รีวิวฉบับที่ 1865 …  The Address สยาม-ราชเทวี นับเป็นการกลับมาของแบรนด์ The Address จาก AP ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว ครั้งนี้กลับมาบนย่านราชเทวี ย่านเดิมที่เคยมีแบรนด์นี้ลงมาถึง 2 ตัวก่อนหน้าด้วยกันนะคะ โดยได้ทำเลทางเข้าติดถนนเพชรบุรี และใกล้ BTS ราชเทวี 150 ม. เท่านั้นค่ะ ส่วนตัวโครงการเราว่ามาพร้อมกับ Facilities เด็ดๆ หลายจุดอยู่ พร้อมกับราคาที่ไม่ได้สูงเกินเพื่อนไปด้วย จะเป็นอย่างไรมาอ่านรีวิวเจาะลึกกัน

Fact @ 8 May 2019

  • The Address Siam-Ratchathewi (ดิ แอดเดรส สยาม-ราชเทวี)
  • บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
  • SUPER LUXURY CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่: ถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี
  • ที่ดินประมาณ 3-1-55.3 ไร่
  • คอนโด High Rise 50 ชั้น 880 ยูนิต และร้านค้า 1 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 22 ยูนิต
  • ที่จอดรถประมาณ 449 คัน คิดเป็น 51% ไม่รวมซ้อนคัน (รูปแบบ Conventional ทั้งหมด)
  • เริ่มก่อสร้าง : กรกฎาคม 25562
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : ตุลาคม 2565
  • 1 Bedroom 31-35 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms 51-68.5 ตร.ม.
  • 3 Bedrooms 85 ตร.ม.
  • Duplex (1 Bedroom) 50 ตร.ม.
  • Duplex (2 Bedroom) 65 ตร.ม.
  • ฝ้าเพดานสูง

  • Simplex 3 ม.
  • Duplex 5.8 ม.

  • ราคาห้องเริ่มต้น 5.9 ล้านบาท / หรือตร.ม.ละ 190,322 บาท
  • ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ AVERAGE ประมาณ 230,000 บาท/ตร.ม.
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • Call Center : 1623
  • สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างค่ะ


    เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

    พิกัด Google Maps : 13.752674, 100.530266
    หรือสามารถ :  คลิกที่นี่

    ที่ตั้งโครงการ The Address สยาม-ราชเทวี ตั้งอยู่ติดถนนเพชรบุรี ใกล้แยกราชเทวีฝั่งที่มุ่งหน้าไปทางถนนพระราม 6 นะคะ โดยห่างจากแยกราชเทวีไปประมาณ 100 ม.เท่านั้น รวมไปถึงห่างจาก BTS ราชเทวีเพียง 150 ม. (นับจากถนนหน้าโครงการที่เชื่อมไปยังภายในโครงการนะคะ)

    การเดินทางจากโครงการแบบใช้รถจัดว่าสะดวกไม่แพ้การใช้รถไฟฟ้า เพราะมีถนนจากโครงการเชื่อมเข้าถนนหลักอย่างเพชรบุรี ซึ่งหากใครเน้นใช้ทางด่วน ทำเลโครงการนี้จะค่อนข้างดีกว่า ทำเลฝั่งตรงข้ามแยกราชเทวี เพราะไปขึ้นทางด่วนศรีรัชตรงด่านอุรุพงษ์ได้สะดวกกว่า

    นอกจากการเดินทางที่อิงกับถนนเพชรบุรีเป็นหลักแล้ว ยังมีซอยย่อยที่ให้ลัดเลาะได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากในช่วงเวลาเร่งด่วนค่ะ หากดูจากแผนที่จะเห็นว่าลักษณะซอยย่อยมีทั้ง One Way และ Two Way นะคะ โดยการเดินทางก็ไม่ยาก หากจะวิ่งไปบรรทัดทองก็สามารถวิ่งเข้าซอยเพชรบุรี 12 และเลี้ยวขวาเข้าซอยพญานาคตรงไปบรรทัดทองได้ ในขณะที่จะเข้าถนนพญาไทวิ่งไปทางพญาไท ไม่จำเป็นต้องออกไปวกรถกลับเข้าแยกราชเทวี แค่เลี้ยวเข้าซอยเพชรบุรี 12 แล้วเลี้ยวซ้ายออกซอยพญานาคค่ะ

    สำหรับทำเล “ราชเทวี” เป็นหนึ่งในทำเลยอดฮิตของคอนโดมิเนียมเลยก็ว่าได้ เนื่องจากต้องบอกว่าทำเลนี้เป็นทำเลที่อยู่ “ใกล้สยาม” ซึ่งทำเลสยามเองมีโครงการคอนโดน้อยมาก ส่วนใหญ่จะถูกพัฒนาพื้นที่ไปเป็นรูปแบบ Commercial เกือบทั้งหมด ดังนั้นใครอยากอยู่โดยอิงทำเลใจกลางอย่างสยามเป็นหลักก็ต้องขยับออกมาหน่อย ทำให้คำตอบมาลงที่ ราชเทวี เพราะห่างจากสยามเพียง 1 สถานี และเอาจริงๆ ใครฟิตๆ หน่อยไม่ซีเรียสเรื่องแดดร้อน เดินไป Siam Discovery, MBK ได้เลยด้วยซ้ำ

    ส่วนความอุดมสมบูรณ์ระยะใกล้ๆ เราของแบ่งเป็น 3 โซนใหญ่ๆ ด้วยกันเพราะมี Character ที่ต่างกันอยู่ระดับนึงค่ะ

    1. ราชเทวี-พญาไท : เดิมย่านนี้เรามองว่าเป็น ย่านพระราชวัง เพราะจะสังเกตว่ามีพระราชวังพญาไทเอย วังสวนผักกาดเอย ส่วนปัจจุบันพระราชวังยังคงอยู่และยังสัมผัสถึงกลิ่นอายได้เบาๆ แต่ความเจริญต่างๆ ก็เข้าถึงย่านนี้มากขึ้น ซึ่งโซนพญาไทเราจะเห็นอาคารสำนักงานใหญ่ๆ เรียงกันติดถนนเกือบตลอดทั้งแนว สลับกับคอนโดมิเนียมนี่แหละค่ะ ความอุดมสมบูรณ์ส่วนใหญ่เป็นร้านค้าร้านอาหารใต้ตึกแถว คาเฟ่ชิคๆ Hostel ก็มีเยอะ และจุดที่ใครๆ จะร้องอ้อในย่านนี้ก็จะเป็น CoCo Walk, Heap ที่เป็นร้านกินดื่มที่เปิดช่วงกลางคืนด้วย

    2. สยาม : โซนใกล้ราชเทวีถัดมาก็คือ สยาม บรรยากาศคงไม่ต้องอธิบายมากว่าคึกคักและอุดมสมบูรณ์แค่ไหนนะคะ เพราะแค่ศูนย์การค้าก็เรียงกันมาตั้งแต่ Central World จนมาถึง MBK รวมกันตลอดถนนพระราม 1 ก็อยู่ที่ 5 ศูนย์การค้าไปแล้ว และยังมี Lifestyle Mall ที่รวมร้านอาหาร หรือจะเป็นร้าน Stand Alone อีกมากมายที่สยาม

    3. ประตูน้ำ : จากแยกราชเทวีขับตรงไปบนถนนเพชรบุรีมุ่งหน้าฝั่งประตูน้ำไม่ไกลเลยนะคะ ก็ถึงโซนประตูน้ำที่เป็นอีกจุดโซนคึกคัก มีห้างขายส่งเสื้อผ้าดังอย่าง Shibuya, Platinum, Paladium และ IT อย่างพันทิปอีกด้วย นอกจากเรื่องช้อปปิ้งแล้ว ของกินราคาตั้งแต่ริมทางหลักสิบไปถึงขึ้นเหลาก็มีครบเช่นกัน

    สำหรับการเดินทางครั้งนี้เราพาไปโครงการด้วยรถไฟฟ้ากันนะคะ โดยลงสถานี ราชเทวีทางออก 3 และไปทางแยกราชเทวี จากนั้นเลี้ยวซ้ายตรงไปอีก 100 ม. ก็จะเห็นทางเข้าโครงการแล้ว ซึ่งจากหน้าทางเข้าโครงการจะเข้าสู่ขอบเขตที่ดินโครงการจริงๆ อีกประมาณ 100 ม.ค่ะ

    เริ่มต้นกันที่ทางออกที่ 3

    จากนั้นเดินตรงมาทางแยกราชเทวี และเดินเลียบทางเท้าไปเรื่อยๆ

    เราเดินมาหน่อย สังเกตว่าก่อนถึงแยกราชเทวีจะมีมุมให้กลับรถใต้สะพานข้ามแยกด้วย ซึ่งหากใครที่วิ่งมาจากทางพระราม 6 ก็สามารถกลับรถมุมนี้ได้ จากนั้นให้รีบเบี่ยงเข้าโครงการนะคะ เพราะค่อนข้างกระชั้นเล็กน้อย

