..ใครกำลังมองหาโฮมออฟฟิศย่านลาดพร้าว-บางกะปิ วันนี้เรามีรีวิวโครงการ B-ONE Ladphrao-Ramkhamhaeng (บี-วัน ลาดพร้าว-รามคำแหง) มาฝากครับ แน่นอนว่าที่นี่มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและใช้เป็นออฟฟิศได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะทำแลและพื้นที่ใช้สอยที่ให้มาเยอะเลยทีเดียว ซึ่งโครงการนี้จะมีเพียง 2 ยูนิตเท่านั้น แน่นอนว่าไม่ใช่โครงการจัดสรร แต่ก็ทำให้เรามีอิสระในการต่อเติมเพื่อทำกิจการต่างๆ แถมยังไม่ต้องเสียค่าส่วนกลางอีกด้วย ส่วนจุดเด่นหรือ Highlights อื่นๆของโครงการจะมีดังต่อไปนี้
- ทำเลใกล้ปากซอยเพียง 180 m. เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานี ลาดพร้าว 101 เพียง 350 m. และมีซอยลัดเลาะหลายทาง
- มีความอุดมสมบูรณ์สูง ใกล้ห้าง The Mall บางกะปิ และปากซอยมีร้านค้าร้านอาหารเพียบ ทำให้พนักงานเดินมาหาของกินได้สะดวก
- พื้นที่ใช้สอยเยอะ และมีฟังก์ชันยืดหยุ่น สามารถรองรับพนักงานได้ 15 – 20 คนสบายๆ รวมถึงยังมีดาดฟ้าให้ขึ้นไปใช้งานหรือต่อเติมเพิ่มได้อีกด้วย
ข้อมูลโครงการ
B-ONE Ladphrao-Ramkhamhaeng (บี-วัน ลาดพร้าว-รามคำแหง) ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2568
| ชื่อโครงการ | B-ONE Ladphrao-Ramkhamhaeng (บี-วัน ลาดพร้าว-รามคำแหง) |
| ชื่อผู้ประกอบการ | บริษัท บลูม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด |
| SEGMENT CLASS | LUXURY-SUPER LUXURY CLASS (รายละเอียดของ Segment บ้านปี 2023 ) |
| โครงการตั้งอยู่ | ซอย ไดร์ฟอินสแควร์ 5 แขวง คลองจั่น เขต บางกะปิ กทม. |
| ที่ดินโครงการ | 84 ตร.วา |
| จำนวนยูนิต | 2 ยูนิต |
| ประเภทบ้าน |
|
| ราคา | 33.8 และ 34.8 ล้านบาท |
| เริ่มก่อสร้าง | ปี 2567 |
| คาดว่าจะแล้วเสร็จ | ปี 2568 |
| เว็บไซต์โครงการ | คลิกที่นี่ |
| โทร | 082-048-6378 |
ทำเลที่ตั้ง
Highlights :
- เดินทางโดยรถสาธารณะสะดวก เพราะอยู่ช่วงปากซอย ใกล้รถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง 350 m. และมีป้ายรถเมล์ + วินมอเตอร์ไซค์อยู่ปากซอย
- เดินทางด้วยรถยนต์สะดวก ทำเลเชื่อมต่อถนนใหญ่ 2 สาย (ถนนลาดพร้าว+ถนนรามคำแหง) และสามารถไปใช้ทางด่วนได้หลายเส้นทาง
- ทำเลมีความอุดมสมบูรณ์ ใกล้ห้างใหญ่อย่าง The Mall บางกะปิ และใกล้ๆปากซอยโครงการก็มีร้านค้าร้านอาหารเยอะมาก ซึ่งพนักงานหรือเจ้าของบ้านสามารถเดินมาจับจ่ายใช้สอยได้สะดวก
พิกัด Google Maps : 13.772472766234566, 100.63124355541986
หรือสามารถ : คลิกที่นี่

โครงการ B-ONE Ladphrao-Ramkhamhaeng ตั้งอยู่ในซอยไดร์ฟอินสแควร์ 5 ใกล้ถนนลาดพร้าวเพียง 180 m. สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังถนนประดิษฐ์มนูธรรม, เสรีไทย, รัชดาภิเษกและไปขึ้นทางด่วนได้สบาย รวมถึงในบริเวณโดยรอบก็มีเส้นทางลัดเลาะเยอะ สามารถใช้ซอยลาดพร้าว 130 ทะลุมายังเส้นรามคำแหงได้ง่ายๆ นอกจากนี้ยังรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเพียง 350 m. เรียกได้ว่าเดินทางได้สะดวกสุดๆ หากใครต้องการทำเป็นโฮมออฟฟิศที่จะต้องมีพนักงานและลูกค้าที่ต้องเดินทางมาเป็นประจำ ก็น่าจะเหมาะเลยทีเดียวครับ
เรื่องความอุดมสมบูรณ์ของทำเลถือว่าคึกคักมากๆ เพราะตรงซอยลาดพร้าว 101 มีตลาดสดนครไทยและร้านค้าร้านอาหารตลอดแนวถนน หรือขยับไปอีกหน่อยตรงโซนทาวน์อินทาวน์ที่เป็นแหล่งงานบนทำเลที่ล้อมรอบด้วยร้านอาหารและคาเฟ่อีกเพียบ นอกจากนั้นยังไปโซนบางกะปิก็มีห้าง The Mall Lifestore บางกะปิ, Makro และตะวันนา หรือมาตรงโซนรามคำแหงก็มีทั้งตลาด กกท. รามคำแหง, The Mall รามคำแหง, Happyland Center และ Big C หัวหมาก
แต่ที่เราอยากเน้นเลยก็คือ The Mall บางกะปิ ที่เรียกได้ว่าเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่สุดของย่าน ซึ่งโครงการ B-ONE Ladphrao-Ramkhamhaeng อยู่ห่างจากตัวห้างเพียง 2 – 3 km.เท่านั้น สามารถใช้เส้นทางปกติบนถนนลาดพร้าว หรือจะลัดผ่านซอย 130 เพื่อมาออกถนนรามคำแหงก็จะไม่ต้องเสียเวลากลับรถเลยครับ
ทางด่วนที่ใกล้ที่สุด :
ทำเลของโครงการรายล้อมไปด้วยทางด่วนหลายเส้นทาง ทำให้มีตัวเลือกในการเดินทางที่สะดวกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการเข้า-ออกเมืองก็ทำได้สบาย ประกอบด้วย
- ทางด่วนฉลองรัช : มีระยะห่าง 4.6 km. สามารถเข้าเมืองไปทางสุขุมวิทได้
- ทางด่วนศรีรัช : มีระยะห่าง 5.7 km. สามารถเข้าเมืองไปทางพระราม 9 – รัชดาได้
- มอเตอร์เวย์ : มีระยะห่าง 5.7 km. เป็นจุดเดียวกับที่จะไปด่วนศรีรัช สามารถออกเมืองไปทางชลบุรี-พัทยาได้
- วงแหวนกาญจนาภิเษก : มีระยะห่าง 9.1 km. สามารถเข้าเมืองไปทางบางนา หรือออกเมืองไปทางปทุมธานี-บางปะอินได้
รถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด :
บนถนนลาดพร้าวจะมีรถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือวิ่งผ่าน สามารถนั่งเพื่อเข้าเมืองไปทางรัชดา-ลาดพร้าว และ Interchange กับรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินได้ รวมถึงยังนั่งไปทางถนนศรีนครินทร์ และไป Interchange กับรถไฟฟ้า MRT สายสีส้ม + BTS สายสีเขียว ที่สำโรงสมุทรปราการได้อีกด้วย
โดยสถานีที่ใกล้ที่สุดคือ MRT ลาดพร้าว 101 อยู่ห่างจากโครงการประมาณ 350 m. ซึ่งเป็นระยะที่ยังสามารถเดินถึงได้ไม่ยากนัก และเราสามารถเลือกเดินได้ 2 เส้นทางหลักๆตามความสะดวก (มีระยะทางที่เท่าๆกัน)
- เส้นทางที่ 1 : เป็นทางลัดเลาะไปตามซอยไดร์ฟอินสแควร์ 4 ซึ่งจะผ่านตึกอพาร์ทเม้นต์และอาคารพาณิชย์ต่างๆไปทางด้านหลัง
- เส้นทางที่ 2 : เป็นทางเดินไปตามถนนเส้นหลัก มีความคึกคักและปลอดภัยมากกว่า
นี่เป็นบรรยากาศของเส้นทางที่ 1 ต้องเดินลัดเลาะไปตามซอยไดร์ฟอินสแควร์ 4 ซึ่งเราจะมาเจอบันไดทางขึ้นรถไฟฟ้า MRT ที่อยู่ด้านหลังร้านอาหารตรงกลางซอย
สำหรับเส้นทางนี้สามารถเดินได้สบายๆในช่วงกลางวัน แต่ถ้าเป็นกลางคืนเราคิดว่าน่าจะเปลี่ยวอยู่สักหน่อย รวมถึงจะมีถนนซอยบางช่วงที่มีน้ำท่วมขังในวันที่มีฝนตก (พอดีว่าวันที่เราไปถ่ายรีวิวเจอพอดี) ก็อาจเปลี่ยนไปใช้เส้นทางที่ 2 บนถนนหลักก็ได้ครับ
อีกหนึ่งความสะดวกคือ ตรงจุดนี้จะมีวินมอเตอร์ไซค์ให้ใช้งานด้วยนะครับ ใครที่ไม่อยากเสียเวลาเดินก็ใช้บริการพี่วินกันได้เลย
ส่วนภาพนี้จะเป็นบรรยากาศทางเดินของเส้นทางที่ 2 ซึ่งจะเดินเลียบถนนเส้นหลักที่มีความคึกคักและปลอดภัยกว่า รวมถึงระหว่างทางยังมีต้นไม้ให้ร่มเงาเป็นระยะๆ ทำให้เดินได้ง่ายกว่าเส้นทางแรกครับ
สภาพแวดล้อมรอบโครงการ
บริบทรอบๆโครงการส่วนใหญ่ก็จะเป็นชุมชน และมักจะเป็นอพาร์ทเม้นต์สูง 4 ชั้นเกือบทั้งหมดเลยครับ ซึ่งจากที่ได้รับข้อมูลมารู้สึกว่า ‘ไดร์ฟอินสแควร์’ เดิมที่เป็นโครงการจัดสรรส่วนบุคคลที่เป็นทั้งพื้นที่การค้าและที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ ทำให้มีถนนซอยที่กว้างเพื่อรองรับการสัญจรของคนและรถต่างๆที่มาเยือน
โดยปัจจุบันก็มีการแบ่งพื้นที่ที่เหลือมาขายโครงการใหม่ๆบ้าง และตำแหน่งโครงการ B-ONE Ladphrao-Ramkhamhaeng ก็เรียกได้ว่าอยู่ช่วงต้นๆซอยที่สุดเลยครับ ทำให้เดินทางได้สะดวกและยังใกล้ร้านค้าต่างๆตรงปากซอยด้วย ซึ่งจุดนี้เดิมที่เห็นว่าเคยเป็นตลาดมาก่อนนะ ส่วนทิศอื่นๆของโครงการจะมีดังต่อไปนี้
- ทิศเหนือ ติดกับ พื้นที่ว่างและอาคารสูง 1 – 2 ชั้น พอจะมีระยะเปิดโล่งอยู่บ้าง
- ทิศตะวันออก ติดกับ ซอยเล็กๆที่เชื่อมต่อซอยไดร์ฟอินสแควร์ 4 และฝั่งตรงข้ามเป็นอพาร์ทเม้นต์สูง 4 ชั้น
- ทิศใต้ ติดกับ ซอยไดร์ฟอินสแควร์ 5 และฝั่งตรงข้ามเป็นอพาร์ทเม้นต์สูง 4 ชั้น
- ทิศตะวันตก ติดกับ ที่ว่างและอพาร์ทเม้นต์สูง 4 ชั้น
พามาดูบรรยากาศรอบๆโครงการกันหน่อยครับ ด้านหน้าเป็นถนนซอยไดร์ฟอินสแควร์ 5 มีรถผ่านเข้า-ออกเป็นระยะๆ ไม่เปลี่ยว และฝั่งตรงข้ามเป็นอพาร์ทเม้นต์สูง 4 ชั้น
ด้านซ้ายมือของโครงการจะอยู่ติดกับที่ว่างที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ตลาดเก่ามาก่อน และถ้าขับตรงเข้าไปก็จะเชื่อมต่อไปยังซอยไดร์ฟอินสแควร์อื่นๆ และไปวนออกถนนลาดพร้าวด้านหน้าได้ครับ
ส่วนด้านขวาของโครงการจะอยู่ติดกับซอยเล็กๆ ที่เชื่อมต่อไปยังซอยไดร์ฟอินสแควร์ 4 และลัดไปขึ้นรถไฟฟ้า MRT สถานี ลาดพร้าว 101 ได้ครับ ส่วนถ้าเราตรงไปด้านขวาก็จะไปออกซอยลาดพร้าว 130 ที่เป็นทางเข้าหลัก
และนี่ก็คือบรรยากาศหน้าปากซอย จะเห็นว่าเราเข้ามาจากถนนใหญ่ลาดพร้าวแค่ 100 m. ก็จะเจอกับซอยไดร์ฟอินสแควร์ 5 ที่โครงการตั้งอยู่แล้วครับ
ส่วนนี่ก็คือปากซอยที่เป็นถนนใหญ่ลาดพร้าว
ซึ่งตรงซ้ายมือของปากซอยจะมีเวิ้งของร้านอาหารและคาเฟ่ตั้งอยู่ด้วย เท่าที่เราถามคนในพื้นที่มาก็เห็นว่าร้านจะคึกคักช่วงเย็นๆ-ดึกๆ เพราะเป็นร้านอาหารและร้านนั่งชิลที่เน้นเปิดกลางคืนนั่นเอง
ส่วนอีกด้านของซอยไดร์ฟอินสแควร์ 5 (หรือลึกเข้าไปในซอยลาดพร้าว 130) ก็จะมีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูงเลยครับ เยื้องๆกับปากซอยเราก็จะเห็นแล้วว่ามี Lotus’s Go Fresh ตั้งอยู่
ถัดไปก็จะมีทั้งเซเว่น คาเฟ่ และร้านอาหารเต็มไปหมด เพราะซอยนี้จะมีโรงแรมและอพาร์ทเม้นต์อยู่เยอะมาก ซึ่งเหมาะกับโครงการที่เป็นโฮมออฟฟิศมาก เพราะพนักงานสามารถเดินมาหาของกินตอนพักเที่ยงกันได้สบายๆ รวมถึงซอยนี้ยังใช้เป็นทางลัดไปออกถนนรามคำแห่งได้อีกด้วย
ส่วนบรรยากาศและร้านค้าต่างๆ สามารถกดดูรูปได้ใน Gallry เลยนะครับ
สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น
ห้างสรรพสินค้า / ตลาด
- Cj ซูเปอร์มาร์เก็ต ~ 120 m.
