ได้ฤกษ์เปิดใช้งานกันสักทีนะครับ สำหรับรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินช่วง หัวลำโพง – บางแค (มีใครได้ทดลองนั่งกันแล้วบ้าง…?) โดยรถไฟฟ้าสายนี้ได้เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. 62 ที่ผ่านมานี้เองครับ และจะเปิดให้ทดลองนั่งฟรี 5 สถานี (วัดมังกร – ท่าพระ) เป็นเวลา 2 เดือนเต็ม ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. – 28 ก.ย. 62 จากเดิมที่จะเปิดให้บริการเวลา 10.00 – 16.00 น. ก็ขยายเวลาเป็น 7.00 – 21.00 น. ตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค. – 28 ก.ย. 62 อีกด้วยนะ

ซึ่งถ้าใครที่ยังไม่เคยนั่งกัน ผมก็อยากแนะนำให้ไปลองดู เพราะรถไฟฟ้า 4 สถานีนี้ มีความพิเศษและสวยงามต่างจากสถานีแบบเดิมๆที่เราเคยเห็นกันมานานกว่า 15 ปี และแน่นอนว่าผมไม่พลาดที่จะพาทุกคนไปชมทำเล พร้อมอัพเดทโครงการอสังหาฯใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าที่จะเปิดใหม่นี้ด้วย  ซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นตามผมไปชมกันเลยครับ

ขอบคุณแผนที่จาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

รถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล หรือที่เรารู้จักกันดีคือ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หรือ รถไฟฟ้า MRT ที่เปิดใช้มานานกว่า 15 ปี (ช่วงบางซื่อ – หัวลำโพง) ซึ่งปกติเราจะคุ้นชินกันอยู่ 2 ลักษณะเด่นของรถไฟฟ้าเส้นนี้คือ

  • 1. เป็นรถไฟฟ้าที่วิ่งวนเป็นวงกลมรอบกรุงเทพฯ ผ่านจุดย่านสำคัญต่างๆ และยังมีจุด Interchange กับรถไฟฟ้า BTS หรือสายอื่นๆ อีกด้วย
  • 2. รถไฟฟ้า MRT มักจะวิ่งอยู่ใต้ดินเท่านั้น

แต่ปัจจุบันโครงการรถไฟฟ้า MRT ได้มีส่วนต่อขยายเปิดใหม่ ซึ่งเค้าจะขยายไปยังฝั่งธนฯยาวไปจนถึงหลักสองและพุฑธมณฑล โดยจะมีการแบ่งช่วงพัฒนาออกเป็น 2 ช่วงคือ “ช่วงหัวลำโพง – บางแค” ที่พึ่งเปิดให้ทดลองใช้ 5 สถานีเมื่อไม่นานนี้ (วัดมังกร – ท่าพระ) ส่วนสถานีที่เหลือจะมีการเปิดใช้งานในอนาคตครับ รวมถึงอีกช่วงหนึ่งคือ “ช่วงเตาปูน – ท่าพระ” ที่อาจมีการเปิดให้บริการในปีหน้าอีกด้วยครับ

โดยถ้ารถไฟฟ้าเส้นนี้เปิดให้บริการครบแล้ว จะมี Loop การเดินรถเป็นลักษณะคล้ายเลข 6 คือเริ่มต้นที่สถานีหลักสอง แล้วจะวิ่งเข้าเมืองผ่านหัวลำโพง – บางซื่อ แล้วมาสิ้นสุดที่สถานี ท่าพระ จากนั้นก็จะเดินรถวนกลับทางเดิมครับ ไม่เชิงว่าจะวิ่งเป็นวงกลมนะ โดยสมมุติว่าถ้าเราขึ้นจากสถานีจรัญฯ 13 หรือสถานีไฟฉาย แล้วต้องการไปสถานีหลักสอง ก็อาจนั่งรถมาเปลี่ยนขบวนที่สถานีท่าพระ จะไวกว่าต้องไปวนรถอ้อมเข้าไปในเมืองครับ (แต่ต้องเสียเงินขึ้นรอบใหม่อีกครั้งรึป่าวผมไม่แน่ใจนะ ต้องรอดูในอนาคตอีกทีครับว่าเค้าจะมีการจัดการยังไง) ซึ่งค่าโดยสารจะเริ่มต้นที่ 16 – 42 บาท

วิธีการเดินทางไปยังรถไฟฟ้าสายใหม่ ปัจจุบันเราจะต้องมาเปลี่ยนขบวนที่สถานีหมอชิตครับ ซึ่งลักษณะนี้จะคล้ายๆกับไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายอื่นๆที่เพิ่งเริ่มเปิดทดลองใช้ อย่าง BTS สายสุขุมวิท “ช่วงสำโรง – เคหะสมุทรปราการ” ถ้าเรามาจากหมอชิต -แบริ่ง ก็จะต้องมีการเปลี่ยนขบวนกันที่สถานีสำโรงก่อน เพื่อมาใช้ส่วนต่อขยายเส้นใหม่ครับ แต่พอผ่านไปสักพักเค้าก็จะยกเลิกไป แล้วรถก็จะกลับมาวิ่งยาวต่อเนื่องกันได้ตามปกติเลยครับ

สำหรับตัวสถานีที่เราจะพูดถึงในวันนี้ เป็นช่วง 4 สถานีแรกที่เปิดให้บริการ เรียงตามลำดับจากสถานีหัวลำโพงในปัจจุบันคือ

1. สถานี วัดมังกร

2. สถานี สามยอด

3. สถานี สนามไชย

4. สถานี อิสรภาพ

ซึ่งจากแผนที่ทางขวา จะเห็นว่าทำเลนี้ไม่ค่อยมีโครงการอสังหาฯเกิดขึ้นสักเท่าไหร่ บางสถานีก็ไม่มีเลยด้วยครับ อย่างสถานีสามยอด และสนามไชย ซึ่งที่ตั้งนั้นอยู่ในเกาะรัตนโกสินทร์ และเป็นเขตเมืองเก่าที่มีกฏหมายควบคุมพิเศษ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยสถานที่ราชการ และพระราชวังต่างๆ จึงไม่สามารถสร้างโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆได้นั่นเองครับ แต่ถ้าเป็นสถานีวัดมังกร หรือสถานีอิสรภาพที่เขยิบออกมาหน่อยก็พอจะมีอยู่บ้างนะ

เริ่มต้นกันที่สถานีแรกคือ MRT วัดมังกร ภายในมีรูปแบบสถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกส หรือชิโนโปรตุกีส เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ และยังสื่อสารถึงวัฒนธรรมแบบไทย-จีนในย่านเยาวราชอีกด้วยครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการใช้สีแดงเป็นหลัก ซึ่งในวัฒนธรรมจีนได้ยกสีแดงไว้เป็นสัญลักษณ์ของความมงคล มีความหมายโดยทั่วไปถึงความโชคดีและความสุข รวมถึงตามป้ายและเสาต่างๆยังมีการใช้ลวดลายแบบจีนแฝงเอาไว้ด้วย ดูสวยงามและแปลกตาดีครับ

