รีวิวฉบับที่ 1704 …  The Reserve 61 Hideaway เป็นโครงการที่ถูกพัฒนาต่อจากโครงการพี่ชายก่อนหน้านี้ตอนต้นปี ในแปลงที่ดินติดกันอย่าง The Reserve สุขุมวิท 61 ครับ แต่ว่าตัวโครงการทั้งหมดแยกกันชัดเจน โดยในโครงการนี้จะเน้นพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นสไตล์รีสอร์ท  ให้ความเงียบสงบ และถึงแม้เป็นคอนโดรูปแบบ Low Rise แต่ที่นี่ทำแค่ 7 ชั้น เพื่อให้ได้ความสูง Floor To Ceiling ที่มากถึง 2.70 เมตร และที่นี่ยังมียูนิตพิเศษอย่าง Duplex & Triplex ที่นานๆจะมีให้เห็นทีด้วยครับ

Fact @ 11 October 2018

  • The Reserve 61 Hideaway (เดอะ รีเซิร์ฟ 61 ไฮด์อะเวย์)
  • ผู้ประกอบการ : บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)
  • SUPER LUXURY – ULTIMATE CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ : ซอยสุขุมวิท 61 เขตวัฒนา
  • คอนโด Low Rise 7 ชั้น 2 อาคาร รวม 164 ยูนิต
  • จอดรถลงใต้ดินอีก 3 ชั้น (ชั้น B1-B3)
  • ที่จอดรถ 164 คันคิดเป็น 100% (ไม่ซ้อนคันเป็นแบบ Conventinal)
  • แบ่ง Slot ช่องจอดพิเศษ EV Charger 10 Slot
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 14 ยูนิตที่อาคาร A
  • ที่ดินประมาณ 3-2-60 ไร่
  • เริ่มก่อสร้าง :  กุมภาพันธ์ 2562
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : มีนาคม 2564
  • 1 Bedroom, 1Bedroom Plus ขนาด 48-64 ตร.. ราคาเริ่ม 12 ล้านบาท
  • 2 Bedroom ขนาด 66-121 ตร..  ราคาเริ่ม 15 ล้านบาท
  • Duplex (3 Bed) ขนาด 137.77 ตร..
  • Triplex (3 Bed) ขนาด 206 และ 228 ตร..
  • ฝ้าเพดานสูง 2.70 เมตร
  • ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ AVERAGE ประมาณ n/a บาท/ตร.ม.
  • EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) : อยู่ระหว่างดำเนินการ
  • เพิ่มเติมข้อมูลทำเลรอบๆ BTS เอกมัย ได้ที่: มองหาทำเลน่าอยู่ใกล้รถไฟฟ้า: BTS เอกมัย
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • Call Center : 1379

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วครับ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างครับ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.729607, 100.584313

แผนที่จากทางโครงการครับ แสดงให้เห็นภาพความเข้าใจง่ายบริเวณนี้คือทำเลของ ทองหล่อ-เอกมัย แต่อิงกับถนนหลักด้านหน้าอย่าง ถนนสุขุมวิท แต่โครงการจะมีความพิเศษอีกอย่างคือเรื่องของทางเข้าออกเสริมที่เป็นถนนส่วนบุคคลอย่างซอยเอกมัย 1 ซึ่งติดอยู่กับถนนภารจำยอม(ถนนโครงการ)ด้านหน้า เพื่อลัดเลาะไปออกเอกมัยได้เลย

ที่ตั้งโครงการ The Reserve 61 Hideaway ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 61 ระหว่างซอยทองหล่อ (สุขุมวิท 55) และซอยเอกมัย (สุขุมวิท 63) ลึกเข้าไปจากหน้าปากซอยไปประมาณ 850 ม. และห่างจาก BTS เอกมัยประมาณ 1.1 กม. ซึ่งถือว่าหลุดระยะเดินได้ง่ายไปแล้ว แต่ทางโครงการก็มีเตรียมรถรับ-ส่งไว้บริการเรียบร้อย รวมไปถึงการแลกมากับบรรยากาศโครงการที่มีความสงบ สำหรับพักผ่อนและการอยู่อาศัยที่มากขึ้นแทน เพราะซอยสุขุมวิทฝั่งเลขคี่(บางซอย) จะมีลักษณะเป็นซอยตันที่มีเฉพาะ Residental Area อยู่ด้านในเท่านั้น

สำหรับทำเลโครงการได้มีทำรีวิวเจาะลึกกันไปก่อนหน้านี้แล้วนะครับ ผู้อ่านสามารถเลือกอ่านเฉพาะทำเลอย่างละเอียดได้โดย (คลิกที่นี่)

แต่มาดูทางเข้าออกโดยรอบของโครงการน้องชายอย่าง The Reserve 61 Hideaway กันหน่อย ด้วยความที่ตัวโครงการอยู่ระหว่างซอยเอกมัย-ทองหล่อ จะเห็นว่าจากโครงการการเข้าถึงซอยเอกมัยจะสะดวกทีเดียว เพราะสามารถลัดออกเอกมัยซอย 1 ได้ หรือจะลัดออกตรงซอย Park lane ก็ได้เช่นกันครับ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตรงออกไปยังถนนสุขุมวิท ซึ่งรถติดมากกว่าแน่นอน

ส่วนการเดินทางเข้าถึงซอยทองหล่อนั้นจะมีตัวเลือก 2 อย่างคือ 1.ต้องออกมายังถนนสุขุมวิท แต่ดีตรงที่อยู่ตรงสามแยกนี้สามารถเลี้ยวขวาออกได้เลยและไปเลี้ยวขวาเข้าทองหล่อได้ง่าย ไม่ต้องกลับรถให้เสียเวลาครับ / 2.การเข้ามาจากทางเอกมัยกลางซอยและเลี้ยวซ้ายที่ซ.เอกมัย 5 (ซ.นี้จะเชื่อมกับซ.ทองหล่อ 10) และจะมีโผล่ที่บริเวณใจกลางทองหล่อได้เลยเช่นกัน

เริ่มกันที่บริเวณทางเข้าถนนโครงการส่วนแรก ประตูที่เราเห็นตรงนี้คือ เราเข้ามาจากถนนสุขุมวิทหลักด้านหน้ามา 850 เมตร และจะเจอส่วนนี้ครับ

พื้นที่ถนนของโครงการตรงนี้ที่ผมลงสีให้เห็น คือถนนของโครงการที่เป็นถนนภารจำยอมร่วมกันระหว่างสองโครงการพี่น้อง(แต่แยกนิติและโครงการกันชัดเจน)

ซึ่งก่อนที่จะถึงทำแหน่งขอบเขตแปลงที่ดินทางเข้าของ The Reserve 61 Hideaway ทางขวามือจะมี Gate สำรองที่ทำขึ้นมาครับ ตรงนี้แหละเป็นส่วนที่มาทะลุกับซอยเอกมัย 1

ซอยเอกมัย 1 จากประตูตรงโครงการนั้นมีความยาวเพียง 160 เมตรเท่านั้น ก็จะไปโผล่ออกถนนหลักอีกเส้นอย่าง เอกมัย ได้นะครับ ซึ่งสภาพแวดล้อมในซอยนี้จะเป็นบ้านพักอาศัยเกือบทั้งหมด มีร้านอาหารอยู่ร้านนึง ดูมีความร่มรื่นอยู่พอสมควร

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะครับ

สภาพแวดล้อมโครงการโดยรอบอยู่ติดกับบ้านพักอาศัยที่มีความสูงประมาณ 1-3 ชั้น สลับๆกันไปครับ จะมีด้านหน้าบริเวณทางเข้าโครงการ ทางทิศใต้ที่ติดโครงการพี่ชายก่อนหน้า แต่จะเห็นได้ว่าโครงการออกแบบวางตัวอาคารส่วนที่ติดกันใกล้ๆหันขวางเป็นทิศตอ.กับตต. ส่วนที่จะต้องหันหน้ามาทางทิศใต้ ก็จะมีส่วนของ Main Facility สระว่ายน้ำกับสวนเป็นตัวคั่นระยะให้ห่างออกไปหน่อย ทำให้โดยรอบไม่โดนบล็อกวิวในระยะใกล้

ทางฝั่งทิศตะวันตกจะได้เปรียบอยู่หน่อยคือได้วิว City View เป็นอาคารสูงฝั่งทองหล่อในระยะมองไกลๆ แต่จะมีบางส่วนเล็กน้อยเท่านั้นที่เราเห็นว่ามีอาคารพักอาศัย 7 ชั้นอยู่ติดกัน ส่วนทิศอื่นๆ จะเป็นวิวเปิดโล่งมากกว่าเพราะโดยรอบเป็นอาคารแนวราบครับ ในกรณีทิศเหนือนี้ก็จะได้เปรียบในเรื่องของทิศทางแดด เพราะไม่โดนแดดช่วงบ่าย ส่วนทิศใต้ก็ได้เปรียบในเรื่องทิศทางลมมากกว่าทิศอื่นๆอยู่(แถมได้วิว Facility ด้วย)


