“การเลือกซื้อกระเบื้อง” ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาของคนที่กำลังตกแต่งบ้าน เนื่องจากว่ากระเบื้องที่เราเห็นกันในท้องตลาดนั้นมีอยู่มากมาย หลากหลายชนิด ยังไม่รวมถึงลวดลาย สีสัน ขนาด และราคา ที่น้อยคนนักจะรู้ถึงความแตกต่างระหว่างกระเบื้องแต่ละชนิด ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกตามความสวยงามและความชอบของตัวเองเป็นหลัก แต่จะดีกว่ามั๊ยครับ…หากเราสามารถเลือกซื้อกระเบื้องที่เราเองก็ถูกใจด้วย และเหมาะสมกับการใช้งานไปด้วยในตัว จะได้ไม่ต้องมานั่งทุบและเปลี่ยนกระเบื้องใหม่ในภายหลัง

ซึ่งก่อนหน้านี้พี่เก้งได้มีวีดีโอ Living Idea ให้ได้ชมกันแล้วนะครับ ถ้าใครสนใจก็สามารถเข้าไปชมกันได้ แต่สำหรับบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกกันให้มากขึ้น เพื่อให้คนที่กำลังคิดจะตกแต่งหรือต่อเติมบ้านอยู่ สามารถนำความรู้ในส่วนนี้ไปปรับใช้กับงานของตัวเองได้ และทำให้สามารถเลือกซื้อกระเบื้องที่ถูกใจและเหมาะสมกับการใช้งานได้มากขึ้นครับ

กระเบื้องนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. กระเบื้องเซรามิค

2. กระเบื้องพอร์ซเลน

ซึ่งกระเบื้องทั้ง 2 ชนิดนี้ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่าย่อมมีความเหมาะสมในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย ดังนั้นเราจึงควรมาทำความรู้จักกับกระเบื้องทั้ง 2 แบบ กันให้มากขึ้นกว่านี้กันดีกว่าครับ

เริ่มต้นที่ กระเบื้องเซรามิค ซึ่งก็คือกระเบื้องดินเผาเนี่ยแหละครับ เป็นชนิดกระเบื้องที่มีมานานมากที่สุด และเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย หากผมใช้คำว่ากระเบื้องดินเผาหลายๆคนก็อาจนึกภาพออกว่าเป็นกระเบื้องหินสีส้มอิฐ ที่มักจะเห็นใช้กันภายนอกอาคารเช่น ในสวนหรือตามหลังคาบ้านใช่มั๊ยครับ

ซึ่งก็ถูกต้องแล้วครับ นั่นเป็นกระเบื้องดินเผาแบบดั้งเดิมที่ใช้กันมานาน จะดูสวยงามและเป็นธรรมชาติ สามารถคลายความร้อนได้ดี จึงไม่สะสมความร้อนไว้กับตัวนานมากนัก แต่เนื่องจากวัสดุเป็นดินที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูงมากนัก ดังนั้นจึงค่อนข้างเปราะ แตกหักได้ง่าย แล้วยังมีรูพรุนตามธรรมชาติสูง จึงค่อนข้างดูซึมน้ำไว้ในตัวมาก อัตราการยืดหดตัวตามอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมจึงมีค่อนข้างสูงตามไปด้วย

แต่สำหรับกระเบื้องเซรามิคนั้นเป็นกระเบื้องดินเผาสมัยใหม่ ที่มีการพัฒนามาจากกระเบื้องดินเผาธรรมดาในอดีต โดยจะนำไปผ่านกระบวนการผลิตในเตาเผาด้วยอุณหภูมิที่สูง ประมาณ 900 – 1,100 องซาเซลเซียส ซึ่งก็จะทำให้แผ่นกระเบื้องมีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น แต่ก็ยังมีอัตราการซึมน้ำค่อนข้างสูง ประมาณ 5 – 7% จึงเหมาะที่จะนำมาใช้งานภายในมากกว่าภายนอก โดยปัจจุบันก็มีการเคลือบผิวหน้าด้วยน้ำยาเคมี เพื่อช่วยเพิ่มคุณสมบัติและความสามารถต่างๆ ให้กับกระเบื้องเพิ่มมากขึ้น เรียกว่า กระเบื้อบเคลือบ โดยคุณสมบัติดังกล่าวได้แก่ การป้องกันการดูดซึมน้ำ การป้องกันรอยขีดข่วน และการป้องกันสารเคมี เป็นต้น

