รีวิวฉบับที่ 1647 …สวัสดีครับวันนี้พาไปชมคอนโดสร้างเสร็จพร้อมอยู่โครงการ Whizdom Station รัชดาท่าพระ จาก Magnolia เป็นคอนโด High Rise  ตั้งอยู่ทำเลฝั่งธนฯติดถนนรัชดาภิเษก ตรงข้าม The Mall ท่าพระ ใกล้รถไฟฟ้า BTS ตลาดพลู 100 m. โครงการออกแบบให้สะท้อนทำเลที่ตั้งย่านตลาดพลู ด้วยบรรยากาศแบบบ้านสวนเพื่อการอยู่อาศัยที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ตัวห้องเน้นพื้นที่ใช้สอย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ในราคาเริ่มต้น 7.52 ล้านบาท

Fact @ 2 August 2018

  • Whizdom Station Ratchada – Thapra (วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา – ท่าพระ)
  • Magnolia Quality Development Corporation Limited
  • UPPER – HIGH CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ในเขต : ธนบุรี
  • คอนโด High Rise 37 ชั้น 1 อาคาร 690 ยูนิต ร้านค้า 6 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 23 ยูนิตที่ชั้น 8 – 33
  • ที่จอดรถประมาณ 295 คัน ไม่รวมจอดซ้อนคันคิดเป็น 43%
  • ที่ดินประมาณ 3-0-53.2  ไร่
  • สร้างเสร็จพร้อมอยู่ : 2018
  • Studio 22 ตร.ม.
  • 1 Bedroom 26 – 35 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms 47 – 60 ตร.ม.
  • Penthouse  40 – 78 ตร.ม.
  • ฝ้าเพดานสูง 2.65 เมตร
  • ปัจจุบันโครงการเหลือแต่ห้อง 2 Bedrooms ขนาด 60.02 ตารางเมตร แค่ 3 ยูนิตเท่านั้น
  • ราคา 7.52 – 7.82 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 125,400 – 130,400 บาท/ตร.ม.
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • โทร  :  1265

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วครับ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างครับ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.713632, 100.478317

แผนที่จากทางโครงการครับ ตั้งอยู่ฝั่งธนฯ บนถนนรัชดาภิเษก ตรงข้ามกับ The Mall ท่าพระ ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS ตลาดพลู และ BRT สถานีราชพฤกษ์

มาดูแผนที่จริงกันนะครับ Whizdom รัชดา-ท่าพระ ตั้งอยู่บนถนนรัชดาภิเษก(ฝั่งขาออก) ใกล้กับแยกถนนรัชดาตัดกับถนนราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นทำเลในย่านฝั่งธนฯ และสามารถเข้าเมืองได้ง่ายโดยใช้เส้นถนนรัชดาภิเษกข้ามสะพานพระราม 3 เพื่อไปยังพระราม 3 หรือยานนาวา ซึ่งมีอาคารสำนักงานตั้งอยู่หลายแห่ง หรือจะใช้ถนนราชพฤกษ์ข้ามสะพานตากสินไปยังสีลม สาทร ซึ่งเป็น CBD ใจกลางเมืองธุรกิจที่มีความเจริญมาก และสามารถใช้ถนนกัลปพฤกษ์หรือถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินเพื่อไปทางวงแหวนกาญจนา พระราม 2 ที่เป็นแหล่งโรงงานอุสาหกรรมและโกดังต่างๆ จะสังเกตได้ว่าจะมีรถบรรทุกขนาดใหญ่ใช้เส้นทางวงแหวนกาญจนาในการคมนาคมและขนส่งสินค้ากันเยอะมาก นอกจากจะเข้าเมืองได้ง่ายแล้วยังเป็นทำเลที่ออกเมืองได้ง่ายอีกด้วย สามารถใช้ถนนเพชรเกษมเพื่อไปบางแค นครปฐม ประจวบฯ หัวหิน หรือลงใต้ได้ง่ายๆอีกด้วย

ด้านความอุดมสมบูรณ์ ต้องขอเกริ่นก่อนว่าทำเลนี้เป็นโซนนอกเมืองซึ่งอาจไม่เจริญหรือคึกคักเหมือนทำเลในเมืองอย่างสีลม สาทร หรือพระราม 9 โดยทำเลทางฝั่งธนฯนี้จะมี The Mall ท่าพระ เป็นศูนย์กลางห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ของคนในย่านนี้มานาน จึงทำให้มีชุมชนและตลาดเกิดขึ้นอยู่รายล้อมห้างนี้กันอย่างคึกคักอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ตลาดนัดช่วยไทยพลาซ่าเก่า , ตลาดซอย 13 , ห้าง BigC และตลาดพลูที่แยกตลาดพลู ถ้าข้ามสะพานพระราม 3 มาหน่อยก็จะมี Asiatique ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุงติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแหล่งช้อปปิ้งและร้านนั่งชิลล์ที่เต็มไปด้วยชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนเดินทางมาเที่ยวกันคึกคักตลอดทั้งปี สถานศึกษาละแวกนี้ที่ใกล้ๆก็จะมีวิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ , รร.สตรีวัดอัปสรสวรรค์ , รร .บางไผ่ และ ม.ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ส่วนโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดคือ รพ.สมิติเวช , รพ.พญาไท 3 และ รพ.สมเด็จเจ้าพระยา

เรื่องการเดินทางในสมัยก่อนการเข้าเมืองจากทางฝั่งธนฯ จะต้องพึ่งเส้นทางจากสะพานพระราม 3 และสะพานตากสิน ในการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาเท่านั้น จึงทำให้รถค่อนข้างติดมากในช่วงเวลาเร่งด่วน เพราะจากถนนเส้นใหญ่หลายๆเส้นถูกบีบเพื่อขึ้นสะพานเดียวจนกลายเป็นคอขวด แต่การมาของรถไฟฟ้า BTS ก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในย่านนี้ไม่น้อย ซึ่งนอกจากการเดินทางเข้าเมืองจะสะดวกมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ลักษณะการอยู่อาศัยของคนในย่านนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่เป็นชุมชนแนวราบก็เริ่มมีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นก่อหน้าที่จะมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าถึง 5 – 6 ปี โดยเฉพาะตามแนวเส้นถนนราชพฤกษ์ที่ล้วนแต่เป็นคอนโด High Rise ที่มีราคาเปิดตัว 50,000 – 60,000 บาท/ตารางเมตร โดยในปัจจุบันราคาได้ขยับขึ้นไปเกือบ 100,000 บาท/ตารางเมตรแล้ว และเริ่มมีโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นบนเส้นถนนรัชดาภิเษกในเวลาต่อมา ไม่เว้นแม้แต่โครงการ Whizdom รัชดา-ท่าพระ เองก็มาจับจองทำเลบนถนนเส้นนี้ โดยอยู่ฝั่งตรงข้าม The Mall ท่าพระ และอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้า BTS สถานีตลาดพลู

จากตัวโครงการมีระยะห่างจากสะพานสถานีรถไฟฟ้า BTS ตลาดพลู เพียงแค่ 100 m. เท่านั้น หรือจะใช้สะพาน BTS ข้ามไปฝั่งตรงข้ามเพื่อไปขึ้นรถ BRT สถานีราชพฤกษ์ แค่ 350 m. ก็ยังอยู่ในระยะที่เดินได้สบายๆ นอกจากนี้ยังมีการเดินทางโดยไม่ใช้รถด้านอื่นๆที่สะดวกมากๆ เนื่องจากตัวโครงการมีที่ดินติดถนนใหญ่รัชดาภิเษกจึงทำให้มีทั้งวินมอไซค์เล็กๆและป้ายรถเมล์(ป้าย The Mall ท่าพระ) อยู่หน้าโครงการด้วย หรือจะใช้สะพานลอยที่อยู่หน้าโครงการเพื่อข้ามไปขึ้นป้ายรถเมล์ที่ฝั่งตรงข้ามเพื่อเข้าเมืองก็ได้นะ และถ้าเดินมาที่ซอยรัชดาภิเษก 15 ก็จะมีวินมอไซค์ขนาดใหญ่อยู่หน้าปากซอยที่คอยให้บริการอีกด้วย

พามาดูการเดินทางจากรถไฟฟ้า BTS สถานีตลาดพลู กันสักหน่อยนะครับ เราสามารถใช้ทางออกที่ 3 เพื่อไปลงที่ถนนรัชดาภิเษกฝั่งขาออกได้โดยเดินตรงไปตามลูกศร

เดินมาสักพักเราจะเจอบันได ให้ใช้ทางลงตรงนี้ซึ่งเป็นทางออกที่ 3 ได้เลย แต่ถ้าเดินตรงต่อไปจะสามารถข้ามถนนรัชดาภิเษกไปฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นฝั่งขาเข้าและเป็นเส้นทางใช้เดินไปขึ้น BRT เพื่อเข้าเมืองไปพระราม 3 ได้ด้วย

แต่ก่อนจะลงจากสถานีผมจะพามาเดินดูด้านบนสะพานกันต่อสักหน่อย ถ้าเรามองไปทางซ้ายของสะพานจะเห็นสี่แยกถนนรัชดาตัดกับถนนราชพฤกษ์ ตรงไปจะสามารถไปแยกตลาดพลู-ท่าพระได้ ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปบางหว้า-วุฒากาศ ส่วนถ้าไปทางขวาตามป้ายจะสามารถไปถนนกรุงธนบุรี ข้ามสะพานตากสินไปสีลม-สาทรได้ด้วย

เมื่อหันกลับมามองทางด้านขวาของสะพานลอยซึ่งเป็นถนนรัชดาภิเษกมุ่งหน้าเข้าเมืองไปทางพระราม 3 จะมองเห็นตึกสูงซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมอยู่หลายตึกเลยทีเดียว และตึกใหญ่ทางด้านขวาที่ใกล้รถไฟฟ้ามากที่สุดก็คือ Whizdom รัชดา-ท่าพระ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ The Mall ท่าพระ ทางด้านซ้ายพอดี

เมื่อลงบันไดมาจากทางที่ 3 จะลงมาตรงแยกรัชดา-ราชพฤกษ์ ทางฝั่งขาออกพอดี

จากตรงนี้ให้เดินไปตามทางอีกประมาณ 100 m. โดยทางด้านขวาจะเป็นที่เปล่ารอการพัฒนาและระหว่างทางจะผ่านอพาร์ทเม้นท์นันทวัลย์ทางขวามือเพียงอาคารเดียวเท่านั้น

ทางเดินกว้างสามารถเดินได้สะดวกไม่อันตราย มีร่มเงาของต้นไม้เป็นระยะ ถือว่าเดินได้ไม่ร้อนมากครับ

ระยะ 100 m. เดินมาสบายๆใกล้ๆ เราก็มาถึงหน้าโครงการ Whizdom รัชดา-ท่าพระ กันแล้วครับ ฝั่งตรงข้ามเป็น The Mall ท่าพระ

มองขึ้นไปดูตึกด้านบน ตอนนี้โครงการสร้างเสร็จ 100% พร้อมอยู่แล้วนะ ตัวอาคารเป็นสีเข้มโดดเด่นสะดุดตาและหรูหราสวยงาม

มาดูการเดินทางด้วยรถยนต์กันบ้าง สำหรับวันนี้ผมมาจากทางพระราม 3 โดยข้ามสะพานพระราม 3 มาลงที่ถนนรัชดาภิเษก ขับผ่านแยกบุคคโลและแยกมไหสวรรย์ มาเรื่อยๆประมาณ 3.5 km. ก็จะมาถึงโครงการ Whizdom รัชดา-ท่าพระ ที่อยู่ทางซ้ายมือฝั่งตรงข้ามกับ The Mall ท่าพระ

