
“บ้าน” ในอนาคตของทุกคนเป็นยังไงบ้างคะ…? สำหรับ Pruksa เริ่มต้นการออกแบบบ้านที่ดี ด้วยแนวคิด “Pruksa Lifetime Well – Living” เพื่อให้ “บ้าน” ไม่ได้ถูกตีความเป็นแค่ “ที่อยู่อาศัย” อีกต่อไป เมื่อผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์เดินหน้าปรับบทบาทสู่การเป็น “Integrated Living & Healthcare Platform”
ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้เรามองว่าเกิดขึ้นมาในจังหวะที่ตลาดอสังหาฯ ไทยกำลังเผชิญทั้งกับกำลังซื้อที่เปลี่ยนไป และโครงสร้างประชากรที่ขยับเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) มากขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภครุ่นใหม่ก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว” มากกว่าพื้นที่ใช้สอยเพียงอย่างเดียว จึงทำให้การแข่งขันของผู้พัฒนาหลายๆ โครงการ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของทำเลหรือดีไซน์เท่านั้น แต่เริ่มขยับไปสู่การออกแบบ “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” ที่เชื่อมโยงสุขภาพและการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการใช้ชีวิตได้จริง
แล้ว “Pruksa Lifetime Well – Living” คืออะไร..?
เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา Think of Living ได้มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประสบการณ์ “Beyond Technology. A new way of well – living, redefined” กับ Pruksa ซึ่งภายในงานไม่ได้มีแค่การจัดแสดงโครงการ แต่ยังเป็นเวทีในการเล่าทิศทางใหม่ของธุรกิจ ซึ่ง “Pruksa Lifetime Well – Living” ก็ถูกนำเสนอในฐานะแนวทางสำคัญของการออกแบบที่มุ่งเน้นการสร้างที่อยู่อาศัยควบคู่กับการดูแลสุขภาพ ผ่าน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
- Well Home : การออกแบบบ้านที่คำนึงถึงการใช้ชีวิตระยะยาว ด้วยแนวคิด Life – Design Function
- Well Care : ระบบบริการสุขภาพที่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน , การรักษา และการดูแลต่อเนื่อง
- Well Community : การสร้างสังคมคุณภาพผ่านกิจกรรม , ความรู้ , ประสบการณ์ด้านสุขภาพ และไลฟ์สไตล์
บรรยากาศในงาน “Beyond Technology. A new way of well – living, redefined”
ภายในงานมีการเล่าถึงที่มาและวิธีการนำแนวคิด “Pruksa Lifetime Well – Living” มาปรับใช้ในโครงการ ตั้งแต่การดึงองค์ความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาใช้ร่วมกับการออกแบบตั้งแต่ Space ในบ้านไปจนถึงวัสดุที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยในทุกวัน แถมงานยังมีแขกพิเศษอย่าง ‘คุณมาย ภาคภูมิ ร่มไทรทอง’ นักแสดงชื่อดังที่มาร่วมแชร์มุมมองในการเลือกที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันอีกด้วย