นอกจากนี้กระเบื้องเซรามิคยังสามารถแบ่งออกเป็นอีก 2 ประเภทย่อยๆ คือ

1. แบบ Wall Tiles หรือ กระเบื้องปูผนัง เป็นกระเบื้องที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูงมากนัก ดังนั้นเรื่องความแข็งแรงทนทานจึงอาจน้อยกว่ากระเบื้องแบบอื่นๆ

ข้อดีคือ : มีน้ำหนักเบา สามารถนำมาใช้ปูหนังตกแต่งบ้านได้ โดยเฉพาะผนังห้องน้ำหรือห้องครัว เป็นต้น มีลวดลายที่ค่อนข้างหลากหลายและสวยงาม

ข้อเสียคือ : มีความแข็งแรงทนทานน้อย จึงไม่เหมาะแก่การนำมาปูพื้น เพราะไม่สามารถรับน้ำหนักที่กดลงมามากๆได้

2. แบบ Floor Tiles หรือกระเบื้องปูพื้น เป็นกระเบื้องที่ผ่านกระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูงขึ้นมามากกว่าแบบกระเบื้องปูผนัง จึงมีความแข็งแรงทนทานมากกว่าครับ

ข้อดีคือ : สามารถรับน้ำหนักหรือแรงกดต่างๆได้ค่อนข้างมาก จึงเหมาะที่จะนำมาปูได้ทั้งพื้นและผนัง

ข้อเสียคือ : มีน้ำหนักที่มากกว่ากระเบื้องปูหนัง ดังนั้นเวลานำไปใช้ติดผนังจึงต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ปูนกาวที่มีแรงยึดเกาะแน่นที่มากกว่า และแน่นอนว่ากระเบื้องชนิดนี้จะมีราคาที่สูงมากกว่าด้วยครับ

และอีกสิ่งหนึ่งที่ควรรู้สำหรับเรื่องของกระเบื้อง คือจะมีแบบกระเบื้องตัดขอบ และไม่ตัดขอบ ซึ่งหากมองแบบผิวเผินก็คงไม่เห็นถึงความแตกต่าง แต่กระเบื้องทั้งสองแบบนี้มีความต่างกันตั้งแต่กระบวนการผลิต รวมถึงการนำไปใช้งานด้วยครับ

ขั้นตอนการผลิตกระเบื้องเซรามิคนั้น หลังจากผ่านการเผาแล้ว ก็จะทำให้กระเบื้องเกิดการขยายตัวเล็กน้อย ส่งผลให้ขอบของกระเบื้องไม่เรียบตรงเหมือนตอนที่นำมาขึ้นรูปก่อนการเผา กระเบื้องที่ได้คือ กระเบื้องไม่ตัดขอบ การปูกระเบื้องแบบนี้จึงควรเว้นร่องยาแนวอย่างน้อย 3 มิลลิเมตรขึ้นไปครับ (ขอบคุณข้อมูลจาก SCG ด้วยครับ)

และกระเบื้องอีกหนึ่งประเภทคือ กระเบื้องพอร์ซเลน ซึ่งจะมีความแตกต่างจากกระเบื้องเซรามิคอย่างสิ้นเชิง เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบที่นำมาใช้นั้นจะเป็นคนละประเภทกัน โดยกระเบื้องพอร์ซเลนนั้นจะมีส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็น “ดินขาว” ซึ่งเนื้อดินจะมีความละเอียดมากกว่า และมีแร่ธาตุต่างๆ ที่ไม่เหมือนดินทั่วๆไปครับ