เริ่มต้นที่ถนนพระราม 3 ให้ขับรถตามป้าย สะพานกรุงเทพ เพื่อขึ้นสะพานลอยข้ามแยกต่างๆของถนนพระราม 3 มาเรื่อยๆเลยครับ

ขับตรงมาสักพักเราจะเจอกับ BRT สถานีเจริญราษฏ์ ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายบนถนนพระราม 3 นี้ก่อนจะขึ้นสะพานพระราม 3 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปทางฝั่งธนฯ ซึ่งจากตรงนี้ให้เตรียมตัวชิดขวาเพื่อขึ้นสะพานครับ (จากภาพผมวิ่งอยู่เลนของรถ BRT เพื่อถ่ายภาพสถานีให้ดูเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วเราควรวิ่งเลนด้านนอกนะครับ)

สังเกตป้าย ถนนรัชดาภิเษก ให้ชิดขวาเพื่อขึ้นสะพานพระราม 3 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปฝั่งธนฯครับ

ขับตรงไปตามป้าย ถนนรัชดาภิเษก เรื่อยๆ (ถ้าเบี่ยงออกซ้ายจะไปลงที่ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินได้)

เมื่อลงสะพานพระราม 3 มาก็จะเป็นถนนรัชดาภิเษกแล้ว ด้านหน้ามีคอนโดตึกสูงดูเจริญและคึกคักเลยไม่น้อยทีเดียว จากตรงนี้ให้ขับตรงต่อไปครับ

จุดสังเกตจะมีปั้มเชลล์ทางด้านซ้าย และมี The Mall ท่าพระ อยู่ทางด้านขวา และตึกสูงทางซ้ายด้านหน้าคือ Whizdom รัชดา-ท่าพระ ที่เป็นจุดหมายของเรา ให้เตรียมตัวชิดซ้ายได้เลย

ผ่านสะพานลอยมาแล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้าสู่โครงการ Whizdom รัชดา-ท่าพระ ได้เลยครับ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะครับ

สภาพแวดล้อมโดยรอบโครงการเต็มไปด้วยชุมชนและบ้านพักอาศัย รวมถึงมีคอนโด ห้างสรรพสินค้า และตลาดอยู่ในบริเวณใกล้เคียงอยู่ด้วย สามารถสรุปได้ ดังนี้

ที่ความสูงชั้นดาดฟ้าของโครงการทางฝั่ง ด้านทิศเหนือ ติดกับ อพาร์ทเม้นท์สูง 5 ชั้น และมองถัดออกไปจะเห็นรถไฟฟ้า BTS สถานีตลาดพลู, แยกรัชดา-ราชพฤกษ์, คอนโด Aspire สูง 30 ชั้น และมองออกไปได้วิวเมืองทางท่าพระ

ที่ความสูงชั้นดาดฟ้าของโครงการทางฝั่ง ด้านทิศใต้ ติดกับ ตลาดไทยช่วยไทยพลาซ่า และมองถัดออกไปทางด้านซ้ายเป็นคอนโด Supalai Loft สูง 35 ชั้น ตรงกลางเป็นคอนโด The Parkland สูง 29 ชั้น กับคอนโด U Delight สูง 27 – 34 ชั้นเช่นกัน และมองออกไปได้วิวทางพระราม 3

ที่ความสูงชั้นดาดฟ้าของโครงการทางฝั่ง ด้านทิศตะวันออก เป็นทางเข้าโครงการติดกับถนนรัชดาภิเษก ฝั่งตรงข้ามเป็น The Mall ท่าพระ, ทางด้านซ้ายเป็นแนวคอนโดสูงที่ติดริมถนนราชพฤกษ์ และมองออกไปทางสาทรจะเห็นวิวเมืองตึกสูงไกลๆ  ส่วนทางด้านทิศตะวันตก ติดกับ Casa Condo สูง 8 ชั้นและ 27 ชั้น มองออกไปทางพระราม 2

มาเดินดูรอบๆโครงการกันครับ เริ่มที่ด้านหน้าโครงการมีทางเข้า-ออกรถยนต์อยู่ติดถนนใหญ่รัชดาภิเษก

หลังจากที่เราได้ดูทางขวาของโครงการผ่านเส้นทางไปรถไฟฟ้า BTS กันมาแล้ว คราวนี้เราจะมาดูทางด้านซ้ายของโครงการกันบ้างนะครับ ด้านหน้าโครงการจัดเป็นสวนสีเขียวโดยไม่มีต้นไม้ทึบมาทำให้โครงการดูอึดอัด ทำให้ได้พื้นที่เชื่อมต่อกับภายนอกได้ดี และมีพี่วินมอไซค์เล็กๆคอยให้บริการถึงด้านหน้าเลยด้วย สะดวกมากๆ

และเนื่องจากด้านหน้าโครงการจะมีสะพานลอยที่สามารถข้ามไปยังฝั่ง The Mall ได้ โครงการจึงออกแบบให้มีทางเดินตัดพื้นที่สวนด้านหน้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านสามารถเดินมาใช้สะพานลอยได้ง่ายมากขึ้น

เลยสะพานลอยมาหน่อยก็จะมีป้ายรถเมล์ The Mall ท่าพระ ทำให้เรียกรถประจำทางได้ง่าย

ติดกันก็จะมีตลาดอยู่ด้านหน้าไทยช่วยไทยพลาซ่า ซึ่งจะมีร้านค้ามาเปิดให้บริการทั้งรอบเช้า บ่าย และช่วยเย็นก็จะมีตลาดนัดที่เปิดทุกวันอีกด้วย ในส่วนของไทยช่วยไทยพลาซ่านั้นส่วนตลาดสดถูกรื้อปรับปรุงแล้ว แต่โซนตลาดนัดด้านหลังยังคงมีอยู่ โดยจะเปิดช่วงเย็นตั้งแต่เวลาประมาณบ่าย 3 – 4 โมงเป็นต้นไปสัปดาห์ละ 2 วันอีกด้วย

ร้านขายของกินจะมีตลอดทางยาวมาจนถึงซอยรัชดา 15 ซึ่งนอกจากร้านค้าริมทางแล้วยังมีร้านอาหารอยู่หลายร้านอีกด้วย ถือว่าหาของกินได้ง่ายมากๆครับ

นอกจากนี้ตรงปากซอยรัชดา 15 ยังมีวินมอไซค์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่อีกด้วยนะ ราคาตามป้ายนี้เลย

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • เดอะมอลล์ ท่าพระ ~ 30 ม.
  • ไทยช่วยไทยพลาซ่า ~ 35 ม.
  • ธนาคารกสิกรไทย ~ 68 ม.
  • ตลาดซอย 13 ~ 147 ม.
  • วัดบางสะแกใน ~ 500 ม.
  • Max Valu ~ 600 ม.
  • ตลาดพลู ~ 1.9 กม.
  • วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ ~ 2 กม.
  • บิ๊กซี  ~ 2.1 กม.
  • โรงเรียน สตรีวัดอัปสรสวรรค์ ~ 2.7 กม.
  • วงเวียนใหญ่  ~ 3.4 กม.
  • โรงพยาบาล พญาไท 3 ~ 3.7 กม.


เจาะลึกตัวโครงการ

ภาพรวมของโครงการ Whizdom รัชดา-ท่าพระ เป็นคอนโด High Rise สูง 37 ชั้น 690 ยูนิต ตั้งอยู่บนถนนรัชดาภิเษกฝั่งขาออกตรงข้ามกับ The Mall ท่าพระ บนพื้นที่ขนาดประมาณ 3-0-53.2  ไร่ ตัวอาคารออกแบบให้มีความ Modern ทันสมัยซึ่งมาจากแนวคิดการเปลี่ยนแปลงของทำเลในย่านตลาดพลูที่มีความเจริญและทันสมัยมากขึ้น ตัวอาคารจึงเป็นโทนสีเข้มที่ดู Modern หรูหราและโดดเด่น มีส่วนกลางอยู่ที่ชั้น 6 ชั้น 34 และชั้นดาดฟ้า โดยเน้นเป็นพื้นที่สีเขียวกระจายอยู่หลายๆชั้นให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ทำให้ได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น อีกทั้งบริเวณโดยรอบโครงการไม่มีตึกสูงอื่นๆมาบดบังวิวในระยะใกล้จึงทำให้สามารถ Take View โดยรอบได้เต็มที่

มาดูแปลนอาคารเพื่อเพิ่มความเข้าใจกันมากขึ้นนะครับ ด้านหน้าจัดเป็นสวนสีเขียวและมีทางเดินให้สามารถเดินผ่านสวนเข้าสู่ตัวโครงการหรือเดินออกไปใช้สะพานลอยและเรียกรถสาธารณะได้ง่าย ทางเข้ารถยนต์อยู่ติดกับถนนใหญ่รัชดาภิเษก โดยเส้นสีแดงเป็นเส้นทางเดินรถขาเข้า เมื่อผ่านป้อมยามเข้ามาภายในจะเจอทางแยกซึ่งถ้าเป็นลูกบ้านสามารถเลี้ยวมาทางด้านซ้ายเพื่ออ้อมมาเข้าที่จอดรถในอาคารทางด้านหลังได้โดยจะมีไม้กระดกกั้นอีกชั้นหนึ่ง ส่วนถ้าเป็น Visitor ก็แลกบัตรที่ป้อมยามแล้วสามารถขับตรงเข้ามาผ่านไม้กระดกเพื่อเข้ามาจอดรถด้านหน้าได้ หรือจะเข้ามาจอดรถรับ-ส่งที่ Drop off บริเวณหน้า Lobby  แล้ววนรถออกที่วงเวียนได้ หรือจะเป็นลูกบ้านที่ต้องการจอดรถกลางแจ้ง หรือต้องการใช้ที่จอดรถคนพิการ/Eco Parking ที่บริเวณชั้น 1 ก็สามารถเข้ามาจากทางนี้ได้เช่นกัน

ส่วนฟังก์ชันของชั้น 1 จะประกอบด้วย Shop ที่อยู่ทางด้านหน้าสุด ซึ่งคนภายนอกสามารถเข้ามาใช้บริการได้ด้วย มีบันไดสามารถเดินขึ้นไปยังร้านค้าที่อยู่ทางด้านบนได้โดยจะไม่เข้าไปรบกวนพื้นที่ส่วนกลางด้านในของผู้พักอาศัย ถัดเข้ามาด้านในเป็น Lobby ซึ่งมีประตูเข้า-ออกได้หลายทาง ประตูหลักจะเข้าจากทางด้านหน้าจาก Drop off เป็นประตูกระจกบานเลื่อนอัตโนมัติ และมีประตูบานสวิงทางด้านข้างเชื่อมต่อกับทางเดินไปร้านค้าด้านหน้าได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินอ้อมไปเข้าประตูใหญ่ นอกจากนี้ยังมีประตูที่เข้าได้จาก Disabled Parking/Eco Parking และโถงลิฟต์ที่เชื่อมต่อกับลานจอดรถในอาคารได้ ส่วนภายใน Lobby ก็จะมี Mail box และห้องน้ำไว้คอยบริการอีกด้วย

ขึ้นมาที่ชั้น 2 ทางด้านหน้าอย่างที่บอกว่าจะมีบันไดที่ใช้ขึ้นมาร้านค้าที่ชั้น 2 ได้จากทางด้านหน้าอาคารโดยจะไม่รบกวนพื้นที่ส่วนกลางของลูกบ้าน และยังมีประตูที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านมากขึ้นโดยสามารถจอดรถที่ชั้น 2 และเดินมาใช้งานโซนร้านค้าได้ซึ่งจะผ่านเข้า-ออกได้โดยใช้ Key Card Access เพื่อความปลอดภัย และเดินขนของกลับขึ้นห้องได้โดยใช้โถงลิฟต์ที่เข้าได้จากชั้นจอดรถโดยใช้ Key Card Access อีกชั้นหนึ่งเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีลิฟต์ขนของอยู่ติดกันด้วยทำให้สามารถใช้ขนของชิ้นใหญ่ๆได้สะดวก แต่ก็แยกทางเข้าออกมาจากลิฟต์โดยสารทำให้ได้ความเป็นสัดส่วนมากขึ้น ส่วนทางเดินรถเป็น Two-way เดินรถวนขึ้นชั้นบนไปเรื่อยๆได้สะดวก ง่ายๆไม่ซับซ้อน รวมแล้วสามารถจอดรถได้ทั้งหมดประมาณ 295 คัน หรือคิดเป็น 43% ไม่รวมจอดซ้อนคัน