- Lotust’s Go Fresh ~ 120 m.
- Cafe Amazon ~ 150 m.
- 7-11 ~ 190 m.
- Foodland ลาดพร้าว ~ 1.9 km.
- Makro ลาดพร้าว ~ 2.6 km.
- The Mall บางกะปิ ~ 2.6 km.
- Tesco Lotus’s บางกะปิ ~ 2.7 km.
- CDC ~ 5.3 km.
- Central Eastville ~ 7.4 km.
โรงพยาบาล
- รพ.เวชธานี ~ 1.4 km.
- รพ.ลาดพร้าว ~ 1.9 km.
- รพ.รามคำแหง ~ 3.4 km.
- รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ ~ 6.4 km.
สถานศึกษา
- RBAC UNIVERSITY ~ 2.4 km.
- มหาวิทยาลัยรามคำแหง ~ 3.9 km.
- โรงเรียนบดินเดชา สิงห์ สิงหเสนี ~ 4 km.
- โรงเรียนวัดเทพลีลา ~ 4.6 km.
- NIDA UNIVERSITY ~ 4.8 km.
- มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หัวหมาก ~ 6.3 km.
แบบบ้าน
Highlights :
- เป็นโฮมออฟฟิศที่มีพื้นที่ใช้สอยเยอะกว่าโครงการอื่นๆในย่านเดียวกัน
- แบ่งโซนการใช้งานและอยู่อาศัยแยกออกจากกันเป็นชั้นๆได้ชัดเจน ไม่รบกวนกัน
- มีบันไดหนีไฟด้านหลังแบบโครงเหล็กให้เดินได้จริงจัง ไม่ได้เป็นบันไดลิงแบบโครงการทั่วไป
- จอดรถในบ้านได้เยอะถึง 6 คัน และยังสามารถจอดตรงหน้าบ้านแบบชั่วคราวได้อีก 3 คัน
- บรรยากาศภายในสว่างโปร่งโล่ง มีช่องแสงขนาดใหญ่เยอะ และได้ Double Volume สูง 5.1 m.
- ฟังก์ชันมีความ Flelxible สามารถกั้นห้องหรือต่อเติมเพิ่มได้ตามต้องการหลายจุด
B-ONE Ladphrao-Ramkhamhaeng (บี-วัน ลาดพร้าว-รามคำแหง) เป็นโฮมออฟฟิศ 4.5 ชั้นที่มีอยู่เพียง 2 ยูนิตเท่านั้น แน่นอนว่านี่ไม่ใช่โครงการที่เข้าจัดสรรหรือมีรั้วรอบขอบชิดทั่วไป แต่ก็ทำให้เรามีอิสระในการต่อเติม/ตกแต่งบ้านของเราในแบบที่ต้องการได้เต็มที่ (เพราะไม่มีกฎของนิติมาบังคับ แถมยังไม่ต้องเสียค่าส่วนกลางด้วย)
ตัวอาคารภายนอกออกแบบเป็นสไตล์ Modern สีขาวเรียบๆ เหมาะกับคนที่กำลังมองหาบ้านหลังใหญ่พื้นที่ใช้สอยเยอะๆ เพื่อทำเป็นออฟฟิศด้วยและที่อยู่อาศัยไปด้วยในตัว สามารถจุพนักงานได้สักประมาณ 15 – 20 คน ใครที่ทำงาน Influencer / Studio / Production Online หรือธุรกิจส่วนตัวอื่นๆที่กำลังนิยมกันในสมัยนี้ ก็สามารถมองโครงการนี้เป็นตัวเลือกได้นะครับ
- B1 -LEFT โฮมออฟฟิศ 4.5 ชั้น ที่ดิน 44.8 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 626 ตร.ม.
– ฟังก์ชัน 2 ห้องนอน / 6 ห้องน้ำ / 6 ที่จอดรถ / 4 ห้องอเนกประสงค์ / 1 ลิฟต์โดยสาร / Rooftop Garden - B1 -RIGHT โฮมออฟฟิศ 4.5 ชั้น ที่ดิน 39.2 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 604 ตร.ม.
– ฟังก์ชัน 2 ห้องนอน / 6 ห้องน้ำ / 6 ที่จอดรถ / 4 ห้องอเนกประสงค์ / 1 ลิฟต์โดยสาร / Rooftop Garden
สเปควัสดุและโครงสร้างหลักของบ้าน :
- โครงสร้างบ้าน : ก่ออิฐมวลเบา มีความแข็งแรง สามารถทุบ/เจาะ/ต่อเติมได้ง่าย
- ที่จอดรถ : ลงเสาเข็มลึกเท่ากับตัวบ้าน + Slab on Ground ตรงนอกชายคาบ้าน พร้อมปูพื้นด้วย Concrete Stamp
- ประตูทางเข้าบ้านหลัก : อลูมิเนียมลายไม้ธรรมชาติ พร้อมติดตั้ง Digital Door Lock
- พื้นชั้น 1 : กระเบื้องแกรนิตโต้
- พื้นชั้น 2 – 4 : SPC ลายไม้
- ประตู-หน้าต่าง : วงกบประตูกรอบ UPVC สีขาว / กรอบหน้าต่างอลูมิเนียม พร้อมกระจกเขียวตัดแสง
- ลิฟต์โดยสารส่วนตัว : ยี่ห้อ Mitsubishi ความจุ 8 คน 630 kg.