ข้อดีคือ : ใช้วัตถุดิบและผ่านกระบวนการผลิตในเตาเผาที่อุณหภูมิสูงกว่า ประมาณ 1,200 – 1,300 องศาเซลเซียส จึงมีความแข็งแรงทนทานมากกว่ากระเบื้องเซรามิค มีอัตราการซึมน้ำค่อนข้างต่ำ ประมาณ 0.5 – 1% สามารถใช้งานได้ทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงใช้ปูผนังหรือปูพื้นก็ได้ครับ

ข้อเสียคือ : มีราคาสูงกว่ากระเบื้องเซรามิค

นอกจากนี้ กระเบื้องพอร์ซเลน ยังสามารถแบ่งออกเป็นได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของพื้นผิวและเนื้อของวัสดุ คือ

1. Glazed Porcelain Tiles : เป็นกระเบื้องที่มีการพิมพ์ลายและเคลือบไปบริเวณผิวหน้าของกระเบื้อง จึงทำให้มีลวดลายและสีสันให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย

2. Granito Tiles : เป็นกระเบื้องที่มีความแข็งแรงทนทานมากกว่า Glazed Porcelain และมีอีกชื่อหนึ่งว่า Homogeneous Tiles แต่คนส่วนใหญ่จะคุ้นกับชื่อกระเบื้องแกรนิตโต้มากกว่าครับ อันที่จริงแล้วมันคือกระเบื้องชนิดเดียวกันนะ ซึ่งสีของกระเบื้องชนิดนี้จะเกิดจากการผสมสีลงไปในเนื้อดิน ทำให้มีสีออกแนวเอิร์ธโทนซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีสีของดินผสมลงไปด้วยนั่นเองครับ

ส่วนเรื่องขอบกระเบื้องนั้น ก็จะแตกต่างจากกระเบื้องเซรามิคที่เราได้พูดไปกันก่อนหน้านี้นะ โดยกระเบื้องพอร์ซเลนจะเป็น กระเบื้องตัดขอบ คือการนำกระเบื้องที่ผ่านการเผาแล้ว มาตัดบริเวณขอบรอบข้างให้ตรงเป็นมุมฉาก ทำให้ขอบกระเบื้องที่ได้มีความเรียบตรง จึงสามารถปูชิดกันหรือนำมาเข้ามุมกันได้แนบเนียนมากกว่า และสามารถเว้นร่องยาแนวได้น้อยสุดอยู่ที่ 2 มิลลิเมตรครับ

นอกจากนี้กระเบื้องพอร์ซเลนยังมี เนื้อผิวด้านใน ที่สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. แบบ 2 เลเยอร์ : สังเกตได้ง่ายๆที่ด้านข้างของขอบกระเบื้อง จะเห็นเหมือนมีกระเบื้อง 2 ชั้น 2 สีติดกันอยู่ คือชั้นหนึ่งจะเป็นเนื้อพอร์ซเลนทั่วไป ส่วนอีกชั้นหนึ่งจะเป็นเนื้อกระเบื้องพอร์ซเลนที่ผสมสีแล้ว ซึ่งการทำลักษณะนี้นั้น ก็เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายต้นทุนในการผลิตนั่นเองครับ

ข้อดีคือ : มีความแข็งแรงทนทาน และได้ลวดลายหรือผิวสัมผัสด้านหน้าที่เหมือนกับกระเบื้องพอร์ซเลนทั่วไป และยังมีราคาที่ถูกกว่ากระเบื้องที่มีเนื้อผิวอีกแบบหนึ่งเล็กน้อยด้วยครับ