    กลับมาดูที่บรรยากาศทางเท้าตรงนี้กว้างมาก และทำทางเดินได้ดีด้วย ไม่ขรุขระเหมือนที่เห็นกันบ่อยๆ นะ ทำให้เดินได้สบายๆ เลยค่ะ

    และก็ถึงทางเข้าโครงการแล้วนะคะ ฝั่งซ้ายมือที่เป็นสนามหญ้าจริงๆ จะเป็นที่ดินผู้อื่นนะคะ ไม่ใช่ของโครงการ ส่วนถนนเข้าโครงการที่ติดกับถนนเพชรบุรีเป็นถนนภาระจำยอมนะ ต้องใช้ร่วมกับคนอื่นด้วย

    โดยถนนภาระจำยอมนี้จะเป็นถนนที่ขนานกับซอยเพชรบุรี 14 ใครขับรถให้สังเกตป้ายซอยเพชรบุรี 14 นี้ก็ได้ค่ะ

    ตรงเข้ามาสู่พื้นที่ในโครงการกันแล้ว ซึ่งตอนนี้โครงการยังอยู่ในระหว่างการเตรียมการก่อสร้างนะคะ

    สำหรับ Sale Gallery ก็อยู่ในที่ดินโครงการเลยค่ะ หน้าทางเข้านี้หรูหรามาก และมี Sclupture นกยูงเป็น Point of View ต้อนรับอยู่ด้านหน้า Sale Gallery เลยค่ะ

    **รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะคะ

    เราลองปักตำแหน่งตัวโครงการและสถานที่โดยรอบจาก Google Maps แบบ Satellite จะเห็นชัดเลยว่าฝั่งทิศเหนือ, ทิศใต้ และตะวันตก ค่อนข้างโปร่งโล่งนะคะ ไม่มีอาคารสูงมาบล็อกวิวในระยะใกล้ ส่วนทิศตะวันออกนั้นจะมีห้องชั้นล่างๆ (ประมาณชั้นที่ 9-11) ที่ถูกบล็อกวิว เพราะใกล้กับอาคารเอเชีย ส่วนห้องมุมอาคารทิศตะวันออกเฉียงใต้ ก็อยู่เยื้องกับคอนโด High Rise เพื่อนบ้าน อาจจะมีบางมุมที่ถูกบล็อกวิวระยะไกลไป แต่ไม่น่าจะบล็อกวิวทั้งหมดไปเลยเพราะห้องมุมอาคารทางโครงการออกแบบให้สามารถชมวิวได้หลายทิศอยู่ค่ะ

    สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

    ศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้า

    • Siam Paragon 1.5 กม.
    • Central World 1.6 กม.
    • เกษร วิลเลจ 1.9 กม.
    • Central Chidlom 2.1 กม.
    • Central Embrassy 2.4 กม.

    สถานศึกษา/มหาวิทยาลัย

    • อาคารวรรณสรณ์ 750 ม.
    • โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 1.5 กม.
    • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 1.5 กม.
    • โรงเรียน มาแตร์ เดอี 2.1 กม.

    โรงพยาบาล/สถานพยาบาล

    • โรงพยาบาลพญาไท 1.2 กม.
    • โรงพยาบาลมิชชั่น 1.4 กม.
    • BDMS Wellness Center 2.6 กม.
    • โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ 3.2 กม.
    • โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 3.3 กม.


    เจาะลึกตัวโครงการ

    โครงการ The Address สยาม-ราชเทวี นับเป็นกลับมาเยือนถิ่นฐานแรกของแบรนด์ The Address ในรอบหลายปีเลย ตั้งแต่โครงการแรกอย่าง The Address สยาม ที่เปิดตัวเมื่อปี 2006 จากนั้นก็มี The Address ปทุมวัน ที่อยู่ด้านหลังโครงการบ้านปทุมวัน โดยเปิดตัวไปในช่วง 2009 และผ่านมา 10 ปีเราก็ได้รู้จักกับโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์เดิมในถิ่นเดิมอีกครั้ง

    สำหรับครั้งนี้กลับมาได้น่าสนใจทีเดียวนะคะ เริ่มจากความสูงอาคารที่สูงสุดในย่านราชเทวี อยู่ที่ 215 ม. ด้วยจำนวน 50 ชั้น และสไตล์การออกแบบ Colonial คลาสสิคเพื่อให้ได้กลิ่นอายของบริบททำเลที่อยู่ใกล้วัง (วังสระปทุม) เดี๋ยวเราไปดูรายละเอียดกันค่ะ ซึ่งโครงการนี้เราบอกเลยว่ามีดีเทลให้เล่าเยอะมากกก

    แนวคิดการออกแบบ

    เริ่มต้นรายละเอียดโครงการ เราขอพูดถึงแนวคิดการออกแบบกันก่อนนะคะ เพื่อให้คุณผู้อ่านเข้าใจถึงดีเทลที่มาที่ไปของการออกแบบมาขึ้น เนื่องจากรูปแบบโครงการระดับ Luxury – Super Luxury หลายคนที่ติดตามก็จะรู้กันอยู่แล้วว่า Developer จะค่อนข้างใส่ใจในเรื่องนี้พอสมควร เพราะกลุ่มลูกค้าระดับที่เขาต้องการจะขายไม่ได้เลือกซื้อ เพราะความคุ้มค่าด้านราคาอย่างเดียว แต่ก็พิจารณาและให้น้ำหนักเรื่องของความชอบ+รสนิยมที่เหมาะกับตัวเองอีกด้วยค่ะ

    1.Signature Pattern = นกยูง

    ในยุค 1-2 ปีไม่นานมานี้ หลาย Developer ที่ทำแบรนด์คอนโดระดับ Luxury มักจะเพิ่ม Gimmick ของตัวเองโดยการนำ Mascot มาเพื่อ Represent ความเป็นโครงการขึ้นมา ซึ่งโครงการ The Address สยาม-ราชเทวี ก็มีการนำ Mascot อย่าง นกยูง เป็นสัตว์ที่มีความหมายดีในหลายศาสนาเข้ามาเป็นส่วนนึงของ Inspire ในการออกแบบ โดยเราจะเห็นนกยูงในหลายๆ จุดของโครงการ เช่น Sculpture (หน้า Sale Gallery ปัจจุบัน ที่จะนำมาวางในโครงการจริงเมื่อสร้างเสร็จด้วย), Furniture ในพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ชุดโซฟา เก้าอี้ ที่มีตราสัญลักษณ์นกยูง และการออกแบบเป็นรูปร่างเหมือนกรงนก เป็นต้น

    นอกจากนี้ก็มีการถอด Pattern ของลายนกยูงออกมา เพื่อสร้างเป็น Pattern เฉพาะใช้ในโครงการด้วย โดยเราจะเห็นจากส่วน Facade ระแนงเหล็กที่ตกแต่งบริเวณด้านหน้าอาคาร

    2. การออกแบบ / การใช้วัสดุ

    สำหรับการออกแบบเราได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้แล้วว่าจะออกมาในรูปแบบ Colonial + Classic ซึ่งหลายคนอาจจะตีความไปในลักษณะของดีเทลลวดลายที่เยอะแยะ แต่พอเราได้ไปดูโมเดล เห็นจาก Perspective และบรรยากาศที่เลียนแบบของจริงภายใน Sale Gallery สำหรับเราไม่คิดว่าเป็นรูปแบบของ Colonial + Classic ขนาดนั้นแต่มีการเอา Inspire มาบางส่วน ผสานกับการออกแบบรูปแบบใหม่ปัจจุบัน ทำให้ดูเรียบง่ายและสุขุมมากขึ้นดี

    ขอบคุณภาพประกอบจาก PARISCityVISION และ squireandpartners.com

    ยกตัวอย่างส่วนด้านหน้าอาคารอีกครั้งก็จะได้ Inspired มาจาก Bulgari Hotel & Residences ที่ Knightsbridge, London ซึ่งมีการออกแบบที่ค่อนข้างเรียบง่ายและเป็น Pattern ในขณะที่ดีเทลการใช้วัสดุนั้นเลือกเป็น หิน White Lime Stone ซึ่งเป็นหินที่ใช้ตกแต่ง Exterior ของโบสถ์เก่านิกายโรมันคาทอลิกในเขตพระราชวัง กรุงปารีสนั่นเองค่ะ

    สำหรับรายละเอียดตัวอาคารนี้เป็น High Rise สูง 50 ชั้น เนื้อที่ดิน 3-1-55.3 ไร่ โดยมีจำนวนยูนิต 880 ยูนิตด้วยกัน การจัดวางผังในรูปแบบ Verticle จะแบ่งเป็นดังนี้