เจาะลึกตัวโครงการ

เข้ามาที่ภายในที่ดินโครงการกันนะครับ บางท่านอาจจะคุ้นตาอยู่บ้างเพราะเป็น Sale Gallery จากโครงการแรกนั่นเอง มีการปรับ Landscape จากเดิมนิดหน่อย แต่ยังคงให้อารมณ์มีความสงบหนีจากความวุ่นวายใจกลางเมือง บริเวณทางเดินเข้าสู่ Sale Gallery ทำเป็น Walk Way เดินชมพื้นที่สวนสีเขียวรอบให้ความรู้สึกสดชื่น สุดทางออกแบบเป็น Sunken Seat ปูด้วยหินอ่อนสีขาว ท่ามกลางสวนสวยสไตล์ Modern Classic เป็นการปรับอารมณ์ก่อนเข้าไปสู่ด้านใน

ประตูทางเข้า Sale Gallery เป็นแบบ Oversize เป็นลวดลายลูกฟักแบบทรง Classic ข้างๆเป็นผนังกระจกช่องแสงทั้งหมด ตรงนี้จะมีเจ้าหน้าที่คอยรับอยู่ตลอดเวลา

Reception Area ตกแต่งได้ดูหรูหราเข้ากับคอนเซปท์โครงการ เคาน์เตอร์ต้อนรับที่ตกแต่งอลังการด้วย Black Forest Marble แผ่นใหญ่เน้นโชว์ Pattern ลวดลายของหิน ที่นี่เน้นความหรูหราดูแพงให้เสมกับเป็นหนึ่งในโปรเจคของ Pruksa Premium ด้วย

ถัดมาคือจุดขายของ Sale Gallery เลยครับ เป็นพื้นที่รองรับลูกค้า จะเห็นว่าตรงกลางเป็นตู้กระจกทรงโค้งสวยงามทีเดียว แต่ว่าไม่ได้เป็นการจำลองพื้นที่ล็อบบี้นะครับ โดยของจริงฝ้าเพดานของ Lobby จะเป็น Double Volume เพิ่มความสูงโปร่งโล่งที่มากขึ้นและเปิดรับวิวธรรมชาติภายนอกได้ดีกว่านี้อีก ส่วนภาพอื่นๆเป็นบรรยากาศในการจัดพื้นที่ของโครงการ ซึ่งไม้พันธุ์ต่างๆที่เราเห็นบางส่วนก็จะถูกเอาไว้ในโครงการจริงๆ

สำหรับ Model ของโครงการถูกแบบมาเป็นลักษณะ Mass Clean Model เป็นสีขาวเรียบๆทั้งหมด เพราะวิธีการนำเสนอต่อโมเดลค่อนข้างน่าสนใจนะครับ โดยในห้องที่ผมไปชมจะเป็นห้องมืดที่มีจอ Projector ฉาย VDO Presentation ตัวโปรเจคโครงการ

และระหว่างนั้นที่ตัว VDO กำลังแสดงพื้นที่ส่วนกลางส่วนไหนอยู่ จะมี Projector Lighting อีกตัวนึงยิงแสง Effect ไฟลงมาที่ Mass Model ตัวนี้ แสดงจุดพื้นที่ส่วนกลางต่างๆ ให้ง่ายต่อความเข้าใจในพื้นที่แบบรวดเร็วและเห็นภาพไปด้วยครับ

มาดูที่ Perspective โครงการกันต่อ จะเห็นได้ชัดเลยว่าตัวโครงการเน้นความร่มรื่นเป็นหลักเลยทีเดียวดูจากต้นไม้ใหญ่และการจัดพื้นที่สวน ซึ่ง Landscape โครงการนี้ได้ให้ทาง t.r.o.p บริษัท Landscape ชั้นนำของประเทศผู้ออกแบบโครงการดังระดับประเทศมามากมายเป็นผู้ออกแบบให้ด้วย ส่วนบรรยากาศได้สไตล์ Modern Classic Luxury ไปเต็มๆ

บริเวณพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ อยู่ตรงกลางท่ามกลางอาคารทั้ง 2 อาคารข้อดีเลยคือได้อาคารทั้ง 2 ช่วยบังแสงแดดจากทุกทิศ ทำให้พื้นที่ส่วนกลางมีความร่มรื่นมากยิ่งขึ้น สำหรับพื้นที่ส่วนกลางนี้จะประกอบไปด้วยสระว่ายน้ำ, สวนหย่อมลงต้นไม้ขนาดใหญ่เอาไว้ตามจุด และ Sunken Seat แบ่งเป็นโซนๆ

โดยหัวใจหลักของพื้นที่ส่วนกลางตรงกลางระหว่างอาคารนี้คงหนีไม่พ้น สระว่ายน้ำที่เป็นรูปทรงตัว U ส่วนกว้าง 4.2 – 5.5 เมตร ส่วนยาวรวมประมาณ 75 เมตร (ลึก 1.20 ม.) และอีกด้านนึงของสระจะเป็นสระน้ำตื้น พร้อมเก้าอี้นอนเล่นพักผ่อน

ส่วนด้านในโครงการเป็น Double Volume Lobby(แยกทั้งสองอาคาร), Onsen, Fitness, Yoga Room รวมไปถึงการบริการอย่าง EV Charger อีกด้วย

ซูมไปที่อาคารกันหน่อย ที่เราเห็นกระจกทรงโค้งที่ยื่นออกมานั้นจัดเป็นห้องพิเศษที่ได้สามารถเปิดรับวิวได้เต็มที่(แต่จะมีเฉพาะยูนิตห้องใหญ่อย่าง 2-3 Bedroom เท่านั้น) เดี๋ยวเราจะยกไปอธิบายต่อในแปลนครับ  และจากมุมนี้เราจะเห็นทางเดินเชื่อมระหว่างสองอาคารที่ชั้น 3 ถูกออกแบบเป็น Glass Walkway ซึ่งดูสวยงามมาก

ซึ่งที่ชั้น 1 นี้จะมีบางห้องที่ออกแบบพิเศษฝั่งด้านในเป็น Pool Access ได้ด้วยนะครับ ส่วนฝั่งที่อยู่ตรงข้ามติดกับกำแพงโครงการทิศตะวันตกก็จะเป็นห้อง Garden Access เป็นเพิ่มการเข้าถึง Facilities ได้ง่ายมากขึ้น พื้นที่ริมสระว่ายน้ำบางส่วนก็จะลงต้นไม้ พื้นที่สีเขียวเอาไว้ให้ด้วย

นอกจากนี้พื้นที่ส่วนกลาง ยังมีการออกแบบให้เดินลงมาส่วนนี้ นับเป็นชั้น B1 ลงมาจะเจอกับสวนพื้นที่สีเขียวที่ตั้งชื่อว่า Underground Pool Lounge ก่อน และติดกันข้างๆจะเป็นส่วนของ Spa&Massage Zone

Spa&Massage Zone ที่อยู่ติดกันจะอยู่ตำแหน่งใต้ Shallow Pool โดยเราสามารถจองห้องการใช้งาน แล้วเรียกช่างนวดส่วนตัวเข้ามาใช้งานในพื้นที่นี้ได้ด้วย

บรรยากาศในห้องออกกำลังกาย ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคาร B บริเวณหัวมุมปีกทางทิศเหนือครับ ภายในห้องแบ่งเป็น 2 โซน คือโซนออกกำลังกายและเวทเทรนนิ่ง จริงๆแล้วห้องยังกว้างกว่านี้อีกนะ ภาพนี้เห็นเพียงบางส่วน มีการกั้นห้องอเนกประสงค์เล็กๆไว้อีกส่วนนึง เผื่อสำหรับใครมาโยคะก็ได้

ปิดท้ายกันด้วยภาพบรรยากาศจาก Lobby ที่อาคาร A ซึ่ง Mood&Tone จะเป็นโทนสว่างฟีลคล้ายๆกับห้องรับรองใน Sale Gallery โครงการครับ ตัวพื้นที่ Lobby จะเป็นแบบ Double Volume สูงโปร่งกินพื้นที่ถึงสองชั้น  โดยจะวางพวกชุดโซฟานั่งเล่นรับรองหันออกไปด้านนอก ซึ่งเป็น Main Facility ในโครงการที่เห็นสีเขียวของต้นไม้และสีฟ้าของสระว่ายน้ำจ้า

 

