The Tree พัฒนาการ - เอกมัย

รีวิวฉบับที่ 1935 … 2-3 ปีที่ผ่านมาคอนใกล้ Airport Rail Link สถานีรามคำแหง เรียกได้ว่ามีโครงการเกิดใหม่ของพฤกษาหลายโครงการเลย โดยตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปคือ The Tree พัฒนาการ – เอกมัย ที่ตั้งอยู่บนถนนพัฒนาการฝั่งขาออก ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วน และใกล้กับแยกคลองตัน จุดเด่นคือ Facilities จัดเต็มที่ชั้นบน มีแบบห้องให้เลือกหลากหลายขนาด พร้อมฝ้าเพดานสูง 2.80 ม. ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.70 ล้านบาท

Fact @ 28 August 2019

  • The Tree Pattanakarn – Ekkamai (เดอะ ทรี พัฒนาการ – เอกมัย)
  • บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)
  • UPPER CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่: ถนนพัฒนาการ เขตสวนหลวง
  • ที่ดินประมาณ 2-2-73.4 ไร่
  • คอนโด High Rise 29 ชั้น 1 อาคาร 699 ยูนิต และร้านค้า 2 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 29 ยูนิต
  • ที่จอดรถประมาณ 36% ไม่รวมจอดซ้อนคัน
  • เริ่มก่อสร้าง : พฤจิกายน / 2562
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : มีนาคม /2565
  • 1 Bedroom 23.15 – 30.95 ตร.ม.
  • 1 Bedroom 31 – 40.6 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms 55.15 – 55.85 ตร.ม.  UPDATE : 55.85 – 56.55 ตร.ม. (13/09/19)
  • Loft n/a ตร.ม. สอบถามทางโครงการเพิ่มเติม
  • ฝ้าเพดานสูง 2.80 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 1.70 ล้านบาท
  • ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ AVERAGE ประมาณ 95,000 บาท/ตร.ม.
  • EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) : ผ่านแล้ว
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • Call Center : 1739

**พบกันในงาน VVIP DAY 21 กันยายน 2562 จะมีราคาห้อง Promotion เพียง 1.59 ลบ.* ผ่อน 999 บาท/เดือน* รับผ่อน 0% นาน 6 เดือน* ลงทะเบียนวันนี้ได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 200,000 บาท* คลิกที่นี่

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างค่ะ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 13.740447, 100.601871
หรือสามารถ :  คลิกที่นี่

แผนที่จากทางโครงการค่ะ

The Tree พัฒนาการ-เอกมัย ตั้งอยู่บนถนนพัฒนาการฝั่งขาออก ใกล้กับสี่แยกคลองตัน หรือที่ถ้าใครรู้จักร้าน “ฉั่วคิมเฮง” ห่านพะโล้ชื่อดังในย่านคลองตัน ก็คือตำแหน่งนั้นเลย ส่วนร้านย้ายไปเปิดใหม่แถวเลียบมอเตอร์เวย์แทนนะคะ ต้องบอกก่อนเลยว่าที่ตั้งโครงการ ส่วนตัวมองว่าแม้เป็นทำเลฝั่งขาออก แต่ก็ไม่แตกต่างกับทำเลฝั่งขาเข้ามากนัก เพราะที่กลับรถอยู่ไม่ไกลจากตัวโครงการ ประมาณ 300 เมตร แต่ช่วงเวลาเร่งด่วนก็ทำใจกันหน่อยนะ เพราะปริมาณรถหนาแน่นพอควรเลย ยังไงจะเดินทางก็ต้องเผื่อเวลากันด้วยยยยยยย

ส่วนรูปแบบโครงการเองเหมาะกับคนที่มีงบประมาณไม่มากนัก แต่ต้องการทำเลที่เดินทางเข้าเมืองได้ง่าย เช่น ถ้าจะเข้าเมืองไปทองหล่อ-เอกมัย ก็กลับรถไปใช้สะพานข้ามแยกคลองตัน ที่ขับไปประมาณ 1.8 กม. ซึ่งถ้าเราไม่ติดก็แค่ 5 นาทีเอง หรือใครอยากออกไปเส้นสุขุมวิท ก็เลี้ยวซ้ายตรงแยกคลองตัน เข้าถนนสุขุมวิท 71 ที่ไปออกแถว BTS พระโขนงได้ รวมถึงยังวิ่งไปเข้ารามคำแหง พระราม 9 ศรีนครินทร์ ก็ได้นอกจากนี้ยังใกล้ทางขึ้น-ลงด่วนเอกมัย-รามอินทรา ต้องบอกเลยว่าสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์นับว่าสะดวกอยู่นะ

ต่อมาขอพูดถึงความคึกคักและความอุดมสมบูรณ์ก็หน่อย ต้องบอกก่อนเลยว่าทำเลนี้ส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยกันมานาน ดังนั้นบรรยากาศของทำเลส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าใต้ตึกแถวที่เปิดกันมานาน อย่างร้านบนถนนพัฒนาการ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านเก่าแก่ที่คนย่านนี้รู้จักกันดี หรือถ้าขยับออกมานิดก็มีตลาดนัด +Tops Daily บนถนนสุขุมวิท 71 และ A Link ใน Airport Link รามคำแหง ที่มีของให้เลือกช้อปกันได้อยู่

ส่วนห้างใกล้ๆคงอาศัยเส้นรามฯ ที่ไม่ไกลมาก มีทั้ง The Mall รามคำแหง, Big C หัวหมาก, Foodland รามคำแหง แต่ช่วงนี้มีการปิดถนนทำรถไฟฟ้า ทำให้รถติดสุดๆไปเลย แนะนำให้เลี่ยงออกไปใช้ห้าง The nine บริเวณถนนพระราม 9 หรือขับออกไปทางถนนศรีนครินทร์ ก็จะมีทั้ง Secon, Paradise Park และตลาดรถไฟ ที่มีปริมาณรถน้อยกว่า ส่วนถ้ากลับรถเข้าถนนเพชรบุรี ก็สามารถเลี้ยวไป เอกมัย ทองหล่อ พร้อมพงษ์ อโศก RCA ได้ ซึ่งจะมีทั้งร้านค้าร้านอาหารหลากหลายรูปแบบ ให้เลือกใช้งาน รวมไปถึงแถวนี้จะมีมหาวิทยาลัยชื่อดัง อย่าง ม.รามคำแหง และ ABAC อีกด้วย

โครงการใกล้กับ Airport Link รามคำแหง ห่างจากโครงการประมาณ 300 ม. เป็นระยะที่เดินได้สบายๆ เป็นทำเลที่ไม่ต้องเดินข้ามถนน เพราะมีสะพานลอยบริเวณตึก Nasa Vegas Hotel นะคะ ส่วนอีกตัวเลือกนึงสำหรับใครที่ทำงานในเมือง และไม่อยากทนรถติดบนท้องถนน แถวนี้ก็มีท่าเรือสะพานคลองตัน ซึ่งเป็นเรือด่วนที่เดินทางเข้าเมืองไปทางปทุมวัน หรือผ่านฟ้าได้เลย ที่ห่างจากโครงการไป 450 ม. ค่ะ

สำหรับการเดินทางขึ้นทางด่วนพิเศษรามอินทรา-อาจณรงค์ (ทางด่วนฉลองรัช) ซึ่งตรงนี้จะมีทั้งด่านพัฒนาการ 2 (ห่างเพียง 350 ม.) ที่วิ่งไปทางเกษตรนวมินทร์ เลียบด่วนรามอินทรา วิ่งไปสุดแถวจตุโชติได้เลย ซึ่งถ้าจะเชื่อมกับทางด่วนศรีรัชในเมืองต้องเสียค่าทางด่วนทั้งหมด 3 ด่าน ส่วนถ้าเลี้ยวขวาเข้าด่านพัฒนาการ 1 (ห่างไปประมาณ 600 ม.) ก็สามารถวิ่งไปทางอ่อนนุช บางนาได้ รวมถึงทางลงด่วนก็มีมาลงตรงถนนพัฒนาการเลยด้วยยย ซึ่งถ้าจะเชื่อมกับด่วนเฉลิมมหานครเพื่อเข้าเมืองต้องเสียค่าทางด่วนทั้งหมด 2 ด่านนะคะ

เดี๋ยวเราพาไปโครงการกันค่ะ โดยเส้นทางในวันนี้เราจะเริ่มต้นถนนสุขุมวิท 71 (ที่มาจากถนนสุขุมวิท) ผ่านแยกคลองตัน แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนพัฒนาการ โครงการจะอยู่ทางซ้ายมือค่ะ มาง่ายใช่ไหมคะ อิอิ