สะท้อนให้เห็นว่า Pruksa ไม่ได้เลือกแข่งขันด้วยการเพิ่มฟังก์ชันของบ้านอย่างเดียว แต่แสดงให้เห็นถึงจุดแข็งที่สามารถ “เชื่อมระบบ” ระหว่างธุรกิจอสังหาฯ และบริการด้านสุขภาพเข้าไว้ด้วยกันได้ เพราะ Pruksa เป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ รายเดียวที่มีโรงพยาบาลในเครือเป็นของตัวเอง ทั้งโรงพยาบาลวิมุตและโรงพยาบาลวิมุต – เทพธารินทร์ จึงทำให้ลูกบ้านของ Pruksa ไม่ได้รับมอบแค่ “บ้านที่ได้มาตรฐาน” แต่ยังรวมถึงบริการหลังการขาย ซึ่งถือเป็นการดูแลในระยะยาวที่เรามองว่าคือคุณภาพที่ลูกบ้านสามารถสัมผัสได้จริง ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นเจ้าของบ้าน Pruksa เลยนะคะ
สิ่งที่น่าสนใจ คือการทำให้ “Pruksa Lifetime Well – Living” ไม่ได้เป็นแค่ภาพลักษณ์ หรือแนวคิดทางการตลาด แต่ทั้ง 3 แกนหลักอย่าง Well Home , Well Care และ Well Community ต่างถูกวางให้เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตประจำวันของลูกบ้านได้จริง หากมองในมุมของทั้งนักออกแบบและผู้อยู่อาศัย ส่วนที่เห็นภาพชัดที่สุดคงเป็นเรื่องของ Well Home เพราะท้ายที่สุดแล้ว “บ้าน” ก็ยังต้องเริ่มจากการออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่ใช้งานได้จริง และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในครอบครัวก่อนเสมอ
สิ่งที่ Pruksa พยายามเติมเข้ามา คือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนการใส่ใจเรื่องสุขภาพ ไม่ใช่แค่ในมิติของการรักษา แต่เริ่มตั้งแต่การดูแลเชิงป้องกัน (Preventive Health) ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่ช่วยลดการสะท้อนของแสง ถนอมสายตาและลดความเสี่ยงจากการลื่นล้ม , การออกแบบ Landscape และการเลือกพันธุ์ไม้ที่ช่วยเรื่องคุณภาพอากาศ ไปจนถึงระบบ Smart Home ที่ช่วยอำนวยความสะดวกภายในบ้าน รวมถึงการออกแบบ Airflow ที่คำนึงถึงการหมุนเวียนอากาศภายในบ้าน
ขณะเดียวกัน บางโครงการยังมีการติดตั้ง Solar Cell มาให้ตั้งแต่ต้น ซึ่งหลายองค์ประกอบอาจไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้ชัดที่สุดในวันแรกที่เข้ามาชมบ้าน แต่กลับเป็นรายละเอียดที่ส่งผลต่อคุณภาพการอยู่อาศัยในระยะยาวมากกว่า
ฝั่ง Well Care เป็นแนวคิดที่ทำให้บ้าน Pruksa แตกต่างจากผู้พัฒนาอสังหาฯ รายอื่นชัดเจน เพราะเป็นการนำบริการด้านสุขภาพเข้ามาเชื่อมกับการอยู่อาศัยโดยตรง เดิมทีภาพของบริการนี้อาจถูกมองว่าเหมาะกับผู้สูงอายุเป็นหลัก แต่ในแนวทางของ Pruksa กลับขยายให้ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสุขภาพ การปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ไปจนถึง Family Doctor หรือแพทย์เฉพาะทางประจำครอบครัวที่เข้ามาดูแลและให้คำปรึกษาในระยะยาว
สิ่งที่เห็นภาพค่อนข้างชัดคือความ “เข้าถึงง่าย” ของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน เช่น หากมีอาการเล็กน้อยอย่างผื่นแพ้ หรือความผิดปกติที่ไม่รุนแรง ก็ใช้บริการ Telemedicine ปรึกษาแพทย์ทางออนไลน์ เพื่อสอบถามเบื้องต้นได้ทันที ลดขั้นตอนการเดินทางไปโรงพยาบาลในกรณีที่ยังไม่จำเป็นได้
