
ORIGIN PROPERTY เชื่อว่าหลายๆคนน่าจะรู้จักบริษัทอสังหาริมทรัพย์เจ้านี้กันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ ‘ชาวสมุทรปราการ’ เพราะ Origin เริ่มต้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในแถบนี้เป็นแห่งแรกๆ (ตรงแถวๆในซอยลาซาล-แบริ่ง) จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่อาจเรียกได้ว่า เค้าเป็นเจ้าตลาดคอนโดมิเนียมของสมุทรปราการเลยทีเดียวครับ
จากนั้นจึงเริ่มขยายตลาดไปสู่ทำเลอื่นๆ โดยเฉพาะใจกลางกรุงเทพ ปริมณฑล รวมถึงทำเลต่างจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคด้วย ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ได้มีแค่ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่ออริจิ้นยังขยายพอร์ตธุรกิจไปสู่กลุ่มธุรกิจอื่นๆด้วย กลายเป็น Business Ecosystem ที่แข็งแกร่ง และพร้อมจะเผชิญความท้าทายในทุกอุปสรรคของตลาดเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จัก บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด (มหาชน) กันให้มากขึ้นกว่าที่เคยครับ
ทำไม Origin จึงค่อย ๆ สร้าง Portfolio ที่มีถึง 5 ธุรกิจ และแต่ละธุรกิจเข้ามาเติมช่องว่างอะไรใน Business Model
แน่นอนว่า ‘ออริจิ้น’ เค้าเริ่มต้นมาจากธุรกิจคอนโดมิเนียมครับ แต่หลังจากนั้นก็จะเริ่มแตกแบรนด์หลากหลายมากขึ้น จนมาสู่ ‘บริทาเนีย’ ที่เป็นแบรนด์บ้านแนวราบ ซึ่งตอนนั้นบริทาเนียยังอยู่ภายใต้ออริจิ้นอยู่นะครับ แต่ภายหลังก็ได้แยกออกมาเป็น ‘ORIGIN VERTICAL’ ที่ดูแลในส่วนของการพัฒนาคอนโดมิเนียมโดยเฉพาะ และ ‘BRITANIA’ ที่ดูแลในส่วนของพัฒนาและดูแลโครงการแนวราบ ซึ่งทำให้กลุ่มธุรกิจมีความชัดเจนและครอบคลุมความต้องการของที่อยู่อาศัยในตลาดมากขึ้น
แต่ออริจิ้นก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ครับ เพราะเค้ายังได้ขยายพอร์ตธุรกิจ (Business Portfolio) ไปสู่กลุ่มธุจกิรอื่นๆอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 ธุรกิจหลัก และชูกลยุทธ์ ‘ORIGIN Portfolio Evolution 2026’ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ได้แก่
- ORIGIN VERTICAL : กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม
- BRITANIA : กลุ่มธุรกิจบ้านจัดสรร
- PRIMO : กลุ่มธุรกิจการให้บริการ
- ORIGIN HOTEL : กลุ่มธุรกิจโรงแรมและ Recurring Income
- ALPHA : กลุ่มธุรกิจ Logistics และ Warehouse
ซึ่งหากมอง 5 Key Drivers แยกออกจากกัน เราจะเห็นเพียง 5 ธุรกิจที่มีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ถ้ามองให้ลึกขึ้น จะเห็นว่า ทั้ง 5 ธุรกิจหลักนี้มีความเกี่ยวเนื่องและถูกสร้างมาเพื่อซัพพอร์ตกันและกันได้ โดยเฉพาะ PRIMO กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับการบริการและการบริหารจัดการนิติบุคคล ที่สามารถช่วยดูแลซัพพอร์ตได้ทั้งคอนโดมิเนียม/บ้านแนวราบ ทั้งในเครือบริษัทตนเองและโครงการทั่วไปได้ด้วย
ในส่วนของ ORIGIN HOTEL ก็สามารถสร้าง Recurring Income ให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดกับ ALPHA เป็นการขยายพอร์ตไปสู่ธุรกิจ Logistics และ Warehouse เป็นครั้งแรก เนื่องจากออริจิ้นเล็งเห็นถึงความสำคัญของทำเลยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ EEC และพื้นที่อุตสาหกรรมในโซนที่เคยไปบุกเบิกโครงการมาก่อนนั่นเอง
จาก Developer คอนโด สู่การบริหารธุรกิจที่มากกว่า ‘การขาย’
สิ่งนี้เรียกว่า Diversify หรือกระจายพอร์ตธุรกิจออกไปมากกว่าการพัฒนา Residential เพียงอย่างเดียว แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้อง “ทำทุกอย่าง” หรือขยายธุรกิจไปเรื่อย ๆ เพื่อสร้างขนาดให้ใหญ่ขึ้นเพียงเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง Portfolio ของธุรกิจที่มีรูปแบบรายได้แตกต่างกัน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างรายได้ที่หลากหลาย อีกทั้งยังเป็นการกระจายความเสี่ยงของการลงทุนได้ดีด้วย เพราะอสังหาริมทรัพย์หนึ่ง Asset ไม่ได้มีเพียงช่วงเวลาที่ “สร้างแล้วขาย” แต่มีตั้งแต่