    • ชั้น 1 : มี Lobby Lounge ทั้งหมด 2 จุดด้วยกัน และ Courtyard หรือสวนภายนอก
    • ชั้น 2-8 : เป็นพื้นที่จอดรถทั้งหมดโดยรวมช่องจอดทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 51% ไม่รวมซ้อนคัน
    • ชั้น 9 : ชั้นเริ่มห้องพักอาศัย แต่อีกครึ่งแบ่งเป็น Facilities ประกอบด้วยสวน+Gym
    • ชั้น 10-46 : เป็นชั้นพักอาศัยทั้งหมด (Typical Floor Plan)
    • ชั้น 46-49 : ออกแบบให้เป็นชั้นสำหรับห้อง Duplex
    • ชั้น 50 + ชั้นลอย : เป็นชั้น Main Facilities และเป็นชั้นบนสุดของอาคาร

    Facilities

    ในส่วน Facilities ที่นี่จะแบ่งออกเป็น 3 โซนด้วยกัน

    ชั้น 1 

    จากทางเข้ามาหน้าโครงการเราจะเห็นพื้นที่ตรงกลาง (Drop-Off) ซึ่งสังเกตที่ลายพื้นจะเป็น Pattern ที่ทางโครงการบอกเรามาว่าถอดแบบมาจาก นกยูง เป็น Signature ของโครงการเช่นกัน

    เข้ามาจะเป็นโถงกลางซึ่งบริเวณนี้ออกแบบให้เป็นพื้นที่ต้อนรับของ Visitor ลูกบ้าน และซ้าย-ขวาจะมีประตูกั้น ในส่วนนี้จะเป็นพื้นที่สำหรับลูกบ้านโดยเฉพาะนะคะ โดยฝั่งขวาจะเป็นทางเข้า Mailroom และเชื่อมกับพิมาน Lounge ส่วนฝั่งซ้ายเชื่อมเข้ามยุรา Lounge จะเป็น Lounge ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่นั่งเล่นและ Tea Counter ไว้มานั่งจิบชา พร้อมชมบรรยากาศสวนภายนอกได้

    สำหรับพื้นที่ส่วนกลางด้านนอก ได้ทีม RedLandscape มาเป็นผู้ออกแบบ โดยนอกจากสนามหญ้ากว้างขนาดใหญ่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสนามหญ้ากว้างของพระราชวังแล้ว ก็มีมุมนั่งเล่นรอบสระ และตำแหน่งวาง Sculpture นกยูง ประดับสวนด้วยค่ะ

    บรรยากาศบริเวณ Thewi Garden มีการจัดพื้นที่นั่งเล่นเป็นลักษณะ Sunken Seat นั่งเล่นท่ามกลางสวนและสระน้ำตื้น

    สำหรับส่วนพิมาน Lounge นี้ทางโครงการอธิบายรายละเอียดให้ฟังแล้ว เรามองว่ามีจุดที่น่าสนใจอยู่ 3 อย่างด้วยกันค่ะ

    1. เริ่มต้นที่การดีไซน์ ให้สังเกตตรงกลางของ Lounge มี Sculpture กรงนกขนาดใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับ Theme โครงการ
    2. คืองานตกแต่งใน Lounge นี้มีการใช้หินอ่อนแท้ที่เรียกว่า Statuario โดยจุดเด่นของหินอ่อนชนิดนี้จะอยู่ที่ที่ลวดลายสีเทาที่คมกว่าหินอ่อนที่เรารู้จักกัน เช่น Carara หรือ Calacatta ค่ะ
    3. ฝ้าเพดานสูงถึง 8 ม. พร้อม Skylight ตรงกลางทำให้ได้บรรยากาศโอ่โถงและหรูหรามากขึ้น

    และสุดท้ายคือห้อง มยุรา Lounge ลักษณะห้องนี้จะเป็นห้องหน้ากว้าง รับวิวสวนภายนอก ภายในประกอบด้วยพื้นที่นั่งเล่น 2 โซนใหญ่ และตรงกลางเป็นเคาน์เตอร์เครื่องดื่มค่ะ

    ถ้าใครอยากสัมผัสบรรยากาศบางส่วนของมยุรา Lounge ให้ลองเข้ามาดู Sale Gallery นะคะ เพราะชั้น 3 ทางโครงการมีจัดพื้นที่จำลองมยุรา Lounge บริเวณ Tea Counter ไว้ให้ชมกันด้วย

    ชั้น 9

    ชั้นนี้เป็นพื้นที่ส่วนกลางจะเป็นสวนหย่อมและสระน้ำตื้นให้ออกมาเดินเล่นพักผ่อนได้ และเพิ่มเติมคือในชั้นนี้ก็มี Gym ให้เล่นหรือออกกำลังกายด้วยนะคะ พร้อมห้องน้ำครบครัน ถ้า Gym ในชั้นบนสุดมีคนเล่นเยอะ หรือบางทีอยากได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นก็สามารถลงมาเล่นชั้นที่ 9 ได้นะ

    โดยสวนหย่อมตรงชั้นนี้มีเพิ่ม Gimmick การเลือกใช้พรรณดอกไม้มาปลูกด้วยนะคะ ซึ่งทางโครงการเลือกเป็น ดอกแก้วเจ้าจอม เพราะเป็นดอกไม้หายากและมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ก็จะเลือกพรรณดอกไม้กลิ่นหอมอื่นๆ ที่ส่งกลิ่นในแต่ละฤดูสลับกันไปด้วย

    ชั้น 50 + ชั้นลอย

    สำหรับแปลนชั้นนี้ เมื่อขึ้นลิฟต์มาแล้วบริเวณแรกที่เจอจะเป็นพื้นที่นั่งเล่นแบบ Semi-Outdoor (ในร่ม) ทิศใต้วางเป็นตำแหน่งของสระว่ายน้ำยาว 35 ม. เพื่อรับวิวที่หันไปทางสยาม (ถนนพระราม 1) ติดกันเป็นพื้นที่นั่งเล่นในสวนค่ะ ส่วนโซน Indoor แบ่งออกเป็น 3 โซนด้วยกัน โซนแรกคือห้องสมุด ให้ลูกบ้านมานั่งอ่านหนังสือ หรือนั่งทำงานเปลี่ยนบรรยากาศจากในห้องตัวเองได้ โซนที่ 2 คือ Gym ที่นอกจากจะมีที่ชั้น 9 แล้วก็ยังมีที่ชั้นนี้ด้วยนะคะ ข้อดีของ Gym ชั้นนี้คือมีขนาดใหญ่กว่าและได้วิวมุมสูงด้วย และโซนสุดท้ายขึ้นไปที่ชั้นลอย ทางโครงการออกแบบให้เป็นห้อง Sky Lounge ที่เรียกว่า Sky Chamber เป็นห้องที่สามารถรับชมวิวได้ 360 องศาค่ะ

    ภาพบรรยากาศ Exterior ส่วน Main Facilities

    ในชั้น 50 ขึ้นมาก็จัดให้เป็นพื้นที่ Semi-Outdoor นั่งชิล ชมวิวริมสระและวิวมุมสูง พร้อมกับมีมุม Mini Bar ให้มาชงเครื่องดื่มสังสรรค์กับเพื่อนๆ ได้นะคะ

    Highlight ของชั้นนี้อยู่ที่สระว่ายน้ำที่ยาวถึง 35 ม. ให้ว่ายออกกำลังกายเต็มที่เลยค่ะ และนอกจากนี้ยังมีมุมสำหรับ Swim Jet, Pool Bed และมุมนวดตัวด้วยน้ำ อย่าง Canon Jet (นวดคอและบ่า), Jacuzzi Jet (นวดหลังและขา) รวมไปถึงทางเดิน Leg Massage อีกด้วยค่ะ

    มุมสวนนั้นทางโครงการจะจัดชุดโซฟาล้อมสวน เน้นให้ชมวิวภายนอกทั้ง 3 มุม ทิศเหนือ ตะวันตกและใต้ เต็มๆ

    เข้ามาที่โซน Indoor เริ่มจาก Sky Gym ตกแต่งเป็นโทนมืดขรึมนะคะ ภายในจากใน Perspective เห็นวางเครื่องออกกำลังกายให้เยอะเลยนะ และมีมุมสำหรับ Weight Training ครบ

    ปิดท้ายด้วย Sky Chamber ห้อง Lounge ฝ้าเพดานสูงพร้อมกระจกแบบ Full Height ไปเลย ห้องนี้จัดเป็นห้องที่ได้วิวสูงสุดของย่านราชเทวีเลยนะคะ ถ้าอาคารเสร็จเมื่อไหร่เรารอไปดูของจริงเลย

