รีวิวฉบับที่ 1680 … โครงการ Supalai Veranda รามคำแหง คอนโดตัวใหม่ล่าสุดจาก ศุภาลัย เป็นที่จับตามองในย่านรามคำแหงมาตั้งแต่ก่อนเปิดตัวโครงการด้วยซ้ำ ทำเลติดรถไฟฟ้าอนาคตสายสีส้ม MRT สถานีราชมังคลา เดินทางสะดวก ติดถนนหลักเข้า-ออกได้ 2 สาย และใกล้แหล่งความอุดมสมบูรณ์ จัดเต็มพื้นที่ส่วนกลางทั้งในอาคารและดาดฟ้า ห้องพักขนาดใหญ่ เน้นพื้นที่ใช้สอย ให้วัสดุดีขึ้นอัพเกรดมาจากโครงการเวอเรนด้ารุ่นพี่ตัวก่อน ในราคาหยิบจับง่ายเริ่ม 1.89 ล้านบาท จะเป็นอย่างไรเราไปชมกันเลยครับ

Fact @ 12 September 2018

  • Supalai Veranda Ramkhamhaeng (ศุภาลัย เวอเรนด้า รามคำแหง)
  • บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)
  • MAIN CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ในเขต : ถนนรามคำแหง เขตบางกะปิ
  • คอนโด High Rise 1 อาคาร แบ่งเป็น 3 Tower สูง 33 , 35  และ 27 ชั้น จำนวน  2,073 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 28 ยูนิตที่อาคาร C
  • ที่จอดรถประมาณ 1,150 คันคิดเป็น 55% ไม่รวมจอดซ้อนคัน
  • ที่ดินประมาณ 15-1-95.9 ไร่
  • เริ่มก่อสร้าง : กลางปี 2562
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : กลางปี 2565
  • Studio 28 – 30 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.07 ล้านบาท
  • 1 Bedroom 35 – 42 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.52 ล้านบาท
  • 1 Bedroom Plus 42 – 44 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.88 ล้านบาท
  • 2 Bedrooms 59 – 67 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 4.06 ล้านบาท
  • ฝ้าเพดานสูง 2.55 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท (ราคาโปรโมชั่น)
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรทั้งโครงการ 75,000 บาท/ตร.ม.
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่ำสุด-สูงสุด 62,000 – 85,000 บาท/ตร.ม.
  • EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) : ผ่านแล้ว
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • Call Center : 1720

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วครับ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างครับ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.760576, 100.627993

แผนที่จากทางโครงการครับ โครงการตั้งอยู่ระหว่างถนนรามคำแหงและถนนหัวหมาก แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.

โครงการ Supalai Veranda รามคำแหง ตั้งอยู่บนถนนรามคำแหงตอนกลางใกล้กับม.รามคำแหงและบริเวณแยกซอยมหาดไทย โดยถนนเส้นนี้ขึ้นชื่อว่ารถติดมาก ยิ่งในปัจจุบันมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจึงทำให้เราจะยังคงเห็นรถติดหนักอยู่แบบนี้อีกอย่างน้อย 2 – 3 ปี แต่เมื่อโครงการรถไฟฟ้าก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรไปได้เยอะเลยทีเดียวครับ ตัวโครงการตั้งอยู่ติดถนนรามคำแหงฝั่งขาเข้าจึงทำให้สะดวกต่อการเข้าเมืองไปทางถนนประชาอุทิศเชื่อมต่อไปยังถนนพระราม 9 หรือจะมาที่แยกคลองตันเพื่อเลี้ยวขวาไปทางประตูน้ำตามเส้นถนนเพชรบุรีก็สะดวก และถ้าจะไปถนนลาดพร้าวก็สามารถใช้ซอยมหาดไทยที่อยู่ฝั่งตรงข้ามใกล้ๆกับโครงการเป็นซอยลัดโดยไม่ต้องเสียเวลาไปกลับรถก็ยังได้ครับ หรือถ้ากลับรถมาก็สามารถออกนอกเมืองไปทางเกษตร-นวมินทร์ หรือมีนบุรีที่บริเวณแยกบางกะปิก็ได้

นอกจากนี้ตัวโครงการเองยังมีที่ดินเชื่อมต่อกับถนนหัวหมากทางด้านหลังจึงสามารถเข้าออกได้ 2 ทาง โดยถนนหัวหมากเป็นถนนคู่ขนานกับถนนรามคำแหงและเป็นถนนยอดนิยมใช้เป็นเส้นทางเลี่ยงรถติดบนถนนรามคำแหงได้ดี มีซอยเชื่อมต่อระหว่างถนนทั้งสองเส้นได้หลายซอยซึ่งเดิมทีที่ตั้งโครงการเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ปัจจุบันทางศุภาลัยได้ซื้อที่ดินแปลงนี้รวมถึงถนนภาระจำยอมที่เคยเปิดให้ใช้เป็นทางสาธารณะมาแล้วทั้งหมดนั่นเอง ซึ่งการที่มีทางออกที่ถนนหัวหมากเป็นประโยชน์กับโครงการมาก สามารถเชื่อมต่อถนนกรุงเทพกรีฑาเพื่อไปลาดกระบัง หรือจะเชื่อมต่อถนนศรีนครินทร์เพื่อลงใต้มาทางพัฒนาการ อ่อนนุช และสมุทรปราการได้สะดวกครับ