ขึ้นมาที่ชั้น 6 ซึ่งเป็นชั้น Main Facilities และเริ่มมีส่วนพักอาศัย ลักษณะอาคารของชั้นนี้จะเป็นรูปสี่เหลี่ยม วางโถงลิฟต์และส่วนงานระบบเอาไว้ตรงกลางของอาคารทำให้สะดวกต่อการใช้งานของห้องพักทั้ง 2 ฝั่ง มีบันไดหนีไฟ 2 ตำแหน่ง และมีอัตราส่วนลิฟต์ทั้งอาคารอยู่ที่ 172.5 : 1 ซึ่งถือว่าหนาแน่นปานกลาง

เมื่อออกมาจากโถงลิฟต์จะเจอพื้นที่โถงขนาดใหญ่ซึ่งมีประตูถึง 4 จุดแยกไปยังส่วนต่างๆที่อยู่ทั้ง 4 มุมของอาคาร แยกออกเป็น 2 แบบ โดยประตูในกรอบสีแดงเป็นประตูที่ออกไปยังส่วน Facilities ที่ประกอบไปด้วย Greenery Courtyard เป็นสวนสำหรับนั่งพักผ่อนโดยออกแบบให้มีธารน้ำไหลผ่านเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ส่วนอีกด้านจะมี Swimming Pool แบบ Infinity Edge Pool มองออกไปทางฝั่ง The Mall และ BTS ได้ มี Kids Pool อยู่ใกล้กับห้องน้ำซึ่งมีห้องอาบน้ำในตัวและยังติดกับ Pool Bar ที่ผู้ปกครองสามารถนั่งชิลในห้องแอร์และ Take View สระใหญ่หรือดูลูกหลานได้จากด้านในได้ รวมถึงยังมีบันไดสามารถขึ้นไปยัง Fitness ที่อยู่ชั้น 7 ได้อีกด้วย

ส่วนประตูในกรอบสีส้มเป็นประตูทางเข้าไปยังส่วนพักอาศัยซึ่งแยกออกเป็น 2 ประตู และต้องใช้ Key Card Access สำหรับลูกบ้านที่พักอาศัยในชั้นนี้เท่านั้นจึงจะเข้า-ออกได้เพื่อความปลอดภัย ซึ่งคนที่พักอาศัยในชั้นนี้จะเป็นคนที่ชอบใช้พื้นที่ส่วนกลาง และมีวิวห้องพักที่ให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย โดยถ้าเลือกห้องที่หันออกไปทางด้านนอกซึ่งเป็นชุมชนพักอาศัยแนวราบโดยรอบและไม่มีตึกสูงในระยะประชิดเลย ทำให้ได้วิวที่ค่อนข้างเปิดโล่ง มองออกไปได้ไกล และยังมีห้องส่วนหนึ่งที่หันเข้าหาสวนส่วนกลางทำให้ได้วิวสวนและต้นไม้ ซึ่งทางโครงการได้ปลูกแนวต้นไม้ช่วยบังสายตาเพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้พักอาศัยในชั้นนี้ได้เป็นอย่างดี โดยในชั้นนี้มีจำนวนห้องพักทั้งหมด 19 ห้องและรูปแบบห้องในชั้นนี้ประกอบไปด้วย

  • Studio : 22 ตารางเมตร จำนวน 2 ห้อง
  • 1 Bedroom : 26 – 30 ตารางเมตร จำนวน 6 ห้อง
  • 1 Bedroom : 30 – 35 ตารางเมตร จำนวน 8 ห้อง
  • 2 Bedroom : 47 – 60 ตารางเมตร จำนวน 3 ห้อง

ถัดขึ้นมาที่ชั้น 7 เป็นชั้นพักอาศัยเกือบเต็มชั้นแต่ยังมีส่วนหนึ่งเป็นห้อง Fitness ที่มีบันไดขึ้นมาใช้งานได้จาก Pool Bar ที่ชั้น 6 และยังมีประตูเข้าได้จากชั้น 7 ได้ด้วย(ซึ่งคาดว่าจะแตะ Key Card ได้เฉพาะคนที่อาศัยที่ชั้น 7 ได้เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจะยังไม่เปิดใช้งาน) โดยลักษณะอาคารของชั้นนี้จะเป็นรูปตัว S วางโถงลิฟต์และส่วนงานระบบเอาไว้ตรงกลางของอาคารทำให้สะดวกต่อการใช้งานของห้องพักทั้ง 2 ฝั่ง มีบันไดหนีไฟ 2 ตำแหน่ง และมีอัตราส่วนลิฟต์ทั้งอาคารอยู่ที่ 172.5 : 1 ซึ่งถือว่าหนาแน่นปานกลาง โดยในชั้นนี้มีจำนวนห้องพักทั้งหมด 20 ห้องและรูปแบบห้องในชั้นนี้ประกอบไปด้วย

  • Studio : 22 ตารางเมตร จำนวน 2 ห้อง
  • 1 Bedroom : 26 – 30 ตารางเมตร จำนวน 7 ห้อง
  • 1 Bedroom : 30 – 35 ตารางเมตร จำนวน 8 ห้อง
  • 2 Bedroom : 47 – 60 ตารางเมตร จำนวน 3 ห้อง

แปลนชั้น 8 เป็นชั้นพักอาศัยแบบเต็ม Floor แต่จะแตกต่างจากชึ้น 9 ขึ้นไปตรงที่ห้องทางทิศเหนือที่อยู่ด้านบนของห้อง Fitness จะมีชายคายื่นยาวออกไปให้เห็นใน Floor Plan เท่านั้นเอง แต่ไม่สามารถออกไปใช้งานหรือนำมาคิดเป็นพื้นที่ขายแต่อย่างใด

ส่วนลักษณะอาคารของชั้นนี้จะเป็นรูปตัว S และวางโถงลิฟต์และส่วนงานระบบเอาไว้ตรงกลางของอาคารเช่นเดิม ทำให้สะดวกต่อการใช้งานของห้องพักทั้ง 2 ฝั่ง มีบันไดหนีไฟ 2 ตำแหน่ง และ มีอัตราส่วนลิฟต์ทั้งอาคารอยู่ที่ 172.5 : 1 ซึ่งถือว่าหนาแน่นปานกลาง โดยในชั้นนี้มีจำนวนห้องพักทั้งหมด 23 ห้องและรูปแบบห้องในชั้นนี้ประกอบไปด้วย

  • Studio : 22 ตารางเมตร จำนวน 2 ห้อง
  • 1 Bedroom : 26 – 30 ตารางเมตร จำนวน 8 ห้อง
  • 1 Bedroom : 30 – 35 ตารางเมตร จำนวน 10 ห้อง
  • 2 Bedroom : 47 – 60 ตารางเมตร จำนวน 3 ห้อง

และแปลนอาคารตั้งแต่ชั้น 9 – 33 จะเหมือนกันหมดทุกชั้น ลักษณะอาคารของชั้นนี้จะเป็นรูปตัว S และวางโถงลิฟต์และส่วนงานระบบเอาไว้ตรงกลางของอาคาร มีบันไดหนีไฟ 2 ตำแหน่ง และมีอัตราส่วนลิฟต์ทั้งอาคารอยู่ที่ 172.5 : 1 ซึ่งถือว่าหนาแน่นปานกลาง โดยในชั้นนี้มีจำนวนห้องพักทั้งหมด 23 ห้องและรูปแบบห้องในชั้นนี้ประกอบไปด้วย

  • Studio : 22 ตารางเมตร จำนวน 2 ห้อง
  • 1 Bedroom : 26 – 30 ตารางเมตร จำนวน 8 ห้อง
  • 1 Bedroom : 30 – 35 ตารางเมตร จำนวน 10 ห้อง
  • 2 Bedroom : 47 – 60 ตารางเมตร จำนวน 3 ห้อง

แปลนชั้น 34 บริเวณด้านหน้ามีการจัดส่วนกลางเป็นพื้นที่ Sunrise Terrace หรือจุดนั่งชมวิวดูพระอาทิตย์ขึ้นของโครงการ จะออกแบบเป็นสวนและที่นั่งเล่นให้ได้ออกไปนั่งพักผ่อนกัน ซึ่งทำให้ห้องพักแบบ 2 Bedroom ที่อยู่ทางด้านหน้าหายไป 2 ห้อง โดยในชั้นนี้มีจำนวนห้องพักทั้งหมด 21 ห้องและรูปแบบห้องในชั้นนี้ประกอบไปด้วย

  • Studio : 22 ตารางเมตร จำนวน 2 ห้อง
  • 1 Bedroom : 26 – 30 ตารางเมตร จำนวน 8 ห้อง
  • 1 Bedroom : 30 – 35 ตารางเมตร จำนวน 10 ห้อง
  • 2 Bedroom : 47 – 60 ตารางเมตร จำนวน 1 ห้อง

แปลนชั้น 35 เป็นชั้นต่อเนื่องมาจากชั้น 34 ที่ห้องพักแบบ 2 Bedroom ที่อยู่ทางด้านหน้าหายไป 2 ห้อง โดยในชั้นนี้มีจำนวนห้องพักทั้งหมด 21 ห้องและรูปแบบห้องในชั้นนี้เช่นเดียวกับชั้น 34 ประกอบไปด้วย

  • Studio : 22 ตารางเมตร จำนวน 2 ห้อง
  • 1 Bedroom : 26 – 30 ตารางเมตร จำนวน 8 ห้อง
  • 1 Bedroom : 30 – 35 ตารางเมตร จำนวน 10 ห้อง
  • 2 Bedroom : 47 – 60 ตารางเมตร จำนวน 1 ห้อง

ส่วนชั้น 36 เป็นชั้นพักอาศัยที่มีแต่ห้อง Penthouse ทั้งหมดเพียง 11 ห้องเท่านั้น จึงทำให้มีความเป็นส่วนตัวสูงกว่าชั้นอื่นๆเพราะมีเพื่อนบ้านร่วมชั้นน้อยกว่า และเป็นคนมีฐานะใกล้เคียงกัน ถือเป็นชั้นที่คัดกรองเกรดเพื่อนบ้านมาเป็นอย่างดีแล้วนั่นเอง โดยห้อง Penthouse จะมีขนาดตั้งแต่ 40 – 78 ตารางเมตร

ส่วนชั้นสุดท้ายเป็นดาดฟ้าที่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการ ซึ่งได้จัดเป็นพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่มาไว้ด้านบน ประกอบไปด้วย Tunnel Garden ออกแบบให้เป็นสวนอุโมงค์ต้นไม้สวยงามแปลกตาเป็น Highlight ของโครงการ นอกจากนี้ยังมีสวนสีเขียวตามจุดต่างๆ รวมถึงมีห้องน้ำ และลานจอดเฮลิคอปเตอร์อีกด้วย และที่ปลายสุดทางด้านขวาเป็น Glass House ซึ่งด้านในเป็น Co-Working Space ซึ่งเป็น E – Library ที่สามารถโหลด E Book ไปนั่งอ่านได้ และมี WiFi ให้ใช้ ผนังโดยรอบเป็นกระจกสามารถนั่งทำงานอ่านหนังสือไปและ Take View ไปได้ไกลอีกด้วย

