เราได้ข่าวเรื่องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ใช้ลดหย่อนภาษีได้มาสักพักใหญ่ๆ ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 แล้วใช่มั้ยคะ ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้ออกมาประกาศใช้ ‘มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย’ อย่างเป็นทางการเรียบร้อย ซึ่งสามารถลดได้สูงสุดถึง 200,000 บาทเลยนะ ใครที่มีวางแผนจะติดตั้งโซลาร์เซลล์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนี้ก็สามารถทำได้เลยนะ  หรือใครกำลังชั่งใจอยู่ ก็ยังมีเวลาให้ตัดสินใจไปจนถึง 31 ธันวาคม 2571 เลยค่ะ

หลายคนอาจตั้งคำถาม ว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์จะคุ้มค่าจริงมั้ย เพราะมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเช่นกัน แลกกับการนำมาลดหย่อนภาษีนั้นน่าลงทุนหรือเปล่า หรือคนแบบไหนที่ควรจะเข้าร่วมกับมาตรการนี้ ในบทความนี้เราจะพาเพื่อนๆมาหาคำตอบไปด้วยกัน และสอนคำนวณความคุ้มค่าไปพร้อมๆกันเลยค่ะ

ใครสามารถใช้สิทธิ์ตามมาตรการติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้บ้าง?

ก่อนอื่นเราต้องมารู้กันก่อน ว่าใครบ้างที่มีสิทธิ์ใช้มาตรการนี้ เรียกว่าแทบทุกคนเลยค่ะ นั่นคือ บุคคลทั่วไปที่ทำงานมีรายได้ และเสียภาษีตามปกติ (ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล)

นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขในการใช้สิทธิ์ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดหย่อนภาษีอีกเล็กน้อย

  • ติดตั้งที่ “บ้านพักอาศัย” เท่านั้น ไม่นับโรงงาน , ออฟฟิศ , อาคารพาณิชย์และนิติบุคคลนะคะ
  • คนที่จะใช้สิทธิ์นี้ลดหย่อนภาษี “ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านหลังนั้น”  โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของบ้าน หรือ มีชื่อในทะเบียนบ้านก็ได้ค่ะ
  • สิทธิการลดหย่อนภาษี 1 บุคคล ต่อ 1 มิเตอร์ ต่อ 1 ระบบ หากมีชื่อเป็นเจ้าของหลายมิเตอร์ ก็สามารถใช้สิทธิได้เพียงมิเตอร์เดียวเท่านั้น
  • โซลาร์เซลล์ที่เราติดตั้งต้องออกใบกำกับภาษีให้เราเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Tax Invoice เท่านั้น ใบเสร็จที่เป็นกระดาษทั่วไปจะใช้ไม่ได้

ขอบคุณภาพจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

  • หากติดตั้งโซลาร์เซลล์มาก่อนเริ่มใช้มาตรการ แล้วต้องการติดตั้งเพิ่ม การลดหย่อนภาษีจะถูกนำมาคิดเฉพาะรอบที่ติดตั้งเพิ่ม และกำลังไฟที่ติดตั้งรวมทั้งหลังแล้วต้องไม่เกิน 10 Kw  

ขอบคุณภาพจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

  • ต้องเป็นการติดโซลาร์เซลล์ ต้องเป็นระบบที่มีการเดินเรื่องเชื่อมต่อกับการไฟฟ้าเท่านั้น (เชื่อมต่อกับ กฟน. หรือ กฟภ.) หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่าระบบ On Grid คือ ระบบที่ไม่มีแบตเตอรี่เก็บไฟสำรองไปใช่ช่วงกลางคืน
    ซึ่งตอนกลางวันก็ใช้ไฟฟ้า Solar Cell จากแสงอาทิตย์โดยตรง ส่วนตอนกลางคืนก็จะสลับมาไฟจากการไฟฟ้าตามปกติ รวมถึงระบบ On Grid ที่มีแบตเตอรี่เสริมหรือระบบ Hybrid ก็สามารถใช้สิทธิ์ได้เช่นเดียวกัน

หากเราต้องการเข้าร่วมมาตรการ ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ?

ขอบคุณภาพจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) จากบริษัทที่ติดตั้ง เพื่อเป็นหลักฐานในการจ่ายเงิน
  • เอกสารขออนุญาตเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า
  • เอกสารอนุมัติให้ขนานไฟฟ้า


ลดหย่อน 200,000 บาท คิดจากอะไร ?