การพัฒนา → การขาย → การบริหาร →
การสร้างรายได้ → การเพิ่มมูลค่า → การนำกลับไปลงทุน
และในแต่ละช่วงของ Cycle ก็มีธุรกิจที่เข้ามาทำหน้าที่แตกต่างกัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่า Business Ecosystem ที่สามารถสร้างมูลค่าจากอสังหาริมทรัพย์ได้หลายรูปแบบจึงมีความสำคัญ และเมื่อนำ 5 Key Drivers มาวางต่อกัน จะเห็นว่า Origin มีธุรกิจที่ครอบคลุมรูปแบบรายได้ที่แตกต่างกัน ดังนี้
- ORIGIN VERTICAL / BRITANIA → พัฒนา สร้าง และขาย Residential
- PRIMO → ให้บริการและบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์
- ORIGIN HOTEL → ดำเนินงาน Asset เพื่อสร้าง Recurring Income
- ALPHA → บริหาร Asset ประเภท Logistics & Warehouse และสร้างรายได้จากการเช่า
Key Driver 1 — ORIGIN VERTICAL
กลุ่มธุรกิจประเภท ‘คอนโดมิเนียม’ ซึ่งถือเป็น Core Bussiness หลักของออริจิ้นแต่แรกเริ่ม และปัจจุบันก็ยังเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามากที่สุดของ Origin อีกด้วย ซึ่งคอนโดของเค้าจะเน้นทำเลใกล้แนวรถไฟฟ้าและทำเลศักยภาพ โดยเจาะทั้ง Real Demand และ Investor รวมถึงยังเน้นตลาดเฉพาะอย่าง Pet Friendly ซึ่งออริจิ้นถือเป็น Developer เบอร์ต้นๆที่มีคอนโด Pet Friendly มากที่สุดรวมกว่า 25 โครงการ 4,966 ยูนิต
- จำนวนคอนโด 121 โครงการ
- จำนวนยูนิต 59,419 ยูนิต
- มูลค่ารวม 202,964 ล้านบาท
- Holding Project = 190 โครงการ มูลค่า 287,911 ล้านบาท
และในปี 2569 ออริจิ้นมีแผนจะเปิด 2 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3,500 ล้านบาท โดยจากรายชื่อจะเห็นว่าปีนี้ออริจิ้นจะเน้นแบรนด์คอนโด Segment ในกลุ่มที่มีราคาจับต้องได้ง่ายขึ้น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่/เพิ่งเริ่มทำงาน และซื้อบ้านหลังแรกมากขึ้น ประกอบด้วย
- SO Origin Cherngtalay Phukey : มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท 546 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 3.19 ล้านบาท
- SO Origin Kathu : มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท 378 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.69 ล้านบาท
นอกจากนี้ Origin ยังโดดเด่นด้านคอนโดเพื่อการลงทุนภายใต้ Investment Program บริหารปล่อยเช่าโดยทีม HHR (Hampton Hotel & Residence Management) รองรับกลุ่ม Expat จาก Corporate ขนาดใหญ่เป็นหลัก ครอบคลุมจังหวัดสำคัญที่เป็นระเบียงเศรษฐกิจหลักของประเทศรวม 18 โครงการ
- กรุงเทพฯ 6 โครงการ
- ศรีราชา ชลบุรี 6 โครงการ
- ระยอง 3 โครงการ
- ภูเก็ต 3 โครงการ
- จำนวนยูนิตทั้งหมด 3,550 ยูนิต
- มูลค่ารวม 16,480 ล้านบาท
- โอนกรรมสิทธิ์แล้ว 2,011 ยูนิต มูลค่า 7,520 ล้านบาท
Key Driver 2 — BRITANIA
กลุ่มธุรกิจประเภท ‘บ้านจัดสรร’ โดยเน้นโปรดักส์แนวราบ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ถือเป็นการขยายธุรกิจครั้งแรกของออริจิ้น ทำให้สามารถขยายตลาดและครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภคได้กว้างมากขึ้น
ปัจจุบันดำเนินธุรกิจมาครบ 10 ปีพอดีครับ (ก่อตั้งบริษัท Origin House ปี 2016) เปิดตัวโครงการแรก บริทาเนีย ศรีนครินทร์ ในปี 2017 โดยแบรนด์นี้จะโดดเด่นด้านงานดีไซน์บ้านสไตล์อังกฤษที่เป็นเอกลักษณ์ และมีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์คนหลายช่วงวัย ตั้งแต่กลุ่มเริ่มต้นสร้างครอบครัวไปจนถึงกลุ่ม High-End
