
บอกลาแล้ว…’บิ๊กคิงส์ บางใหญ่’ ชาวนนทบุเรี่ยนเตรียมพบกับโครงการ Mixed – Use แห่งใหม่ ที่จะมาทำให้ ‘บางใหญ่’ ยิ่งใหญ่กว่าเดิม..! สำหรับใครที่ใช้ถนนนกาญจนาภิเษกอยู่เป็นประจำ คงคุ้นเคยกันดีกับห้างบิ๊กคิงส์ ห้างเก่าแก่ติดถนนใหญ่ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2539 – 2554 ปัจจุบันได้ถูกรื้อถอนไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเดิมทำเลโซนนี้ก็ถือว่ามีศักยภาพสูง เป็นทั้งย่านไลฟ์สไตล์ และศูนย์กลางการคมนาคมเชื่อมต่อเข้า – ออกได้หลายจังหวัด จึงทำให้หลายคนจับตามองว่า TCC Group จะพัฒนาที่ดินมูลค่ากว่า 2,200 ล้านบาทนี้ ต่อไปในทิศทางใด
หากพูดถึงโครงการใหญ่ๆ ในโซนนี้ หลายคนคงจะนึกถึงห้าง ‘Central เวสต์เกต’ ซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 10 ปีเร็วๆ นี้ การมี ‘โครงการใหม่’ ในย่านจึงไม่ใช่แค่มีห้าง คอนโดหรือออฟฟิศใหม่ แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของ ‘บางใหญ่’ อีกครั้ง วันนี้ Think of Living จะขอพาทุกคนไปวิเคราะห์กันว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างไร โดยเฉพาะในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เราได้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นและแนวโน้มของปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการพัฒนาโครงการในอนาคตมาให้ชมกัน หากใครสนใจก็สามารถเลื่อนดูต่อได้ด้านล่างนี้เลย 🙂
ทำเลศักยภาพโซน ‘บางใหญ่’
‘บางใหญ่’ ถือเป็นทำเล Top 5 ติดอันดับย่านที่มีการเติบโตสูงสุดเกือบทุกไตรมาส เทียบกับเพื่อนบ้านในโซนจังหวัดปริมณฑล เนื่องจากเป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวจากกลุ่มที่พักอาศัยฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันตก ตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาโครงการแนวราบ ได้ทำเลใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบ ทั้งโรงเรียน , โรงพยาบาล , ห้างสรรพสินค้า และรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง ทั้งยังเป็นจุดเชื่อมต่อถนนสายสำคัญ ทั้งถนนกาญจนาภิเษก , ถนนรัตนาธิเบศร์ , ถนนราชพฤกษ์ และทางพิเศษศรีรัช – วงแหวนรอบนอก ล่าสุดถนนมอเตอร์เวย์บางใหญ่ – กาญจนบุรี หรือ M81 ก็เพิ่งจะเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ ช่วยร่นระยะเวลาเดินทางไปจังหวัดข้างเคียงอย่างกาญจนบุรี – นครปฐม เหลือเพียง 50 – 60 นาทีเท่านั้น
ซึ่งนอกจากความสะดวกสบายในการเดินทางเข้า – ออกเมืองที่เพิ่มขึ้น ยังทำให้ราคาที่ดินในโซนบางใหญ่เพิ่มสูงขึ้น 150,000 – 300,000 บาท/ตร.วา หรือราวๆ 25.9% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 1 ในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8 – 10% ต่อปีในอนาคตอีกด้วย