ขณะที่ Well Community ก็เป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจ ซึ่งหลายๆ โครงการก็เริ่มให้ความสำคัญกับสังคมในการอยู่อาศัยมากขึ้น ไม่ใช่แค่พื้นที่ส่วนกลางที่สวย แต่รวมถึงกิจกรรม Workshop ต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกบ้านได้ อาทิ Well – Living Market Fest , Health to Home , Well Care และ Well Paw เพื่อเป็นตัวเชื่อมโยงความสัมพันธ์และบรรยากาศของคนในโครงการ ซึ่ง Pruksa ไม่ได้มองแค่พื้นที่ในบ้าน แต่เป็น “คุณภาพของสังคมรอบตัว” เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้บ้านดีแค่ไหน แต่ถ้าสภาพแวดล้อมไม่น่าอยู่ หรือไม่มี community ที่ดี ก็อาจส่งผลกับคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้เช่นกัน
นอกจากนี้ Pruksa ยังเปิดตัวโปรแกรมใหม่!! ภายใต้ชื่อ “Well – Living Club” บน Line OA ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมลูกบ้านเข้ากับบริการด้านสุขภาพ สิทธิประโยชน์ และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมายภายในระบบเดียวกัน
สิ่งที่ตามมาคือรูปแบบสิทธิประโยชน์ที่ถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิต เช่น สิทธิด้านการอยู่อาศัยและสุขภาพ กิจกรรมสะสมคะแนนเพื่อแลกรางวัล รวมถึงส่วนลดจากพันธมิตรในหมวดต่างๆ ทั้ง Home & Living , Health & Wellness , Dining & Cafe , Shopping & Lifestyle , Hotel & Travel และ Pet Hub ถือเป็นการมอบบริการพิเศษให้ลูกค้าแบบต่อเนื่อง ไม่ได้จบแค่ในวันโอนบ้าน
ภาพรวมของแนวทางนี้สะท้อนให้เห็นการขยับบทบาทของ Pruksa Holding จากการพัฒนา “บ้าน” ไปสู่การทดลองวางกรอบแนวทางการออกแบบที่ส่งผลต่อการอยู่อาศัยในระยะยาว ที่เน้นการเชื่อมทั้งพื้นที่อยู่อาศัย , สุขภาพ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ซึ่ง “Pruksa Lifetime Well – Living” ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดผ่าน 3 โครงการที่มีคาแรกเตอร์ต่างกันตามทำเลและกลุ่มเป้าหมาย
The Palm Courtyard Bangna KM.8 (เดอะปาล์ม คอร์ทยาร์ด บางนา กม.8)
บ้านเดี่ยวโครงการแรกจากแบรนด์ The Palm บนทำเลบางนา ที่มีการเพิ่มคำว่า “Courtyard” เข้ามา ช่วยส่งเสริมแนวคิดการออกแบบที่มาในสไตล์ “Modern Tropical” เน้นการเชื่อมต่อพื้นที่ในบ้านและธรรมชาติโดยรอบได้อย่างลงตัว แบบบ้านได้พื้นที่ใช้สอยเยอะ ที่ดินใหญ่ ฟังก์ชันเป็นสัดส่วน ตอบโจทย์สำหรับครอบครัวขยาย มาพร้อมระบบ ERV และ ACTIVE AIR FLOW ช่วยให้อากาศภายในบ้านหมุนเวียนได้ดี , กรองฝุ่น PM 2.5 เติมอากาศบริสุทธิ์เข้ามาในตัวบ้าน พร้อมทั้งปรับอุณหภูมิและความชื้น ลดการใช้พลังงานในบ้าน ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยในการอยู่อาศัย
ซึ่งหากใครสนใจ Think of Living มีรีวิวมาให้ชมทั้งบทความ และวิดีโอ สามารถดูข้อมูลแบบเต็มๆ พร้อมบทวิเคราะห์ครบถ้วน ทั้งทำเล , ส่วนกลางและแบบบ้าน ต่อได้ที่นี่เลย >> The Palm Courtyard Bangna KM.8 (เดอะปาล์ม คอร์ทยาร์ด บางนา กม.8) บ้านเดี่ยวหน้ากว้าง ได้ Coutryard ทุกหลัง ใกล้ MEGA Bangna จาก Pruksa [คลิก]
The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 (เดอะ รีเซิร์ฟ วิลล่า สุขุมวิท 89/1)
