
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากระแสของ Branded Residences ในไทยเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น เห็นได้ชัดว่ากลุ่มผู้พัฒนาโครงการต้องการนำมาตรฐานการบริการแบบโรงแรมระดับโลกมาผสานเข้ากับการอยู่อาศัยระยะยาว ทั้งในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต และในย่าน CBD ของกรุงเทพฯ หนึ่งในผู้เล่นที่น่าจับตาคือ CG Capital เป็น Private Equityในเครือ Central Group ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุน และพัฒนาสินทรัพย์ในกลุ่ม hospitality และ branded residences

ก่อนหน้านี้ CG Capital ได้เปิดตัวโครงการที่หลายคนน่าจะคุ้นตาอย่าง The Standard Residences, Phuket Bang Tao ซึ่งสะท้อนแนวคิดไลฟ์สไตล์เรสซิเดนซ์ในเมืองท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจน ก่อนต่อยอดมาสู่โครงการใหม่ในกรุงเทพฯ อย่าง InterContinental Residences Bangkok Asoke
InterContinental Residences Bangkok Asoke นั้นมีความน่าสนใจในหลายมิติ ไม่ใช่แค่เพราะเป็นโครงการใหม่ของ CG Capital แต่เพราะนี่คือการนำแบรนด์ระดับโลกเข้ามาปักหมุดในย่านอโศก ซึ่งเป็นหนึ่งในทำเลที่แข็งแรงที่สุดของกรุงเทพฯ ทั้งในมุมการอยู่อาศัยจริงและศักยภาพด้านมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว แถมยังเป็น Luxury Condominum แบบ Freehold อีกด้วย เปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้นราว 44.8 ล้านบาท หรือมีราคาเฉลี่ยประมาณ 380,000 บาทต่อตารางเมตร
คำถามที่น่าสนใจคือ ในตลาดที่มีโครงการระดับบนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อะไรคือสิ่งที่ทำให้โครงการนี้ถูกมองว่าเป็น rare item และแตกต่างจากคอนโดลักชัวรีทั่วไปอย่างชัดเจน?
บทความนี้เราจะพาไปหาคำตอบกันค่ะ
- Rare Item : Freehold Global Hotel-Branded Residence ใจกลางอโศก
- อะไรทำให้แบรนด์ InterContinental มีความพิเศษ?
- สุขุมวิท 16 : ทำเลที่สงบ แต่เดินทางง่าย ใกล้สวนและห้างชั้นนำ
- รายละเอียดโครงการ : Luxury Residence ที่เน้นคุณภาพการอยู่อาศัย
- ความเป็นส่วนตัว : หนึ่งในหัวใจของโครงการ
- Layout ห้องกว้าง ไซซ์ใหญ่ รองรับการอยู่อาศัยระยะยาว
- Future Ready : คิดเผื่อการอยู่อาศัยในอนาคต
Rare Item : Freehold Global Hotel-Branded Residence ใจกลางอโศก
แม้กรุงเทพฯ จะมีโครงการ branded residences อยู่หลายแห่ง ทว่าแต่ละโครงการก็มักมีจุดเด่นคนละแบบ บางโครงการเป็น freehold บางโครงการเป็น leasehold บางแห่งเป็น Non-Hotel Branded Residence และบางแห่งเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้มาตรฐานและบริการของแบรนด์โรงแรม หรือที่มักเรียกว่า Hotel-Branded Residence
โดยทั่วไปแล้ว positioning และระดับราคาของแต่ละโครงการจะแตกต่างกันตามแบรนด์ ทำเล รูปแบบการถือครอง และระดับบริการที่ได้รับ ซึ่งโรงแรมที่ดูแลก็มีหลายระดับอีก ไม่ใช่ทุกโรงแรมที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกด้วยนะคะ
InterContinental Residences Bangkok Asoke ได้เปรียบในเรื่องนี้ เพราะอยู่ภายใต้มาตรฐานบริการของแบรนด์โรงแรมระดับโลกอย่าง InterContinental เลย หากเทียบกับคอนโดในกลุ่มเดียวกันจะอยู่กันคนละทำเลนะคะ อย่าง The Ritz-Carlton Residences จะอยู่ในย่านสีลม-สาทร, Banyan Tree Residences Riverside Bangkok และ The Residences at Mandarin Oriental, Bangkok จะอยู่ริมน้ำใกล้ ICON SIAM
ขณะที่ตัวเลือกในกลุ่ม global hotel-branded residence แบบ freehold ในย่านสุขุมวิทชั้นใน ยังถือว่ามีน้อยมาก ทำให้โครงการนี้มีสถานะใกล้เคียงกับสินทรัพย์ที่หาได้ยากในตลาด
ดังนั้นความน่าสนใจของโครงการนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรวมองค์ประกอบที่หาได้ยากไว้ในโครงการเดียว ทั้งการเป็น Freehold, การอยู่ภายใต้มาตรฐานของแบรนด์โรงแรมระดับโลก, ทำเลใจกลางอโศก-สุขุมวิท, จำนวนเพียง 88 ยูนิต และขนาดห้องที่ใหญ่กว่าคอนโดมิเนียมทั่วไปในตลาดอย่างชัดเจน
อะไรทำให้แบรนด์ InterContinental มีความพิเศษ?