ย่านบางกะปิรามคำแหง มีความโดดเด่นและเป็นเมืองแห่งมหาวิทยาลัย โดยมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ทั้งรามคำแหง และอัสสัมชัญ เรียกได้ว่าเป็น “แคมปัสทาวน์” อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่มีการแข่งขันกีฬารายการใหญ่มีผู้ชมนับแสนคน นับเป็นย่านที่มีศักยภาพสูงมากทีเดียว

ความอุดมสมบูรณ์ของถนนรามคำแหงเรียกได้ว่าคึกคักตลอดสาย เนื่องจากเป็นแหล่งชุมชมที่อยู่อาศัยหนาแน่นทำให้มีร้านค้าร้านอาหารตามใต้ตึกแถวข้างทางใกล้ๆกับโครงการในระยะเดินถึงก็มีพอสมควรครับ โดยเฉพาะบริเวณม.รามคำแหงจะมีตลาดนัดที่เปิดทุกวันตอนเย็นเรียกว่า รามคำแหง Night Market อยู่ห่างจากตัวโครงการแค่เพียง 400 m. เท่านั้น ถือเป็นระยะที่เดินถึงได้สบายๆ ถ้าอยากเดินห้างหรือดูหนังก็สามารถไปที่ Major Hollywood ได้ ส่วน The Mall รามคำแหง ของย่านนี้นั้นได้ถูกทุบทิ้งเพื่อสร้างเป็นโครงการ Mix used Complex แห่งใหม่หลังจากที่เปิดทำการมานานกว่า 34 ปีแล้วกำลังจะแล้วเสร็จในอีกไม่นานครับ และอีกจุดหนึ่งที่จะแนะนำให้ไปที่ The Mall บางกะปิ ก็ได้ครับ มีทั้งโลตัส พันธุ์ทิพย์ แม็คโคร และตลาดบางกะปิให้ได้เลือกซื้อของตามต้องการครบเลยทีเดียว และเนื่องจากตัวโครงการสามารถเข้า-ออกได้จากถนนหัวหมากได้ด้วย จึงมีอีกจุดที่อยากแนะนำคือบริเวณด้านหน้าม.อัสสัมชัญ ตรงนี้จะมีร้านค้าร้านอาหารและแหล่งของกินเยอะแยะเลย สามารถเดินมาทานจากโครงการได้เลยสะดวกมากๆ อีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญของโครงการคืออยู่ติดกับสนามกีฬาใหญ่ๆที่จัดงานการแข่งขันกีฬาบ่อยๆอย่าง Huamark Indoor Stadium และราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งคอกีฬาต้องชอบใจแน่นอนครับ

การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าอย่างที่บอกไปแล้วว่าถนนเส้นนี้กำลังก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมฯ – มีนบุรี) ซึ่งสถานีที่ใกล้ที่สุดคือ MRT สถานีราชมังคลา เรียกได้ว่าอยู่ติดกับที่ดินโครงการเลยครับ แต่ถ้านับระยะห่างจากอาคารแรกของโครงการก็จะมีระยะเดินประมาณ 170 m. เท่านั้นเอง แล้วยังเป็นทางเดินในถนนโครงการซึ่งมีความปลอดภัยกว่าถนนสาธารณะหรือถนนซอยภายนอก โดยโครงการรถไฟฟ้าจะสร้างเสร็จและเปิดใช้บริการประมาณปี 66 ในขณะที่คอนโดจะสร้างเสร็จประมาณกลางปี 65 ซึ่งเป็นทำเลที่ต้องรอรถไฟฟ้าในอนาคตอีกสักระยะหลังจากเข้าอยู่แล้วครับ นอกจากนี้รถไฟฟ้าสายสีส้มยังสามารถ Interchang กับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ที่ MRT สถานี ลำสาลี ที่อยู่ห่างออกไปเพียง 2 สถานีได้อีกด้วย

นอกจากการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าแล้วยังสามารถเดินทางด้วยเรือโดยสารที่คลองแสนแสบได้ โดยท่าเรือที่ใกล้ที่สุดคือ ท่าเรือสะพานมิตรภาพมหาดไทย ซึ่งถ้าขับรถหรือนั่งวินมอไซค์ไปท่าเรือจะมีระยะห่างจากโครงการแค่ 650 m. เท่านั้น แต่ถ้าเดินไปจะต้องไปอ้อมเพื่อขึ้นสะพานลอยข้ามไปฝั่งตรงข้ามซึ่งอยู่ไกลกว่า ทำให้มีระยะห่างจากโครงการถึง 1.1 km. ครับ