แสดงให้เห็นว่าการคมนาคมมีผลต่อการพัฒนาในย่าน โดยเฉพาะทำเลชานเมือง ซึ่งโครงการ Mixed – Use ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือว่าตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางยุทธศาสตร์สำคัญของย่าน ด้านหน้าติดถนนกาญจนาภิเษก และ MRT สายสีม่วง สถานีตลาดบางใหญ่ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมที่ดินของห้างบิ๊กส์คิง ที่ปิดทำการไปแล้วกว่า 15 ปี ถึงกำลังจะกลายเป็น Mega Project ของย่านบางใหญ่ ซึ่งอาจต้องเล่าย้อนไปถึงการประกาศใช้ผังเมืองรวมนนทบุรีฉบับใหม่ในปี 2566 ที่ช่วยปลดล็อกพื้นที่รอบสถานีตลาดบางใหญ่ จาก พื้นที่สีส้ม (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) กลายเป็น พื้นที่สีน้ำตาล (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) และ พื้นที่สีแดง (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) จึงทำให้สามารถก่อสร้างอาคารสูง หรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษได้
เทียบผังเมืองรวมนนทบุรี ปี 2548 และ ปี 2566
‘ผังเมืองรวม’ คือ แผนแม่บทที่เปรียบเสมือนกติกาการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยการแบ่งพื้นที่ออกเป็น ‘สีต่างๆ’ เพื่อจัดระเบียบและวางทิศทางการพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการใช้ที่ดินผิดประเภทที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งผังเมืองนี้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติผังเมือง และเป็นตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับทำเลตามศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นั้นๆ สำหรับ ‘ผังเมืองรวมจังหวัดนนทบุรี’ ฉบับล่าสุด ได้มีการอัปเดตและประกาศใช้งานอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา
ซึ่งเมื่อเทียบกับฉบับก่อนหน้าในปี 2548 จะเห็นได้ชัดว่าจากโซนตอนเหนือของนนทบุรีเดิมเป็น พื้นที่สีเขียว (ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม) ปรับเป็น พื้นที่สีเหลือง (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย) และ พื้นที่สีส้ม (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) ส่งผลให้ในอนาคตอาจทำให้เราได้เห็นโครงการแนวราบในโซนถนนราชพฤกษ์ – ถนนชัยพฤกษ์มากยิ่งขึ้น และโซนพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง ปรับจาก พื้นที่สีน้ำตาล (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) กลายเป็น พื้นที่สีแดง (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) ทำให้สามารถสร้างโครงการที่เป็น Mixed – Use ได้
และที่สำคัญคือการปรับค่า FAR (Floor Area Ratio) ให้สูงขึ้น ซึ่งพื้นที่สีแดงโซนบางใหญ่ได้ค่า FAR สูงถึง 8 : 1 (ที่ดิน 1 ไร่ สร้างอาคารได้สูงสุด 12,800 ตร.ม.) และยังมีนโยบาย Bonus FAR เพิ่มพื้นที่อาคารได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 20 ของ FAR ปกติ หากเข้าเงื่อนไข 3 ข้อ คือ