ในชั้นชานชลา…นอกจากจะสไตล์การตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว จุดเด่นอีกอย่างของสถานีนี้คือ จะมีจุดให้ถ่ายรูปเยอะเลยครับ ซึ่งจุดถ่ายรูปของที่นี่จะไม่เหมือนสถานีอื่นๆ ที่แค่เป็นภาพนิ่งและฉากประกอบเท่านั้น แต่จะมีลูกเล่นให้สแกน QR Code ภายในสถานี เพื่อโหลด App มาใช้งาน จากนั้นเราจะสามารถใช้โปรแกรมตัวนี้ในการถ่าย VDO ตามจุดต่างๆที่มีสัญลักษณ์เขียนที่พื้นว่า จุด AR (Augmented Reality) ซึ่งเพื่อนๆจะได้เห็นภาพเคลื่อนไหวเช่น ควันฉุยๆลอยออกมาจากแก้ว มีเมล็ดกาแฟร่วงลงมา หรือมีดอกไม้และฝูงนกบินน่ารักๆ เป็นต้น สามารถถ่ายไปอวดเพื่อนๆกันได้เลยครับ (ปัจจุบันเป็นของ NesCafe นะครับ ในอนาคตจะมีการเปลี่ยนเจ้าวนไปให้มีอะไรใหม่ๆหรือเปล่า อันนี้ต้องรอติดตามกันต่อไปนะ)

ขึ้นมาที่ชั้นจำหน่ายตั๋วก็ยังคงตกแต่งด้วยสีสันและลวดลายเหมือนกับชั้นล่างเลยครับ จะเห็นได้ว่ามีหลายๆคนมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันไม่ว่าจะเป็นตามเสา ผนัง หรือแม้แต่ช่องจำหน่ายตั๋วก็มี คือสมมุติว่าระหว่างรอเพื่อนเราซื้อตั๋วอยู่ ก็ถ่ายรูปสวยๆรอข้างๆไปได้ด้วยอะไรแบบนี้ และอีกอย่างหนึ่งคือเครื่องจำหน่ายตั๋วสถานีใหม่ เค้ามีการอัพเกรดให้สามารถเติมเงินบัตร MRT ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องไปต่อแถวที่เคาน์เตอร์เหมือนเดิมอีกด้วยนะ ถือว่าสะดวกมากๆครับ

นอกจากนี้บริเวณบันไดทางออกจากสถานี ถ้าใครสังเกตด้านบนจะเห็นการตกแต่งที่เป็นลักษณะคล้ายท้องมังกร ตามความเชื่อของชาวจีนนั้น การได้ลอดท้องมังกรจะนำพามาซึ่งโชคลาภและความสุข ทำมาค้าขึ้น และทำธุรกิจจะเจริญรุ่งเรืองครับ โดยสถานีนี้ได้ออกแบบให้ประตูทางเข้า-ออก เป็นส่วนหางของมังกร และระหว่างทางตรงบันไดจะเป็นส่วนลำตัว บริเวณช่องจำหน่ายตั๋วถ้ามองขึ้นไปด้านบนก็จะเห็นรูปปั้นมังกรซึ่งเป็นส่วนหัวนั่นเองครับ

แต่ก่อนนั้นการเดินทางมาเยาวราช ถ้าเรามาด้วย MRT จะต้องมาลงที่สถานีหัวลำโพง แล้วต้องต่อรถมาอีกหน่อยถึงจะมาถึงเยาวราชกันได้ใช่มั๊ยครับ และส่วนหนึ่งที่หลายๆคนไม่อยากขับรถมาเพราะที่นี่หาที่จอดรถยากมากๆ แต่พอรถไฟฟ้าสถานีนี้เปิดแล้วก็จะทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้นเยอะเลยครับ โดยตัวสถานีจะตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุงที่เป็นถนนคู่ขนานกับถนนเยาวราชที่อยู่ด้านล่าง แต่เราก็สามารถเดินผ่านถนนและตรอกซอกซอยต่างๆเพื่อเชื่อมต่อกันได้ง่ายๆ (ประมาณ 150 – 200 m.)

ซึ่งถนนเยาวราชด้านล่างจะเป็นถนนที่เราคุ้นเคยว่าจะเป็น Street Food ที่คึกคักมากในช่วงเวลากลางคืน มีร้านค้าร้านอาหารอร่อยๆเพียบ ส่วนถ้าใครที่ขับรถมาแล้วไม่คุ้นชินกับถนนแถวนี้เพราะส่วนใหญ่จะเป็น One Way แต่ก็จำได้ไม่ยากครับ เพราะถนน 2 สายหลักจะวิ่งสวนทางกันอยู่แล้ว ส่วนซอยต่างๆที่เชื่อมถนนทั้ง 2 เข้าด้วยกันก็จะเป็น One Way แบบสลับกันไปมาเรื่อยๆ

และสำหรับทางออกของสถานีนี้จะมีอยู่ 3 จุดนะ ทางออกแรกที่ผมอยากแนะนำคือทางออกที่ 3 ทุกคนสามารถเดินไปสักการะและขอพรที่วัดมังกรกมลาวาส หรือวัดมังกร ซึ่งเป็นหนึ่งในที่มาของชื่อสถานีนี้กันได้ง่ายๆ ส่วนถ้าใครต้องการไปถนนเยาวราชเลยก็อาจใช้ทางออกที่ 1 และ 2 ก็ได้ครับ จะได้ไม่ต้องข้ามถนนกันนะ

เรามาพาเดินดูรอบๆสถานีกันบ้างดีกว่าครับ ตัวอาคารของสถานีตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกส หรือชิโนโปรตุกีส เพื่อสะท้อนถึงวัฒนธรรมและวิธีชีวิตชาวจีนในพื้นที่ ด้านซ้ายจะเป็นทางออกที่ 2 สามารถเดินลัดเลาะผ่านซอยข้างๆเพื่อไปเยาวราชได้ ส่วนด้านขวาจะเป็นทางออกที่ 3 ซึ่งสามารถเดินทางไปวัดมังกรกมลาวาสได้ครับ หรือถ้าใครไปไหว้พระเสร็จแล้วอยากไปเดินเยาวราชต่อ ก็สามารถข้ามทางม้าลายที่อยู่ด้านหน้านี้ได้แบบนี้เลยนะ

รอบๆสถานีทั้งริมถนนและตรอกซอกซอยต่างๆ จะเต็มไปด้วยร้านขายของ โดยเฉพาะพวกอาหารและเครื่องยาจีนต่างๆ รวมถึงร้านอาหารเจ้าดังๆที่หลายๆคนอาจรู้จักอย่างบะหมี่จับกังก็เดินมาจากประตูทางออก 3 แค่เพียง 60 m. เท่านั้น

และที่อยากจะแนะนำคือวัดมังกรกมลาวาส  หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ วัดมังกร (เป็นชื่อที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานให้) ส่วนคนจีนจะเรียกว่าวัดเล่งเน่ยยี่ เป็นหนึ่งในวัดที่มีนักแสวงบุญทั้งชาวไทยและชาวจีน ต่างแวะเวียนมากราบไหว้ขอพรกันอยู่เสมอ และที่นิยมมากราบไหว้ขอพรกันมากที่สุดก็คือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ “ไฉ่ซิ้งเอี๊ยะ” เทพเจ้าเฮ่งเจีย หรือ “ไต่เสี่ยหุกโจ้ว” และพระเมตไตรยโพธิสัตว์หรือ “ปู๊กุ่ยหุกโจ้ว” นั่นเองครับ

ขอบคุณรูปภาพจาก SCB Thailand

ถ้าใครที่ต้องการนั่งรถไฟฟ้าไปเที่ยวที่เยาวราช ก็คงไม่พ้นจะต้องไปตามล่าหาของกินอร่อยๆ กันแน่ๆ ผมจึงนำภาพแผนที่ของกินและร้านอร่อยๆในย่านเยาวราชจาก SCB มาฝากกันด้วยครับ อร่อยจริงหรือเปล่ามา comment บอกกันได้นะ