มาดู Master Plan อาคารกันต่อนะคะ เริ่มจากทางเข้า-ออกโครงการตรงมาจะเป็นส่วน Drop-Off ก่อน อาคารแรกที่เจอจะเป็นอาคาร A ด้านในจะเป็นพื้นที่ส่วนกลางอย่าง Panoramic Lobby กินพื้นที่สองชั้น และก็มีห้องพักอาศัยยูนิตพิเศษอย่าง Triplex(แบบสามชั้นอยู่ตรงนี้ด้วยสองห้อง)

โครงการนี้เดินรถแบบทูเวย์นะครับ ถ้าเดินรถต่อไปจะมีทางลงชั้นใต้ดินได้ และก็เจออาคาร B ด้านหลัง ซึ่งมีห้องพักอาศัยอยู่ 9 ยูนิตครับ และมีห้อง Duplex แบบสองชั้น ในวงสีส้มอยู่อีก 3 ยูนิต ซึ่งเจ้าพวก Extra ยูนิตที่กล่าวมาทั้งหมดยังเป็นแบบ Pool Access เดินลงสระน้ำจากในห้องเราได้เลย ส่วนฝั่งที่อยู่ตรงข้ามติดกับกำแพงโครงการทิศตะวันตกก็จะเป็นห้อง Garden Access เป็นเพิ่มการเข้าถึง Facilities ได้ง่ายมากขึ้น ที่อาคาร B ก็มี Lobby ที่เป็น Double Volume เหมือนกันครับ

 

ก่อนจะขึ้นไปชั้นสอง ขอลงชั้นใต้ดินก่อนนะครับ โครงการนี้ออกแบบให้มีชั้นใต้ดินด้านล่างอีก 3 ชั้น (B1-B3) โดยที่ชั้น B1 จะมีพื้นที่ส่วนกลางด้วยอย่างสวนหย่อม, Spa&Massage , Steamm, Sauna, Private Onsen, Juristic ครับ พื้นที่เหลือทั้งหมดเป็นส่วนของการจอดรถ ซึ่งที่นี่จะเป็นการจอดแบบ Conventional Parking แบบ 100% ไม่รวมจอดซ้อนคัน โดยมีการให้ Slot ของ EV Charger มากถึง 10 Slot เป็นการมองเห็นว่าอนาคตรถไฟฟ้าจะมาเลยรองรับไว้ก่อน และสุดท้ายที่เราเห็นห้องพักอาศัย แบบ DU2, DU3 หล่นมาชั้นล่างนี้เป็นส่วนของห้องพิเศษ Triplex นั่นเองครับ ซึ่งจะเป็นที่จออดรถแบบ Fixed 2 Slot ในโฉนดรวมถึงมีห้องเมดอยู่ในห้องนี้ด้วย

 

ที่ชั้น 2 เป็นส่วนของห้องพักอาศัยให้เห็นจริงจังกันบ้างแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้เต็มจำนวน เพราะว่า Lobby ของทั้งสองอาคารเป็นแบบ Double Volume ทั้งคู่เลยกินพื้นที่มาถึงชั้นนี้ครับ โดยที่อาคาร A จะมีเพียง 11 Unit และอาคาร B มีเพียง 13 ยูนิตครับ โดยลิฟต์โดยสารของที่นี่อัตราส่วนถือว่าน้อยมาก ราวๆ 40-42 : 1 เท่านั้นเอง

ขึ้นมาที่ชั้น 3 ห้องพักอาศัยจะมาเพิ่มเติมเต็มในส่วนที่ Void หายไปครับ จะเห็นว่าห้องไซส์เล็กๆอย่าง 1 Bedroom (โทนสีแดง ชมพู) จะถูกเอาวางไว้ฝั่งกำแพงหันออกด้านนอก และห้องไซส์ใหญ่จะได้วิวส่วนกลางด้านใน

ที่ชั้นนี้เป็นชั้นสุดท้ายที่มีพื้นที่ส่วนกลางอย่าง The Reserve Lounge (อาคาร A) และมีทางเดินเชื่อมเก๋ๆอย่าง Glass Walkway เพื่อไปทะลุอาคาร B เจอกับพื้นที่ส้วนกลางห้องออกกำลังกาย

ที่ชั้น 4-7 จะเป็น Typical Floor Plan ห้องพักอาศัยเต็มจำนวนแล้วครับ โดยอาคาร A จะมี 14 Unit/Floor และอาคาร B มี 13 Unit/Floor  และที่เฉพาะชั้น 4-6 กับพื้นที่ตีขอบสีส้มเอาไว้ให้เห็นนั้นคือมียูนิตพิเศษคือมีห้องกระจกทรงโค้งยื่นออกมากครับ พวกห้องที่ยื่นออกมาเนี่ยจะได้รับวิวหรือมุมมองที่พิเศษกว่าห้องอื่นๆหน่อย แต่ก็ต้องแลกกับเงินก้อนใหญ่หน่อยเพราะมีแต่ห้องขนาด 2-3 Bedroom เท่านั้นครับ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • Lobby แยกแต่ละอาคาร เป็น Double Volume ทั้งสองอาคาร
  • สระว่ายน้ำ เป็นรูปทรงตัว U ส่วนกว้าง 4.2 – 5.5 เมตร ส่วนยาวรวมประมาณ 75 เมตร (ลึก 1.20 ม.)
  • สระน้ำตื้น พร้อมเก้าอี้นอนเล่นพักผ่อน
  • ห้องออกกำลังกาย 1 ห้อง / Yoga Room
  • Hideaway Garden
  • Underground Pool Lounge
  • Spa & Massage
  • The Reserve Lounge / Multipurpose Room
  • Steam / Suana / Private Onsen (แยกชายหญิงทั้งหมด)
  • ลิฟท์โดยสาร 2 ตัว/อาคาร (ไม่มีลิฟต์เซอร์วิส)
  • อัตราส่วนลิฟท์ตึก A 40 : 1
  • อัตราส่วนลิฟท์ตึก B 42 : 1
  • จอดรถลงใต้ดินอีก 3 ชั้น (ชั้น B1-B3)
  • ที่จอดรถ 164 คันคิดเป็น 100% (ไม่ซ้อนคันเป็นแบบ Conventinal)
  • แบ่ง Slot ช่องจอดพิเศษ EV Charger 10 Slot
  • ระบบ CCTV / Access Card
  • Shuttle Service (ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม)
  • Concierge by The Reserve, Japanese-Speaking Reception Service


Product Walkthrough

โครงการ The Reserve 61 Hideaway  จัดโปรดักส์ห้องมาค่อนข้างหลากหลายทีเดียว ตั้งแต่ห้อง 1 Bedroom, 1Bedroom Plus ขนาด 48-64 ตร.. / 2 Bedroom ขนาด 66-121 ตร.. / Duplex (3 Bed) ขนาด 137.77 ตร.. / Triplex (3 Bed) ขนาด 206 และ 228 ตร.. แต่ห้องหลักๆคงจะเป็น 1 Bedroom ที่มี 89 ยูนิต และก็ 2 Bedroom ที่มี 67 ยูนิตครับ

ลักษณะการขายที่นี่จะแตกต่างจากโครงการแรกนิดหน่อย ที่นี่ให้เป็นรูปแบบ Fully Fitted โดยจะได้ชุดเฟอร์นิเจอร์ที่เป็น Built-In ทั้งหมดครับ พร้อมกับแอร์ฝังฝ้าเพดานทุกๆห้อง ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน 2.70 เมตร และยังได้ชุดครัวแบรนด์ดัง Gorenje by Philippe Starck ส่วนห้องน้ำหลักๆจะได้เป็น Villeroy & Boch เกือบทุกชิ้น

ห้องตัวอย่างทำมาห้องเดียว คือห้อง 2 Bedroom ขนาด 113.83 ตร.ม. เป็นห้องแบบหน้ากว้างยาวทำให้ได้รับแสงธรรมชาติและวิวภายนอกเยอะทีเดียว (และเป็นห้องแบบกระจกโค้งที่ยื่นออกมาจากตัวห้อง ที่มีเฉพาะห้องแบบ 2-3 Bedroom เท่านั้น)

ฟังก์ชันของห้อง เริ่มจากทางเข้าห้องเลยจะเจอกับส่วน Common Area ก่อน จากนั้นแบ่งห้องนอนออกเป็น 2 ฝั่งของห้องพักอาศัย โดยห้อง Master Bedroom อยู่ฝั่งซ้ายมือ และห้องนอนที่สองอยู่ฝั่งขวาครับ สำหรับโซน Common Area ประกอบไปด้วยส่วนครัว พื้นที่นั่งเล่น ห้องอเนกประสงค์กั้นโซน พื้นที่รับประทานอาหาร ห้องน้ำแบบ Powder room ห้องเก็บของ จุดเด่นของโซนนี้คือ พื้นที่นั่งเล่นขนาดใหญ่ให้คุณได้ใช้พื้นที่ครอบครัวได้เต็มที่ และมีห้องซักอบและห้องเก็บของในตัว

