
“คุณค่าของทำเล” กำลังถูกนิยามใหม่
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน เวลาพูดถึง “ทำเลที่ดี” เรามักนึกถึงคำเดิมๆ อย่าง อยู่ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้ย่านธุรกิจ ใกล้ออฟฟิศ หรือเดินทางสะดวก เพราะสิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้ที่ดินมีราคาแพงขึ้น ใช่มั้ยคะ?
แต่ปัจจุบันนี้ หลายเมืองใหญ่ของโลกกำลังให้นิยามคำว่า “ทำเลที่ดี” ใหม่
เพราะสิ่งที่ทุกคนมองหาไม่ใช่แค่การเดินทางที่สะดวก แต่เป็นการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน หรือที่หลายคนเรียกว่า Livability เมืองที่คนอยากอยู่ ไม่ใช่เมืองที่มีแต่ตึกสูง แต่ต้องเป็นเมืองที่มีพื้นที่ให้เดิน มีที่ให้วิ่ง มีสวนให้พักผ่อน และมี Public Space ที่ทำให้คนอยากออกมาใช้ชีวิต
พอมองไปที่เมืองระดับโลกจะเห็นว่าหลายแห่งลงทุนกับพื้นที่สีเขียวอย่างจริงจัง และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มีแค่เมืองที่สวยขึ้น แต่ยังทำให้มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์รอบๆ เติบโตตามไปด้วย
ลองเริ่มจากสิงคโปร์
หลายคนคงคุ้นเคยกับ Gardens by the Bay ในฐานะแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง แต่เดิมพื้นที่แห่งนี้คือพื้นที่ถมทะเลที่รัฐบาลตั้งใจพัฒนาเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ โดยเลือกสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา แทนที่จะเร่งพัฒนาอาคารหรือศูนย์การค้า
ผลลัพธ์คือ Marina Bay กลายเป็นหนึ่งในทำเลที่มีมูลค่าสูงที่สุดของประเทศ รายล้อมด้วยโรงแรมระดับโลก อาคารสำนักงาน ศูนย์การเงิน และโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี สวนจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่พักผ่อน แต่กลายเป็นหัวใจของการพัฒนาเมืองทั้งย่าน
ฝั่งสหรัฐอเมริกาก็มีตัวอย่างที่ชัดเจนไม่แพ้กัน Central Park ใจกลางนิวยอร์กเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้อสังหาริมทรัพย์รอบสวนมีมูลค่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอาคารที่สามารถมองเห็นวิวสวน ซึ่งมักมีราคาสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพราะผู้ซื้อไม่ได้จ่ายเพียงเพื่อที่อยู่อาศัย แต่รวมถึงคุณภาพชีวิตและพื้นที่สีเขียวที่หาได้ยากในมหานครขนาดใหญ่
อีกตัวอย่างคือเมืองเมลเบิร์น ที่ให้ความสำคัญกับเครือข่ายพื้นที่สีเขียวอย่างจริงจัง โดยออกแบบ Royal Botanic Gardens เชื่อมต่อกับสวน ทางเดิน ทางวิ่ง และแม่น้ำ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนเมือง เมื่อผู้คนออกมาใช้พื้นที่สาธารณะมากขึ้น ธุรกิจ ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรม และที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงก็เติบโตตามมา
แม้ทั้ง 3 เมืองจะมีบริบทต่างกัน แต่มีแนวคิดร่วมกันอย่างหนึ่ง คือไม่ได้มองสวนสาธารณะเป็นพื้นที่ที่สร้างรายได้ไม่ได้ หากมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีบทบาทไม่ต่างจากถนนหนทาง ไม่ต่างจากรถไฟฟ้า เพราะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและดึงดูดการลงทุนในระยะยาว พอกลับมามองกรุงเทพฯ ก็ทำให้เห็นภาพของสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติที่ทำให้มูลค่าของ ‘ถนนวิทยุ’ ชัดเจนขึ้น
ถนนสายนี้อาจไม่มีที่ดินผืนใหญ่เหลือให้พัฒนามากนักเหมือนเมื่อก่อน แต่กลับมีสิ่งที่หาได้ยากที่สุดในเมือง นั่นคือการอยู่ติดกับสวนลุมพินี และอยู่ไม่ไกลจากสวนเบญจกิติ ซึ่งปัจจุบันเชื่อมต่อกันเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในวันที่คนเมืองให้คุณค่ากับการเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย หรือมีพื้นที่สำหรับใช้ชีวิตมากกว่าการเดินทางสะดวกเพียงอย่างเดียว ความหมายของคำว่า “Prime Location” จึงกำลังเปลี่ยนไป มูลค่าของทำเลในอนาคตอาจวัดจากคุณภาพของชีวิตที่ทำเลนั้นมอบให้
และถ้ามองจากบทเรียนของสิงคโปร์ นิวยอร์ก และเมลเบิร์น พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ไม่เคยเป็นเพียง “ของแถม” ของเมือง แต่เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทำเลแห่งนั้นมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป
แล้วถนนวิทยุวันนี้สะท้อนภาพนั้นแล้วหรือยัง?