สำหรับรูปแบบของอสังหาริมทรัพย์ บ้านเรือนส่วนใหญ่จะเป็นตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ ชั้นล่างประกอบการค้าและพักอาศัยที่ชั้นบน มีทั้งขายขาดและให้เช่า ในบางทำเลราคาจะค่อนข้างสูงเป็นสิบเป็นร้อยล้านก็มี โดยเฉพาะที่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยว ถ้าเป็นบ้านก็จะเป็นหลังใหญ่ๆที่ตกทอดกันมาจากบรรพบุรุษ มีโรงแรมและ Guest house เกิดขึ้นมากมายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

แต่จากแผนที่ก็ยังพอจะมีโครงการใหม่ๆที่เกิดขึ้นให้เห็นกันอยู่บ้างครับ สำหรับทำเลสถานีวัดมังกรนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 3 โครงการด้วยกัน และยังเป็นประเภทอสังหาฯที่แตกต่างกันหมดอีกด้วย ประกอบด้วย

  • I’m Chinatown จากบริษัท ไอแอมไชน่าทาวน์ จำกัด เป็นโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use)
  • Tiger Lane จาก แสนสิริ เป็นอาคารพาณิชย์
  • IVY China Town จาก พฤกษา เรียลเอสเตท เป็นทาวน์โฮม

เริ่มกันที่ I’m Chinatown เป็นโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use) ขนาด 30,000 ตร.ม. ประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์ 3 ส่วน ได้แก่ ศูนย์การค้า โรงแรม และเรสซิเดนซ์ (คอนโดมิเนียม Leasehold) ซึ่งจุดเด่นของโครงการนี้หลักๆจะมีอยู่ด้วยกัน 3 อย่างครับ หนึ่งคือเรื่องทำเล ตัวโครงการตั้งอยู่ติดกับถนนเจริญกรุงฯ และสามารถเดินมาจาก MRT วัดมังกร ได้ง่ายๆประมาณ 90 m.

และอย่างที่สองคือเรื่องความสะดวกสบาย เพราะตัวโครงการมีทั้งศูนย์การค้า และโรงแรมอยู่ในตัว แต่ก็แลกมากับความพลุกพล่านมากกว่าที่อยู่อาศัยทั่วๆไปครับ สุดท้ายคือเรื่องที่จอดรถ อย่างที่ผมเคยเกริ่นไปแล้วว่าย่านเยาวราชราคาที่ดินแพง แล้วยังไม่ค่อยมีที่จอดรถอีกด้วย ซึ่งการที่มีโครงการที่มีที่จอดรถเพียงพอก็จะตอบโจทย์คนในพื้นที่ได้มากเลยทีเดียว

Fact @ 8 June 2018

  • I’m Chinatown (แอม ไชน่าทาวน์)
  • บริษัท ไอแอมไชน่าทาวน์ จำกัด
  • โครงการประกอบด้วย : ศูนย์การค้าโรงแรม และเรสซิเดนซ์
  • ศูนย์การค้าอยู่ชั้น B1, 1F – 3F
  • โรงแรม Holiday Inn Express ชั้น 4F – 8F (244 ห้อง)
  • เรสซิเดนซ์ คอนโด Low Rise 8 ชั้น 1 อาคาร 46 ยูนิต (สัญญาเช่าระยะ 30 ปี)
  • จอดรถที่อาคารหลักรวมด้านหน้า จอดใต้ดินได้ 6 ชั้น รองรับได้ 300 คัน
  • ที่ดินประมาณ 3-0-37 ไร่
  • เริ่มก่อสร้าง : Q3 ปี 2016
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : Q1 ปี 2019 (ปัจจุบัน Q3 ปี 2019 ก่อสร้างไปแล้ว 90%)
  • Studio Type A ขนาด 20.50 ตร.ม. ปัจจุบันปี 2019 ราคา 3.9 ล้านบาท (เหลือเพียง 3 ยูนิต เท่านั้น) 
  • Studio Type B ขนาด 24.75 ตร.ม. (Sold Out)

และอีกภาพเป็นโมเดลโซน Residence หรือคอนโดมิเนียม ที่แยกอาคารออกมาอยู่ด้านหลังโรงแรมและศูนย์การค้าครับ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เพราะคนภายนอกที่มาใช้งานร้านค้าส่วนใหญ่เค้าก็จะไม่เค้ามาวุ่นวายด้านในอยู่แล้ว รวมถึงคนที่อาศัยอยู่ที่คอนโดนี้ก็ยังสามารถเดินไปใช้งานห้างได้ง่ายๆ ด้วยการเดินเข้าประตูทางด้านหลังได้ เพียงแต่การจอดรถนั้นจะต้องไปจอดร่วมกับศูนย์การค้าและโรงแรมที่อาคารด้านหน้าซึ่งอยู่ที่ชั้นใต้ดินแทนครับ

สำหรับแปลนอาคารคอนโดมิเนียม ที่ใต้อาคารชั้นล่างจะมีเพียง Lobby กับร้านค้าอยู่ 3 ร้านส่วนด้านข้างอาคารจะมีพื้นที่อีกเล็กน้อย ซึ่งเค้าจะปล่อยเช่าเป็น Retail ทั้งหมด (ใช้พื้นที่ให้คุ้มสุดๆ) ส่วนชั้นพักอาศัยจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไปครับ โดยที่ชั้น 2 – 3 จะมีพื้นที่ Void จากฝ้าเพดานสูงของร้านค้าชั้นล่าง ทำให้กลายเป็นชั้นที่มีความเป็นส่วนตัวจากจำนวนยูนิตเพื่อนบ้านต่อชั้นที่น้อย และได้เป็นโถงทางเดินแบบ Single Corridor อีกด้วย ข้อเสียอย่างหนึ่งของ 2 ชั้นนี้คือโถงทางเดินจะไม่มีช่องเปิดหรือช่องแสงเลยครับ ทำให้ค่อนข้างมืดทึบ ส่วนชั้น 4 – 8 ก็จะเริ่มเป็นชั้นพักอาศัยแบบเต็ม Floor ตามปกติครับ

รูปแบบห้องพักจะเป็น 1 Bedroom ขนาด 20.5 ตารางเมตร ส่วนอีก Type หนึ่งที่ห้องใหญ่กว่าเล็กน้อยและเป็นห้องมุมจะขายหมดไปแล้วนะครับ ซึ่งถึงแม้ห้องนี้ทางโครงการจะเรียกว่าเป็น 1 Bedroom แต่ลักษณะแบบนี้จะคล้ายกับห้อง Studio มากกว่าครับ คือพื้นที่ห้องทั้งหมดจะเชื่อมต่อกัน ไม่มีการกั้นพื้นที่ห้องนอนแยกเป็นสัดส่วน แต่ก็จะทำให้ห้องกว้าง เหมาะกับคนที่ชอบพื้นที่โล่งๆสบายๆ ซึ่งฟังก์ชันที่หายไปคือโต๊ะทานอาหารหรือโต๊ะอเนกประสงค์นั่นเองครับ ทำให้เวลาทานอาหารก็อาจต้องทานตรงโซฟาแทนนะ คงต้องหาโต๊ะที่ปรับให้สูงขึ้นได้มาใช้จะดีครับ

รายการเฟอร์นิเจอร์มาตรฐาน / Furniture List (Type A) ยี่ห้อ Index

  • ชุดครัว Built-in พร้อมอ่างล้างจาน
  • ตู้เสื้อผ้า Built-in 1 ตู้
  • โซฟายาว
  • โต๊ะกลาง
  • ฐานเตียง
  • ชั้นวางโทรทัศน์
  • เครื่องปรับอากาศ Daikin หรือเทียบเท่า 1 เครื่อง (ขนาดตามรายการคำนวณ)