ถัดมาที่ห้องนอนเล็ก(ฝั่งขวามือ) ภายในแบ่งเป็น 2 โซนชัดเจนเป็นสัดส่วน คือพื้นที่เดียงนอนที่อยู่ติดกับหน้าต่างภายนอก ได้วิวและแสงสว่างภายนอกได้ดี รวมถึงมีระเบียงในตัวด้วยถึงแม้ไม่ได้ใหญ่มากแต่ก็ออกไปนั่งเล่น ยืนสูดอากาศได้ และอีกโซนเป็นส่วน Walk in Closet และห้องน้ำภายในห้องนอนที่ได้กระจกกั้นเป็น Sexy Area

ส่วนห้องนอนใหญ่ (Master Bedroom) มีขนาดพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่พอสมควรโดยถ้าดูจากแปลนแล้ว จะได้ความกว้างของห้องเพิ่มเข้ามา แต่ก็แลกกับการตัดระเบียงออกไปนะครับ สู่โซนเตียงนอนจะอยู่ใกล้กับหน้าต่างช่องแสงขนาดใหญ้ พร้อมมีพื้นที่วางโต๊ะนั่งเล่นหรือพื้นที่ทำงานขนาดกะทัดรัดได้ ส่วนอีกฝั่งจะเป็นโซน Walk in Closet ซึ่งห้องนี้จะออกแบบเป็น four fixture bathroom ที่เป็นกึ่งเชื่อมต่อกับโซนตู้เสื้อผ้าเป็นการเน้นดีไซน์ที่ดูเก๋ไปอีกแบบ

เริ่มต้นกันที่ประตูห้องที่นี่ใช้เป็นแบบ Oversize (ขนาดใหญ่กว่าประตูมาตรฐานทั่วไป) เกือบถึง Ceiling โดยรูปแบบการเปิดประตูห้องถ้าเราใช้งานบานหลักปกติทางซ้ายมือ ระยะเปิดออกกว้าง 1 เมตร ส่วนถ้าเราต้องการยกของชิ้นใหญ่เข้าออกห้องสามารถเปิดบานด้านข้าง(ขวา)ได้อีก 1 ตอน ซึ่งรวมแล้วจะได้ความกว้างรวมประมาณ 1.30 เมตร / พอเข้ามาในห้องจะมีการยกพื้นขึ้นจากโถงทางเดิน เพื่อกันพวกฝุ่นจากการทำความสะอาดด้านนอกห้อง

ด้านข้างของประตูนี้จะเป็น VDO Door Phone ซึ่งจริงๆ จะไม่ได้อยู่บริเวณหน้าห้องใกล้ประตูนะคะ แต่จะอยู่บริเวณ Lobby อาคาร สำหรับให้ Visitor ที่เข้ามาหาลูกบ้านในโครงการกดกริ่ง และเบอร์ห้องที่จะไปหา เพื่อให้เครื่องส่งสัญญาณเข้าไปยัง VDO Door Phone ภายในห้องลูกบ้านห้องนั้นๆ หากลูกบ้านกดรับแขกลูกบ้านก็สามารถเข้ามาภายในอาคารได้ค่ะ เพื่อเพิ่มระบบความปลอดภัยให้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่สามารถเดินขึ้นลิฟต์มาถึงหน้าห้องของลูกบ้านได้เลยนะครับ ถึงอย่างไรลูกบ้านก็ต้องลงไปรับแขกที่อีกทีจากโถงลิฟต์เพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของลูกบ้านอีกชั้นนึง

ที่ประตูหลักหน้าห้องมาพร้อมกับ Digital Door Lock จาก Yale ที่ให้เป็นมาตรฐาน สามารถใช้งานได้ถึงสามฟังก์ชันด้วยกันคือ กดรหัส, แตะบัตร, สแกนนิ้ว และดีไซน์ทรงนี้จะมีข้อดีอีกอย่างคือเวลาเราถือของมาเต็มสองมือ สแกนนิ้วเสร็จก็เอาตัวดันเพื่อเปิดได้เลย

ประตูนี้ไม่ใช่เพียงประตูขนาดใหญ่ธรรมดา แต่มีการออกแบบให้เป็นประตูที่เป็นช่องหยอดซองจดหมาย รูปแบบของ Private Mail Box ที่เป็นหนึ่งในเซอร์วิสซึ่งเราสามารถเปิดหยิบจากในห้องเราได้เลย

เข้ามาด้านในจะเจอกับเจ้า VDO Door Phone จาก Bticino ที่ผนังข้างประตูตรงนี้ / สวิทช์และปลั๊กไฟต่างๆตามจุดในห้องจะมี Texture หน้าตาดูดี สีทองทั้งหมด ได้เป็นของ ART DNA

บริเวณทางเข้าห้องจะมี Welcome Light ที่เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าห้อง / พอเข้ามาแล้วทางซ้ายมือส่วนแรกจะเจอกับห้อง Storage & Laundry ก่อนครับ

ห้อง Storage & Laundry ตำแหน่งจะอยู่ใกล้กับทางเข้าออกหลัก นอกจากเราจะซักอบผ้าในห้องนี้ได้แล้ว ยังเหมาะกับเป็นที่เก็บของชิ้นใหญ่อย่างถุงกอล์ฟ จักรยานพับ ฯลฯ พวกนี้ด้วย

ติดกับทางเข้าห้อง Storage & Laundry โครงการจะมีการทำตู้แบบซ่อนในผนังชุดนี้มาให้แบบนี้ครับ ซึ่งสามารถเก็บพวกรองเท้าได้ดูสวยงามเรียบร้อยสะอาดตา

และด้านข้างๆเจ้าตู้เมื่อกี้ติดกัน ก็ยังมีตู้อีกชิ้นนึง เป็นการ Built-In ฝังผนัง มีการแบ่งชั้นต่างๆ และทำปลั๊กฝังผนังด้านในให้ด้วย

พื้นในโซนครัวกทั้งหมดจะปูด้วยกระเบื้องพอร์ชเลน ลายหินธรรมชาติสีขาว / ส่วนเวลาข้ามมาโซน Living Area รวมไปถึงห้องนอนตัวพื้นจะเปลี่ยนเป็น Enigineered Wood โทนไม้สีสว่างและมีการจัดวางเรียงเป็นลายแบบ Chevron ทำให้พื้นที่ดูมีความน่าสนใจมากขึ้น

ขอมองภาพรวมทางฝั่งประตูทางเข้าอีกครั้ง แต่จะเป็นฝั่งทางขวามือที่เป็นโซนนิ่งครัวนะครับ ซึ่งห้องนี้จะได้เป็นครัวเปิดที่มี Island อยู่จุดสิ้นสุดครัวทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อกับพื้นที่พักอาศัย จากมุมนี้เราจะเห็นว่าโครงการให้แอร์เป็นแบบฝังฝ้าเพดานทั้งหมดและเป็น Seamless แนวยาวทั้งเส้นออกมาดูเรียบร้อยและได้ความสวยงาม / Floor to ceiling ส่วนพักอาศัย 2.70 เมตร และส่วนที่ดรอปลงมาเหลือ 2.50 เมตร

ผิวของ Island รอบๆทั้ง 3 ฝั่ง สะดุดตาด้วยลวดลายของ Black Forest Marble ที่มีการต่อลาย Pattern สวยงามทีเดียว

Island จะได้ท็อปเป็นหิน Quartz ทั้งหมด ลวดลายเป็นหินธรรมชาติครับ มีการซาะร่องเป็นแนวเส้นเอาไว้ระบายน้ำได้เพื่อคว่ำจาน และด้านบนที่เห็นช่องเล็กๆมีตระแกรงเป็นช่องที่มีท่อน้ำเอาไว้สำหรับคว่ำพวกแก้วได้เลย

ส่วนของอ่างล้างจานเป็นได้เป็นของ Blanco ทั้งชุด โดยอ่างเป็นวัสดุทำจากหินแกรนิตจึงให้ความทนทานทั้งความร้อน และแรงกระแทกเป็นพิเศษ

ตัวก๊อกน้ำตรง Sink Island จะมีความพิเศษหน่อย เป็นรุ่น Touch Series ของ COTTO ซึ่งสามารถแตะสัมผัสเพื่อเปิด-ปิดน้ำได้ เผื่อกรณีที่เรากำลังทำครัวมือเลอะอยู่ อาจจะเอาหลังมือแตะเพื่อให้เปิดน้ำได้ครับ ( Spec ใช้แบต AA 4 ก้อน เคลมอายุการใช้งาน 1 แสนครั้ง ถึงจะเปลี่ยนแบตครับ)