ก่อนจะพูดถึงศักยภาพของถนนวิทยุในอนาคต ลองดู “ตัวเลข” ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของทำเลนี้ก่อน หากเปรียบเทียบราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา (2555-2569) จะพบว่าถนนวิทยุเป็นหนึ่งในทำเลที่มีการเติบโตของราคาประเมินสูงที่สุดเมื่อเทียบกับถนนสายสำคัญโดยรอบ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 40% จากช่วง 500,000-700,000 บาท/ตร.ว. สู่ระดับ 1,000,000 บาท/ตร.ว. ในรอบการประเมินปี 2566-2569 และปัจจุบันยังอยู่ในกลุ่มทำเลที่มีราคาประเมินสูงสุดของกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่า “ราคาประเมิน” ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริง และไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่สะท้อนมูลค่าของทำเล แต่การที่ราคาประเมินปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็สะท้อนให้เห็นว่าถนนวิทยุกำลังได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะหนึ่งในทำเลสำคัญของกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม…สิ่งที่น่าสนใจนั้นไม่ใช่เพียงตัวเลขที่เพิ่มขึ้นแต่คือทิศทางของทำเล ที่น่าสังเกตคือ ถนนวิทยุยังคงมีราคาประเมินอยู่ในระดับสูง และเติบโตต่อเนื่องแม้เป็นย่านที่พัฒนาเกือบเต็มศักยภาพแล้ว ก็สะท้อนว่าคุณค่าของพื้นที่ไม่ได้เกิดจากการขยายเมืองออกไป แต่เกิดจากคุณภาพของทำเลที่เพิ่มขึ้นภายในพื้นที่เดิม
ทำไมถนนวิทยุถึงมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในทำเลที่มีคุณค่ามากที่สุดของกรุงเทพฯ?
สิ่งที่น่าสนใจของถนนวิทยุ ไม่ใช่แค่เป็นถนนที่รายล้อมด้วยอาคารสำนักงาน โรงแรมหรู หรือโครงการระดับ Super Luxury แต่คือการที่ “ทุกอย่างกำลังส่งเสริมกัน” จนทำให้คุณค่าของทำเลนี้เปลี่ยนไปจากเดิม ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่ปี ถนนวิทยุอาจถูกมองว่าเป็นย่านธุรกิจระดับพรีเมียมของกรุงเทพฯ มีสถานทูต มีสำนักงานใหญ่ของบริษัทขนาดใหญ่ มีโรงแรมระดับห้าดาว และเป็นที่อยู่ของคนที่มีกำลังซื้อสูงอยู่แล้ว
แต่วันนี้ บทบาทของถนนสายนี้กำลังขยับไปอีกขั้น
เหตุผลแรกคือ การเชื่อมสวนลุมพินีกับสวนเบญจกิติเข้าหากันผ่าน Green Mile
เรามองว่าสิ่งที่เปลี่ยนภาพของทั้งย่านมากที่สุด ไม่ใช่การมี Mixed-use โครงการใหม่หรือการเปิดตัวคอนโดแห่งใหม่ แต่เป็นการที่สวนลุมพินีกับสวนเบญจกิติถูกเชื่อมเข้าหากันผ่าน Green Mile จากเดิมที่สวนใหญ่ทั้ง 2 แห่งแยกจากกัน วันนี้ทั้ง 2 สวนเริ่มทำหน้าที่เหมือน Green Network หรือเครือข่ายพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางเมือง
ลองนึกภาพว่าถ้าเราทำงานอยู่บนถนนวิทยุ พักอยู่คอนโดแถวนี้ หรือเข้าพักในโรงแรมบริเวณนี้ หลังเลิกงานคุณสามารถเดินออกจากอาคาร แล้วเข้าสู่เส้นทางสีเขียวเพื่อไปวิ่งออกกำลังกาย ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นในสวนได้ทันที โดยแทบไม่ต้องใช้รถเลย ประสบการณ์แบบนี้แทบไม่มี CBD แห่งไหนของกรุงเทพฯให้ได้
และที่สำคัญ มันไม่ได้หยุดอยู่แค่การเชื่อมสวนเข้าด้วยกัน เพราะช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นการลงทุนของเมืองกับพื้นที่สีเขียวมากขึ้น ทั้งการปรับปรุงสวนลุมพินี การเพิ่มพื้นที่สำหรับกิจกรรมออกกำลังกายต่างๆ กิจกรรมทางน้ำ การพัฒนา Dog Park การปรับภูมิทัศน์ รวมถึงการสร้างศูนย์อาหาร (Hawker Center) เพื่อให้สวนกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตได้ตลอดทั้งวัน ไม่ใช่แค่แวะมาเดินเล่นแล้วกลับ