แบรนด์ InterContinental มีจุดยืนที่แตกต่างจากเครือโรงแรมลักชัวรีแบรนด์อื่นตรงที่ไม่ได้สื่อสารเพียงเรื่องความหรูหรา แต่ผูกตัวเองไว้กับแนวคิดเรื่องความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นมาตั้งแต่ต้น
แบรนด์นี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1946 โดย Juan Trippe ผู้บริหารของ Pan American World Airways ด้วยแนวคิดที่เชื่อว่าการเดินทางคือพลังสำคัญที่เชื่อมผู้คน, วัฒนธรรมและประสบการณ์จากทั่วโลกเข้าด้วยกัน จึงทำให้ InterContinental ไม่ได้พัฒนาตัวเองในฐานะ “โรงแรมหรู” เท่านั้น แต่ยังวางบทบาทเป็นแบรนด์ที่มีความเข้าใจในบริบทของแต่ละเมืองและสามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นออกมาได้อย่างมีระดับ
บุคลิกของแบรนด์จึงชัดเจนว่าออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่ม Luxury Modern Traveller หรือผู้เดินทางระดับบนที่ไม่ได้มองหาความหรูหราแบบโอ้อวด แต่ต้องการประสบการณ์ที่ราบรื่น ละเอียด และมีความหมาย ทั้งในด้านการบริการ, การออกแบบและบรรยากาศโดยรวม
เมื่อแนวคิดนี้ถูกนำมาต่อยอดสู่โครงการที่อยู่อาศัย สิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่การติดชื่อแบรนด์บนตัวอาคาร แต่คือการส่งต่อมาตรฐานการบริการและวิธีคิดแบบ hospitality มาสู่ชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัย ตั้งแต่ความใส่ใจในรายละเอียด การวางระบบเพื่อให้การใช้ชีวิตสะดวกขึ้น ไปจนถึงมาตรฐานการบริหารจัดการที่ต้องสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระดับโลก
InterContinental มีชื่อเสียงจนได้เป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ อย่างปี 1963 Willard InterContinental ในวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นโรงแรมที่ Martin Luther King Jr. นักเคลื่อนไหวและผู้นำด้านสิทธิพลเมืองชาวอเมริกันใช้ทำงานและนั่งพักผ่อนในคืนก่อนวันสำคัญสุนทรพจน์ที่มีชื่อเสียง “I Have a Dream” และการลงนามกฎบัตรสหประชาชาติ
กล่าวอีกแบบหนึ่ง ความพิเศษของ InterContinental ไม่ได้อยู่ที่ความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ประสบการณ์การอยู่อาศัยดู “นิ่ง มีระดับ และราบรื่น” โดยไม่จำเป็นต้องพยายามแสดงออกมากเกินไป ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ตรงกับผู้ซื้อในตลาดลักชัวรีปัจจุบันอย่างมาก การันตีด้วยความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์กว่า 75 ปี ซึ่ง GM ที่มาดูแลโครงการต้องผ่านการฝึกอบรมและได้มาตรฐานของ InterContinental เท่านั้น
บริการที่มีให้เป็นมาตรฐาน ได้แก่
- Weekly in-unit housekeeping
- 24-hour concierge service
- 24-hour on-call technician
- Shuttle service
- Food and parcel delivery to unit
- Doorman Service
- Pool towel service
นอกจากนี้ยังมีบริการที่เตรียมไว้ แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ได้แก่
- Laundry service
- Extra housekeeping