ข้อเสียคือ : เวลาพื้นผิวกระเบื้องเกิดความเสียหายลึกลงไปถึงเนื้อผิวด้านใน จะทำให้มองเห็นสีของเนื้อกระเบื้องที่แตกต่างจากพื้นผิวด้านบนอย่างเห็นได้ชัด

2. แบบเนื้อเดียว (Full Body) : จะเกิดจากการผสมสีลงไปในเนื้อกระเบื้องทั้งหมดเลย จึงทำให้มีลักษณะที่แตกต่างออกไปจากแบบ 2 เลเยอร์ครับ

ข้อดีคือ : แน่นอนว่ามีความแข็งแรงอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ เนื้อผิวจะเหมือนกันหมดทั้งแผ่น ดังนั้นเวลาเกิดการบิ่นเล็กๆน้อยๆ ของกระเบื้อง ตรงรอยบิ่นนั้นก็จะยังเป็นเนื้อเดียวกัน หรือมีสีใกล้เคียงกันอยู่ จึงทำให้มองดูเนียนๆตาไปได้ และยังเหมาะที่จะทำมาใช้ในการต่อเข้ามุมผนังอีกด้วยครับ

ข้อเสียคือ : มีราคาสูงที่สุดในบรรดากระเบื้องทุกประเภทที่พูดมา

ซึ่งหากเรานำกระเบื้องทั้ง 2 ชนิดมาเปรียบเทียบกันแล้ว ก็จะเห็นได้ว่ากระเบื้องพอร์ซเลนนั้นดีกว่า ทั้งในเรื่องของความแข็งแรง การรับน้ำหนัก ทานทานต่อรอยขีดข่วน และมีอัตราการดูดซึมน้ำค่อนข้างต่ำ จึงเหมาะที่จะใช้งานได้ทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงใช้ปูผนังหรือปูพื้นก็ได้ครับ แต่ก็ต้องแลกมากับ “ราคา” ที่ค่อนข้างสูงกว่ากระเบื้องเซรามิคอยู่พอสมควร ซึ่งหากใครต้องการกระเบื้องที่ราคาประหยัดและสบายกระเป๋าลงมาหน่อย แต่ก็ยังสามารถใช้งานได้ดี ก็สามารถเลือกใช้เป็นกระเบื้องเซรามิคได้ครับ


 

นอกจากนี้ “ขนาดกระเบื้อง” ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ โดยหากเป็นกระเบื้องเซรามิคนั้นจะมีขนาดเริ่มต้นที่เล็กตั้งแต่ 10 x 10 cm. ไปจนถึง 30 x 30 cm. แต่หากเป็นกระเบื้องพอร์ซเลนมักจะเริ่มต้นขนาดใหญ่ตั้งแต่ 60 x 60 cm. ขึ้นไปครับ ซึ่งประโยชน์การใช้งานของกระเบื้องแต่ละขนาดก็จะแตกต่างกันออกไป เราจึงควรเลือกให้เหมาะสมกับพื้นที่หรือฟังก์ชันนั้นๆ ที่เราจะนำไปใช้ด้วยดังนี้ครับ

  • กระเบื้องขนาดเล็ก : เหมาะกับพื้นที่ใช้งานที่ไม่กว้างมาก หรือเป็นพื้นที่ที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้งาน เช่น ห้องน้ำหรือระเบียงภายนอก เป็นต้น (ควรเป็นกระเบื้องเคลือบที่ดูดซึมน้ำได้น้อยลง) สาเหตุเพราะเรื่องของรอยต่อยาแนวของกระเบื้องเป็นขนาดเล็ก จึงมีจำนวนมากและถี่กว่ากระเบื้องขนาดใหญ่ครับ ซึ่งมีส่วนทำให้ช่วยป้องกันการลื่นล้มได้นั่นเอง
  • กระเบื้องขนาดใหญ่ : เหมาะสำหรับใช้งานพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ห้องโถง ห้องนั่งเล่น หรือห้องนอน เป็นต้น ส่วนเรื่องรอยต่อของกระเบื้องจะมีความห่างมากขึ้น จึงทำให้พื้นที่ห้องดูกว้างขวางมากขึ้นได้ครับ

