
กรุงเทพมหานครในช่วงนี้มีอะไรใหม่ๆ เยอะขึ้นมากเลยนะคะ ช่วงนี้เราได้เห็นว่า กทม. มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาดูแลชาวกรุงเทพฯ มากขึ้นมากกกก โดยเฉพาะการใช้ Traffy Fondue เข้ามารับเรื่องร้องเรียนต่างๆ ทั้งรถติด, น้ำท่วม, ทางเท้าชำรุด ก็ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและรวดเร็วมากขึ้น และมีการนำระบบ Adaptive Traffic Control มาใช้ใน 74 แยกทำให้การจราจรดีขึ้นจากเดิม 10-41% ซึ่งอันนี้เป็นเพียงแค่ผลงานส่วนหนึ่งที่กทม. ได้ปรับใช้แล้วเท่านั้นค่ะ
วันนี้เราอยากมาเล่าถึง 3 โปรเจคใหญ่ หากทำสำเร็จน่าจะเข้ามาเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้นอีกเยอะ โดยมี 1 โปรเจคที่ดำเนินการมาสักพักแล้ว ซึ่งกำลังค่อยๆ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองให้เยอะขึ้นคือ โครงการสวน 15 นาที x สิทธิประโยชน์ภาษีที่ดิน
และ 2 โปรเจคที่จะเกิดขึ้นในอนาค คือ โครงการสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และโครงการเปลี่ยนศาลาว่าการ กทม. เป็นพิพิธภัณฑ์เมือง แต่ละโครงการคืบหน้าไปถึงไหน ตามไปอัพเดทกันค่า
1. สวน 15 นาที x สิทธิประโยชน์ภาษีที่ดิน
สวน 15 นาทีเป็นแนวคิดที่เกิดจากความต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชาวกรุงได้มีสวนสาธารณะใกล้บ้าน เดินถึงได้ในระยะประมาณ 800 เมตร หรือเดินประมาณ 15 นาทีถึง!
พอดีกับพระราชกฤษฎีกาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่อัพเดทเมื่อปี 2563 ในมาตรา 8 ที่ยกเว้นภาษีให้กับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่ใช้เป็นสถานที่ให้บริการแก่ประชาชน เช่น เป็นที่เล่นกีฬา ซึ่งที่ดินแปลงแรกๆ ที่ได้ยกเว้นจริงก็เริ่มขึ้นในปี 2565-2566
สวน 15 นาทีจึงเป็นทางออกของคนที่ต้องการยกเว้นภาษี โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของที่ดินในเมืองที่ได้รับมรดกมาจากทางบ้าน แต่จ่ายภาษีที่ดินที่มีมูลค่าสูงมากไม่ไหว หรือต้องการเก็บที่ดินไว้เพื่อรอเพิ่มมูลค่าในอนาคต
โครงการนี้ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันมีสวนที่ได้รับบริจาคแล้ว 74 สวน
หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินเพื่อนำมาใช้เป็นสวน 15 นาที : หลักๆ เลยคือทาง กทม จะดูความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ และความคุ้มค่าจากการยกเว้นภาษี จึงไม่ได้มีเกณฑ์ตายตัวขึ้นอยู่กับความจำเป็น ความเหมาะสมของแปลงที่ดินเสียมากกว่า ซึ่งเบื้องต้นมีเกณฑ์พิจารณาดังนี้ค่ะ
1. ระยะเวลาในการยินยอมให้กรุงเทพมหานครจัดให้ใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์ต้องไม่น้อยกว่า 7 ปี และต้องดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดิน
2. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร แผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฏหมายว่าด้วยการผังเมือง ความหนาแน่นของประชากรที่อาศัยบริเวณดังกล่าว และตั้งอยู่ในบริเวณที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใช้สอยได้โดยสะดวก
3. งบประมาณที่กรุงเทพมหานครต้องนำไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่และความพร้อมในการจัดสรรงบประมาณโดยให้หน่วยงานประสานสำนักงบประมาณกรุงเทพมหานครเพื่อขอทราบข้อมูลในเบื้องต้นก่อนจะทำข้อตกลงกับเจ้าของทรัพย์สิน
4. จำนวนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่กรุงเทพมหานครยกเว้นการจัดเก็บ ว่ามีความคุ้มค่ากับการเปลี่ยนเป็นสวน 15 นาทีมากน้อยแค่ไหน
5. ระยะระยะเวลาในการดำเนินงานในการเข้าไปปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ต้องไม่เกิน 200 วัน
2. สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นโปรเจคที่เราอยากให้เกิดขึ้นจริงมากๆ เราเห็นด้วยกับรศ.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ที่กล่าวว่ากทม. ขาด Landmark ใหม่มานานแล้ว นึกถึงประเทศไทยไทยก็จะนึกถึงแต่วัดพระแก้ว กับพระปรางค์วัดอรุณฯ จึงเห็นด้วยที่ว่าเราควรมีอะไรใหม่ๆ มาดึงดูดนักท่องเที่ยวได้แล้ว
