รีวิวฉบับที่ 1709 … สวัสดีครับ วันนี้มีคอนโดใหม่มาฝากกันอีกแล้ว The Tree หัวหมาก จาก พฤกษา ตั้งอยู่บนถนนรามคำแหง ใกล้กับสะพานทางเชื่อมสะพานข้ามคลองแสนแสบไป The Mall บางกะปิ ได้โดยตรงและใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานีลำสาลี เป็นโครงการ High Rise 31 ชั้น ยูนิตน้อยมีความเป็นส่วนตัว ห้องหน้ากว้างดีไซน์ใหม่ จุดเด่นอยู่ที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ สวยงามน่าใช้ และมี Skywalk เชื่อมต่อทุกอาคาร ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท

Fact @ 16 October 2018

  • The Tree Hua Mak (เดอะ ทรี หัวหมาก)
  • บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน)
  • MAIN CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment ได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ : ถนนรามคำแหง เขตบางกะปิ
  • คอนโด High Rise และ Low Rise ทั้งหมด 5 อาคาร จำนวน 590 ยูนิต แบ่งเป็น

  • อาคาร A (อาคารบริการและห้องชุดเพื่อการพาณิชย์) สูง 4 ชั้น
  • อาคาร B, C และ D (อาคารชุดพักอาศัย) สูง 31 ชั้น
  • อาคาร E (อาคารจอดรถ) สูง 10 ชั้น

  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 7 ยูนิต
  • ที่จอดรถประมาณ 271 คันคิดเป็น 45.9% ไม่รวมจอดซ้อนคัน
  • ที่ดินประมาณ 3-2-69.6 ไร่
  • เริ่มก่อสร้าง :  ธ.ค. 61
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : ปลายปี 63
  • ห้องพักอาศัย
    • Studio 23.02 – 23.14 ตร.ม. จำนวน 85 ยูนิต
    • 1 Bedroom 25.69 – 26.76 ตร.ม. จำนวน 336 ยูนิต
    • 2 Bedroom 42.56 – 42.94 ตร.ม. จำนวน 168 ยูนิต

  • ฝ้าเพดานสูง 2.6 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรทั้งโครงการ 95,000 บาท/ตร.ม.
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่ำสุด-สูงสุด n/a บาท/ตร.ม.
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • Call Center : 1739
  • สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างครับ


    เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

    พิกัด : 13.762427, 100.641840

    แผนที่จากทางโครงการ อยู่ติดถนนรามคำแหงฝั่งขาออก

    โครงการ The Tree หัวหมาก ตั้งอยู่บนถนนรามคำแหงฝั่งขาออกมุ่งหน้าไปทางแยกลำสาลี โดยถนนเส้นนี้ขึ้นชื่อว่ารถติดมาก ยิ่งในปัจจุบันมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจึงทำให้เราจะยังคงเห็นรถติดหนักอยู่แบบนี้อีกอย่างน้อย 2 – 3 ปี แต่เมื่อโครงการรถไฟฟ้าก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรไปได้เยอะเลยทีเดียวครับ ตัวโครงการตั้งอยู่ติดถนนรามคำแหงฝั่งขาออกจึงทำให้สะดวกต่อการออกเมืองไปทางถนนศรีนครินทร์เพื่อเชื่อมต่อไปที่ถนนลาดพร้าว ถนนนวมินทร์ และถนนเสรีไทยที่แยกบางกะปิได้ หรือจะลงใต้เพื่อเชื่อมต่อกับถนนพัฒนาการ ถนนเพชรบุรี หรือไปอ่อนนุช สมุทรปราการได้สะดวก

    ย่านบางกะปิรามคำแหง มีความโดดเด่นและเป็นเมืองแห่งมหาวิทยาลัย โดยมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ทั้งรามคำแหง และอัสสัมชัญ เรียกได้ว่าเป็น “แคมปัสทาวน์” อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่มีการแข่งขันกีฬารายการใหญ่มีผู้ชมนับแสนคน นับเป็นย่านที่มีศักยภาพสูงมากทีเดียว เรียกได้ว่ามีความคึกคักตลอดสาย แล้วยังเป็นแหล่งชุมชนหนาแน่นดั่งเดิมที่มีมานาน จึงทำให้กลายเป็นย่านที่มีความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยจริงจัง

    ด้านความอุดมสมบูรณ์ที่ใกล้โครงการมากที่สุดคงหนีไม่พ้นห้างร้านและตลาดต่างๆบริเวณแยกบางกะปิ ทั้ง The Mall บางกะปิ, ตะวันนา, Makro, Tesco Lotus, ตลาดบางกะปิ และห้างพันธุ์ทิพย์ โดยตัวโครงการเองยังมีอีกหนึ่งจุดเด่นคืออยู่ใกล้หรือจะเรียกว่าติดกับทางลัดเพื่อขึ้นสะพานข้ามคลองแสนแสบไปยังฝั่ง The Mall ได้โดยตรง โดยที่ไม่ต้องไปอ้อมให้รถติดที่แยกลำสาลีและแยกบางกะปิให้เสียเวลา เรียกได้ว่าอยู่ใกล้แหล่งความอุดมสมบูรณ์ขนาดใหญ่ในระยะเดินถึงได้เลยครับ

    การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าอย่างที่บอกไปแล้วว่าถนนเส้นนี้กำลังก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมฯ – มีนบุรี) ซึ่งสถานีที่ใกล้ที่สุดคือ MRT สถานีลำสาลี อยู่ห่างจากโครงการไปทางแยกลำสาลีประมาณ 400 m. ซึ่งถือว่าเป็นระยะที่สามารถเดินถึงได้นะ โดยโครงการรถไฟฟ้าจะสร้างเสร็จและเปิดใช้บริการประมาณปี 66 ในขณะที่คอนโดจะสร้างเสร็จประมาณปี 63 ซึ่งเป็นทำเลที่ต้องรอรถไฟฟ้าในอนาคตอีกสักระยะหลังจากเข้าอยู่แล้วครับ นอกจากนี้รถไฟฟ้าสายสีส้มสถานีนี้ยังสามารถ Interchence กับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) อีกด้วย

    นอกจากการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าแล้วยังสามารถเดินทางด้วยเรือโดยสารที่คลองแสนแสบได้ โดยท่าเรือที่ใกล้ที่สุดคือ ท่าเรือ The Mall บางกะปิ ซึ่งอยู่ด้านหลังโครงการเพียงเดินข้ามสะพานลอยไปเท่านั้นเอง มีระยะห่างจากโครงการแค่ 300 m. ซึ่งเป็นการนับระยะทางจากประตูหลัง แต่ถ้าจากหน้าโครงการติดถนนรามคำแหงจะมีระยะห่างประมาณ 500 m. ครับ สามารถนั่งเรือเข้าเมืองไปทางอโศก ประตูน้ำ ไปสุดจนถึงผ่านฟ้าได้ง่ายมากๆ

    เรื่องการเดินทางด้วยรถยนต์จะมีทางด่วนศรีรัชที่ใกล้ที่สุด ซึ่งมีจุดกลับรถอยู่ไม่ไกลจากโครงการ ขับมาตามถนนรามคำแหงฝั่งขาเข้ามาขึ้นทางด่วนศรีรัชที่บริเวณแยกรามคำแหง ในระยะทางประมาณ 5.5 km. และต้องเผื่อเวลารถติดด้วยนะ

    อีกจุดหนึ่งคือใช้ถนนศรีนครินทร์ลงมาด้านล่าง ซึ่งจะสามารถขึ้นได้ทั้งทางด่วนศรีรัชเพื่อใช้เข้าเมืองได้เช่นกัน แต่ต้องเสียค่าทางด่วนสองต่อ แลกกับประหยัดเวลากว่าไปทางรามคำแหงเล็กน้อย และสามารถขึ้นมอเตอร์เวย์เพื่อออกเมืองไปทางสุวรรณภูมิหรือลาดกระบัง/ชลบุรีได้  มีระยะห่างจากโครงการประมาณ 3.5 km. ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 20 – 30 นาที

    สำหรับคนต้องการใช้วงแหวนกาญจนาฯก็ไม่ยากครับ ขับตรงมาตามถนนรามคำแหงผ่านแยกลำสาลีมาเรื่อยๆ จะเจอกับทางขึ้นวงแหวนกาญจนาภิเษกในระยะทางประมาณ 6.9 km. สามารถออกเมืองไปทางบางนา สมุทรปราการ หรือพระราม 3 ได้

    การเดินทางมายังโครงการในวันนี้เริ่มที่ถนนพระราม 9 ซึ่งผมมาจากทางมอเตอร์เวย์นะ หรือถ้าใครมาจากในเมืองก็จะสามารถมาเริ่มต้นที่แยกรามคำแหงได้เช่นกัน ให้เลี้ยวเข้าสู่ถนนรามคำแหง ขับตรงยาวมาเรื่อยๆ ประมาณ 4.5 km. ก็จะเจอกับที่ตั้งโครงการอยู่ทางซ้ายมือครับ

    ตอนนี้ผมอยู่บนถนนพระราม 9 ฝั่งขาเข้ามุ่งหน้าไปทางพระราม 9 นะครับ ให้สังเกตป้ายไปรามคำแหง ให้เตรียมเลี้ยวขวา

    เลี้ยวขวาตรงแยกรามคำแหงเพื่อเข้าสู่ถนนรามคำแหง แต่ถ้าใครมาจากในตัวเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับผมก็ให้เลี้ยวซ้ายนะ