- Pre-arrival provisioning / grocery shopping
- Airport transfer
- Personal trainer
- Spa therapist
- Florist
- Private party and event organizer
สุขุมวิท 16: ทำเลที่สงบ แต่เดินทางง่าย ใกล้สวนและศูนย์การค้าชั้นนำ
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของโครงการนี้คือทำเลบนซอยสุขุมวิท 16 ซึ่งเป็นทำเลที่ให้ความรู้สึกต่างจากการอยู่ติดถนนสุขุมวิทสายหลักโดยตรง กล่าวคือยังอยู่ใกล้ศูนย์กลางเมืองและเดินทางได้สะดวกมาก แต่มีความสงบและเป็นส่วนตัวมากกว่า เหมาะกับการอยู่อาศัยจริงในระยะยาว
สุขุมวิท 16 เป็นซอยที่ได้เปรียบเรื่องการเชื่อมต่อ สามารถเข้าออกได้หลายทิศทาง ทั้งฝั่งอโศก, สุขุมวิท, พระราม 4 และรัชดาภิเษก อีกทั้งยังอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ทั้งพื้นที่สีเขียวและแหล่งไลฟ์สไตล์ ทำให้สามารถบาลานซ์ชีวิตประจำวันได้ดี ระหว่างความสะดวกของการอยู่ในเมืองกับคุณภาพของสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่
สถานที่สำคัญโดยรอบ เช่น
- Benjakitti Park ประมาณ 300 เมตร
- BTS Asoke ประมาณ 500 เมตร
- MRT Sukhumvit ประมาณ 500 เมตร
- Terminal 21 ประมาณ 600 เมตร
- Emsphere ประมาณ 1 กิโลเมตร
- Queen Sirikit National Convention Center ประมาณ 1.5 กิโลเมตร
- NIST International ประมาณ 1.8 กิโลเมตร
- Australian International School ประมาณ 2 กิโลเมตร
นอกจากนี้ โครงการยังมี Shuttle Service สำหรับรับ-ส่งในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งช่วยเสริมความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันได้อีกระดับ
ถ้ามองในมิติของการอยู่อาศัยจริงสุขุมวิท 16 ถือเป็นหนึ่งในโลเคชั่นที่ลงตัวมาก เพราะอยู่ใกล้ทั้งสวนสาธารณะ ระบบขนส่งมวลชน ห้าง และย่านธุรกิจ แต่ยังรักษาความสงบ “ซ่อนตัวอยู่หลังความคึกคัก” ได้ค่อนข้างดี
รายละเอียดโครงการ : Luxury Residence ที่เน้นคุณภาพการอยู่อาศัย
InterContinental Residences Bangkok Asoke เป็นคอนโดมิเนียม High Rise สูง 32 ชั้น ที่พัฒนาภายใต้แนวคิดของ branded residence ระดับ Luxury ออกแบบสถาปัตยกรรมโดยบริษัทสถาปนิกชั้นนำของประเทศไทยอย่าง A49
หากจะดูให้ลึกถึงความน่าเชื่อถือด้านงานก่อสร้าง โครงการนี้เลือกใช้บริษัทสี่พระยา ผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์ร่วมกับ Central Group ในหลายโครงการ จึงได้รับการยอมรับอย่างสูงในเรื่องคุณภาพงานก่อสร้างระดับพรีเมียม และได้รับรางวัล IFAWPCA GOLD MEDAL ในระดับภูมิภาคเอเชีย
ในส่วนของ Partner วัสดุและสุขภัณฑ์ภายในหลักๆ เลือกใช้ของนำเข้าจากแบรนด์ดังอย่าง Poliform, GESSI และ TOTO องค์ประกอบเหล่านี้สะท้อนว่าโครงการไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงภาพลักษณ์ภายนอก แต่ยังมองไปถึงคุณภาพการใช้งานจริงในระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับโครงการระดับนี้
Main Entrance
สำหรับ facilities ของโครงการถูกออกแบบให้รองรับทั้งการใช้ชีวิต การทำงาน และการดูแลสุขภาพในแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น