มาเริ่มกันที่ด้านหน้าโครงการอยู่ติดกับถนนรัชดาภิเษก แบ่งออกเป็นทางเข้าหลักของรถยนต์และทางเดินสำหรับคนอยู่ทางด้านขวา

ซึ่งทั้งรถหรือคนเดินเข้าโครงการจะต้องผ่านป้อม รปภ. ที่อยู่ทางด้านขวานี้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

เมื่อผ่านป้อม รปภ. เข้ามาด้านในจะเจอกับทางแยก ซึ่งทางตรงไปด้านหน้าจะมีไม้กระดกกั้นเป็นระบบ RFID หรือ ระบบ Easy Pass ทำให้สะดวกสามารถขับรถผ่านได้เลยโดยไม่ต้องแตะบัตร แต่ถ้าเป็น Visitor จะต้องแลกบัตรที่ รปภ. ก่อนจึงจะสามารถเข้าไปจอดที่จอดรถชั่วคราวของ Visitor ด้านในได้

แต่ถ้าเป็นลูกบ้านที่ต้องการไปจอดรถในตัวอาคารจะต้องเลี้ยวมาทางซ้ายเพื่ออ้อมไปเข้าที่จอดรถในตัวอาคารทางด้านหลัง โดยในปัจจุบันยังมีการเก็บงานของช่างบางส่วนอยู่ ทางโครงการจึงมีรั้วกั้นล้อเลื่อนมาปิดไว้ชั่วคราว แต่ถ้าโครงการเสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่ก็จะเปิดทางให้ใช้งานได้ตามปกติ

เมื่อเลี้ยวซ้ายมาจะมีจุด Drop off สามารถรับ-ส่งคนเพื่อลงไปใช้งานร้านค้าที่อยู่ด้านหน้าโครงการได้

และด้านในสุดจะมีไม้กระดกกั้นเป็นระบบ RFID หรือ ระบบ Easy Pass อีกจุดหนึ่งซึ่งถ้าเป็นลูกบ้านไม้กระดกก็จะเปิดออกเองอัตโนมัติและสามารถขับผ่านไปได้เลย

เมื่อผ่านไม้กระดกมาแล้วเลี้ยวขวาจะเป็นทางตรงยาวไปด้านหลังอาคาร และมีที่จอดรถใต้อาคารอยู่ทางด้านขวามือด้วย

ขับตรงเข้ามาจะมีทางลาดขึ้นเล็กน้อยก่อนเลี้ยวขวาที่มุมตึกไปทางด้านหลัง รั้วด้านซ้ายมีความสูงมากกว่า 3 m. ทำให้มีความปลอดภัยและปลูกต้นไม้เอาไว้โดยรอบ

เมื่อเลี้ยวขวาที่มุมอาคารก็จะเจอกับทางเข้าที่จอดรถในตัวอาคารทางขวามือ

ภายในมีแสงเข้ามาจากทางด้านนอกจึงค่อนข้างสว่าง มีที่จอดรถทั้ง 2 ด้านและสามารถเดินรถ 2 เลนสวนทางกันได้ มีทางลาดขึ้นไปยังชั้น 2 อยู่ทางซ้ายมือ

ที่จอดรถจะวนซ้ายขึ้นไปตามทางลาดเรื่อยๆตั้งแต่ชั้น 1 – 5 แต่ในชั้นที่ 2 นี้จะมีความพิเศษแตกต่างจากชั้นอื่นเล็กน้อย

บริเวณส่วนกลางของที่จอดรถจะมีบันได โถงลิฟต์ และลิฟต์ขนของทำให้สะดวกต่อการใช้งาน และที่ด้านในสุดของชั้น 2 จะมีประตูไปร้านค้าชั้น 2 ที่อยู่โซนด้านหน้าได้ด้วย

ประตูลิฟต์ขนของสามารถเปิดเพื่อขยายความกว้างทำให้สามารถขนของชิ้นใหญ่ๆได้ ด้านในมีอุปกรณ์ดับเพลิงติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน

ส่วนทางด้านซ้ายของลิฟต์ขนของจะเป็นทางไปโถงลิฟต์โดยสาร ซึ่งจะต้องใช้ Key Card Access จึงจะเข้าไปได้ ส่วนบันไดที่อยู่ด้านหน้าสามารถใช้ขึ้น-ลง ระหว่างชั้นของที่จอดรถได้

ด้านในโถงลิฟต์มีลิฟต์โดยสารทั้งหมด 4 ตัว ขนาดพื้นที่กำลังดีไม่อึดอัดจนเกินไป

ออกมาจากที่จอดรถ ถัดมาจะมีทางเข้าที่จอดรถใต้อาคารอีกจุดหนึ่ง แต่เป็นที่จอดเล็กๆไม่ใช่ที่จอดหลักเหมือนทางเข้าเมื่อสักครู่นะ

เมื่อเข้ามาทางด้านขวามือจะมีที่จอดรถสำหรับผู้พิการอยู่ด้วย

ถัดเข้ามาไล่มาจากทางด้านขวาเป็นที่จอดรถมอไซค์ที่อยู่ใต้ทางลาด ถัดมาเป็นบันไดหนีไฟ บันไดทางขึ้นไปยังที่จอดรถชั้นบนและไปยังโถงลิฟต์โดยสารได้ รวมถึงมีทางเข้า Lobby อยู่ทางด้านในสุดด้วย

ส่วนทางด้านซ้ายมือเป็นที่จอดรถสำหรับรถ Eco – Car

เลยถัดมาทางด้านหน้าอาคารจะมีทางลาดสำหรับรถเข็นใช้ขึ้นไปยัง Lobby ได้

นอกจากนี้ยังมีที่จอดรถกลางแจ้งอยู่ทางด้านข้างโครงการรวมถึง Visitor ก็สามารถใช้จอดบริเวณนี้ได้เช่นกัน

บริเวณทางด้านหน้าอาคารทางเข้า-ออก จะมี Drop off อยู่บริเวณด้านหน้า Lobby ใช้จอดรถรับ-ส่ง คนตรงนี้ก่อนวนรถที่วงเวียนเพื่อกลับออกไปได้

ต่อจากเรื่องที่จอดรถ คราวนี้มาดูส่วนกลางอื่นๆของโครงการกันบ้าง เริ่มจากทางด้านหน้าจะมีทางเดินของคนที่อยู่ทางขวาของทางเดินรถ ออกแบบให้เป็นทางเดินผ่านซุ้มโค้ง ผ่านสวน และต้นไม้ร่มรื่น

ทางซ้ายมือจะเป็น Facilities ของโครงการประกอบด้วย ร้านค้า และ Lobby โดยมีที่จอดรถ Visitor สำหรับคนภายนอกที่มาติดต่อหรือมาใช้บริการร้านค้าอยู่ทางด้านหน้าด้วย

ร้านค้าอยู่ทางด้านหน้าสุด มีทั้งหมด 2 ชั้นโดยจะมีบันไดทางขึ้นไปบนชั้น 2 ได้จากทางด้านหน้าเพื่อแยกความเป็นส่วนตัวจากบุคคลภายนอกที่เข้ามาใช้บริการจะได้ไม่เข้าไปรบกวนพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆด้านใน

ถัดเข้ามาทางด้านขวาเป็น Lobby ซึ่งมีจุด Drop off ไว้คอยรับ-ส่งคนได้จากทางด้านหน้าโดยมีชายคายื่นออกมาช่วยกันฝนหรือแดดได้บ้างนิดหน่อย ประตูทางเข้าหลัก Lobby เป็นแบบเลื่อนอัตโนมัติ

เมื่อเข้ามาภายในเราจะพบกับ Lobby ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของต้นไม้ที่เรียงรายและแผ่กิ่งก้าน ผนังโดยรอบเป็นกระจกเงาช่วยสะท้อนเงาของเสาต้นไม้และทำให้ดูกว้างมากขึ้น

มีการจัดวางที่นั่งไว้หลายชุด ซึ่งมีทั้งแบบชุดโต๊ะเก้าอี้และแบบโซฟาสำหรับนั่งคอยได้

ทางด้านขวามีเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์สำหรับผู้มาติดต่อซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ตลอดเวลา

ส่วนด้านในสุดเป็น Mail box ออกแบบเป็นผนังลายไม้สีอ่อนเข้ากับสีของต้นไม้ใน Lobby

ติดกันทางด้านซ้ายของ Mail box ยังมีห้องน้ำแยก ช-ญ จากภาพด้านบนเป็นห้องน้ำชายซึ่งมีทั้งโถสุขภัณฑ์และโถปัสสาวะ ภายในตกแต่งด้วยกระเบื้องและกระจกดูหรูหรา

ส่วนภายในห้องน้ำหญิงก็มีการตกแต่งเหมือนกับห้องน้ำชาย โถสุชภัณฑ์เป็นแบบฝังผนังทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีห้องน้ำสำหรับผู้พิการไว้คอยบริการอีกด้วย ภายในมีราวจับและมีปุ่มฉุกเฉินไว้พร้อมใช้งาน

ส่วนสุดท้ายเป็นโถงลิฟต์โดยสารที่อยู่ทางด้านขวาของ Mail box ซึ่งต้องใช้ Key Card Access จึงจะผ่านเข้ามาได้ ภายในมีลิฟต์โดยสารทั้งหมด 4 ตัว ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่ชั้นจอดรถ และเป็นลิฟต์แบบล็อกชั้นเพื่อความเป็นส่วนตัวของลูกบ้านแต่ละชั้น

พามาดูที่ชั้น 6 ซึ่งเป็นชั้น Main Facilities และเริ่มมีห้องพักอาศัยบางส่วนในชั้นนี้ โดยเมื่อเราออกมาจากโถงลิฟต์จะเจอกับพื้นที่โถงขนาดใหญ่ซึ่งจะมีประตูแยกออกไปยังส่วนต่างๆในชั้นนี้ เริ่มจากทางด้านซ้ายเป็นทางไปฟิตเนส สระว่ายน้ำ และ Pool Bar

เมื่อเดินผ่านประตูมาจะเจอกับทางแยก ทางซ้ายจะไป Pool bar , Fitnett และห้องน้ำได้ ส่วนถ้าตรงไปทางด้านขวาจะไปยังสระว่ายน้ำ

เริ่มจากทางด้านหน้ากันก่อนเลย เป็นสระเด็กซึ่งอยู่ติดกับกระจกของห้อง Pool bar ทำให้ผู้ใหญ่สามารถนั่งชิลๆในห้องแอร์และดูแลลูกหลานที่เล่นน้ำอยู่ด้านนอกได้อย่างสบายใจ กำแพงตรงด้านขวาของสระทำเป็นน้ำตกเล็กๆประดับเอาไว้ด้วย

เดินมาดูทางด้านขวากันก่อน ทางเดินไปสระว่ายน้ำออกแบบเป็นทางเดินไม้และมีซุ้มระแนงเหล็กเล่นแสงเงากับแดดให้รู้สึกเหมือนเดินผ่านเงาต้นไม้ มีส่วนที่เป็นหลังคาทึบช่วยบังแดดให้ได้ตรงบริเวณที่มีที่นั่งเล่น ส่วนทางด้านซ้ายสุดจะเห็นว่ามีแนวต้นไม้ที่ช่วยบังสายตาและมีรั้วกั้นอีกชั้นเพื่อความเป็นส่วนตัวของห้องพักที่อยู่ชั้นนี้แล้วหันออกมาทางสวนส่วนกลางได้

สระว่ายน้ำเป็นแบบ Infinity Edge Pool ขอบสระด้านหนึ่งเป็นกระจกทำให้สามารถ Take View ภายนอกได้ รวมถึงมีเก้าอี้และต้นไม้อยู่ริมสระ ให้บรรยากาศสไตล์รีสอร์ทมากขึ้น