คิดจากค่าใช้จ่ายตามจริง โดยรวมค่าแรง + ค่าอุปกรณ์ในการติดตั้งเต็มจำนวน เเบ่งเป็นดังนี้

  • ตัวเครื่อง Inverter สำหรับแปลงกระแสไฟฟ้า
  • แผง Solar Cell สำหรับติดตั้งบนหลังคาบ้าน
  • ค่าแรงติดตั้ง และอื่นๆ

โดยนำมาคิดลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท  ต่อมาเรามาดูค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์กันบ้างนะคะ ต้องบอกเพื่อนๆก่อนว่าเลทราคาติดตั้งโซลาร์เซลล์ มีหลายระดับราคา แต่ครั้งนี้เรารวบรวมราคาค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์จากบริษัทเอกชนไปจนถึงหน่วยงาน MEA SOLAR (กฟน.) และ PEA SOLAR (กฟภ.) เป็นหลักนะคะ

**หมายเหตุ : ความประหยัดค่าไฟในตาราง เป็นการประมาณจากการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตในตอนกลางวันแบบเต็ม limit ในทุกๆวัน ซึ่งความเป็นจริงเราก็อาจไม่ได้ใช้เต็มทั้งโควต้าก็ได้ หรือปริมาณแสงแดดในวันนั้นไม่เยอะ ก็จะผลิตไฟฟ้าได้น้อย เป็นต้น

ควรติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดไหน

ต้องบอกก่อนว่าวิธีการคำนวณหาระยะคืนทุน มีหลายวิธีเลยนะ แต่เราเลือกวิธีที่คิดคำนวณง่ายไม่ซับซ้อนนัก และอธิบายถึงที่มาที่ไป เพื่อให้ทุกคนเข้าใจง่ายขึ้นค่ะ การคำนวณต่อไปนี้เป็นเพียงวิธีคำนวณคร่าวๆ เมื่อคำนวณเสร็จแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะอีกทีนะคะ

หากเราอยากทราบว่าต้องติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดเท่าไร ต้องมาคิดทีละขั้นเริ่มจากคำนวณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยของบ้านใน 1 ปี จริงๆจะมีวิธีคิดหลายแบบมากเลยนะ แต่เราขอเลือกแบบที่เข้าใจง่ายๆ โดยคำนวณจากค่าไฟรายเดือนของบ้านเรา มาหารด้วยค่าไฟต่อหน่วยก็จะได้จำนวนไฟฟ้าที่เราใช้ต่อเดือน

สมมติว่าบ้านของเรามีค่าไฟ 3,000 บาท/เดือน และค่าไฟต่อหน่วยคือ 4 บาทต่อหน่วย

การใช้ไฟต่อเดือนจะเท่ากับ 3,000 / 4 =  750 kWh/เดือน ดังนั้นใน 1  ปี เราก็จะใช้ไฟ 750 x 12 = 9,000 kWh/ปี หากเราใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวัน ที่ต้องพึ่งพาโซลาร์เซลล์ สัก 50 % หรือครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ระบบ On Grid ใช้งานเฉพาะช่วงกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนใช้ไฟฟ้าแบบปกติ  ไฟฟ้าที่นำมาคำนวณจึงเป็นเฉพาะเวลากลางวัน ก็จะใช้ไฟฟ้า 4,500 kWh/ปี

การผลิตไฟฟ้าของโซลาร์เซลล์ทั่วไปกำลังผลิตไฟฟ้า  1 kW ที่ติดตั้งบนหลังคา จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1,200 kWh ต่อปี

ดังนั้น 4,500 / 1,200 = 3.75 kW เราจึงสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ 3-5 kW ได้เลยค่ะ หากเป็นคนไม่ค่อนอยู่บ้านช่วงกลางวัน แนะนำให้ติดตั้ง 3 kW แต่ถ้าเราเป็นคนที่อยู่บ้านช่วงกลางวันบ่อยๆ แนะนำให้ติดตั้ง 5 kW เผื่อไว้ค่ะ

**หากใครไม่อยากคำนวณให้วุ่นวาย สามารถใช้เว็บ PEA คำนวณได้ที่นี่ : คำนวณขนาด Solar Rooftop
สำหรับคนที่ใช้ไฟฟ้าของ กฟน. จะลองคำนวณแล้วไป Recheck กับทางการไฟฟ้าอีกทีก็ได้นะ


คำนวณความคุ้มค่าและจุดคืนทุน

ขอบคุณภาพจาก กฟภ.

ประหยัด 1 : ประหยัดค่าไฟ

เราขอยกตัวอย่างมาจากหัวข้อที่แล้วเลยนะคะ โดยใช้ข้อมูลอ้างอิงต่างๆ จาก PEA SOLAR (กฟภ.)