- สุขภัณฑ์ในห้องน้ำ : ยี่ห้อ Bath & Bath พร้อมอ่างอาบน้ำลอยตัวในห้อง Master Bedroom
- ระบบไฟฟ้า : 30/100 รองรับ EV Charger
แปลนชั้น 1 จุดเด่นคือ สามารถจอดรถในบ้านได้ถึง 6 คัน (ไม่รวมจอดชั่วคราวริมถนนหน้าบ้านน่าจะได้อีกสัก 3 คัน) เรียกได้ว่าจอดได้เยอะพอสมควรเลยครับ เหมาะกับโฮมออฟฟิศที่จะต้องมีพื้นที่รองรับทั้งพนักงานและลูกค้าด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็คาดว่าน่าจะเดินทางด้วยรถไฟฟ้ากันอยู่แล้ว เลยคิดว่าน่าจะเพียงพอนะ ส่วนภายในบ้านก็สามารถทำเป็นพื้นที่ต้อนรับ หรือพื้นที่พักผ่อนได้ครับ ซึ่งพื้นที่ใช้สอยจริงๆจะอยู่ตั้งแต่ชั้น 2 เป็นต้นไป
เรามาเริ่มกันที่ประตูรั้วด้านหน้าจะเป็นเหล็กรางเลื่อนสีขาว มาพร้อมกับ Junction ให้ติดตั้งเป็นประตูไฟฟ้าเพื่อความสะดวกในการใช้งานด้วย โดยประตูนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ตอน ทำให้เข้า-ออกได้สะดวก
ส่วนการจอดรถด้านหน้าบ้านเราสอบถามกับโครงการแล้วสามารถทำได้ เพราะถนนมีความกว้างมากกว่า 15 m. และชาวบ้านในย่านก็มักจะจอดกันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งลักษณะจะเป็นการจอดแบบเฉียง 45 องศาได้หลังละประมาณ 3 คันครับ
ที่จอดรถบริเวณใต้ชายคาจะตั้งอยู่บนเสาเข็มเดียวกับตัวบ้านเลยครับ พร้อมปูด้วย Concrete Stamp แข็งแรงสวยงาม ความกว้างจะอยู่ที่ประมาณ 5.5 m. และมีความลึกพอที่จะจอดรถซ้อนกัน 2 คัน รวมเป็น 4 คันได้สบายๆ
นอกจากนี้ยังมีการเสริมพื้นด้านข้างกว้าง 3.5 m. เพิ่มเข้ามาด้วยครับ ทำให้จอดรถซ้อนคันกันได้อีก 2 คัน รวมเป็น 6 คันในบ้าน โดยโครงสร้างบริเวณนี้จะเป็นแบบ Slab on Ground และเราอาจทำหลังคากันสาดเพิ่มเติมเองด้วยได้นะครับ จะได้ช่วยบังแดดได้ด้วยนั่นเอง
ส่วนพื้นที่รอบๆที่เหลือ ทางโครงการจะปรับพื้นและเว้นไว้ให้ลูกบ้านสามารถจัดเพิ่มเองได้ตามต้องการครับ ซึ่งบางคนก็อาจปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว หรืออาจทำเป็นมุมน้ำตก/สระว่ายน้ำ และอื่นๆอีกก็ได้
ประตูทางเข้าบ้านจะเป็นอลูมิเนียมทำสีลายไม้ ดูเผินๆแล้วก็นึกว่าเป็นประตูไม้บานใหญ่เลยทีเดียว มีความสวยงามแต่แข็งแรงและใช้งานได้ยาวนานมากกว่า มาพร้อมติดตั้ง Digital Door Lock มาให้เพื่อความปลอดภัย
เข้ามาด้านในเราจะเห็นว่าบ้านของที่นี่เป็นบ้านเปล่า ซึ่งฟังก์ชันและบรรยากาศเดี๋ยวเราจะมีภาพ Perspective ให้ชมกันอีกทีครับ
โดยชั้นนี้จะเหมาะกับทำเป็นส่วนต้อนรับหรือพื้นที่พักผ่อนได้ อย่างเวลาที่มีแขกมาหาก็สามารถให้นั่งพักคอยตรงนี้ก่อนได้เลย และพื้นชั้นนี้จะเป็นกระเบื้องแกรนิตโต้ขนาดใหญ่ ฝ้าเพดานสูง 2.65 m.
ภาพบรรยากาศจำลองจะเห็นได้ว่าเราสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนหลักๆคือ ตรงหน้าประตูเราสามารถทำเป็นโต๊ะเคาน์เตอร์ Reception เอาไว้รับแขกได้ รวมถึงอาจ Built-in ตู้เก็บรองเท้าให้ใช้งานได้สะดวกด้วยก็ได้ครับ ส่วนอีกด้านหนึ่งเราก็จัดเป็นชุดโซฟาให้นั่งเล่น/นั่งพักคอยได้แบบนี้เลย
ทางขึ้นด้านบนจะอยู่แยกออกไปจากโถงหลัก มีให้เลือกทั้งลิฟต์โดยสารและบันได
ลิฟต์นี้สามารถจุคนได้ 6 – 8 คน รองรับน้ำหนักได้ 630 kg. ทำให้มีความสะดวกในการใช้งานขึ้น-ลงบ้านที่มีหลายๆชั้นแบบนี้ครับ และที่เราชอบอีกอย่างคือ ภายในลิฟต์มีการตกแต่งมาให้แล้วสวยงามแบบนี้เลย
อีกด้านจะเป็นบันไดและมีห้องน้ำใต้บันไดให้ใช้งานด้วย
ภายในมีขนาดใหญ่สามารถใช้งานได้สะดวก ซึ่งเราชอบที่มีช่องหน้าต่างให้เปิดระบายอากาศได้ดี แถมยังมาพร้อมกระจกเงาขนาดใหญ่ทำให้ห้องนี้ดูกว้างขวางมากขึ้น (เพียงแต่ตำแหน่งอาจไม่ได้อยู่ตรงกับอ่างล้างหน้านะครับ)
สุขภัณฑ์ที่ได้เป็นของยี่ห้อ Bath & Bath ซึ่งจะติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานแบบนี้เลย
บันไดทางขึ้นชั้น 2 เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ทำให้เวลาเดินขึ้น-ลงจะมีความแข็งแรงและไม่มีเสียงดังรบกวนเลย รวมถึงยังมีชานพักกว้างๆ และช่องแสงขนาดใหญ่ที่ทำให้โถงบันไดสว่างโปร่งโล่งแบบสุดๆ