มองย้อนกลับไป คราวนี้เราจะไป Pool bar ที่อยู่อีกด้านกันบ้าง ซึ่งก็คือห้องกระจกที่เห็นอยู่ทางด้านหน้านั่นเอง

ภายในห้อง Pool bar มีโต๊ะไอแลนด์รูปตัว I ขนาดใหญ่อยู่กลางห้องไว้สำหรับจัด Party และที่ด้านในสุดมีชุดเก้าอี้สำหรับนั่งเล่นหลายตัว ฝ้าเพดานสูงโปร่งแบบ Double Volume และมีผนังโดยรอบเป็นกระจกทรงสูงจากพื้นถึงฝ้า ทำให้ดูโปร่งสามารถ Take View สระว่ายน้ำและวิวภายนอกได้ กระจกเป็นสีเขียวตัดแสงแบบหนาพิเศษทำให้ภายในไม่ร้อน

หน้าต่างกระจกสามารถเปิดออกเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่กับสระว่ายน้ำได้ด้วย ซึ่งจะได้วิวจากทางส่วนปลายของสระมองออกไปทาง The Mall หน้าโครงการ

อีกด้านของห้อง Pool bar มีบันไดทางขึ้นไปยัง Fitness ที่อยู่ชั้น 7 ได้

พื้นที่ห้อง Fitness มีขนาดค่อนข้างกว้างและมีเครื่องเล่นจำนวนหลายชิ้นทำให้สามารถใช้งานหลายๆคนพร้อมกันได้ ผนังโดยรอบเป็นกระจกทำให้สามารถออกกำลังกายไปและ Take View ไปได้ด้วย

กลับมาที่ด้านล่างก่อนทางเข้า Pool bar จะมีห้องน้ำอยู่ด้วย

เริ่มที่ห้องน้ำหญิงทางด้านซ้ายกันก่อน ตรงทางเข้าจะมีตู้ล็อคเกอร์สำหรับเก็บของ ตกแต่งห้องน้ำด้วยผนังกระจกเงาดูหรูหราและกว้างขวาง

ภายในมีอ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ และที่อาบน้ำอย่างละห้อง

ส่วนตรงกลางเป็นห้องน้ำสำหรับผู้พิการ ภายในมีราวจับและปุ่มฉุกเฉินไว้พร้อมใช้งาน

ส่วนทางด้านขวาเป็นห้องน้ำชาย ตรงทางเข้ามีตู้ล็อคเกอร์เช่นเดียวกับห้องน้ำหญิง

ภายในมีอ่างล้างหน้า โถปัสสาวะ โถสุขภัณฑ์และห้องอาบน้ำอย่างละห้อง

กลับมาที่โถงลิฟต์ของชั้น 6 อีกด้านจะเห็นประตูแยกออกไปอีก 3 ทาง โดยทางด้านซ้ายและขวาเป็นประตูที่เชื่อมต่อไปยังส่วนพักอาศัยที่จะต้องใช้ Key Card Access สำหรับผู้ที่พักในชั้นนี้เท่านั้นจึงจะเข้าไปได้ ส่วนตรงกลางเป็นประตูที่ออกไปยังสวนส่วนกลางอีกด้านของอาคาร

สวนนี้มีชื่อว่า Greenery Courtyard เป็นสวนมีที่นั่งสำหรับนั่งพักผ่อนโดยออกแบบให้มีธารน้ำไหลผ่านเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

มีทางเดินหินสำหรับข้ามธารน้ำเล็กๆ อยู่ตรงกลางสวนเพื่อมาใช้งานม้านั่งอีกฝั่ง จะได้ไม่ต้องกระโดดข้ามน้ำมาให้อันตรายนะ

วิวของสวนนี้เป็นทิศใต้ มองออกไปเห็นไทยช่วยไทยพลาซ่า ซึ่งด้านหลังตอนเย็นๆจะมีตลาดนัดมาตั้งขายของกันอย่างคึกคัก

กลับมาที่โถงลิฟต์ด้านในอาคารกันต่อ ที่ชั้นอื่นๆโถงลิฟต์จะมีผนังกระจกทั้ง 2 ด้านแบบนี้ ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งไม่อึดอัด ได้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาทำให้ทางเดินและหน้าลิฟต์สว่าง ถ้าใครเลือกห้องที่อยู่ส่วนด้านหน้าโครงการจะได้เดินผ่านทางเดินแบบนี้ด้วยนะ

คราวนี้เราจะพามาดู Facilities บนชั้นดาดฟ้ากันบ้าง เมื่อออกมาจากโถงลิฟต์จะเจอทางแยก เริ่มจากไปทางด้านซ้านกันก่อน ซึ่งเป็นทางไป Tunnel Garden , Glass House และ Co-Working Space

เมื่อเลี้ยวซ้ายมาเราจะพบกับ Tunnel Garden ซึ่งออกแบบให้เป็นสวนอุโมงค์ต้นไม้ถือเป็นอีก Highlight ที่สวยงามของโครงการ มีทางเดินและที่นั่งทำเป็นสะพานให้ความรู้สึกเหมือนเดินชมสวนท่ามกลางธรรมชาติได้ดี ซึ่งในอนาคตถ้าต้นไม้เหล่านี้เติมโตและเลี้อยไปตามระแนงเสา จะทำให้ได้อุโมงค์ต้นไม้ที่สวยงามและเขียวขจีมากกว่านี้อีก

ส่วนที่ตรงปลายทางเดินที่เป็นห้องกระจกนั้นคือ Glass House ซึ่งด้านในเป็น Co-Working Space ซึ่งเป็น E – Library ที่สามารถโหลด E-Book ไปนั่งอ่านได้ และมี WiFi ให้ใช้ ผนังโดยรอบเป็นกระจกสามารถทำงานอ่านหนังสือไปและ Take View ไปได้ไกลอีกด้วย

และในชั้นนี้ยังมีห้องน้ำแยก ช-ญ ไว้คอยบริการอีกด้วย โดยภายในห้องน้ำหญิงจะประกอบไปด้วยอ่างล้างหน้าและโถสุขภัณฑ์ 2 ห้อง

ส่วนในห้องน้ำชายจะมีอ่างล้างหน้า โถปัสสาวะและโถสุขภัณฑ์อย่างละ 2 ชุด

กลับมาตรงทางแยกคราวนี้เราไปดูทางด้านซ้ายกันบ้าง ซึ่งเป็นทางที่ไปสวนและลานจอดเฮลิคอปเตอร์

พื้นที่สวนเป็นแบบนี้ มีการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับตัวโครงการ

ส่วนด้านบนสุดเป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เอาไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเช่น การรับ-ส่งไปโรงพยาบาลกรณีเร่งด่วน หรือช่วยเหลือคนตอนเกิดอัคคีภัยได้

กลับมาที่โถงลิฟต์ คราวนี้เรามาดูชั้นพักอาศัยกันบ้างนะครับ อย่างที่บอกว่าที่โถงลิฟต์จะมีผนังกระจกที่ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาทำให้ภายในสว่างและดูโปร่งโล่งขึ้นมากทีเดียว

ส่วนทางเดินภายในอาคารชั้นพักอาศัยจะดูสะอาดและเรียบหรูแบบนี้เลยครับ

ซึ่งบริเวณโถงทางเดินตรงผนังจะมีช่องงานระบบโดยจะมีประประตูบานเปิด ภายในสามารถเปิดออกมาซ่อมบำรุงงานระบบและท่อน้ำได้โดยไม่ต้องเข้าไปรบกวนภายในห้องหรือเพื่อนบ้านชั้นอื่นๆ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • The Arrival Courtyard
  • Grand Lobby
  • Disabled Parking , Eco Car Parking
  • สระว่ายน้ำ Infinity Edge pool ระบบเกลือ ขนาด 6 x 25 เมตร ชั้น 6
  • Kids Pool
  • Pool Bar ชั้น 6
  • Greenery Courtyard ชั้น 6
  • Fitness ชั้น 7
  • Sunrise Terrace ชั้น 34
  • Glass House Sky Lounge ชั้นดาดฟ้า
  • Co-working Space with E – Library ชั้นดาดฟ้า
  • Tunnel Garden ชั้นดาดฟ้า
  • ลานจอดเฮลิคอปเตอร์
  • ลิฟต์โดยสาร 4 ตัวต่ออาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์  172.5 : 1
  • ลิฟต์ Service 1 ตัวต่ออาคาร
  • ที่จอดรถ 295 คัน ไม่รวมจอดซ้อนคัน คิดเป็น 43%
  • ระบบ CCTV / Access ระบบ Easy Pass
  • รปภ. 24 ชม.


Product Walkthrough

มาดูห้องพักอาศัยกันบ้างครับ ณ ตอนนี้โครงการเหลือห้อง 2 Bedrooms ขนาด 60.02 ตารางเมตร เพียงแค่ 3 ยูนิตเท่านั้น และเป็นห้องมุมจึงได้ผนังช่องเปิดทั้ง 3 ด้าน และมีการจัดพื้นที่ภายในอย่างเป็นสัดส่วน เหมาะกับครอบครัวที่ต้องการ 2 ห้องนอนหรือพักอาศัย 2-3 คน เมื่อเข้ามาภายในห้องจะเจอกับโถงต้อนรับก่อน มีตู้รองเท้าอยู่ทางด้านซ้าย และมีประตูทางเข้าห้องน้ำอยู่ทางด้านขวาซึ่งใช้งานร่วมกันระหว่างพื้นที่ส่วนกลางและห้องนอนเล็ก ภายในมีการแยกพื้นที่ส่วนเปียกกับส่วนแห้งออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน และมีสุขภัณฑ์ต่างๆครบพร้อมใช้งาน ติดกันเป็นห้องนอนเล็ก ภายในสามารถวางเตียงขนาด 3.5 ฟุตได้และมีพื้นที่รอบเตียงสามาถใช้งานได้ดี มีพื้นที่ให้ตั้งตู้เสื้อผ้า Built in ที่ปลายเตียง ส่วนทางด้านซ้ายมีช่องหน้าต่างช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาและเปิดระบายอากาศได้

ถัดเข้ามาด้านในเป็นพื้นที่ Common area ขนาดใหญ่ประกอบด้วย พื้นที่ครัว พื้นที่โต๊ะทานอาหาร และพื้นที่ห้องนั่งเล่น เริ่มที่พื้นที่ครัวด้านขวามือซึ่งเป็นครัวเปิดจึงอาจไม่เหมาะที่จะทำครัวจริงจังมากนัก ติดกันเป็นพื้นที่โต๊ะทานอาหารสามารถวางโต๊ะขนาด 4  ที่นั่งได้ และด้านในสุดเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่นที่มีระยะดูทีวีค่อนข้างกว้างจึงสามารถใช้ทีวีจอใหญ่ๆได้ จุดเด่นของพื้นที่บริเวณนี้คือ จะเน้นการใช้ประตูและหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ทั้งสองฝั่งของตัวห้อง ทำให้ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามา ห้องจึงดูโปร่งโล่งมากขึ้น และเชื่อมต่อออกไปใช้งานระเบียงภายนอกได้ ส่วนสุดท้ายเป็นห้อง Master Bedroom ซึ่งมีห้องน้ำในตัวด้วยช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน ภายในห้องน้ำมีฟังก์ชันเหมือนกับห้องน้ำด้านนอกแต่จะมีพื้นที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย มีหน้าต่างบานกระทุ้งเปิดระบายอากาศและความชื้นได้ดี ส่วนภายในห้องนอนสามารถวางเตียงขนาด 5 – 6 ฟุต ได้โดยยังมีพื้นที่รอบเตียงเดินผ่านได้สะดวก ที่ปลายเตียงสามารถวางชั้นวางทีวีได้ มีช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ 2 ด้านช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาและสามารถเปิดระบายอากาศได้

มาเริ่มกันที่หน้าห้อง อย่างที่บอกว่าห้องนี้เป็นห้องมุมและอยู่สุดทางเดินจึงทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวเพราะจะไม่มีใครเดินผ่านหน้าห้อง และตำแหน่งห้องนี้ยังได้หน้าต่างตรงทางเดินหน้าห้องที่ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาทำให้บริเวณหน้าห้องสว่างไม่อึดอัดอีกด้วย

ประตูหน้าห้องเป็น Solid core กรุลามิเนต และมี Digital Door Lock ของ Yale ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน

พื้นห้องยกขอบสูงขึ้นมาจากโถงทางเดินเล็กน้อย เวลาแม่บ้านทำความสะอาดด้านนอกฝุ่นจะได้ไม่เข้ามาในห้อง และ Top ธรณีประตูเป็นหินแกรนิต

เมื่อเข้ามาภายในจะเจอกับโถงต้อนรับก่อนซึ่งจะมองไม่เห็นส่วนอื่นๆภายในห้องทำให้ได้ความเป็นส่วนตัว โดยทางด้านซ้ายสามารถวางตู้รองเท้าได้ ประตูตรงกลางด้านในเป็นห้องนอนเล็ก ส่วนประตูทางด้านซ้ายเป็นห้องน้ำ มีความสูงจากพื้นถึงฝ้า 2.65 m. และปูพื้นด้วยลามิเนตหนา 8 mm.