ส่วนถ้าใครสนใจอ่านรายละเอียดข้อมูลโครงการนี้เพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปอ่านรีวิวเจาะลึกกันได้นะครับที่ I’m Chinatown กลุ่ม Community Mall Mixed Use เจริญกรุง-เยาวราช (พลาซ่า,โรงแรม,คอนโด) [รีวิวฉบับที่ 1605]

โครงการถัดมาคือ Tiger Lane จาก แสนสิริ ซึ่งเป็นโครงการน้องใหม่สุดในย่านนี้ และเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้เองครับ โดยโครงการนี้ได้จดทะเบียนรูปแบบอาคารเป็นแบบพาณิชยกรรม นั่นหมายความว่าจะทำให้มีทางเลือกรูปแบบการอยู่อาศัยที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาคารพาณิชย์ โฮมออฟฟิศ หรือจะเป็นที่พักอาศัยอย่างเดียวก็ทำได้ และรูปแบบการขายของโครงการนี้สามารถเลือกได้ว่าอยากได้เป็นแบบ Bare Shell หรือ Fully Fitted ซึ่งในแบบ Fully Fitted ก็ยังสามารถเลือกได้อีกว่า จะจัดรูปแบบอาคารเป็น Home Office หรือว่า Residence ก็ได้อีกด้วยครับ

Fact @ 24 May 2019

  • Tiger Lane (ไทเกอร์ เลน)
  • บริษัท แสนสิริ จํากัด (มหาชน)
  • เนื้อที่โครงการ 0158.5 ไร่ จำนวน 5 ยูนิต
  • อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น หน้ากว้าง 5.5  เมตร ที่ดินมาตรฐาน 24  ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 254  ตร.ม.
    – ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน / 4 ห้องน้ำ / 2 ที่จอดรถ / 1 ลิฟต์โดยสาร
    – ราคาเริ่มต้น 38 ล้านบาท
  • อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น หน้ากว้าง 12.3 เมตร ที่ดินมาตรฐาน 50 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 403 ตร.ม.
    – ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน / 6 ห้องน้ำ / 3 ที่จอดรถ / 1 ลิฟต์โดยสาร
    – ราคาเริ่มต้น n/a ล้านบาท
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้า 3 เมตร
  • คาดว่าแล้วเสร็จทั้งโครงการ มิถุนายน 2562

ผังแบบทั้งโครงการจัดออกมา มีจำนวนยูนิตน้อยเพียง 10 หลังเท่านั้น ถือว่ามีความเป็นส่วนตัวมากๆครับ แต่สำหรับโครงการ TIGER LANE จะเป็นอาคารที่อยู่ฝั่งขวามือนะ ส่วนฝั่งซ้ายมือจะเป็นพื้นที่ของแสนสิริเช่นกัน แต่ยังไม่กำหนดว่าจะขายในรูปแบบไหนบ้านภายในโครงการจะมีอยู่ 3 แบบ ประกอบด้วย
1. The Imperial (แปลงกลาง) ขนาดที่ดิน 24 ตร.ว. พื้นท่ีใช้สอย 254 ตร.ม.
2. The Imperial Garden (แปลงริมด้านใน) มีพื้นที่สวนเล็กๆอยู่ข้างตัวบ้าน พื้นท่ีใช้สอย 254 ตร.ม.
3. The Emperor (แปลงมุมด้านหน้า) ขนาดที่ดิน 50 ตร.ว. พื้นท่ีใช้สอย 403 ตร.ม.

เรามาลองดูแปลน The Imperial ขนาดที่ดิน 24 ตร.ว. พื้นท่ีใช้สอย 254 ตร.ม. ที่เป็นแบบบ้านมาตรฐานที่อยู่ตรงกลางกันดีกว่าครับ ซึ่งข้อดีของแบบบ้านโครงการนี้ทุกๆ type คือจะมีที่จอดรถส่วนตัวอยู่หน้าบ้าน 2 คัน ถ้าเป็นคนทั่วๆไปอาจมองว่า “ก็ปกตินี่น่า…” แต่สำหรับทำเลนี้นั้นเรื่องที่จอดรถถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากครับ ถ้าใครได้ลองไปเดินดูตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ต่างๆ ในพื้นที่ จะเห็นว่าเค้าไม่มีหน้าบ้าน และไม่มีที่จอดรถกันเลย ส่วนใหญ่ก็จะจอดอยู่ริมถนน หรือไม่ก็ไปเสียค่าเช่าที่จอดรถด้านนอกเอา นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ตอบโจทย์ปัญหาเรื่องนี้ได้ดีเลยทีเดียวครับ

ส่วนภายในบ้านมีรูปแบบที่ค่อนข้างมาตรฐาน โดยชั้นล่างจะเป็นพื้นที่ต้อนรับและห้องนั่งเล่นต่างๆ ด้านหลังมีครัวและมีลานซักล้าง แต่ที่พิเศษหหน่อยคือนอกจากบันไดแล้ว ก็ยังมีลิฟต์อยู่กลางบ้านด้วยครับ ทำให้เป็นบ้านที่อากงอาม่าก็สามารถอยู่อาศัย ขึ้น-ลง ชั้นบนได้อย่างสบายๆ ชั้น 2 เป็นพื้นที่ Common area ที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวสำหรับครอบครัว และชั้น 3 เป็น Master Bedroom ทั้งชั้น ส่วนชั้น 4 จะมี 2 ห้องนอนซึ่งใช้งานห้องน้ำร่วมกันครับ

และสำหรับใครที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปอ่านได้ทั้งจากบทความทั้ง 2 ลิ้งค์ด้านล่างนี้ได้เลยนะ

แล้วถ้าใครได้มีโอกาสไปชมโครงการที่สำนักงานขาย จะเห็นแนวคิดการออกแบบที่อิงกับทำเลที่ตั้งของชาวไทยเชื้อสายจีนอยู่ไม่น้อย เช่น การตกแต่งและจัดวางของต่างๆตามฮวงจุ้ย และการเลือกสีต่างๆ ที่แสดงถึงพลัง สื่อถึงโชคลาภ ตามความเชื่อของคนจีนตามนี้ครับ

  • สีแดง เป็นสีแห่งความสุข ความสำเร็จ โชคลาภ
  • สีเหลือง เป็นสีของจักรพรรดิและอำนาจ
  • สีเขียว สีแห่งความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ การฟื้นฟู ความหวัง ความสามัคคี และความเจริญก้าวหน้า (Wallpaper สีเขียวที่ผนังก็ทำขึ้นจากเยื่อไผ่ โดย Jim Thompson)
  • สีชิง (สีเขียวอ่อน) เป็นสีที่มักใช้ในการตกแต่งบ้าน สื่อถึงความมีอายุยืนยาวและความสามัคคีของคนในครอบครัว
  • สีดำ เป็นสีที่เป็นกลาง เป็นอมตะ ความรู้ ความมั่งคั่ง และพลังอำนาจในการควบคุม
  • สีทอง สีของความร่ำรวย สูงส่งและเป็นสีแห่งชัยชนะ