แต่หากใครที่กำลังมองหากระเบื้องชิ้นเล็กๆเพื่อตกแต่งบ้าน ก็ยังมี กระเบื้องโมเสค (Mosaic Tiles) อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ ทั้งการใช้งานทั่วไปรวมไปถึงงานตกแต่ง แต่ด้วยลักษณะแผ่นกระเบื้องที่มีขนาดเล็กประมาณ 1 – 4 นิ้ว จึงทำให้ปูพื้นที่ได้น้อย และต้องใช้จำนวนแผ่นที่มากกว่ากระเบื้องชนิดอื่นๆ ซึ่งลักษณะการใช้งานของกระเบื้องชนิดนี้จึงมักจะนำไปติดบนตาข่าย เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้ปูพื้นหรือผนังได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ

ปัจจุบันเค้าจะนิยมนำ กระเบื้องแก้ว (Glass Tiles) นำมาใช้ทำเป็นกระเบื้องโมเสคกันมากขึ้นด้วยนะ ซึ่งจะเรียกว่า “กระเบื้องโมเสคแก้ว” โดยจะมีลักษณะโปร่งแสง มีความมันเงา และดูหรูหราสวยงามมากกว่ากระเบื้องโมเสคธรรมดา จึงเหมาะที่จะนำไปตกแต่งตามจุดต่างๆ ของบ้าน เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว หรือสระว่ายน้ำ เป็นต้น

ข้อดีคือ : มีสีสันที่ค่อนข้างหลากหลาย จึงมักจะนำมาคละสี หรือ Random (สุ่มเลือกสี) เพื่อให้เกิดลวดลายที่แปลกตาและสวยงามมากขึ้น รวมถึงยังมีขนาดเล็ก จึงสามารถนำไปใช้ปูตามพื้นหรือผนังโค้งได้แนบเนียนมากกว่ากระเบื้องชนิดอื่นครับ

ข้อเสียคือ : ด้วยความที่มีขนาดเล็ก จึงจำเป็นต้องใช้จำนวนแผ่นมากกว่ากระเบื้องชนิดอื่นๆ ซึ่งเมื่อคิดเงินออกมาเป็นต่อตารางเมตรแล้ว จึงมีราคาค่อนข้างสูงครับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องความสามารถในการรับน้ำหนักและความคงทนอาจไม่เท่ากระเบื้องชนิดอื่นๆนะ ดังนั้นจึงไม่เหมาะแก่การนำมาปูพื้นหรือพื้นที่ที่ต้องรับน้ำหนักมากๆ แต่กระเบื้องโมเสคชนิดปูพื้นก็มีให้เลือกครับ แน่นอนว่าราคาก็ยิ่งสูงขึ้นตามมา แต่ก็ต้องเลือกใช้งานในจุดที่เหมาะสมด้วยนะ เพราะกระเบื้องโมเสคเวลาเปียกน้ำแล้วจะมีคุณสมบัติค่อนข้างลื่นครับ อาจไม่เหมาะกับใช้ปูพื้นที่ยืนอาบน้ำในห้องน้ำนะ

นอกจากเรื่องของขนาดแล้ว เรื่อง “สี” ก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กันครับ อย่างที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า กระเบื้องนั้นมีหลากหลายสี และมีหลากหลายลวดลายให้เลือก คนส่วนใหญ่ก็จะเลือกตามความชอบของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดครับ แต่เราสามารถเลือกโทนสีที่เหมาะสมกับฟังก์ชันหรือลักษณะการใช้งานของห้องนั้นๆได้อีกด้วยนะ เพราะโทนสีแต่ละสีจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่