    ชั้นพักอาศัย

    ชั้น 9

    สำหรับชั้นนี้ในส่วนห้องพักอาศัยจะมีน้อยกว่าชั้น Typical Floor Plan นะคะ โดยมีจำนวนยูนิตที่ 15 ยูนิตเท่านั้น จุดเด่นของห้องชั้นนี้คือ ห้องฝั่งทิศเหนือที่หันไปทางสวน สำหรับใครที่ไม่ได้เน้นเลือกวิวมุมสูง แต่ชอบบรรยากาศสีเขียวก็ตอบโจทย์นะคะ ส่วนเรื่องความเป็นส่วนตัวอาจจะน้อยกว่าอีกฝั่งหน่อย แต่เรามองว่าชั้นนี้ก็ไม่น่าจะคึกคักขนาดนั้น เนื่องจากเป็นส่วนให้มาเดินเล่นสูดอากาศมากกว่า ซึ่งไม่เหมือนกับชั้นเป็นสระว่ายน้ำ เพราะส่วนใหญ่คนมาเล่นก็มักจะมีการพูดคุย เล่นน้ำกัน

    ชั้น 10-31

    ชั้นนี้เป็นชั้น Typical Floor Plan ซึ่งมีจำนวนยูนิตอยู่ที่ 22 ยูนิต ลักษณะการวางผังเป็นรูปตัว L โดยวาง Core ลิฟต์อยู่ตรงกลาง ทำให้ห้องแต่ละปีกอาคารเดินได้สะดวก ไม่มีฝั่งไหนไกลเกินไป ส่วนอัตราส่วนลิฟต์ที่นี่จะอยู่ที่ 146 : 1 ถือว่าค่อนข้างหนาแน่นนะคะ และโดยเฉพาะโครงการระดับ Super Luxury แล้วเราว่าจริงๆ น่าจะให้ลิฟต์มาเพิ่มอีกหน่อยเพื่อลดความหนาแน่น หรือเวลาการรอลิฟต์ลงไป

    สำหรับตำแหน่งของห้องที่น่าสนใจก็มี ห้อง 06, 07, 08 ที่ฝั่งตรงข้ามไม่ได้เป็นห้องเพื่อนบ้าน ความรู้สึกจะกึ่งๆ เหมือนได้ Single Corridor แม้จะไม่ใช่นะคะ ส่วนห้องที่ได้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นมาหน่อย โดยมีผนังฝั่งนึงไม่ติดกับเพื่อนบ้าน 01, 05, 06, 14, 15, 22 และห้องมุมอาคารทุกห้อง

    ชั้น 32-46

    สำหรับชั้นนี้จะแตกต่างกับ Typical Floor Plan เล็กน้อยเท่านั้นค่ะ คือบริเวณห้องมุมอาคารฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่ปรับจากห้อง 2 Bedroom และ 1 Bedroom เป็นห้อง 3 Bedroom 1 ห้องแทน

    ชั้น 47-49

    สำหรับชั้นนี้ยกชั้นจะเป็นห้อง Duplex ความสูง 5.8 ม.ทั้งหมด ซึ่งแบ่งเป็นห้อง 1 Bedroom Duplex และ 2 Bedroom Duplex นะคะ

    สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

    • ชั้น 1

    • Lobby Lounge 2 จุด (พิมาน Lounge, มยุรา Lounge)
    • Courtyard
    • สวนเทวี

  • ชั้น 9
    • Gym
    • สวนหย่อม

  • ชั้น 50 + ชั้นลอย
    • สระว่ายน้ำระบบเกลือ ยาว 35 เมตร (The Sky Pool)
    • สวนหย่อม (The Sky Garden)
    • ห้องสมุด (The Sky Library)
    • Gym (The Sky Gym)
    • Sky Lounge (The Sky Chamber)

  • ลิฟต์โดยสาร 6 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์โครงการ 146 :  1
  • Service Lift 1 ตัว
  • ที่จอดรถประมาณ 449 คัน คิดเป็น 51% ไม่รวมซ้อนคัน (รูปแบบ Conventional ทั้งหมด)
  • ระบบรักษาความปลอดภัยในโครงการ Key Card
  •  


    Product Walkthrough

    สำหรับตัวห้องของโครงการนี้มีตั้งแต่ห้อง 1 Bedroom – 3 Bedroom และห้อง Duplex แบบทั้ง 1 – 2 Bedroom เลยค่ะ แต่น้ำหนักจะเป็นห้อง 1 Bedroom เป็นส่วนใหญ่นะคะ สำหรับตัวห้องที่นี่จะมีการออกแบบที่น่าสนใจอยู่ 2 รูปแบบด้วยกันค่ะ

    1. ห้อง Interlock 

    ซึ่งถ้าใครติดตาม AP มาตลอดจะเห็นว่าทาง AP มีการทำห้อง Interlock มานานแล้วนะคะ ซึ่งข้อดีของห้องแบบนี้คือทำให้ได้หน้าห้องที่กว้างมากขึ้น และการจัดพื้นที่ใช้สอยเป็นสัดส่วนลงตัวมากขึ้นค่ะ

    ถ้าเราสังเกตจากภาพห้องด้านบน จุดที่ Interlock กันคือพื้นที่ครัวของห้อง 2 Bedroom และ Common Area ของห้อง 1 Bedroom ข้อดีสำหรับห้อง 2 Bedroom คือได้พื้นที่ครัวที่เป็นสัดส่วนจะกั้นเป็นครัวปิดเพิ่มได้ ในขณะที่ห้อง 1 Bedroom ได้ประโยชน์ตรงที่ได้พื้นที่ Common Area กว้างมากขึ้น จะจัดสรรให้เป็นโซนพื้นที่นั่งเล่น รับประทานอาหาร ได้เป็นสัดส่วนและทุกฟังก์ชันจะได้วิว+แสงสว่างภายนอกเข้าถึงได้ด้วย

    2. ห้องแบบ Window Corner View

    อันนี้ถือเป็น Highlight การออกแบบห้องของโครงการนี้อีกจุดหนึ่งเลยนะคะ ถ้าดูจากรูป Typical Floor Plan จะเห็นชัดว่าห้องที่เป็น Window Corner View มีการยื่นออกมาจากตัวอาคารหลักเล็กน้อยและได้กระจกเข้ามุม ทำให้ห้องนอนของห้องนั้นได้วิวแบบเต็มที่ถึง 3 ฝั่ง ไม่จำเป็นต้องซื้อห้องมุมอาคารอย่างเดียวอีกต่อไป

    สำหรับห้องตัวอย่างที่เราจะพาไปดูกันในวันนี้มีทั้งหมด 2 ห้องหลักคือห้อง 1 Bedroom ขนาด 35 ตร.ม. และห้อง 2 Bedroom ขนาด 66 ตร.ม. และมีเก็บภาพมาให้ดูคร่าวๆ กันอีก 1 ห้อง คือ Duplex 2 Bedroom ขนาด 65 ตร.ม. ค่ะ

    โดยเริ่มต้นที่ห้องที่มีจำนวนยูนิตมากที่สุดก็คือ 1 Bedroom ขนาด 35 ตร.ม. กัน จุดเด่นของห้องนี้ที่น่าสนใจและเราชอบมี 2 จุดด้วยกันคือ

    1. ห้อง Interlock ทำให้ได้ห้องครัวปิดเป็นสัดส่วน และห้องที่มีหน้ากว้างรวม 7.5 ม. โดยความรู้สึกเข้าไปภายในห้องจริงอาจจะไม่ได้ดูกว้างขว้างมากนะคะ เพราะมีด้านนึงทำเป็นครัวไปแล้ว แต่ข้อดีของหน้ากว้างห้องนี้คือทำให้พื้นที่ Common Area มีความกว้างพอที่จะวางโต๊ะรับประทานอาหาร 4 ที่นั่ง + ทางเดินได้ ต้องนึกถึงว่าห้อง 35 ตร.ม. หลายโครงการบางทีวางโต๊ะขนาด 2 ที่นั่งได้เท่านั้นนะคะ อันนี้ก็จะตอบโจทย์กว่า

    2. ระเบียงแบบ Double Skin หรือระเบียงที่สามารถปรับการใช้งานให้เป็นได้ทั้งแบบ Indoor และ Outdoor ซึ่งข้อดีคือเราสามารถเลือกใช้งานตามความเหมาะสมได้ เช่นต้องการพื้นที่ใช้สอยภายในเพิ่มขึ้นก็ทำเป็น Indoor หรือหากต้องการตากผ้าซักล้างต่างๆ ก็ปรับให้เป็น Outdoor แทนได้

    ส่วนอื่นๆ โดยรวมการวางฟังก์ชันถือว่าลงตัวดีค่ะ และค่อนข้างให้ความสำคัญกับห้องนอนนะคะ สังเกตจากขนาดพื้นที่ของห้องนอนถือว่าใหญ่ประมาณเกือบครึ่งนึงของพื้นที่ห้องทั้งหมดได้ วางเตียง 6 ฟุตได้ และมีทางเข้าห้องน้ำจากห้องนอน เรียกว่าเป็น Master Bedroom แบบครบสูตร

    ส่วนห้องน้ำที่นี่มีความพิเศษอยู่ค่ะ คือเป็นห้องน้ำแบบสำเร็จรูป ที่แบรนด์ The Address นำมาใช้เป็นครั้งแรก เราเชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าห้องน้ำสำเร็จรูปดีและแตกต่างจากห้องน้ำแบบ Conventional ทั่วไปอย่างไร เราแนะนำให้คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมตามลิ้งค์นี้เลย เพราะทีมเราพึ่งทำบทความเจาะลึกกันไปเองค่ะ (คลิกที่นี่)