ขับรถตรงมาตามถนนสุขุมวิท 71 จนเห็นโครงการ The Tree สุขุมวิท 71-เอกมัย ก็ให้เราเตรียมชิดขวาได้แล้วนะคะ

ให้เราชิดเลนขวาสุดค่ะ

พอถึงแยกคลองตัน ให้เลี้ยวขวาเข้าถนนพัฒนาการเลย

ตรงตามทางมานิดเดียว เราจะเห็นโครงการอยู่ทางซ้ายมือ ปัจจุบันเป็น Sale Gallery ของโครงการ ซึ่งตอนนี้มีห้องตัวอย่างให้ได้ดูกันแล้ว สามารถแวะเข้ามาชมโครงการได้ค่ะ

ส่วนถ้าใครเอารถยนต์มา ให้ขับตรงไปอีกนิดจะมีทางเข้าอยู่ด้านข้าง ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปจอดรถด้านในได้เลยค่ะ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะคะ

โครงการ The Tree พัฒนาการ – เอกมัย ด้านหน้าโครงการหันไปทางทิศใต้ติดกับถนนพัฒนาการ สภาพแวดล้อมโดยรอบเป็นพื้นที่แนวราบและอาคารสูงประมาณ 3-4 ชั้น โดยตัวอาคารจะเริ่มมีชั้นพักอาศัยที่ชั้น 5 ขึ้นไป จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของการถูกบังวิว สำหรับตึก U-delight ที่อยู่ทางทิศใต้เป็นตำแหน่งที่อยู่เยื้องๆกัน ไม่ได้บังวิวกันโดยตรงนะคะ ส่วนทิศเหนือเยื้องๆหน่อยจะเป็นพื้นที่ของ กฟผ. ที่มีเสาไฟฟ้าแรงสูงอยู่ โดยมีความสูงเทียบเท่าตึกประมาณ 15 ชั้นเลยนะ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่โล่งอยู่ โดยโครงการแก้ปัญหาตรงนี้ยังไง เดี๋ยวเราไปอธิบายกันในแปลนนะ

  • ทิศเหนือ : ติดกับ สถานีไฟฟ้าแรงสูงบางกะปิ
  • ทิศตะวันออก : ติดกับ ที่อยู่อาศัยแนวราบสูงไม่เกิน 4 ชั้น
  • ทิศใต้ : ติดกับถนนพัฒนาการ และสะพานข้ามแยกคลองตัน
  • ทิศตะวันตก : ติดกับ ที่อยู่อาศัยแนวราบสูงไม่เกิน 4 ชั้น + ใกล้แยกคลองตัน

โดยบริเวณสีแดงจะเป็นพื้นที่โครงการสูง 29 ชั้น ที่สูงกว่าทั้ง The Leaf และ U delight แต่ก็จะอยู่เยื้องๆกันไม่ได้บังวิวโดยตรงหรอกนะ รวมถึง Facilities ชั้นบน ก็สามารถเห็นวิวได้รอบเมืองเลยด้วย  ส่วนฝั่งซ้ายมือจะเป็นพื้นที่ กฟผ. พร้อมเสาไฟฟ้าแรงสูง ที่บังพื้นที่โครงการบางส่วนเท่านั้น จริงๆพอเห็นภาพนี้ ก็ต้องบอกว่าได้วิวค่อนข้างโล่งทีเดียวเลย บรรยากาศไม่ดูอึดอัดจนเกินไปค่ะ ^^

Sale Gallery ออกแบบโดยใช้โทนสีเดียวกันกับตัวอาคารเลย ถ้าใครสนใจก็ลองแวะมาดูห้องตัวอย่าง หรือสอบถามทางโครงการก็ได้นะคะ

ภายในจัดที่นั่งสำหรับลูกค้าและผู้มาเยี่ยมชมโครงการ มีโมเดลภาพรวมของโครงการ และมีห้องตัวอย่างให้ดู 3 แบบ ทั้งแบบ 1 Bedroom 2 ห้อง และ 2 Bedrooms ค่ะ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • UM Tower ~ 350 ม.
  • A-Link รามคำแหง ~300 ม.
  • รพ.เพชรเวท ~900 ม.
  • Food Land รามคำแหง ~2.1 กม.
  • เดอะมอลล์ รามคำแหง ~2.5 กม.
  • Big C หัวหมาก ~3.0 กม.
  • มหาวิทยาลัยรามคำแหง ~ 3.8 กม.
  • โรงเรียนสาธิตรามคำแหง ~ 3.8 กม.
  • The Nine พระราม 9 ~4.3 กม.
  • สนามราชมังคลากีฬาสถาน ~ 4.6 กม.
  • หัวหมาก Indoor Stadium ~ 5.0 กม.


เจาะลึกตัวโครงการ

โครงการ The Tree พัฒนาการ – เอกมัย คอนโด High Rise สูง 29 ชั้น บนเนื้อที่ดิน 2 ไร่กว่า ด้วยจำนวนเพียง 699 ยูนิต + ร้านค้า 2 ยูนิต ตัวอาคารหันหน้าออกถนนพัฒนาการ โดยมีการตีความจากชื่อแบรนด์โครงการว่า The Tree = ต้นไม้/ธรรมชาติ จึงได้เอาวงปีที่เป็นลักษณะเส้นโค้งมาใช้กับส่วน Landscape + ส่วนกลางภายในโครงการ โดยผสมผสานกับตัวอาคารที่ดูเรียบง่ายสไตล์ Modern ใช้โทนสีขาว เทา น้ำเงิน ให้ดู Luxury มากขึ้น นอกจากนี้ชั้นดาดฟ้าของตัวอาคารเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่มี Bird Nest Sculpture เป็น Gimmick (ลูกเล่น) ที่ออกแบบให้คล้ายกับรังนก เพื่อให้ความรู้สึกอิสระกับผู้อยู่อาศัยราวกับนกที่โบยบินตามใจชอบในธรรมชาติ

ตัวโครงการเป็น High Rise สูง 29 ชั้น ที่อาจจะสูงมากกว่าโครงการปกติที่จำนวนเท่ากัน เนื่องจากความสูงถึง 2.80 ม. โดยจุดของโครงการคือ Facilities ที่กระจายอยู่รอบอาคาร ตั้งแต่ชั้น 1, 5, 29 และ Roof Top ที่ให้มาจัดเต็มและออกแบบมาสวยงามทีเดียว ซึ่งพอเทียบกับจำนวนยูนิต ก็ทำให้สามารถใช้งานได้ทั่วถึงไม่วุ่นวายนะคะ

  • ชั้น 1 : มี Lobby+ Drop off + พื้นที่จอดรถ + สวนหย่อมด้านข้าง
  • ชั้น 2-4 : เป็นพื้นที่จอดรถ ประมาณ 36%
  • ชั้น 5 : สวนหย่อมของ + ห้องพักอาศัย
  • ชั้น 6-28 เป็นชั้นพักอาศัยทั้งหมด 29 ยูนิต/ชั้น
  • ชั้นที่ 29 : เป็น Main Facilities ของโครงการ ที่ให้มาจัดเต็ม
  • Roof Top : มี Sky Garden อีก 1 จุด

เราชอบการออกแบบที่จัดผังชั้นที่จอดรถไว้ที่ 2-4 เพราะหน้าโครงการมีสะพานข้ามแยก ซึ่งห้องพักอาศัยอยู่เหนือสะพานแล้ว ทำให้ไม่มีเสียง ควัน จากรถบนถนนใหญ่ รวมถึงยังไม่โดบังวิวอีก

ในส่วน Master Plan ลักษณะการวางอาคารกับที่ดิน คือ วางอาคารตรงกลาง และล้อมรอบด้วยถนนภายในโครงการ ที่เดินรถทางเดียวตามลูกศรสีแดง โดยพื้นที่จอดรถจะอยู่ใต้อาคารทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีสวนหย่อมขนาดใหญ่ที่ชั้นล่าง (ฝั่งซ้ายมือ) เราขอเรียกจุดนี้ว่า Garden On Ground ที่นอกจากมาเดินเล่นในพื้นที่สีเขียวชิลๆแล้ว ยังมีพื้นที่กิจกรรมอย่าง หน้าผาจำลอง, จักรยานแบบปั่นอยู่กับที่ด้วย หรือถ้าใครชอบวิ่ง โครงการก็ออกแบบ Jogging Track มาให้ 2 ระยะ ระยะยาววิ่งตามเส้นขาวรอบโครงการประมาณ 200 ม. ระยะสั้นวิ่งในสวนฝั่งซ้ายมือประมาณ 90 ม. พอเข้าภายในอาคารจะเป็นส่วน Main Lobby ที่จัดเก้าอี้รับรองแขกของลูกบ้าน + ร้านค้า 2 ยูนิต ส่วนบริเวณโถงลิฟต์ต้องสแกนบัตรก่อน ภายในมีห้อง Mailbox สำหรับลูกบ้าน + ลิฟต์โดยสารทั้งหมด 3 ตัว อัตราส่วนลิฟต์ประมาณ 233: 1 เป็นปริมาณที่หนาแน่นเลยทีเดียว อาจจะมีช่วงเวลารอลิฟต์นานหน่อยในช่วงเช้าเวลาที่ทุกคนออกจากบ้านไปทำงาน