จากคอนโดแบรนด์ “The Reserve” ที่หายไป 8 ปี กลับมาอีกครั้งกับโครงการบ้านแนวราบ เริ่มต้นในระดับราคา 65 – 85 ล้านบาท* ถือเป็น Segment บนสุดของ Pruksa ในปัจจุบันเลย โดดเด่นด้วยความเป็นส่วนตัวและทำเลหายากใจกลางเมือง เหมาะกับคนที่กำลังมองหาบ้านแฝดและบ้านเดี่ยวหรู 3.5 ชั้น ได้ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน 4 ที่จอดรถ พร้อมลิฟต์ในบ้านทุกหลัง จุดเด่นคือบริการเสริมสำหรับลูกบ้านทั้ง Concierge Service และ Personalized Lifestyles Wellness ที่ร่วมกับโรงพยาบาลวิมุต ช่วยเพิ่มความสะดวกและอุ่นใจให้กับผู้อยู่อาศัยได้มากยิ่งขึ้น
[คลิก] ชมรีวิวเพิ่มเติมจาก Think of Living >> รีวิว The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 บ้านแฝดและบ้านเดี่ยวหรู 3.5 ชั้น พร้อมลิฟต์และสระส่วนตัว บนทำเลใกล้ถนนสุขุมวิทเพียง 400 เมตร เพียง 26 ยูนิต จาก Pruksa
Chapter Charoenkrung-Riverside (แชปเตอร์ เจริญกรุง-ริเวอร์ไซด์)
คอนโด “ติดริมแม่น้ำ” ที่ถือเป็น Rare Item ในย่าน ซึ่งเรามองว่าหาได้ยากสำหรับโครงการ Low Rise เลยนะ แถมห้องพักอาศัยยังมีน้อยเพียง 123 ยูนิต เหมาะกับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัวสูง ในห้องยังให้เฟอร์มาครบ รูปแบบห้องมีทั้ง Pool Access และ Riverfront ให้เลือกด้วย สำหรับใครที่ชอบใช้พื้นที่ส่วนกลาง โครงการนี้โดดเด่นด้วยวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเปิดโล่ง ได้บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติไม่เหมือนใคร โดยทำเลยังอยู่ใกล้โรงเรียนานาชาติถึง 2 แห่ง ทั้ง Shrewsbury และ King’s College ตอบโจทย์ผู้ปกครองที่กำลังมองหาคอนโดใกล้โรงเรียนให้กับลูกๆ เลยนะคะ
[คลิก] ชมรีวิวเพิ่มเติมจาก Think of Living >> Chapter Charoenkrung-Riverside คอนโด Low Rise ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้โรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury และ King’s College จาก Pruksa
เมื่อมองภาพรวม “Pruksa Lifetime Well – Living” เริ่มถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการของ Pruksa มากขึ้น โดยเฉพาะบริการด้านสุขภาพที่เข้าถึงง่าย ครอบคลุมลูกบ้านทุกระดับราคา สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนมุมมองของผู้พัฒนาอสังหาฯ ต่อ “บ้าน” ที่ไม่ได้เป็นเพียง Physical Space สำหรับอยู่อาศัย แต่ถูกมองเป็นเหมือน Platform ของการใช้ชีวิตในระยะยาวมากขึ้น
คำถามที่น่าจับตามองต่อจากนี้ คือ โมเดล “อสังหาฯ + สุขภาพ” จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดหรือไม่ แม้แนวคิด Well – Living จะสอดรับกับ Mega Trend ด้านสุขภาพของผู้บริโภคปัจจุบัน แต่โจทย์สำคัญยังอยู่ที่การทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาใช้จริงในชีวิตประจำวัน และต่อยอดได้ทั้งในมุมของผู้อยู่อาศัยและในเชิงธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าแนวคิด “Pruksa Lifetime Well – Living” จะมีน้ำหนักมากพอในการตัดสินใจซื้อบ้านของผู้บริโภคในอนาคตได้หรือไม่..?