ความกว้างระหว่างชุดเคาน์เตอร์และ Island มีระยะกว้างประมาณ 1 . เลยทำให้ใช้งานต่างๆ ได้สะดวก ไม่แคบจนเกินไป ส่วนหน้าบานเป็น High-Gloss ครับ เพิ่มความพิเศษไปอีกหน่อยคือด้านล่างทางโครงการติดตั้ง Food waste Disposerให้ด้วย ลักษณะการใช้งานง่ายมาก คือเราสามารถโกยเศษอาหารลงท่ออ่างล้างมือได้เลย! ปกติเราต้องแยกเศษอาหารใช่ไหมครับ แต่อันนี้ไม่ต้องเลย โกยทิ้งใส่ท่อไปเลยจากนั้นกดสวิชต์เครื่องย่อยด้านล่างอ่าง เครื่องนี้จะทำหน้าที่บดย่อยเศษอาหารทั้งหมดให้สามารถลงท่อน้ำได้เลยโดยไม่อุดตันท่อ

ลักษณะครัวเป็นแบบครัวเปิดโล่ง เน้นทำอาหารเบาๆ ง่ายๆ มากกว่าอาหารหนัก เนื่องจากเรื่องกลิ่นอาหารที่สามารถฟุ้งไปยังส่วนอื่นๆ ได้ง่าย สำหรับการจัดวางครัวทำออกมาได้ดี ใช้งานได้สะดวก ด้านหลังเป็นส่วน Pantry ซึ่ง Built-in ชั้นวางให้เรียบร้อย ด้านบนเป็นชุดตู้ Built-in สวยงาม

Backsplash ผนังส่วนนี้กรุด้วยกระจกเงานอกจากเรื่องความสวยงามแล้วยังง่ายต่อการทำความสะอาดอีกด้วยครับ ส่วนท็อปของ Pantry ได้เป็นหิน Quartz ซึ่งเป็นหินที่มีความแข็งมากกว่ามีด ดังนั้นจึงมีความทนต่อการใช้งานครัวพอสมควร มีรอยขีดข่วนได้ยาก

สำหรับชุด Hob & Hood & Oven-Microwave  ที่นี่ให้ของไม่ธรรมดา สมกับแบรนด์ RESERVE ใช้ของ Gorenje ดีไซน์โดยผู้ออกแบบชั้นนำของโลกอย่าง PHILIPPE STARCK  ซึ่งจะเป็นแบบกระจกเงาระบบสัมผัสทั้งหมด

 

ที่ข้างๆชุด Pantry ครัว เราจะเห็นเจ้าประตูอยู่ข้างๆบานนึง ซึ่งหน้าบานของประตูเป็นกระจก ทำให้เพิ่มมิติทำให้พื้นที่บริเวณนี้ดูกว้างครับ

พอเปิดประตูเข้ามาดู ห้องนี้คือห้องน้ำแบบ Powder Room (ที่ไม่มีฟังก์ชันอาบน้ำนั่นเอง) โดยพื้นที่ของห้องน้ำก็ไม่ได้กว้างมากครับ แบ่งการใช้งานเป็นสองฝั่งซ้ายมือเป็นโซนของอ่างล้างมือ และขวามือเป็นที่วางสุขภัณฑ์

ฝั่งซ้ายมือที่เป็นโซนของอ่างล้างมือจะมีชุดตู้เก็บของหน้าบานกระจกเงา(ซ่อนไฟเอาไว้ให้ด้วย) พื้นที่รอบๆตัวอ่างเป็นเคาน์เตอร์อย่าง Black Forrest Marble ส่วนต่างๆในห้องน้ำทั้งสุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ(แยกน้ำร้อนเย็น) จะได้เป็นของ Villeroy & Boch

กลับออกมาด้านนอกอีกครั้ง ผมมายืนที่แถวประตูทางเข้าห้องครับ มองตรงเข้าไปตรงกลางห้อง จะเป็น Common Area ที่รวมพื้นที่ด้วยกันทั้งหมด ได้อารมณ์เหมือนกับอยู่บ้านเลย โดยพื้นที่นี้จะประกอบไปด้วยฟังก์ชันอย่าง Dining Area / Multipurpose Room / Living Area ทั้งสามส่วน

Dining Area พื้นที่เหมาะสมจะอยู่ใกล้ๆกับ Island ตรงกลางห้องครับ ทำอาหารหรือเตรียมอุ่นอาหารเสร็จก็เดินมาเสิร์ฟได้เลยใกล้ๆ พื้นที่นี้ค่อนข้างกว้างโดยเราสามารถจัดเป็นชุดโต๊ะได้ถึง 6-10 ที่นั่ง (เอาให้เหมาะกับจำนวนสมาชิกในครอบครัวและดูว่ามีแขกมาบ่อยไหมครับ)

ติดกันด้านหลัง เราจะเห็นห้อง Multipurpose Room ที่ทางโครงการกั้นห้องมาให้เป้นผนังกระจกทั้งหมด และมีส่วนมุมตรงนี้ได้เป็นกระจกโค้งด้วยนะครับ (เสริมนิดหน่อยครับ โครงการแจ้งมาว่าห้องของจริงมาตรฐาน เฟรมวงกบอลูมิเนียมจะสูงจรดฝ้าด้านบนเลยนะครับ ห้องตย.ยังทำไม่สุดต้องยืดอีกนิด)

เข้ามาดูด้านใน Multipurpose Room ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นห้องอเนกประสงค์เนอะ จัดอะไรก็ได้ที่เหมาะกับความต้องการของเจ้าของบ้านมากที่สุด อาทิ จะทำเป็นห้องดูหนัง ห้องทำงานส่วนตัว ห้องรับแขก(กรณีที่มีแขกมาคุยบ่อย) หรือห้องนอนที่ 3 เผื่อสายแขกมาเยี่ยมบ่อยก็ได้นะครับ

พื้นที่ห้องนี้ก็พอดีกลางๆครับ อย่างห้องตัวอย่างจัดโซฟากึ่งๆเตียงนอนเอามาลงไว้ที่มุมห้องแบบนี้

ผมลองลงไปนอนที่โซฟา จุดเด่นของห้อง Type นี้คือเจ้ากระจกโค้งเข้ามุมตรงนี้แหละ มันเก๋มากๆ ทำให้ได้องศาการมองวิวที่พิเศษกว่าห้องผนังเรียบตรงๆธรรมดาครับ และตรงฝ้าเพดานโครงการจะดรอปเอาไว้ให้เผื่อติดตั้งรางม่านได้เลย

ในส่วนของประตูตรงนี้สามารถเปิดออกรับลมได้ (ของจริงจะเปิดได้ถึง 90 องศาตั้งฉากเลยนะฮะ) และก็จะมีตัวกระจกนิรภัยเป็นตัวเซฟตี้เพื่อความปลอดภัยอีกชั้นนึง

กลับออกมาที่ Living Area ด้านนอก สำหรับพื้นที่นั่งเล่นนี้เรียกว่าใหญ่แบบจัดเต็มทีเดียว ดูจากพื้นที่คร่าวๆแล้วรองรับพวกชุดโซฟาได้ประมาณ 4-6 ที่นั่งแล้วแต่การเลือกมาลงเลยครับ (ส่วนที่ดรอปฝ้าเล่นไฟซ่อนหลืบนั้นเป็น Decorate นะครับไม่ได้ทำให้)

ผนังด้านนี้เป็นโซนวางทีวีที่อยู่ติดกับห้องอเนกประงสค์นั้นเอง ด้วยระยะความกว้างของพื้นที่โซฟาดูทีวีถึง 4 เมตรกว่าๆ ผมแนะนำทีวีอาจจะต้องเป็นไซส์ 50-65 นิ้วนะครับ ไม่งั้นอาจจะต้องเพ่งดูกันเลยทีวีเดียวเวลาเจอซับไตเติ้ล 😀

ความแตกต่างของตัว Hideaway อีกอย่างกับโครงการก่อนหน้าคือเรื่องของ “กระจก” นี่เองครับ โดยมาในรอบนี้โครงการเน้นกระจกเป็นแผ่นใหญ่ ไม่ให้มีรอยต่อของเฟรมแนวขวางอีกแล้ว คือเรียกว่าเป็นชิ้น Full Heigh แบบสูงถึงฝ้าเลยนะ (ในห้องตัวอย่างทำผิดไปหน่อย ของจริงสูงกว่านี้อีก) และมุมนี้เป็นมุมที่ได้ Effect จากกระโค้งอีกจุดนึง เลยสามารถจัดเป็นมุมอ่านหนังสือส่วนตัว ชมวิวสวยๆด้านนอกที่เป็น Main Facility ได้เลย

ห้องตัวอย่างจัดเอาโซฟาเข้ารูปกับพื้นที่เป็นทรงตัว L มาให้ดูครับ เป็นแบบ 4 ที่นั่ง พร้อมนอนเหยียดขาได้จุดนึง ผมว่าถ้าสมาชิกอยู่ 3-4 คน เซตขนาดนี้กำลังดีเลยนะ / จากมุมนี้ด้านหลังเราจะเห็นประตูทางเข้าอยู่ ซึ่งเราจะไปดูห้องนอนเล็กกันก่อน