- มีที่จอดรถรับ – ส่ง บริเวณสถานีรถไฟฟ้า : หากโครงการตั้งอยู่ในรัศมี 500 เมตร รอบสถานีรถไฟฟ้า (เช่น สถานีตลาดบางใหญ่) หากจัดให้มีพื้นที่จอดรถยนต์สำหรับประชาชนทั่วไป ก็จะได้รับโบนัสพื้นที่อาคารเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่กำหนด
- จัดให้มีพื้นที่โล่งสาธารณะหรือสวนสาธารณะ : หากแบ่งที่ดินในโครงการมาทำเป็นพื้นที่เปิดโล่งหรือสวนสาธารณะที่คนทั่วไปเข้าใช้ได้ จะได้พื้นที่อาคารเพิ่มขึ้นอีกไม่เกิน 2 เท่าของพื้นที่โล่ง ที่จัดสรรให้
- การถอยร่นแนวอาคาร (Setback) มากกว่ากฎหมายกำหนด : กรณีโครงการติดถนนสายหลักอย่าง ถนนรัตนาธิเบศร์ หรือ ถนนกาญจนาภิเษก หากถอยร่นแนวอาคารให้ลึกเข้าไปมากกว่า 15 เมตรจากแนวถนน จะได้โบนัสพื้นที่อาคารเพิ่มเช่นกัน
ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ในการช่วยเพิ่ม “ความคุ้มค่า” ในการพัฒนาที่ดิน ดึงดูดกลุ่มผู้ประกอบการให้มาลงทุนในย่าน เพื่อพัฒนาให้โซนบางใหญ่ กลายเป็นทำเลเศรษฐกิจแห่งใหม่ในฝั่งตะวันตก
โครงข่ายคมนาคม มอเตอร์เวย์ M9 และถนนตัดใหม่ 11 สาย
‘มอเตอร์เวย์ M9’ เชื่อมต่อบางขุนเทียน – บางบัวทอง เริ่มเดินหน้าก่อสร้างแล้วในวันที่ 18 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยถนนเส้นนี้คือการปรับปรุงถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก) เพื่อช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในช่วงบางใหญ่ – บางขุนเทียน มีจุดเริ่มต้นอยู่บริเวณทางแยกต่างระดับบางขุนเทียนเชื่อมต่อกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 มุ่งหน้าผ่านถนนเอกชัย , ถนนกัลปพฤกษ์ , ถนนเพชรเกษม , ถนนพรานนก – พุทธมณฑลสาย 4 , ถนนบรมราชชนนี , ทางพิเศษศรีรัช – วงแหวนรอบนอก และถนนนครอินทร์ สามารถไปเชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์ M81 ได้ จากนั้นวิ่งขนานไปกับแนวรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง ก่อนจะสิ้นสุดบริเวณทางแยกต่างระดับบางบัวทอง รวมระยะทางประมาณ 38 กิโลเมตร คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปี 2573


ซึ่งที่ตั้งโครงการ Mixed – Use ถือว่าอยู่บริเวณจุดตัดระหว่างมอเตอร์เวย์ M9 , M81 และ MRT สายสีม่วง ซึ่งอนาคตจะกลายเป็น ‘Triple Transport Hub’ เชื่อมต่อกรุงเทพตะวันออก – ตะวันตกและจังหวัดเศรษฐกิจข้างเคียงได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยโครงการนี้ยังจะทำหน้าที่เป็น ‘ด่านหน้า’ ที่สำคัญในการรองรับดีมานด์มหาศาล ทั้งในส่วนของภาคธุรกิจผ่านโรงแรม , อาคารสำนักงาน , ศูนย์การค้า และภาคที่อยู่อาศัยอย่างคอนโดมิเนียมในอนาคตได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ เรามองว่าจะมาช่วยยกระดับความมั่นคงให้ ‘บางใหญ่’ กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ที่ยั่งยืนของนนทบุรีได้
ถนนตัดใหม่ 11 โครงการ จากผังเมืองรวมนนทบุรี