- Co-working Space และ Private Rooms สำหรับการทำงานหรือประชุมแบบเป็นส่วนตัว
- 25-Meter Pool สำหรับว่ายน้ำออกกำลังกายจริงจัง
- Hot & Cold Plunge Pool ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
- Steam & Sauna
- Pilates & Yoga Studio
- Fitness
ภาพรวมของ facilities จึงไม่ใช่แค่ “มีครบ” แต่เป็นส่วนกลางที่ถูกออกแบบให้ใช้งานได้จริงและสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยระดับบนในปัจจุบัน
ความเป็นส่วนตัว : หนึ่งในหัวใจของโครงการ
จุดเด่นอีกข้อที่ทำให้โครงการนี้แตกต่าง คือ เรื่องความเป็นส่วนตัว ซึ่งเห็นได้ชัดตั้งแต่จำนวนยูนิตทั้งหมดที่มีเพียง 88 ยูนิตเท่านั้น เมื่อเทียบกับ High Rise Condominium ในทำเลใกล้เคียง จะถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก แต่ละชั้นมีเพียง 4 ยูนิตแบบ corner unit เท่านั้น ทำให้แต่ละห้องได้ความรู้สึกของการอยู่อาศัยที่โปร่งโล่ง และความเป็น corner unit ยังช่วยเรื่องมุมมองและการรับแสงธรรมชาติได้ดีกว่า แต่ละห้องจะได้วิวถึง 2 ฝั่งเลยค่ะ
อีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจคือ วิวเมืองใจกลางสุขุมวิท ซึ่งในมุมมองของเราฝั่งทิศเหนือถือเป็นทิศที่ได้วิวโล่งที่สุด และมีโอกาสรักษามุมมอง City View ได้ดีที่สุด
Layout ห้องกว้าง ไซซ์ใหญ่ รองรับการอยู่อาศัยระยะยาว
หนึ่งในจุดแข็งที่ชัดมากของโครงการนี้คือการออกแบบ layout ห้อง ที่เน้นขนาดใหญ่และฟังก์ชันสำหรับการอยู่อาศัยจริง มากกว่าการทำยูนิตให้เล็กลงเพื่อเพิ่มจำนวนห้องขาย ห้องพักประมาณ 90% ของโครงการคือ
- 2 Bedroom ขนาด 139 ตร.ม.
- 3 Bedroom ขนาด 193 ตร.ม.
ขณะที่ยูนิตขนาดใหญ่ที่สุดคือ Mali และ Malai Penthouse ขนาดประมาณ 453–554 ตร.ม. ขนาดห้องในระดับนี้ทำให้โครงการตอบโจทย์ผู้ซื้อที่ต้องการอยู่อาศัยในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวขนาดเล็ก คู่แต่งงานที่ต้องการพื้นที่มากขึ้น จัดฟังก์ชันได้ครบบนทำเลใจกลางอโศก
ห้องตัวอย่างเป็น 3 Bedroom ขนาด 193 ตร.ม. ที่มีราคาเริ่มต้นประมาณ 61.8 ล้านบาท จะเห็นได้ชัดว่ามีการวางแปลนโดยคิดถึงการใช้งานในชีวิตจริงอย่างละเอียด
Master Bedroom & Master Bathroom
Master Bedroom มีขนาดใหญ่ พร้อม Walk-in Closet และห้องน้ำในตัวที่ได้ทั้ง His & Her Sink และ Bathtub
Bedroom 2 & 3
Bedroom 2 และ 3 มีขนาดใช้งานได้จริง พร้อมห้องน้ำในตัว
Living & Dining Area
พื้นที่ Living, Dining และ Pantry เป็นแบบ Open Plan ที่เปิดเชื่อมกันอย่างต่อเนื่อง และมีขนาดใหญ่พอสำหรับโซฟา 7–8 ที่นั่ง และโต๊ะอาหาร 8 ที่นั่ง
Pantry
โซนครัวเป็น Built-in Kitchen พร้อม Island และยังมี ครัวไทยแยก เป็นสัดส่วน ซึ่งสามารถปรับเป็นห้องนอนแม่บ้านพร้อมห้องน้ำในตัวได้
Thai Kitchen
มี Service Yard Area ที่ใช้งานได้จริง เชื่อมต่อกับครัวไทย
Foyer
โซนหน้าห้องมี Powder Room แยกสำหรับแขก และตู้เก็บของขนาดใหญ่บริเวณหน้าห้อง