สะพานนี้จะเชื่อมระหว่างโซนทรงวาดฝั่งพระนคร ไปยังแถวๆ “ล้ง” ของฝั่งธนฯ เป็นสะพานที่ไม่ให้รถผ่านนะคะ ขึ้นได้แค่จักรยาน โดยแบบที่เห็นนี้ได้มาจากการประกวดแบบ ซึ่งผู้ที่ชนะคือ นักออกแบบชาวเนเธอร์แลนด์
ซูมให้เห็นตำแหน่งของจุดเชื่อมต่อทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำกันแบบชัดๆ ทางฝั่งธนบุรีจะอยู่บริเวณท่าเรือวัดทองธรรมชาติ ส่วนฝั่งพระนครจะอยู่บริเวณท่าเรือสวัสดี
3. เปลี่ยนศาลาว่าการ กทม. เป็นพิพิธภัณฑ์เมือง
กรุงเทพฯ กำลังจะมีอีก 1 พิพิธภัณฑ์แล้วค่ะ จากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร กลายเป็น “พิพิธภัณฑ์เมือง” ด้วยพื้นที่อาคารขนาดใหญ่ประมาณ 7 ไร่ และลานคนเมืองประมาณ 6.5 ไร่ ตีเลขกลมๆ ทั้งหมดเกือบ 14 ไร่ หรือเทียบเท่าพื้นที่ 3 สนามฟุตบอลเลยทีเดียว
ที่นี่จะกลายเป็น “พิพิธภัณฑ์เมือง” ที่เล่าเรื่องราวของผู้คนในเมือง และทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเกาะรัตนโกสินทร์
พร้อมกันนั้นยังมีแผนพัฒนาลานคนเมืองด้านหน้าให้เป็น “พื้นที่สาธารณะสร้างสรรค์” เปิดโอกาสให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้ย่านประวัติศาสตร์มีชีวิตและเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการย้ายหน่วยงานศาลาว่าการ กทม. เสาชิงช้าไปอยู่ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกทม. 2 โซนดินแดงนะคะ โดยพิพิธภัณฑ์นี้จะประกอบไปด้วย
พิพิธภัณฑ์ท่องประวัติศาสตร์ ย้อนเหตุการณ์กรุงเทพฯ ถ่ายทอดให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งด้านดีและไม่ดี มีเรื่องราวและบทเรียนต่อคนปัจจุบันอย่างไร เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2485 และปี 2554 หรือจะเป็นช่วงเหตุการณ์ประท้วงทางการเมืองและเรียกร้องสิทธิต่างๆ
ปัจจุบันกรุงเทพฯ ขาดพื้นที่สำหรับเยาวชน และไม่มีทุนส่งเสริมในการค้นหาตัวตน หรือเวทีโชว์ผลงานให้เด็กได้แสดงออกมา พิพิธภัณฑ์สร้างฝันค้นหาตัวตนจึงตอบโจทย์การจัดกิจกรรมชั่วคราวประเภทต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ ได้โชว์ของ เช่น นิทรรศการเต้น Cover เกาหลี ในห้องสามารถถ่ายทอดเรื่องราววัฒนธรรมเกาหลีที่เข้ามามีอิทธิพลในไทย เครื่องแต่งกาย หรือความคิดของเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรม รวมถึงสามารถใช้พื้นที่ลานสาธารณะ เป็นพื้นที่การแสดงให้พวกเขาด้วย
พิพิธภัณฑ์ห้องสมุดมนุษย์กรุงเทพฯ เล่าถึงชีวิตคนที่อยู่ในหลายๆ พื้นที่ของกรุงเทพฯ ที่มีคนอาศัยอยู่ในย่านเก่าแก่มานมนาน เพื่อถ่ายทอดว่าการเปลี่ยนแปลงโดยรอบส่งผลต่อพวกเขาอย่างไรบ้าง และพิพิธภัณฑ์นี้จะออกแบบพื้นที่ให้คนทุกกลุ่ม รวมถึงคนพิการด้วย โดยอาจเสนอเรื่องราวในหลายรูปแบบ เช่น เสียง, ภาพ 3 มิติ, กลิ่น หรือบางที่สามารถสแกน QR Code เพื่อดาวน์โหลดข้อมูลมาฟังได้
พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัล ที่นี่จะเป็นที่แสดงผลงานหรือของสะสมของศิลปินที่ทำมาในรูปแบบ NFT ไม่สามารถทำซ้ำหรือลอกเลียนแบบ และมีมูลค่าในตัวเอง เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้นักสร้างสรรค์สามารถโชว์ไอเดียของตนเองได้อย่งเต็มที่ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น
แม้ว่าผลงานจะอยู่ในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งอาจชมออนไลน์จากที่บ้านก็ได้ แต่การชมในพิพิธภัณฑ์นั้นให้ความรู้สึกต่างกัน เพราะการทำเป็นพิพิธภัณฑ์จูงใจให้คนสนใจได้มากกว่า ไม่เพียงแค่เป็นเวทีโชว์ความสามารถของศิลปิน แต่ยังเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ศิลปะที่กระตุ้นให้คนทำผลงานสร้างสรรค์อย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจากหน่วยงานกรุงเทพมหานคร และเพจ Urban Creature

