่งมักจะเห็นกันที่ห้องนั่งเล่นในคอนโด หรือชั้น 2 ของบ้านและทาวน์โฮมครับ โดยการปูพื้นไม้ที่ห้องนั่งเล่น จะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นมากกว่ากระเบื้อง ผิวสัมผัสจะได้ความเป็นธรรมชาติจากลายไม้ แต่จะมีข้อเสียที่ความแข็งแรงน้อยกว่ากระเบื้อง บางชนิดจะเป็นรอยขีดข่วนได้ง่าย และทำความสะอาดได้ยากกว่า โดยแบ่งออกมาอีกหลายประเภทเลย ทั้งพื้นไม้ลามิเนต พื้นกระเบื้องยางลายไม้ พื้น Engineering Wood และไม้จริง โดยแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติและช่วงราคาที่แตกต่างกันเยอะเลยครับ

ห้องครัว

เป็นอีกหนึ่งห้องที่วัสดุปูพื้นค่อนข้างสำคัญเลยครับ ถ้าเลือกผิดมีชีวิตเปลี่ยนได้เลยเหมือนกัน เพราะเป็นห้องที่ต้องเผชิญทั้งคราบสกปรกและความมัน เช่น เศษอาหาร น้ำมัน กลิ่น รวมไปถึงในเรื่องความปลอดภัยที่มีทั้งของมีคมและความร้อนอีกด้วย ดังนั้นจึงควรต้องเลือกใช้วัสดุที่ดูแลทำความสะอาดได้ง่าย ไม่มีร่องสำหรับเก็บสะสมสิ่งสกปรกได้เยอะ แต่ก็ต้องมีผิวสัมผัสที่ไม่ลื่นจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายภายในห้องครัวได้เช่นกัน

ดังนั้นอย่างแรกเลยผมแนะนำเป็นวัสดุประเภทกระเบื้องแกรนิตโต้หรือกระเบื้อง Porcelain เพราะมีความแข็งแรงทนทาน มีผิวสัมผัสที่ทำความสะอาดได้ง่าย มีร่องรอยต่อแต่ละแผ่นค่อนข้างน้อย ทนต่อความร้อนได้ดี

หรือถ้าใครที่ชอบพื้นไม้ หรือเป็นห้องในคอนโด (สำหรับบางห้องต้องการความต่อเนื่องกับพื้นห้องนั่งเล่น) อาจจะเป็นกระเบื้องยาง (SPC) ก็ได้ เพราะทนต่อน้ำและความชื้น อาจจะทำความสะอาดได้ไม่ง่ายเท่ากระเบื้องแกรนิตโต้ แต่ก็ยังสามารถจัดการได้ง่ายกว่าวัสดุประเภทไม้อื่น ๆ นะครับ โดยจะมีจุดเด่นที่มีการยึดเกาะที่ดี ช่วยลดอุบัติเหตุในการลื่นหกล้มในห้องครัวได้ ส่วนวัสดุที่ควรหลีกเลี่ยงเลย จะเป็นพวกพื้นไม้ลามิเนตที่ไม่ได้ทนต่อน้ำและความชื้น มีพื้นผิวที่เป็นร่องลายไม้ ทำให้อาจจะเกิดเชื้อราและสะสมคราบสิ่งสกปรก จะส่งผลให้เกิดกลิ่นตกค้างได้

ห้องน้ำ

สำหรับห้องน้ำ แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นห้องที่ต้องโดนน้ำและมีความชื้นสูง รวมถึงต้องสัมผัสกับน้ำยาทำความสะอาด และสารเคมีจากพวกสบู่และแชมพูสระผมด้วย ดังนั้นวัสดุที่ควรเลือกใช้ก็ควรจะป้องกันความชื้นได้ดี มีความแข็งแรงสูง มีรอยต่อไม่เยอะ (เพราะจะสะสมเชื้อโรคได้ง่าย) รวมถึงต้องระวังเรื่องความปลอดภัยด้วย เพราะมีโอกาสลื่นบนพื้นได้สูง ซึ่งพื้นที่จะเลือกใช้ก็ควรต้องเป็นพื้นที่ไม่ลื่นจนเกินไป มีความสาก (พื้นในห้องน้ำควรมีความสากหรือค่า R กันลื่นมากกว่า 10) เพื่อลดหรือป้องกันการลื่นล้ม