แปลนชั้น 2 ของบ้านถือเป็น Highlight หลักเลยครับ เพราะเป็นชั้นที่ได้ Doublle Volume สูงถึง 5.1 m. แถมเรายังใช้พื้นที่ได้เต็มชั้นทั้งหมดอีกด้วย ซึ่งเหมาะที่จะทำเป็น Working Zone ของพนักงาน โดยทั้งชั้นก็น่าจะจัดโต๊ะได้สักประมาณ 10 กว่าที่นั่งได้เลย หรืออีกไอเดียสำหรับคนที่ซื้อเพื่อเน้นอยู่อาศัย ก็สามารถทำเป็น Living Area หลักของครอบครัวได้เหมือนกันครับ
ขึ้นบันไดมาชั้น 2 ก่อนอื่นเราจะเจอกับลิฟต์โดยสารและห้องน้ำอยู่ด้านหน้าแบบนี้ (ตำแหน่งเดียวกันทุกชั้นเลย)
โดยด้านในห้องน้ำจะเป็น Powder Room ที่จะไม่มีส่วนอาบน้ำนะครับ เอาไว้เข้าห้องน้ำสำหรับพนักงานและคนที่มาใช้งานที่ชั้นนี้ ส่วนด้านหน้าห้องก็จะมีช่องชาร์ปไว้สำหรับ Maintenance งานระบบต่างๆได้สะดวก ซึ่งจะมีหน้าบานติดเอาไว้ให้เรียบร้อยเลย
และนี่ก็คือ Highlight ของบ้านที่เป็น Double Volume สูง 5.1 m. สามารถมองเชื่อมต่อไปยังชั้นลอยได้ โดยจุดที่เราชอบอย่างแรกคือ พื้นห้องที่เป็น SPC แต่มีการทำลวดลายแบบก้างปลาทำให้ดูสวยงามดีมาก
จุดที่สองคือ ช่องแสงทั้ง 2 ด้านที่มีขนาดใหญ่มาก ทำให้บรรยากาศมีความสว่างโปร่งโล่งแบบสุดๆ ซึ่งถ้าเราเปิดหน้าต่างด้านหน้า-ด้านหลังพร้อมๆกัน รับรองว่ามีลมพัดผ่านระบายอากาศได้ดีเลยครับ
ส่วนภาพบรรยากาศตัวอย่างของโครงการ เค้าจัดมาให้เป็น Living Area มาให้ดูเป็นไอเดียนะครับ หากใครที่อยากทำเป็นชั้นพักอาศัยสำหรับครอบครัวก็สามารถจัดแบบนี้ได้เลย
นอกจากนี้บริเวณด้านหน้าบ้านก็ยังมีจุดที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่ง โดยตรงมุมบ้านจะเว้าพื้นที่เข้ามาให้สามารถปลูกต้นไม้ได้ด้วย
ซึ่งก็จะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและความสดชื่นให้กับคนในบ้านได้เป็นอย่างดี (อารมณ์แบบว่าได้ใกล้ชิดธรรมชาติ เหมือนนั่งทำงานติดกับสวนชั้นล่างเลย) โดยทางโครงการเค้าก็จะเตรียมงานระบบไฟ+น้ำเอาไว้ให้เรียบร้อย
ฝั่งหน้าบ้านจะมีระเบียงให้ออกไปยืนสูดอากาศได้แบบนี้ด้วยครับ หรือเราจะตกแต่งพื้นที่ใหม่ตามไอเดียของเราก็ได้ เช่น
ถ้าเราไม่ได้อยากออกมาใช้ระเบียงอยู่แล้ว ก็อาจปลูกต้นไม้ในกระถางแล้วนำมาวางเรียงเอาไว้ ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความสดชื่น และช่วยพรางสายตาจากถนนภายนอกได้ดีมากขึ้น เป็นต้น
พื้นที่อีกส่วนหนึ่งของห้องจะเป็นส่วนที่อยู่ใต้ชั้นลอยครับ โดยจะมีความสูงของฝ้าเพดานอยู่ที่ 2.3 m. เหมาะที่จะทำเป็นมุม Pantry หรือกั้นทำเป็นห้องกระจกส่วนตัวเพิ่มอีกก็ได้
แปลนชั้นลอย มีขนาดพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของตัวบ้าน พร้อมกับห้องน้ำและระเบียงที่มองเชื่อมต่อลงไปยังชั้น 2 ได้ครับ ซึ่งชั้นนี้ค่อนข้างมีความ Flexible พอสมควรเลย เพราะเราสามารถจัดได้หลากหลายฟังก์ชันตามแต่ไอเดียการใช้งาน
เช่น ทำเป็นโซน Living Area ของพนักงาน / Family Area ของครอบครัว หรือกั้นเป็นห้องกระจกของผู้จัดการก็ได้ เวลาทำงานไปก็สามารถดูแลพนักงานชั้นล่างได้สะดวกเลย
และนี่ก็คือบรรยากาศของชั้นลอยครับ ซึ่งเราได้ลองวัดพื้นที่มาให้แล้วจะมีขนาดประมาณ 4 x 5.5 m. สามารถวางชุดโซฟาขนาดใหญ่ หรือจัดเป็นพื้นที่ทำงานเพิ่มเติมได้สบายๆ โดยความสูงของฝ้าชั้นนี้จะอยู่ที่ 2.35 m.
และเมื่อมองลงไปจากระเบียงก็จะสามารถเห็นพื้นที่ชั้น 2 ได้ทั้งหมดแบบนี้เลยครับ
แปลนชั้น 3 เป็นอีกชั้นที่เราจะมีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่แบบเต็ม Floor เพียงแต่ชั้นนี้จะเป็น Simplex ปกติ ไม่ได้มีฝ้าเพดานสูงเหมือนชั้นก่อนหน้านี้นะครับ และสำหรับไอเดียของการจัดฟังก์ชันก็จะเหมาะกับการกั้นผนังทำห้องมากๆ เช่น ห้องประชุม / Studio และอื่นๆ
หรือถ้าใครต้องการเน้นใช้งานไปทาง Residential มากกว่าก็สามารถจัดเป็น Master Bedroom แบบทั้งชั้นไปได้เลย ซึ่งก็จะทำให้กลายเป็นบ้านที่มีมากถึง 3 ห้องนอนครับ
นี่คือบรรยากาศของบ้านมาตรฐานที่จะเป็นพื้นที่โล่งๆแบบนี้ครับ เพื่อให้มีความ Flexible และเราสามารถจัดสรรพื้นที่เองตามต้องการได้เต็มที่ โดยความสูงฝ้าชั้นนี้คือ 2.5 m. และมีขนาดกว้างทั้งหมด 10.5 x 7.2 m.