เส้นทางการเดินรถจะเป็นแบบ One Way เพื่อให้การสัญจรง่ายขึ้น พร้อมพื้นที่สีเขียวรอบโครงการเลย ที่จัด Landscape ออกมาได้สวยงามทีเดียว ส่วนใหญ่ใช้เส้นโค้งมน ทำให้ได้ความรู้สึกลื่นไหลไปกับธรรมชาติ ในส่วนของพื้นที่จอดรถโครงการนี้ให้มา 36% ไม่รวมซ้อนคัน ซึ่งถือว่าให้มาน้อยไปหน่อย แต่พอหักลบกับระยะที่เดินไปยัง Airport Link ได้ไม่ไกลมากนัก + ติดถนนใหญ่เรียกรถสาธารณะง่าย ก็น่าจะช่วยให้ความต้องการใช้รถน้อยลงไปได้

ภาพทัศนียภาพจำลองบริเวณซุ้มประตูทางเข้า ที่นำเส้นสายโค้งตามคอนเซปต์เพื่อดึงดูดสายตาจนคนภายนอกเข้ามาในโครงการ พร้อมเอียงชื่อโครงการ 45 องศากับถนนพัฒนาการ ทำให้เวลาขับรถมาสามารถเห็นป้ายโครงการได้ชัดเจนค่ะ

ด้านข้างโครงการมีสวนหย่อมขนาดใหญ่พร้อมพื้นที่กิจกรรม เพื่อให้ใช้งานได้เต็มที่

ภาพทัศนียภาพจำลองพื้นที่สวนหย่อม บริเวณที่ปั้นจักรยานจะมีเส้นไฟขึ้นที่แผงด้านหน้าขณะเราปั่น โดยจะขึ้นตามแรงที่เราปั่นได้ ถัดเข้าไปจะเป็นหน้าผาจำลองเล็กๆสำหรับเด็กนะคะ รวมถึงยังจัดที่นั่งมาให้กลมกลืนไปกับ Landscape เลย เรียกได้ว่าบรรยากาศดูร่มรื่นทีเดียว อยากเห็นของจริงแล้วว่าจะออกมาเป็นยังไง ^^

นอกจากนี้ทางทิศเหนือของที่ดินโครงการ ซึ่งติดกับพื้นที่เสาไฟฟ้าแรงสูง จะมีผนัง Green Wall สูง 9 เมตร ที่ช่วยบดบังสายตาได้ระดับนึงด้วยนะคะ

ภาพทัศนียภาพจำลองภายในบริเวณส่วน Main Lobby มาพร้อมฝ้าเพดานสูง และผนังเป็นกระเบื้องลายหินอ่อน ที่ทำให้บรรยากาศดูหรูหราทีเดียว สังเกตบริเวณฝ้าเพดาน ก็ใช้ไฟแบบโค้งมนตามคอนเซปต์ทุกจุดเลย

ภายใน Main Lobby จัดชุดที่นั่งไว้รองรับแขกผู้มาติดต่อด้วยนะ

ขึ้นมาที่ชั้น 5 เป็นสวนหย่อมอีกจุด ตรงนี้เราขอเรียกว่า Center Garden เนื่องจากมีห้องพักรโอบล้อมอยู่เบาๆ และทุกตำแหน่งสามารถเห็นสวนนี้ได้ โดยจัดพื้นที่นั่งเล่น Outdoor มาให้ พร้อมลานกิจกรรมให้ออกกำลังกายแบบ Outdoor อีกด้วย บริเวณนี้เน้นความสงบมากกว่า Main Facilities ในชั้นบนที่มีความเป็น Active Zone ซึ่งการแบ่ง Facilities ก็ช่วยให้การใช้งานในฟังก์ชันนั้นๆ ตรงกับการใช้งานมากขึ้น

ภาพทัศนียภาพจำลอง Center Garden โดยจัดเก้าอี้มาให้เป็นชุดๆ เพื่อความเป็นส่วนตัว พร้อมต้นไม้ล้อมรอบ เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่หันออกทางทิศใต้ ซึ่งอาจจะโดนแดดแรงช่วงบ่ายเต็มๆเลยด้วย

Typical Floor Plan ตำแหน่งภายในเหมือนกันทั้งหมด แต่อาจจะแตกต่างกันที่ตำแหน่งระเบียง มีจำนวนยูนิตสูงสุดที่ 29 ยูนิต/ชั้น ซึ่งตำแหน่งห้องเองจะถูกวางในทิศเหนือ-ใต้เป็นหลัก ทำให้ไม่ได้รับแดดแรงในช่วงบ่ายโดยตรง เน้นห้อง 1 Bedroom ทั้งหมด มีห้อง 2 Bedrooms เพียง 2 ห้อง/ชั้นเท่านั้น ทางเดินเป็นแบบ Double Corridor ที่อาจจะเปิดมาจ๊ะเอ๋กับเพื่อนบ้านได้ รวมถึงให้ช่องแสงมา 3 จุด ที่ช่วยประหยัดไฟค่าส่วนกลางได้บ้าง แต่ก็อาจจะมีส่วนทางเดินที่ยาวๆ บริเวณตรงกลางเเสงน่าจะส่องไม่ถึงนะคะ ต้องบอกก่อนว่าห้องพักที่นี่ได้วิวค่อนข้างโล่งทีเดียว ไม่ได้มีตึกสูงบังในระยะประชิด แต่อาจจะมีบางห้องที่โดนบังวิวไปบ้าง ไปดูกันค่ะ

  • ห้องทางทิศเหนือ : ติดกับเสาไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งโครงการแก้ปัญหาโดยการบิดระเบียงออกเล็กน้อย เพื่อเปิดมุมมองวิวให้กว้างขึ้น ที่ทำออกมาได้ดีนะ อย่างน้อยก็การันตีวิวว่าจะไม่มีตึกสูงบังในอนาคต
  • ห้องเบอร์ 20 และ 19 : เป็นตำแหน่งห้องที่บังกันเอง อย่างเบอร์ 20 ก็จะมีบางส่วนที่ต้องมองกำแพงห้อง 19 เหมาะกับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว ส่วนห้องเบอร์ 19 ก็เป็นห้องที่ถูกบังคับวิวการมอง เพราะโดนห้องข้างบังวิวด้านนอกค่ะ
  • ห้องเบอร์ 29 : เนื่องจากในห้องนอนติดเสาอาคาร ทำให้โดนบังวิวไปบางส่วนนะ

ขึ้นมาที่ชั้น 16-28 ระเบียงทางทิศเหนือจะกลับมาเป็นปกติ โดยมีห้องที่น่าสนใจคือเบอร์ 27 ที่มีกระจกยื่นออกมา เพื่อเปิดมุมมองในการมองวิวค่ะ

สุดท้ายคือชั้นที่ 29 เป็น Main Facilities ของโครงการ โดยจะมียูนิตเหลือเพียง 7 ยูนิตเท่านั้นนะคะ ซึ่งจะได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น พร้อมทั้งแยกทางเข้า-ออกกับส่วนกลางมาให้แล้วเพื่อความปลอดภัยของลูกบ้านในชั้นนั้น โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ Indoor, Semi-outdoor และ Outdoor โดยชั้นนี้จะมีทั้ง Co-working Space, Sky Lounge และ Fitness ที่เป็น Indoor ใช้งานได้ตลอดเวลา ส่วนสระว่ายน้ำของที่นี่จะเป็นแบบ Outdoor ซึ่งเวลาฝนตกทำให้เราไม่สามารถใช้งานบริเวณนี้ได้นะคะ ส่วนอีกจุดที่เป็น Highlight เลยคือ Jacuzzi สำหรับให้นอนดูหนังได้ด้วยนะ

จาก Model โครงการ ส่วน Main Facilities ถูกยกมาไว้ข้างบน ข้อดีเลยคือลูกบ้านไม่จำเป็นต้องซื้อห้องชั้นสูงๆ ก็สามารถได้ชื่นชมวิวจากมุมสูงได้เหมือนกัน รวมถึงมีจุดเด่นอยู่ที่ Sculpture รูป Bird Nest เรียกได้ว่าเป็น Gimmick ของโครงการนี้เลยด้วย นอกจากนี้ยังยกฝ้าเพดานสูง เพื่อให้ภายในห้อง Sky Lounge , Fitness และ Co-working Space ได้วิวแบบจัดเต็ม ดูโอ่โถงค่ะ