นอกจากการเชื่อมต่อผ่านมอเตอร์เวย์ M9 และ M81 แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมโครงการ Mixed – Use แห่งนี้ก็คือ โครงข่ายถนนตัดใหม่ตามผังเมืองรวมนนทบุรี ปี 2566 โดยเฉพาะในกลุ่ม ‘นนทบุรี – พุทธมณฑล – ตลิ่งชัน’ ทั้ง 11 โครงการ ที่จะมาทำหน้าที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อกรุงเทพตอนใต้และจังหวัดข้างเคียงเข้าสู่โซนบางใหญ่ได้อย่างเป็นระบบ แต่หากเจาะลึกไปถึงเส้นทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่บางใหญ่ได้โดยตรง จะแบ่งออกเป็น 4 เส้นทางหลักๆ ดังนี้
- ถนนพุทธมณฑลสาย 3 – ทางหลวงหมายเลข 346 (ปทุมธานี – ลาดหลุมแก้ว)
เป็นโครงการตัดใหม่แนวเหนือ -ใต้ ระยะทางประมาณ 29 กิโลเมตร เชื่อมจากปลายสาย 3 ผ่านซอยวัดพระเงิน , ซอยวัดป่ามณีกาญจน์ , ซอยกันตนา ตัดกับมอเตอร์เวย์ M81 , ถนนบางกรวย – ไทรน้อย , ทางหลวงหมายเลข 340 (บางบัวทอง – สพรรณบุรี) และสิ้นสุดที่ทางหลวงหมายเลข 346 (ปทุมธานี – ลาดหลุมแก้ว)
- ถนนพุทธมณฑลสาย 2 – ทางหลวงหมายเลข 340 (บางบัวทอง – สุพรรณบุรี)
เริ่มจากปลายถนนพุทธมณฑลสาย 2 บริเวณทางรถไฟสายใต้ มุ่งหน้าผ่านซอยสำคัญในโซนบางใหญ่ ทั้งซอยวัดพระเงิน , ซอยวัดป่ามณีกาญจน์ และซอยกันตนา โดยจะตัดเชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์ M81 ซอยคลองถนน และถนนบางกรวย – ไทรน้อย ก่อนไปสิ้นสุดที่ทางหลวงหมายเลข 340 (บางบัวทอง – สุพรรณบุรี) ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร ช่วยรองรับการขยายตัวของชุมชนและแบ่งเบาการจราจรบนถนนกาญจนาภิเษกได้ดี
- ถนนนครอินทร์ – ศาลายา
จากถนนกาญจนาภิเษก มุ่งหน้าทิศตะวันตกไปตัดกับถนนพุทธมณฑลสาย 3 – ทางหลวงหมายเลข 346 และถนนพุทธมณฑลสาย 2 – ทางหลวงหมายเลข 340 ก่อนสิ้นสุดที่ทางหลวงชนบท นฐ.3004 (ศาลายา – บางภาษี) รวม 13 กิโลเมตร ช่วยแบ่งเบาการจราจรจากถนนบรมราชชนนีที่มุ่งหน้าศาลายา รวมถึงรองรับการขยายตัวของเมืองโซนนนทบุรีได้ โดยปัจจุบันมีการรออก พ.ร.ฎ. เวนคืนที่ดินแล้ว อยู่ระหว่างรองบประมาณก่อสร้าง
- ถนนนนทบุรี 1 – กาญจนาภิเษก
เริ่มจากจุดสิ้นสุดถนนนนทบุรี 1 (สะพานมหาเจษฎาบดินทร์ – วัดโบสถ์ดอนพรหม) มุ่งหน้าทิศตะวันตกผ่านถนนบางกรวย – ไทรน้อย ไปสิ้นสุดที่ถนนกาญจนาภิเษก บริเวณใกล้วัดคงคาและโรงพยาบาลบางใหญ่ รวมระยะทาง 4 กิโลเมตร ช่วยเพิ่มจุดเชื่อมต่อเข้า – ออกเมืองนนทบุรีจากถนนกาญจนาภิเษกให้สะดวกมากยิ่งขึ้น
สำหรับอีก 7 สายที่เหลือ ก็ถือว่าเป็นเส้นทางสำคัญที่จะมาช่วยเพิ่มความคล่องตัว ระบายการจราจรในภาพรวม ทำให้การเดินทางระหว่างโซนนนทบุรี – พุทธมณฑล – ตลิ่งชัน สะดวกมากขึ้น ซึ่งหลังจากประกาศเส้นทางคมนาคมและขนส่ง จากผังเมืองรวมนนทบุรี ฉบับใหม่ หลายๆ โครงการ ยังอยู่ในช่วงของการศึกษา หากในอนาคตมีการเปลี่ยนเพิ่มเติม Think of Living จะหาโอกาสมาอัปเดตให้ได้ทราบกันนะคะ
Mixed – Use มาแรง โอกาสของอสังหาฯ ในอนาคต..?
Mixed – Use คืออะไร?