สำหรับใครที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวมีจุดขึ้นทางด่วนเข้าเมืองที่ใกล้ที่สุดคือทางด่วนศรีรัชด่านเก็บเงินรามคำแหง ซึ่งอยู่ห่างจากโครงการประมาณ 3.9 km. จากภาพเป็นการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วน (8.00 น.) ซึ่งอาจต้องเผื่อเวลารถติดแถวหน้ามอประมาณครึ่งชม.ด้วยนะครับ

อีกจุดหนึ่งคือทางพิเศษฉลองรัชด่านเก็บเงินพัฒนาการ 1 ซึ่งใช้เดินทางไปสุขุมวิท บางนา และสมุทรปราการได้ มีระยะห่างจากโครงการประมาณ 4.7 km. จากภาพเป็นการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วน (8.00 น.) ต้องเผื่อเวลาประมาณครึ่งชม.เช่นกัน

จุดสุดท้ายคือวงแหวนกาญจนาภิเษกด่านเก็บเงินทับช้าง อยู่ห่างจากโครงการประมาณ 8.1 km. จากภาพเป็นการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วน (8.00 น.) สามารถใช้เดินทางไปยังอ่อนนุช ศรีนครินทร์ บางนา หรือสมุทรปราการได้สะดวกครับ

สำหรับการเดินทางในวันนี้ผมขับมาตามถนนศรีนครินทร์ ผ่านแยกพัฒนาการแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหัวหมากที่แยกกรุงเทพกรีฑา-หัวหมาก เพื่อไปกลับรถ (ระยะ 1.7 km.) แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ซอยหัวหมาก 28 เพื่อใช้เป็นทางลัดไปสู่ถนนรามคำแหง เลี้ยวซ้ายมาอีกนิดหน่อยก็จะเจอที่ตั้งโครงการอยู่ทางซ้ายมือครับ

เริ่มต้นขับรถอยู่บนถนนศรีนครินทร์ฝั่งมุ่งหน้าไปบางกะปิ ให้ขับตรงไปตามป้ายถนนศรีนครินทร์เรื่อยๆเลยครับ

ขับมาเรื่อยๆจะเจอกับสี่แยกพัฒนาการ เป็นช่วงถนนพัฒนาการตัดกับถนนศรีนครินทร์ ให้ขับตรงต่อไปอีก

ขับตรงไปตามป้ายบางกะปิเรื่อยๆเลยครับ

พอเห็นป้ายถนนหัวหมากก็ให้เตรียมตัวเข้าเลนซ้ายไว้ได้เลย

ขับตามป้ายรามคำแหง-หัวหมาก ให้ขับชิดซ้ายเข้าช่องทางซ้ายสุดเลยนะครับ

ขับตรงมาตามทางบนถนนหัวหมากเรื่อยๆประมาณ 1.7 km. เพื่อมากลับรถบริเวณสวนสุขภาพหรือก่อนถึงราชมังคลากีฬาสถานที่เห็นเป็นหลังคาโดมใหญ่ๆข้างหน้านั่นเองครับ

เมื่อกลับรถมาแล้วให้ขับชิดซ้ายไว้ได้เลย จะเห็นป้ายทางลัดไปถนนรามคำแหงซึ่งเราสามารถใช้ซอยต่างๆพวกนี้เพื่อเชื่อมต่อไปยังถนนรามคำแหงได้หลายซอย และซอยหัวหมาก 32 ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ แต่มันเป็นซอยเล็กซึ่งผมจะเลยไปอีกหน่อยเพื่อไปเข้าซอยหลักที่คนใช้เยอะและมีถนนค่อนข้างดีกว่าซอยนี้ครับ

เลยมาอีกนิดจะเจอกับแยกไฟแดงซึ่งเดิมทีแล้วบริเวณนี้เป็นแยกที่ถนนฝั่งขาเข้าเมืองทางด้านขวาสามารถเลี้ยวเข้าซอยหัวหมาก 28 เพื่อใช้เป็นทางลัดไปออกซอยรามคำแหง 26 เพื่อเชื่อมต่อถนนรามคำแหงได้โดยไม่ต้องไปกลับรถ แต่ในปัจจุบันบริเวณแยกนี้มีกรวยจราจรมาปิดกั้นไม่สามารถใช้งานได้แล้ว ต้องไปกลับรถตามเส้นทางที่บอกไปแทนครับ

ขับรถเข้าซอยมาจนสุดจนถึงถนนรามคำแหงให้เลี้ยวซ้ายไปทางถนนรามคำแหงมุ่งหน้าไปพระราม 9 ได้เลยครับ และที่บริเวณแยกซอยรามคำแหง 26 นี้ยังเป็น 3 แยกที่สามารถเลี้ยวขวาไปทางบางกะปิได้อีกด้วย ในขณะที่ถ้าเราใช้ทางลัดมาถนนรามคำแหงจากซอยอื่นๆก็จะเลี้ยวซ้ายไปพระราม 9 ได้อย่างเดียว จะไม่เจอ 3 แยกแบบนี้นะ ซอยนี้จึงเป็นซอยหลักที่คนใช้เยอะสุดนั่นเอง

ขับรถมาแค่ 200 m. ก็จะเจอที่ตั้งโครงการอยู่ทางซ้ายมือ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่โครงการได้เลยครับ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะครับ

มาดูสถาพแวดล้อมโดยรอบโครงการกัน บริเวณโดยรอบเป็นชุมชนแนวราบ มีเพียงอาคารสูงอยู่ติดถนนใหญ่อย่างอาคารการกีฬาแห่งประเทศไทยกับอาคารโอสถสภาเท่านั้นที่จะมีผลกับวิวของโครงการ และยังได้วิวสวนสีเขียวและสนามกีฬาอีกด้วย สามารถสรุปได้ดังนี้

  • ทิศเหนือ – เป็นทางเข้าหลักของโครงการ อยู่ติดกับถนนรามคำแหงและทางยกระดับ ฝั่งตรงข้ามเป็นชุมชนแนวราบและคลองแสนแสบ
  • ทิศใต้ – เป็นทางเข้าอีกทางของโครงการ อยู่ติดกับถนนหัวหมาก ฝั่งตรงข้ามเป็นชุมชนแนวราบและมีม.อัสสัมชัญ
  • ทิศตะวันออก – เป็นชุมชนแนวราบ มองออกไปทางบางกะปิ เห็นตึกแถวสูง 3 – 4 ชั้น โกดังโรงงาน และมีอาคารโอสถสภาสูง 12 ชั้น อยู่บริเวณฝั่งติดถนนรามคำแหง
  • ทิศตะวันตก – ที่โครงการติดสนามกีฬาและสวนสุขภาพ มีคลองสาธารณะเล็กๆคั่นกลาง มองออกไปทางม.รามคำแหง ใกล้ฝั่งถนนรามคำแหงมีอาคารการกีฬาแห่งประเทศไทยสูง 25 ชั้น

เริ่มต้นที่ Sale Gallery ของโครงการ ออกแบบเป็นอาคารทรงแหลมสไตล์โมเดิร์นทันสมัย

ด้านหน้าโครงการติดถนนรามคำแหงและมีทางยกระดับ ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นตึกแถวยาวต่อเนื่องกันตลอด

เริ่มจากทางด้านขวาของโครงการกันก่อนนะ หน้าโครงการจะมีวินมอไซค์ประจำอยู่ตรงนี้ด้วย ซึ่งเป็นวินที่มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยที่ที่ดินของโครงการยังเป็นซอยรามคำแหง 24/2 อยู่เลยครับ ส่วนก่อสร้างที่เห็นอยู่นั่นคือโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม MRT สถานีราชมังคลา เป็นรถไฟฟ้าใต้ดินที่มีทางเข้าสถานีอยู่ติดรั้วโครงการแบบนี้เลย

ส่วนก่อสร้างมีการเว้นทางเดินเล็กๆให้คนได้เดินผ่านกันได้ตามปกติด้วย ส่วนติดรั้วโครงการมีคลองสาธารณะเล็กๆอยู่ครับ เป็นคลองที่มีกลิ่นอยู่เหมือนกันนะ

มีทางเดินต่อไปลัดเลาะไปตามทางเดินชั่วคราวผ่านเขตก่อสร้างรถไฟฟ้าไปได้

เมื่อพ้นเขตก่อสร้างออกมาจะมาโผล่ที่หน้าสถานีดับเพลิงหัวหมาก ติดกันเป็น สน.หัวหมาก การที่มี 2 สถานที่ราชการแบบนี้อยู่ใกล้ๆก็อุ่นใจขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย

เดินเลยมาอีกหน่อยจะเจออาคารการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นอาคารสำนักงานสูง 25 ชั้น และด้านในยังมีสนามกีฬาต่างๆอีกหลายสนามเลยครับ

กลับมาที่หน้าโครงการ คราวนี้ลองไปทางด้านซ้ายกันบ้าง

ติดกับรั้วโครงการมีร้านขายของชำและมีผักสดขายด้วย สามารถซื้อไปประกอบอาหารง่ายๆกันได้

เดินต่อมาเจอซอยรามคำแหง 24/3 เป็นซอยคู่ขนานกับตัวโครงการที่ยาวไปจนถึงถนนหัวหมากได้ แต่เราไม่สามารถใช้ซอยนี้สัญจรเป็นทางลัดมาจากถนนหัวหมากได้นะครับ เพราะหน้าปากซอยฝั่งถนนหัวหมากจะมีไม้กระดกกั้นปิดเอาไว้

ภายในซอยเป็นตึกแถวสูง 3 – 4 ชั้นยาวต่อเนื่องกันทั้งซอย โดยตึกเหล่านี้เปิดเป็นออฟฟิศเล็กๆต่างๆ และมีร้านค้าร้านอาหารอยู่บ้าง

เดินตรงต่อมาร้านค้าริมทางของถนนรามคำแหงจะมีทั้งร้านดอกไม้ ร้านกาแฟ ร้านขายรองเท้า ร้านขายเลื้อ และร้านขายเครื่องดนตรีต่างๆ

เดินมาจนถึงซอยรามคำแหง 24/5 ระยะทางประมาณ 140 m. จะเจอกับเซเว่นซึ่งหน้าปากซอยมีวินมอไซค์อยู่ด้วย

โดยซอยรามคำแหง 24/5 นี้เป็นซอยที่คนใช้เป็นทางลัดมาจากถนนหัวมากอีกซอยหนึ่งได้ครับ

เซเว่นหน้าปากซอยเป็นสาขาค่อนข้างใหญ่ ส่วนอัตราค่าโดยสารของวินมอไซค์ก็ตามนี้เลย

ถัดมาหน้าปากซอยรามคำแหง 24/6 จะมีเต็นท์ร้านค้าร้านอาหารราคาถูกเยอะแยะเลยครับ ห่างจากโครงการประมาณ 160 m.

มาถึงหน้าปากซอยรามคำแหง 26 ซึ่งเป็นซอยที่ผมได้พามาโครงการโดยใช้เส้นทางนี้ในตอนแรกก่อนหน้านี้ จะเห็นว่าเป็นซอยที่คนใช้เป็นทางลัดเชื่อมต่อจากถนนหัวหมากมายังถนนรามคำแหงที่ซอยนี้ค่อนข้างเยอะ และยังมีสะพานลอยข้ามถนนอยู่หน้าปากซอยด้วย

ลองขึ้นมาดูบนสะพานลอยกันสักหน่อย ภาพนี้เป็นถนนรามคำแหงฝั่งขาเข้าเมืองมุ่งหน้าไปทางพระราม 9 ที่ตั้งของโครงการอยู่ทางด้านซ้ายห่างจากตรงนี้ไปประมาณ 170 m. จะเห็นได้ว่าที่ข้างหน้ามีรถติดพอสมควรเพราะมีการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าที่อยู่หน้าโครงการนั่นเอง

หันกลับมาดูอีกฝั่งเป็นรถที่มาจากทางศรีนครินทร์และบางกะปิ รถค่อนข้างเยอะและมาอย่างต่อเนื่อง ไม่แปลกที่ถนนสายนี้รถค่อนข้างติดในเวลาเร่งด่วนนะ (เวลาในภาพ 10.30 น.)

ลงมาต่ออีกนิดทางขวามือเป็นอาคารสำนักงานของโอสถสภา และมีป้ายรถเมล์อยู่ติดกับรั้วเลย มีระยะห่างจากโครงการประมาณ 180 m.

นอกจากนี้ถนนเส้นนี้ยังมีรถสองแถวสีแดง (The Mall รามคำแหง – The Mall บางกะปิ) ซึ่งรถสองแถวนี้ไม่จำเป็นต้องจอดตามป้ายรถเมล์เหมือนรถบัส สามารถเรียกจากหน้าโครงการเลยได้ครับ

กลับมาที่ Sale Gallery อีกครั้ง จะมีที่จอดรถอยู่ทางด้านซ้ายของอาคาร

ถัดเข้ามามีทางเดินรถสามารถขับไปจอดรถด้านหลังได้ ส่วนภาพสุดท้ายนี้เป็นภาพที่ดินโครงการซึ่งมีทางตรงยาวไปเชื่อมต่อกับถนนหัวหมากอีกฝั่งได้

ภายใน Sale Gallery ตกแต่งเรียบหรู ใช้สีแบบเอิร์ทโทนทำให้ดูสบายตา และเส้นสายแนวตั้งและความเป็นโมเดิร์นในการออกแบบ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • รามคำแหง ไนท์ มาร์เก็ต (ตลาดนัด กกท.) ~ 400 ม.
  • ม.รามคำแหง ~ 1 กม.
  • รพ.รามคำแหง ~ 1 กม.
  • ม.อัสสัมชัญ (วิทยาเขตหัวหมาก) ~ 1.3 กม.
  • รร.เทพลีลา ~ 1.5 กม.
  • รร.สาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ~ 2 กม
  • The Mall รามคำแหง ~ 2.3 กม.
  • Big C รามคำแหง ~ 2.3 กม.
  • The Nine Center พระราม 9 ~ 2.6 กม.
  • Tesco Lotus บางกะปิ ~ 2.7 กม.
  • รพ.สมิติเวชศรีนครินทร์ ~ 2.8 กม.
  • The Mall บางกะปิ ~ 3 กม.
  • ตะวันนา ไนท์ บาร์ซาร์ ~ 3 กม.
  • รพ.ลาดพร้าว เจอเนอรัล ~ 3.7 กม.
  • HOMEPRO รามคำแหง ~ 4 กม.
  • รพ.เวชธานี ~ 4.3 กม.
  • สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ~ 4.3 กม.
  • The Paseo Town รามคำแหง ~ 4.8 กม.
  • ม.รัตนบัณฑิต ~ 5 กม.
  • รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ~ 5.6 กม.
  • รพ.ปิยะเวท ~ 5.9 กม.
  • รพ.กรุงเทพ ~ 6.4 กม.
  • รพ.พระราม 9 ~ 6.9 กม.
  • สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ~ 7 กม.
  • ม.เกษมบัณฑิต ~ 7 กม.


เจาะลึกตัวโครงการ

มาดูภาพรวมโครงการกันเลยดีกว่า Supalai Veranda รามคำแหง เป็นคอนโด High Rise 1 อาคาร ที่แบ่งออกเป็น 3 Tower จัดเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีจำนวนยูนิตถึง 2,073 ยูนิต ตัวโครงการมีที่ดินยาวเชื่อมต่อกับถนนหลักทั้ง 2 สายอย่างถนนรามคำแหงและถนนหัวหมาก ทำให้มีทางเลือกในการเดินทางค่อนข้างมากและเป็นประโยชน์กับลูกบ้าน หากต้องการเข้าเมืองก็ออกที่ทางเข้าหลักถนนรามคำแหงได้ แต่ถ้าต้องการออกเมืองหรือเลี่ยงรถติดก็สามารถใช้ทางออกที่ถนนหัวหมากได้อีกเช่นกัน นอกจากนี้ติดกับด้านหน้าโครงการฝั่งถนนรามคำแหงยังมีสถานีรถไฟฟ้าสายสีส้มซึ่งเป็นสถานีในอนาคตตั้งอยู่อีกด้วย แค่เรื่องทำเลและลักษณะที่ดินที่เชื่อมถนนสองเส้นไว้ด้วยกันก็กินขาดและน่าสนใจแล้วครับสำหรับโครงการนี้ ส่วนตัวอาคารออกแบบมาในสไตล์เวอเรนด้าซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ของศุภาลัยที่นอกจากความหรูราสวยงามแล้วยังเพิ่มเส้นสายสไตล์โมเดิร์นให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น แล้วยังแสดงถึงความเคลื่อนไหวและความ Active ตามแนวคิดของโครงการที่เน้นให้มีความ Sport มากยิ่งขึ้น

ภายใน Sale Gallery มีโมเดลจำลองให้ดูด้วย ซึ่งเดิมทีจะต้องมีทั้งหมด 3 Tower แต่โครงการได้นำ Tower อาคาร B ออกไปเพื่อที่จะได้เห็นชั้น Main Facilities ที่อยู่ตรงกลางได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ติดกันทางด้านขวาของโครงการเป็นคลองสาธารณะ ที่มีกลิ่นอยู่เหมือนกัน ข้ามคลองมาจะเป็นอาคารสำนักงานและศูนย์กีฬาต่างๆ ช่วงแข่งขันกีฬาคงคึกคักน่าดู เลยไปหน่อยฝั่งถนนหัวหมากจะเป็นสวนสุขภาพทำให้ได้พื้นที่สีเขียวอีกด้วย

ที่บอกว่าโครงการมี 1 อาคาร เนื่องจากชั้น 1 – 5 เป็นชั้นจอดรถที่เชื่อมถึงกันหมด สามารถจอดรถได้ประมาณ 1,150 คัน หรือคิดเป็น 55% ไม่รวมจอดซ้อนคัน มีจุดขึ้นทั้งหมด 2 จุด ที่หัวกับท้ายของอาคาร A กับ C และมีจุดลงแค่ที่เดียวคืออาคาร B ที่อยู่ตรงกลางเท่านั้น