ที่ชั้นนี้มีการออกแบบลูกเล่นที่พิเศษอีกจุด คือส่วน Bird’s Eye View Aqua Pool ที่พื้นและผนังเป็นกระจกสามารถมองวิวมุมกว้างได้สะใจเลย เป็นของแปลกที่ไม่ได้มีเป็นมาตรฐานในทุกโครงการ ลักษณะจะเป็นคานเหล็กยื่นออกมาจากโครงสร้างชั้นดาดฟ้า วางทับด้วยพื้นกระจก ให้หวาดเสียวกันเล่นๆ ซึ่งถ้าใครไม่กลัวความสูง ก็ลองไปว่ายเล่นกันดูนะคะ  > <

ภาพทัศนียภาพจำลองสระว่ายน้ำระบบเกลือ แบบ Outdoor ที่ออกแบบให้ว่ายน้ำเป็นวงกลมล้อมรอบ Fitness ได้ โดยมีส่วนที่ยาวสุดคือ 34 ม. ก็ว่ายได้พอเหงื่อออกค่ะ

นอกจากนี้ยังมี Glass Walkway Bridge ที่ใช้ข้ามไปเล่น Fitness ซึ่งออกแบบให้เป็นพื้น กระจกใส ที่สามารถมองลงไปเห็นคนว่ายน้ำได้ แต่ถ้าใครใส่กระโปรงก็ระวังตัวกันด้วยนะ นอกจากนี้ยังมีหลังคาคลุมมาให้เรียบร้อย ไม่ต้องกลัวเปียกเวลาฝนตกค่ะ

บริเวณสระว่ายน้ำจะมี Jacuzzi พร้อมหน้าจอบริเวณฝ้าเพดานมาให้ นอนแช่ตัวดูหนังไปด้วยได้ ไม่ค่อยได้เห็นในโครงการอื่นๆเท่าไหร่ น่าสนใจดีค่ะ

บริเวณ Sky Gym ที่ติดกับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ พร้อมกระจกบานใหญ่สูงตั้งแต่พื้นถึงฝ้า ล้อมรอบห้องเลย ทำให้สามารถมองวิวได้เต็มที่ นอกจากวิวเมืองแล้ว ยังได้วิวสระว่ายน้ำอีกด้วย นอกจากนี้ยังวางพื้นเป็นลายก้างปลา ยิ่งทำให้บรรยากาศดูหรูหรายิ่งขึ้น

ภายในส่วน Sky Lounge ได้กระจกแบบ Ceiling Height ตามฝ้าเพดานที่ยกสูง เพื่อให้เห็นวิวมุมสูงอย่างเต็มที่ ภายในจัดชุดโซฟาให้ประมาณ 3-4 ชุด

ภายใน Co-working Space จัดโต๊ะสำหรับนั่งทำงานหรือประชุมมาให้ พร้อมทั้งมี WIFI Free ที่ส่วนกลางอีกด้วยนะ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • ชั้นที่ 1

  • Lobby
  • Mailbox
  • Luminous Bike (จักรยานออกกำลังกาย)
  • Crystal Wall (หน้าผาจำลอง)
  • Jogging Track

  • ชั้นที่ 5
    • Leafy Garden (สวนพักผ่อน)
    • Yoga Greenery (ลานโยคะ)
    • Morning Dew Spring (ลานน้ำพุ)

  • ชั้นที่ 29
    • Sky Co-working Nest (ห้องทำงาน)
    • Playing Nest (ห้องเล่นเกม)
    • Recreation Nest
    • Sky Lounge
    • Sky Gym
    • Sky Crystal Passage (สะพานท้องกระจก)
    • Aqua Theatre (ที่นอนดูหนังบริเวณ Jacuzzi)
    • Swimming Pool ขนาด 34 x 4 เมตร
    • Bird’s Eye View Aqua Pool ( สระน้ำท้องกระจกที่ยื่นออกนอกอาคาร)

  • Roof Top
    • Sky Nest Garden (สวนพักผ่อน)

  • ลิฟต์โดยสาร 3 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 233 :  1
  • Service Lift 1 ตัว
  • ที่จอดรถประมาณ  36% (ไม่รวมจอดซ้อนคัน)
  • ระบบรักษาความปลอดภัยในโครงการ  CCTV / Key Card Access

  • Product Walkthrough

    สำหรับห้องพักอาศัยของโครงการนั้นจะเริ่มต้นตั้งแต่ห้อง 1 Bedroom – 2 Bedrooms และห้อง Loft ที่ชั้นบน แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่แน่นอนออกมานะคะ ว่าจะมีแบบละกี่ยูนิต โดยส่วนใหญ่แล้วจะเน้นไปที่ห้อง 1 Bedroom ในส่วนจุดเด่นของห้องพักอาศัยของโครงการนี้ คือฝ้าเพดานที่ได้ความสูงถึง 2.8 ม. เรียกได้ว่าสูงที่สุดในละแวกนี้เลยด้วย ซึ่งส่งผลให้ตัวห้องดูโปร่งโล่งพอสมควรทีเดียวค่ะ

    รูปแบบการขายของโครงการเป็นแบบ Partly Fitted โดยจะได้ดังนี้

    • Built-in ตู้เสื้อผ้า
    • Built-in ครัว ท็อปหินสังเคราะห์
    • Hob & Hood ยี่ห้อ Franke
    • สุขภัณฑ์ยี่ห้อ American Standard + Marvel
    • ฉากกั้นอาบน้ำ + ฝักบัวแบบ Rain Shower
    • เครื่องปรับอากาศ (Daikin Inverter)
    • Digital Door Lock ของ Samsung
    • หลอดไฟ LED

    แปลนห้องตัวย่างแรกที่จะพาไปดูคือแบบ 1 Bedroom 1 Bath ขนาด 29.55 ตร.ม. เป็นลักษณะแปลนห้องที่ Living Area ไม่ได้วิว แต่ก็ไม่ได้มืดทึบ เพราะยังได้แสงสว่างที่มาจากส่วนครัวอยู่ โดยได้เป็นครัวปิด ที่ติดกับริมอาคารก็เลย ทำให้ระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น ใครชอบทำอาหารไทยกลิ่นแรงๆ ก็หมดห่วงได้เลย

    ส่วนห้องนอนนั้นได้เป็นห้องประตูทึบชัดเจน ข้อดีคือมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าห้องที่ใช้เป็นประตูบานเลื่อนกระจกใส ภายในห้องนอนขนาดกะทัดรัด เหมาะกับการวางเตียงขนาด 5 ฟุต จะพอดีกับตัวห้องมากที่สุดค่ะ ส่วนตำแหน่งห้องน้ำจะเข้าทาง Living และติดกับส่วนห้องนอน ที่ไม่ต้องเดินผ่านส่วนอื่นๆก่อน รวมทั้งหากมีเพื่อนมาห้องก็ไม่ต้องเข้าห้องน้ำผ่านห้องนอน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเราด้วยค่ะ

    ประตูจะได้เป็นแบบ HDF สำเร็จปิดผิวด้วยลามิเนต มาพร้อมมือจับแบบ Digital Door Lock จาก Samsung เป็นมาตรฐานนะคะ โดยรุ่นนี้จะรองรับการเปิดเข้าทั้งรหัส, การ์ด, กุญแจ ส่วนธรณีประตูหน้าห้องกรุด้วยกระเบื้องซึ่งมีความคงทนในการใช้งานพอสมควร และจบขอบอีกทีด้วยไม้สำเร็จรูป ภายในห้องใช้พื้นลามิเนตค่ะ

    เข้ามาภายในห้องจะเป็นส่วนนั่งเล่นก่อน โดยพื้นที่นั่งเล่นนี้ถึงอยู่ด้านในของห้อง ไม่ได้ติดหน้าต่างแต่ก็ได้แสงสว่างจากห้องครัวระดับนึงไม่มืดทึบ ความสูงพื้นถึงฝ้า 2.80 เมตร ทำให้ภายในห้องดูโล่งทีเดียว

    แต่ก็ต้องบอกว่าห้องแบบนี้จะไม่มีพื้นที่วางรองเท้ามาให้ ซึ่งค่อนข้างสำคัญสำหรับคนอยู่คอนโดเลย เราแนะนำให้วางไว้ใต้ชั้นวางทีวีนะคะ จะได้ไม่ต้องไปเลอะกับส่วนอื่นๆ