พื้นที่โถงต้อนรับหน้าต้องกว้างประมาณ 1.65 m. เมื่อวางตู้รองเท้าขนาดประมาณ 40 cm. ไปแล้วจะเหลือพื้นที่กว้างประมาณ 1.25 m. ยังคงสามารถเดินผ่านและใช้งานได้สะดวก

ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี ติดไฟดาวน์ไลท์มาให้ 2 ดวง พร้อมสปริงเกอร์ดับไฟมาให้อีก 1 จุด

ถ่ายย้อนกลับมาที่ประตูทางเข้าจะเห็นพื้นที่กว้างขวางไม่อึดอัดสามารถใช้งานได้ดี ติดกันทางด้านซ้ายเป็นห้องน้ำซึ่งใช้งานร่วมกันระหว่างห้องนอนเล็กและพื้นที่ส่วนกลาง

ภายในห้องน้ำมีการแยกพื้นที่ส่วนเปียกกับพื้นที่ส่วนแห้งออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน ติดตั้งกระจกเงาบานใหญ่พร้อมฉากกั้นอาบน้ำกระจกนิรภัย Tempered Glass และมีสุขภัณฑ์ต่างๆครบพร้อมใช้งาน

พื้นห้องน้ำลดระดับลงมาจากพื้นห้องประมาณ 4 cm. และ Top ธรณีประตูเป็นหินแกรนิต มีความทนทานต่อรอยขีดข่วน แรงกระแทก และกรดด่างได้ดี

หลังบานประตูมี Stopper ป้องกันการกระแทกเวลาเปิดปิดประตู และสามารถใช้แขวนผ้าเช็ดตัวได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบ Smart Contact ที่พัฒนาโดย MQDC ซึ่งช่วยเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติได้ด้วย

ภายในห้องน้ำมีพื้นที่กว้างขวางสามารถใช้งานได้สะดวก แบ่งแยกพื้นที่ส่วนเปียกกันส่วนแห้งออกจากกันอย่างชัดเจน

พื้นที่ส่วนแห้งประกอบด้วยอ่างล้างหน้าของ Lavenz ขนาดประมาณ 70 x 45 cm. ซึ่งมีพื้นที่ตรงขอบเหลืออยู่เล็กน้อยสามารถใช้วางสบู่ได้ ที่ใต้อ่าง Built ตู้แบบไม่มีหน้าบานมาให้สามาถใช้วางของใช้ภายในห้องน้ำได้เล็กน้อย และมีโถสุขภัณฑ์ของ Toto แบบฝังผนังด้านขวาติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน มีขอบผนังด้านหลัง Top หินแกรนิต กว้างประมาณ 25 cm. สามาถใช้วางสิ่งของได้

ผนังด้านซ้ายของอ่างล้างหน้ามีปลั๊กแบบแบบมีฝาครอบช่วยกันน้ำกระเด็นมาโดนได้ สามาถใช้เสียบเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องน้ำเช่น ไดร์เป่าผมได้

ติดตั้งสายชำระและที่แขวนกระดาษชำมามาให้พร้อมใช้งาน

พื้นที่อาบน้ำมีขนาดประมาณ 1 x 0.90 m. สามารถใช้งานได้สะดวก มีขอบสูงประมาณ 6 cm. ช่วยป้องกันน้ำไหลซึมเข้ามายังพื้นที่ส่วนแห้งได้

ประตูเปิดเข้าด้านในทำให้น้ำไม่หยดเลอะพื้นที่ด้านนอก ที่จับอลูมิเนียมสามารถใช้แขวนผ้าเช็ดตัวพร้อมออกแบบให้ด้านในเป็น Stopper ในตัวช่วยป้องกันการกระแทกเวลาเปิดประตูและยังใช้เป็นที่เปิดจากด้านในได้ด้วย

ที่ผนังติดตั้ง Hand Shower ที่สามารถปรับระดับความสูง-ต่ำ พร้อมเจาะช่องผนังสามารถใช้วางแชมพูได้

Hand Shower ขนาดพอดีมือ ก๊อกน้ำแบบก้านโยกสามารถปรับความแรงของน้ำได้

ที่ด้านบนมี Junction box เตรียมไว้ให้สามารถติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นเพิ่มเติมได้

ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี พร้อมไฟดาวไลท์ 2 จุด , พัดลมดูดอากาศ , ระบบป้องกันอัคคีภัย และมีระบบ Motion Sensor อยู่กลางห้อง ซึ่งเป็นระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวภายใน ใช้งานร่วมกับ Smart Contact ที่ติดอยู่ตรงประตู ช่วยเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติได้

ถัดมาเป็นประตูทางเข้าห้องนอนเล็ก ซึ่งจะได้ผนังและประตูบานทึบทำให้ได้ความเป็นส่วนตัว

ภายในห้องนอนเล็กสามารถวางเตียง 3.5 ฟุตได้ มีพื้นที่เหลือโดยรอบใช้งานได้สะดวก และมีช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ทำให้ภายในห้องสว่างและโปร่งโล่งมากขึ้น

มีพื้นที่รอบเตียงสามารถเดินหรือลุกออกจากเตียงได้สะดวก โดยทางด้านซ้ายมีพื้นที่กว้างประมาณ 1 m. และทางด้านขวากว้างประมาณ 65 cm.

ช่องหน้าต่างบานใหญ่เต็มผนัง มีหน้าต่างบานกระทุ้ง 2 บาน สามารถเปิดระบายอากาศได้กว้างประมาณ 30 องศา

ที่ปลายเตียง Built in ตู้เสื้อผ้ามาให้สูงจากพื้นถึงฝ้า ทำให้มีพื้นที่เก็บของด้านบนเพิ่มขึ้นได้

ส่วนตู้ทางด้านซ้ายมีลิ้นชัก 2 ช่อง สามารถเก็บของได้พอสมควร แต่ประตูทางด้านนี้ไม่สามารถเปิดออกจนสุดได้เพราะจะติดเตียง วิธีแก้คืออาจเลื่อนเตียงให้ไปชิดผนังจะทำให้เปิดตู้ได้

พื้นที่ติดหน้าต่างกว้าง 1 m. สามารถวางโต๊ะทำงานอ่านหนังสือได้ และยังมีพื้นที่หน้าตู้เสื้อผ้าสามารถยืนแต่งตัวได้

ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี มีไฟดาวน์ไลท์ 4 ดวง ติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัย สปริงเกอร์ดับไฟ และติดตั้งเครื่องปรับอากาศยี่ห้อ Daikin มาให้ที่ผนังด้านข้าง

ด้านในของตัวห้องส่วนต่อไปจะต้องเดินผ่านช่องทางเดินนี้ เป็นการแบ่งโซนการใช้งานภายในกับด้านหน้าห้อง และทำให้พื้นที่ด้านในมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

เมื่อเข้ามาด้านในเราจะพบกับพื้นที่ Common area ขนาดใหญ่จัดพื้นที่เป็นห้องนั่งเล่นที่มีช่องแสงถึง 2 ด้าน ทำให้ห้องสว่างและมีความโปร่งโล่งมากขึ้น

เริ่มที่ทางด้านขวาของตัวห้องจะจัดเป็นพื้นที่ครัวและโต๊ะทานอาหาร ซึ่งจะได้เป็นครัวเปิด อาจไม่เหมาะที่จะทำอาหารจริงจังนะครับ

พื้นที่หน้าเคาน์เตอร์กว้างประมาณ 1 m. สามารถยืนประกอบอาหารและใช้งานได้สะดวก

ตู้ด้านบนสามารถเก็บของได้พอสมควร และมีตู้ไฟซ่อนอยู่ด้านในทำให้ดูเรียบร้อยมากขึ้น

บานตู้ติดตั้งระบบ Soft close ช่วยป้องกันแรงกระแทกเวลาเปิด-ปิดได้ดี ส่วนตู้ด้านซ้ายเป็นแบบกดกระเด้งทำให้ใช้งานได้สะดวก

ส่วนครัวได้ Top เคาน์เตอร์ครัวเป็นหินเทียม มีคุณสมบัติทนความร้อนและกรดด่างได้ดี ผนังด้านหลังกรุกระเบื้องทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด แต่แนะนำให้กรุกระเบื้องที่ผนังด้านข้างทั้ง 2 ฝั่งเพิ่มเติมด้วย ผนังจะได้ไม่เลอะและทำความสะอาดง่าย

ด้านซ้ายมี Hop & Hood ของ MEX มาให้พร้อมใช้งาน โดยที่พัดลมดูดอากาศมีท่อต่อออกไประบายกลิ่นและควันสู่ภายนอกได้ ที่ผนังมีปลั๊กสามารถใช้เสียบเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมฝาครอบช่วยป้องกันน้ำมันกระเด็น

ทางด้านขวามีอ่างล้างจานแบบฝังเคาน์เตอร์ของ MEX มาให้พร้อมใช้งาน และมีพื้นที่ด้านซ้ายเหลือสามารถวางจานชามและประกอบจัดเตรียมอาหารได้

ตู้ด้านล่างสามารถเก็บของได้พอสมควร พร้อมมีถาดใส่ช้อนซ้อมแถมมาให้ในลิ้นชักด้วย

ลิ้นชักติดตั้งโช๊คป้องกันการกระแทกได้ดี และออกแบบที่เปิดบานตู้เป็นแบบปาดมุมสามารถใช้งานได้ง่ายและดูเรียบร้อยดี

จุดเด่นอยู่ที่มีช่องหน้าต่างบานกระทุ้งทางด้านซ้าย มีความกว้างประมาณ 40 cm. ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาและสามารถเปิดระบายอากาศได้

ทางด้านขวามีพื้นที่วางตู้เย็นขนาด 75 x 60 cm. และสามารถวางตู้เย็นทรงสูงได้เพราะไม่มีตู้ด้านบน หรือจะ Built ตู้ด้านบนเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของก็ได้นะ

ติดกันเป็นโต๊ะทานอาหาร สามารถวางโต๊ะขนาด 4 ที่นั่งได้ มีพื้นที่โดยรอบเหลือสามารถใช้งานได้สะดวก

พื้นที่ต่อมาเป็นห้องนั่งเล่นซึ่งมีระยะดูทีวีประมาณ 3.4 m. สามารถใช้ทีวีขนาด 50 นิ้วได้สบายๆ

ทางด้านซ้ายสามารถวางโซฟาขนาดประมาณ 3 ที่นั่ง และมีพื้นที่ด้านบนสามารถทำเป็นชั้นวางของหรือ Built ตู้เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของได้

ส่วนทางด้านขวาเป็นที่วางทีวี โดยด้านหลังเป็นช่องหน้าต่างช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาทำให้ผนังทางด้านนี้สว่าง และมีหน้าต่างบานกระทุ้งสามารถเปิดระบายอากาศได้ แต่ไม่สามารถติดทีวีแขวนผนังได้ จำเป็นจะต้องใช้ชั้นวางทีวีแบบในภาพแทนนะครับ

ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี มีไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 6 จุด พร้อมอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย สปริงเกอร์ดับไฟ และดรอปฝ้าทางด้านขวามาให้เหมือนในภาพเลย เพราะเป็นจุดที่เดินท่อของพัดลมดูดอากาศที่ครัวออกไปสู่ระเบียงนั่นเอง

ติดกันเป็นประตูกระจกบานเลื่อน ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาทำให้ห้องสว่างและโปร่งโล่งมากขึ้น สามารถเปิดออกไปใช้งานระเบียงภายนอกได้ และผนังด้านบนติดตั้งเครื่องปรับอากาศยี่ห้อ Daikin 1 มาให้ตัว

กรอบประตูและหน้าต่างทั้งหมดในห้องเป็นอลูมิเนียมพ่นสีเทาเข้ม และกระจกเขียวตัดแสง

พื้นที่ระเบียงมีขนาด 1 x 3.8 m. ปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิคสีเทา ขอบประตูยกสูงขึ้นมา 10 cm. มีราวเหล็กสูง 1 m.