สุดท้ายคือโครงการ IVY China Town จาก พฤกษา เรียลเอสเตท ตั้งอยู่บนถนนไมตรีจิตต์ ใกล้บริเวณวงเวียน 22 กรกฏา ตรงข้ามกับคริสตจักร ไมตรีจิต ห่างสถานีรถไฟฟ้า MRT หัวลำโพง  550 m. และห่าง MRT วัดมังกร ประมาณ 1 km. โดยโครงการนี้จะเป็นรูปแบบทาวน์โฮมเพื่อการอยู่อาศัยเท่านั้น ไม่สามารถประกอบธุรกิจการค้าในตัวบ้านได้นะครับ ซึ่งจุดเด่นของโครงการนี้ก็คล้ายๆกับโครงการที่ผ่านมาคือ มีที่จอดรถเป็นส่วนตัวทุกยูนิต และมีเพื่อนบ้านน้อยเพียง 19 หลังเท่านั้น โดยตัวบ้านเป็นทาวน์โฮม 4 ชั้น (พร้อมชั้นดาดฟ้า 1 ชั้น) หน้ากว้าง 5.7 เมตร เริ่ม 25 ล้านบาท

ส่วนรูปแบบอาคารตกแต่งด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมสไตล์ Neo-Renaissance เป็นสถาปัตยกรรมฟื้นฟูของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ไม่เชิงกรีกนะครับ แต่เป็น “แบบอิตาลี” (Italianate) หรือสิ่งก่อสร้างลักษณะแบบบาโรกฝรั่งเศส (สถาปัตยกรรมจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง) เข้าไปผสมอยู่ด้วยกัน จึงเกิดเป็นสถาปัตยกรรมที่หรูหราและโดดเด่นต่างจากเพื่อนบ้านในทำเลเดียวกันมากเลย

มาถึงสถานีที่ 2 แล้วครับคือ MRT สามยอด ซึ่งการออกแบบทั้งภายนอกและภายในของสถานีนี้ ยังต้องการให้คงความเป็นย่านวังบูรพาเอาไว้ ด้วยการใช้สถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ควบคู่กับสถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกส หรือชิโนโปรตุกีส บรรยากาศก็เลยจะออกมาคล้ายกับสถานีรถไฟสมัยก่อนนั่นเอง

นอกจากนี้ถ้าใครที่ลงมาจากขบวนรถไฟแล้วกำลังจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน หากลองสังเกตดีๆ บริเวณด้านหลังของเสาภายในสถานีชั้นชานชลา จะมีการติดรูปภาพสมัยเก่าเพื่อเล่าเรื่องถึงประวัติศาสตร์ และที่มาของพื้นที่ให้ผู้โดยสารได้รับทราบและรับรู้ข้อมูลอีกด้วยครับ ถือว่าเป็นภาพที่หาดูได้ยากนะ เหมือนเราได้มาเดินพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ไปด้วยเลยล่ะ

และที่ชั้นจำหน่ายตั๋วของสถานีนี้จะแตกต่างจากสถานีอื่นๆที่ผ่านมาครับ โดยปกติเราจะเห็นว่าตัวสถานีจะอยู่ลึกลงไปใต้ดินอีกชั้นหนึ่งใช่มั๊ย แต่สำหรับสถานีนี้จะตั้งอยู่บนดินเลยครับ มีการทำประตูและหน้าต่างเพื่อเปิดรับลมจากภายนอกอย่างเต็มที่ บริเวณทางเข้าสถานี และผนังโดยรอบได้มีการขึ้นปูนเป็นรูปประตูบานเฟี้ยมสีเขียว ซึ่งเป็นรูปแบบของประตูในสมัยเก่ามาปรับใช้ โทนสีจะเน้นเป็นสีเหลืองอ่อนเพื่อสื่อถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ และกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบอีกด้วยครับ

และนี่คือภาพของทำเลโดยรอบสถานี ซึ่งเราจะเห็นอาคารแบบสมัยก่อนสีเหลืองอ่อนอยู่ทั่วไป เป็นสถาปัตยกรรมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาติตะวันตก ซึ่งก็ยังมีเหลืออยู่ให้เห็นกันในปัจจุบันตามภาพครับ

ซึ่งพื้นที่ในบริเวณนี้บางส่วนจะเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นอาคารบ้านแถว 2 ชั้นหรืออาคารพาณิชย์ ซึ่งให้บุคคลทั่วไปเช่าอยู่อาศัยหรือประกอบการค้าได้ สังเกตได้จากรูปแบบอาคารและการทาสีตัวอาคารสีเหลืองอ่อน ชุดประตู-หน้าต่างสีเขียว ที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่ย่านเมืองเก่านั่นเอง

ตัวสถานี MRT สามยอด ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุงใกล้กับแยกสามยอด มีทางเข้า-ออก 3 จุด โดยลักษณะการใช้งานของคนที่จะมาที่สถานีนี้ จะแตกต่างจากสถานีวัดมังกรที่ผ่านมาเล็กน้อยครับ หลักๆเลยก็คือมาเพื่อจับจ่ายใช้สอยนั่นแหละ แต่ที่นี่อาจไม่ได้เน้นเรื่องของกินเท่าเยาวราช แต่จะเป็นการเดินซื้อของใช้และเสื้อผ้าราคาถูกมากกว่า ที่ขึ้นชื่อเป็นอย่างดีคือตลาดพาหุรัด หรือจะเดินเลยไปแถวคลองถมเซ็นเตอร์ก็ได้เช่นกันครับ แต่สำหรับผมมีจุดที่น่าสนใจอีก 2 จุดด้วยกันคือ ศูนย์การค้าอิโอลด์สยาม และตลาดริมคลองโอ่งอ่างนั่นเองครับ

สำหรับห้างดิโอลด์สยามถ้าใครยังไม่เคยไปเดิน ผมแนะนำให้ไปลองเดินดูครับ เพราะเป็นห้างที่มีการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบสมัยก่อนมากๆ มีสีสันและใช้สถาปัตยกรรมรูปแบบเดียวกับตัวสถานีสามยอดของเราเลย แต่ถ้าใครอยากได้เสื้อผ้าราคาถูกๆ ก็สามารถข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามเพื่อมาเดินตลาดพาหุรัดได้นะ เลยมาอีกหน่อยก็มีอีก 2 ห้างที่อยู่บนถนนมหาไชย เช่น เมก้าพลาซ่าวังบูรพา และศูนย์การค้าออล์เวย์วันครับ

และเมื่อไม่นานนี้ในพื้นที่ก็ยังมีการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณคลองโอ่งอ่าง หรือที่หลายๆคนจะรู้จักกันในชื่อ สะพานเหล็ก อีกด้วยครับ โดยเราสามารถเดินมาจากตัวสถานีนี้ง่ายๆเลยนะ ปัจจุบันก็ทำเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปูพื้นอิฐแดงอย่างดี มีร้านค้าให้เดินอยู่ตลอดริมคลองทั้ง 2 ฝั่ง ได้บรรยากาศกึ่งๆเมืองนอกเลยครับ หรือเราจะไปซื้อของถูกๆที่คลองถมเซ็นเตอร์ก็ได้นะ ระยะทางประมาณ 500 m. เท่านั้นเอง

มาถึงสถานีที่ 3 คือ MRT สนามไชย กันแล้วนะครับ โดยรูปแบบชั้นชานชลาของสถานีนี้จะแตกต่างจาก 2 สถานีที่ผ่านมา คือเข้าจะมีชานชลาอยู่ทั้ง 2 ฝั่งเลย แต่ถ้าเป็นสถานีอื่นเค้าจะแยกขาเข้าและขาออกเป็น 2 ชั้นครับ ซึ่งสถานีนี้ส่วนตัวผมคิดว่าสวยที่สุดแล้ว แค่ป้ายชื่อสถานีก็ยังแฝงลวดลายไทยสวยงามเอาไว้ชัดเจน งั้นเราขึ้นไปดูชั้นจำหน่ายตั๋วกันดีกว่าครับว่าเป็นไงบ้าง