    ส่วนความกว้างของพื้นที่ส่วนนี้สามารถวางโซฟาขนาด 2 ที่นั่ง + โต๊ะขนาดประมาณ 80 ซม.ได้ แต่ถ้าอยากได้โซฟาใหญ่หน่อยก็สามารถวางเต็มพื้นที่ได้เลยนะ

    พื้นห้องเป็นลามิเนตหนา 8 มม. ที่ให้สีพื้นมาสวยดีนะ ส่วนระยะทีวีประมาณ 2.75 ม. ซึ่งขนาดทีวีที่เหมาะกับระยะสายตาอยู่ที่ประมาณ 44″-50″ จัดว่าวางทีวีขนาดใหญ่ได้สบายเลย

    บริเวณเพดานจะเป็นฉาบเรียบทาสีขาว พร้อมติดไฟ Downlight มาให้ และยังมีเครื่อง Smoke Detector มาให้ในกรณีไฟไหม้อีกด้วย

    ถัดไปขอพูดถึงห้องครัวต่อ โดยเราจะได้เป็นห้องครัวปิดกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน 2 ตอน ขอบอลูมิเนียมสีเทา + กระจกใส ข้อดีของห้องครัวปิดชิดริมอาคาร คือจะระบายกลิ่นอาหารได้ดี  เหมาะกับคนที่ชอบทำอาหารจริงจัง

    บริเวณมือจับเซาะร่อง มาพร้อมสักหลาดไว้สำหรับกั้นฝุ่นบริเวณขอบประตู อีกทั้งทางโครงการยังได้ฝังขอบอลูมิเนียมไว้กับพื้น ทำให้เดินได้สะดวกไม่ต้องกลัวสะดุดค่ะ

    สำหรับขนาดของห้องครัวให้มากำลังดีหลังจากวางชุด Built-in ครัว แล้วจะมีพื้นที่เหลือ 1.30 ม. ที่สามารถวางโต๊ะทานข้าวสำหรับ 2 ที่นั่งได้ แต่โครงการจะไม่มีโต๊ะทานข้าวให้ ลูกบ้านต้องซื้อมาเพิ่มกันเองนะคะ

    โดยหลังจากโต๊ะทานข้าว 65 x 65 ซม. ตามห้องตัวอย่างแล้ว จะมีพื้นที่เหลือประมาณ 65 ซม. เหมาะเดินใช้งานประมาณ 1 คนกำลังดี พื้นเป็นกระเบื้องขนาด 60 x 60 ซม. ที่เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย และคงทนในการใช้งานมากกว่าลามิเนต

    สำหรับชุด Built-in ครัวจะได้ตามห้องตัวอย่างเลยนะคะ โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ตอน ภายในแบ่งชั้นวางของมาให้เรียบร้อย มีทั้งแบบหน้าบานปิดและส่วนเปิดโชว์ บริเวณโชว์เหมาะกับของที่ต้องหยิบใช้งานบ่อยๆ แต่ก็ต้องระวังเรื่องฝุ่นกันด้วยนะ ส่วน Hood ที่นี่ จะเป็นแบบหมุนเวียนออกนอกอาคารค่ะ

    ตู้ด้านบนของเคาน์เตอร์ มี Soft Close มาให้เรียบร้อย ป้องกันไม่ให้ตู้เกิดเสียงและลดแรงกระแทกก่อนที่หน้าบานจะปิดสนิท

    Top เคาน์เตอร์เป็นหินสังเคราะห์สีเทา มันวาวสวยงามทีเดียว ข้อดีคือทนต่อน้ำและความร้อนได้ดี ส่วน Backsplash ก็เป็นกระเบื้องเช่นเดียวกัน เวลาทำอาหารก็ไม่ต้องกลัวเลอะผนัง เพราะตรงนี้เช็ดทำความสะอาดง่ายค่ะ

    อ่างล้างจานสแตนเลสหลุมเดี่ยว ขนาด 51 x 51 ซม. ก๊อกน้ำล้างจานโครเมียมทรงสูง ปรับโยกซ้าย-ขวาได้ ส่วนพื้นที่สำหรับประกอบอาหาร จะให้ชุดเตาไฟฟ้าแบบ 2 หัวพร้อมเครื่องดูดควัน ยี่ห้อ Franke ค่ะ

    ชุดครัวด้านล่างฝั่งซ้ายมือจะเป็นตู้ใต้อ่างล้างจาน ที่มาพร้อมขยะเปิด-ปิดตามหน้าบานตู้เลย ป้องกันกลิ่นเหม็นได้ระดับนึง ส่วนตรงกลางก็ใส่ของขนาดใหญ่ได้เลย ฝั่งขวาสุดมีช่องให้วางไมโครเวฟ และลิ้นชักสำหรับใส่อุปกรณ์ช้อนส้อมได้

    ด้านข้างมีพื้นที่เหลือประมาณ 85 ซม. สามารถวางตู้เย็นขนาด 7.4 คิวบิก กำลังดีค่ะ

    บริเวณเพดานจะเป็นฉาบเรียบทาสีขาว พร้อมติดไฟ Downlight มาให้ และยังมีเครื่อง Smoke Detector มาให้ในกรณีไฟไหม้อีกด้วย

    ถัดจากส่วนครัวไปมีประตูบานเลื่อนออกไประเบียงได้ โดยได้กรอบบานอลูมิเนียม Powder Coat พ่นสีเทา + กระจกสีเขียวตัดแสง ทำให้ช่วยลดความร้อนภายในห้องได้อีกด้วย

    พื้นที่ระเบียงจะมีขนาด 2.00 x 0.80 ม. ปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิค ขนาด 30 x 30 ซม. ส่วนราวกันตกระเบียงเป็นเหล็กสีดำ หลังจากที่วางเครื่องซักผ้าแล้วจะมีพื้นที่เหลือไม่มากนะคะ

    ด้านบนแขวน Condensing Unit ที่หันออกไปด้านนอกมาให้เรียบร้อย

    กลับมาดูภายในห้องกันต่อ ส่วนทางเข้าห้องน้ำจะอยู่ด้านข้างชุดวางทีวีค่ะ

    ให้ห้องน้ำมาขนาดใหญ่ทีเดียว ภายในแยกส่วนเปียกและแห้งเป็นสัดส่วนชัดเจน โดยบริเวณพื้นที่อาบน้ำจะมีฉากกั้นมาให้ด้วย ป้องกันน้ำไหลออกมาส่วนแห้ง ส่วนพื้นและผนังเป็นกระเบื้อง เช็ดทำความสะอาดง่าย โดยบริเวณใต้กระจกจะมี Low Wall กว้างประมาณ 12 ซม ที่สามารถวางของใช้บริเวณนี้ได้

    ชุดอ่างล้างหน้ายี่ห้อ American Standard ขนาดประมาณ 55 x 35 ซม. พร้อมมีตู้ใต้อ่างมาให้ สำหรับเก็บอุปกรณ์ห้องน้ำได้ ซึ่งเป็นแบบยกลอย เวลาล้างห้องน้ำก็ไม่ต้องกลัวเปียกด้วย

    โถสุขภัณฑ์ ยี่ห้อ Marvel ที่ทางพฤกษาออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับแบรนด์ The Tree ทำให้มีการติดชื่อแบรนด์แทนนะคะ สายฉีดชำระติดตั้งที่ผนังทางด้านหลัง ส่วนที่วางทิชชู่จะอยู่ด้านข้างเป็นตำแหน่งที่ใช้งานได้สะดวก

    สายชำระขนาดพอดีมือ พร้อมทั้งที่ใส่กระดาษทิชชู่แบบแกนเสียบ เวลาใช้งานต้องระวังเปียกกันด้วยนะ เพราะอยู่ข้างอ่างล้างมือเลย

    ส่วนพื้นที่อาบน้ำให้ฉากกั้นกระจกมาเป็นมาตรฐาน โดยจะได้เป็นที่จับรูปตัว L ที่เราสามารถแขวนผ้าเช็ดตัวได้

    พื้นที่อาบน้ำมีขนาด 1.15 x 0.85 ม. เป็นระยะที่ใช้งานกำลังดี โดยยกขอบประตูขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อป้องกันน้ำไหลออกมาด้านนอกค่ะ

    ฝักบัวของที่นี่จะมี Rain Shower มาให้เพิ่มด้วยนะ สามารถเลือกใช้งานได้ตามใจชอบ ส่วน Hand Shower ดีไซน์เป็นแท่งยาวๆ ขนาดพอดีมือ นอกจากนี้ด้านข้างยังมีช่องวางของขนาด 36 x 40 ซม. สูงถึง 1.00 เมตร ที่ทำเป็นชั้นวางของเพิ่มก็ได้นะ