โครงการ Mixed – Use (มิกซ์ยูส) คือ โครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานที่รวมการใช้งานหลายฟังก์ชันเข้าไว้ด้วยกัน โดยจะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย เน้นการซื้อ – ขายอย่างอาคารชุด และอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เพื่อการเช่า เช่น ศูนย์การค้า , โรงงาน , สำนักงานให้เช่า หรือบางแห่งอาจจะมีโรงพยาบาล , Wellness Center รวมอยู่ด้วย จึงทำให้กลายเป็นศูนย์กลางการอยู่อาศัยแบบครบวงจร ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต ซึ่งหากมองในแง่การลงทุน โครงการ Mixed – Use นั้นถือว่าตอบโจทย์การพัฒนาที่ดินได้อย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ด้วยการพัฒนาพื้นที่โดยรอบทั้งการคมนาคมและสาธารณูปโภค เพื่อช่วยส่งเสริมศักยภาพของทำเลให้กลายเป็นย่านที่มีมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจในอนาคต
Mixed – Use แห่งใหม่ จะทำให้บางใหญ่เปลี่ยนไป..?
จากข้อมูลเบื้องต้น โครงการ Mixed – Use แห่งใหม่นี้ TCC Group (ในเครือเจ้าสัวเจริญ) ทุ่มเงินรวมกว่าหมื่นล้านบาทในการพัฒนาโครงการ หลังจากปิดดีลซื้อที่ดินห้างบิ๊กคิงส์เดิม เนื้อที่รวมกว่า 23 ไร่ บนทำเลติดถนนกาญจนาภิเษก และ MRT สายสีม่วง สถานีตลาดบางใหญ่ ตรงข้ามห้าง Central เวสต์เกต ซึ่งก็ถือเป็นการปักหมุดใหม่ที่ถูกช่วงเวลามาก เพราะโครงการนี้ไม่ใช่แค่การพัฒนาที่ดิน แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญของ ‘บางใหญ่’ ที่จะพลิกโฉมให้กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ในโซนกรุงเทพตะวันตกเลยทีเดียว ซึ่งปัจจัยเร่งสำคัญเรามองว่าเป็นผลมาจากการปรับผังเมืองรวมนนทบุรี ทั้งการปรับค่า FAR และประกาศแนวถนนตัดใหม่ รวมถึงเป็นจุดบรรจบของถนนใหญ่หลายสาย ทั้งถนนกาญจนาภิเษก , รัตนาธิเบศร์ , มอเตอร์เวย์ M81 และ M9 ทำให้ทำเลนี้กลายเป็นย่านน่าลงทุนมากยิ่งขึ้น
โดยฟังก์ชันในโครงการ Mixed – Use นี้ คาดว่าจะประกอบด้วย
- ศูนย์การค้า (Lifestyle Retail) รวมร้านค้า , ร้านอาหาร หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต อาจจะไม่ได้มุ่งเน้นเป็นห้างสรรพสินค้าอย่าง Central เวสต์เกต แต่เน้นพื้นที่ขายเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในย่าน คล้ายกับ One Bangkok
- อาคารสำนักงานให้เช่า (Office Building) รองรับบริษัทที่ต้องการขยับขยายมาทางฝั่งกรุงเทพตะวันตก มี MRT สายสีม่วงตัดผ่าน ช่วยให้เดินทางได้สะดวกสบาย หรือบริษัทโลจิสติกส์ที่ต้องใช้ประโยชน์จากจุดตัด M9 และ M81 ในการเดินทางไปยังจังหวัดข้างเคียง
- โรงแรม (Hotel) เน้นกลุ่ม Business Traveler ที่มาติดต่อธุรกิจในย่านนนทบุรี / กาญจนบุรี หรือกลุ่มที่ต้องการโรงแรมระดับ 4 – 5 ดาว , พื้นที่สัมนาขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับคนจำนวนมากได้
- คอนโดมิเนียม (Residential) คาดว่าจะอยู่ในกลุ่มอาคารสูง (High Rise) เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เน้นกลุ่มทำงานที่มองหาคอนโดใกล้ห้าง ติดรถไฟฟ้า เข้า – ออกเมืองง่าย