- จำนวนโครงการ 50 โครงการ
- จำนวนยูนิต 64,779 ยูนิต
- มูลค่ารวม 9,766 ล้านบาท
และในปี 2026 ทางบริทาเนียมีแพลนจะเปิดใหม่ 2 โครงการ มูลค่า 2,550 ล้านบาท จากรายชื่อจะเห็นได้ว่า ในฝั่งของแนวราบปีนี้จะเน้นโปรดักส์ระดับ Luxury ราคา 30 – 50 ล้านบาทขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตรงข้ามกับฝั่งของคอนโดก่อนหน้านี้เลยครับ ประกอบด้วย
- เบลกราเวีย เอ็กซ์คลูซีฟ ปิ่นเกล้า-บรมราชชนนี : มูลค่าโครงการเฟสแรก 800 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาท
- บริทาเนีย ประชาอุทิศ 90 : มูลค่าโครงการ 1,750 ล้านบาท 202 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 7.5 ล้านบาท
Key Driver 3 — PRIMO
กลุ่มธุรกิจประเภท ‘บริการ’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะเข้ามาช่วยซัพพอร์ตทั้งลูกบ้านและ 2 Business หลักก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคอนโดมิเนียมและหมู่บ้านจัดสรร นับว่าเป็นธุรกิจที่เข้ามาเติมเต็มทำให้อสังหาริมทรัพย์มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น และออริจิ้นเองก็ไม่จำเป็นต้องจ้างบริษัทภายนอกเข้าบริหารจัดการโครงการของตัวเอง
ซึ่ง PRIMO จะเข้ามาดูแลหลังการขายและการบริหารอสังหาริมทรัพย์ด้าน Property & Living Service Ecosystem ที่ให้บริการแบบครบวงจร ครอบคลุมทุกช่วงของการอยู่อาศัย และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเจ้าของร่วม นักลงทุน และผู้อยู่อาศัยในระยะยาว
โดยให้บริการด้านการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด, ตัวแทนซื้อขาย-ปล่อยเช่าอสังหาฯ และบริการดูแลลูกบ้าน ตอบโจทย์ลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ
- จำนวนโครงการที่ดูแล 251 โครงการ
- จำนวนลูกบ้านที่ดูแลรวม 38,691 ครอบครัว
- Pre-Living Service : ประกอบด้วย United Project Management / Project Asia
- Living Service : ประกอบด้วย UNO Service / WYDE Furniture / UNO Facility Management
- Living and Earning Service : ประกอบด้วย Crown Residence / PMM Property Management / HHR (Hampton Hotel & Residence Management)
Key Driver 4 — ORIGIN HOTEL
กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง (Recurring Income) พัฒนาโรงแรม พื้นที่ค้าปลีก และอาคารสำนักงาน ภายใต้ชื่อ Origin Hotel โดยมีโมเดลธุรกิจชัดเจนตั้งแต่ Build (สร้าง) → Operate (บริหาร) → Exit (สร้างมูลค่า) → Re Investment (นำเงินกลับมาลงทุนใหม่) โดยครึ่งแรกปี 2569 สามารถปิดดีล Exit สินทรัพย์กว่า 5,000 ล้านบาท และล่าสุดประกาศร่วมทุน Hotel101 (HBNB) บริษัทจดทะเบียนใน Nasdaq ตั้งบริษัทร่วมทุน พัฒนาโรงแรม Hotel 101 Bangkok บนทำเลยุทธศาสตร์ใหม่ย่านดอนเมือง รวมถึงลงทุนพัฒนาโรงแรมใหม่ร่วมกับพันธมิตรชั้นนำระดับนานาชาติ โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่ใน Portfolio ของบริษัทฯ ได้แก่
- โรงแรมจำนวน 8 แห่ง
- ห้องพักจำนวน 1,994 Keys
- มูลค่ารวม 11,568 ล้านบาท
*ข้อมูลอ้างอิง Q2/2026
Hospitality & Tourism :
- Intercontinental Hotel Group : Holiday Inn & Suites Siracha Laemchabang / Holiday Inn Express Rayong / Hotel Indigo and Holiday Inn Express Phayathai
- Hilton : Motto Phuket Kata / Motto Rangnam
- Marriott Group : Bangkok Marriott Hotel Sukhumvit Onnut / Courtyard by Marriott Sukhumvit Onnut / Moxy Phuket Chaofah
- ACCOR : Grand Mercure Bangkok Sukhumvit 68 / Mercure Donmuang (Phahol 59) / Ibis Styles Krabi Aonang / Ibis Huahin
New Project Launch 2026 :
- Moxy Phuket Chaofah จำนวน 255 Keys
- Portobello Chaengwattana พื้นที่เชิงพาณิชย์ 6,619 ตารางเมตร