    ถนนรามคำแหงกำลังมีการก่อสร้างกันอยู่ตลอดเส้นทาง ให้สังเกตหาป้ายห้าง The Mall รามคำแหงนะครับ

    เลยหน้าห้าง The Mall รามคำแหง มานิดเดียวจะเจอกับทางแยก ให้เราตรงขึ้นสะพานทางยกระดับได้เลยครับ เพราะจะช่วยเลี่ยงรถติดจากถนนที่กำลังก่อสร้างอยู่ทางด้านล่างของถนนรามคำแหงได้มาก ให้เราขับตรงไปจนสุดถึงทางลงได้เลยครับ

    ทางลงรถจะค่อนข้างติดพอสมควร เพราะถนนในส่วนนี้ก็กำลังก่อสร้างอยู่เช่นกัน และบีบเลนถนนให้เหลือเพียงเลนเดียว ซึ่งในอนาคตถ้าการก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะสะดวกสบายมากกว่านี้ครับ จากตรงนี้ให้ขับตรงต่อไปอีกหน่อยนะ

    เลยกรวยกั้นถนนเมื่อครู่นี้มาแล้วให้ชิดซ้ายนะครับ เพราะถ้าไปทางขวาจะเป็นการขึ้นสะพานทางยกระดับข้ามแยกลำสาลีไปทางกรุงเทพกรีฑาโน่น

    ขับตรงมานิดเดียวก็จะเจอกับทางเข้าโครงการอยู่ซ้ายมือ ให้เลี้ยวเข้าไปได้เลย

    อาคาร Sale Gallery เป็นทรงโมเดิร์นสีเทาเข้มและสีเขียวแบบนี้ มีที่จอดรถอยู่ด้านข้าง ด้านหน้ามีป้อม รปภ. และพี่ยามคอยโบกรถอำนวยความสะดวกให้ตลอดเวลา

    **รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะครับ

    มาดูบริบทโดยรอบโครงการกันบ้างครับ ที่ดินโครงการตั้งอยู่บนถนนรามคำแหงฝั่งขาออก ซึ่งเป็นฝั่งถนนที่ไม่มีอาคารสูงมาบังวิวเลย โดยรอบเป็นชุมชนที่พักอาศัยแนวราบสูงไม่เกิน 8 ชั้น สามารถสรุปได้ดังนี้

    ทิศเหนือ เป็นด้านหลังของโครงการ ติดกับคลองแสนแสบ ฝั่งตรงข้ามเป็นห้าง The Mall, ตะวันนา และ Makro

    ทิศใต้ เป็นด้านหน้าโครงการ ติดกับถนนรามคำแหง มีทางยกระดับอยู่ด้านหน้าและในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าใต้ดินวิ่งผ่าน ฝั่งตรงข้ามเป็นอาคารพาณิชย์และธนาคารสูงไม่เกิน 8 ชั้น และเยื้องๆกันทางขวาเป็นคอนโดสูง 23 ชั้น

    ทิศตะวันออก ติดกับลานจอดรถของ The Mall ถัดออกไปเป็นอาคารพักอาศัยและคอนโดสูงไม่เกิน 8 ชั้น

    ทิศตะวันตก ติดกับโชว์รูม Mazda และอาคารพาณิชย์สูงไม่เกิน 8 ชั้น

    เรามาลองเดินดูรอบๆโครงการกันครับ ด้านหน้าโครงการเป็นถนนรามคำแหงและมีทางยกระดับ ฝั่งตรงข้ามเป็นอาคารพาณิชย์และธนาคาร

    มาเริ่มจากทางด้านซ้ายของโครงการกันก่อน หน้าโครงการมีทางเท้าอย่างดีทำให้เดินได้สะดวก ติดกับรั้วโครงการมีอาคารของธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งอยู่

    ที่หน้าธนาคารนี้มีวินมอไซค์ตั้งอยู่ด้วย ถือว่าอยู่ติดกับโครงการเลย สะดวกมากๆ ราคาตามนี้เลยครับ

    ถัดมาหน้าธนาคารจะมีซอยเล็กๆอยู่ เป็นซอยทางลัดของ The Mall ที่เชื่อมต่อข้ามสะพานไปด้านหลังห้างได้

    นอกจากจะมีทางเชื่อมไป The Mall แล้วยังมีลานจอดรถอยู่ทางฝั่งนี้ด้วย และมีรถตู้ของตัวห้างไว้คอยบริการสำหรับคนที่จะจอดรถไว้ฝั่งนี้หรือไม่ได้ใช้รถแล้วไม่อยากเดินเองให้เมื่อย โดยรถตู้นี้จะออกทุกๆ 10 – 15 นาที เพื่อไปรับ-ส่ง(ฟรี) จากตรงจุดนี้ถึงตัวห้างเลยครับ

    สะพานนี้เป็นสะพานของ The Mall เอง ที่ได้สร้างมาเพื่อใช้ข้ามคลองแสนแสบไปยังฝั่งของตัวห้างได้ โดยคนทั่วไปก็ยังได้ใช้ประโยชน์จากตรงจุดนี้โดยการใช้เป็นเส้นทางลัดเชื่อมต่อระหว่างถนนรามคำแหงและถนนลาดพร้าวเพื่อเลี่ยงรถติดได้อีกด้วย

    นอกจากเส้นทางรถยนต์แล้วยังมีเส้นทางคนเดินอีกด้วยนะ โดยจะมีสะพานลอยเล็กๆอยู่ตรงกลางให้คนเดินข้ามกันได้ ซึ่งเราจะสามารถมาได้ง่ายๆโดยใช้ประตูทางเข้าเล็กๆที่เชื่อมต่อมาจากทางเดินริมคลองแสนแสบ

    ด้านหลังโครงการไม่ได้อยู่ติดตลองซะทีเดียว แต่จะมีทางเดินเลียบคลองเล็กๆคั่นอยู่ โดยทางโครงการมีแผนที่จะทำประตูคนเดินเข้า-ออกทางด้านหลังเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านอีกด้วย

    นอกจากสะพานข้ามคลองแสนแสบจะใช้ข้ามไปตัวห้างเพื่อช้อปปิ้งได้แล้ว ยังสามารถใช้เป็นทางลัดเพื่อไปขึ้นเรือที่ท่าเรือ The Mall บางกะปิ ได้อีกด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกการเดินทางที่คนแถวนี้นิยมใช้กันเพราะสะดวกรวดเร็ว และมีราคาถูก ไม่ต้องเสี่ยงรถติดบนท้องถนนให้เสียเวลา

    กลับมาที่สะพานลอยข้ามคลองแสนแสบกันอีกครั้ง จะมีหลังคาคลุมตลอดทางทำให้เดินได้ไม่ร้อนครับ

    หันมาทางด้านขวาจะสามารถมองเห็นที่ดินของโครงการ The Tree ได้ด้วย

    เมื่อลงจากสะพานลอยจะเจอกับลานจอดรถ ซึ่งเราต้องเดินตรงไปเพื่อไปเข้าที่ด้านหลังตะวันนา

    เมื่อเดินเข้ามาจากลานจอดรถแล้วถ้าต้องการไปยัง The Mall ก็ให้เลี้ยวขวา เดินไปตามทางจะเจอทางออกจากตะวันนาเพื่อข้ามไปยังห้าง The Mall ได้ครับ

    ส่วนตะวันนาเองก็จะแบ่งออกเป็นหลายๆโซน ทั้งแบบ Indoor และ Outdoor มีของราคาถูกขายอยู่เยอะแยะเลย

    กลับมาที่ถนนรามคำแหงหน้าโครงการอีกครั้ง เดินตรงต่อมาจะเจอกับอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น ชั้นล่างเป็นร้านขายสีและอุปกรณ์ก่อสร้าง

    ถัดมาอีกนิดจะมีสะพานข้ามคลองจิต ตรงช่วงนี้บางทีจะมีรถมอไซค์มักง่ายวิ่งบนทางเท้าด้วยนะ ต้องระวังกันนิดนึง

    ติดกันมีธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยตั้งอยู่

    มองไปด้านหน้าจะมีสะพานลอยอยู่ไม่ไกล และทางด้านซ้ายของภาพคือทางขึ้นสะพานทางยกระดับข้ามแยกลำสาลีไปทางกรุงเทพกรีฑา

    ก่อนถึงสะพานลอยจะมีป้ายรถเมล์สาธารณะที่เป็นจุดที่ใกล้โครงการมากที่สุด

    ตรงสะพานลอยฝั่งนี้จะมีร้านบุฟเฟ่ต์ตั้งอยู่ นอกจากจะมีโซนที่นั่งจำนวนมากแล้วก็ยังมีโซนร้านค้าและร้านขายเนื้อหรือวัตถุดิบปิ้งย่างครบครัน

    ลองขึ้นมาดูบนสะพานลอยกันครับ ทิศทางนี้เป็นถนนรามคำแหงฝั่งขาออก ซึ่งที่ตั้งโครงการจะอยู่ทางซ้ายมือและจะเห็นได้ว่าเป็นฝั่งที่ไม่มีอาคารสูงตั้งอยู่เลย ตรงกลางถนนเป็นสะพานทางยกระดับข้ามแยกลำสาลีไปทางกรุงเทพกรีฑา

    ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นถนนรามคำแหงฝั่งมุ่งหน้าเข้าเมือง ฝั่งนี้จะเห็นได้ว่ากำลังมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าจึงทำให้การจราจรค่อนข้างติดขัดพอสมควร

    มาต่อกันที่ทางด้านขวาของโครงการกันบ้างครับ

    ติดกับโครงการเป็นโชว์รูม Mazda ขนาดใหญ่

    ถัดมาจะเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น ยาวตลอดแนวริมถนนรามคำแหง ด้านล่างส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าทั่วไปและมีสตูดิโอแต่งงานจำนวนมาก ส่วนตามซอยจะเป็นแมนชั่นและคอนโด Low Rise

    ต่อมาจะเห็นป้ายที่กลับรถก่อนถึงแยกลำสาลี ซึ่งจุดนี้อยู่ห่างจากตัวโครงการประมาณ 300 m.