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าโครงการไม่ได้ออกแบบห้องมาเพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่ต้องการให้เป็น residence ที่รองรับการใช้ชีวิตประจำวันได้จริงในระยะยาว
Future Ready : คิดเผื่อการอยู่อาศัยในอนาคต
อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือแนวคิด Future Ready ซึ่งเห็นได้จากการวางระบบต่างๆ ที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตและการอยู่อาศัยในระยะยาวมากกว่าคอนโดทั่วไป
โครงการมีระบบ Advanced Indoor Air Technology ที่ช่วยเติมอากาศใหม่เข้าสู่ภายในห้อง และอากาศที่เข้ามาจะผ่านแผ่นกรองระดับ MERV13 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกรองอนุภาคขนาดเล็ก รวมถึงฝุ่น PM2.5 ได้ดี จุดนี้ถือเป็นรายละเอียดสำคัญมากในยุคที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศภายในอาคารมากขึ้นเรื่อยๆ
ในด้านวัสดุอาคารโครงการเลือกใช้กระจก Full Height Triple Glass เพื่อช่วยลดความร้อนจากภายนอกและลดเสียงรบกวน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ส่งผลต่อ comfort ในการอยู่อาศัยโดยตรง โดยเฉพาะสำหรับโครงการที่ตั้งอยู่ในเมือง
นอกจากนี้ยังมีที่จอดรถรองรับได้ถึง 200% ทั้งในรูปแบบ conventional, fixed และ floating parking รวมถึงมีการเตรียม EV Charging ไว้ 20 ช่อง และสามารถขยายได้ในอนาคตถึง 50 ช่อง ซึ่งสะท้อนว่าผู้พัฒนามองไปไกลกว่าความต้องการของวันนี้
จากรายละเอียดที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้เข้าใจได้ว่า InterContinental Residences Bangkok Asoke ไม่ใช่เพียงคอนโดลักชัวรีอีกหนึ่งโครงการในย่านสุขุมวิท แต่เป็นโครงการที่วาง positioning ค่อนข้างชัดว่าอยู่ในกลุ่ม rare item ของตลาด จากการรวมหลายองค์ประกอบที่หาได้ยากไว้ด้วยกัน ทั้งความเป็น freehold, การบริการที่ดูแลโดยโรงแรมระดับโลก, ทำเลสุขุมวิท 16 ที่ทั้งสงบและเชื่อมต่อดี, จำนวนยูนิตน้อย, และ layout ห้องขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาสำหรับการอยู่อาศัยจริง
สำหรับผู้ซื้อที่มองหาที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองในระดับที่ให้ทั้งชื่อแบรนด์ มาตรฐานการบริการ ความเป็นส่วนตัว และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ชีวิตระยะยาว โครงการนี้จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าจับตาอย่างมากสำหรับกลุ่มที่ต้องการ Ultra-Luxury Experience ที่กำลังเป็นเทรนด์ที่น่าจับตาอยู่ในปัจจุบัน
FAQ
Q: InterContinental Residences Bangkok Asoke เป็น Freehold หรือ Leasehold?
A: โครงการเป็นกรรมสิทธิ์แบบ Freehold
Q: InterContinental Residences Bangkok Asoke อยู่ที่ไหน?
A: โครงการอยู่ในซอยสุขุมวิท 16 เดินไปสวนเบญจกิตติได้ในระยะประมาณ 300 เมตร
Q: InterContinental Residences Bangkok Asoke ราคาเท่าไหร่
A: เริ่มต้นราว 44.8 ล้านบาท หรือมีราคาเฉลี่ยประมาณ 380,000 บาทต่อตารางเมตร ขายแบบ Fully Fitted