การออกแบบภายใน มีรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ออกแบบโดย รศ.ดร. ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์) ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นท้องพระโรงในสมัยรัตนโกสินทร์ มีการประดับด้วยเสาสดุมภ์ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างทางเดิน ลงลายกระเบื้องเป็นดอกพิกุล ปลายเสาประดับด้วยบัวจงกลปิดทองคำเปลว พื้นและผนังจำลองมาจากกำแพงเมือง ประดับด้วยเสาเสมาของพระบรมมหาราชวัง เพดานเป็นลายฉลุแบบดาวล้อมเดือน ปิดทองคำเปลว ซึ่งก็ได้รับความประทับใจจากประชาชนที่มาใช้บริการสถานีนี้เป็นอย่างมาก มีจุดให้ถ่ายรูปสวยๆเยอะเลยครับ

นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการ แสดงวัตถุโบราณที่ขุดพบ เช่น ฐานรากของพระราชวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศุขสวัสดี เป็นต้น สามารถไปเดินชมกันได้นะ

ที่ตั้งของสถานีสนามไชยเป็นสถานีแห่งเดียวในโครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร ที่มีตัวสถานีอยู่ใจกลางพื้นที่ชั้นในของเกาะรัตนโกสินทร์ ภายในขอบเขตระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองคูเมืองเดิม (นอกเหนือจากสถานีสนามหลวง ของรถไฟฟ้ามหานคร สายสีส้ม ซึ่งมีทางเข้า-ออกสถานีที่เชื่อมต่อกับท้องสนามหลวงอยู่ในขอบเขตพื้นที่ดังกล่าว)

ทางเข้า – ออก มีอยู่ถึง 5 จุดครับ โดยรอบส่วนใหญ่เป็นสถานที่ราชการ  โรงเรียน วัด พิพิธภัณฑ์ และพระราชวังต่างๆ แต่ก็ยังมีตลาดและร้านค้าให้ประชาชนอย่างเราๆไปใช้บริการกันได้นะ อย่างปากคลองตลาด และตลาดส่งเสริมเกษตรไทย เป็นต้น โดยทางออกหลักๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 2 จุดครับ จุดแรกคือทางออกที่ 1 บริเวณหน้ามิวเซียมสยาม และทางออกที่ 5 ซึ่งสามารถเดินไปท่าเรือราชินีได้ง่ายๆ เพียง 80 m. ครับ

มาเดินชมภาพบรรยากาศโดยรอบกันสักหน่อยนะครับ อย่างที่บอกไปแล้วว่าทางออกที่ 1 จะมาออกตรงหน้ามิวเซียมสยามเลยครับ ซึ่งอยู่ในรั้วของพิพิธภัณฑ์เลยด้วยนะ แล้วถ้าเดินต่อมาอีกหน่อยก็จะมีทั้งวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (หรือวัดโพธิ์) และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “วัดพระแก้ว” รวมไปถึงมีพระบรมหาราชวังต่างๆ ล้อมรอบไปด้วยกำแพงเมืองสูงใหญ่ที่นำไปใช้ในการออกแบบสถานีสนามไชยด้วยนั่นเองครับ นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญอื่นๆอย่าง สนามหลวง หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน กระทรวงกลาโหม และกรมที่ดินกรุงเทพฯ เป็นต้น

ส่วนทางออกที่ 5 คิดว่าหลายๆคนอาจได้ใช้งานกันบ่อยนะครับ เพราะพอเราออกมาแล้วเดินตรงต่อไปอีกหน่อย ประมาณ 80 m. ก็จะเจอกับท่าเรือที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาครับ โดยทางด้านขวาคือท่าเรือราชินี หรือที่เราเรียกว่าเรือด่วนเจ้าพระยา ส่วนทางซ้ายมือคือท่าเรืออัษฎางค์ เป็นเรือข้ามฟากเพื่อใช้ไปยังฝั่งตรงข้ามนั่นเองครับ

แต่ที่ผมสมใจเป็นพิเศษคืออาคารทางซ้ายมือฝั่งเดียวกับท่าเรืออัษฎางค์ ที่เรียกว่า ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค (Yodpiman River Walk) ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอ คลาสสิค โคโลเนียล ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมต่างประเทศในช่วงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อให้กลมกลืนไปกับทัศนียภาพโดยรอบ

เป็นอาคารที่มีร้านค้าและระเบียงทางเดินริมน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ยาวที่สุดบนเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ ภายในมีร้านอาหารและร้านนั่งชิลให้มาผ่อนคลายกันริมแม่น้ำได้ ตอนเย็นๆก็ยังมองเห็นพระอาทิตย์ตกดินได้อีกต่างหาก แต่ก่อนผมเคยนัดกับเพื่อนๆมานั่งเขียนรีวิวกันที่นี่ แต่ถ้าจะให้ขับรถมาเองก็คงไม่ไหว หาที่จอดก็ยาก แต่พอมีรถไฟฟ้ามาเปิดใกล้ๆอยู่แบบนี้แล้ว ผมอาจได้ไปบ่อยๆก็ได้นะ ^^

และที่ขาดไม่ได้สำหรับทำเลนี้คือ ตลาดยอดพิมาน เป็นศูนย์กลางค้าส่ง ค้าปลีกผัก ผลไม้ และดอกไม้ หรือที่รู้จักกันดีว่า “ปากคลองตลาด” ซึ่งเป็นตลาดค้าปลีกค้าส่งดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นตลาดดอกไม้ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกอีกด้วยครับ อีกทั้งฝั่งตรงข้ามยังมีตลาดส่งเสริมเกษตรไทย ที่ภายในมีทั้งผัก ผลไม้ และของสดต่างๆ ให้มาเดินจับจ่ายใช้สอยกันเพียบเลย นับว่าเป็นอีกหนึ่งย่านที่อุดมสมบูรณ์มากเลยครับ

ก่อนจะไปถึงสถานีสุดท้ายนั้น เส้นทางเดินรถจาก MRT สนามไชย ไปยัง MRT อิสรภาพ ที่อยู่ฝั่งธนนั้น จะมีการเจาะอุโมงค์เพื่อลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาไปครับ มีหลายคนเคยแอบคิดว่าตัวอุโมงค์จะอยู่ในน้ำแบบ Aquarium ทำให้คนสนใจกันมากในตอนแรก แต่ของจริงจะไม่ใช่แบบนั้นนะครับ ตัวอุโมงค์จะอยู่ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 30 เมตร หรือเทียบเท่ากับตึก 10 ชั้น รวมถึงมีปล่องระบายอากาศที่สามารถใช้เป็นทางออกฉุกเฉินในอนาคตเตรียมเอาไว้ด้วยเพื่อความปลอดภัยอีกด้วยครับ

และแล้วก็มาถึงสถานีสุดท้ายกันแล้วนะครับกับ MRT อิสรภาพ โดยชั้นชานชลาจะมีอยู่ 2 ฝั่งเหมือนกับสถานีสนามไชยก่อนหน้านี้เลย ซึ่งตัวสถานีนี้จะตกแต่งแบบเรียบง่าย แต่มีฝ้าเพดานเป็นสีเหลืองสดทำให้ดูโดดเด่นและสะดุดตา