ระเบียงกว้างเป็นแนวยาวเหมาะแก่การชมวิว ทางด้านซ้ายแขวน Condensing unit เอาไว้ด้านบน เป่าลมร้อนออกมาด้านข้าง ส่วนทางด้านขวาเป็นพื้นที่เปิดโล่งไม่มีอะไรบัง สามารถ Take View ด้านข้างได้เต็มที่

ใต้ Condensing unit มีก๊อกน้ำและปลั๊กไฟเตรียมเอาไว้ สามารถวางเครื่องซักผ้าได้ แนะนำให้ใช้แบบฝาหน้าจะได้ไม่ติด Condensing unit ด้านบน

ส่วนฝ้าเพดานด้านบนเป็นฉาบเรียบทาสี ติดตั้งไฟส่องสว่างที่ผนัง และมีช่องระบายอากาศจากพัดลมดูดอากาศในห้อง 2 จุดซ่อนอยู่ด้านบน

ส่วนสุดท้ายเป็นห้อง Master Bedroom ซึ่งภายในมีห้องน้ำทำให้มีความเป็นส่วนตัวและเพิ่มความสะดวกมากขึ้น

เริ่มที่ส่วนของห้องนอนมีขนาดพื้นที่ค่อนข้างกว้าง สามารถวางเตียงขนาด 5 -6 ฟุตไว้กลางห้องได้โดยยังมีพื้นที่รอบเตียงสามารถใช้งานได้สะดวก

เนื่องจากห้องนีจะเป็นห้องมุมจึงทำให้มีช่องหน้าต่างมี 2 ด้านช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาภายในทำให้ห้องสว่าง ดูโปร่งโล่งมากขึ้น และได้หน้าต่างเข้ามุมแบบ Bay Window ช่วยเพิ่มมุมมองและ Take View ได้กว้างมากขึ้น

พื้นที่รอบเตียงสามารถใช้งานได้สะดวก โดยทางด้านขวามีความกว้างประมาณ 35 cm.

ส่วนพื้นที่ปลายเตียงกว้างประมาณ 1 m. และเมื่อ Built ชั้นวางทีวีไปแล้วจะมีทางเดินเหลือประมาณ 60 cm. ยังสามารถเดินผ่านได้สะดวกอยู่ครับ

ทางด้านซ้ายเป็นที่วางตู้เสื้อผ้า และมีพื้นที่กว้างประมาณ 1.25 m. สามารถยืนแต่งตัวหน้าตู้ได้สะดวก

ตู้เสื้อผ้าจะได้ Built in เป็นทรงสูงจากพื้นถึงฝ้า 2 ตู้แบบนี้เลย ทำให้ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของด้านบนได้ดี ภายในสามารถเก็บของได้เพียงพอสำหรับการอยู่อาศัย 2 คน แต่จะไม่มีกระจกเงาให้ส่องเวลาแต่งตัว แนะนำให้ติดตั้งเพิ่มเติมเองได้ครับ

ติดตั้งระบบ Solf close ที่บานตู้และโช๊คที่ลิ้นชัก ช่วยลดแรงกระแทกเวลาปิดได้ดี

ที่เปิดตู้เป็นขอบอลูมิเนียมดูเรียบง่ายและสวยงาม สามารถใช้งานได้สะดวก

ฝ้าเพดานเป็นฉาบเรียบทาสี มีไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 4 ดวง พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย ปริงเกอร์ดับไฟ และเครื่องปรับอากาศยี่ห้อ Daikin มาให้อีก 1 ตัว

และอีก 1 จุดเด่นคือพัดลมปรับอากาศตรงมุมห้องนอน โดยจะช่วยเพิ่มระดับ Oxygen ภายในห้อง ทำให้อากาศถ่ายเทและเกิดการหมุนเวียนอากาศที่ดี

สุดท้ายเป็นห้องน้ำซึ่งอยู่ตรงทางเข้าห้อง มีฟังก์ชันการใช้งานเชื่อมต่อกับพื้นที่แต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้า โดยโครงการติดกระจกเงาหน้าห้องน้ำมาให้เพื่อใช้เป็นพื้นที่แต่งตัว แต่ของจริงเราจะได้เป็นผนังเปล่า แนะนำให้ Built เป็นโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อใช้แต่งตัวได้ครับ

ภายในห้องน้ำมีฟังก์ชันการใช้งานเหมือนห้องน้ำด้านนอก แยกพื้นที่ส่วนเปียกกับส่วนแห้งออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน

พื้นที่การใช้งานมีขนาดกว้างกว่าห้องน้ำด้านนอกเล็กน้อย ทำให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น

พื้นที่ส่วนแห้งประกอบไปด้วยอ่างล้างหน้าของ Lavenz โถสุขภัณฑ์แบบฝังผนังของ Toto มีขอบด้านหลังใช้วางของได้เล็กน้อย มีสายชำระและที่แขวนกระดาษชำระพร้อมใช้งานเหมือนห้องน้ำด้านนอกเลยครับ

พื้นที่อาบน้ำมีขนาด 1.3 x 0.9 m. สามารถใช้งานได้สะดวก และยกขอบสูง 6 cm. ช่วยป้องกันน้ำไหลซึมเข้าออกมาด้านนอกได้

ที่จับประตูออกแบบมาเหมือนห้องน้ำด้านนอก แต่สังเกตตรงบานประตูกระจกเมื่อเปิดออกจะชนกับขอบเสา เวลาเปิดประตูระวังกระแทกขอบเสากันด้วยนะครับ

ติดตั้ง Hand Shower สามารถปรับระดับความสูง-ต่ำ และก๊อกน้ำแบบก้านโยกที่ปรับความแรงน้ำได้ พร้อมเจาะช่องที่ผนังสามารถวางแชมพูหรืออุปกรณ์อาบน้ำได้ด้วย

ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี มีไฟดาวน์ไลท์ 2 ดวง พร้อมอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย พัดลมดูดอากาศ และยังมีช่องหน้าต่างบานกระทุ้งช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาและสามารถเปิดระบายอากาศและความชื้นได้ ทำให้ห้องน้ำห้องนี้มี Ventilation ที่ดี ถูกสุขอนามัย

บานประตูภายในห้องนอนและห้องน้ำเป็น Hollow Core ทาสีทั้งสองด้าน ที่เปิดแบบก้านโยกของ Hafele มีความแข็งแรงทนทาน ออกแบบมาให้ใช้งานได้สะดวก

สวิตซ์และปลั๊กไฟทั้งหมดเป็นของ Obotrons หน้าตาแบบนี้ครับ

นอกจากนี้ยังมีระบบ Home Intelligent System ที่พัฒนาโดย MQDC สามารถควบคุมการเปิด-ปิดไฟ ทีวี และเครื่องปรับอากาศ โดยจากภาพทางด้านซ้ายเป็นระบบ Health & Well-Being Mode ซึ่งเป็น Sensor ตรวจจับคุณภาพอากาศภายในห้อง ใช้งานร่วมกับพัดลมปรับอากาศภายในห้องนอน เมื่อระดับคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 1,000 PPM จะทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียและปวดศีรษะ ซึ่งเครื่องจะทำการเติม Oxygen เข้ามาในห้องทำให้คุณภาพอากาศในห้องดีขึ้น หากใครสนใจรายละเอียดของระบบต่างๆ สามารถเข้าไปชมคลิปวีดีโอได้ คลิกที่นี่

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 2 August 2018

  • ปัจจุบันโครงการเหลือแต่ห้อง 2 Bedrooms ขนาด 60.02 ตารางเมตร แค่ 3 ยูนิตเท่านั้น
  • ราคา 7.52 – 7.82 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 125,400 – 130,400 บาท/ตร.ม.

**หมายเหตุ : ราคานี้มีผลบังคับถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 นี้เท่านั้น

 

  • Fully – Fitted
  • เพดานสูง 2.65 เมตร
  • Kitchen & Sink
  • Hob & Hood
  • Home Intelligent System (จะต้องโอนห้องชุดก่อนวันที่ 30 กันยายน 2561 เท่านั้น)
  • ค่าธรรมเนียมการโอน ชำระโดยผู้ซื้อและผู้ขายคนละครึ่ง
  • ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ ชำระโดยผู้ขาย
  • ค่ากองทุน 500 บาทต่อตารางเมตร (ชำระครั้งเดียว ณ วันโอนกรรมสิทธิ์)
  • ค่าส่วนกลาง 45 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน (ชำระล่วงหน้า 1 ปี ณ วันโอนกรรมสิทธิ์)
  • โปรโมชั่น : ส่วนลด 200,000 บาท (สำหรับห้อง 2 Bedrooms) และดอกเบี้ยพิเศษสำหรับแบงค์

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ


เจาะลึกรวบยอด

ทำเล – โครงการ Whizdom รัชดา-ท่าพระ ตั้งอยู่บนถนนรัชดาภิเษก(ฝั่งขาออก) ตรงข้ามกับ The Mall ท่าพระ ซึ่งเป็นศูนย์กลางความเจริญและเป็นห้างขนาดใหญ่ของคนในย่านนี้มานาน จึงทำให้มีชุมชนและตลาดเกิดขึ้นอยู่รายล้อมห้างนี้กันอย่างคึกคัก ทั้งตลาดนัดไทยช่วยไทยพลาซ่าเก่า , ตลาดซอย 13 , ห้าง BigC และตลาดพลูที่แยกตลาดพลู จึงเป็นทำเลที่หาของกินง่ายมากๆ สถานศึกษาละแวกนี้ที่ใกล้ๆก็จะมีวิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ , รร.สตรีวัดอัปสรสวรรค์ , รร .บางไผ่ และ ม.ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ส่วนโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดคือ รพ.สมิติเวช , รพ.พญาไท 3 และ รพ.สมเด็จเจ้าพระยา และถ้าข้ามสะพานพระราม 3 มาหน่อยก็จะมี Asiatique ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุงติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแหล่งช้อปปิ้งและร้านนั่งชิลล์ที่เต็มไปด้วยชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนเดินทางมาเที่ยวกันคึกคักตลอดทั้งปี