- Wellness Center หรือศูนย์บริการเฉพาะทาง ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้โรงพยาบาลหลายแห่ง ทั้งโรงพยาบาลบางใหญ่และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ทำให้มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นศูนย์สุขภาพ ศูนย์ฟื้นฟู หรือคลินิกเฉพาะทางรองรับกลุ่มคนรักสุขภาพหรือผู้สูงอายุในอนาคตได้
และนอกจากการพัฒนาที่ดินฝั่งห้างบิ๊กคิงส์เดิมแล้ว TCC Group ยังมีแผนจะเชื่อมต่อถนนสองฝั่งเข้าด้วยกัน ด้วยการพัฒนาที่ดิน Big C และ Homepro ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม กลายเป็นอาณาจักรพาณิชยกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเดิมคาดว่าจะถูกพัฒนาเป็นสนามอารีน่า , Sport Club และโรงแรม ส่งผลให้ราคาที่ดินโดยรอบอาจสูงขึ้น 100,000 – 300,000 บาท/ตร.วา หากประเมินแผนก่อสร้างเมื่อเริ่มทำการรื้อถอนห้างเดิมแล้ว น่าจะใช้เวลาประมาณ 4 – 6 ปี พอดีกับมอเตอร์เวย์ M9 เปิดให้ใช้บริการนั่นเอง
บรรยากาศรอบพื้นที่ก่อสร้าง ข้อมูล ณ เดือน พฤษภาคม 2569
สำหรับการวิเคราะห์เทรนด์อสังหาฯ ในปี 2569 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยว่า โครงการ Mixes – Use ที่มี Office Building มีอัตราการเช่าและค่าเช่าสูงกว่าออฟฟิศที่เป็น Stand Alone ซึ่งเมื่อทำการสำรวจโครงการในกรุงเทพและปริมณฑล มีอัตราการเช่าสูงถึง 81% และพื้นที่ค้าปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 82% แสดงให้เห็นถึงกำลังซื้อที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากชาวต่างชาติและคนรุ่นใหม่ ถึงแม้ราคาจะมีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เห็นว่าในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา มีโครงการ Mixed – Use เกิดขึ้นหลายแห่ง และบางแห่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง
ส่วนตัวเรามองว่าโครงการ Mixed-Use บางใหญ่ แห่งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าจับตามอง ด้วยศักยภาพทำเลและสเกลการลงทุนที่พร้อมจะเป็น Mega Project สำคัญของจังหวัดนนทบุรีในอนาคต ต่อเนื่องจากความสำเร็จของ Central Westgate และ MRT สายสีม่วงที่เปิดพื้นที่ไว้ก่อนหน้า
แต่ก่อนจะไปถึงวันที่โครงการสร้างเสร็จสมบูรณ์ ชาวบางใหญ่อาจจะต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งปัญหาจราจรที่อาจติดขัดมากขึ้นจากการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M9 รวมถึงการบริหารจัดการระบบระบายน้ำเพื่อรองรับความเป็นเมืองที่หนาแน่นขึ้น ซึ่งเราคงต้องมารอดูกันว่า การขยับตัวครั้งใหญ่นี้จะเปลี่ยน ‘บางใหญ่’ ให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ในรูปแบบที่ยั่งยืนจริงหรือไม่…?
แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะ มีความเห็นยังไงกับการพัฒนา Landmark แห่งใหม่ในครั้งนี้กันบ้าง สามารถมาแชร์ข้อมูล หรือ Comment บอกกันได้นะ ครั้งหน้า Think of Living จะมีบทความหรือโครงการอะไรที่น่าสนใจอีกบ้าง อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคะ 🙂