กรณีเลือกติกตั้งโซลาร์เซลล์ 3 kW : หากเราเป็นคนที่ใช้ชีวิตทั่วไป ออกไปทำงานช่วงกลางวันจะมีใช้ไฟฟ้าตอนเช้าบ้าง เน้นใช้ไฟฟ้าตอนกลางวันแค่ช่วงเสาร์-อาทิตย์ จึงเลือกติดตั้งโซลาร์เซลล์ 3 kW ราคา 111,280 บาท ช่วยประหยัดค่าไฟ 1,500 บาท/เดือน หรือ 18,000 บาท/ปี

หากอยากรู้ว่า เราต้องใช้เวลากี่ปีกว่าจะคุ้มทุน ให้เอาค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทั้งหมด หารด้วย ค่าไฟที่เราประหยัดไปใน 1 ปี สำหรับตัวอย่างนี้จะใช้เวลาประมาณ 6 ปีเศษในการคืนทุนทั้งหมดค่ะ

กรณีเลือกติกตั้งโซลาร์เซลล์ 5 kW : หากเราเป็นคนที่อยู่บ้านช่วงกลางวันเป็นหลัก เช่น Work From Home บ่อยๆ หรือมีพ่อ , แม่อยู่ช่วงกลางวันตลอด ส่วนกลางคืนไม่ค่อยได้ใช้ไฟฟ้าเลย จึงเลือกใช้โซลาร์เซลล์ 5 kW ราคา 142,400 บาท ช่วยประหยัดค่าไฟ 2,500 บาท/เดือน หรือ 30,000 บาท/ปี

หากเราใช้ไฟฟ้าค่อนข้างเยอะช่วงกลางวัน และติดตั้งโซลาร์เซลล์ 5 kW  จะใช้เวลาคืนทุนประมาณ 4 ปีกว่าๆ เกือบ 5 ปี แม้ว่าโซลาร์เซลล์ 5 kW จะมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งที่มากกว่า แต่กลับใช้ระยะเวลาคืนทุนที่ไวกว่าแบบ 3 kW ทั้งนี้เรามองว่าขึ้นอยู่กับ Life Style เจ้าของบ้านด้วยนะ เพราะหากเราติดตั้งแบบ 5 kW แต่ไม่ค่อยได้อยู่บ้านช่วงกลางวัน ก็อาจเป็นยืดระยะเวลาคืนทุนไปอีก

**อุปกรณ์ต่างๆมักมีระยะประกัน หากมีปัญหาจะมีบริการซ่อมแซ่มฟรี ซึ่งส่วนใหญ่จะมีระยะประกันประมาณ 5-10 ปี หากหมดระยะประกัน อาจต้องเตรียมเงินสำหรับบำรุงรักษา 2,000-10,000 บาท / ครั้ง ขึ้นกับกำลังในการผลิตไฟฟ้าและตัวเครื่อง Inverter

ประหยัด 2 : ประหยัดค่าเสียภาษี

สิ่งต่อมาคือการนำเอาค่าใช้จ่ายในการติดตั้งไปลดหย่อนภาษี ในกรณีนี้ติดตั้งแบบ 3 kW มีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 111,280 บาท ซึ่งไม่ถึง 200,000 บาท จึงนำมาลดหย่อนภาษีได้เต็มๆเลยค่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้เงินคืน 111,280 บาทเข้ากระเป๋านะ ตรงนี้หมายถึงเราสามารถเอาตัวเลข 111,280 หักออกจากรายได้สุทธิก่อนนำไปคำนวณภาษีนั่นเอง

**รายได้สุทธิ คือ รายได้ทั้งปีที่นำไปหักค่าใช้จ่ายตามกฎหมายแล้ว แต่ยังไม่ได้หักลดหย่อนใดๆ

กรณีไม่ลดหย่อนภาษี : หากเรามีรายได้สุทธิทั้งปีอยู่ที่ 500,000 บาท และไม่มีการลดหย่อนภาษีเลยจะต้องเสียภาษีประมาณ

150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี
150,000 บาท ถัดมา (150,000-300,000) : 150,000 x 0.05 = 7,500 บาท
200,000 บาท ถัดมา (300,000-500,000) : 200,000 x 0.1 = 20,000 บาท
ดังนั้นต้องเสียภาษี 7,500 + 20,000 = 27,500 บาท

กรณีลดหย่อนภาษี : หากเรามีรายได้สุทธิทั้งปีอยู่ที่ 500,000 บาท และใช้ ‘มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย’ ดังนั้นรายได้สุทธิเราจะถูกหักค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ออก