    ส่วนทางด้านซ้ายหน้าปากซอย 89/2 จะมีร้านค้าร้านอาหารขนาดใหญ่

    ตรงจุดนี้เรียกว่า ลำสาลีฟู้ดเซ็นเตอร์ จะมีร้านค้าร้านอาหารเหมือนเป็น Food Court ขนาดใหญ่ และมีเซเว่นตั้งอยู่

    สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

    • ตะวันนา ไนท์ บาร์ซาร์ ~ 400 ม.
    • The Mall บางกะปิ ~ 500 ม.
    • Makro ลาดพร้าว ~ 750 ม.
    • รพ.รามคำแหง ~ 1.2 กม.
    • Tesco Lotus บางกะปิ ~ 1.8 กม.
    • รพ.เวชธานี ~ 2.5 กม.
    • รามคำแหง ไนท์ มาร์เก็ต (ตลาดนัด กกท.) ~ 2.5 กม.
    • สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ~ 2.6 กม.
    • HOMEPRO รามคำแหง ~ 2.6 กม.
    • ม.รามคำแหง ~ 2.7 กม.
    • ม.รัตนบัณฑิต ~ 3.7 กม.
    • รร.สาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ~ 3.8 กม.
    • ม.อัสสัมชัญ (วิทยาเขตหัวหมาก) ~ 4.1 กม.
    • รพ.สมิติเวชศรีนครินทร์ ~ 4.4 กม.
    • รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ~ 4.7 กม.
    • The Nine Center พระราม 9 ~ 6.2 กม.
    • The Mall รามคำแหง ~ 6.6 กม.
    • สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ~ 7.2 กม.
    • ม.เกษมบัณฑิต ~ 7.2 กม.
    • รพ.ปิยะเวท ~ 10.7 กม.
    • รพ.กรุงเทพ ~ 11 กม.
    • รพ.พระราม 9 ~ 11.8 กม.

     


    เจาะลึกตัวโครงการ

    โครงการ The Tree หัวหมาก เป็นคอนโด High Rise สูง 31 ชั้น จำนวน 5 อาคาร บนที่ดินขนาด 3-2-69.6 ไร่ แบ่งออกเป็นอาคาร A สูง 4 ชั้น เป็นอาคารพาณิชย์และอาคารส่วนกลาง ถัดมาตรงกลางเป็นอาคารพักอาศัยสูง 31 ชั้น 3 อาคาร จำนวนเพียง 590 ยูนิต จึงได้ความเป็นส่วนตัว และด้านในสุดเป็นอาคารจอดรถสูง 10 ชั้น โครงการออกแบบด้วยแนวคิด เชื่อมต่อความสุขทุกจังหวะชีวิตกับบรรยากาศที่ผ่อนคลายของโครงการ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ สังเกตุได้จาก Skywalk ที่เชื่อมต่อทุกอาคารเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพและอากาศบริสุทธิ์ ด้วยความที่โครงการเป็นอาคารสูงและไม่มีอาคารข้างเคียงมาบดบัง จึงเน้นพื้นที่ส่วนกลางบนอาคารซึ่งจัดให้เป็นพื้นที่ชมวิวและเป็นพื้นที่เพิ่มออกซิเจนให้กับคนในโครงการ

    มาดู Master Plan กันครับ ทางเข้า-ออก รถยนต์มีทางเดียวอยู่ติดถนนรามคำแหง เส้นทางเดินรถจะมาสามารถขับตรงไปยังอาคารจอดรถด้านในได้ หรือจะขับอ้อมอาคารไปด้านหลังก็ได้ครับ อาคาร A ด้านหน้าเป็นร้านค้า ซึ่งยืนยันแล้วว่าเป็นเซเว่นมาเปิดในอนาคต เป็นอาคารแยกออกมาจากอาคารอื่นๆ ซึ่งเวลาคนภายนอกเข้ามาใช้บริการร้านค้าจะไม่ต้องเข้าไปรบกวนพื้นที่พักอาศัยด้านใน ทำให้เกิดความเป็นส่วนตัว อาคารพักอาศัยมี Lobby แยกเป็นส่วนตัวในแต่ละอาคาร ส่วนทางด้านหลังสุดยังมีประตูคนเดินหลังโครงการอีกด้วย

    ในส่วนของโมเดลจะเห็นทาง เข้า-ออก รถยนต์มีทางเดียวทำให้เกิดความปลอดภัย โดยทางเดินรถมี 2 ทาง ถนนเส้นหลักเป็นถนน 2 เลนสามารถขับสวนทางกันได้ และมีอีกเส้นทางหนึ่งอ้อมไปทางด้านหลังเพื่อไปยังอาคารจอดรถได้ครับ

    อาคารด้านหน้าเป็นอาคารสูง 4 ชั้น ชั้นแรกเป็นร้านเซเว่น ชั้นสองเป็นนิติบุคคล ชั้นสามเป็น Co-Working Space ส่วนชั้นสี่ด้านบนสุดเป็น Fitness ซึ่งชั้น 3 – 4 เป็นพื้นที่ส่วนกลางของโครงการที่จะต้องใช้ Key Card ในการขึ้นลิฟต์ สำหรับลูกบ้านเท่านั้นจึงจะสามารถขึ้นไปใช้งานได้

    ภาพบรรยากาศจำลองของห้อง Co-Working Space ซึ่งมีพื้นที่นั่งทำงานหลายจุด และ Fitness ที่อยู่ชั้นบนมีเครื่องออกกำลังกายหลายชิ้น โดยรอบเป็นผนังกระจกสามารถ Take View ออกไปภายนอกได้ในขณะออกกำลังกาย

    เนื่องจากอาคารพักอาศัยทั้ง 3 อาคารมีลักษณะคล้ายกัน ผมจึงยกตัวอย่างแปลนชั้น 1 ของอาคาร C มาให้ดู ก่อนทางเข้า Lobby จะมี Outdoor Waiting Area เป็นพื้นที่นั่งคอยสำหรับคนภายนอกอยู่ด้านหนึ่ง และจะมีทางเข้า Lobby จะอยู่ด้านข้างทั้ง 2 ด้านของอาคารต้องใช้ Key Card ในการเข้าออกเพื่อความเป็นส่วนตัวและปลอดภัย ภายในมีชุดโซฟาที่นั่ง 2 ชุดซึ่งมีเสาแบ่งแยกออกจากกันเพื่อความเป็นส่วนตัว ทางมุมซ้ายเป็นห้อง Mail box ส่วนตรงกลางเป็นโถงลิฟต์ซึ่งมีลิฟต์โดยสารทั้งหมด 2 ตัว

    ภาพบรรยากาศจำลองบริเวณโถง Lobby ซึ่งออกแบบเป็นโถงเพดานสูงขึ้นไปถึงชั้น 2 เนื่องจากชั้น 2 เป็นแค่ชั้น Skywalk เชื่อมต่อแต่ละอาคารเข้าด้วยกัน จึงทำให้มี Void เกิดขึ้นได้ ภายในออกแบบตกแต่งสไตล์เรียบหรูและทันสมัย ใช้หินอ่อนโทนสีขาวและวัสดุแบบเอิร์ธโทน ทำให้ดูเรียบง่าย สว่างและสบายตา

    แปลนอาคารชั้น 2 ยังไม่เป็นชั้นพักอาศัยนะครับ แต่จะเป็น Skywalk ทางเชื่อมตึกยาวตั้งแต่อาคารด้านหน้าสุดที่เป็นร้านค้าและอาคาร Facilities ผ่านอาคารพักอาศัยทั้ง 3 อาคาร ไปจนถึงอาคารจอดรถด้านหลังสุด หมายความว่าเมื่อจอดรถที่อาคารจอดรถแล้วก็สามารถเดินมาที่อาคารที่พักได้โดยตรง ไม่ต้องลงไปอ้อมที่ชั้น 1 ก่อนเลยครับ

    จากโมเดลจะแสดงให้เห็นว่าทางเชื่อมอาคารจะเชื่อมทุกอาคารเข้าด้วยกัน โดยที่ทางเชื่อมระหว่างอาคารนี้จะมีหลังคาคลุมเรียบร้อยดี ทำให้สามารถใช้งานได้ดี ช่วยบังแดดบังฝนได้

    ส่วนชั้นดาดฟ้าของอาคารจอดรถจะมี Facilities ได้แก่ สนามฟุตซอล สนามเด็กเล่น และสวนพักผ่อนบนดาดฟ้า ซึ่งลูกบ้านทุกคนจะสามารถขึ้นมาใช้งานได้ แต่อาจไม่สะดวกมากนักเพราะเป็นอาคารที่แยกตัวออกมาจากอาคารพักอาศัยอื่นๆ แต่ก็ถือว่าเป็นการใช้พื้นที่ดาดฟ้าของอาคารจอดรถให้เป็นประโยชน์