วัสดุที่แนะนำจะเป็นพวกกระเบื้องแกรนิตโต้, กระเบื้อง Porcelain รวมถึงกระเบื้องเซรามิค หรือจะเป็นพวก หินแกรนิต หินเทียม และหิน Quatz ก็ได้ แต่ไม่ควรใช้หินอ่อนเพราะมีรูบนพื้นผิวเยอะ ซึ่งจะเก็บสะสมสิ่งสกปรกได้ง่ายครับ และควรหลีกเลี่ยงวัสดุที่ที่ไม่ทนความชื้นจำพวกไม้นะครับ เพราะจะเกิดเชื้อราและพองได้ง่าย นอกซะจากจะแบ่งส่วนแห้งส่วนเปียกภายในห้องน้ำอย่างชัดเจน มีการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดก็สามารถทำได้ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าลืมทำระบบกันซึมบนพื้นโครงสร้างคอนกรีตก่อนปูพื้นด้วย เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมจากการใช้งานครับ

ห้องนอน

ห้องนี้เป็นห้องที่ถูกสร้างมาสำหรับการพักผ่อน ซึ่งต้องการความเป็นส่วนตัวสูง โดยทั่วไปแล้วสามารถตกแต่งอย่างไรก็ได้ตามความชื่นชอบของผู้อยู่อาศัย แต่อยากให้เน้นบรรยากาศผ่อนคลายและเหมาะสำหรับการพักผ่อน ทำความสะอาดได้ง่าย ไม่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

อย่างแรกส่วนตัวผมแนะนำเป็นพื้นไม้ หรือวัสดุทดแทนไม้ครับ ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องยางลายไม้ SPC, ไม้ลามิเนต, ไม้ Engineering Wood, หรือไม้จริง เพราะมีผิวสัมผัสที่อบอุ่น ไม่เย็นเท้า ทำให้บรรยากาศภายในห้องดูผ่อนคลายและเหมาะกับการพักผ่อน ส่วนใครที่ชอบให้ห้องดูโล่ง และกว้างมากยิ่งขึ้นก็อาจจะใช้เป็นพื้นจำพวกกระเบื้องหรือหินก็ได้ครับ แต่จะมีผิวสัมผัสที่เย็นหน่อย แนะนำให้ใส่รองเท้า Slipper ภายในห้องด้วย

รายละเอียดวัสดุ

หลังจากที่ดูความเหมาะสมในการเลือกวัสดุในแต่ละห้องกันมาแล้ว คราวนี้มาลองดูรายละเอียดวัสดุในแต่ละประเภทกันบ้างครับ โดยผมจะจำแนกออกเป็นทีละประเภท และอธิบายถึงข้อดี-ข้อเสีย, การดูแลรักษาเบื้องต้น และราคาคร่าว ๆ ครับ ลองไปชมกันเลย

หินอ่อน

ข้อดี : เป็นวัสดุที่ให้ความเงางาม หรูหรา ด้วยลวดลายที่เป็นธรรมชาติ มีความทนทาน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ติดตั้ง และทำความสะอาดได้ง่าย
ข้อเสีย : ไม่ทนต่อกรด ไม่ค่อยทนต่อรอยขีดข่วน ความร้อนของแสงแดดสามารถทำให้สีของหินอ่อนซีดจางได้ จึงไม่เหมาะที่จะนำไปตกแต่งในพื้นที่โดนแสงจัด
วิธีการดูแลรักษา : ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแล้วตามด้วยผ้าแห้ง ใช้น้ำยาขัดพื้นหินอ่อนจะมีราคาสูงขึ้น แต่ได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า
ราคาโดยประมาณ : ถ้าจากจีนจะประมาณ 1,200 – 4,000 บาท/ตร.ม. นำเข้าจาก ยุโรป มีตั้งแต่ประมาณ 3,000 บาท/ตร.ม. ขึ้นไป