  • โทนสีเข้ม เหมาะกับพื้นที่ที่ใช้งานหนักๆ และอาจมีพื้นที่ที่กว้างขวางหน่อย เช่น พื้นที่จอดรถ เพราะหากนำมาใช้ในพื้นที่แคบๆ ก็จะยิ่งดูแคบและทึบตันมากขึ้นครับ
  • โทนสีสว่าง เหมาะกับพื้นที่แคบๆ หรือมีขนาดไม่ใหญ่มาก เช่น ห้องนอน หรือห้องน้ำ เพราะจะทำให้ห้องดูกว้างขึ้น แต่หากเรานำมาใช้ในห้องที่กว้างอยู่แล้วอย่างโถงกลางบ้าน หรือห้องรับแขก ก็จะยิ่งที่ให้ดูกว้างและโปร่งมากขึ้นนั่นเองครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความชอบและสไตล์การตกแต่งบ้านของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันนะครับ ซึ่งเรายังสามารถนำโทนสีต่างๆมา Mix and Match กันได้ ทั้งสีพื้น ผนัง และฝ้าเพดาน ซึ่งจะทำให้บ้านดูมีสีสันและมีมิติมากขึ้นไปอีกครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องคำนึงถึงสำหรับการเลือกซื้อกระเบื้องคือ ลักษณะของพื้นผิวกระเบื้อง ซึ่งจะมีอยู่ 2 แบบคือ

1. พื้นผิวมันเงา เป็นกระเบื้องที่ให้ความรู้สึกหรูหรา พื้นผิวที่มันเงาช่วยให้ไม่เก็บฝุ่น สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย แต่เวลาเปียกน้ำแล้วจะค่อนข้างลื่น ดังนั้นกระเบื้องชนิดนี้จึงเหมาะที่จะนำมาประดับตกแต่งผนังเพื่อความสวยงาม หรือใช้ปูพื้นที่ใช้งานส่วนที่ไม่เปียกน้ำ เช่น ห้องโถง หรือห้องรับแขก เป็นต้น

2. พื้นผิวด้าน เป็นกระเบื้องที่จะมีผิวสัมผัสที่เป็นธรรมชาติมากกว่า เพราะด้วยคุณสมบัติผิวด้าน เวลาเปียกน้ำจึงมีความฝืด ไม่ลื่นง่าย และมีความปลอดภัย เนื่องจากมี ค่ากันความลื่น (Slip Resistance) หรือค่า [R] นั่นเองครับ จึงเป็นกระเบื้องที่เหมาะกับการใช้งานในห้องน้ำ ห้องครัว หรือลานซักล้าง เป็นต้น แต่ก็มีบางกรณีที่มีคนต้องการตกแต่งบ้านในโทน Loft ที่มีสไตล์เท่ๆ ก็อาจเลือกใช้กระเบื้องชนิดนี้ทั้งหมดเลยก็ไม่ผิดเช่นกันนะ

โดย ค่ากันความลื่น (Slip Resistance) หรือค่า [R] เป็นค่าที่ใช้วัดคุณสมบัติการกันความลื่นของพื้นผิววัสดุแต่ละประเภท ซึ่งได้จากการทดสอบ Ramp Test ที่พื้นในระดับความลาดชันต่างๆ โดยค่า R ยิ่งตัวเลขมากจะยิ่งกันความลื่นได้มาก ดังนั้นในการเลือกใช้กระเบื้องปูพื้นหรือวัสดุปิดผิวพื้นต่างๆ จึงควรพิจารณาค่าการกันลื่นให้เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อความปลอดภัยด้วยครับ