    บริเวณเพดานฉาบเรียบทาสีขาว พร้อมติดไฟ Downlight + พัดลมดูดอากาศมาให้ค่ะ

    ออกมาด้านนอก ติดกับประตูห้องน้ำจะมีทางเข้าห้องนอนเลย ข้อดีคือเวลาใช้งานเราไม่ต้องเดินผ่านส่วนอื่นๆก่อนค่ะ

    ห้องนอนเหมาะกับวางเตียงขนาด 5 ฟุต กำลังดี ซึ่งถ้าเราวางชิดริมหน้าต่าง ก็จะทำให้มีพื้นที่ด้านข้างมากขึ้น แม้ขนาดของห้องนอนไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่ด้วยความสูง 2.8 ม. ก็ทำให้ตัวห้องดูโปร่งโล่งมากขึ้นพอสมควรเลยค่ะ

    โครงการออกแบบให้มีหน้าต่างบานกระทุ้ง ไว้ระบายอากาศภายในห้อง

    เมื่อวางเตียงขนาด 5 ฟุตไป จะเหลือพื้นที่ทางเดินปลายเตียงประมาณ 63 ซม. เป็นระยะที่เดินได้พอดี สำหรับคนที่ชอบดูทีวีแนะนำให้แขวนไว้ตามห้องตัวอย่างจะดีกว่า

    โครงการนี้จะมีตู้เสื้อผ้ามาให้เพิ่มด้วย แต่จะไม่ได้แบบนี้ ยังไงลองติดต่อสอบถามเซลล์ด้านหน้าโครงการอีกทีนะคะ

    หลังจากวางเฟอร์นิเจอร์แล้ว มีพื้นที่เหลือประมาณ 74 ซม. ที่เหลือพอวางโต๊ะเครื่องสำอางขนาดกระทักรัดได้ หรือจะวางเป็นโต๊ะหัวเตียงเล็กๆก็ได้นะคะ

    บริเวณเพดานจะเป็นฉาบเรียบทาสีขาว พร้อมติดไฟ Downlight มาให้ และยังมีเครื่อง Smoke Detector มาให้ในกรณีไฟไหม้อีกด้วย

    มาต่อกันที่ห้อง 2 Bedrooms 2 Bathrooms ขนาด 55.85 ตร.ม. ลักษณะเป็นห้องหน้ากว้าง ทำให้รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ โดยความพิเศษอยู่ที่กระจกโค้งบริเวณห้องนอนใหญ่ ทำให้มองเห็นวิวได้เต็มที่มากยิ่งขึ้น

    โดยเข้ามาจะเจอส่วนของ Common Area ก่อน ทั้ง Dining + Living ที่ติดกับระเบียงด้านนอก ดังนั้นเรื่องตำแหน่งพื้นที่นั่งเล่น จึงไม่มีปัญหาเรื่องวิวเหมือนห้อง 1 Bedroom แล้วค่ะ นอกจากนี้ยังเดินออกไปสูดอากาศได้อีกด้วย ส่วนห้องครัวจะเป็นแบบปิดเช่นกัน แต่จะอยู่ด้านในตัวห้อง ทำให้ต้องพึ่งเครื่องดูดควันด้วยนะ

    ส่วน Private จะอยู่ด้านใน มีห้องนอน 2 ห้อง ที่ชิดริมอาคาร ทำให้รับแสงและระบายอากาศได้เต็มที่ ทำให้การใช้งานดูเป็นสัดส่วนชัดเจน และยังคงความเป็นส่วนตัวให้กับห้องนอนทั้ง 2 ห้องได้ดีทีเดียว ซึ่งห้องนอนเล็กต้องออกมาใช้ห้องน้ำรวมที่ด้านนอก ส่วนห้อง Master Bedroom จะมีห้องน้ำในตัวค่ะ

    เข้ามาภายในห้องนอนจะเจอกับส่วน Common Area พร้อมทั้งมองวิวด้านนอกได้เลย เพราะติดกับพื้นที่ระเบียง รวมถึงได้ความสูงถึง 2.80 เมตร ทำให้ภายในห้องดูโล่งมากยิ่งขึ้น

    ก่อนจะเข้าไปข้างใน โครงการออกแบบให้มีพื้นที่วางตู้วางรองเท้ามาให้ด้วย โดยสามารถวางตู้ขนาด 1.00 x 0.34 ม. ได้กำลังดี

    เริ่มจากห้องครัวกันก่อน ซึ่งอยู่ด้านหน้าห้องเลย โดยห้องนี้จะได้เป็นห้องครัวปิดเช่นเดียวกัน แต่จะเป็นกระจกบานเลื่อน 3 ตอน แบบเข้ามุม ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เครื่องดูดควันช่วย ระบายกลิ่นอาหารด้วยนะ

    มือจับเซาะร่อง พร้อมสักหลาด ที่ทำให้ปิดสนิทค่ะ รวมถึงฝังขอบอลูมิเนียมไว้กับพื้น กันสะดุดล้ม โดยตรงนี้จะเป็นพื้นกระเบื้องทำความสะอาดง่าย

    ภายในห้องครัวมีขนาดกว้างขึ้นกว่าห้องที่แล้ว มีพื้นที่การใช้งานประมาณ 1.13 x 1.65 ม.  สามารถใช้งานได้ 2-3 คนสบายๆ โดยจะวางเป็นรูปตัว L ที่มี 3 ระดับเหมือนเดิม พร้อมมีที่เหลือวางตู้เย็นได้ดวย

    ส่วนชั้นบนแบ่งช่องใส่ของมาให้ + หน้าบานปิดผิวด้วยลามิเนตลายไม้ พร้อม Soft Close มาให้เรียบร้อย

    ส่วนตรงกลาง มีซิงค์ล้างจาน + เตาไฟฟ้า + พื้นที่เตรียมอาการ โดยการวางแบบนี้ ทำให้หยิบจับใช้งานได้ง่าย ส่วนวัสดุเหมือนกับห้องที่แล้วนะคะ

    ส่วนชั้นล่างก็มีให้ช่องใส่ไม่โครเวฟมาให้ + ถังขยะที่เปิด-ปิดตามหน้าบาน ทำให้ใช้งานได้สะดวก รวมถึงข้างล่างสุดมีการทำร่องเข้าไป 10 ซม. ที่สามารถยืนชิดได้เลย

    ส่วน Common Area เป็นพื้นที่หน้ากว้าง ที่วางโซฟาขนาด 2-3 ที่นั่ง + โต๊ะทานข้าวสำหรับ 2-4 ที่นั่งได้กำลังดีค่ะ แต่พอวางแบบนี้ระยะดูทีวีก็จะกระชั้นชิดไปหน่อย เราอาจจะหาเคาน์เตอร์ยาววางชิดผนังฝั่งตรงข้าม TV เพื่อทำเป็นมุมกินข้าวหรือมุมทำงานก็ได้ เพื่อจะได้ระยะดูทีวีที่มากขึ้น หรือถ้าใครไม่อยากได้โต๊ะก็จัดชุดโซฟา+ โต๊ะหน้าทีวี แล้วนั่งกินข้าวตรงนี้ไปเลย

    ประตูระเบียง เป็นประตูกระจกบานเลื่อน 3 ตอน กรอบบานอลูมิเนียม Powder Coat พ่นสีเทา + กระจกสีเขียวตัดแสง ที่สามารถป้องกัน UV ได้ พร้อมทั้งวาง Condensing Unit ไว้ข้างบน ทำให้มองวิวได้เต็มที่ ไม่มีอะไรมารบกวนสายตาค่ะ

    พื้นที่ระเบียงภายนอกมีขนาด 3.60 x 80 เมตร พื้นเป็นกระเบื้องเซรามิคขนาด 30 x 30 ซม. โดยได้ระเบียงกว้างทีเดียว ยืนใช้งานพร้อมกันได้หลายคนเลยนะคะ

    โครงการแขวน Condensing Unit มาให้เรียบร้อยค่ะ

    ถัดเข้ามาที่โซน Private กัน โดยจะเป็นโถงทางเดินก่อนแล้วค่อยแบ่งห้องย่อยๆอีกที

    เรามาดูห้องน้ำรวมกันก่อน ซึ่งต้องนี้ต้องใช้รวมกันแขกที่มาเยี่ยมบ้านนะคะ ภายในห้องแบ่งโซนเปียกและแห้งไว้เป็นสัดส่วน เรียงลำดับแห้งแล้วค่อยไปเปียก

    ชุดสุขภัณฑ์จะเหมือนกับห้องที่แล้ว มีตำแหน่งสายชำระที่ผนังด้านหลัง เวลาใช้งานจริงคงต้องเอี้ยวตัวใช้งานเล็กน้อยค่ะ