หินแกรนิต

ข้อดี : แข็งแรงทนทานสูง ทนรอยขีดข่วนได้ดี ทนความชื้น ใช้งานได้นาน สามารถขัดผิวหน้าได้
ข้อเสีย : เนื่องจากเป็นหินธรรมชาติ หากเสียหายแล้วต้องการซ่อมแซม อาจจะหาลายเดิมยาก ทำให้ไม่เกิดความต่อเนื่องนั่นเอง
วิธีการดูแลรักษา : ใช้น้ำธรรมดา ล้างทำความสะอาด หากสกปรก อาจใช้ผงซักฟอก และให้ใช้แปรงขนอ่อน
ราคาโดยประมาณ : 1,400 บาท/ตร.ม. เป็นต้นไป

หินเทียม

ข้อดี : แข็งแรงทนทานสูง ทนรอยขีดข่วนได้ดี ทนความชื้น สั่งผลิตแผ่นใหญ่ได้ตามขนาดที่ต้องการ
ข้อเสีย : มีราคาสูง
วิธีการดูแลรักษา : สามารถใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำสบู่ในการทำความสะอาดได้ ในกรณีที่มีรอยขีดข่วน ให้ใช้กระดาษทรายเบอร์ละเอียดขัดเบาๆ และใช้น้ำยาขัดเงาเช็ดตาม
ราคาโดยประมาณ : เริ่มต้น 3,500 – 4,000 บาท/ตร.ม. เป็นต้นไป

หิน Quatz

ข้อดี : แข็งแรงทนทานมาก กันความชื้น เป็นวัสดุทนไฟ ไม่เป็นรอยขีดข่วน ไม่เป็นทึ่ฝังตัวของแบคทีเรีย
ข้อเสีย : ราคาสูง
วิธีการดูแลรักษา : เช็ดถูได้ปกติเลยครับ
ราคาโดยประมาณ : 5,500 บาท/ตร.ม. เป็นต้นไป

กระเบื้องเซรามิค

ข้อดี : ราคาไม่แพง หาซื้อง่าย มีสีสันและลวดลายให้เลือกเยอะ
ข้อเสีย : เป็นรอยขีดข่วนง่าย มีรอยต่อยาแนวระหว่างแผ่น เมื่อเสียหายแล้วหาลวดลายเดิมซ่อมแซมยาก รื้อแล้วนำกลับมาปูใหม่ไม่ได้
วิธีการดูแลรักษา : ระวังอย่าให้ของมีน้ำหนักตกใส่โดยตรง การทำความสะอาดก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด หรือในกรณีห้องน้ำก็ลงน้ำยาล้างห้องน้ำได้ครับ
ราคาโดยประมาณ : 100 บาท/ตร.ม. เป็นต้นไป

กระเบื้องแกรนิตโต้

ข้อดี : แข็งแรง ทนรอยขีดข่วนได้ดี อัตราการดูดซึมน้ำต่ำ รอยต่อระหว่างแผ่นจะน้อย ปูได้ทั้งภายในและภายนอก อายุการใช้งานยาวนาน
ข้อเสีย : เปียกน้ำแล้วมักจะลื่น ค่าติดตั้งจะสูงกว่ากระเบื้องเซรามิค ตัวกระเบื้องเก็บความเย็น ถ้าอากาศหนาวจะได้ผิวสัมผัสที่เย็นหน่อยนะครับ
วิธีการดูแลรักษา : กวาดพื้นหรือดูดฝุ่นให้สะอาด และเช็ดถูทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดผสมกับน้ำยาถูพื้น
ราคาโดยประมาณ : 200 บาท/ตร.ม. เป็นต้นไป

กระเบื้องกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (Glazed Porcelain Tiles)