    ภาพจำลองบรรยากาศส่วนกลางบนชั้นดาดฟ้าอาคารจอดรถ มีการปลูกต้นไม้และทำสวนไว้ร่มรื่นน่าใช้งาน มีศาลาสำหรับนั่งเล่น สนามเด็กเล่นมีเครื่องเล่นสำหรับเด็ก และสนามฟุตซอลมีตาข่ายคลุมเรียบร้อยดี

    แปลนอาคารชั้น 3 -30 ของอาคาร C ซึ่งทั้ง 3 อาคารจะมีลักษณะการวางผังห้องคล้ายกัน เป็นอาคารรูปตัว I มีโถงลิฟต์ซึ่งมีลิฟต์โดยสาร 2 ตัว ห้องงานระบบ และบันไดหนีไฟ 2 ตำแหน่งอยู่ตรงกลางอาคาร ห้องพักทางทิศตะวันออกเป็นห้อง One Bedroon ทั้งหมด 4 ยูนิต เป็นทิศทางที่สามารถมองออกไปได้กว้างไกลเพราะเป็นวิวชุมชนแนวราบ เป็นทิศที่ค่อนข้างดีเพราะแดดไม่ส่องในเวลาหลังบ่าย

    ส่วนห้องทางทิศตะวันตกเป็นทิศที่อาจมีแดดร้อนส่องเข้ามาในเวลาหลังบ่าย และมีห้องเพียง 3 ยูนิตเท่านั้น แบ่งเป็นห้อง Two Bedroom อยู่ตรงมุมทั้ง 2 ข้าง และมีห้อง Studio เพียงห้องเดียวอยู่ตรงกลาง หันหน้าออกไปได้วิวเปิดโล่งของชุมชนแนวราบอีกเช่นกัน อีกหนึ่งจุดเด่นคือ Corridoor ภายในจะไม่ได้ยาวจนสุดอาคาร แต่จะมีพื้นที่เปิดโล่งตรงกลางระหว่างอาคารซึ่งทำให้ห้อง Two Bedroom สามารถเปิดช่องระบายอากาศเพิ่มขึ้นได้ รวมแล้วอาคารชั้นพักอาศัยจะมีจำนวน 7 ยูนิตต่อชั้น และมีอัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 98 :  1 ซึ่งถือว่าไม่หนาแน่นครับ ใช้งานได้สบายๆเลย

    แปลนอาคารชั้น 30 – 31 เป็นชั้น Main Facilities และชั้นพักอาศัยรวมกัน มีทางเดิน Skywalk เชื่อมต่อกันทั้ง 3 อาคาร โดยที่อาคาร B และอาคาร D จะมีห้องพักอาศัยเหมือนกัน ซึ่งจะต้องมี Key Card จึงจะเข้าไปในส่วนห้องพักได้เพื่อความเป็นส่วนตัว โดยจะมีห้องพักอาศัยในชั้นนี้แค่ 4 ยูนิตต่ออาคาร เหมาะสำหรับคนชอบใช้พื้นที่ส่วนกลางบ่อยๆ ส่วน Facilities ของแต่ละอาคารจะแตกต่างกันเล็กน้อย โดยจะมี Sky Lounge ที่เหมือนกัน แต่อาคาร B จะมี Theatre Room ดังนั้นคนที่เลือกอยู่ที่อาคารนี้อาจเป็นคนชอบดูหนังก็ได้ และอาคาร D จะมี Co-Kid’s Playground คนที่เลือกอยู่อาคารนี้จึงอาจเป็นครอบครัวที่กำลังมีลูกน้อยก็เหมาะนะ

    ส่วนอาคาร C ตรงกลางถือเป็นอาคาร Facilities หลักที่ประกอบด้วย O2 Lounge ที่เป็น Sixnature ของโครงการ เป็นห้องที่โครงการบอกว่าจะมีปริมาณออกซิเจนมากกว่าบนท้องถนนภายนอกที่มีออกซิเจนอยู่ที่ 19% ในขณะที่ห้องนี้จะมีระบบปรับอากาศที่จะช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนเป็น 21% ทำให้รู้สึกสดชื่น หายใจได้เต็มปอด เปรียมเสมือนได้ไปเที่ยวเขาใหญ่หรือวังน้ำเขียวได้เพียงขึ้นลิฟต์มา 5 นาทีเท่านั้นเอง ติดกันเป็นห้อง Relax Room ซึ่งจะมีชุดโต๊ะเก้าอี้ไว้นั่งผ่อนคลายได้คล้ายๆกัน และที่สำคัญคือทั้ง Sky Lounge และ O2 Lounge เป็นห้องชมวิวที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทำให้สามารถชมพระอาทิศขึ้นในยามเช้าได้ และสามารถขึ้นมานั่งใช้งานในตอนกลางวันได้จริงเพราะแดดไม่ร้อนอีกด้วย

    ภาพบรรยากาศจำลองห้อง O2 Lounge ตกแต่งให้บรรยากาศคล้ายต้นไม้ใหญ่ที่ให้ออกซิเจนและความสดชื่น สอดคล้องกับแนวความคิดของโครงการ ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใสไว้ Take View ภายนอก และมีชุดเก้าอี้และโซฟาให้นั่งพบปะพักผ่อนอีกหลายชุด

    ภาพตัวอย่างบรรยากาศจำลอง Facilities อื่นๆ ได้แก่ Sky Lounge, Relax Room, Theatre Room และ Co-Kid’s Playground ก็ทำออกมาได้เรียบหรูและสวยงามน่าใช้ครับ

    ชั้นสุดท้ายคือชั้น 31 ชั้นนี้จะมีแค่อาคาร C เท่านั้น หลักๆคือสระว่ายน้ำขนาด 30 x 6 m. มีสระเด็ก Jacuzzi และ Pool Deck อยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีบันไดเดินต่อขึ้นมาชั้นบนอีกนิดหน่อย เป็น Panoramic View Deck ไว้ขึ้นไปชมวิวได้

    จากโมเดลก็จะเห็นได้ว่าชั้น Main Facilities จะมี Skywalk ที่มีหลังคาคลุมเชื่อมต่อกันทั้ง 3 อาคารเหมือนกับที่ชั้น 2 ทำให้สามารถใช้งานได้ดี ช่วยบังแดดบังฝนได้ ซึ่งในชั้นนี้จะมีสระว่ายน้ำอยู่ตรงกลาง โดยรอบเป็นราวกระจก และมีชุดชมวิวที่เป็นราวกระจกอีกเช่นกันอยู่ทางด้านบนเหนือสระว่ายน้ำอีกด้วย

    ภาพจำลองบริเวณสระว่ายน้ำชั้น 31 ด้านหนึ่งเป็นกระจกช่วย Take View ภายนอกได้ ส่วนอีกด้านปลูกต้นไม้ช่วยเพิ่มความร่มรื่นและใช้นั่งพักผ่อนได้

    นอกจากนี้ในโมเดลยังสามารถเห็นถนนด้านข้างโครงการที่เชื่อมต่อไปยังสะพานข้ามคลองแสนแสบไปฝั่ง The Mall และยังเห็นประตูทางเข้าออกเล็กๆ ที่อยู่ด้านหลังโครงการที่ออกมาตรงทางเดินเลียบคลองแสนแสบได้ เพื่อเดินไปขึ้นสะพานลอยสำหรับคนข้ามไป The Mall ได้สะดวกอีกด้วยครับ

    สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

    • Lobby
    • Lift Lobby
    • Co-Working Space
    • Fitness
    • Playground
    • Futsal
    • Courtyard Garden
    • Skywalk
    • Sky Lounge
    • O2 Lounge
    • Relaxing Room
    • Theatre Room
    • Co-Kid’s Playground
    • Swimming Pool 1 สระ ระบบเกลือ ขนาด 30 x 6 เมตร
    • สระเด็ก
    • Panoramic Pool with Jacuzzi & Pool Deck
    • Panoramic View Deck
    • ลิฟต์โดยสาร 2 ตัว/อาคาร
    • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 98 :  1
    • อัตราส่วนลิฟต์ตึก B 100 : 1
    • อัตราส่วนลิฟต์ตึก C 98 : 1
    • อัตราส่วนลิฟต์ตึก D 100 : 1
    • ที่จอดรถประมาณ 271 คันคิดเป็น 46 % ไม่รวมจอดซ้อนคัน
    • ระบบ CCTV / Access Card


    Product Walkthrough

    สำหรับแบบห้องของโครงการจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 แบบ ขายแบบ Unfurnished คือเป็นห้องเปล่าๆ ไม่ได้ให้เฟอร์นิเจอร์หรือ Built in อะไรมาให้เลย แต่จะปูพื้นห้อง ติดวอลเปเปอร์ มีสุขภัณฑ์ในห้องน้ำครบ และมีเครื่องปรับอากาศมาให้ครับ ประกอบด้วย

    • Studio ขนาด 23.02 – 23.14 ตารางเมตร
    • 1 Bedroom ขนาด 25.69 – 26.76 ตารางเมตร
    • 2 Bedroom ขนาด 42.56 – 42.94 ตารางเมตร

    โดยห้องตัวอย่างที่ Sale Gallery จะมีด้วยกันทั้งหมด 2 แบบ คือ 1 Bedroom และ 2 Bedroom จะเป็นอย่างไรลองไปดูกันเลยครับ