    พื้นที่อาบน้ำมีขนาด 1.00 x 35 ม. เป็นระยะที่ใช้งานกำลังดี โดยยกขอบประตูขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อป้องกันน้ำไหลออกมาด้านนอกค่ะ

    ส่วนอาบน้ำมีฉากกั้นอาบน้ำมาให้ พร้อมราวมือจับรูปตัว L ที่แขวนผ้าเช็ดตัวด้านหน้าได้ ส่วนฝักบัวมีให้ทั้งแบบ Hand Shower และ Rain Shower เหมือนห้องที่แล้วเลย แต่ห้องนี้ช่องเก็บของจะมีขนาดเล็กกว่าห้องที่แล้วนะคะ

    ฝ้าเพดานเป็นแบบฉาบเรียบทาสี พร้อมไฟ Downlight + พัดลมดูดอากาศมาให้ค่ะ

    ห้องนอนเล็กสามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุตได้ + โต๊ะหัวเตียงด้านข้าง โดยตำแหน่งจะชิดริมอาคารด้านนอก ทำให้รับแสงและระบายอากาศได้ดี แต่ถ้าใครอยู่กันแค่ 2 คน จะเปลี่ยนเป็นห้องทำงานก็ได้นะ

    โดยห้องนี้จะได้ตู้เสื้อผ้า 2 ตัวเลย ส่วนของจริงแบบจะเป็นยังไง ลองสอบถามทางโครงการอีกทีนะคะ

    โดยหลังจากวางตู้เสื้อผ้า จะมีพื้นที่หน้าตู้ประมาณ 40 ซม. เอง ซึ่งถ้าต้องการพื้นที่เพิ่ม แนะนำให้ขยับเตียงชิดริมหน้าต่างเลยนะคะ

    ส่วนบริเวณปลายเตียงก็เหลือประมาณ 50 ซม. ริมหน้าต่างเหลือ 40 ซม. เป็นระยะที่เดินได้กำลังดี ใครชอบดูทีวีก็ต้องเป็นแบบแขวนผนังเท่านั้นนะคะ

    ห้อง Master Bedroom นี้จะอยู่ตำแหน่งมุมของห้องพอดี ซึ่งจะได้กระจกโค้งที่เป็น highlight ของโครงการนี้เลยนะ เป็นการเปิดมุมมองให้กว้างมากยิ่งขึ้น สำหรับห้องนี้มีสามารถวางเตียง 5-6 ฟุตได้เลย หลังวางแล้วก็เหลือพื้นที่ใช้งานกว้างพอสมควรเลย

    โดยกระจกห้องนี้จะสูงแต่พื้นเกือบถึงฝ้าเพดาน พร้อมทั้งหน้าต่างบานกระทุ้ง ไว้สำหรับระบายอากาศภายในห้องได้ดี

    ส่วนพื้นที่ทางเดินทั้งปลายเตียงและด้านข้างนั้นกว้างประมาณ 60- 65 ซม. เป็นระยะที่เดินได้สบายๆ

    ส่วนถ้าหันไปทางห้องน้ำ บริเวณหน้าห้องน้ำจะมีพื้นที่เหลือวางตู้เสื้อผ้าได้ ส่วนฝั่งขวามือของจริงเป็นช่องว่าง กว้างประมาณ 1 ม. ที่ทำเป็นตู้ Built-in ตามห้องตัวอย่างได้

    โดยพื้นที่หน้าห้องน้ำ ส่วนที่ยาวสุดจะกว้างประมาณ 1.35 ม. เป็นระยะที่เปลี่ยนเสื้อผ้าใช้งานได้สบายๆ

    ห้องน้ำนี้ติดริมอาคารทำให้ระบายอากาศได้ดี รวมถึงภายในแบ่งโซนเปียกและแห้งไว้เป็นสัดส่วนเช่นเดิม specและยี่ห้อสุขภัณฑ์เหมือนกับห้องที่แล้วเลยค่ะ

    พื้นที่อาบน้ำมีขนาด 1.38 x 0.82 ม. เป็นระยะที่ใช้งานสบายๆเลย โดยยกขอบประตูขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อป้องกันน้ำไหลออกมาด้านนอกค่ะ

    บริเวณเพดานฉาบเรียบทาสีขาว พร้อมติดไฟ Downlight + พัดลมดูดอากาศมาให้ค่ะ

    สำหรับห้องสุดท้ายคือ 1 Bedroom ขนาด 25.85 ตร.ม. ซึ่งถ้ามองตามแปลนแล้วทาง Thinkofliving เรียกลักษณะนี้ว่า Studio เนื่องจากไม่มีการกั้นห้อง Bedroom + Living เป็นสัดส่วนชัดเจน โดยลูกเล่นของห้องนี้คือ ตำแหน่งที่บิดมุมออกเล็กน้อย ซึ่งทำให้มองวิวได้กว้างขึ้น และมีพื้นที่เพิ่มข้างเตียงสำหรับวางโต๊ะทำงานได้อีกด้วย

    เข้ามาภายในจะเจอส่วน Service ก่อนทั้งห้องครัว + ห้องน้ำ ซึ่งทำให้ทั้ง 2 ฟังก์ชันต้องพึ่งเครื่องระบายอากาศ แต่ก็ยังได้เป็นห้องครัวปิดที่สามารถทำอาหารจริงจังได้นะคะ ส่วนห้องน้ำก็ใหญ่ใช้งานได้สบาย ถัดเข้ามาเป็นส่วนพักอาศัยที่รวมฟังก์ชันทั้งหมดเข้าด้วยกัน ลักษณะห้องแบบนี้เหมาะจะอยู่อาศัยเอง โดยไม่ค่อยได้มีแขกมาเยี่ยมเท่าไหร่ค่ะ

    เข้ามาเป็นห้องครัวปิด ที่สามารถทำอาหารจริงจังได้ โดยโครงการได้เตรียม Hood ที่ดึงไปปล่อยภายนอกอาคารไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะได้ชุดครัวตามนี้เลยนะคะ

    ส่วนห้องนอนจะสามารถวางเตียง 5 ฟุตได้กำลังดี มีพื้นที่เหลือวางชุดโซฟา 1-2 ที่นั่งได้ พร้อมส่วนที่ยื่นออกไปก็จัดเป็นพื้นที่ทำงานเพิ่มได้ ทำให้เราสามารถเดินใช้งานได้รอบเตียงเลยนะ

    **รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะคะ

    ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 28 August 2019

    • รูปแบบการขาย Partly Fitted พร้อมตู้เสื้อผ้ามาให้ด้วย
    • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน 2.80 เมตร
    • Kitchen & Sink / ท๊อปหินสังเคราะห์
    • Hob & Hood / ของยี่ห้อง Franke
    • จอง 5,000 บาท
    • ทำสัญญา 15,000-35,000 บาท
    • ดาวน์ n/a% ผ่อนดาวน์ n/a งวด
    • ค่ากองทุน 500 บาท/ตร.ม.
    • ค่าส่วนกลาง 45 บาท/ตร.ม./เดือน

    โปรโมชัน

    • ราคา Promotion เริ่มต้น 1.59 ล้านบาท
    • Gift Voucher สูงสุด 10,000 บาท
    • ส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท
    • ผ่อน 0% 6 เดือน (เงินจอง + เงินทำสัญญา)

    **ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ


    เจาะลึกรวบยอด

    ทำเล : ส่วนตัวมองว่าตัวทำเลไม่ได้โดดเด่นจาก 4 ตัวเก่าของพฤกษา ถึงแม้จะตั้งอยู่บนถนนพัฒนาการฝั่งขาออก แต่ก็รู้สึกไม่แตกต่างจากฝั่งขาเข้าเท่าไหร่ เพราะมีจุดกลับรถอยู่ห่างไปไม่ไกล เดินทางไปแยกคลองตันได้สะดวก ซึ่งแยกของตันเป็นจุดตัดของถนนใหญ่ 3 สายด้วยกัน คือ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่, ถนนพัฒนาการ และ ถนนรามคำแหง บรรยากาศบนถนนนี้ยังคงเป็นย่านชุมชนเก่าแก่ ส่วนใหญ่จะเป็นตึกแถวที่ด้านล่างทำเป็นร้านค้าพาณิชย์ ด้วยความที่เป็นทำเลที่มีคนอยู่อาศัยมานาน ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของเส้นนี้เลย มีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ตลาด และ Hyper Market หรือถ้าอยากจะไปห้างสรรพสินค้าก็สามารถขับรถไปได้ไม่ไกลมากนัก