สำหรับไอเดียของการทำเป็นพื้นที่ทำงาน เราสามารถกั้นห้องด้วยผนังกระจกเพื่อให้มีความเป็นส่วนตัวเพิ่มมากขึ้นแบบนี้ได้ครับ
ส่วนถ้าใครเลือกที่จะทำเป็น Master Bedroom เราก็สามารถแบ่งพื้นที่ทำเป็นโซนเตียงนอน + Walk-in Closet และอาจเพิ่มฟังก์ชันอื่นๆเข้าไปอีก เช่น ห้องน้ำขนาดใหญ่ และมุม Pantry ส่วนตัวเข้าไปด้วยก็ได้ ซึ่งก็จะเหมือนเป็นห้อง Penthouse ดีๆเลยนั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีระเบียงให้เราได้ออกไปใช้งานเหมือนตรงชั้น 2 เลยครับ
แต่ที่มีความพิเศษกว่าก็คือ ระเบียงของชั้น 3 – 4 จะมีระแนงพรางสายตาที่สามารถเปิด-ปิดได้ตามต้องการ ทำให้ปรับองศาในการบังแสงแดดในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างอิสระ ซึ่งการเปิด-ปิดระเบียงนี้ก็จะเป็นลูกเล่นที่ทำให้ Facade ของตัวบ้านเปลี่ยนแปลงไม่ซ้ำกันเลยได้ด้วยครับ
แปลนชั้น 4 จะเป็นส่วนพักอาศัยแบบเต็ม Floor ซึ่งเค้าจะมีการกั้นห้องนอนมาให้แล้ว 2 ห้องครับ โดยห้องใหญ่จะมีห้องน้ำภายในเป็นส่วนตัวเลย และห้องนอนเล็กที่อยู่โซนด้านหลังก็จะใช้ห้องน้ำที่อยู่ติดกับลิฟต์ครับ
จุดที่น่าสนใจจริงๆก็คือ พื้นที่อเนกประสงค์ติดบันได ที่จะช่วยทำให้ฟังก์ชันมีความ Flexible มากขึ้น เพราะเราสามารถจัดเป็น Family Area ก็ได้ / กั้นผนังทำเป็นห้องพระเพิ่มก็ได้ / หรือจะขยายพื้นที่ห้องนอนใหญ่ออกมาให้กว้างขวางมากขึ้นไปอีกก็ได้
ขึ้นมาชั้น 4 เราจะเจอกับพื้นที่อเนกประสงค์ตรงกลาง และมีประตูห้องนอนแยกออกไปเป็นส่วนตัวใช่มั้ยครับ ซึ่งหากใครอยากขยายพื้นที่ห้อง Master Bedroom ให้ใหญ่ขึ้นอีก ก็อาจขยายได้ 2 จุดตามภาพเลย ทั้งนี้ก็อาจแลกมากับความสว่างโปร่งโล่งของโถงทางเดินที่ลดลงไปบ้างนะ
แต่ถ้าใครที่ไม่ได้กั้นห้องเพิ่มก็สามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนได้นะครับ โดยผนังทางซ้ายมือที่ติดกับบันไดก็เหมาะจะทำเป็น Pantry ครัวส่วนตัว เวลาใช้งานจะได้สะดวกไม่ต้องขึ้น-ลงบันได หรือไปใช้ร่วมกับโซนพนักงาน อีกทั้งทางโครงการยังเตรียมงานระบบต่างๆไว้ให้พร้อมใช้งานแล้วด้วย หรือใครจะ Built-in เป็นตู้ไว้เก็บของก็ได้เหมือนกัน
ส่วนอีกด้านหนึ่งจะเหมาะกับทำเป็น Living Area โดยวางโซฟาและชั้นวางทีวีตรงนี้ได้เลย ซึ่งก็จะกลายเป็นพื้นที่ใช้งานร่วมกันของคนในครอบครัวและเป็นส่วนตัวมากๆครับ แถมตำแหน่งก็จะอยู่ติดกับระเบียงด้วย ทำให้น่าใช้งานสุดๆเลย
ถัดมาจะเป็นห้อง Master Bedroom ขนาดกว้าง 5 x 3.7 m. มาพร้อมระเบียงขนาดใหญ่ทำให้สว่างโปร่งโล่งดีทีเดียว
จากตำแหน่งปลั๊กไฟเราจะเห็นได้ว่า เค้าเตรียมพื้นที่สำหรับวางเตียงนอนตรงกลางมาให้แล้วครับ ซึ่งก็วางเตียง 5 – 6 ฟุตได้พอดีๆ ส่วนซ้ายมือจะมีพื้นที่อเนกประสงค์เล็กๆกว้าง 1.25 m. ให้สามารถทำเป็นมุมทำงานหรือจุดนั่งเล่นเพิ่มได้ครับ
ส่วนผนังฝั่งตรงข้ามก็เหมาะที่จะติดทีวีตรงปลายเตียงแบบนี้ครับ
ส่วนระเบียงนี้จะมีความพิเศษคือ เค้าจะยาวไปเชื่อมต่อกับพื้นที่อเนกประสงค์ด้านนอกก่อนหน้านี้ด้วยนั่นเอง ซึ่งถ้าใครต่อเติมขยายพื้นที่ห้องนอนออกไป นี่ก็จะกลายเป็นระเบียงส่วนตัวของห้องนี้ทั้งหมดเลย
ถ้าไม่เช่นนั้นก็อาจมีความเป็นส่วนลดลงบ้างครับ เพราะคนอื่นอาจเปิดมาใช้ระเบียงแล้วมองเข้ามาเห็นในห้องได้เหมือนกัน (อาจทำรั้วต้นไม้หรือกั้นระเบียงเพิ่มได้นะ)
อีกด้านหนึ่งของห้องนอนจะเป็นห้องน้ำ แต่เราเอะใจนิดนึงคือ ถ้าตรงกลางวางเตียงและมีพื้นที่เหลือรอบๆให้ใช้พอดีๆ ส่วนขวามือติดทีวีปลายเตียงที่ผนัง แล้วเราควรวางตู้เสื้อผ้าตรงไหนล่ะ?
ที่เราพอจะนึกออกคือ อาจต้องทำตู้เสื้อผ้าที่ผนังปลายเตียงที่อยู่ขวามือ เพราะน่าจะมีระยะเหลือให้ใช้งานรอบเตียงได้สะดวกสุดแล้ว
นั่นหมายความว่าเราอาจต้องสละปลั๊กทีวีต่างๆที่โครงการเตรียมไว้ให้ไป (หรือใครอาจมีไอเดียติดทีวีหน้าตู้เสื้อผ้าได้ก็ลองออกแบบ และดูพื้นที่จริงหลังวางเตียงเสร็จแล้วดูได้ครับ)
ส่วนห้องน้ำใน Master Bedroom จะเป็นห้องที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบ้านเลย มาพร้อมกับอ่างอาบน้ำแบบลอยตัวให้เราได้เลือกแช่น้ำชมวิวภายนอกสบายๆ
โดยระเบียงนี้สามารถใช้ตากผ้าขนหนู หรือใครจะปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้บรรยากาศสดชื่นมากขึ้นก็ได้เหมือนกัน
อีกด้านหนึ่งของห้องน้ำจะเป็นโถสุขภัณฑ์และ Shower สำหรับยืนอาบน้ำตามปกติ ซึ่งเราสามารถกั้นกระจกเพิ่มเองได้ครับ เพื่อที่เวลาอาบน้ำจะได้ไม่กระเด็นออกมาเปียกด้านนอก
ต่อมาเราจะไปดูห้องนอนเล็กกันบ้าง ซึ่งจะอยู่แยกออกไปเป็นส่วนตัวทางโซนหลังบ้าน ซึ่งก็จะอยู่ติดกับบันไดหนีไฟ และต้องมาใช้งานห้องน้ำที่อยู่ติดกับลิฟต์ด้านนอกนะครับ