    ห้องแบบแรกคือห้อง 1 Bedroom ขนาด 25.69 – 26.76 ตารางเมตร ถือเป็นจุดเด่นของโครงการด้วยห้องหน้ากว้าง 8 m. ที่ได้รับการออกแบบใหม่ต่างจากโครงการรุ่นพี่ ทำให้ทุกๆฟังก์ชันในห้องจะติดกับช่องหน้าต่าง มีแสงธรรมชาติส่องเข้ามาและ Take View ภายนอกได้ทุกจุด เมื่อเข้ามาภายในห้องจะเจอกับพื้นที่ห้องนั่งเล่นตรงกลางที่อยู่ติดกับหน้าต่าง และมีมุมเล็กๆสำหรับโต๊ะทานอาหารอยู่ทางด้านซ้าย ห้องทางด้านซ้ายเป็นห้องนอนที่กั้นด้วยผนังทึบได้ความเป็นส่วนตัว ส่วนทางด้านขวาเป็นโซนใช้งานที่ออกแบบเผื่อให้สามารถกั้นประตูให้เป็นพื้นที่ปิดได้ด้วย ประกอบด้วยห้องครัว ห้องน้ำ และพื้นที่ระเบียงที่สามารถเปิดระบายกลิ่นและความชื้นจากครัวและห้องน้ำได้โดยตรง ห้องแบบนี้จึงเหมาะกับคนที่ชอบความเป็นสัดส่วน ชอบห้องหน้ากว้างที่โปร่งโล่ง มีช่องแสงทุกฟังก์ชัน และสามารถปรับเปลี่ยนหรือต่อเติมห้องครัวให้กั้นแยกฟังก์ชันในภายหลังเพื่อทำอาหารจริงจังได้

    เมื่อเปิดประตูเข้าห้องมาจะเจอกับพื้นที่ Common area พื้นปูด้วยไม้ลามิเนต ฝ้าฉาบเรียบทาสี ผนังติดวอลเปเปอร์ลายสีขาว และมีความสูงจากพื้นถึงฝ้า 2.6 m.

    ย้อนกลับมามองที่ด้านหน้าห้อง ทางด้านขวามีมุมเล็กๆ ที่สามารถวางทานอาหารหรือตู้เก็บรองเท้าได้ และติดเครื่องปรับอากาศที่ผนังตรงนี้ 1 เครื่อง

    สำหรับพื้นที่ในส่วนนี้มีขนาดประมาณ 1.3 x 0.5 m. สามารถวางโต๊ะทานอาหารขนาด 2 ที่นั่งได้พอดี ซึ่งเราจะวางแบบหันหน้าเข้าหากันแบบนี้หรือจะทำเป็น 2 ที่นั่งแต่เป็นโต๊ะทรงยาว หันหน้าเข้าผนังก็ได้ครับ หรือเราจะใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นตู้เก็บของและตู้รองเท้าก็ได้นะเพราะในห้องยังขาดฟังก์ชันนี้ไปอยู่ ซึ่งเราอาจต้องไปทานอาหารที่หน้าทีวีแทนครับ

    ฝั่งตรงข้ามเป็นห้องนั่งเล่น มีระยะดูทีวีอยู่ที่ 2 m. สามารถใช้ทีวีขนาด 40 นิ้วได้

    มีข้อสังเกตุอยู่ที่ผนังฝั่งชั้นวางทีวี ผนังตรงนี้มีความกว้างแค่ 1 m. จึงสามารถใช้ทีวีขนาดความกว้างสูงสุด 40 นิ้วเท่านั้น เพราะถ้าใช้ทีวีใหญ่กว่านั้นก็จะเลยผนังออกมาทำให้ขวางทางเดินด้านขวาได้ครับซึ่งความขนาดของทีวีนี้ก็เหมาะกับระยะดูทีวีตรงนี้แล้ว แต่ทีวีอาจไม่ตรงเซ็นเตอร์กับโซฟาสักเท่าไหร่ วิธีแก้คืออาจติดทีวีแขวนผนังแบบที่สามารถเลื่อนขยับหรือหันทีวีให้ตรงมากขึ้นได้ เวลาไม่ใช้ก็แค่เก็บเข้าที่เดิมก็ไม่เกะกะแล้วครับ

    พื้นที่ห้องนั่งเล่นจะอยู่ติดกับช่องหน้าต่างที่ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาภายในห้องแล้วยังสามารถเปิดบานเลื่อนเพื่อระบายอากาศได้ด้วย กรอบเป็นอลูมิเนียมสีเทาเข้ม กระจกเป็นสีเทาตัดแสง มีตัวล็อคและแถมผ้ากำมะหยี่ช่วยกันแมลงและฝุ่นให้แบบนี้

    ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี มีไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 4 จุด พร้อมอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยและปริงค์เกอร์ดับไฟ

    ต่อไปเป็นทางไปโซนใช้งานซึ่งอยู่ทางขวาของห้อง ซึ่งทางโครงการออกแบบไว้เผื่อต่อเติมกั้นประตูปิดเพื่อความเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น ช่วยป้องกันกลิ่นและความชื้นเข้ามารบกวนพื้นที่พักผ่อนได้ครับ

    ขนาดพื้นที่โถงทางเดินตรงส่วนนี้มีความกว้างประมาณ 80 cm. สามารถเดินผ่านได้สะดวก ซึ่งถ้าอยากกั้นพื้นที่ทำเป็นครัวปิดก็สามารถกั้นพื้นที่ติดบานเลื่อนหรือประตูเพิ่มตรงนี้ได้

    ทางด้านซ้ายจะมีช่องสำหรับวางตู้เย็น ขนาดประมาณ 70 x 80 cm. ส่วนตรงกลางเป็นพื้นที่ทำเคาน์เตอร์ครัว ซึ่งทางโครงการไม่ได้แถมมาให้นะ เป็นพื้นที่เปล่าๆกว้างประมาณ 60 x 80 cm. แต่จะต่อท่องานระบบเอาไว้ให้เรียบร้อย ซึ่งตอนนี้ทางโครงการจะมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับคนที่จองในรอบ VVIP ช่วงเปิดตัว ซึ่งจะได้เคาน์เตอร์แบบในห้องตัวอย่าง แต่อาจมีวัสดุบางอย่างที่ต่างต่างออกไปบ้าง ลองสอบถามข้อมูลจากโครงการเพิ่มเติมอีกทีนะครับ

    ฝ้าเพดานตรงจุดนี้เป็นฉาบเรียบทาสี มีไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 2 จุด พร้อมอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยและปริงค์เกอร์ดับไฟ

    ทางซ้ายของครัวเป็นประตูกระจกบานเลื่อนที่ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาภายใน ช่วยระบายกลิ่นในห้องครัวหรือความชื้นในห้องน้ำได้โดยตรง และสามารถออกไปใช้งานระเบียงภายนอกได้ ขอบธรณีสูง 16 cm. และระเบียงมีขนาดพื้นที่ 0.7 x 1.75 m.

    ราวกันตกเป็นเหล็กสูง 1.1 m. มีระแนงสูงทางด้านขวาช่วยพรางสายตาซ่อน Condensing uint ที่ติดอยู่ด้านบนและเป่าลมร้อนออกไปด้านนอก ด้านล่างมีพื้นที่เหลือ 1.2 m. สามารถวางเครื่องสักผ้าได้ มีท่องานระบบติดตั้งมาให้เรียบร้อย ส่วนทางด้านซ้ายบนจะติดตั้งไฟส่องสว่างไว้ข้างผนัง และมีช่องระบายอากาศที่ดูดออกมาจากห้องน้ำด้วย

    ภายในห้องน้ำเป็นแบบมาตรฐาน มีการแยกพื้นที่ส่วนเปียกส่วนแห้งออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน ได้ชุดสุขภัณฑ์ทั้งหมดเป็นของ American Standard

    พื้นที่ส่วนแห้งมีขนาดประมาณ 1.7 x 1.4 m. หน้าประตูมีขอบธรณีสูงประมาณ 7 cm. ช่วยป้องกันน้ำไม่ให้ไหลซึมออกไปด้านนอก

    อ่างล้างหน้าของ American Standard ขนาดประมาณ 45 x 55 cm. มีขอบด้านหลังกว้างประมาณ 10 cm. สามารถใช้วางของได้

    ส่วนทางด้านขวาเป็นโถสุขภัณฑ์ของ American Standard อีกเช่นกัน พร้อมสายชำระ ที่แขวนกระดาษชำระ และราวแขวนผ้าเช็ดตัวสแตนเลสมาให้พร้อมใช้งาน

    พื้นที่ส่วนอาบน้ำมีขนาดประมาณ 0.9 x 1 m. พื้นลดระดับลงไปเล็กน้อยเพื่อป้องกันน้ำไหลซึมมาที่พื้นที่ส่วนเปียก ไม่มีฉากกั้นอาบน้ำให้ต้องไปติดเพิ่มเองนะ

    ติดตั้ง Hand Shower แสตนเลสมาให้ หัวฝักบัวขนาดใหญ่สามารถปรับรูปแบบของสายน้ำได้ ก๊อกน้ำแบบก้านโยกสามารถปรับความแรงของสายน้ำ และมีที่วางสบูเล็กๆมาให้ด้วย แต่ถ้าไม่พอก็สามารถติดชั้นวางของเพิ่มเติมได้ครับ

    ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี มีไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 2 ดวง พร้อมพัดลมดูดอากาศอีก 1 ตัว