สถานีอิสรภาพเป็นสถานีเดียวที่การออกแบบตัวสถานีจะไม่ใช้ลักษณะการออกแบบเดียวกับสถานีใต้ดินก่อนหน้านี้ เช่น การก่อสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นทางเข้า การทำลวดลายบนฝ้าเพดาน หรือการตกแต่งโดยละเอียดของสถานีที่หวือหวา แต่สถานีอิสรภาพจะเน้นลักษณะการออกแบบเป็นแบบเดียวกับสถานีรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคลในปัจจุบัน แต่เปลี่ยนโทนสีในการตกแต่งให้เป็นสีทองเป็นหลัก และมีการนำรูปหงส์ ที่เป็นสัตว์สิริมงคลและศักดิ์สิทธิ์ และยังเป็นสัญลักษณ์ของวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหารมาปรับใช้ในการออกแบบ เพื่อสื่อให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่อีกด้วยครับ โดยตัวรูปหงส์นี้จะประดับอยู่ตามเสาทั้ง 4 ต้น บริเวณตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ และบริเวณ Gate ทางเข้าสถานี สามารถไปถ่ายรูปกันได้นะครับ

ทางเข้า – ออกของสถานีนี้จะมีแค่ 2 จุดเท่านั้น และอยู่จะอยู่คนละฝั่งถนนอิสรภาพ และโดยรอบเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยดั้งเดิม เต็มไปด้วยวัดวาอาราม สุสานเก่า และมัสยิดของชาวมุสลิม แต่ที่พิเศษกว่า 2 สถานีที่ผ่านมาคือมีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นใหม่ใกล้สถานีนี้ด้วยครับ เป็นโครงการ Niche Mono อิสรภาพ ที่อยู่ห่างจากสถานีเพียง 200 m. เท่านั้น

ความสำคัญของสถานีนี้ส่วนตัวผมมองว่า เป็นสถานีทางเลือกในการเดินทางของคนในพื้นที่มากกว่าครับ แต่เดิมก่อนหน้าที่จะมีรถไฟฟ้าใต้ดินใช้ ถ้าคนที่จะเข้าไปทำงานในเมืองก็จะต้องต่อรถไปขึ้น BTS วงเวียนใหญ่ สามารถไปทำงานแถวสีลม สาทร หรือไปสยามได้โดยตรงเลยครับ ส่วนคนที่ต้องการเข้าเมืองไปทางอโศกก็จะเป็นต้องเปลี่ยนขบวนที่ BTS ศาลาแดง และ MRT สีลม แต่สำหรับสถานีใหม่ MRT อิสรภาพ ถ้าเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบ ก็จะวิ่งตรงยาวไปอโศกได้เลยโดยไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนขบวนอีกต่อไปนั่นเอง

และสำหรับคนภายนอกที่ต้องการเดินทางมาในพื้นที่นี้ ก็จะเป็นสายบุญที่ต้องการมาทำบุญและเดินชมวัดเป็นส่วนใหญ่นั่นเองครับ เพราะโดยรอบจะมีวัดเยอะเลย โดยเฉพาะวัดหงส์รัตนารามที่เป็นที่มาของรถไฟฟ้าสถานีนี้ มีวัดอรุณที่สวยงามมากๆ และข้ามฝั่งมาหน่อยก็จะเจอวัดกัลยาณมิตรอีกด้วยครับ

ความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ใกล้สุดจะเป็นห้าง BigC ซึ่งก็อยู่เกือบจะถึงวงเวียนใหญ่นั่นแหละครับ แต่ถ้าเป็นตลาดในเขตชุมชนก็จะเป็นในส่วนที่ผมวงสีเหลืองๆในแผนที่ เป็นตลาดโพธิ์สามต้น ที่อยู่บริเวณหน้าปากซอยอิสรภาพ 27 ใกล้ๆกับตำแหน่งของที่ตั้งคอนโดเลยครับ รวมไปถึงถนนวังเดิมตลอดทั้ง 2 ข้างทางก็มีร้านค้าอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นในวงสีชมพูตรงถนนอรุณอมรินทร์ จะเป็นที่อยู่อาศัยแบบบ้านเดี่ยวติดถนนใหญ่ครับ ซึ่งจะต่างจากโซนอื่นๆอย่างถนนอิสรภาพ ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ซะเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นถนนตัดใหม่ซึ่งตัดผ่านที่อยู่อาศัยเดิมนั่นเอง

ออกมาจากสถานี จะเห็นว่ารูปแบบของทางเข้านั้นก็จะเหมือนๆกับ MRT ในเมืองทั่วๆไปครับ โดยจะมีอยู่แค่ 2 ฝั่งเท่านั้น แล้วจะคึกคักเป็นพิเศษสำหรับทางออกที่ 2 (ฝั่งซอยเลขคี่) ที่คนจะเดินทางกลับบ้านไปทางบางกอกน้อยกันครับ โดยถนนอิสรภาพนั้นจะมีรถสาธารณะวิ่งให้บริการอยู่ตลอดสาย แถมยังมีรถกะป้อให้ใช้บริการอีกด้วยนะ

เดินถัดมาอีกหน่อยบริเวณซอยอิสรภาพ 23/1 ผมเห็นมีการล้อมรั้วโครงการคอนโดมิเนียมอยู่ด้วยครับ ชื่อว่าโครงการ Niche Mono อิสรภาพ จาก เสนาดีเวลลอปเม้นท์

โดยโครงการนี้เป็นคอนโดมิเนียมแห่งแรกและแห่งเดียวในย่าน ณ ตอนนี้ ที่พึ่งมีข่าวมาได้ไม่นาน และกำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเร็วๆนี้ ซึ่งตอนนี้ทางเสนาเค้ายังไม่เปิดเผยข้อมูลอะไรออกมานะครับ แม้แต่เรื่องของราคาก็ตาม แต่เท่าที่ผมทราบคือจะเป็นคอนโด Low Rise 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร และที่ตั้งของโครงการจะอยู่ห่างจาก MRT อิสรภาพเพียง 200 m. เท่านั้นครับ

ใกล้กับที่ตั้งโครงการ ถ้าเราเดินถัดมาอีก 1 – 2 ซอย จะเจอกับตลาดโพธิ์สามต้น ที่อยู่บริเวณปากซอยอิสรภาพ 27 ครับ ก็ค่อนข้างมีความอุดมสมบูรณ์ในระดับหนึ่งนะ หรือเราจะนั่งรถมาทานอาหารบนถนนวังเดิมก็ได้ครับ ค่อนข้างคึกคักเหมือนกัน

ส่วนสถานที่สำคัญที่ผมอยากแนะนำให้มาเยี่ยมชมของสถานีนี้คือ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นต้นแบบของการตกแต่งภายในสถานีรถไฟฟ้าสถานีนี้นี่เอง เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สามารถไปกราบไหว้พระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะในสมัยอู่ทอง (เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ไม่มีพระนาม และไม่ทราบประวัติว่าสร้างขึ้นในสมัยใดจึงสันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา)

นอกจากนี้อีกจุดหนึ่งที่ผมอยากแนะนำซึ่งอยู่ในบริเวณวัดเหมือนกันคือ สระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสระน้ำที่สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงอาราธนาพระอาจารย์ดี วัดประดู่ มาประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินจะทรงเสร็จมาทรงน้ำที่สระน้ำมนต์ทุกครั้งเมื่อมีพระราชพิธีสำคัญต่างๆ เชื่อกันว่าในสระมีหินอาคมศักดิ์สิทธิ์ฝังเอาไว้ ใครที่ได้อาบน้ำมนต์ก็จะสัมฤทธิ์ผลตามพลังพิเศษของทิศนั้นๆครับ