  • หากติดตั้งโซลาร์เซลล์ 3 kW : รายได้สุทธิอยู่ที่ 500,000 – 111,280 = 388,720 บาท แล้วจึงนำเงินก้อนนี้ไปคำนวณภาษี ซึ่งจะต้องเสียภาษีประมาณ

150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี
150,000 บาท ถัดมา (150,000-300,000) : 150,000 x 0.05 = 7,500 บาท
88,720 บาท ถัดมา (300,000-388,720) : 88,720 x 0.1 = 8,872 บาท
ดังนั้นต้องเสียภาษี 7,500 + 8,872 = 16,372 บาท

เราสามารถสรุปได้ว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 3 kW จะทำให้เราประหยัดเงินที่ต้องเสียภาษีในปีนั้นที่เรายื่นไป 27,500 – 16,372 = 11,128 บาท

ในปีที่ติดตั้งและเข้าร่วมมาตรการ เราจะสามารถประหยัดได้ทั้งค่าไฟต่อปี + ค่าภาษีที่เราต้องเสีย เราจึงประหยัดเงินไป 18,000 + 11,128  =  29,128 บาท

  • หากติดตั้งโซลาร์เซลล์ 5 kW : รายได้สุทธิอยู่ที่ 500,000 – 142,400 = 357,600 บาท จะต้องเสียภาษีประมาณ

150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี
150,000 บาท ถัดมา (150,000-300,000) : 150,000 x 0.05 = 7,500 บาท
57,600 บาท ถัดมา (300,000-357,600) : 57,600 x 0.1 = 5,760 บาท
ดังนั้นต้องเสียภาษี 7,500 + 5,760 = 13,260 บาท

เราสามารถสรุปได้ว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 5 kW จะทำให้เราประหยัดเงินที่ต้องเสียภาษีในปีนั้นที่เรายื่นไป 27,500 – 13,260 = 14,240 บาท นับเงินที่เราประหยัดในการเสียภาษีอาจดูน้อยกว่าการติดตั้งแบบ 3 kW แต่หากเรารวมค่าไฟต่อปีกับค่าภาษีที่เราหยัดได้ ในปีที่เข้าร่วมมาตรการ เราประหยัดเงินไป 30,000 + 14,240 =  44,240 บาท


สรุป

เรามองว่า “มาตรการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี” เป็นการสนับสนุนให้คนไทยมาใช้พลังงานทดแทน และเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งค่าภาษีและค่าไฟในแต่ละปี แต่เราต้องเลือกขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งานด้วยนะคะ ไม่งั้นอาจกลายเป็นการเพิ่มค่าใช้ง่ายเกินความจำเป็นและใช้เวลานานกว่าจะคืนทุน

เราสามารถคำนวณขนาดติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ที่ https://peasolar.pea.co.th/calculation/หรือ https://greener.bangkok.go.th/solarcity

การติดโซลาร์เซลล์คุ้มมั้ย ?

เราต้องบอกเลยว่าคุ้มค่าแน่นอน จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งาน และขนาดกำลังไฟฟ้า แต่ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่คุ้มค่าเป็นพิเศษ

  • คนที่มีแพลนจะติดตั้งโซลาร์เซลล์อยู่แล้ว ก็มีผลพลอยได้เรื่องนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้
  • คนที่เน้นใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวัน เช่น Work From Home บ่อยๆ จะช่วยประหยัดไปได้เยอะเลย คนกลุ่มนี้ดูจะคุ้มค่าที่สุดเลยค่ะ เพราะแต่ละเดือนลดค่าไฟไปได้เยอะมาก
  • คนที่กำลังหารายจ่ายไปลดหย่อนภาษี เพราะโดยปกติแล้วการจ่ายเงินลดหย่อนภาษีจะเป็นการจ่ายออกไปเปล่าๆ เช่น บริจาค , ซื้อประกันก็อาจได้ใช้บ้างหากเจ็บป่วย แต่การนำค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ไปลดหย่อนภาษี เป็นการจ่ายเพื่อประหยัดค่าไฟในทุกๆเดือน ซึ่งเราเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ


เป็นยังไงบ้างคะกับบทความ ‘ ติดตั้ง Solar Rooftop ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท คุ้มจริงมั้ย ? เหมาะกับใคร ? ’ เราหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์สำหรับคนที่กำลังพิจารณาจะติดตั้งโซลาร์เซลล์ ไว้ครั้งหน้าทาง Think of Living จะมีบทความน่าสนใจอะไรอีกบ้าง ติดตามกันต่อได้เลย 😊