    ต่อไปเป็นห้องนอนซึ่งอยู่ทางซ้ายของห้อง กั้นด้วยผนังทึบได้ความเป็นส่วนตัว ประตูห้องก็เป็นประตูไม้ทึบ ได้ที่เปิดแบบลูกบิดธรรมดา

    ภายในสามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุต ไว้ชิดทางฝั่งหน้าต่างของห้อง แล้วมีพื้นที่รอบเตียงเหลือสามารถใช้งานได้พอดีตัว

    ปลายเตียงเหลือพื้นที่กว้างประมาณ 40 cm. ส่วนทางขวาของเตียงเหลืออยู่เล็กน้อยเผื่อระยะเปิด-ปิดผ้าม่านได้

    ผนังปลายเตียงเป็นผนังทึบ สามารถติดทีวีปลายเตียงได้นะ เหมาะกับคนชอบนอนดูทีวีบนเตียง ส่วนเหนือประตูห้องจะติดเครื่องปรับอากาศมาให้อีก 1 เครื่องด้วย

    ทางด้านขวาของเตียงเป็นช่องหน้าต่างกระจกที่ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาภายในทำให้ห้องสว่างและสามารถเลื่อนเปิดระบายอากาศได้ด้วย

    ส่วนทางด้านซ้ายของเตียงเป็นพื้นที่ใช้งานวางตู้เสื้อผ้าและโต๊ะอเนกประสงค์หรือจะทำเป็นโต๊ะเครื่องแป้งก็ได้

    พื้นที่ด้านซ้ายนี้เมื่อ Built ตู้เสื้อผ้าและโต๊ะอเนกประสงค์ขนาด 60 cm. ไปแล้วจะเหลือพื้นที่กว้างประมาณ 90 cm. สามารถใช้งานได้สะดวก

    ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี มีไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 4 จุด พร้อมอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยและปริงค์เกอร์ดับไฟ

    ห้องตัวอย่างที่สองเป็นห้อง 2 Bedroom ขนาด 42.56 – 42.94 ตารางเมตร เป็นห้องพิเศษที่มีแค่ชั้นละ 2 ห้อง เมื่อเข้ามาภายในจะเจอพื้นที่ Common area ขนาดใหญ่ ประกอบด้วยพื้นที่ครัวแบบเปิดโล่งและเนื่องจากเป็นห้องมุมจึงมีช่องหน้าต่างไว้ระบายอากาศเล็กๆอยู่ด้วย ถัดมาเป็นพื้นที่วางโต๊ะรับประทานอาหาร และห้องนั่งเล่นอยู่ด้านในสุดซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ระเบียง โดยระเบียงจะได้เป็นระเบียงยาวและมีพื้นที่เก็บ Condensing unit ซ่อนอยู่หลังผนังทึบไม่เกะกะสายตา ส่วนห้องนอนจะแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง เริ่มจากฝั่งขวาเป็นห้องนอนเล็กที่กั้นด้วยผนังทึบได้ความเป็นส่วนตัว และมีห้องน้ำที่ไว้ใช้ร่วมกันระหว่างส่วนกลางและห้องนอนเล็ก ส่วนห้องนอนใหญ่จะอยู่ทางขวา มีห้องน้ำในตัวด้วย ซึ่งห้องน้ำก็มีหน้าต่างบานกระทุ้งอีกเช่นกัน ห้องแบบนี้จึงเหมาะกับครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการห้องนอน 2 ห้องแยกออกจากกันที่ได้ความเป็นส่วนตัว และเหมาะกับคนที่ชอบห้องที่มี Ventilation สามารถระบายอากาศได้ดี

    เมื่อเข้ามาภายในห้องจะเจอกับพื้นที่ Common area ขนาดใหญ่ พื้นปูด้วยไม้ลามิเนต ฝ้าฉาบเรียบทาสี ผนังติดวอลเปเปอร์ลายสีขาว และมีความสูงจากพื้นถึงฝ้า 2.6 m.

    มองย้อนกลับมาดูด้านหน้าห้อง จะมีมุมที่สามารถ Built in เคาน์เตอร์ครัวได้ ซึ่งครัวนี้ทางโครงการก็ไม่ได้ให้อีกเช่นกัน จะเป็นห้องเปล่าซึ่งชุดแบบนี้จะได้เฉพาะคนที่จองรอบ VVIP ช่วงเปิดโครงการใหม่ๆนี้นะ ที่ผมชอบคือมีช่องหน้าต่างบานกระทุ้งขนาด 40 x 55 cm. อยู่ทางด้านบนด้วย สามารถเปิดระบายอากาศทำให้ห้องเกิด Ventilation ที่ดี

    ส่วนทางด้านขวาเป็นช่องวางตู้เย็นขนาด 70 x 85 cm. ซึ่งการเลือกซื้อตู้เย็นอย่าลืมคำนึงถึงทิศทางการเปิดของประตูที่เหมาะสมด้วยนะครับ จากภาพของห้องตัวอย่างเปิดในทิศทางนี้ถูกต้องแล้วครับ เพราะจะได้ใช้งานได้สะดวก

    ส่วนต่อไปเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่นและโต๊ะทานอาหาร ซึ่งอยู่ติดกับระเบียงกระจกทำให้รู้สึกโปร่งโล่ง

    พื้นที่โต๊ะทานอาหารสามารถวางโต๊ะได้ขนาด 2 ที่นั่งได้ ซึ่งเราจะใช้โต๊ะกลมแบบห้องตัวอย่างหรือโต๊ะทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสก็ได้

    ระยะดูทีวีของห้องนี้อยู่ที่ 2.1 m. ไม่ต่างจากห้องที่แล้วมากนัก แต่ผนังจะกว้างกว่าจึงทำให้เราสามารถใช้ทีวีขนาด 40 – 46 นิ้วได้

    ส่วนชั้นวางทีวีจะสามารถวางตู้แบบลอยตัวแบบนี้ก็ได้นะ ห้องจะได้โล่งๆไม่ดูอึดอัดจนเกินไป แต่ถ้าใครมีของเยอะอยากใช้พื้นที่ให้คุ้มก็แนะนำให้ Built in เต็มผนังเลยก็ได้ แต่ก็อย่าลืมเว้นระยะเปิดม่านเอาไว้หน่อยด้วยนะครับ

    ฝ้าเพดานในห้องฉาบเรียบทาสี มีไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 6 จุด พร้อมอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยและปริงค์เกอร์ดับไฟ และติดตั้งเครื่องปรับอากาศในตำแหน่งนี้ 1 เครื่อง

    ติดกันเป็นประตูกระจกบานเลื่อนที่ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาและสามารถเปิดออกไปใช้งานได้ กรอบเป็นอลูมิเนียมและกระจกเป็นสีเทาตัดแสงเหมือนห้องที่แล้วเลยครับ

    พื้นที่ระเบียงมีขนาดประมาณ 0.8 x 3.6 m. เป็นระเบียงแบบยาวที่สามารถออกไปใช้งานได้ ราวระเบียงเหล็กสูง 1.1 m.

    ทางด้านซ้ายเป็นช่องระเบียงหลังผนังทึบเอาไว้ซ่อน Condensing unit จะได้ไม่เกะกะสายตา ส่วนทางด้านขวามีพื้นที่สามารถวางเครื่องซักผ้าได้ ซึ่งจะมีงานระบบติดตั้งเอาไว้ให้เรียบร้อย ด้านบนติดตั้งไฟส่องสว่างที่ผนังและมีช่องระบายอากาศของห้องน้ำอยู่ด้วย

    กลับมาที่ด้านในขอเริ่มจากทางด้านขวาของห้องก่อนนะ ซึ่งเป็นทางไปห้องน้ำและห้องนอนเล็ก

    โถงหน้าห้องกว้าง 1 x 1 m. สามารถเดินสวนกันได้สะดวก

    เริ่มจากห้องน้ำก่อน ภายในมีฟังก์ชันและสุขภัณฑ์มาตรฐานของ American Standard เหมือนกับห้องตัวอย่างแรกเลยครับ

    ลักษณะห้องน้ำนี้จะเป็นรูปตัว L โดยพื้นที่ส่วนแห้งจะมีขนาด 1.5 x 1.5 m. สามารถใช้งานได้สะดวก

    ฟังก์ชันส่วนแห้งประกอบด้วยอ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ สายชำระ และที่แขวนกระดาษชำระพร้อมใช้งาน และมีขอบด้านหลังกว้าง 10 cm. สามารถใช้วางของได้

    ฝั่งตรงข้ามเป็นพื้นที่อาบน้ำส่วนเปียก ขนาดประมาณ 0.85 x 1 m. พื้นลดระดับลงไปเล็กน้อยเพื่อป้องกันน้ำไหลซึมมาพื้นที่ส่วนเปียก ไม่ติดฉากกั้นอาบน้ำมาให้เช่นเคย สามารถติดเพิ่มเติมเองได้นะ

    ส่วนอาบน้ำจะให้ Hand Shower เหมือนเดิม ด้านบนมีช่อง Junction box สำหรับติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นได้

    ติดกันเป็นห้องนอนเล็ก ภายในสามารถวางเตียงขนาด 3.5 ฟุต ไว้ชิดด้านหนึ่งของห้อง แล้วจะยังเหลือพื้นที่รอบเตียงที่สามารถใช้งานได้แบบพอดี