ภายในห้องนอนเล็กมีขนาด 3.55 x 3.3 m. สามารถวางเตียง 3.5 – 5 ฟุต และตู้เสื้อผ้าได้พอดีๆเหมือนห้องนอนทั่วไป ใครที่มีลูกก็สามารถใช้เป็นห้องนอนลูกได้เลยครับ หรือถ้าไม่มีลูกก็สามารถทำเป็นห้องอื่นๆได้ เช่น ห้องทำงาน ห้องพระ หรือห้องดูหนังส่วนตัว เป็นต้น
ชั้นดาดฟ้า ถือเป็นอีกหนึ่ง Highlight ของโครงการที่แตกต่างจากทาวน์โฮมหรือโฮมออฟฟิศในย่านเดียวกัน (เพราะแทบจะไม่มีที่ไหนให้ขึ้นไปใช้งานได้แบบนี้เลย) โดยของจริงจะเป็นพื้นที่โล่งๆให้เรามาต่อเติมเพิ่มได้ตามต้องการครับ
ปล.พื้นที่ใช้สอยที่เยอะๆของโครงการนี้ นับรวมพื้นที่ดาดฟ้าและพื้นที่บันไดหนีไฟเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งการจะขึ้นไปใช้งานดาดฟ้าจะต้องเดินผ่านบันไดหนีไฟที่อยู่ด้านหลังแบบนี้ครับ โดยโครงการนี้จะทำเป็นบันไดเหล็กให้เดินขึ้น-ลงได้สะดวกจริงจัง ต่างจากโครงการทั่วไปที่ส่วนใหญ่จะใช้เป็นเพียงบันไดลิงตามกฎหมายเท่านั้น จึงถือได้ว่าที่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการนี้เลย
ดาดฟ้าจะเป็นพื้นปูนโล่งๆแบบนี้ เราสามารถปลูกต้นไม้จัดสวนเพื่อเพิ่มขึ้นที่สีเขียวได้ ทดแทนพื้นที่รอบบ้านชั้นล่างที่ไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่ (ตามสไตล์บ้านในเมืองใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด)
หรือใครจะต่อเติมหลังคาเพื่อทำเป็นห้องอีกชั้นหนึ่งก็ได้นะครับ เราสอบถามมาให้แล้วว่าโครงสร้างบ้านสามารถรองรับการต่อเติมอีกชั้นเพิ่มได้สบายๆ ทั้งนี้ก็อย่าลืมปรึกษาวิศวกรโครงการอีกครั้งด้วยนะ
**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่า
ราคา
B-ONE Ladphrao-Ramkhamhaeng (บี-วัน ลาดพร้าว-รามคำแหง) ราคา ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2568
- B1 -LEFT โฮมออฟฟิศ 4.5 ชั้น ที่ดิน 44.8 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 626 ตร.ม.
– ฟังก์ชัน 2 ห้องนอน / 6 ห้องน้ำ / 6 ที่จอดรถ / 4 ห้องอเนกประสงค์ / 1 ลิฟต์โดยสาร / Rooftop Garden
– ราคา 29.8 ล้านบาท (ราคาพิเศษ เฉพาะผู้ลงทะเบียน จากปกติ 34.8 ล้าน*) - B1 -RIGHT โฮมออฟฟิศ 4.5 ชั้น ที่ดิน 39.2 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 604 ตร.ม.
– ฟังก์ชัน 2 ห้องนอน / 6 ห้องน้ำ / 6 ที่จอดรถ / 4 ห้องอเนกประสงค์ / 1 ลิฟต์โดยสาร / Rooftop Garden
– ราคา 28.8 ล้านบาท (ราคาพิเศษ เฉพาะผู้ลงทะเบียน จากปกติ 33.8 ล้าน*) - จอง 100,000 บาท
- ทำสัญญา 500,000 บาท
- ค่าจดจำนอง ผู้ขายเป็นผู้ชำระ
- ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อแล้วผู้ขายชำระฝ่ายละครึ่ง
- ค่าประกัน มิเตอร์ไฟฟ้า ประปา ผู้ขายเป็นผู้ชำระ
**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
บทสรุป
ทำเลและความสะดวกในการเดินทาง : โครงการ B-ONE Ladphrao-Ramkhamhaeng (บี-วัน ลาดพร้าว-รามคำแหง) ตั้งอยู่ในซอยไดรฟ์อินสแควร์ 5 ใกล้ปากซอยลาดพร้าว และยังสามารถเชื่อมต่อไปยังถนนรามคำแหงได้อีกด้วย เรียกได้ว่าการเดินทางด้วยรถยนต์มีความสะดวกไม่น้อย รอบๆยังมีทางด่วนให้ใช้เข้า-ออกอีกหลายเส้นทาง ที่สำคัญคือ ใกล้กับปากซอยจะมี MRT สถานี ลาดพร้าว 101 ให้ใช้อีกด้วย ซึ่งเป็นระยะที่เดินได้เพียง 350 m.
แต่สิ่งที่เราคิดว่าเป็นจุดเด่นจริงๆของโครงการคือ ‘ความอุดมสมบูรณ์’ ที่ไม่ใช่แค่เพียงใกล้ห้างใหญ่ของย่านอย่าง The Mall บางกะปิ และซูเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆเท่านั้น แต่ยังรวมถึงร้านค้าร้านอาหารต่างๆที่อยู่ในซอยลาดพร้าว 130 ซึ่งอยู่ใกล้กับโครงการในระยะเดินถึงสบายๆ ทำให้เหมาะกับทั้งการอยู่อาศัยและทำเป็นโฮมออฟฟิศ ที่พนักงานสามารถเดินทางมาได้สะดวกและหาของกินได้ง่ายนั่นเองครับ
ความปลอดภัยในโครงการและตัวบ้าน : เนื่องจากไม่ใช่โครงการจัดสรร และภายในบ้านก็ไม่ได้ให้ระบบรักษาความปลอดภัยมาเลย ดังนั้นคนที่ซื้อบ้านโครงการนี้ก็อาจต้องติดตั้งเพิ่มเติมเองนะครับ จะมีที่เด่นๆก็คือ ‘บันไดหนีไฟ’ ที่ทำออกมาเป็นบันไดโครงเหล็กจริงจังให้ใช้งานสะดวก ซึ่งไม่ได้เป็นบันไดลิงเหมือนโครงการทั่วไป รวมถึงจะมีการติดตั้ง Digital Door Lock มาให้ตรงประตูหลักหน้าบ้านเป็นมาตรฐานด้วยครับ
การออกแบบโครงการและพื้นที่ใช้สอย : เป็นโฮมออฟฟิศที่มีเพียง 2 ยูนิตเท่านั้น จุดเด่นคือ ‘พื้นที่ใช้สอย’ ที่ให้มาเยอะเมื่อเทียบกับโปรดักส์เดียวกันในย่าน ทำให้ภายในมีความกว้างขวาง พื้นที่ทำงานจุคนได้เยอะ และพื้นที่อยู่อาศัยก็ใช้งานได้ดี นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันอื่นๆที่เพื่อนๆในย่านปัจจุบันยังไม่ค่อยมีให้แบบนี้ เช่น บันไดหนีไฟ และพื้นที่ชั้นดาดฟ้า ซึ่งเราสามารถขึ้นไปใช้งานและต่อเติมฟังก์ชันที่ต้องการได้สบายๆ