    เรามาดูรายละเอียดและบรรยากาศห้องตัวอย่างกันเลยค่ะ เริ่มต้นที่หน้าห้องประตูที่นี่ใช้บานใหญ่สูง Oversize ปิดผิวด้วยลามิเนต และมีการเซาะร่องตามที่เห็นในห้องตัวเองเลยค่ะ นอกจากนี้ก็ให้ Digital Door Lock จาก Yale มาด้วย โดยฟังก์ชันการใช้งานจะรองรับทั้ง Keycard, Password, กุญแจ และเพิ่มเติมคือ Finger Scan ซึ่งฟังก์ชันนี้เราชอบมากเพราะเป็นคนขี้เกียจพกบัตร พกกุญแจรุงรัง และเผลอๆ ลืมรหัสผ่านอีก ใช้นิ้วสแกนเลยจบ

    ขอ Mention นิดนึงว่า Digital Door Lock ให้ห้องจริงลูกค้าอาจจะไม่ได้ยี่ห้อนี้ รุ่นนี้นะคะ เพราะวันที่เราไปโครงการทาง Sale บอกว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นการปรับให้เป็นรุ่นที่ดีกว่าก็ได้ เพราะกว่าอาคารจะเสร็จก็ใช้เวลาหลายปี อาจจะมีการพัฒนาอุปกรณ์นี้ขึ้นมาอยู่แล้ว แต่จะไม่ได้สเป็คที่ต่ำกว่านี้แน่นอน

    ส่วนระบบ Home Automation ที่นี่จะมีให้เป็นมาตรฐานโดยจะติดตั้งการใช้งานสำหรับระบบแสงสว่าง และเครื่องปรับอากาศนะคะ ส่วนม่านนั้นมีการเดินระบบรางให้แต่ไม่ได้เชื่อมกับ Home Automation ส่วนนี้ลูกค้าต้องติดตั้งเพิ่มเองค่ะ

    ส่วนพื้นห้องที่นี่เป็นพื้นรูปแบบใหม่ในปีนี้เรียกว่า Hybrid Engineered Wood ซึ่งข้อดีเมื่อลองเทียบกับ Engineering Wood ทั่วไป คือ การกันน้ำได้ดีกว่า กันเชื้อราได้ระดับนึง และเกิดรอยขีดข่วนได้น้อยกว่า เพราะมีเทคโนโลยี Scatch Guard ที่ป้องกันรอยขีดข่วนได้ดีมากขึ้นด้วยค่ะ

    เข้ามาภายในห้องเราจะเป็นส่วน Common Area เชื่อมระหว่างพื้นที่รับประทานอาหารและพื้นที่นั่งเล่น ส่วนฝั่งซ้ายมือของรูปเป็นห้องครัว ฝั่งขวาเป็นห้องน้ำและห้องนอนค่ะ บรรยากาศส่วนนี้เอาความรู้สึกเราว่าโปร่งโล่งอยู่ เพราะได้ฝ้าเพดานสูง 3 ม. และกระจกบานเลื่อนตรงครัวเข้าช่วย แต่ความจริงไม่ได้กว้างโอเวอร์อะไร ลองวัดความกว้างของ Common Area แล้วจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 ม.

    ตำแหน่งของพื้นที่รับประทานอาหารจะติดกับห้องครัวเลยนะคะ อย่างที่บอกไปว่าเราค่อนข้างชอบฟังก์ชันส่วนพื้นที่รับประทานอาหารที่นี่เพราะสามารถจัดได้ขนาดใหญ่รองรับถึง 4 ที่นั่ง ถึงหลายคนจะบอกว่าอยู่ด้วยกันแค่ 1-2 คนเท่านั้นเอง แต่เอาจริงๆ เวลาทำอาหาร วางกับข้าว 1-2 คนก็กินกัน 3-4 จานก็มีนะ และหนึ่งในคนกินแบบนี้ก็คือเราเองค่ะ 555

    ประตูบานเลื่อนกระจกที่กั้นส่วนครัวไว้เป็นกระจกทรงสูง แบ่งเป็น 3 ตอนทำให้ได้พื้นที่ทางเดินที่กว้างมากขึ้น

    ขนาดของห้องครัวนี้วัดเฉพาะตรงพื้นที่ทางเดินจะอยู่ที่ประมาณ 1 x 2 ม. เป็นความกว้างที่ไม่เล็กไป ใช้งานได้สะดวกอยู่ค่ะ ส่วนพื้นจะเป็นพื้นแกรนิตโต้เล่นลายมาตรฐานนะคะ

    ลักษณะการจัดวางตำแหน่งของครัวจะเป็น Pantry รูปตัว I และด้านข้าง Built-in ชั้นพร้อมเหลือช่องว่างไว้สำหรับวางตู้เย็นขนาดกลางๆ ได้ค่ะ

    เราจะมาเจาะลึกการที่ตัว Pantry ครัวที่นี่นะคะ มีหลายอย่างน่าเล่าทีเดียว ในแง่ของวัสดุ โดยจะแบ่งพาร์ทเป็นตัวเคาน์เตอร์และชั้น Built-in ด้านบนนะคะ เพราะที่นี่แยกแบรนด์กันคนละเจ้ากัน เริ่มจากส่วนเคาน์เตอร์จะเป็นชุดครัวจาก Kuppersbusch ยี่ห้อชุดครัวดังจากเยอรมัน โดยสเป็ควัสดุที่ได้เริ่มจาก Top จะเป็นหิน Quartz ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นหินที่มีความแข็งแรงสูง ทำให้เป็นรอยขีดข่วนได้ยาก และด้วยความเป็นหินก็จะสามารถทนความชื้นได้ดีกว่าวัสดุอย่าง Particle เหมาะกับการใช้งานมากกว่า

    ส่วนด้านล่างจะได้เครื่องใช้ไฟฟ้า Built-in คือ Microwave จาก Kuppersbusch แต่จะไม่ได้เครื่องซักผ้านะคะ ทางโครงการจะแค่เตรียมช่องว่าง+เดินงานระบบไว้ให้ โดยขนาดช่องแล้วจะใส่เครื่องซักผ้าแบบฝาหน้าขนาดไม่เกิน 8 กิโลกรัม

    ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าด้านบนก็จะได้เป็นชุด Hob & Hood จาก Kuppersbusch เช่นเดียวกัน โดยเตาเป็นแบบ Induction 2 หัว

    Sink สแตนเลสหลุมเดี่ยวจาก Kupperbusch เช่นกันค่ะ

    ส่วนด้านล่าง Sink มีทำ Built-in ถังขยะไว้ให้ เวลาใช้งานค่อนข้างสะดวก

    ส่วนงาน Built-in ด้านบนทางโครงการเลือกใช้ของ Kohler เพราะมีวัสดุที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทาง Kohler เรียกว่า Karess ซึ่งก็จะเป็นตัววัสดุที่กรุหน้าบานที่ใช้เป็นอลูมิเนียม ลักษณะจะคล้ายกับ Aluminium Composite ที่เรารู้จักกัน แต่เพิ่ม Option โดยใช้ Coating ด้วยนาโน ฟูลออไรท์ โพลิเมอร์ ซึ่งสารนี้จะช่วยให้สามารถกันน้ำและน้ำมันได้ จึงค่อนข้างเหมาะกับการใช้งานในครัวดีค่ะ

    ซูมดู Texture และลวดลายวัสดุจะเป็นเหมือนอลูมิเนียมทั่วไป + โทนสี Copper หน่อยๆ

    เรามาดู Built-in ด้านในนอกจากจะมีชั้นวางของทั่วไปแล้วก็มีทำชั้นวางแบบมีโช้คให้ดึงลงมาใช้งานได้สะดวก

    ส่วนที่เป็นดีเทลการออกแบบที่น่าสนใจและเรายังไม่ค่อยจะเห็นที่ไหนก็คือตรง Back Splash ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแผ่นวัสดุต่างๆ ไม่ว่างจะเป็นกระเบื้อง กระจก หิน แต่ที่นี่เพิ่มฟังก์ชันการใช้งานโดยมี Built-in ชั้นวางของด้านในให้วางซอสเครื่องปรุงต่างๆ ได้ และมีบานเลื่อนที่ปิดผิวด้วย Karess ไว้ทำเป็น Back Splash ช่วงที่เรากำลังใช้เตาทำอาหารได้

    ติดกันที่อธิบายไปคือตำแหน่งวางตู้เย็นนะคะ ซึ่งทางโครงการจะ Built-in ชั้นเก็บของด้านบนไว้ให้

    ถัดมาเป็นพื้นที่นั่งเล่นที่เชื่อมกับพื้นที่รับประทานอาหาร มุมนี้วางโซฟาขนาด 2 ที่นั่งหรือ Love Seat กำลังดี มีความกว้างที่พอจะวางโต๊ะกลางขนาดกะทัดรัดได้ ส่วนระยะทีวีจะอยู่ที่ประมาณ 2.2 ม. นะคะ ก็จะเหมาะกับการติดตั้งทีวีขนาดประมาณ 40″-42″ ซึ่งเป็นขนาดที่พอดีกับระยะสายตาค่ะ

    สุดทางเป็นส่วนระเบียง โดยกั้นด้วยประตูบานเลื่อนกระจกทรงสูงเปิดได้ทั้งหมด 3 ตอน

    อย่างที่เราเล่าไว้ด้านบนว่าความพิเศษของระเบียงนี้คือการทำเป็น Double Skin สามารถใช้พื้นที่เป็นได้ทั้ง Indoor หรือ Outdoor เพียงเปิด-ปิดหน้าต่างด้านนอกเท่านั้นค่ะ ซึ่งทางโครงการก็จะมีการทำรั้วกันตกไว้ให้อีกชั้นเรียบร้อยดูปลอยภัย แต่ระดับนี้ถ้าได้เป็นราวกันตกแบบกระจก Temper จะดีมากๆ

    ขนาดของพื้นที่ระเบียงอยู่ที่ 0.9 x 1.95 ม. เป็นขนาดที่สามารถจะมาใช้งานได้นะคะ ไม่เล็กจนเกินไป

    ฝั่งด้านข้างระเบียงมุมที่ติดกับพื้นที่ Compressor Air (CDU) กั้นด้วยประตูบานเปิดกระจกขุ่น ซึ่งตัวบานจะมีน้ำหนักและหนามากกว่าประตูกระจกบานอื่นๆ นะคะ เพราะต้องเน้นใช้กันเสียงจาก CDU แอร์ด้วย และกระจกขุ่นก็ช่วยบังสายตาไว้ได้ + ได้แสงเข้ามาอีกหน่อย

    บรรยากาศส่วนที่วาง CDU แอร์ให้มาขนาดใหญ่อยู่เหมือนกันนะ พอวาง CDU แอร์ไปแล้วก็มีพื้นที่เหลือให้วางอุปกรณ์ทำความสะอาดห้องด้านล่าง CDU ได้เหมือนกัน และมีการทำ Skin ด้านนอกด้วยระแนงช่วยบังสายตาจากคนนอกได้ระดับนึงด้วย

    เดี๋ยวเรามาดูโซน Private ของห้องนี้กันต่อนะคะ ก็คือห้องน้ำและห้องนอน

    เริ่มต้นที่ห้องน้ำของห้องนี้จะมีเพียง 1 ห้องนะคะ แต่โครงการก็ออกแบบมาเผื่อให้สามารถเข้าใช้งานได้เลยทั้ง 2 ทาง คือจากส่วนห้องนอนและ Common Area เลย ดังนั้นข้อดีคือได้ความสะดวกสบายมากขึ้นอยู่ตรงไหนของห้องก็เข้าถึงได้ง่าย และแขกที่มาห้องก็สามารถเข้าห้องน้ำได้โดยไม่ต้องผ่านมาทางห้องนอนซึ่งหลายคนมองว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวอีกด้วยค่ะ

    ทั้งนี้การมีทางเข้า 2 ทางก็มีข้อจำกัดอย่างเดียวที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงของผู้ออกแบบคือขนาดของห้องน้ำต้องมีพื้นที่มากพอสำหรับระยะสวิงของบานประตูทั้ง 2 ฝั่งเท่านั้นค่ะ ถ้าพื้นที่มากพอก็ใช้งานได้สบายๆ

    อย่างที่เราบอกไปตอนต้นแล้วว่าห้องน้ำโครงการนี้ใช้เป็นห้องน้ำแบบสำเร็จรูปนะคะ ถ้าใครลองคลิกไปอ่านบทความที่เราได้แนบลิ้งค์ไปแล้วก็จะเข้าใจข้อจำกัดของห้องน้ำชนิดนี้ที่มีอยู่อย่างเดียวที่แตกต่างจาก Conventional คือ ความสูงของขอบห้องน้ำที่จะสูงกว่า ซึ่งจริงๆ พอใช้งานจริงเราเห็นว่าไม่ได้ลำบากอะไรนะคะ แค่จะเรียบเสมอพื้นห้องหรือจะระดับพื้นต่ำกว่าไม่ได้เท่านั้นเองค่ะ

    สำหรับข้อดีของห้องน้ำแบบนี้มีหลายข้อทีเดียวนะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีการพัฒนาโปรดักส์มาถึงจุดที่กลบข้อจำกัดตัวเองมาพอสมควรแล้วค่ะ ยกตัวอย่างจุดเด่นเลยคือ 1. ความเนี้ยบเพราะผลิตจากโรงงาน 2.ไม่มีปัญหาการรั่วซึมของน้ำลงไปยังฝ้าเพดานด้านล่าง 3.ความสวยงามเทียบเท่ากับห้องน้ำแบบ Conventional แล้ว ลบภาพห้องน้ำพลาสติกในใจไปได้เลย

    บรรยากาศภายในห้องน้ำแยกโซนเปียก-แห้งไว้ชัดเจนเป็นสัดส่วนโดยกั้นด้วยฉากกั้นกระจก Tempered ค่ะ

    ชุดสุขภัณฑ์ต่างๆ จะเป็นของ TOTO และชุดก็อกน้ำใช้ของ Grohe นะคะ อย่างอ่างล้างมือนี้ก็จะเป็น TOTO และด้านล่างมี Built-in ชั้นวางของให้ซึ่งภายในตรงนี้มีการติดตั้งระบบเครื่องทำน้ำร้อนไว้ให้เรียบร้อยค่ะ

    โถสุขภัณฑ์เป็น TOTO Washlet ที่ฝาโถสามารถเปิดอัตโนมัติเมื่อเราเดินเข้ามาใกล้ได้เลยค่ะ

    มาพร้อมกับรีโมทด้านข้างให้เราสามารถควบคุมการใช้งานได้สะดวกสบาย

    ถัดมาที่โซนเปียกมีขนาดพื้นที่ประมาณ 0.9 x 0.9 ตร.ม. ถือเป็นขนาดที่กำลังดีในการอาบน้ำค่ะ

    ฝักบัวที่ได้จะได้ทั้ง 2 รูปแบบคือ Rain Shower และ Hand Shower จาก Grohe พร้อมระบบ Thermostat ที่เราสามารถควบคุมอุณหภูมิเองได้ตามความชอบ

    บริเวณใกล้ช่อง Service จะมีพื้นที่ด้านข้างเล็กน้อย ส่วนนี้เราแนะนำให้ติดตั้งชั้นวางของได้นะคะ จะได้มีพื้นที่สำหรับวางครีมอาบน้ำ แชมพู ต่างๆ ได้

    เข้ามาภายในห้องนอนกันต่อ ภายในห้องนอนบรรยากาศถือว่าโปร่งระดับนึงนะ เพราะได้ฝ้าเพดานสูง + ชุดหน้าต่างขนาดใหญ่อยู่ค่ะ ส่วนการจัดวางเฟอร์นิเจอร์จะวางได้พอดีๆ นะคะ ไม่แน่นมาก โดยอิงจากห้องตัวอย่างเป็นหลัก ขนาดเตียงที่ใช้คือ 5 ฟุต มีพื้นที่ให้เดินรอบเตียงได้ ถ้าใครชอบเตียงใหญ่จะวาง 6 ฟุตก็ได้แต่พื้นที่รอบเตียงฝั่งที่ติดกับหน้าต่างจะแคบ เดินยากอยู่ค่ะ แต่ถ้าไม่ซีเรียสก็ขึ้น-ลงเตียงโดยใช้ทางเดินฝั่งข้างตู้เสื้อผ้าแทนก็ได้นะ

    ตำแหน่งของตู้เสื้อผ้าข้างเตียง จะวางตามห้องตัวอย่างหรือวางติดผนังด้านขวาแทนก็ได้ค่ะ ซึ่งถ้าเลือกว่าติดผนังฝั่งขวาก็จะทำให้วางเตียงขนาด 6 ฟุต + พื้นที่ทางเดินรอบเตียงได้นะ ส่วนตู้เสื้อผ้านี้ทางโครงการไม่ได้ให้มานะคะ ของที่ได้ตามมาตรฐานจะมีเฉพาะเคาน์เตอร์ครัวและห้องน้ำเท่านั้น

    มาดูห้อง 2 Bedroom ขนาด 65 ตร.ม.กันต่อเลย ห้องนี้จะเหมาะสำหรับครอบครัวขนาดเล็กอยู่สบายๆ นะคะ โดยตัวห้องนี้ก็จะเป็นห้อง Interlock ส่วนครัวเช่นเดียวกันกับห้อง 1 Bedroom Type 35 ตร.ม. ข้อดีคือได้ครัวเป็นสัดส่วน จะต่อเติมประตูบานเลื่อนกระจกเพื่อทำเป็นครัวปิดเองได้

    สิ่งที่เราชอบสำหรับแปลนนี้คือการจัดฟังก์ชันแยกโซนชัดเจนเป็นสัดส่วน ใครที่ชอบการกั้นพื้นที่ชัดเจน ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่าก็จะชอบเลย โดยรูปแบบจะแยกเป็น 2 โซนหลักคือ พื้นที่ Common Area และโซน Private (ห้องนอนทั้ง 2 ห้อง) สำหรับห้องนอนใหญ่จะมี Highlight พิเศษคือได้ห้องน้ำในตัวที่ตรง Bathtub เป็นมุมอาคารพอดี ได้วิวมุมกว้าง ซึ่งถ้าใครสนใจห้องนี้เราแนะนำให้เลือกชั้นสูงๆ ไปเลย จะได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเวลานอนแช่น้ำชมวิว

    เข้ามาดูบรรยากาศภายในห้องกันต่อ โดยรวมแล้วสเป็คของวัสดุจะเหมือนกับห้อง 1 Bedroom นะคะ แต่จะเพิ่มเติมเป็นพิเศษให้คือเครื่องปรับอากาศที่ได้เป็น Conceal Type และส่วนพื้นห้องบริเวณพื้นที่รับประทานอาหารจะแตกต่างหน่อยคือเป็นพื้นกระเบื้องแทน ซึ่งก็เหมาะกับการใช้งานมากขึ้น ทำความสะอาดง่ายและทนต่อน้ำ ความชื้นต่างๆ

    สำหรับมุมนี้ระหว่างพื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่รับประทานอาหาร หากใครซีเรียสเรื่องกลิ่นอาหารที่จะเข้าไปส่วนนั่งเล่น สามารถทำประตูบานเลื่อนกระจกคั่นเพิ่มเติมได้นะคะ ก็จะได้ความเป็นสัดส่วนมากขึ้นไปในตัวด้วย แต่เรื่องความโปร่งโล่งของพื้นที่ก็จะลดลงหน่อย

    ในขณะเดียวกันถ้าไม่ได้อยากกั้นพื้นที่ระหว่างพื้นที่รับประทานอาหารและพื้นที่นั่งเล่น แต่อยากได้ครัวปิดเหมือนกันก็สามารถกั้นประตูบานเลื่อนกระจกฝั่งนี้แทนได้ค่ะ

    สำหรับชุดครัวของห้องนี้จะใช้สเป็คเดียวกับห้อง 1 Bedroom นะคะ ขนาดของเคาน์เตอร์ก็พอๆ กันเลย แต่จะได้พื้นที่ด้านข้างสำหรับวางตู้เย็นกว้างมากขึ้น สามารถวางตู้เย็นขนาด Side by Side ได้เลย

    พื้นที่รับประทานอาหารเรียกว่าจัดพื้นที่มาได้เหมาะสมตอบโจทย์การใช้งานจริง เพราะด้วยพื้นที่แล้วสามารถรองรับโต๊ะขนาด 6 ที่นั่งได้เลย

    ส่วนพื้นที่นั่งเล่นจะเซตให้เข้าไปด้านในได้ความเป็นสัดส่วน ไม่ใช่พื้นที่ที่คนต้องเดินผ่านตัดหน้าทีวี  ส่วนทางเดินจะอยู่ด้านข้างยาวเชื่อมไปยังโซน Private ด้านใน โดยตั้งแต่มุมนี้เป็นต้นไปพื้นจะใช้เป็น Hybrid Engineered Wood

    สำหรับโซนพื้นที่นั่งเล่นมีขนาดรองรับชุดโซฟาขนาด 3 ที่นั่งได้กำลังดี พร้อมวางโต๊ะกลางขนาดกลางๆ ได้ ระยะทีวีตรงนี้จะอยู่ที่ 2.4 ม. ขนาดทีวีที่เหมาะสมกับระยะนี้คือไซส์ 40″-42″ นะคะ

    ติดกับพื้นที่นั่งเล่นเป็นระเบียงนั่งเล่น ที่ทำไว้สำหรับออกมานั่งเล่น ไม่ได้ไว้ใช้สำหรับซักล้างในพื้นที่เดียวกันนะคะ สำหรับระเบียงซักล้างจะแยกส่วนไว้อีกโซนแทน ซึ่งทำให้เราสามารถใช้พื้นที่ระเบียงนี้ออกมานั่งเล่น ชมวิวได้เต็มที่เลย ราวกันตกก็ให้เป็นกระจก Tempered ได้วิวที่กว้างมากขึ้นกว่าราวกันตกแบบราวเหล็ก

    ถัดมาที่โซน Private ผ่าน Corridor มุมนี้มีความกว้างประมาณ 1 ม. ก็เป็นทางเดินที่เดินได้สบายๆ ฝั่งซ้ายมือจะเป็นห้องน้ำรวมและห้องนอนเล็ก ตรงไปสุดเป็นโซนซักล้าง และห้องฝั่งขวามือคือห้อง Master Bedroom ค่ะ

    เรามาดูห้องน้ำรวม โดยห้องนี้ออกแบบให้เป็น Double Access เข้าได้ทั้งจากส่วน Common Area และห้องนอนเล็ก

    การจัดวางโซนเปียก-แห้ง รวมไปถึงสเป็คที่ใช้จะเหมือนกับห้อง 1 Bedroom เลยค่ะ โดยสุขภัณฑ์ใช้เป็น TOTO, โถสุขภัณฑ์เป็น TOTO Washlet อัตโนมัติเต็มรูปแบบ และก็อกน้ำทั้งหมดจาก Grohe 

    ถัดมาในส่วนห้องนอนเล็ก ห้องนี้สามารถวางเตียงขนาด 3.5 ฟุตกำลังพอดีนะคะ เพราะต้องมีด้านข้างไว้ Built-in ตู้เสื้อผ้าด้วย แต่ข้อดีของห้องนี้คือเป็นห้องมุมอาคารจึงทำให้ห้องนอนเล็กที่อยู่ด้านในได้ช่องหน้าต่าง ชมวิวและแสงธรรมชาติเข้าถึงได้

    ถัดมาที่ส่วนระเบียงซักล้างนั้นจะปิดด้วยประตูบานเปิดคู่ บังสายตาส่วน Service ได้ดีค่ะ

    ภายในปูพื้นด้วยพื้นกระเบื้องเพื่อให้เหมาะกับการใช้งาน

    ภายในแบ่งออกเป็น 2 โซนนะคะ คือโซน Indoor ส่วนนี้เอาไว้สำหรับเป็นพื้นที่เก็บของ หรือเป็นพื้นที่รีดผ้าต่างๆ ได้ หากจะตากผ้าก็ต้องเปิดประตูบานเลื่อนไว้ และปิดประตูบานเปิดคู่ด้านหน้าเพื่อไม่ให้แอร์ออก เพราะส่วน Outdoor นั้นจะไม่ได้ออกแบบไว้ใช้งานแต่จะไว้สำหรับวาง CDU แอร์แทน

    ส่วนด้านข้างสามารถทำ Built-in เป็นชั้นเก็บของและวางเครื่องซักผ้าได้ เพราะตรงนี้ทางโครงการจะเดินท่อและไฟมาให้สำหรับวางเครื่องซักผ้าอยู่แล้วค่ะ

    เข้ามาในห้อง Master Bedroom จะแยกเป็น 2 โซนด้วยกันคือห้องน้ำ และห้องนอน

    โดยส่วนพื้นที่เตียงนอนมีขนาดสามารถวางเตียง 6 ฟุตได้สบายเลยค่ะ

    ส่วนหน้าต่างของห้องนี้จะได้บานใหญ่เริ่มตั้งแต่พื้นจนเกือบถึงฝ้าเพดานบนสุดเลย ก็จะได้เปรียบเรื่องวิวและความโปร่งโล่ง

    อีกฝั่งหนึ่งเป็นพื้นที่ตู้เสื้อผ้าขนาดจัดว่าไม่ได้ใหญ่มากนะคะ ถ้าจะทำเพิ่มก็แนะนำให้ติดตั้งเพิ่มอีกฝั่งของประตูยังมีพื้นที่ให้ Built-in ได้เล็กน้อย

    เข้ามาดูส่วน Highlight ของห้อง Type นี้กัน ก็คือห้องน้ำในห้องนอนใหญ่นี่เองค่ะ เพราะตรงโซนพื้นที่อาบน้ำ+อ่างอาบน้ำทำเป็นกระจกเข้ามุมให้ค่ะ ส่วนสุขภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษคือ อ่างอาบน้ำ จาก TOTO ความยาว 1.5 ม. ให้นั่งเยียดแช่สบายๆ ค่ะ