เหตุผลที่ 2 คือ รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในย่านที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต
สิ่งที่ทำให้ถนนวิทยุแตกต่างจากหลายพื้นที่ไม่ได้มีแค่เรื่องสวน จริงๆ แล้ว ถนนสายนี้มีฐานผู้ใช้งานคุณภาพสูงอยู่ก่อนแล้ว ตลอดแนวเต็มไปด้วยโรงแรมระดับลักชัวรี อาคารสำนักงานเกรด A สถานทูต ที่อยู่อาศัยระดับบน รวมถึงร้านอาหารคุณภาพ ฟิตเนส สตูดิโอโยคะ และสปา ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร นักลงทุน นักธุรกิจ ชาวต่างชาติ หรือคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อ คนกลุ่มนี้มักให้ความสำคัญกับสุขภาพ การออกกำลังกาย มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เมื่อเมืองเริ่มลงทุนกับพื้นที่สีเขียวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมสวนลุมพินีกับสวนเบญจกิติ หรือการพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้ใช้งานได้ดีขึ้น เปรียบเหมือนเป็นแรงผลักที่ทำให้ย่านนี้น่าใช้ชีวิตมากขึ้น
เมื่อพื้นที่สาธารณะและวิถีชีวิตของย่านให้ความสำคัญกับสุขภาวะมากขึ้น ธุรกิจและบริการที่สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตดังกล่าวก็มีแนวโน้มเติบโตตามไปด้วย หากย้อนดู Marina Bay, Central Park หรือ Royal Botanic Gardens จะเห็นว่าพื้นที่สีเขียวมักเป็นตัวเร่งให้เกิดย่านคุณภาพ และธุรกิจที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจะค่อยๆ เติบโตตามมา
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ถนนวิทยุมีแนวโน้มจะเดินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะนอกจากจะมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางเมืองแล้ว ก็ยังมีฐานผู้ใช้งานที่พร้อมรองรับธุรกิจเหล่านี้อยู่ เมื่อคุณภาพของพื้นที่ดีขึ้น เราก็อาจได้เห็นย่านนี้ค่อยๆ เติบโตในทิศทางของ Wellness มากขึ้น เหมือนกับที่หลายเมืองใหญ่ของโลกเคยเป็นมา
เหตุผลที่ 3 คือ การลงทุนขนาดใหญ่รอบย่าน
One Bangkok และ Dusit Central Park เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในย่านใจกลางเมืองฝั่งนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่โครงการใดโครงการหนึ่ง หากเป็นการที่ทั้งภาครัฐและเอกชนยังคงลงทุนและยกระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น :
- การเปิดตัวของโครงการที่อยู่อาศัยระดับ Ultra Luxury อย่างต่อเนื่อง
- การขยายโครงการ Central Embassy ในเฟสถัดไป ที่ตอนนี้เริ่มก่อสร้างฐานรากแล้ว
- โครงการนำสายไฟและสายสื่อสารลงดิน พร้อมปรับปรุงทางเท้าและภูมิทัศน์ตลอดแนวถนน ซึ่งอาจดูเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่จริงๆ แล้วคือองค์ประกอบสำคัญของเมืองที่เดินได้ (Walkable City)
เหตุผลสุดท้าย คือ ความยากในการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บนถนนวิทยุ
อีกหนึ่งลักษณะเฉพาะของถนนวิทยุคือ ที่ดินส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนาไปแล้ว ส่วนแปลงที่เหลือก็อยู่ภายใต้การถือครองของเจ้าของเดิมมาเป็นเวลานาน การซื้อขายที่ดินผืนใหญ่จึงเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ทำให้โอกาสในการเกิดโครงการใหม่มีไม่มาก เมื่อความต้องการยังมีต่อเนื่อง แต่ที่ดินใหม่มีจำกัด ความหายากจึงกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างมูลค่าให้กับทำเลในระยะยาว ต่อให้หลายคนมองเห็นศักยภาพของถนนวิทยุ แต่คำถามคือ ยังเหลือโอกาสให้เข้ามาเป็นเจ้าของมากแค่ไหน?