- Origin Complex Sanampao พื้นที่เชิงพาณิชย์และพื้นที่สำนักงาน 35,801 ตารางเมตร
Key Driver 5 — ALPHA
กลุ่มธุรกิจประเภท Logistics & Warehouse ภายใต้ชื่อ ALPHA (Origin x SCGJWD) ปัจจุบันดำเนินการมาแล้วกว่า 5 ปี (ตั้งแต่ปี 2021) โปรเจคแรกอยู่ที่ บางนา กม.22 หลังจากนั้นก็พัฒนาต่อเนื่องมาอีกหลายแห่ง โดยเน้นทำเลยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ EEC และแหล่งอุตสาหกรรม ได้แก่ บางนา รังสิต แหลมฉบัง บางกะดี ชลบุรี และพานทอง เป็นต้น
โดยทาง ALPHA ไม่ได้มีเพียงธุรกิจให้เช่า Warehouse สำหรับเก็บสินค้าเท่านั้น แต่ยังรับสร้าง Warehouse หรือโรงงานตามแบบที่ลูกค้าต้องการอีกด้วย โดยสินค้าแต่ละประเภทก็จะมีขนาดพื้นที่และวิธีเก็บรักษาพิเศษเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งทาง ALPHA ก็จะมีทีมงานมากประสบการณ์ที่พร้อมให้บริการตามความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจรเลยครับ
- ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 382,000 ตารางเมตร
- อัตราเช่า Occupancy 100% (*ข้อมูลอ้างอิง Q2/2026)
- โครงการที่ดูแลทั้งหมด 9 แห่ง
- ขนาดพื้นที่ 360,000 ตารางเมตร
- มูลค่ารวม 8,600 ล้านบาท
- ปี 2026 มีแผนขยายอีก 5 โครงการ พื้นที่รวมกว่า 150,000 ตร.ม. มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท
บทสรุป: เมื่ออสังหาริมทรัพย์ไม่ได้จบลงแค่ ‘การขาย’
ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในวันนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ว่า Developer จะสามารถเปิดโครงการได้มากแค่ไหน หรือขายบ้านและคอนโดได้มากเพียงใดแต่คือความสามารถในการตอบคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า
“จาก Asset ที่มีอยู่ สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าหนึ่งทางหรือไม่?”
เพราะอสังหาริมทรัพย์สามารถสร้างรายได้จากการพัฒนาและการขาย / สามารถสร้างรายได้ประจำจากการดำเนินงาน / สามารถสร้างรายได้จากการให้เช่า / สามารถต่อยอดด้วยธุรกิจบริการ และในบางจังหวะยังสามารถบริหาร Asset เพื่อสร้างมูลค่าและนำเงินกลับไปลงทุนในโอกาสใหม่ได้ นี่จึงทำให้แนวคิด Portfolio มีความสำคัญมากขึ้น
สำหรับ ORIGIN GROUP แนวคิดดังกล่าวถูกสะท้อนผ่าน 5 Key Drivers ที่ครอบคลุมทั้งธุรกิจคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร Real Estate Services โรงแรม และ Logistics & Warehouse โดยแต่ละธุรกิจสามารถเติบโตพร้อมกัน และทำหน้าที่เป็น “เครื่องยนต์” คนละตัวในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เพื่อผลักดันธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้อย่างไม่มีสะดุด
และนี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า Business Ecosystem ไม่ใช่การมีธุรกิจให้มากที่สุด แต่คือการทำให้ ธุรกิจแต่ละตัวมีบทบาทที่แตกต่างกัน และสามารถช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Portfolio ของบริษัท
“เพราะในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เติบโตไปพร้อมกันทุก Segment ความได้เปรียบจึงอาจไม่ใช่การมีเครื่องยนต์ที่แรงที่สุดเพียงเครื่องเดียว แต่คือการมีเครื่องยนต์หลายตัวที่รู้ว่า เมื่อไหร่ควรจะเร่ง และเมื่อไหร่ควรต้องรับช่วงต่อ”
และนี่คือเหตุผลที่การมองธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผ่านคำว่า Portfolio และ Business Ecosystem กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในวันที่ “การขาย” อาจไม่ใช่คำตอบเดียวของการเติบโตอีกต่อไป แต่ทุกธุรกิจจะต้องสามารถซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน และส่งเสริมให้บริษัทสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงครับ
