…วันนี้เราพามารีวิวโครงการ The Crest Park Residences หนึ่งในแบรนด์คอนโดระดับ Luxury จากทาง SC Asset ที่เราไม่ได้เห็นคอนโดแบรนด์นี้เปิดใหม่มานานหลายปีแล้วเหมือนกันนะครับ แน่นอนว่าการกลับมาของเค้าในครั้งนี้ย่อมไม่ธรรมดา กับทำเลที่ตั้งใจกลางห้าแยกลาดพร้าวที่อุดมสมบูรณ์ และเดินทางได้สะดวก แถมยังสามารถมองเห็นวิวพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 700 ไร่ได้อีกด้วย อีกทั้งการออกแบบอาคารก็ค่อนข้างมีความน่าสนใจ โดยผมสามารถสรุป Highlights หรือจุดเด่นของโครงการได้ดังนี้

  • ทำเล : ใกล้ห้าแยกลาดพร้าว สามารถเดินไปห้างเซ็นทรัล / ยูเนี่ยนมอลล์ / MRT พหลโยธิน และ BTS ห้าแยกลาดพร้าว ได้ในระยะประมาณ 50 – 200 m.
  • วิว : ปัจจุบันโดยรอบไม่มีตึกสูงบังวิวในระยะใกล้ และสามารถมองเห็นพื้นที่สีเขียวกว่า 700 ไร่ ของสวนรถไฟ สวนจตุจักร และสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯได้ครับ
  • คอนเซ็ปต์โครงการ : ได้แรงบันดาลใจมาจากสวนสีเขียวของย่านนี้ โดยการดึงความเป็นธรรมชาติให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ทั้งการจัดสวน ออกแบบฟังก์ชันเชื่อมต่อภายในกับภายนอก และการเลือกใช้วัสดุที่ทำจากธรรมชาติเป็นหลัก
  • การออกแบบผังอาคาร : แปลนอาคารเป็นรูปตัว V มีคอร์ลิฟต์อยู่ตรงกลาง ซึ่งได้โถงทางเดินแบบ Single Corridor มีความเป็นส่วนตัวสูง ที่สำคัญคือ มีบรรยากาศที่สว่างและโปร่งโล่งมากๆ
  • ห้องพักอาศัย : มีแบบห้องให้เลือกมากกว่า 15 แบบ รองรับทุกความต้องการของ Lifestyle คนที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังให้วัสดุมาให้ดี เหมาะสมกับราคาอีกด้วยครับ

ข้อมูลโครงการ

The Crest Park Residences (เดอะ เครสท์ พาร์ค เรสซิเดนซ์) ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2564

 ชื่อโครงการ  The Crest Park Residences (เดอะ เครสท์ พาร์ค เรสซิเดนซ์)
 ชื่อผู้ประกอบการ  บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
 SEGMENT CLASS  HIGH – LUXURY CLASS (รายละเอียดของ Segment คอนโดปี 2021 )
 โครงการตั้งอยู่  ถนน พหลโยธิน เขต จตุจักร
 ที่ดิน  1-3-93.5 ไร่
 ประเภทคอนโด  High Rise 36 ชั้น
 จำนวนยูนิต  420 ยูนิต
 ยูนิตต่อชั้นสูงสุด   16 ยูนิต
 ที่จอดรถ  Automatic Parking 230 คัน และที่จอดแบบปกติ 5 คัน รวมคิดเป็น 56%
 เริ่มก่อสร้าง  Q4 ปี 2564
 คาดว่าจะแล้วเสร็จ  Q4 ปี 2565
 ประเภทห้องพัก
  • 1 Bedroom ขนาดพื้นที่ใช้สอย 31 – 50 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus ขนาดพื้นที่ใช้สอย 47 – 50 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms ขนาดพื้นที่ใช้สอย 73 ตร.ม.
  • High Ceiling (1 – 2 Bedrooms) ขนาดพื้นที่ใช้สอย 31 – 73 ตร.ม.

 ฝ้าเพดานสูง  2.75 – 3 เมตร ในแบบห้องปกติ และ  5.9 เมตร ในแบบห้องฝ้าสูงพิเศษ
 ราคาเริ่มต้น  4.99 ล้านบาท
 ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ  ประมาณ 190,000 บาท/ตร.ม.
 เว็บไซต์โครงการ https://www.scasset.com/th/condominium/the-crest-park-residences-ha-yaek-ladprao/
 Call Center  1749

ทำเลที่ตั้ง

ทำเลโครงการ The Crest Park Residences น่าสนใจอย่างไร?

…ก่อนอื่นผมคงต้องเท้าความถึงแบรนด์ The Crest กันสักหน่อยครับ ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์คอนโดระดับ Luxury ที่สุดของ SC Asset (หากไม่นับรวมโปรเจคพิเศษอย่าง 28 Chidlom / Beatniq / Saladaeng One) ซึ่งเราก็ไม่ได้เห็นทาง SC เค้าทำคอนโดแบรนด์นี้มาหลายปีแล้วนะครับ โดยตัวล่าสุดก็คือ The Crest Sukhumvit 34 เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้วนั่นเอง

ซึ่งการกลับมาของแบรนด์ The Crest ในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะทาง SC Asset มองเห็นถึงศักยภาพของทำเลห้าแยกลาดพร้าว ที่มีความอุดมสมบูรณ์และการเดินทางได้สะดวกมากๆอีกด้วย มีตัวเลือกทั้งทางด่วนสำหรับรถยนต์ และเป็นจุด Interchacge ของรถไฟฟ้า 2 สาย แถมอนาคตก็กำลังจะมี Mega Project เกิดขึ้นมากมาย และตำแหน่งที่ตั้งของแปลงที่ดินโครงการ ก็ยังเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับห้าแยกลาดพร้าวมากที่สุดในปัจจุบัน ทำให้สามารถมองเห็นพื้นที่สีเขียวกว่า 700 ไร่อีกด้วยครับ

พิกัด Google Maps : 13.814136, 100.560767
หรือสามารถ :  คลิกที่นี่

โครงการ The Crest Park Residences ตั้งอยู่ตรงบริเวณห้าแยกลาดพร้าวฝั่งขาเข้าเมือง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าทำเลนี้อุดมสมบูรณ์มากแค่ไหน รอบๆโครงการเต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าที่อยู่ในระยะเดินถึงได้เพียบ ไม่ว่าจะเป็น Union Mall / Central ลาดพร้าว และ Tesco Lotus หรือจะเป็นสถานศึกษาอย่าง รร.หอวัง ก็ยังอยู่ในระยะประมาณ 500 m. ซึ่งอาจเหมาะกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่กำลังเล็งๆว่าอยากให้ลูกเรียนที่นี่ แล้วน้องๆก็สามารถเดินไปเรียนได้สบายๆครับ

อีกทั้งทำเลนี้ก็ยังมีอาคารสำนักงานใหญ่ๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปตท. สำนักงานใหญ่ /Sun Tower / TMB HQ / SCB Park และสำนักงานใหญ่การบินไทย เป็นต้น จนอาจเรียกว่าเป็น CBD ของกรุงเทพทางตอนเหนือเลยก็ว่าได้ รวมถึงยังมี Mega Project ขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในย่านนี้อีกหลายแห่ง มูลค่ารวมกว่า 90,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งโครงการที่กำลังก่อสร้างและอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น S-OASIS / Mochit Complex / Bang Sue Grand Station / New Bangkok Bus Terminal และ Ratchayothin Hills เป็นต้น

ตำแหน่งที่ตั้งของโครงการ The Crest Park Residences หากเทียบกับเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง จะเห็นว่าแต่ละโครงการจะมีข้อได้เปรียบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่าThe Crest มีจุดเด่นตรงที่ ทำเลเค้าจะอยู่ใกล้ MRT พหลโยธิน มากกว่าเพื่อนๆ ซึ่งตอบโจทย์สำหรับคนที่เน้นการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อเข้าเมืองไปทางรัชดา-พระราม 9 ได้สะดวกอีกหนึ่งเส้นทางด้วยครับ ส่วนระยะทางเดินไปจุดสำคัญต่างๆ สามารถสรุปได้ดังนี้

  • Union Mall ~ 50 m.
  • MRT พหลโยธิน ~ 80 m.
  • Central ลาดพร้าว ~ 160 m.
  • BTS ห้าแยกลาดพร้าว ~ 210 m. (แต่จะห่างจากจุดขึ้นบันได ตรงหน้าโครงการเพียง 20 m. เท่านั้น)
  • โรงเรียนหอวัง ~ 500 m.
  • Tesco Lotus ~ 550 m.

และอีกหนึ่งจุดเด่นของที่ตั้งโครงการนี้คือ ปัจจุบันเค้าเป็นโครงการที่อยู่ใกล้กับห้าแยกลาดพร้าวมากที่สุด (ข้างๆกันก็เหลือแต่ที่ของจักรวาลโฟโต้ดิจิตอลแล้วล่ะครับ) เลยทำให้ตอนนี้ไม่มีตึกสูงขึ้นมาบังวิวเลย สามารถมองไปยังพื้นที่สีเขียวกว่า 727 ไร่ ของสวนรถไฟ สวนจตุจักร และสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้สบายๆ

แต่สำหรับใครที่อยากไปเดินเล่น/วิ่งออกกำลังกายที่สวนเหล่านี้ อาจไม่ได้อยู่ในระยะที่เดินไปใช้งานได้สะดวกนัก ซึ่งผมแนะนำให้นั่ง BTS จากสถานีห้าแยกลาดพร้าว เพื่อไปลงสถานีหมอชิตที่อยู่ห่างออกไปเพียง 1 สถานี ก็จะสะดวกมากๆครับ

สภาพแวดล้อมรอบโครงการ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้

ถึงแม้จะเป็นทำเลใจกลางเมือง แต่ด้วยความที่อยู่ใกล้กับห้าแยกลาดพร้าว ด้านหน้าติดถนนพหลโยธิน และด้านหลังเป็นห้างยูเนี่ยนมอลล์ เลยทำให้โดยรอบของโครงการไม่มีตึกสูงมาบังวิวในระยะใกล้เลยครับ ซึ่งลักษณะการวางผังอาคารจะหันหน้ารับวิวอยู่หลักๆ 2 ด้านคือ ฝั่งด้านหน้าทางทิศตะวันตกที่เป็นวิวพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ส่วนฝั่งด้านหลังจะเป็น City View ของย่านลาดพร้าว โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

  • ทิศเหนือ : ติดกับ อาคารพาณิชย์และทางเชื่อมเข้าห้าง Union Mall ระยะไกลมองเห็นคอนโดเพื่อนบ้านสูง 44 – 46 ชั้น และเป็นวิวฝั่งรัชโยธิน
  • ทิศใต้ : ติดกับ จักรวาลโฟโต้ดิจิตอล ร้านอาหารตรงห้าแยกลาดพร้าว และถนนลาดพร้าว
  • ทิศตะวันออก : ติดกับ Union Mall ระยะไกลเป็น City View ฝั่งรัชดา-ลาดพร้าว-โชคชัย 4
  • ทิศตะวันตก : ด้านหน้าโครงการ ติดกับ ถนนพหลโยธินและ BTS ห้าแยกลาดพร้าว ฝั่งตรงข้ามเป็นเซ็นทรัล และได้วิวสวนสาธารณะขนาดใหญ่กว่า 700 ไร่

Image 1/13
เรามาดูทำเลรอบๆกันครับ ซึ่งอย่างที่บอกว่าห้าแยกลาดพร้าวอุดมสมบูรณ์มากๆ มีทั้งห้างสรรพสินค้า รถไฟฟ้า อาคารสำนักงาน และยังมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกด้วย

เรามาดูทำเลรอบๆกันครับ ซึ่งอย่างที่บอกว่าห้าแยกลาดพร้าวอุดมสมบูรณ์มากๆ มีทั้งห้างสรรพสินค้า รถไฟฟ้า อาคารสำนักงาน และยังมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกด้วย

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

ห้างสรรพสินค้า / ตลาด

  • Union Mall ~ 50 m.
  • Central ลาดพร้าว ~ 160 m.
  • Tesco Lotus ~ 550 m.
  • ตลาดนัดจตุจักร ~ 2.2 m.

โรงพยาบาล

  • รพ.เปาโล เกษตร ~ 5 km.
  • รพ.วิภาวดี ~ 5.5 km.

โรงเรียน

  • โรงเรียนหอวัง ~ 500 m.
  • St. Stephen int. school ~ 2 km.
  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ~ 4.6 km.

อาคารสำนักงาน

  • PTT สำนักงานใหญ่ ~ 900 m.
  • Sun Tower ~ 1 km.
  • SC Asset ~ 1.2 km.
  • Thai Airways ~ 1.2 km.
  • SCB Park ~ 1.7 km.


รายละเอียดโครงการ

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นคอนโดแบรนด์ The Crest รุ่นใหม่ ที่ทำคอนเซ็ปต์ออกมาได้ชัดเจนดีมากๆ ซึ่งเค้าได้แรงบันดาลใจมาจากความเป็นธรรมชาติของพื้นที่สวนสาธารณะ 700 ไร่ ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ และตกแต่งบรรยากาศพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ แต่ก็ยังคงมีความ Luxury ให้สมกับระดับราคาของแบรนด์เอาไว้ได้เป็นอย่างดี โดยจุดเด่นหรือ Highlights ของโครงการผมคิดว่ามี 2 ประเด็นหลักๆคือ

  1. บรรยากาศและการตกแต่งพื้นที่ส่วนกลาง ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ
  2. การออกแบบและจัดผังอาคาร เป็นโถงทางเดินแบบ Single Corridor ได้ความเป็นส่วนตัวสูง

โครงการ The Crest Park Residences เป็นคอนโด High Rise สูง 36 ชั้น 1 อาคาร มีเพื่อนบ้าน 420 ยูนิต และที่จอดรถแบบ Auto Parking ทั้งหมด 230 คัน + ช่องจอดปกติ 5 คัน คิดเป็น 56% ถือว่าให้มาเยอะพอสมควรเลยทีเดียวครับ โดยพื้นที่ส่วนกลางจะมีการกระจายอยู่ 4 ชั้นหลักๆ และมีสวนบนชั้นดาดฟ้าให้ขึ้นไปเดินเล่น/ชมวิวได้ด้วย

พิเศษหน่อยสำหรับชั้นที่ 4 และ 21 จะเป็นชั้นที่ได้ฝ้าเพดานสูงพิเศษอยู่ที่ 5.9 m. เพราะเป็นชั้นที่ห้องพักอาศัยจะอยู่ชั้นเดียวกับพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งปัจจุบันผมได้ข่าวมาว่าชั้น 4 ปิดการขายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะ ถ้าใครสนใจห้อง High Ceiling แบบนี้ก็จะมีชั้น 21 ให้เลือกอยู่ สามารถสอบถามเพิ่มเติมกับทางโครงการดูได้นะครับ

Image 1/4
Main Entrance

Main Entrance

บรรยากาศและการตกแต่งพื้นที่ส่วนกลาง ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ

พื้นที่สีเขียวและความเป็นธรรมชาติ มักจะเป็นสิ่งที่คนในเมืองหลายๆคนนั้นโหยหา ดังนั้นทางโครงการจึงมีแนวคิดการออกแบบบรรยากาศพื้นที่ส่วนกลาง ให้มีความร่มรื่นและสดชื่น สอดคล้องไปกับคอนเซ็ปต์และทำเลที่อยู่ใกล้สวนสาธารณะขนาดใหญ่ของย่านนี้ โดยเราจะเห็นได้ตั้งแต่บริเวณซุ้มประตูทางเข้าของโครงการ ที่จะมีการทำเป็นประตูเหล็กและกำแพงสูงใหญ่เลยครับ

ซึ่งนอกจากทางเข้าจะได้ความเป็นส่วนตัว และดูหรูหราดีแล้ว ยังมีการปลูกไม้พุ่มและไม้เลื้อยประดับอยู่ตลอดทางเข้า จึงได้บรรยากาศความร่มรื่นและสดชื่นมากๆเลยครับ ดูเผินๆในตอนแรกผมยังคิดว่าเป็นทางเข้าโครงการบ้านเดี่ยวแพงๆซะอีก ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่ทาง SC Asset เค้าถนัดและมีชื่อเสียงด้านโครงการแนวราบร่วมด้วยอยู่แล้ว พอนำมาปรับใช้กับคอนโดก็ยิ่งดูดีและเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมากๆเลยครับ

รวมไปถึงยังมีการปลูกต้นไม้ประดับตรงทางเดินก่อนเข้า Lobby ซึ่งเวลาที่ลูกบ้านเดินผ่านก็จะรู้สึกร่มรื่นและสดชื่นไปด้วยในตัว โดยภายในอาคารจะมีการเปิดช่องแสงขนาดใหญ่ กระจกใสสูงจากพื้นถึงฝ้าแบบ Double Volume ทำให้สามารถมองเห็นพื้นที่สีเขียวที่อยู่รอบๆอาคารได้ และเป็นการเชื่อมต่อพื้นที่ภายในกับภายนอกได้เป็นอย่างดี โดยเราสามารถนั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ แล้วชมสวนสีเขียวๆไปด้วยได้สบายๆนั่นเองครับ

ซึ่งภายในสำนักงานขายเองก็มีการจำลองบรรยากาศ การตกแต่งภายใน Lobby มาให้ดูกันด้วยครับ โดยจะเป็นมุมน้ำตกที่มีผืนน้ำเชื่อมต่อกันทั้งภายในและภายนอกอาคาร ซึ่งจะไม่ใช่การออกแบบฟังก์ชันที่เราจะเห็นเพียงแค่วิวผ่านกระจกอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรายังได้สัมผัสทั้งเสียงและความชื้นของผิวน้ำจากภายใน Lobby ได้โดยตรงเลยล่ะ เหมาะกับคนที่ชอบการออกแบบอาคารที่เน้นความใกล้ชิดธรรมชาติมากๆนั่นเองครับ

Master Plan ของโครงการ บริเวณชั้น 1 จะเป็นพื้นที่ส่วนต้อนรับทั้งหมด โดยจะแบ่งเป็น Grand Lobby ซึ่งเป็นโถงรับรองขนาดใหญ่ ที่อยู่ติดกับ Drop-Off และใกล้ประตูทางเข้าโครงการ เหมาะที่จะใช้รับรองแขกหรือ Visitor จากภายนอกได้สบายๆ ส่วนอีกจุดหนึ่งจะเป็น Private Lobby ที่เป็นโซนเฉพาะสำหรับลูกบ้านเท่านั้น โดยจะอยู่ถัดเข้ามาด้านใน ใกล้กับโถงลิฟต์และที่จอดรถอัตโนมัติด้านหลัง เลยทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นนั่นเองครับ

Image 1/8
Grand Lobby

Grand Lobby

มาดูเรื่องการตกแต่งภายในอาคารกันบ้างครับ ซึ่งอาจไม่ได้มีการใช้ต้นไม้หรือพื้นที่สีเขียวเหมือนภายนอกเยอะสักเท่าไหร่นัก แต่จะเน้นในเรื่องของลวดลายและวัสดุปิดผิวที่นำมาใช้ซะมากกว่าครับ อย่างบริเวณโถง Lobby จะมีการกรุผนังลักษณะเป็นเหมือนคลื่นคล้ายกับผนังถ้ำ หรือจะเป็นการใช้วัสดุในฟังก์ชันอื่นๆ ก็มักจะเป็นหินธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผนัง เสา พื้น และโต๊ะไอส์แลนด์ ซึ่งก็จะทำให้บรรยากาศดูหรูหราและเป็นธรรมชาติดีมากๆเลยล่ะ

และภายในสำนักงานขายเองก็ยังมีพื้นที่อีกด้านหนึ่ง ที่ได้จำลองการตกแต่งพื้นที่ Grand Lobby มาให้ดูกันด้วยนะ โดยได้ไอเดียมาจากผนังถ้ำ และตกแต่งด้วยการกรุด้วยไม้เป็นซี่ๆ ให้เกิดเป็นคลื่นเหมือนผนังถ้ำเลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งหากใครที่ชอบความเป็นธรรมชาติและการตกแต่งสไตล์นี้ด้วยแล้วล่ะก็ คงจะถูกใจกันแบบสุดๆแน่นอน

นอกจากนี้ทางโครงการยังมีบริการ Concierge Service ที่เปรียบเสมือนเรามีเลขาส่วนตัวไว้คอยอำนวยความสะดวกอีกด้วย ซึ่งเราสามารถให้เค้าช่วยติดต่อ/นัดบริการต่างๆจากภายนอก เพื่อมาให้บริการในโครงการของเราได้ครับ เช่น ช่วยนัดช่างแต่งหน้าให้มาแต่งหน้าก่อนออกไปงานสำคัญๆ ได้ที่ Private Dressing Room บนชั้น 2 หรืออาจนัดหมอนวดมาทำสปา นวดผ่อนคลายให้ที่ Spa Room บนชั้น 36 เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาเดินทางออกไปนอกโครงการเลยนั่นเองครับ

ในหัวข้อนี้ผมขอยกตัวอย่างแปลนอาคารชั้น 13 มาให้ดูเป็นตัวอย่างนะครับ เพราะจะเป็นชั้นที่มีห้องพักอาศัยแบบเต็ม Floor แล้วนั่นเอง ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นภาพได้ง่ายมากขึ้น

การออกแบบและจัดผังอาคาร เป็นโถงทางเดินแบบ Single Corridor ได้ความเป็นส่วนตัวสูง

ลักษณะของผังอาคารจะเป็นรูปตัว V ที่เน้นเปิดรับวิว 2 ด้านหลักๆคือ ด้านตะวันออกที่เป็น City View ของย่านลาดพร้าวด้านหลังโครงการ ในขณะที่ทิศตะวันตกจะเป็นวิวพื้นที่สีเขียว 700 ไร่ที่อยู่ทางด้านหน้าฝั่งตรงข้าม และยังมีการติดตั้งกระจกอินซูเลท (Insulated Glass) แบบ 2 ชั้น ที่จะช่วยกันความร้อนของแดดในทิศนี้ได้ดีมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็แล้วแต่ความชอบและงบประมาณในกระเป๋าของแต่ละคนแล้วล่ะครับว่าต้องการแบบไหน เพราะแน่นอนว่าห้องที่ได้วิวสวนก็จะมีราคาที่สูงกว่าแน่นอน แต่จุดอื่นๆที่ผมคิดว่ามีความน่าสนใจจะมีอยู่ 5 ตำแหน่งด้วยกันคือ

  1. การออกแบบโถงทางเดินเป็น Single Corridor คือเวลาที่เปิดประตูออกมาเราจะไม่เจอห้องเพื่อนบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเลย จึงทำให้โถงทางเดินลักษณะนี้ค่อนข้างได้ความเป็นส่วนตัวมากๆครับ
  2. ปกติแล้วอาคารที่มีการวาง Core Lift เอาไว้ตรงกลางแบบนี้ มักจะมีบรรยากาศที่ค่อนข้างมืดทึบใช่มั้ยครับ แต่ด้วยลักษณะผังอาคารรูปตัว V ที่มีการเปิดช่องแสงขนาดใหญ่บริเวณหน้าโถงลิฟต์ ทำให้บรรยากาศโถงทางเดินค่อนข้างสว่างและโปร่งโล่งดีทีเดียว แถมในชั้น 4 / 13 / 21 / 28 และ 36 ยังมี Floating Oasis เป็นพื้นที่สีเขียวเล็กๆด้านนอกอาคาร เพื่อเพิ่มความสดชื่นดีอีกด้วย (ดูได้อย่างเดียว แต่ออกไปใช้ไม่ได้นะ)
  3. ห้องในตำแหน่งมุมอาคาร จะมีการออกแบบผนังให้ปลายเตียงหันรับวิวเฉียงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะเป็นทิศที่มองเห็นสวนสาธารณะ 700 ไร่ได้ดีที่สุด โดยเราสามารถนอนดูบนเตียงได้สบายๆเลยครับ
  4. ห้องที่มีความเป็นส่วนตัวสูงที่สุดในชั้น จะอยู่ทางโซนด้านหลังฝั่ง City View ซึ่งเป็นห้องสุดท้ายที่ผนังไม่ติดกับใครเลย ทำให้หมดกังวลเรื่องเสียงรบกวนที่อาจมาจากข้างห้องไปได้
  5. เป็นเพียงห้องเดียวที่จะหันหน้าเข้ามายัง Court ตรงกลางอาคาร แต่ก็จะมีมุมป้านให้สามารถมองเฉียงออกไปชมวิวด้านนอกได้อยู่ครับ จุดเด่นคือเป็นตำแหน่งห้อง 1Bedroom ที่มีหน้ากว้างมากที่สุด แต่สิ่งที่ต้องคำนึงอีกอย่างคือ ความเป็นส่วนตัวที่อาจน้อยลงไปบ้าง จากโถงทางเดินฝั่งตรงข้ามที่เป็นผนังกระจกนั่นเองครับ

ส่วนถ้าใครต้องการดูรายละเอียดแปลนในชั้นอื่นๆ ก็สามารถคลิกชมได้ใน Gallery ด้านล่างนี้ได้เลยครับ

Image 1/19

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

Ground Floor

  • Grand Lobby
  • Private Lobby
  • Garden
  • EV Charger

2nd Floor

  • Business Lounge
  • Meeting Room
  • Private Dressing Room

4th Floor

  • Floating Oasis

21st Floor

  • Sky Lounge
  • Co-Kitchen Space
  • Pocket Park with BBQ Area

36th Floor

  • Swimming Pool ขนาด 35 x 5 m.
  • Jacuzzi
  • Fitness
  • Spa Room

Rooftop

  • Green Space

  • ระบบ CCTV ที่ Main Gate
  • Key Card Access ระยะไกล ระบบ RFID
  • เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง
  • ประตูรั้วโครงการแบบรั้วเลื่อนไฟฟ้า
  • บริการ Concierge Service
  • ที่จอดรถ Automatic Parking 230 คัน และที่จอดแบบปกติ 5 คัน รวมคิดเป็น 56%


แบบห้อง

การออกแบบห้องของโครงการ The Crest Park Residences น่าสนใจอย่างไร?

จุดเด่นอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากๆคือ “วัสดุ” ที่ให้มาค่อนข้างดีสมราคาเลยทีเดียว โดยโครงการนี้จะขายแบบ Fully Fitted มีเฟอร์นิเจอร์ Built-in ให้ครบ ขาดแค่เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชิ้นก็เข้าอยู่ได้เลย แต่ก็ให้วัสดุปิดผิวที่ดี และได้ช่องแสงขนาดใหญ่เป็นพิเศษอีกด้วยครับ

นอกจากนี้ก็ยังมีแบบห้องเยอะมากๆ จึงทำให้เรามีตัวเลือกที่หลากหลาย และสามารถหาห้องที่เหมาะกับ Lifestyle ของตัวเองได้ไม่ยาก ซึ่งผมนับได้ทั้งหมด 15 Layout เลยทีเดียว แต่หลักๆก็จะมีอยู่ด้วยกัน 4 Type คือ

  • 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 31 – 50 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus พื้นที่ใช้สอย 47 – 50 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms พื้นที่ใช้สอย 73 ตร.ม.
  • High Ceiling (1 – 2 Bedrooms) พื้นที่ใช้สอย 31 – 73 ตร.ม.

สำหรับห้อง 1 Bedroom จะเป็น Type ที่มีแบบห้องให้เลือกเยอะที่สุด ซึ่งผมก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆด้วยกันคือ

  1. แบบที่กั้นห้องนอนด้วยผนังทึบ : เหมาะกับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว โดยจะมีทั้งแบบที่ห้องน้ำอยู่ด้านใน และด้านนอกห้องนอนให้เลือกได้ตามสะดวกเลยครับ
  2. แบบที่กั้นห้องนอนด้วยผนังกระจก/ประตูกระจกบานเลื่อน : เหมาะกับคนที่ชอบห้องกว้างๆ บรรยากาศโปร่งโล่ง อารมณ์เหมือนห้องสตูดิโอขนาดใหญ่ มีพื้นที่เชื่อมต่อกัน
  3. แบบที่ห้องไซส์ใหญ่หน้ากว้างพิเศษ : เป็นห้องมุมที่ได้ช่องแสง 2 ด้าน โดยจะมีให้เลือกทั้งห้องที่กั้นด้วยผนังทึบ เน้นความเป็นส่วนตัวแต่มีระเบียงใหญ่ กับห้องที่กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน เน้นพื้นที่ใช้สอยภายใน และได้ช่องหน้าต่างที่กว้างพิเศษ

สำหรับห้องตัวอย่าง 1 Bedroom ขนาด 34 ตารางเมตร พื้นที่แรกจะเป็น Common Area เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ครัวและโซฟานั่งเล่น ทำให้บรรยากาศค่อนข้างโปร่งโล่ง แลกกับเราจะได้ครัวเปิด เหมาะกับคนไม่เน้นการทำอาหารจริงจังเท่าไหร่นัก แต่ที่ชอบมากๆคือ บริเวณหน้าห้องจะมีการ Built ตู้สำหรับเก็บรองเท้าได้เป็นสัดส่วนดีทีเดียว ส่วนพื้นที่นั่งเล่นก็จะมีโซฟาอยู่ติดระเบียงเลยครับ สามารถดูทีวีไปและชมวิวไปด้วยได้สบายๆ

ในขณะที่ห้องนอนจะถูกกั้นด้วยผนังทึบตรงกลาง เวลามีแขกมาหาก็ยังคงได้ความเป็นส่วนตัวอยู่มาก โดยในห้องนอนจะมีห้องน้ำในตัวให้ได้ใช้งานด้วยครับ ซึ่งสะดวกสำหรับเจ้าของห้องในตอนกลางคืนมากๆ และจุดที่โดดเด่นอีกอย่างก็คือ มีกระจกเข้ามุมแบบ Bay Window ที่จะช่วยให้เราสามารถชมวิวได้กว้างมากขึ้นเยอะเลย สรุปแล้วห้องนี้ก็เหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คน ฟังก์ชันครบเป็นสัดส่วน และชอบความเป็นส่วนตัวนั่นเองครับ

Image 1/8
บรรยากาศ Common Area เชื่อมต่อครัว พื้นที่นั่งเล่น และระเบียง ประกอบกับฝ้าเพดานสูง 2.7 - 3 m. บรรยากาศจึงโปร่งโล่งดีทีเดียวครับ

บรรยากาศ Common Area เชื่อมต่อครัว พื้นที่นั่งเล่น และระเบียง ประกอบกับฝ้าเพดานสูง 2.7 - 3 m. บรรยากาศจึงโปร่งโล่งดีทีเดียวครับ

 

ห้องตัวอย่างอีกห้องคือ 2 Bedrooms ขนาด 73 ตร.ม. ซึ่งเป็นห้องบริเวณมุมอาคารที่อยู่ตั้งแต่ชั้นที่ 21 ขึ้นไป แน่นอนว่าเป็นระดับความสูงที่สามารถมองเห็นพื้นที่สีเขียวของสวนสาธารณะได้แบบเต็มๆ เลยมีการออกแบบให้มีช่องเปิดขนาดใหญ่ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะห้อง Master Bedroom เราจะได้ช่องแสงถึง 2 ด้าน สามารถนอนชมวิวตรงปลายเตียงได้สบายๆเลยครับ อีกทั้งห้องน้ำยังได้เป็นผนังกระจกแบบ Sexy Bath อีกด้วย จึงได้ทั้งความโปร่งโล่ง และบรรยากาศก็เหมือนอยู่โรงแรมหรือบ้านพักตากอากาศเลยทีเดียว

ส่วนห้องอื่นๆก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กันครับ อย่าง Common Area จะมีการเพิ่มประตูกระจกบานเลื่อนตรงกลาง ทำให้สามารถเลื่อนประตูทำเป็นครัวปิด เพื่อทำอาหารจริงจังได้มากขึ้น กลิ่นจะได้ไม่เข้าไปรบกวนพื้นที่ในห้อง ส่วนห้องนอนเล็กก็จะอยู่ติดกับห้องน้ำที่เข้า-ออกได้ 2 ทาง ทำให้การใช้งานสะดวกมากขึ้นเยอะเลย สรุปแล้วห้องนี้เหมาะกับการอยู่อาศัย 2 – 3 คน อาจอยู่กันแบบสามีภรรยา หรือคนที่มีลูกแล้วก็ได้ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นของตัวเอง มีพื้นที่ใช้งานร่วมกันขนาดใหญ่ และยังเหมาะกับคนชอบชมวิวสวยๆจากในห้องตัวเองอีกด้วยนะครับ

พื้นที่หน้าห้อง (Foyer)

เริ่มกันที่บริเวณหน้าห้อง เมื่อเปิดประตูเข้ามาเราจะเจอกับ Foyer ซึ่งจะยังมองไม่เห็นพื้นที่ส่วนอื่นๆภายในห้องครับนะ เลยทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวดี อีกทั้งยังมีการ Built ตู้เก็บรองเท้าเอาไว้ให้ใช้งานด้วยได้สะดวกและเป็นสัดส่วนดีมากๆ โดยเราสามารถใส่รองเท้าเข้ามาถอดในห้องได้เลยครับ เพราะที่พื้นจะเป็นกระเบื้องพอร์ซเลนลายหินธรรมชาติ ที่เช็ดล้างทำความสะอาดได้ง่ายไม่กลัวเลอะแน่นอน

และที่ข้างๆประตูจะมีสวิตซ์ไฟแบบ Digital ติดตั้งเอาไว้ด้วยครับ ซึ่งจะใช้งานควบคู่กับระบบ Home Automation ในโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถควบคุมการเปิด-ปิดไฟและเครื่องปรับอากาศในห้องของเราได้ เช่น ก่อนกลับถึงห้องสัก 30 นาที เราก็สามารถสั่งเปิดแอร์เย็นๆรอเอาไว้ได้เลยครับ หรือถ้าใครคิดว่าตัวเองลืมปิดไฟตรงไหน ก็สามารถตรวจดูและสั่งปิดจากในมือถือเลยได้เหมือนกัน

ห้องครัว (Kitchen)

ครัวของห้องนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามไซส์ของห้องครับ ซึ่งเราจะได้ชุดครัว Built-in ครบเซ็ตแบบนี้ โดยวัสดุปิดผิวต่างๆจะเป็นหน้าบาน Hi-Gloss สีแชมเปญสวยงาม และด้านบนก็จะติดกระจกเงา พร้อมเครื่องครัวจาก Gorenje แบบที่เห็นห้องตัวอย่างเลยครับ อีกทั้งยังมีพื้นที่ให้สามารถวางโต๊ะขนาด 4 ที่นั่งได้สบายๆอีกด้วย

Image 1/11
Top เคาน์เตอร์ครัวเป็นหินควอตซ์ และได้เครื่องครัวของ Gorenje ครบเซ็ตเลยครับ เริ่มจากเตาไฟฟ้าแบบ 4 หัว และเครื่องดูดควันพร้อมใช้งาน

Top เคาน์เตอร์ครัวเป็นหินควอตซ์ และได้เครื่องครัวของ Gorenje ครบเซ็ตเลยครับ เริ่มจากเตาไฟฟ้าแบบ 4 หัว และเครื่องดูดควันพร้อมใช้งาน

ห้องนั่งเล่น (Living Area)

ถัดเข้ามาด้านในจะเป็นพื้นที่โซฟานั่งเล่น ซึ่งเป็นบริเวณที่ฝ้าเพดานจะสูงถึง 3 m. ประกอบกับอยู่ติดกับระเบียงที่ได้ประตูสูงจากพื้นถึงฝ้า จึงทำให้บรรยากาศภายในห้องสว่าง และโปร่งโล่งมากๆครับ โดยขนาดพื้นที่ก็กว้างมากพอให้วางโซฟาตัวใหญ่ๆได้เลย สามารถนั่งดูทีวีด้วยกันเป็นครอบครัว หรือจะจัดปาร์ตี้กับเพื่อนๆก็ได้นะ โดยระยะดูทีวีก็จะอยู่ที่ประมาณ 3 m. สามารถใช้ทีวีจอใหญ่ๆ 50 – 60 นิ้วได้สบายๆครับ

ระเบียงภายนอกมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็ค่อนข้างกว้าง และใช้ราวเป็นกระจกนิรภัยแบบใส ทำให้สามารถมองดูวิวจากในห้องได้สบายๆเลยครับ อีกอย่างคือ เค้ามีการกั้นประตูแยกโซนเก็บ Condensing Unit เอาไว้เป็นสัดส่วน ทำให้ระเบียงดูเรียบบร้อยและน่าออกมาใช้งานมากขึ้นอีกด้วย

ห้องนอนใหญ่ (Master Bedroom)

ถือเป็นจุด Highlight หลักของห้องนี้เลยก็ว่าได้ครับ เพราะอยู่ในจุดที่เป็นส่วนของมุมอาคารพอดี ทำให้พื้นที่วางเตียงสามารถเอียงรับองศา และชมวิวจากหน้าต่างปลายเตียงได้ดีมากขึ้น ซึ่งวิวของห้องนี้ที่เราจะได้มองเห็นก็ไม่พ้น พื้นที่สีเขียวกว่า 700 ไร่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั่นเอง อีกทั้งยังมีการทำผนังกระจกแบบ Sexy Bath ตรงห้องน้ำอีกด้วย ซึ่งดูเผินๆแล้วก็ให้อารมณ์เหมือนอยู่โรงแรมหรือบ้านพักตากอากาศเลยล่ะครับ

Image 1/7
ทางเข้าห้องนอนจะมีลักษณะเป็นโถงทางเดินยาวๆ เลยทำให้ภายในห้องค่อนข้างเป็นส่วนตัวพอสมควร

ทางเข้าห้องนอนจะมีลักษณะเป็นโถงทางเดินยาวๆ เลยทำให้ภายในห้องค่อนข้างเป็นส่วนตัวพอสมควร

ห้องนอนที่ 2 (Second Bedroom)

หากใครที่อยู่อาศัยกันเป็นครอบครัว ห้องนี้ก็เหมาะที่จะใช้เป็นห้องนอนของลูก หรือถ้าใครอยู่กับแฟนแค่ 2 คน ก็อาจปรับเป็นห้องนอนแขก หรือห้องทำงานช่วง WFH แบบนี้ก็ได้เช่นกันครับ โดยภายในก็มีขนาดพื้นที่กว้างขวางดี สามารถวางเตียง 5 – 6 ฟุต แล้วยังมีพื้นที่รอบเตียงเหลือให้ใช้งานได้สบายๆเลยครับ อย่างทางด้านขวาของเตียงก็สามารถวางโต๊ะทำงานเพิ่มเติมได้ ส่วนปลายเตียงก็ติดทีวีแขวนผนังไว้นอนดูบนเตียงได้สบายๆครับ

จุดเด่นของห้องนี้ก็ยังคงเป็นช่องแสงที่สูงเกือบจะเต็มผนังเลย อีกทั้งยังเป็นช่องขนาดใหญ่แบบที่ไม่มีกรอบบานมากั้นบังสายตา ทำให้สามารถชมวิวได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเองครับ

Image 1/2
ส่วนอีกด้านของห้องก็จะมีตู้เสื้อผ้า Built-in และห้องน้ำในตัวด้วยครับ

ส่วนอีกด้านของห้องก็จะมีตู้เสื้อผ้า Built-in และห้องน้ำในตัวด้วยครับ

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

ราคา

The Crest Park Residences ราคา ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2564