    ทางเข้าห้องกว้างประมาณ 1 m. สามารถเดินเข้า-ออกห้องได้สะดวก

    พื้นที่ปลายเตียงและด้านซ้ายของเตียงกว้างประมาณ 35 cm. เป็นระยะที่พอเดินผ่านได้พอดี และสามารถเปิด-ปิดม่านได้

    ด้านซ้ายของเตียงเป็นช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ที่สามารถนอน Take View และเปิดระบายอากาศได้ด้วย

    ส่วนทางด้านขวาของเตียงเป็นพื้นที่วางตู้เสื้อผ้า ซึ่งก็สามารถ Built ตู้ได้ขนาดประมาณนี้

    พื้นที่หน้าตู้กว้างประมาณ 1 m. สามารถใช้งานได้สะดวก ส่วนพื้นที่ตรงบันไดในรูปเราสามารถทำโต๊ะอเนกประสงค์ข้างเตียงเล็กๆ เอาไว้ให้เด็กๆน้องๆนั่งทำงานได้นะ

    ฝ้าเพดานในห้องนี้ฉาบเรียบทาสี มีไฟดาวน์ไลท์ 4 จุด พร้อมอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยอีก 1 ตัว

    ต่อไปเป็นห้อง Master Bedroom ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามหรือทางซ้ายของห้อง ผนังห้องเป็นผนังทึบได้ความเป็นส่วนตัว

    ภายในสามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุตไว้กลางห้อง แล้วยังมีพื้นที่โดยรอบเหลือสามารถใช้งานได้พอดี

    ปลายเตียงมีพื้นที่กว้าง 35 cm. พอจะเดินผ่านได้พอดีตัว ผนังปลายเตียงเป็นผนังทึบ สามารถติดทีวีปลายเตียงได้

    ส่วนทางด้านขวาของเตียงมีทางเดินข้างเตียงกว้างประมาณ 40 cm. และมีของแปลกคือเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่เว้าออกไป ขนาดพื้นที่ประมาณ 0.9 x 1.6 m. สามารถทำเป็นที่นั่งอเนกประสงค์ข้างหน้าต่างแบบให้ห้องตัวอย่างก็ได้ เอาไว้นั่งพักผ่อนและชมวิวข้างหน้าต่างได้ หรือจะทำเป็นโต๊ะอเนกประสงค์ไว้นั่งทำงานอ่านหนังสือข้างหน้าต่างก็เหมาะดีนะ

    หน้าต่างตรงส่วนนี้จะเป็นหน้าต่างเข้ามุมแบบ Bay Window ที่จะช่วยเพิ่มมุมมองให้กว้างมากขึ้นได้ แต่ข้อเสียคือจะมีแถบยางอยู่ตรงส่วนมุมของกระจกไม่ได้เป็นแบบขอบใสมาเข้ามุมกัน จึงอาจบังวิวเหมือนมีขอบแบบปกติไปบ้างนะ ส่วนช่องหน้าต่างทางด้านขวาสามารถเปิดออกเพื่อระบายอากาศได้ด้วย โดยมีตัวล็อคแบบก้านโยกใช้งานสะดวกแบบนี้

    อีกด้านหนึ่งของห้องเป็นห้องน้ำและตู้เสื้อผ้า ผนังด้านบนประตูห้องน้ำจะติดเครื่องปรับอากาศมาให้ด้วย

    พื้นที่ทางด้านซ้ายของเตียงกว้างประมาณ 1.1 m. เมื่อ Built ตู้เสื้อผ้าขนาด 60 cm. ไปแล้วจะมีพื้นที่เหลือประมาณ 50 cm. สามารถใช้งานได้พอดีตัว ซึ่งอาจต้องใช้เป็นตู้เสื้อผ้าแบบบานเลื่อนจะช่วยประหยัดพื้นที่เปิดตู้ได้ครับ

    ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี มีไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 4 จุด และมีอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยและสปริงค์เกอร์ดับไฟพร้อมใช้งาน

    มาถึงส่วนสุดท้ายเป็นห้องน้ำของ Master Bedroom ซึ่งภายในมีฟังก์ชันต่างๆครบ มีการแยกพื้นที่ส่วนเปียกกับส่วนแห้งออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน และใช้สุขภัณฑ์ของ American Standard เหมือนห้องอื่นๆ

    พื้นที่ส่วนแห้งมีขนาดประมาณ 1.45 x 1.45 m. สามารถใช้งานได้สะดวก

    ส่วนแห้งประกอบด้วยอ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ สายชำระ และที่แขวนกระดาษชำระพร้อมใช้งาน มีขอบด้านหลังกว้าง 10 cm. ใช้วางของได้เช่นเคย

    ผนังด้านซ้ายติดราวสแตนเลสไว้แขวนผ้าเช็ดตัวได้ กระจกเงาก็ได้ขนาดนี้ในทุกห้อง ส่วนอีกหนึ่งจุดเด่นของห้องนี้คือมีหน้าต่างบานกระทุ้งในห้องน้ำของ Master Bedroom ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าตรงส่วนครัวถึง 2 เท่า คือขนาดประมาณ 80 x 55 cm. สามารถระบายอากาศ กลิ่นหรือความชื้น และทำให้เกิดสุขลักษณะที่ดีในห้องน้ำได้อีกด้วย

    ส่วนพื้นที่อาบน้ำจะอยู่ทางด้านขวา มีขนาดประมาณ 1.45 x 0.85 cm. สามารถใช้งานได้สะดวก พื้นลดระดับลงไปเล็กน้อยช่วยกันน้ำไหลซึมมาที่ส่วนแห้งได้ โครงการไม่ได้ติดฉากกั้นอาบน้ำไว้ให้นะ แต่สามารถติดตั้งเพิ่มเติมเองได้

    ส่วน Hand Shower ก็เป็นมาตรฐานเหมือนเดิมครับ และมี Junction box ไว้ติดเครื่องทำน้ำอุ่นอีกเช่นเคย

    ส่วนฝ้าเพดานด้านบนฉาบเรียบทาสี มีไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 2 จุด พร้อมพัดลมดูดอากาศอีก 1 ตัว

    สวิตซ์และปลั๊กไฟภายในห้องจะเป็นของ Logrend เป็นปุ่มใหญ่ๆใช้งานได้ง่ายแบบนี้เลย

    แบบห้องสุดท้ายที่ไม่มีห้องตัวอย่างให้ดูคือห้อง Studio ขนาด 23.02 – 23.14 ตารางเมตร เป็นห้องที่มีแค่ 1 ห้องต่อชั้นเท่านั้น เมื่อเข้ามาภายในจะพบกับพื้นที่ใช้งานก่อน ได้เป็นครัวปิดมีประตูกระจกบานเลื่อนกั้นช่วยป้องกันกลิ่นครัวและความชื้นจากห้องน้ำเข้าไปยังส่วนพักผ่อนได้ ภายในส่วนพักผ่อนด้านในมีขนาดพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ประกอบด้วยห้องนั่งเล่นและห้องนอนอยู่รวมกัน แต่จะไม่มีพื้นที่วางโต๊ะทานอาหารนะครับ อาจต้องทานหน้าทีวีข้างเตียงหรือโต๊ะปลายเตียงแทน ต้องระวังเรื่องกลิ่นอาหาสักหน่อย ห้องนี้มีจุดให้สังเกตุ 2 จุด จุดแรกคือที่วางทีวี จากแปลนจะเห็นได้ว่ามันไม่ Center กับส่วนใดเลย ทั้งโซฟาหรือเตียง ซึ่งอันนี้แล้วแต่การจัดวางของผู้อยุ่อาศัยนะครับว่าถนัดมองทีวีแบบไหน ส่วนจุดที่ 2 คือระเบียงของห้องนี้จะกั้นด้วยผนังทึบ แล้วมีช่องหน้าต่างกับประตูทางเข้าอยู่ทางด้านข้าง ระเบียงนี่จะช่วยป้องกันไม่ให้แสงแดดและความร้อนเข้ามารบกวนในห้อง โดยเฉพาะบริเวณเตียงนอน แล้วยังทำให้ระเบียงสามารถใช้งานได้จริง ตากผ้าหรือวางของต่างๆที่ระเบียงโดยไม่เกะกะสายตาหรือจะดูไม่เรียบร้อยจากภายในห้องได้ ห้องนี้จึงเหมาะกับคนที่อยู่อาศัย 1 – 2 คน ที่ไม่เน้นการ Take View และชอบพื้นที่ห้องกว้างๆ โปร่งโล่งไม่อึดอัด

    **รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

    ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 16 October 2018

    • Studio ขนาด 23.02 – 23.14 ตร.ม. ราคา 1.99 – 2.5 ล้านบาท
    • 1 Bedroom ขนาด 25.69 – 26.76 ตร.ม. ราคา 2.5 – 3.2 ล้านบาท
    • 2 Bedroom ขนาด 42.56 – 42.94 ตร.ม. ราคา 4.4 – 5.2 ล้านบาท

    • ขายแบบ Unfurnished (ปูพื้น ติดวอลเปเปอร์ และเครื่องปรับอากาศให้)
    • ฝ้าเพดานสูง 2.6 เมตร
    • จอง 5,000 – 10,000 บาท
    • ทำสัญญา 10,000 – 20,000 บาท
    • ดาวน์ 10% ผ่อนดาวน์ 24 งวด
    • ค่ากองทุน 700 บาท/ตร.ม.
    • ค่าส่วนกลาง 60 บาท/ตร.ม./เดือน