ในฝั่งของที่ดิน
…คำตอบอาจน้อยกว่าที่คิด
เพราะที่ดินส่วนใหญ่บนถนนวิทยุไม่ได้หมุนเวียนซื้อขายเหมือนทำเลอื่นๆ หลายแปลงเป็นกรรมสิทธิ์ของตระกูลเก่าแก่ สถานทูต หรือองค์กรขนาดใหญ่ที่ถือครองกันมานาน และแทบไม่เคยเปลี่ยนมือ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมทุกครั้งที่มีที่ดินผืนใหญ่ประกาศขาย มักกลายเป็นข่าวใหญ่ของวงการอสังหาริมทรัพย์ และราคาก็ขยับไปอยู่ในระดับที่สูงที่สุดของประเทศแทบทุกครั้ง
ในฝั่งของที่อยู่อาศัยก็มีภาพที่คล้ายกัน
ในย่านที่ที่ดินมีข้อจำกัด การพัฒนาโครงการใหม่จำนวนไม่น้อยจึงเกิดขึ้นในรูปแบบ Leasehold เพราะเจ้าของยังต้องการถือครองกรรมสิทธิ์ไว้ ขณะที่โครงการแบบ Freehold มีจำนวนจำกัด และมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ถ้าสังเกตดูคอนโดใหม่ๆ ที่เปิดขายในช่วง 1-2 ปีนี้และโครงการที่ยังเหลือขายในปัจจุบัน
หลายโครงการบนถนนวิทยุเลือกพัฒนาในรูปแบบ Leasehold ตั้งแต่แรก โดยเฉพาะโครงการที่อยู่รอบๆ สวนลุมพินี นั่นจึงทำให้การถือครองอสังหาริมทรัพย์แบบ Freehold บนถนนวิทยุ ไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องกรรมสิทธิ์ แต่ยังสะท้อนถึงความหายากของสินทรัพย์ในทำเลที่แทบไม่มีที่ดินเหลือให้พัฒนา
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทุกครั้งที่มีโครงการ Freehold เปิดตัวบนถนนวิทยุ มักได้รับความสนใจเป็นพิเศษ หนึ่งในตัวอย่างคือ Upper House Residences Bangkok และ The Wireless Residences by Upper House ที่มีทำเลที่ตั้งอยู่ติด Green Mile จึงได้วิวทั้งสวนลุมพินี และสวนเบญจกิติเลยค่ะ โดยสามารถศึกษาข้อมูลโครงการ Upper House Residences แห่งแรกของโลกกับการมอบคุณค่าบนทำเลฟรีโฮลด์ถนนวิทยุได้ที่เว็บไซต์ www.uhresidencesbangkok.com
เมื่อมองภาพทั้งหมดพร้อมกัน จะเห็นว่าคุณค่าของถนนวิทยุในอีก 10-20 ปีข้างหน้าไม่ได้มีจุดเด่นเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นทั้งการมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ รูปแบบการใช้ชีวิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต และการลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังเกิดขึ้นบนถนนสายเดียว และเมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ครบแล้ว สิ่งที่มีค่าที่สุดคือ ทำเลแบบนี้ไม่มีทางสร้างขึ้นใหม่ได้อีกแล้ว…
FAQ
Q1 : ถนนวิทยุมีอะไรน่าสนใจ?