นอกจากนี้ยังมีที่จอดรถเยอะถึง 6 คัน + จอดหน้าบ้านแบบชั่วคราวได้อีก 3 คัน ใครที่มีพนักงานและลูกค้ามาประจำอยู่แล้วก็จะเหมาะมากๆ ชั้นที่เป็นออฟฟิศก็มีขนาดใหญ่มาก สามารถจุคนได้รวมกว่า 15 – 20 คน รวมถึงยังได้ฝ้าเพดานสูง Double Volume 5.1 m. และช่องแสงเยอะมาก บรรยากาศสว่างโปร่งโล่งและระบายอากาศได้ดี
สุดท้ายเราชอบเรื่อง ‘ความเป็นส่วนตัว’ ไม่ว่าจะเป็นระแนง Facade หน้าบ้านที่ช่วยพรางสายตาได้ดี และยังแบ่งโซนออฟฟิศกับโซนอยู่อาศัยแยกออกเป็นชั้นไม่รวมกวนกัน ซึ่งทุกฟังก์ชันยังเน้นให้มีความ ‘Flexible’ ให้สามารถกั้นห้องและต่อเติมเพิ่มได้ตามความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละคน
วัสดุ : โครงสร้างหลักเป็นก่ออิฐมวลเบา มีความแข็งแรงและต่อเติมได้ง่าย ซึ่งเหมาะกับโครงการที่เป็นโฮมออฟฟิศแบบนี้มากๆครับ นอกจากนี้เรายังชอบพื้นชั้นบนที่เป็น SPC เพราะเค้าติดตั้งเป็นลายก้างปลาที่มีความสวยงามและทำยากกว่าปกติ รวมถึงยังติดตั้งลิฟต์โดยสารส่วนตัว ที่จะช่วยทำให้การขึ้น-ลงบ้านมีความสะดวกสบายมากขึ้นเยอะเลย
ส่วนจุดที่เด่นๆก็จะมีตรงพื้นที่จอดรถที่ปูเป็น Concrete Stamp และโครงสร้างบนดาดฟ้าที่สามารถรองรับน้ำหนักของการต่อเติมทั้งชั้นได้แบบสบายๆ โดยบ้านที่ขายจริงจะเป็นบ้านเปล่าๆเลย จึงต้องเผื่องบในการ Built-in ต่อเติมเพิ่มเองทั้งหมดด้วยนะครับ แต่ก็เหมาะสมกับโปรดักส์ที่คนซื้อในอนาคตจะต้องมีความต้องการที่แตกต่างกันอยู่แล้วนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นในแง่การอยู่อาศัยและการทำธุรกิจก็ตาม
พื้นที่สีเขียวและสภาพโครงการ : เนื่องจากไม่ใช่โครงการจัดสรร และในบ้านก็ไม่ได้ปลูกต้นไม้จัดสวนมาให้ จึงจะไม่ได้มีพื้นที่สีเขียวให้นะครับสำหรับโครงการนี้ ส่วนสภาพโครงการปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง แต่ก็ดูเรียบร้อยดี คิดว่าตอนที่ทุกคนไปชมหลังจากรีวิวนี้ลงไปแล้วก็น่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ 100% แล้วครับ
สาธารณูปโภค : แน่นอนว่าไม่มีส่วนกลางครับ แต่เราอยากพูดถึงสักนิดนึง คือโครงการนี้จะเหมาะกับคนที่ไม่ได้เน้นใช้ส่วนกลางอยู่แล้ว และไม่ต้องเสียค่าส่วนกลางทุกๆเดือนเหมือนโครงการจัดสรรทั่วไปด้วย แต่จุดที่ทำให้แตกต่างจริงๆคือ ‘ความอิสระ’ เพราะเราจะไม่ถูกจำกัดไอเดียในการตกแต่งต่อเติมบ้าน เหมือนโครงการที่มีกฎและนิติบุคคลคอยดูแลเลยนั่นเอง
Judgement
การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้
ทำเลและความสะดวกในการเดินทาง 40%, ความปลอดภัย 15%, การออกแบบและพื้นที่ใช้สอย 15%, วัสดุ 10%, พื้นที่สีเขียวและสภาพโครงการ 10%, และสาธารณูปโภค 10%
เทียบกับแพคเกจ 28.8 – 29.8 ล้านบาท, 22 สิงหาคม 2569
- ทำเลและความสะดวกในการเดินทาง 8.5/10 – ใกล้ปากซอยและถนนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้าในระยะเดิน 350 m. เดินทางด้วยรถสะดวก ทำเลอุดมสมบูรณ์ ใกล้ห้าง The Mall และร้านค้าในซอยเพียบ
- ความปลอดภัย 7.5/10 – บันไดหนีไฟใหญ่จริงจัง และ Digital Door Lock ส่วนอื่นๆต้องติดตั้งเพิ่มเอง
- การออกแบบและพื้นที่ใช้สอย 8/10 – พื้นที่ใช้สอยเยอะ มีดาดฟ้าให้ใช้ ฟังก์ชันยืดหยุ่น ได้ความเป็นส่วนตัวสูง อยู่อาศัยก็ดี ทำออฟฟิศก็เหมาะ
- วัสดุ 7.5/10 – โครงสร้างก่ออิฐ / พื้น SPC ลายก้างปลา และได้ลิฟต์ส่วนตัว แต่ต้องเผื่องบต่อเติมเพิ่มด้วยนะ
- พื้นที่สีเขียวและสภาพโครงการ 5/10 – ไม่ใช่โครงการจัดสรร และไม่ได้จัดสวนในบ้านมาให้ แต่สภาพโครงการถ้าสร้างเสร็จก็น่าจะดูเรียบร้อยดี
- 7.7 / 10.00
B-ONE Ladphrao-Ramkhamhaeng เหมาะกับใคร
โครงการ B-ONE Ladphrao-Ramkhamhaeng (บี-วัน ลาดพร้าว-รามคำแหง) เหมาะกับคนที่มองหาโฮมออฟฟิศในย่านลาดพร้าว-บางกะปิ ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี ลาดพร้าว 101 ในระยะเดินได้เพียง 350 m. รวมถึงยังอุดมสมบูรณ์สูง ใกล้ห้าง The Mall บางกะปิ และร้านค้าต่างๆตรงปากซอยเพียบ เรียกได้ว่าตอบโจทย์ทั้งการอยู่เองและมีพนักงานก็มาหาของกินได้ง่าย โดยจะเป็นโปรดักส์แบบ Stand Alone ไม่ได้จัดสรร ไม่เน้นส่วนกลาง และมีอิสระในการต่อเติมเต็มที่ ซึ่งฟังก์ชันบ้านก็ยืดหยุ่น พื้นที่ใช้สอยเยอะ มีดาดฟ้าให้ใช้ พร้อมบันไดหนีไฟใหญ่และลิฟต์โดยสารด้วย มีงบประมาณอยู่ที่ 28.8 – 29.8 ล้านบาท
Think of Living รวบรวมมาให้แล้ว!
โครงการเปิดใหม่ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮมและคอนโดมิเนียม ในทำเลทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ในทุกๆเดือนย้อนหลัง ใครที่กำลังมองหาบ้านห้ามพลาด อาจจะมีโครงการในราคาและทำเลที่เพื่อนๆ ตามหาอยู่ก็เป็นได้นะ
เข้ามาชมบทความรายเดือนได้เลย คลิกที่นี่