ห้องนอนเล็ก แต่ไม่เล็ก เอ๊ะ..  เรียกว่าห้องนอนที่ 2 ดีกว่าครับ เพราะขนาดเล็กกว่าห้อง Master นิดเดียวเอง ทางฝั่งซ้ายมือจะเป็นโซนนิ่งวางเตียงนอน และทางขวามือจะเป็น Walk in Closet & Bathroom

ไปดูทางซ้ายกันก่อนครับ ห้องนี้สามารถวางเตียง King Size ได้สบายๆเลยล่ะครับ โดยยังสามารถวางโต๊ะข้างหัวเตียงได้ทั้งสองฝั่งด้วย ในส่วนของระยะทางเดินปลายเตียงถึงแม้จะหาชุดตู้ชั้นวางทีวีมาติดตั้งแล้วก็ตาม ยังเหลือทางเดินระยะที่ดีนะครับ ราวๆ 50-70 ซม.(ต้องแล้วแต่ความกว้างของขนาดชั้นวางด้วย)

โดยห้องนี้อย่างที่บอกไปในแปลนว่าจะได้อานิสงค์จากช่องแสงด้านนอกครึ่งนึง แต่ว่าสิ่งที่ได้มาแทนก็คือมีระเบียงส่วนตัวนะ (ซึ่งห้องนอน Master ไม่มีนะฮะ)

ด้านนอกเป็นส่วนของพื้นที่ระเบียง ขนาดกลางๆไม่เล็กไม่ใหญ่ โดยที่นี่จะให้ความสำคัญกับแสงธรรมชาติ อย่างที่เห็นคือตัวกันตกด้านนอกจะเป็น tempered glass เพื่อให้แสงส่องผ่านเข้ามายังในห้องได้และดูสวยงามด้วย

พื้นที่ระเบียงด้านนอกขนาดประมาณ 0.75 x 2.20 เมตรครับ ก็เอาเก้าอี้ออกมานั่งเวลาอากาศดีๆได้ มายืนสูดอากาศเล่น หรือทำเป็นมุมสวนกระถางส่วนตัวได้ และด้านข้างจะมีการกั้นพื้นที่ประตูอลูมิเนียมปิดกั้นส่วนที่เก็บ Condensing Air Unit เป็นสัดส่วนเพื่อความสวยงาม

มองย้อนกลับไปในตัวห้อง อีกฝั่งนึงจะเป็นโซนของ Walk in Closet & Bathroom จะเห็นส่วนของแอร์ก็ได้เป็นฝังฝ้าเช่นเดียวกัน

พื้นที่  Walk in Closet จะอยู่ก่อนหน้าทางเข้าห้องน้ำครับ เป็นเส้นทางเดินตรงๆแบบนี้ ตัวพื้นเปลี่ยนกลับมาเป็นพอร์ชเลนลายหินและจะต่อเนื่องไปยังในห้องน้ำด้วย

ให้ดูส่วนของตู้เสื้อผ้าที่แบ่งเป็นหน้าบานปิดทั้งหมด 4 ส่วน และบานเปิดโล่งทางซ้ายมือสุดครับ ขอขยายความนิดนึงนะครับเรื่องตัวหน้าบานกระจกที่โครงการนี้เค้าจะใช้ Reflect Glass สี Euro Grey ที่เป็นโทนสีเข้ม ซึ่งเจ้ากระจกตัวนี้ถ้าเราปิดไฟในตู้มันแทบจะมองลอดผ่านไปไม่เห็นชิ้นเสื้อผ้าเลยครับ เห็นบางๆเท่านั้นดูไม่ค่อยออก

และที่สุดปลายทางเดินจัดเป็นมุมโต๊ะเครื่องแป้ง ตรงส่วนนี้ทั้งหมดโครงการทำให้มาเลย

ในส่วนของห้องน้ำเป็น Full Function โดยแบ่งโซนนิ่งตรงกลางเป็นสุขภัณฑ์ ขวามือเป็นโซนอ่าง และซ้ายมือเป็นแยกโซนเปียกพื้นที่อาบน้ำ

ทางขวามือพื้นที่โซนอ่างวัสดุจะคล้ายกับห้องน้ำ Powder Room ก่อนหน้า แต่จะขยายความกว้างให้เต็มกับพื้นที่นะครับ โดยที่ด้านบนมีมีการซ่อนไฟให้ดูสวยงามและได้เป็นมาตรฐาน

เคาน์เตอร​์รอบอ่างจะได้เป็น black forest marble แต่แผ่นชิ้นใหญ่หน่อยและลวดลายต่อกันสวยงาม สามารถวางของใช้ในห้องน้ำบริเวณนี้ได้เยอะพอสมควร

ชิ้นสุขภัณฑ์ Villeroy & Boch เช่นกัน และที่ด้านหลัง ก่อผนัง Low Wall ซึ่งเก็บส่วนของงานระบบท่อต่างๆ แต่เราสามารถใช้เป็นพื้นที่เก้บของใช้จำเป็นในห้องน้ำได้เต็มที่ จะเห็นว่าค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นที่เก็บของในห้องน้ำ ซึ่งถือว่าดีนะครับ หลายๆเจ้าชอบมองข้ามไป

พื้นที่ส่วนอาบน้ำแยกส่วนเปียกด้วยการกั้นเป็น Shower box กระจกนิรภัย

นี่ๆคุณผู้อ่าน เจ้ากระจก Reflect Glass สี Euro Grey ที่ผมบอกก่อนหน้าตรงตู้เสื้อผ้าครับ ตรงพื้นที่อาบน้ำตรงนี้ก็ใช้เจ้ากระจกตัวนี้ด้วยนะ ผมเลยลองถ่ายเทียบให้ดู (รูปซ้าย)ผมยืนถ่ายจากพื้นที่อาบน้ำด้านในมองออกไปด้านนอก และ (รูปขวา)ผมยืนจากด้านข้างเตียงถ่ายเข้ามาที่พื้นที่อาบน้ำ ซึ่งผลลัพธ์คือเวลามองเข้ามามันจะมองไม่ค่อยเห็นดูยากมากจะออกสะท้อนมากกว่า

อ้อ.. อีกอย่างพื้นที่ยืนอาบตรงนี้กั้นด้วยกระจกแบบเต็มพื้นที่ไปเลยนะครับ ทั้งความกว้างและความสูง ทำให้พื้นที่ห้องอาบน้ำดูกว้างไปเลย แถมแสงธรรมชาติยังผ่านเข้ามาได้ด้วย

หน้าตาเจ้าชุดฝักบัวอาบน้ำในห้องอาบน้ำของ Villeroy & Boch

เอาล่ะ ออกมาด้านนอกข้ามไปดูห้องสุดท้ายอย่าง Master Bedroom บ้าง

ภายใน Master Bedroom ดูผิวเผินและจะเหมือนกับห้องนอนก่อนหน้าครับ สิ่งที่แตกต่างจากมุมนี้คือ จริงๆแล้วห้องนี้จะได้ “ความกว้าง” ที่เพิ่มขึ้นมา แต่จะแลกกับการเอาระเบียงออกไปครับผม

ระยะข้างหัวเตียงทั้งสองเดิน สบายและใส่โต๊ะข้างหัวเตียงขนาดไซส์เล็กกับกลางได้ขนาบกับเตียง King Size

ด้วยความกว้างของห้องที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทางเดินปลายเตียงก็กว้างขึ้นมาอีกครับ ตรงนี้ผมแนะนำสำหรับคนที่ไม่ได้จะนอนดูทีวีในห้องนี้นะ  ที่ผนังปลายเตียงฝั่งนี้สามารถ Built-In เป้นชุดโต๊ะยาวๆไปเลยก็ได้ เพราะเจ้าโต๊ะตัวนี้จะสามารถเป็นได้ทั้งโต๊ะทำงาน หรือ โต๊ะเครื่องแป้งขนาดยาวพิเศษ อันนี้ก็แล้วแต่เจ้าของห้องอีกทีนะ

ถึงแม้ห้องนี้จะไม่ได้ระเบียง แต่สิ่งที่ Trade Off แลกมาได้คือเจ้าช่องแสงขนาดใหญ่สุดสูงจรดฝ้าเพดานครับ และมีส่วนของหน้าต่างเปิดกระทุ้งให้ลม Flow ได้อยู่สองจุด

ส่วนอีกฝั่งนึงพอเรามองไป จะเป็นโซนของ Walk in Closet ซึ่งจะใช้ตัวผนังกระจก Euro Grey นี่แหละครับเป็นส่วนของการกั้นผนัง แยกโซนนิ่ง ด้านบนมองไปก็ยังเห็น Seamless ในส่วนของแอร์ฝังฝ้าเพดานให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย

ตัวพื้นโซนนี้จะเปลี่ยนกลับเป็นกระเบื้องพอร์ชเลนลายหินสีสว่าง และแจกทางเดินออกเป็นสองฝั่ง

เจ้ากระจก Euro Grey ที่กั้นระหว่างห้องนอนก็ยังเหมือนกับห้องนอนก่อนหน้าเช่นกัน จะเป็นแบบ Reflect Glass เราอยู่ในพื้นที่นี้มองออกไปเห็นด้านนอกชัด แต่มองเข้ามาจากตรงเตียงจะมองไม่ค่อยเห็นครับ

ชุดอ่างล้างมือถูกจัดวางตำแหน่งเอาไว้ตรงกลางห้องแบบนี้ ทั้งอ่างและกระจก(มีตู้เก็บของด้านหลัง) เป็นแบบ His&Her ใช้งานพร้อมกันได้ทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง

ซึ่งพื้นที่รอบๆอ่างก็ใช้เป็นหิน Black Forest เหมือนกัน ตัวก๊อกก็ของ Villeroy & Boch แยกน้ำร้อนน้ำเย็นได้เลย (ด้านใต้อ่างไม่ใช่ตู้เก็บของนะครับ)

หันไปมองทางซ้ายผนังส่วนนี้จะเป็นส่วนของตู้เสื้อผ้า แบบเดียวกับห้องที่แล้ว ซึ่งเป็นกระจกทั้งหมด มีสวิทช์ไฟส่องสว่างด้านใน ถ้าเราปิดไฟด้านในแล้วจะมองแทบไม่เห็นเสื้อผ้าที่อยู่ข้างในเลยครับ เพราะก็ยังใช้กระจก Reflect Glass อยู่ ไม่ต้องกังวลฮะ

ผนังอีกฝั่งก็มีทำชุดตู้เหมือนกันให้มีความ Symmetry กันทั้งสองฝั่ง / ตรงนี้ก็แยกกันใช้งานทั้งสองคนไปเลย (แต่คุณผู้ชายอาจจะโดนคุณผู้หญิงข้ามมาแย่งพื้นที่ใช้งานตู้ก็เป็นได้ครับ ฮ่าๆ)

ส่วนอีกตรงข้ามกับอ่างล้างหน้า จะเป็นส่วนของห้องน้ำครับ ซึ่งห้องนี้จะออกแบบเป็น Four Fixture Bathroom ที่เป็นกึ่งเชื่อมต่อกับโซนตู้เสื้อผ้าเป็นการเน้นดีไซน์ที่ดูเก๋ไปอีกแบบ แต่ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องความชื้นบ้างนิดหน่อยต้องพึ่งพัดลมดูดอากาศเอาครับ

จากมุมนี้จะเห็นว่าผนังด้านหลังทั้งหมดที่เหลือในส่วนนี้ จะใช้เป็น Black Forest Marble แต่ว่าจะไม่ได้เป็นการต่อลาย Pattern แบบตรง Island นะครับ

Master Bathroom จะได้เจ้าอ่างอาบน้ำมาด้วย โดยจะเป็นชิ้นลอยตัวแบบนี้ ด้านข้างมีการทำ Low Wall ก่อผนังที่เก็บส่วนของงานระบบต่างๆ และเอาไว้สำหรับวางของใช้ในการอาบน้ำแช่งอ่าง เอาพวก Tablet มาวางได้ นอนแช่อ่างดูซีรีย์ไปในตัว

ฝั่งทางซ้ายมือของอ่างอาบน้ำ จะกั้นด้วย Shower Box ซึ่งฟังก์ชันด้านในจะเป็นส่วนของสุขภัณฑ์ครับ (ซึ่งของจริงแล้วหน้าตาสุขภัณฑ์ในห้องนี้จะดีกว่าตัวนี้ครับ) และมีเจ้ารีโมทที่สั่งการพวกฟังก์ชัน Flushing ต่างๆได้ด้วย ติดกับรีโมทจะมีเจ้าโทรศัพท์นิรภัยเพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ห้องน้ำตรงนี้ได้  และด้านบนมีการทำไฟ Indirect Lighting หรือไฟซ่อน ไฟหลืบด้วย

ฝั่งทางขวามือของอ่าง กั้นด้วย Shower Box เช่นกัน แต่ด้านในจะเป็นฟังก์ชัน ยืนอาบน้ำครับ แต่ๆคุณครับ เค้าทำพื้นที่เผื่อสำหรับนั่งอาบมาให้ด้วยแหละ พื้นที่ผนังด้านข้างก็เซาะร่องเอาไว้สำหรับทำเป็นชั้นวางเก็บของต่างๆมาให้ และที่ด้านบนสุดจะมีการให้เจ้า Raion Shower แบบฝังฝ้าเพดานใหาด้วยเลย

สิ่งที่ Add เพิ่มเข้ามาอีกอย่างในห้อง Master Bathroom นี้ก็คือเจ้าชุดฝักบัวของ Villeroy & Boch ตรงนี้จะอัพเกรดเป็นแบบ Thermostat(เทอร์โมสตรัท) ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิน้ำได้แม่นยำมาก (ดูหลักการของ Thermostat ได้ที่นี่)

Image 1/17
1 Bedroom - B1

1 Bedroom - B1

เนื่องจากโครงการนี้ มีการออกแบบรูปทรง รูปด้านผิวนอกของอาคารที่มีลักษณะเส้นโค้งหลากหลาย ทำให้เกิด Layout ของห้องที่แตกต่างออกมาหลายแบบมาก ผมเลยเอาแปลนหลักๆทั้งหมดมาแปะไว้ ใครที่สนใจห้องขนาดกี่ห้องนอนที่เหมาะกับงบในกระเป๋าของคุณ ก็ลองดูแปลนตรงกันตรงนี้นะครับ (ปล.แอบบอกก่อนเลยว่า Extra Unit อย่าง Duplex & Triplex ที่มีเพียง 5 ยูนิตในโครงการ Soldout ไปแล้วนา) 😀

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 11 October 2018

สำหรับราคาขายของโครงการนี้ ณ วันที่เราเข้าไปทำรีวิว โครงการแจ้งทางเราเป็นเพียงราคาเริ่มต้นของ Type 1 Bedroom และ 2 Bedroom เท่านั้นครับ ไม่ได้ให้ข้อมูลเป็นแปลง Unit ที่เจาะจงหลายๆห้องมา (โครงการแจ้งว่าอยากให้ Walk-in เข้ามาสอบถามหน้างาน) โดยราคาจะมีดังนี้

  • 1 Bedroom ขนาด 48 ตร.. ราคาเริ่ม 12 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 250,000 บาท/ตร.ม.)
  • 2 Bedroom ขนาด 66 ตร..  ราคาเริ่ม 15 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 227,272 บาท/ตร.ม.)

  • Fully Fitted / Furniture Built-In / แอร์ฝังฝ้าเพดานทุกห้อง
  • ฝ้าเพดานสูง 2.70 เมตร
  • Kitchen & Sink & Island
  • Hob & Hood & Oven – Gorenje by Philippe Starck
  • Shuttle Bus (ยังไม่ระบุรายละเอียดรถ)
  • 1-2 Bedroom จอง 100,000 – 200,000 บาท
  • ทำสัญญาประมาณ 5%
  • ผ่อนดาวน์ (สอบถามเจ้าหน้าที่โครงการหน้างาน)
  • ค่ากองทุน 500 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง 90 บาท/ตร.ม./เดือน (ชำระล่วงหน้า 2 ปี)

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ


เจาะลึกรวบยอด

ทำเล – โครงการ The Reserve 61 Hideaway เป็นโปรเจคที่ต่อเนื่องมาจากโครงการพี่ชายในตอนต้นปี ที่แปลงที่ดินติดกันเลย เป็นทำเลย่านทองหล่อเอกมัย จะไปทองหล่อหรือเอกมัยก็สะดวกทั้งคู่ แต่บรรยากาศทำเลจะมีความแตกต่างกับโครงการที่ติดกับทองหล่อเอกมัยนะครับ ด้วยตัวซอยสุขุมวิท 61 เองนั้นเป็นซอยตันทำให้บรรยากาศภายในจะเงียบสงบมากกว่า และภายในซอยส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยเกือบทั้งหมด ทั้งรูปแบบคอนโดมิเนียม อพาร์ทเม้นท์และบ้านพักอาศัย จะมีอยู่ช่วงต้นซอยที่จะมีร้านอาหารและ Supermarket ตอบโจทย์กลุ่มคนที่ต้องการที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองแต่ก็อยากได้บรรยากาศเงียบสงบเหมือนอยู่บ้าน แต่ก็ไปย่านที่คึกคักไม่ยากและใกล้ด้วย