ต่อมาคือวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร ภายในมีพระประธานขนาดใหญ่คือ “พระพุทธไตรรัตนนายก” หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” และที่คนจีนเรียกกันติดปากว่า “ซำปอกง” เพราะคนจีนหลายคนก็นับถือพระวัดนี้มากครับ ถ้าใครที่ได้ไปก็จะเห็นสถาปัตยกรรมแบบจีนในวัดไทยด้วยนะ ซึ่งพระประธานก็สูงใหญ่ตามชื่อเลยครับ หน้าตักกว้าง 11.75 m. สูง 15.46 m. เลยทีเดียว

สุดท้ายที่อยากแนะนำคือ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง เป็นอีกหนึ่งวัดที่มีความสวยงามและโดดเด่นมากครับ ถูกสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาอีกเช่นกัน และเป็นอีกหนึ่งวัดที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสิน เพราะพระองค์ไปทำศึกแล้วกลับมาถึงวัดนี้ในตอนรุ่งเช้าพอดีนั่นเอง

สถานีปลายทางปัจจุบันเราจะมาจบกันที่ MRT ท่าพระ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของรถไฟฟ้าเส้นสีน้ำเงินช่วง บางซื่อ-ท่าพระ นั่นเองครับ เป็นทำเลที่มีคอนโดมิเนียมต่างๆเกิดขึ้นในพื้นที่ แต่ความคึกคักจะน้อยกว่าบริเวณวงเวียนใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางความเจริญของย่านฝั่งธนฯนี้มาก่อนนั่นเอง

โดยความพิเศษของสถานีนี้จะมีอีกอย่างคือ จากเดิมที่รถไฟฟ้าวิ่งอยู่ใต้ดินมาตลอด พอผ่านสถานีอิสรภาพมาแล้วรางรถไฟก็จะไต่ระดับขึ้นขึ้นมาเรื่อยๆจนกลายมาเป็นบนดินเหมือนรถไฟฟ้า BTS เลยครับ เอาจริงๆตอนนั่งก็ไม่ได้รู้สึกถึงความลาดเอียงหรือการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยนะ รู้ตัวอีกทีก็ขึ้นมาอยู่บนดินซะแล้วครับ ซึ่งสถานีนี้จะมีความสำคัญในอนาคตนะ เพราะเราสามารถเปลี่ยนขบวนรถไฟที่มาจากทางจรัญฯ ได้โดยไม่ต้องเข้าไปอ้อมในเมืองนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ 4 สถานีรถไฟฟ้าเปิดใหม่ที่ผมนำมาฝากกันในวันนี้ ในเรื่องของความสวยงามผมมองว่าสวยกันไปคนละแบบเลยนะ อย่างสถานีวัดมังกรผมมองว่าเป็นสถานีที่มี Grimmix สนุกสนานดี ในเรื่องการถ่ายภาพด้วย Application เคลื่อนไหวตามจุดต่างๆ แล้วยังมีการออกแบบมังกรจีนเท่ๆ ที่มีความหมายและเป็นสิริมงคลอีกด้วย รวมถึงยังเป็นหนึ่งในสถานีที่คาดว่าน่าจะมีคนเดินทางมาใช้บริการเยอะที่สุด เพราะใกล้กับแหล่งของกินอย่างเยาวราชเนี่ยแหละครับ

ส่วนสถานีสามยอดเค้าก็ออกแบบให้ชั้นจำหน่ายตั๋วตั้งอยู่บนดินไม่เหมือนใคร ตกแต่งด้วยบรรยากาศเก่าๆแต่แฝงไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ของพื้นที่ที่แปะอยู่ตามเสาต่างๆ ซึ่งคนที่มาที่นี่ส่วนใหญ่จะมาเดินหาซื้อของและเสื้อผ้าราคาถูกที่พาหุรัตนั่นเองครับ ส่วนสถานีสนามไชยออกแบบได้สวยงามมาก เหมือนได้อยู่ในท้องพระโรงในราชวังเลยครับ รวมถึงรอบๆยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆหลายแห่ง มีปากคลองตลาดให้เดิน ร้านนั่งชิลริมแม่น้ำเจ้าพระยา และมีท่าเรือให้ใช้งานได้อีกด้วย สุดท้ายคือสถานีอิสรภาพเป็นของสายบุญต่างๆที่ต้องการเดินทางไปยังวัดในละแวกนี้ แล้วยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลือการเดินทางของคนในพื้นที่ที่ต้องเข้าเมืองไปทำงานแถวอโศก โดยไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนสถานีจาก BTS เป็น MRT เหมือนแต่ก่อนอีกด้วยครับ

ส่วนอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ทั้ง 4 สถานีที่เปิดใหม่ จะมีอยู่แค่ 2 สถานีเท่านั้นครับคือ สถานีวัดมังกร และสถานีอิสรภาพ ซึ่งรูปแบบโครงการก็จะแตกต่างกันออกไปทั้งหมดเลยด้วยครับ สำหรับ Product ที่อยู่ใกล้สถานีวัดมังกรหรือย่านเยาวราชนั้น จะมีราคาที่ค่อนข้างสูง ได้แก่โครงการคอนโดมิเนียมอย่าง I’m Chinatown ที่ห้อง 20.5 ตร.ม. ราคาเริ่มต้นตอนนี้คือ 3.9 ล้านบาท หรือเฉลี่ยออกมาแล้วคือประมาณ 190,000 บ./ตร.ม. เหมาะกับคนที่อยู่อาศัย 1 – 2 ตัว หรือคนที่เพิ่งสร้างครอบครัว และต้องการความสะดวกสบาย แต่พื้นที่พักอาศัยจะไม่เยอะนะครับ และถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็อาจเหมาะกับโครงการแนวราบที่มีพื้นที่มากกว่าอย่าง IVY China Town และ Tiger Lane แต่ก็มีราคาเริ่มต้นค่อนข้างสูง อยู่ที่ประมาณ 25 – 38 ล้านบาทขึ้นไปครับ

ซึ่งทุกๆโครงการจะพยายามตอบโจทย์ปัญหาของที่อยู่อาศัยในพื้นที่ของเยาวราช คือเรื่องที่จอดรถเป็นหลักครับ สำหรับคนในพื้นที่ก็ยังมองว่าคุ้มค่าอยู่นะถ้าเทียบกับเงินที่จะต้องเสียไปกับค่าเช่าที่จอดรถเองแยกต่างหาก ส่วนคอนโด Niche Mono อิสรภาพ จะต้องรอดูในอนาคตต่อไปนะครับว่าเค้าจะเปิดตัวมาในราคาเท่าไหร่ เพราะเป็นเจ้าแรกในย่านเลยนะที่มาทดลองตลาดในพื้นที่นี้ แต่ทำเลก็โอเคนะครับเพราะห่างรถไฟฟ้าเพียงแค่ 200 m. เท่านั้นเอง

และสำหรับใครที่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับทำเล หรืออยากแนะนำสถานที่เจ๋งๆ ร้านอาหารอร่อยๆเพิ่มเติม หรือชอบสถานีไหนเป็นพิเศษ และเพราะอะไร ก็สามารถแสดงความคิดเห็นที่ Comment ด้านล่างนี้กันได้เลยนะครับ และครั้งหน้า ThinkofLiving จะพาไปชมทำเลใกล้รถไฟฟ้าที่ไหนกันอีกก็อย่าลืมติดตามรับชมกันด้วยนะครับ แล้วเจอกันใหม่คร้าบบบ


Living Expo 2019

ติดตามพวกเราได้ที่
Website : www.thinkofliving.com
Twitter : www.twitter.com/thinkofliving
YouTube : www.youtube.com/ThinkofLiving
Instagram : www.instagram.com/thinkofliving
Facebook : ThinkofLiving