    **ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ


    เจาะลึกรวบยอด

    ทำเล – โครงการ The Tree หัวหมาก ตั้งอยู่บนถนนรามคำแหงฝั่งขาออกมุ่งหน้าไปทางแยกลำสาลี ซึ่งมีข้อดีคือด้านหลังติดกับคลองแสนแสบซึ่งก็มีสะพานข้ามคลองไปฝั่ง The Mall บางกะปิ ได้สะดวกมากๆ อีกทั้งยังมี ตะวันนา, Makro, Tesco Lotus, ตลาดบางกะปิ และห้างพันธุ์ทิพย์ ซึ่งอยู่ในระยะที่สามารถเดินถึงได้อีกด้วย นอกจากนี้ทำเลฝั่งขาออกยังเป็นฝังที่ไม่มีตึกสูงบังอยู่ในระยะประชิดเลยจึงทำให้ Take View ไปได้ไกลมากๆ

    การเดินทางโดยใช้รถ – ถือว่าสะดวกนะสำหรับขาออกเมือง ใกล้กับแยกลำสาลีสามารถเชื่อมต่อไปทางถนนศรีนครินทร์เพื่อเชื่อมต่อไปที่ถนนลาดพร้าว ถนนนวมินทร์ และถนนเสรีไทยที่แยกบางกะปิได้ หรือจะลงใต้เพื่อเชื่อมต่อกับถนนพัฒนาการ ถนนเพชรบุรี หรือไปอ่อนนุช สมุทรปราการก็สะดวก ส่วนทางด่วนก็มีให้เลือกใช้ถึง 3 เส้นทาง ทั้งทางพิเศษศรีรัชและมอเตอร์เวย์ในระยะทางประมาณ 3.5 km. และวงแหวนกาญจนาฯที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 6.9 km. อีกด้วย โครงการมีที่จอดรถประมาณ 271 คันคิดเป็น 45.9% ไม่รวมจอดซ้อนคัน

    การเดินทางโดยไม่ใช้รถ – ถือว่าค่อนข้างสะดวกเลยเพราะโครงการนี้มีตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลาย โครงการอยู่ติดถนนใหญ่รามคำแหงจึงเรียกรถสาธารณะได้ง่าย มีวินมอไซค์อยู่ติดรั้วหน้าโครงการ และยังมีท่าเรือ The Mall บางกะปิ อยู่ทางด้านหลังโครงการในระยะเดินเพียง 300 m. อีกด้วย นอกจากนี้ถนนรามคำแหงยังมีรถไฟฟ้าสายสีส้มวิ่งผ่านในอนาคต มี MRT สถานีลำสาลี ที่อยู่บริเวณแยกลำสาลีที่ห่างจากโครงการออกไปประมาณ 400 m. ซึ่งเป็นระยะที่สามารถเดินถึงได้ครับ

    การออกแบบโครงการ – ทำได้ดีเลยนะ วางอาคารต่อกันไปตามความยาวของที่ดินไม่บังวิวกันเอง มีทางเข้า-ออกรถทางเดียวเพื่อความปลอดภัย และยังมีประตูคนเดินทางด้านหลังโครงการช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านได้ดี ตัวอาคารดีตรงที่แต่ละอาคารมี Skywalk เชื่อมต่อกันยาวตั้งแต่อาคารแรกไปจนถึงอาคารจอดรถด้านหลัง และมีหลังคาคลุมจึงทำให้เป็นฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริง อาคารเป็นแบบลิฟต์แบบล็อคชั้น ดังนั้นชั้นส่วนกลางและชั้นพักอาศัยบนอาคารจึงจะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ชั้นพักอาศัยในแต่ละชั้นมีเพียง 7 ยูนิตต่อชั้นถือว่าเป็นส่วนตัวมากๆ วางโถงลิฟต์และงานระบบเอาไว้กลางอาคารทำให้ง่ายต่อการใช้งานทุกยูนิต และออกแบบ Corridoor ตรงกลางที่ไม่ได้ทำจนสุดอาคาร แต่จะมีช่องระหว่างอาคารจึงทำให้ห้อง 2 Bedroom สามารถมีช่องหน้าต่างเพิ่มเติมที่ผนังอีกด้านได้ ส่วน Facilities หลักจะถูกยกขึ้นไปอยู่ชั้นบนสุดของแต่ละอาคาร และยังเชื่อมต่อถึงกันจึงทำให้ได้ส่วนกลางขนาดใหญ่ อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 98 :  1 ซึ่งถือว่าหนาแน่นน้อยใช้งานสะดวก

    การออกแบบห้องพัก – ถือว่าทำได้ดี ห้องออกแบบใหม่ต่างจากโครงการรุ่นพี่ เป็นห้องหน้ากว้างและมีฟังก์ชันลงตัว ซึ่งภายในห้องจะมีช่องหน้าต่างกระจกที่ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาและ Take View ภายนอกได้ทุกจุดของห้อง สำหรับห้อง 1 Bedroom ดีตรงที่แยกส่วนพื้นที่พักผ่อนและพื้นที่ใช้งานออกจากกัน โดยที่ออกแบบเผื่อให้สามารถทำประตูกั้นปิดเพื่อป้องกันควันและกลิ่นจากครัวหรือห้องน้ำไม่ให้มารบกวนในส่วนพักผ่อนได้ และด้วยความที่เป็นห้องหน้ากว้างจึงทำให้รู้สึกว่าห้องจะกว้างกว่าปกติอีกด้วย ส่วนห้อง 2 Bedroom มีช่องหน้าต่างบานกระทุ้งที่ครัวกับห้องน้ำ Master Bedroom ทำให้เป็นห้องที่มี Ventilation การระบายอากาศได้ดีมากเลยทีเดียว

    วัสดุ – ให้มาค่อนข้างน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับราคา พื้นปูด้วยไม้ลามิเนต, ผนังติดวอลเปเปอร์สีขาว, กรอบบานประตูหน้าต่างเป็นอลูมิเนียม กระจกสีเทาตัดแสง ติดตั้งเครื่องปรับอากาศมาให้ในห้อง และได้ชุดสุขภัณฑ์ต่างๆในห้องน้ำของ American Standard

    สาธารณูปโภค – ถือว่าให้มาครบและหลากหลายดี มีแนวความคิดที่แปลกใหม่คือห้อง O2 Lounge ที่เพิ่มออกซิเจนภายในห้องให้มากกว่าภายนอก ส่วน Facilities อื่นๆจะกระจายอยู่ในส่วนต่างๆของโครงการ เริ่มตั้งแต่อาคารด้านหน้ามีร้านเซเว่นอยู่หน้าโครงการ ด้านบนเป็น Co-Working Space และ Fitness ส่วนด้านล่างแต่ละอาคารจะมี Lobby แยกออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน ชั้น 2 เป็น Skywalk เชื่อมต่อกันทุกอาคาร มี Lift Lobby เอาไว้นั่งคอยที่ชั้น 2 และมีสนาม Futsal สนามเด็กเล่น และสวนพักผ่อนบนดาดฟ้าของอาคารจอดรถด้วย จุดสำคัญของ Facilities อยู่ที่ชั้น 30 – 31 ของแต่ละอาคารที่เชื่อมต่อกันจึงทำให้เหมือนมี Facilities ขนาดใหญ่ ส่วนมากเน้นเป็นจุดชมวิว ห้อง Sky Lounge, Relaxing Room, Theatre Room, Co-Kid’s Playground, Swimming Pool, Jacuzzi และ Panoramic View Deck

    Judgement

    การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

    ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

    เทียบกับราคา 95,000 บาท/ตร.ม., 16 October 2018

    • ทำเล 8.5/10 – ติดถนนใหญ่ ใกล้ห้างและทางลัดข้ามคลองไป The Mall รอบด้านไม่มีตึกสูงบังวิว
    • เดินทางด้วยรถ 8/10 – สะดวก ใกล้ทางด่วน ทางยกระดับเลี่ยงรถติด จุดกลับรถอยู่ไม่ไกล
    • ไม่ใช้รถ 8.5/10 – ตัวเลือกการเดินทางหลากหลาย อนาคตมีรถไฟฟ้าใช้ในระยะเดินถึง
    • วัสดุ 6.5/10 – ให้มาน้อยไปสำหรับราคานี้ Unfurnished ต้องแต่งเพิ่ม
    • แบบ 8.5/10 – ออกแบบดี มีความเป็นส่วนตัวสูง ห้องหน้ากว้าง ฟังก์ชันลงตัว
    • สาธารณูปโภค 8.5/10 – ให้มาเยอะ ส่วนกลางเชื่อมถึงกันได้พื้นที่ขนาดใหญ่น่าใช้งาน

    • MAIN CLASS
    • 8.125 / 10.00

    BOTTOM LINE

    โครงการ The Tree หัวหมาก เหมาะกับคนที่ทำงานหรือใช้ชีวิตในย่านนี้เป็นส่วนใหญ่ ไป The Mall บางกะปิง่าย ชอบคอนโดสูงแต่ยูนิตน้อยได้ความเป็นส่วนตัว พื้นที่ส่วนกลางเยอะหลากหลายน่าใช้งาน มีห้องหน้ากว้างให้เลือก ได้ความโปร่งโล่ง Take View ได้กว้าง และต้องมีเงินเผื่อสำหรับแต่งห้องเพิ่ม มีงบประมาณระดับ 2 – 5.2 ล้าน หรือมีกำลังผ่อนประมาณ 14,000 – 36,000 บาท/เดือน