การเดินทางโดยใช้รถ – เป็นทำเลในย่านฝั่งธนฯ ที่สามารถเข้าเมืองได้ง่ายโดยใช้เส้นถนนรัชดาภิเษกข้ามสะพานพระราม 3 เพื่อไปยังพระราม 3 หรือยานนาวา ซึ่งมีอาคารสำนักงานตั้งอยู่หลายแห่ง หรือจะใช้ถนนราชพฤกษ์ข้ามสะพานตากสินไปยังสีลม สาทร ซึ่งเป็น CBD ใจกลางเมืองธุรกิจที่มีความเจริญมาก และสามารถใช้ถนนกัลปพฤกษ์หรือถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินเพื่อไปทางวงแหวนกาญจนา พระราม 2 ที่เป็นแหล่งโรงงานอุสาหกรรมและโกดังต่างๆ นอกจากจะเข้าเมืองได้ง่ายแล้วยังเป็นทำเลที่ออกเมืองได้ง่ายด้วย สามารถใช้ถนนเพชรเกษมเพื่อไปบางแค นครปฐม ประจวบฯ หัวหิน หรือลงใต้ได้ง่ายๆอีกด้วย โดยโครงการมีที่จอดรถ 295 คัน ไม่รวมจอดซ้อนคัน คิดเป็น 43%

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ – โครงการอยู่ติดถนนใหญ่รัชดาภิเษกจึงมีทั้งวินมอไซค์เล็กๆและป้ายรถเมล์(ป้าย The Mall ท่าพระ) อยู่หน้าโครงการ หรือจะใช้สะพานลอยที่อยู่หน้าโครงการเพื่อข้ามไปขึ้นป้ายรถเมล์ที่ฝั่งตรงข้ามเพื่อเข้าเมืองก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าโดยตัวโครงการมีระยะห่างจากสะพานสถานีรถไฟฟ้า BTS ตลาดพลู เพียงแค่ 100 m. เท่านั้น หรือจะใช้สะพาน BTS ข้ามไปฝั่งตรงข้ามเพื่อไปขึ้นรถ BRT สถานีราชพฤกษ์ แค่ 350 m. ก็ยังอยู่ในระยะที่เดินได้สบายๆ ถือเป็นทำเลที่สะดวกมากๆ

การออกแบบโครงการ – เป็นคอนโด High Rise สูง 37 ชั้น 690 ยูนิต ออกแบบจากแนวคิดจากการเปลี่ยนแปลงของทำเลในย่านตลาดพลูที่มีความเจริญและทันสมัยมากขึ้น จึงออกแบบตัวอาคารในสไตล์ Modern โทนสีเข้มที่ดูหรูหราและโดดเด่น โดยวางผังอาคารเป็นรูปตัว S จึงไม่บังวิวกัน วางโถงลิฟต์เอาไว้ตรงกลางช่วยแบ่งโซนพักอาศัยออกเป็น 2 ส่วน ทำให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น มีช่องหน้าต่างตรงโถงลิฟต์และทางเดินช่วยเพิ่มความโปร่งโล่งไม่อึดอัด จัดฟังก์ชันต่างๆและลำดับการเข้าถึงมาจากการใช้งานจริงโดยไม่รบกวนพื้นที่พักอาศัย มีการจัดวาง Facilities ให้กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆของอาคารทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงและยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวจากสวนให้มากขึ้น

นอกจากนี้ยังเป็นโครงการที่ได้รับการรับรองและเป็นที่ยอมรับในเรื่องการออกแบบการก่อสร้าง และการใช้งานของอาคารประสิทธิภาพสูง หรือ LEED ระดับ Gold ที่ให้ประโยชน์ต่อผู้อยู่อาศัยในอาคาร โดยจะสามารถวัดประสิทธิภาพและผลกระทบจากการออกแบบได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเน้นหนักในด้านทำเลที่ตั้งน้ำการใช้พลังงานวัสดุ และคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร โดยที่ LEED ไม่ได้มุ่งไปที่อาคารประหยัดพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงคุณภาพชีวิตและบริเวณโดยรอบของพื้นที่โครงการ

การออกแบบห้องพัก – ห้องตัวอย่างพื้นที่ใช้สอย 2 Bedrooms ขนาด 60.02 ตร.ม. ลักษณะแปลนห้องนี้มีเสาอยู่ในห้องหลายตำแหน่งจึงส่งผลต่อการจัดฟังก์ชันการใช้งานในบางจุด แต่ก็ถือว่าในภาพรวมจัดออกมาได้ค่อนข้างลงตัว เหมาะกับการอยู่อาศัย 2 – 3 คน และได้ 2 ห้องน้ำ สะดวกต่อการใช้งานของคนหลายคน แต่ได้เป็นครัวเปิดและเป็นพื้นไม้ลามิเนต จึงไม่เหมาะกับคนที่ชอบทำอาหารจริงจัง แต่โครงการมี Hob&Hood เป็นพัดลมดูดอากาศที่ต่อท่อออกไประบายอากาศสู่ภายนอกและมีช่องหน้าต่างบานกระทุ้งด้านข้างให้ช่วยระบายอากาศได้อีกทางหนึ่ง ได้หน้าต่างกระจกทุกห้องเป็นบานใหญ่สูงจากพื้นถึงฝ้า และเป็นห้องมุมจึงทำให้มีช่องหน้าต่างถึง 3 ด้าน โดยเฉพาะห้อง Master Bedrooms จะได้เป็นหน้าต่างเข้ามุม Bay Window ที่ช่วยเพิ่มมุมมองให้กว้างมากขึ้น ห้องน้ำมีหน้าต่างช่วยระบายกลิ่นและความชื้นได้ จึงเป็นห้องที่มี Ventilation หรือการไหลเวียนอากาศภายในห้องที่ค่อนข้างดีและโปร่งโล่งมาก และมีระบบ Home Intelligent System ที่พัฒนาโดย MQDC ควบคุมการเปิด-ปิดไฟ ทีวี เครื่องปรับอากาศ และระบบ Health & Well-Being Mode ที่ทำงานร่วมกับพัดลมปรับอากาศภายในห้องนอน ช่วยเติม Oxygen เข้ามาในห้องทำให้คุณภาพอากาศในห้องดีขึ้นอีกด้วย

วัสดุ – ถือว่าให้มาค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับทำเลเดียวกัน ประตูหน้าห้อง Solid core กรุลามิเนต , Digital Door Lock ของ Yale , Top ธรณีประตูเป็นหินแกรนิต , พื้นลามิเนตหนา 8 mm. , อ่างล้างหน้าของ Lavenz , โถสุขภัณฑ์ของ Toto แบบฝังผนัง , ฉากกั้นอาบน้ำกระจกนิรภัย Tempered Glass , Built in ตู้เสื้อผ้าสูงจากพื้นถึงฝ้า , เครื่องปรับอากาศยี่ห้อ Daikin , Top เคาน์เตอร์ครัวหินเทียม , Hop & Hood ของ MEX พัดลมดูดอากาศมีท่อต่อออกไปภายนอก , อ่างล้างจานของ MEX , กรอบประตูและหน้าต่างอลูมิเนียมพ่นสีเทาเข้มและกระจกเขียวตัดแสง , หน้าต่างเข้ามุม Bay Window , บานประตูในห้องนอนและห้องน้ำเป็น Hollow Core ที่เปิดแบบก้านโยกของ Hafele , สวิตซ์และปลั๊กไฟของ Obotrons ,ไฟดาวน์ไลท์ฝังฝ้า , ระบบ Home Intelligent System และระบบ Health & Well-Being Mode ที่พัฒนาโดย MQDC

สาธารณูปโภค – ถือเป็นจุดเด่นที่สุดของโครงการ ซึ่งทำออกมาได้สวยงามน่าใช้มากๆ เริ่มตั้งแต่ร้านค้าด้านหน้าซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านได้มากขึ้น ส่วน Lobby ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงของต้นไม้ที่ทำออกมาได้สวยงาม มี Main Facilities ชั้น 6 ประกอบด้วย Infinity Edge Pool , Kids Pool และ Pool Bar เชื่อมต่อกันด้วยผนังกระจกทรงสูงสามารถ Take View ถึงกันได้เป็นอย่างดี และมี Fitness ที่อยู่ชั้นบนสามารถมองลงมาเห็นสระว่ายน้ำด้านล่างได้ ทำให้กลายเป็นโซน Activity ที่เชื่อมต่อถึงกันได้เป็นอย่างดี และอีกด้านจัดเป็นโซนพักผ่อนจำลองธารน้ำไหลผ่านม้านั่งและพื้นที่สีเขียวเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มี Sunrise Terrace ที่ชั้น 34 ใช้เป็นจุดชมวิวที่มีความเป็นส่วนตัว รวมถึงชั้นดาดฟ้าที่จัดเป็น Tunnel Garden เป็นสวนอุโมงค์ต้นไม้เป็น Highlight ที่โดดเด่นของโครงการ ทำเป็นแนวทางเดินและที่นั่งรูปแบบสะพานให้ความรู้สึกเหมือนเดินชมสวน และมี Glass House ด้านในเป็น Co-Working Space จัดพื้นที่ภายในแบบ Double Volume ใช้กระจกสูงสามารถ Take View มองวิวมุมสูงโดยรอบโครงการ หรือใช้เป็นที่ทำงานอ่านหนังสือได้ อีกฝากของอาคารก็มีสวนและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เอาไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังมีลิฟต์โดยสาร 4 ตัว อัตราส่วนลิฟต์  172.5 : 1 ซึ่งถือว่าหนาแน่นปานกลาง และ Service ลิฟต์ 1 ตัว โดยจะไม่รบกวนการใช้งานลิฟต์ของลูกบ้าน

Judgement

การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

เทียบกับช่วงราคาเฉลี่ย 124,800 บาท/ตร.ม., 2 August 2018

  • ทำเล 8/10 – ติดถนนใหญ่ ตรงข้าม The Mall ใกล้ตลาด หาของกินง่าย
  • เดินทางด้วยรถ 8/10 – เข้า-ออกเมืองสะดวก แต่อยู่ฝั่งขาออกรถติด ที่กลับรถไกลไปนิด
  • ไม่ใช้รถ 8.25/10 – สะดวกมาก ใกล้ BTS ตลาดพลู 100 m. มีป้ายรถเมล์ วินมอไซค์หน้าโครงการ
  • วัสดุ 7.5/10 – ให้มาค่อนข้างดี มีระบบ Home Intelligent System
  • แบบ 8.25/10 – เป็นอาคารสีเขียว ฟังก์ชันห้องลงตัว เน้นช่องเปิดโปร่งโล่งและ Ventilation ของอากาศ
  • สาธารณูปโภค 8.5/10 – สวยงามน่าใช้ เน้นพื้นที่สีเขียวเป็นธรรมชาติ
  • UPPER – HIGH CLASS
  • 8.04 / 10.00

BOTTOM LINE

โครงการ Whizdom รัชดา-ท่าพระ เหมาะกับคนที่มองหาคอนโดทำเลในย่านฝั่งธนฯ ใกล้ห้างใกล้ตลาด หาของกินง่าย ใกล้รถไฟฟ้า เรียกรถสาธารณะง่าย เข้า-ออกเมืองสะดวก เป็นคอนโดระดับหรูสุดในย่าน ชอบใช้พื้นที่ส่วนกลาง มีห้องแบบ 2 Bedrooms อยู่อาศัย 2 – 3 คน ฟังก์ชันลงตัว มีระบบระบายอากาศดี สร้างเสร็จพร้อมอยู่ มีงบประมาณระดับ 7.48 – 7.82 ล้าน หรือมีกำลังผ่อนประมาณ 52,000 – 55,000 บาท/เดือน