การเดินทางโดยใช้รถ – สำหรับคนที่ใช้รถต้องพูดถึงจุดเด่นก่อนเลยคือเรื่องที่จอดรถ จัดเป็นโครงการ Low Rise ไม่กี่โครงการที่ให้ที่จอดรถมาถึง 100% และเป็นแบบ Cenventional Parking ทั้งหมด(ไม่มีรวมซ้อนคันนะครับ ทำระดับนี้ทั้งที) รวมไปถึงการทำจุด EV Charger ให้ถึง 10 จุด (ที่รองรับอนาคตอันใกล้ที่จะเริ่มใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานแทนน้ำมันกันแล้ว) ทั้งหมดนี้จัดเป็นปัจจัยที่สำคัญทั้งหมดสำหรับคนที่ขับรถยนต์ส่วนตัวเลย ส่วนการเดินทางเข้าออกโครงการก็ไม่มีปัญหาค่ะ จัดว่าสะดวกอยู่ทีเดียว แม้จะอยู่ในซอยลึกประมาณ 850 . แต่ด้วยความที่เป็นซอยตัน ไม่มีรถมากนัก ทำให้รถไม่ติดภายในซอย การเข้าออกด้วยการขับรถจึงไม่มีปัญหาอะไร นอกจากนี้ตัวโครงการเองก็มีทางเข้าออกรองที่สามารถลัดซอยเอกมัย 1 เพื่อไปโผล่ถนนเอกมัย กับ Parklane ได้เลยอันนี้ถือว่าเป็นทีเด็ดเลย

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ – ด้วยทำเลโครงการอาจจะไม่ใช่จุดเด่นในแง่ของทำเลที่ใกล้รถไฟฟ้า ค่อนข้างห่างจากรถไฟฟ้าพอสมควร นับจากหน้าโครงการถึงขาขึ้นลงรถไฟฟ้าเอกมัยจะอยู่ที่ประมาณ 1.1 กม. ทั้งนี้ทางโครงการเองก็ได้มีบริการเรื่อง Shuttle Service ไว้อำนวยความสะดวกลูกบ้านในการเข้าออกเช่นเดียวกัน ส่วนใครไม่อยากรอ Shuttle Service ก็ไม่ได้ลำบากเดินลัดออกซอยเอกมัย 1 (ราวๆ 160-200 เมตร) ไม่ไกลก็สามารถเรียกรถแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ได้เลย

การออกแบบ – จุดเด่นของโครงการคือการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนที่ต้องการอยู่ในตัวเมืองแต่รักความสงบ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน จึงเน้นการออกแบบ Landscape ที่สอดคล้องกับการอยู่อาศัยมากขึ้น เสมือนสวนหลังบ้านได้ความร่มรื่นและเงียบสงบชัดเจน อีกจุดเด่นนึงคือเรื่องความเป็นส่วนตัวเริ่มมาตั้งแต่ทำเลที่มีบรรยากาศเงียบสงบแล้ว มาจนถึงจำนวนยูนิต 164 ยูนิตบนเนื้อที่ดิน 3 ไร่ครึ่ง และรวมถึงอัตราส่วนลิฟต์ทั้งโครงการ 40:1 เท่านั้น

ส่วนตัวแบบห้องตัวอย่างที่เราพาไปชมกัน พวกห้อง 1 Bed จะเป็นทรงจตุรัส แต่ห้องอื่นๆที่ใหญ่กว่านั้น จะเป็นห้องแบบหน้ากว้างพิเศษทั้งหมดเปิดรับพื้นที่แสงธรรมชาติ และเพิ่มความโปร่งโล่งให้ตัวห้องได้ดี และมีบางยูนิตจะเป็นห้องกระจกโค้งที่ยื่นออกมาจากตัวอาคาร ทำให้ได้มุมมองวิวที่พิเศษกว่า และพวกห้องยูนิตพิเศษอย่าง Duplex & Triplex ที่นี่ถือเป็น Pool Access ในตัวอีกด้วย (นานๆจะเห็นห้อง Triplex โผล่มาในตลาดทีนะครับ ถึงแม้มีแค่ 2 ยูนิตก็เถอะ เรียกว่าเป็นของแปลกแต่เจ๋งดีครับ)

วัสดุ – สเป็คโครงการนี้ถือว่าออกแบบมาเป็นจัดเต็ม มามองเรื่องของราคาโครงการนี้ราคาจะสูงกว่า The Reserve SK61 ตัวก่อนหน้าอยู่นิดหน่อยนะครับ และการขายจะเปลี่ยนเป็นแบบ Fully Fitted (แต่ได้เฟอร์บิวท์อินนะ) ซึ่งหลายชิ้นหลายส่วนที่ยังคงได้เหมือนเดิมทั้งในห้องน้ำได้ Villeroy & Boch ทั้งหมด ชุดครัวท็อปหิน Quartz และ Hob & Hood รวมไปถึง Combi Oven รุ่น gorenje by philippe starck ดีไซน์เนอร์ชื่อดังระดับโลก โดยถ้าผมมองสิ่งที่โดนเอาออกไปคือ เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวครับ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเจ้ากระจกช่องแสงขนาดใหญ่ที่พวกเฟรมอลูมิเนียมเป็นเส้นสายเกะกะสายตาหายไปได้รับวิวสะใจและแสงเข้ามาได้มากกว่า ก็ถือว่าแลกกันไปแต่ยังไงก็นับว่าคุ้มค่าสมราคาครับ

สาธารณูปโภค – พื้นที่ส่วนกลางถ้าไปดูกับ The Reserve SK61 ผมว่าให้มาเยอะกว่าตัวก่อนหน้าอีกครับ เอาแค่เห็นเด่นๆเลยครับสระว่ายน้ำที่นี่อลังการน่าใช้กว่ามาก และมีการทำพื้นที่ส่วนกลางที่ชั้นใต้ดินอีก และเพิ่มพวกห้อง Private Lounge เข้ามากับ Concierge Service ที่รองรับภาษาญี่ปุ่นได้ จุดอื่นๆก็ยังคงมีเหมือนกันครัล ฟิตเนส, Private Onsen, Steam/Suana และห้อง Yoga Room โดยรวมแล้วผมถือว่าส่วนกลางให้มาเยอะใช้ได้

 

Judgement

การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

เทียบกับช่วงราคาประมาณ 22x,xxx – 26x,xxx บาท/ตร.ม., 11 October 2018

  • ทำเล 7.5/10 – เงียบสงบ เหมาะกับการอยู่อาศัยพักผ่อน ไม่ได้คึกคักอุดมสมบูรณ์เท่าซอยทองหล่อ-เอกมัย
  • เดินทางด้วยรถ 7.75/10 – เข้า-ออกในซอยเป็นทางหลัก ให้ที่จอดรถ 100% (แบบ Conventional และมี EV Charger 10 Slot)
  • ไม่ใช้รถ 7/10 – ห่างจากรถไฟฟ้าในระยะเดิน มี Shuttle Service รับ-ส่ง
  • วัสดุ 9/10 – Fully Fitted, เฟอร์บิวท์อิน, แอร์ฝังฝ้า Seamless, ห้องน้ำ Villeroy & Boch, ชุดครัว gorenje by philippe starck, กระจกบานสูงแผ่นใหญ่จากพื้นถึงฝ้าเพดาน เกรดดี เหมาะสมกับราคา
  • แบบ 8.5/10 – แบบหน้ากว้าง ยูนิตพิเศษกระจกโค้งยื่นจากตัวอาคาร มีดีเทลการใช้งานที่น่าสนใจ
  • สาธารณูปโภค 9/10 – ได้พื้นที่ส่วนกลางร่วม 1 ไร่กว่า สระว่ายน้ำยาวสะใจ และมีส่วนกลางที่ใต้ดินอีก ฟังก์ชันหลักๆครบและแชร์ยูนิตไม่มาก

  • SUPER LUXURY CLASS
  • 7.93 / 10.00

BOTTOM LINE

The Reserve 61 Hideaway เหมาะกับคนที่มองหาคอนโดใจกลางเมือง แต่ได้ความสงบเหมือนอยู่บ้าน มีความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตไม่มาก โอเคกับการอยู่ในซอยไม่ซีเรียสว่าต้องอยู่ใกล้รถไฟฟ้ามากนัก แต่เดินทางด้วยรถส่วนตัวสะดวกมีทางลัดเลาะให้ใช้  มีพื้นที่ส่วนกลางที่โดดเด่นสะดุดตา จำนวนสมาชิก 1-4 คนแล้วแต่ขนาดห้อง มีงบประมาณ 12 – 40 ล้านบาท และไม่ค่อยมีข้อจำกับเรื่องงบการผ่อนชำระ