A : จุดเด่นของถนนวิทยุคือทุกอย่างอยู่รวมกันในพื้นที่เดียว ทั้งพื้นที่สีเขียว ย่านธุรกิจ โรงแรมระดับลักชัวรี สถานทูต และที่อยู่อาศัยระดับบน ทำให้ย่านนี้เป็นมากกว่า CBD ของกรุงเทพฯ แต่เป็นย่านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในหลายมิติมากขึ้นเรื่อยๆ
Q2 : ทำไมเสน่ห์ของถนนวิทยุถึงไม่ค่อยเปลี่ยนไป?
A : เสน่ห์ของถนนวิทยุมาจากความหายากของที่ดินและกรรมสิทธิ์แบบ Freehold เพราะที่ดินส่วนใหญ่ในย่านนี้แทบไม่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือ หลายแปลงยังคงเป็นของตระกูลเก่าแก่ สถานทูต หรือองค์กรขนาดใหญ่ที่ถือครองกันมานาน ขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีใจกลางเมืองจากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติยังมีอยู่ต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไป คุณค่าของถนนวิทยุจึงไม่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด แต่มาจากความหายากของทำเล ที่ดินใหม่แทบไม่มีแล้ว อีกด้านหนึ่ง ย่านนี้ก็ยังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการใหม่ การปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
Q3 : คอนโดบนถนนวิทยุเป็น Freehold หรือ Leasehold มากกว่ากัน?
A : หลายคนอาจคิดว่าคอนโดบนถนนวิทยุส่วนใหญ่จะเป็น Freehold แต่จริง ๆ แล้วโซนนี้มีทั้ง Freehold และ Leasehold ให้เลือก ที่น่าสนใจคือ ถ้าดูเฉพาะโครงการระดับไฮเอนด์ที่เปิดตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าโครงการแบบ Leasehold มีอยู่ไม่น้อย และมีสัดส่วนมากกว่าที่หลายคนคิด เหตุผลหลักก็คือ ที่ดินบนถนนวิทยุจำนวนมากเป็นของเจ้าของที่ดินรายใหญ่ ซึ่งมักเลือกพัฒนาโครงการในรูปแบบให้เช่าระยะยาวมากกว่าการขายขาด
Q4 : ทำเลของถนนวิทยุเหมาะกับเทรนด์ที่อยู่อาศัยที่เน้นคุณภาพชีวิตอย่างไร?
A : ปัจจุบันในหลายเมืองทั่วโลกไม่ได้ให้ความสำคัญกับขนาดของที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของทำเลและคุณภาพชีวิตมากขึ้น เวลาเลือกซื้อคอนโดก็จะมีคำถามอย่าง เดินไปสวนสาธารณะได้หรือเปล่า, บรรยากาศรอบ ๆ เป็นยังไง, มีความเป็นส่วนตัวไหม, เดินทางสะดวกหรือไม่ และมีร้านค้า โรงพยาบาล หรือสถานที่ที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันอยู่ใกล้แค่ไหน
ถนนวิทยุถือว่าเป็นย่านที่ตอบโจทย์เรื่องพวกนี้ได้ค่อนข้างครบ เพราะมีหลายอย่างอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จึงเป็นย่านที่ไม่ได้โดดเด่นแค่เรื่องความเป็นใจกลางเมือง แต่เป็นทำเลที่ทำให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันค่อนข้างลงตัว ทั้งเรื่องการเดินทาง บรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว
Q5 : ปี 2030 ถนนวิทยุจะเป็นหนึ่งในทำเลที่มีคุณค่ามากที่สุดของกรุงเทพฯ หรือไม่?
A : คงไม่มีใครบอกได้แน่ ๆ ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทำเลไหนจะมีมูลค่าสูงที่สุด เพราะมีหลายปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด แต่ถ้ามองจากทิศทางการใช้ชีวิตของคนเมือง หลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพของทำเลมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว ถนนวิทยุก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ย่านของกรุงเทพฯ ที่มีองค์ประกอบเหล่านี้อยู่ค่อนข้างครบ และด้วยข้อจำกัดเรื่องที่ดินที่เหลือน้อยมาก จึงมีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นย่านที่ได้รับความสนใจต่อไปในระยะยาว