    การเดินทางโดยใช้รถ : ใครที่ใช้รถยนต์เป็นหลักก็สะดวกดี เพราะอยู่ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ที่ทำให้เดินทางเข้าเมืองได้ง่าย แต่ก็ต้องยอมเสียค่าผ่านทางเพิ่มเติมด้วยนะคะ ส่วนถ้าใครทำงานอยู่แถวเพชรบุรีก็สะดวก กลับรถไปจะมีสะพานข้ามแยกคลองตัน ไปโผล่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ได้เลย ในส่วนของที่จอดรถให้มา 36% ไม่รวมจอดซ้อนคัน ถือว่าให้มาปานกลางกับราคาระดับนี้ และเมื่อเทียบกับทำเลที่ใกล้ Airport Link ก็สามารถหักลบกับความต้องการที่จอดรถได้บ้าง

    การเดินทางโดยไม่ใช้รถ : ใกล้ Airport Link รามคำแหง ที่สามารถเดินเท้าไปได้ประมาณ 300 ม. หรือถ้าใครชอบนั่งเรือก็สามารถเดินไปท่าเรือสะพานคลองตันได้ประมาณ 450 ม. ส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนอื่นๆก็ทำได้ง่ายมาก เพราะอยู่ติดถนนใหญ่ในเมือง เรียกพี่วิว แท็กซี่ รถเมล์ รถสองแถว มีให้เรียกได้หมดเลยค่ะ

    การออกแบบตัวอาคาร – ตัวโครงการเองมีคอนเซปต์ที่น่าสนใจ โดยใช้สัญลักษณ์ Nest = รังนกเป็นหลัก เพื่อสื่อถึงอิสระในชีวิต ทำให้มีลูกเล่นของ Landscape ที่แตกต่างจากโครงการอื่น ส่วนตัวอาคารเน้นโทนสีเทา ขวา น้ำเงิน ที่ให้ความรู้สึก นิ่ง ดูหรูมากยิ่งขึ้น ส่วนการวางผังต้องบอกเลยว่าค่อนข้าง หนาแน่น ด้วยจำนวนยูนิตสูงสุด 29 ยูนิต ที่ทำให้ห้องที่อยู่ริมจะต้องเดินไกลหน่อยนะคะ สำหรับลิฟต์โดยสารให้มา 3 ตัว เป็นแบบล็อคชั้น ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน แต่อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 233 : 1 ค่อนจะหนาแน่นอีกเช่นกัน แต่ก็มีลิฟต์ Service แยกใช้งานอีก 1 ตัว เพื่อไม่ให้รบกวนการใช้งานของลูกบ้าน

    การออกแบบตัวห้อง – ตัวห้องได้ฝ้าเพดานสูงถึง 2.80 ม. ที่ช่วยทำให้บรรยากาศภายในดูโล่งมากยิ่งขึ้น ในส่วนของห้องตัวอย่าง 1 Bedroom ขนาดพื้นที่ 29.55 ตร.ม. จัดออกมาได้เป็นสัดส่วนดี ได้ครัวปิดใช้ง่ายได้จริง แต่ก็แลกมากับตำแหน่งของพื้นที่นั่งเล่นไม่ติดกับด้านนอก สำหรับคนที่ชอบวิวจากห้องนั่งเล่นโดยตรงเลยอาจจะไม่เหมาะกับห้องนี้มากนัก ส่วนห้อง 2 Bedrooms 2 Bathrooms ขนาด 55.85 ตร.ม. จัดวางฟังก์ชันได้น่าสนใจ โดยส่วน Common Area จะอยู่ก่อนจะถึงโซน Private ที่เป็นห้องนอน ซึ่งจะถูกกั้นด้วยโถงทางเดิน ทำให้การใช้งานดูเป็นสัดส่วนชัดเจน และยังคงความเป็นส่วนตัวได้อยู่ จุดเด่นๆเลยของห้องนี้คือกระจกโค้งที่ทำให้มองเห็นวิวได้กว้างมากกว่าปกติค่ะ

    วัสดุ : ให้ของเหมาะสมตามมาตราฐานการใช้งาน ประตู + Digital Door Lock ของ Samsung พื้นไม้ลามิเนตในห้อง, ส่วนครัวเป็นกระเบื้องแกรนิตโต้ เช็ดทำความสะอาดง่าย แต่โครงการขายแบบ Partly Fitted ที่ต้องเผื่องบตกแต่งไว้ด้วยนะ โครงการมีให้หลักๆ คือ ชุดครัว Built-in + Top Counter เป็นหินสังเคราะห์ + Backsplash เป็นกระเบื้องทำความสะอาดง่าย มาพร้อม Hob & Hood ยี่ห้อ Franke เป็นแบบดูดควันออกไปด้านนอกอาคาร ห้องน้ำเป็นของ American Standard + Marvel โดยจะได้ฝักบัวทั้ง Rain + Hand Shower เลย โดยโครงการติดตั้งฉากกั้นมาให้เรียบร้อยแล้ว แถมตู้เสื้อผ้าให้อีก 1 ชิ้นด้วย ภายในห้องเป็นไฟ Downlight ทั้งหมดค่ะ

    สาธารณูปโภค :  ถือเป็นจุดเด่นของโครงการนี้ ให้ Facilities มาจัดเต็ม ออกแบบส่วนกลางมาดีทีเดียว โดยเริ่มที่ชั้น 1 มี Activities ทั้ง Jogging Track, หน้าผาจำลอง และ ที่ปั่นจักรยานอยู่กับที่ ถัดมาที่ชั้น 5 จะเป็นสวนหย่อมของโครงการที่สงบกว่า Main Facilities ที่ดาดฟ้า ส่วนชั้น 29 + Roof Top  คือจุดเด่นของโครงการเลย โดยเฉพาะบริเวณ Swimming Pool ที่ชั้นบน + Bird’s Eye View Aqua Pool ในสระว่ายน้ำ ที่เป็นระเบียงพื้นกระจกให้สามารถมองวิวลงชั้นล่างได้ + Aqua Theatre ที่มาพร้อมหน้าจอบนเพดาน ให้นอนแช่ตัวดูหนังได้อีกด้วย นอกนั้นก็มี Sky Co-working, Playing Nest, Recreation Nest, Sky Lounge และ Sky Gym เรียกว่าจัดเต็มเลยสำหรับตัวนี้ โดยการกระจายตัวทำให้ไม่แออัด พร้อมทั้งยูนิตไม่มาก ถ้าเทียบกับโครงการของพฤกษาเองในละแวกนั้น


    Judgement

    การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

    ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

    เทียบกับช่วงราคาเฉลี่ยแบบทั้งโครงการ AVG 95,000 บาท/ตร.ม., 28 August 2019

    • ทำเล 7.75/10 – ติดถนนใหญ่ มีความอุดมสมบูรณ์เยอะ
    • เดินทางด้วยรถ 7.75/10 – ติดถนนใหญ่ ใกล้แยกคลองตัน เข้าเมืองจากถนนเพชรบุรีตัดใหม่ได้สะดวก ให้ที่จอดรถไม่มากนัก 36%
    • ไม่ใช้รถ 8.25/10 – มีตัวเลือกในการเดินทางหลากหลาย, Airport link 300 ม. มีเรือด่วนคลองแสนแสบ
    • วัสดุ 8.25/10 – วัสดุมาตรฐานเหมาะกับการใช้งาน Partly Fitted
    • แบบ 7.75/10 – จัดพื้นที่ภายในดี มีแบบให้เลือกหลายหลาย พร้อมความสูงที่ได้ถึง 2.80 ม.
    • สาธารณูปโภค 8.75/10 – มี Facilities ให้มาจัดเต็ม 3 ชั้น

    • UPPER CLASS
    • 8.0 / 10.00

    BOTTOM LINE

    The Tree พัฒนาการ – เอกมัย เหมาะกับคนที่มองหาคอนโด High Rise ในราคาที่หยิบจับง่าย เน้นการเดินทางเข้าเมืองสะดวก หรือใช้ Airport Link เป็นหลัก รวมถึงรูปแบบโครงการที่มีจำนวนยูนิตไม่มาก แต่ให้ Facilities มาจัดเต็ม พร้อมฝ้าเพดานสูง 2.8 ม. มีงบตั้งแต่ 1.70 ล้านบาท หรือมีกำลังผ่อนต่อเดือนประมาณ 10,745 บาท  เหมาะอยู่อาศัย 1-2 คน หรือครอบครัวขนาดเล็ก สำหรับ 2 ห้องนอนค่ะ


    ติดตามพวกเราได้ที่
    Website : www.thinkofliving.com
    Twitter : www.twitter.com/thinkofliving
    YouTube : www.youtube.com/ThinkofLiving
    Instagram : www.instagram.com/thinkofliving
    Facebook : ThinkofLiving