โดยค่า R9 จะเหมาะกับการปูพื้นกระเบื้องทั่วไปภายในบ้าน ซึ่งบางทีก็อาจมีการใช้ภายในห้องน้ำได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากค่า R9 ก็มีความหยาบมากพอที่จะช่วยกันลื่นได้พอสมควร แต่ถ้าอยากได้ความปลอดภัยที่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น ก็อาจใช้เป็น R10 ได้ครับ ซึ่งก็สามารถนำมาใช้ปูในห้องน้ำตรงพื้นที่ส่วนอาบน้ำได้ หรือจะมาใช้ตรงห้องครัวและลานซักล้างก็ได้เช่นกันครับ แต่หากเป็นพื้นที่ลาดเอียงมากกว่านั้น ก็อาจใช้เป็น R11 – 13 แล้วแต่ตามความเหมาะสมและฟังก์ชันการใช้งานครับ

 


Tips : เคล็ดไม่ลับเวลาเลือกซื้อแผ่นกระเบื้อง เมื่อเราคำนวณกระเบื้องที่จะมาใช้หน้างานแล้ว ก็ควรบวกปริมาณเพิ่มเข้าไปอีกสัก 5% เผื่อในกรณีที่การก่อสร้างหน้างาน กระเบื้องเกิดเสียหายขึ้นมา หรือถ้าเราใช้งานไปนานๆหลายๆปี กระเบื้องส่วนนั้นเกิดการชำรุดหรือแตกหัก ก็จะได้มีกระเบื้องสำรองเอาไว้เปลี่ยนได้ครับ เพราะถึงแม้เราจะกลับไปซื้อใหม่ภายหลัง แล้วจดสเปค สี หรือรุ่น ไปให้กับทางร้านเค้าดู ก็อาจไม่ได้สีหรือลวดลายที่เหมือนเดิมนะ เพราะทางร้านได้มีการเปลี่ยนล็อตใหม่ไปแล้วนั่นเองครับ


 

สรุป

เห็นหรือยังครับเพื่อนๆ ว่าการเลือกซื้อกระเบื้องตกแต่งบ้านนั้นค่อนข้างมีความสำคัญมาก ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องสี หรือลวดลายที่เราเห็นเฉพาะภายนอกเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องของคุณภาพวัสดุที่นำมาใช้ให้ตรงกับงาน หรือให้เหมาะสมกับฟังก์ชันของพื้นที่นั้นๆด้วย หลักๆ คือเรื่องของความคงทนแข็งแรง ความสามารถในการรับน้ำหนัก และอัตราการดูดซึมน้ำ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันระหว่างกระเบื้องเซรามิค กับกระเบื้องพอร์ซเลนอย่างที่ได้เห็นกันไปแล้วก่อนหน้านี้

รองลงมาคือเรื่องของขนาดและสีสัน ซึ่งจะมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกเมื่อเรานำมาใช้ในการตกแต่งบ้าน สุดท้ายคือลักษณะพื้นผิวที่จะต้องคำนึงควบคู่ไปกับความปลอดภัยด้วยนะครับ ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ในการช่วยเตรียมความพร้อมก่อนการเลือกซื้อกระเบื้อง เพื่อนำมาใช้ในการตกแต่งบ้านให้สวยถูกใจ และเหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุดนะครับ และคราวหน้า Think of Living เราจะพาไปเจาะลึก Living Idea เรื่องไหนกันอีก อย่าลืมติดตามชมกันด้วยนะครับ ^^

 


  • อ่านรีวิวเจาะลึกเพิ่มเติม : www.thinkofliving.com
  • ส่งเรื่องราวของคุณเพื่อให้เราช่วยหาคำตอบมาได้ที่ : www.facebook.com/ThinkOfLiving
  • ดูรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube.com/ThinkofLiving (อย่าลืมกด Subscribe กันนะคร้าบ) [Living Idea : เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ”กระเบื้อง”]

  • ติดต่อทีมงานรายการ คิด.เรื่อง.อยู่: thinkofliving@gmail.com
  • ติดต่อโฆษณาได้ที่  ฝ่ายขาย บริษัท คิดเรื่องอยู่ จำกัด: 02-618-8877