    ปิดท้ายด้วยวิวจากอ่างอาบน้ำที่ได้ถึง 3 ทิศเลยค่ะ

    **รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะคะ

    ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 8 May 2019

    • รายละเอียดราคายังไม่ออกเป็นทางการ โดยทางโครงการจะมี Pre-Sale ในวันที่ 8-9 มิถุนายนนี้ค่ะ ส่วนราคาที่ผู้อ่านสามารถคำนวนงบประมาณตัวเองคร่าวได้คือ ราคาเฉลี่ยต่อตร.ม.โครงการนี้จะอยู่ที่ 230,000 บาท นะคะ

    • Fully Fitted
    • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน 3 เมตร
    • Kitchen & Sink / ท๊อปหิน Quartz / ของยี่ห้อ Kupperbusch
    • Hob & Hood + Microwave/ ของยี่ห้อ Kupperbusch
    • สุขภัณฑ์จาก TOTO + Grohe
    • Digital Door Lock
    • จอง n/a บาท
    • ทำสัญญา n/a บาท
    • ดาวน์ n/a% ผ่อนดาวน์ n/a งวด
    • ค่ากองทุน n/a บาท/ตร.ม.
    • ค่าส่วนกลาง n/a บาท/ตร.ม./เดือน

    **ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ


    เจาะลึกรวบยอด

    ทำเล : โครงการ The Address สยาม-ราชเทวี ตั้งอยู่ในย่านราชเทวี ใกล้แยกราชเทวีเพียง 100 ม. และห่างจาก BTS ราชเทวี 150 ม. (นับจากถนนทางเข้าโครงการ) ซึ่งต้องบอกทำเลนี้จัดเป็นทำเลที่ฮอตฮิตเสมอสำหรับคอนโดมิเนียม หลายคนเลือกซื้อคอนโดในย่านนี้เนื่องจากเป็นย่านที่ “ใกล้สยาม” ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และความคึกคักสูงสุดใจกลางเมือง นอกจากนี้ทำเลนี้ยังอยู่ใกล้กับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง เตรียมอุดมศึกษา และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังไม่รวมถึงเป็นทำเลที่ใกล้ย่านพญาไท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งย่านที่มีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่มากมายค่ะ

    เรื่องความอุดมสมบูรณ์ในย่านนี้และในละแวกเรียกว่าจัดเต็มครบครัน และมีทั้งรูปแบบเช้า ไปจนถึงดึกเลยค่ะ ซึ่งโซนความอุดมสมบูรณ์เราแบ่งออกเป็น 3 โซนด้วยกันคือ ราชเทวี-พญาไท, สยาม และประตูน้ำ

    การเดินทางโดยใช้รถ : ด้วยตัวทำเลที่อยู่ติดถนนเพชรบุรีและอยู่ฝั่งที่มุ่งหน้าไปทางถนนพระราม 6 การเดินทางจะตอบโจทย์สำหรับคนที่เน้นใช้ทางด่วนศรีรัชมากกว่าคอนโดอีกฝั่งระดับนึง เพราะไม่ต้องไปรอติดไฟแดงตรงแยกราชเทวีอีก และอีกข้อดีคือในฝั่งนี้มีซอยย่อยที่ใช้ลัดเลาะไปถนนบรรทัดทองและพญาไทได้ เป็นตัวเลือกรองลงมาหากถนนเพชรบุรีค่อนข้างติด

    ส่วนเรื่องที่จอดรถที่นี่ให้มา 51% ไม่รวมซ้อนคัน ซึ่งเรามองว่าโครงการระดับ Super Luxury น่าจะได้ที่จอดรถที่มากกว่านี้อีก เพราะหากมองในแง่กลุ่มลูกค้าที่ซื้อโครงการระดับ Segment นี้น่าจะมีรถยนต์ส่วนตัวกันทุกคนและชอบใช้รถยนต์มากกว่าการเดินทางด้วยรถสาธารณะ แต่หากมองในแง่ของตัวเลือกการเดินทางวิธีอื่นๆ ก็น่าจะหักล้างกันได้บ้าง เพราะโครงการนี้เรียกรถสาธารณะง่าย และใกล้ BTS ด้วย

    การเดินทางโดยไม่ใช้รถ : สำหรับใครที่ไม่ใช้รถ ถือว่าเหมาะกับโครงการนี้นะคะ อย่างที่บอกว่าใกล้ BTS ถนนหน้าทางเข้าโครงการก็ติดถนนใหญ่ จะเรียกรถแท็กซี่ หรือวินมอเตอร์ไซค์ก็ไม่เปลี่ยวไป และไม่ยากด้วย

    วัสดุ : เรื่องวัสดุเมื่อเทียบกับราคา เรามองว่าทางโครงการจัดมาให้ค่อนข้างดี คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายอยู่ค่ะ โดยรูปแบบการขายที่นี่จะเป็น Fully Fitted ซึ่งสิ่งที่ได้จะมีชุดครัว จาก Kohler รุ่น Karess ที่มีเทคโนโลยีกันน้ำ+น้ำมันได้ และ Kupperbusch ชุดครัวแบรนด์ดังจากเยอรมัน, ห้องน้ำสำเร็จรูป ที่ภายในได้สุขภัณฑ์เป็น TOTO และ Grohe โดยส่วนโถสุขภัณฑ์จะเป็น TOTO Washlet อัตโนมัติเต็มรูปแบบ คือเดินไปใกล้โถก็เปิดเองได้อัตโนมัติค่ะ

    ส่วนอื่นๆ ที่ชอบก็จะเป็นฝ้าเพดานสูง 3 ม. (แบบ Simplex) ทำให้บรรยากาศในห้องโปร่งโล่ง พื้นห้องที่ใช้ Hybrid Engineered Wood และได้ Home Automation + Digital Door Lock เป็นมาตรฐาน

    การออกแบบ : สำหรับเราโครงการนี้นอกจากเรื่องราคาไม่เปิดมาไม่แรงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านแล้ว Highlight อีกอย่างคืออยู่ที่การออกแบบเลย หากใครชอบกลิ่นอายการออกแบบสไตล์ Colonial + Classic ก็จะค่อนข้างชอบโครงการนี้เหมือนเราค่ะ แต่หากใครที่ชอบแนว Modern จ๋า รสนิยมอาจจะไม่ตรงกับโครงการนี้นะ

    ส่วนที่ชอบอื่นๆ ก็จะเป็นการออกแบบห้องพักอาศัยที่มีลูกเล่นอย่าง Interlock ซึ่งช่วยให้การจัดฟังก์ชันภายในห้องลงตัวมากขึ้น หรือจะเป็น Window Corner View ห้องที่มีการยื่นพื้นที่นั่งเล่น หรือ บางห้องเป็นห้องนอนออกมาจากอาคาร ทำให้ได้วิวถึง 3 ทิศด้วยกัน

    สาธารณูปโภค : ที่นี่ให้ Facilities มาครบครันและขนาดค่อนข้างใหญ่นะคะ เป็นไปตามจำนวนยูนิตที่ค่อนข้างเยอะอยู่เหมือนกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 โซนด้วยกันคือ 2 Lounge ชั้น 1 พร้อมสวนด้านหน้า ชั้น 9 เป็นสวนพร้อมห้อง Gym และชั้น Facilities หลักยกให้เป็นชั้นบนสุดของอาคารเพื่อรับวิวที่สูงที่สุดในย่านราชเทวีไปเลย ซึ่งก็มีฟังก์ชันน่าสนใจอย่าง สระว่ายน้ำยาวถึง 35 ม. และ The Sky Chamber เป็น Lounge ไว้นั่งเล่นชมวิวมุมสูงได้ถึง 360 องศาค่ะ


    Judgement

    ด้วยราคาของคอนโดระดับ SUPER LUXURY CLASS คนที่เลือกซื้อส่วนใหญ่ไม่ได้ให้น้ำหนักความคุ้มค่าด้านราคาเป็นปัจจัยหลักเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจซื้อนะคะ แต่ก็ให้น้ำหนักในเรื่องความชอบและความพึงพอใจด้วยเช่นกัน ซึ่งตราบเท่าที่ทางเรายังไม่สามารถวัดค่ามาตรฐานทางอารมณ์ได้ จึงขออนุญาตไม่ให้คะแนนในส่วนนี้ค่ะ

    สำหรับความเห็นของผู้เขียนเองจะอยู่ในช่วงบทสรุปด้านบนนะคะ

    BOTTOM LINE

    โครงการ The Address สยาม-ราชเทวี เหมาะกับคนที่มองหาคอนโดย่านราชเทวี ใกล้สยาม ใกล้ BTS ชอบสไตล์การออกแบบของโครงการโดยเฉพาะ หรือเป็นคนที่มีงบประมาณไม่ต้องถึง 7 ล้านก็สามารถเลือกคอนโดระดับ Super Luxury ได้ (โดยโครงการระดับเดียวกันจำเป็นต้องมีงบเกิน 7 ล้านถึงสามารถซื้อได้นะคะ) อยากได้ห้องที่มีฟังก์ชันลงตัว ทำเป็นครัวปิดได้ หรือชอบห้องนอนที่ได้กระจกถึง 3 ฝั่ง