  • 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 31 – 50 ตร.ม.
    – ราคาเริ่มต้น 4.99 ล้านบาท
  • 1 Bedroom Plus พื้นที่ใช้สอย 47 – 50 ตร.ม.
    – ราคาเริ่มต้น 9.9 ล้านบาท
  • 2 Bedrooms พื้นที่ใช้สอย 73 ตร.ม.
    – ราคาเริ่มต้น 18.29 ล้านบาท
  • High Ceiling (1 – 2 Bedrooms) พื้นที่ใช้สอย 31 – 73 ตร.ม.
    – ราคาเริ่มต้น 9.6 ล้านบาท
  • ค่าจองห้อง 1 Bedroom = 50,000 / 1 Bedroom Plus = 100,000 / 2 Bedrooms = 150,000 บาท
  • ค่าส่วนกลาง 85 บาท/ตร.ม/เดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ


บทสรุป

เปรียบเทียบโครงการ The Crest Park Residences กับโครงการรอบๆแล้วเป็นอย่างไร

ปัจจุบันโครงการคอนโดบริเวณห้าแยกลาดพร้าว จะมีโครงการที่กำลังเปิดขายอยู่ทั้งหมด 4 โครงการด้วยกันครับ ซึ่ง The Crest Park Residences ถือเป็นโครงใหม่ล่าสุดของย่านที่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง และมีประเด็นที่น่าสนใจหลายๆอย่างเมื่อเทียบกับเพื่อนๆดังนี้

อย่างแรกคือ “ทำเล” ซึ่งโครงการ The Crest นับว่าอยู่ใกล้ห้าแยกลาดพร้าวมากที่สุดในปัจจุบัน มีข้อได้เปรียบในเรื่องการเดินไปใช้งาน MRT ได้สะดวกกว่าโครงการอื่นๆ เพราะอยู่ห่างเพียง 80 m. และยังใกล้ยูเนี่ยนมอลล์เพียงแค่ 50 m.เท่านั้น อีกทั้งยังเป็นตำแหน่งที่ห้องพักอาศัยสามารถมองเห็นวิวพื้นที่สีเขียวกว่า 700 ไร่ของสวนสาธารณะได้อีกด้วยครับ (ในขณะที่เพื่อนบ้านบางโครงการอาจต้องขึ้นไปชมบนชั้นส่วนกลางแทน)

“ความเป็นส่วนตัว” เป็นจุดเด่นที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนยูนิตที่น้อย และยังมีการออกแบบโถงทางเดินแบบ Single Corridor เหมาะกับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย และจุดที่ผมชอบมากๆอีกอย่างคือ ลักษณะอาคารที่เป็นรูปตัว V ซึ่งจะมีการเปิดช่องแสงบริเวณหน้าโถงลิฟต์ เลยทำให้บรรยากาศแต่ละชั้นสว่างและโปร่งโล่งมากๆครับ

“การออกแบบ” หลายๆโครงการในย่านนี้ ส่วนใหญ่ก็จะใช้คอนเซ็ปต์ที่เกี่ยวกับความเป็นธรรมชาติ และพื้นที่สีเขียวเป็นหลัก แต่ก็จะมีความแตกต่างกันออกไปบ้างเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการเน้นพื้นที่สวนขนาดใหญ่ หรือจะเป็นการผจญภัยในหุบเขา แต่อย่างโครงการ The Crest ส่วนตัวผมมองว่าเค้าไม่เพียงแค่ดึงเอาความเป็นธรรมชาติมาไว้ในโครงการเท่านั้น แต่ยังใส่ใจถึงการเลือกใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติ และตกแต่งบรรยากาศออกมาได้ดูหรูหราดีทีเดียว

“ราคา” เป็นปัจจัยสำคัญที่เราจะเลือก หรือไม่เลือกโครงการนี้เลยก็ว่าได้ครับ เพราะต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า The Crest ถือเป็นโครงการที่เรียกได้ว่า Luxury ที่สุดที่เปิดขายอยู่ในย่าน ณ ตอนนี้เลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะด้วยเรื่องของทำเล ความเป็นส่วนตัว และการออกแบบทั้งหลายที่ผมได้บอกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งก็ค่อนข้างโดดเด่นและพรีเมี่ยมกว่าเพื่อนๆจริงๆ อีกทั้งวัสดุภายในห้องผมก็มองว่าให้มาดีที่สุดในย่าน และเหมาะสมกับราคาอยู่เหมือนกันนะครับ ซึ่งในส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและเงินในกระเป๋าของแต่ละคนอีกทีนะ

ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน

The Crest Park Residences เหมาะกับคนมองหาคอนโดใกล้ห้าแยกลาดพร้าว ที่สามารถเดินไปช้อปปิ้งที่ห้างเซ็นทรัล/ยูเนี่ยนมอลล์ และรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายได้สะดวก โดยเน้นความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย เพื่อนบ้านไม่เยอะ และได้โถงทางเดินแบบ Single Corridor มีแบบห้องให้เลือกหลากหลาย สามารถอยู่ได้ 2 – 3 คนสบายๆ ให้วัสดุภายในห้องค่อนข้างดี เหมาะสมกับระดับราคา และที่สำคัญคือ อาจเป็นคนที่สนใจห้องพักที่สามารถชมวิวสวนสาธารณะ 700 ไร่ จากภายในห้องส่วนตัวได้ด้วยนั่นเองครับ โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 4.99 ล้านบาทขึ้นไป


ThinkofLiving มี LINE Official Account แล้วนะ
ไม่อยากพลาดข้อมูลข่าวสารก็ Add เลย > https://lin.ee/svACOxc