ข้อดี : แข็งแรงมาก ทนรอยขีดข่วนได้ดี อัตราการดูดซึมน้ำต่ำ รอยต่อระหว่างแผ่นค่อนข้างน้อย
ข้อเสีย : ราคาสูง เปียกน้ำแล้วมักจะลื่น ตัวกระเบื้องเก็บความเย็น จะได้ผิวสัมผัสเย็นในช่วงอากาศหนาว สำหรับใครที่ขี้หนาวก็อาจจะลำบากหน่อยนะครับ
วิธีการดูแลรักษา : ทำความสะอาดพื้นกระเบื้องพอร์ซเลนจะง่ายกว่ากระเบื้องประเภทอื่นๆ เพราะพื้นผิวมีไม่มีรูพรุน ไม่สะสมเชื้อโรค ใช้ผงซักฟอกผสมน้ำร้อนและลงแปรงขัด จากนั้นใช้ผ้าเช็ดให้แห้งก็เงาแล้วครับ
ราคาโดยประมาณ : เริ่มต้นที่ 700-800 บาท/ตร.ม. เป็นต้นไป

กระเบื้อง SPC

ข้อดี : กันน้ำ น้ำหนักเบา รอยต่อสนิท กันปลวก เมื่อเสียแล้วสามารถซ่อมได้เป็นจุดๆ
ข้อเสีย : ขัดไม่ได้ อายุการใข้งานไม่นานนัก
วิธีการดูแลรักษา : สามารถใช้น้ำยาถูพื้นได้ตามปกติเลยครับ แต่แนะนำให้ใช้น้ำยาที่มีความเป็นกรดต่ำหน่อยนะ จะได้สีไม่จางเร็วครับ
ราคาโดยประมาณ : 400 บาท/ตร.ม. ขึ้นไป

พื้นไม้ลามิเนต

ข้อดี : ราคาไม่แพง มีลวดลายให้เลือกเยอะ ติดตั้งง่าย ปูเสร็จไว ไม่ต้องปรับพื้นเดิมก่อนปู
ข้อเสีย : โดนความชื้นมากไม่ได้ จะพองบวม ไม่ทนแรงกระแทก ถ้าวัสดุปูรองพื้นไม่หนาพอ เวลาเดินแล้วจะมีเสียงดัง
วิธีการดูแลรักษา : สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด นั้นก็คือความชื้น เพราะอาจทำให้ไม้บวมได้ ให้กวาดปกติ ใช้ผ้าบิดหมาด และไม่ควรใช้แปรงขัด เพราะจะเป็นรอยง่ายครับ
ราคาโดยประมาณ : 600-2,200 บาท/ตร.ม.

Engineering Wood

ข้อดี : แข็งแรงทนทาน มีผิวสัมผัสเหมือนไม้จริง ชำรุดเสียหายเปลี่ยนเฉพาะแผ่นที่มีปัญหาได้
ข้อเสีย : ราคาสูง แช่น้ำนานๆไม่ได้ ไม่ได้มีอายุการใช้งานเท่าไม้จริง
วิธีการดูแลรักษา : ทำความสะอาดประจำด้วยผ้าหมาด ไม่ควรทำความสะอาดด้วยน้ำยาซักผ้า หรือผงซักฟอก หลีกเลี่ยงอุปกรณ์ทำความสะอาดที่มีหัวแหลม
ราคาโดยประมาณ : 1,800-6,500 บาท/ตร.ม.

  • ราคาต่าง ๆ อ้างอิงจากการสำรวจเองของผู้เขียน (29/01/21) ยังไงลองเช็คอย่างละเอียดกันอีกทีนะครับ


วัสดุต่าง ๆ ที่เราคุยกันมาในวันนี้ เราคงเห็นกันแล้วว่ามีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันนะครับ และผมก็หวังว่าหลาย ๆ ท่านคงจะได้คำตอบบ้างแล้วว่าห้องไหนภายในบ้านจะเหมาะกับวัสดุแบบไหน เพื่อที่จะสามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสม ดูแลรักษาได้ง่าย และไม่ต้องมาปวดหัวคอยแก้ปัญหาทีหลัง

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าบทความนี้จะมีส่วนช่วยให้คุณผู้อ่านเลือกวัสดุที่เหมาะสมให้กับบ้านแสนสุขของคุณไม่มากก็น้อยนะครับ และหากมีข้อผิดพลาดประการใด ผมขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ


ThinkofLiving มี LINE Official Account แล้วนะครับ
ไม่อยากพลาดข้อมูลข่าวสารก็ Add เลย > https://lin.ee/svACOxc