ชั้นที่ 6 เป็นชั้น Main Facilities ที่อยู่ระหว่างอาคารทั้ง 3 ที่มีระยะห่างระหว่างอาคารประมาณ 40 m. และอยู่ในอาคาร B ซึ่งกินพื้นที่ไปจนถึงชั้น 7 จึงทำให้อาคาร B มีชั้นพักอาศัยเริ่มต้นที่ชั้น 8 – 34 ในขณะที่อาคาร A และ B มีชั้นพักอาศัยเริ่มต้นที่ชั้น 6 ไปจนถึงชั้น 32 และ 26 ตามลำดับ และนอกจากนี้แต่ละอาคารยังมี Facilities บนดาดฟ้าที่แตกต่างกัน ซึ่งลูกบ้านทุกอาคารสามารถไปใช้ดาดฟ้าของอาคารไหนก็ได้ทั้งหมด เริ่มที่อาคาร A เป็น Panoramic Sky Bar ที่ชั้น 33 สามารถขึ้นไปนั่งชมวิวได้ อาคาร B เป็น Sky Lounge ที่ชั้น 35 ที่จะมีชุดโซฟารับแขกขึ้นไปนั่งเล่นพักผ่อนได้ และที่อาคาร C จะมี Co-Living Space สามารถขึ้นมานั่งทำงานอ่านหนังสือได้ครับ

ดูด้านข้างกันไปแล้ว ลองมาดูแปลนเพื่อความเข้าใจกันมากขึ้นนะ อย่างที่บอกไปแล้วว่าโครงการมีลักษณะเป็นแนวยาวเชื่อมต่อถนนหลักทั้ง 2 เส้น ทำให้มีทางเข้า-ออก ถึงสองทางซึ่งสะดวกสำหรับคนใช้รถใช้ถนน และยังเชื่อมต่อความอุดมสมบูรณ์ของร้านค้าร้านอาหารที่มีเยอะไม่แพ้กันที่อยู่ถนนหัวหมากด้วย ที่ดินโครงการยาวสุดประมาณ 560 m. มีอาคารทั้งหมด 3 อาคารซึ่งมีบริบทเหมาะกับคนที่มี Lifestyle ที่แตกต่างกัน

  • อาคาร A เหมาะกับคนเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเป็นหลักหรือจำเป็นต้องใช้ถนนรามคำแหงเข้าเมืองบ่อยๆ เพราะมีระยะอยู่ห่างจากถนนรามคำแหงลึกเข้ามาประมาณ 170 m. ยังเป็นระยะที่สามารถเดินถึงสบายๆและปลอดภัยเพราะเป็นถนนในโครงการ
  • อาคาร B เหมาะกับคนชอบใช้ Facilities เป็นหลัก
  • อาคาร C เหมาะกับคนที่ชอบความเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน เน้นใช้ถนนหัวหมากเป็นหลักซึ่งสามารถเข้า-ออกเมืองได้ง่าย และเต็มไปด้วยร้านค้าร้านอาหารมากมาย รวมถึงเป็นอาคารที่ได้วิวพื้นที่สีเขียวของสวนสุขภาพอีกด้วย

ที่ด้านหน้าสุดฝั่งถนนรามคำแหงจะมี Community Mall เกิดขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านที่มีปริมาณค่อนข้างมากในอนาคต รวมถึงอาจมีการขยายร้านค้ามาทางฝั่งถนนหัวหมากเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและสะดวกแก่ทุกๆอาคารเท่าๆกันด้วย ถนนภายในโครงการเป็นถนน 2 เลน กว้าง 6 m. สามารถวิ่งวนสวนทางกันได้รอบโครงการ มีจุดขึ้นที่จอดรถอยู่ส่วนหัวกับท้ายที่อาคาร A กับ C และมีจุดลงเพียงแค่จุดเดียวที่อาคาร B ที่อยู่ตรงกลาง และแต่ละอาคารยังมี Drop-Off และ Lobby แยกเป็นของตัวเองอีกด้วย ส่วนที่ใต้อาคาร A และ C จะมี Facilities ประกอบด้วย Game Room และ Socia Club ซึ่งจัดไว้อยู่ใกล้ๆกับอาคาร B ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงของทุกๆอาคารครับ

ภายบรรยากาศจำลองบริเวณ Lobby และ Socia Club ตกแต่งสไตล์เรียบหรู เน้นใช้วัสดุธรรมชาติเช่น หินและไม้ มีฝ้าเพดานสูงและผนังกระจกจึงทำให้โปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น ภายในมีชุดโซฟาและโต๊ะเก้าอี้หลายชุด เป็นพื้นที่นั่งคอยไว้พบปะสังสรรค์พูดคุยกันของลูกบ้านได้ครับ

มาดูแปลนที่ชั้น 6 กันต่อ เป็นชั้น Main Facilities อยู่ตรงกลางของอาคาร โดยเฉพาะใต้อาคาร B จะประกอบไปด้วยห้อง Fitness แบบ Double Volume ห้องแอโรบิค ห้องชูตบาสเกตบอล รวมถึงมีห้องน้ำและซาวน่าแยกชาย-หญิงด้วย ส่วนด้านนอกระหว่างอาคาร A กับ B มีสระว่ายน้ำของผู้ใหญ่ ขนาด 7.8 x 28 m. สามารถว่ายออกกำลังกายได้จริงจัง ส่วนอีกด้านระหว่างอาคาร B กับ C ก็มีสระเด็กแบบ Water Park มีเรือโจรสลัด จัดเป็นเหมือนสวนน้ำเล็กๆของเด็กๆเลยครับ บริเวณโดยรอบของชั้นนี้จัดเป็น Jogging Track สามารถวิ่งออกกำลังกายได้ด้วย สำหรับอาคาร A และ C จะมีห้องพักอาศัยเริ่มที่ชั้นนี้ มีประตูกระจก Key Card Access อีกชั้นหนึ่งเพื่อความเป็นส่วนตัว เหมาะกับคนชอบใช้พื้นที่ส่วนกลางบ่อยๆ ซึ่งรายละเอียดของส่วนพักอาศัยจะขอพูดแยกในส่วนต่อไปนะครับ

อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ว่าโมเดลโครงการได้นำส่วน Tower B ออกไปเพื่อจะได้มองเห็นส่วน Facilities ได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะห้อง Fitness ผนังโดยรอบเป็นกระจกและได้ฝ้าเพดานแบบ Double Volume จึงมีความโปร่งโล่งเป็นพิเศษ ห้องบาสเกตบอลก็ปิดมิดชิดช่วยเก็บเสียง เพิ่มความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยได้ดี รวมไปถึงรอบสระและพื้นที่ทางเดินจัดเป็นสวนและต้นไม้ดูร่มรื่นน่าใช้งานดีครับ

ภาพบรรยากาศจำลองห้อง Fitness ภายในมีเครื่องเล่นหลายชิ้น ห้องโปร่งโล่งขนาดใหญ่ ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นและใช้สีเหลืองช่วยเพิ่มความสดใสและความโดดเด่นได้ดี มีที่นั่งพักคอยตรงกลางห้อง รวมไปถึงมีบันไดวนเดินขึ้นมายังห้องเต้นแอโรบิกด้านบนด้วย

ส่วนภายนอกอีกด้านเป็น Water Park ออกแบบเป็นเรือโจรสลัด เป็นเหมือนเครื่องเล่นของสวนสนุกให้เด็กๆได้เล่นกัน โดยรอบจัดเป็นพื้นที่สวนนั่งพักผ่อนริมสระได้

ในภาพบรรยากาศจำลองก็มีหัวเรือและน้ำตกเหมือนในโมเดลเลยครับ ถ้าทำออกมาได้จะต้องสวยงามน่าใช้งานแน่ๆ แต่สำหรับน้ำตกนี้ถ้าเด็กเล่นปีนป่ายบนโขดหินอาจไม่เหมาะเท่าไหร่นะครับ น้องๆอาจโดนหินบาดหรือกระแทกกับโขดหินได้ ระมัดระวังกันด้วยนะ

มาดูชั้นพักอาศัยกันนะครับ เริ่มต้นที่อาคาร A ชั้นพักอาศัยเริ่มต้นที่ชั้น 6 – 32 เป็นแบบ Typical Floor Plan คือจะเหมือนกันหมดทุกชั้น ยกเว้นที่ชั้น 6 ซึ่งจะอยู่รวมกับชั้น Facilities ที่แปลนก่อนหน้านี้ซึ่งจะมีประตู Key Card Access ตรงสุดทางเดินด้านขวาเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น แปลนอาคารวางโถงลิฟต์และห้องงานระบบเอาไว้ช่วงกลางของอาคาร มีลิฟต์โดยสารทั้งหมด 4 ตัว พร้อมลิฟต์ขนของอีก 1 ตัว มีบันไดหนีไฟ 2 ตำแหน่ง และวางห้องพักแบบ 2 Bedroom เอาไว้ที่ส่วนปลายของทั้ง 2 ด้าน เป็นห้องมุมที่ได้ช่องแสง 2 ด้าน มีเพียงชั้นละ 4 ยูนิตเท่านั้น รวมแล้วมีจำนวนยูนิตทั้งหมด 27 ยูนิตต่อชั้น รวมแล้วมีจำนวนห้องพักอาศัยทั้งหมด 729 ยูนิต คิดเป็นอัตราส่วนลิฟต์เป็น 182.25 : 1 ซึ่งถือว่าหนาแน่น

ห้องพักส่วนใหญ่หันหน้าออกไปทางทิศตะวันออกและตะวันตก ถ้าเป็นคนที่คำนึงถึงเรื่องทิศทางแดด ความร้อน หรือชอบอยู่ห้องในเวลากลางวัน และชื่นชอบความเงียบสงบ ก็อาจเหมาะกับทิศตะวันออกที่แดดไม่ร้อนและเป็นทิศมองเห็นชุมชนพักอาศัยแนวราบฝั่งบางกะปิ ไม่มีตึกสูงบดบัง มองออกไปได้ไกลมากๆ แต่ถ้าเป็นคนคำนึงถึงวิวที่ไม่เหมือนใคร และเป็นอีกจุดเด่นของโครงการนี้ ก็อาจเหมาะกับทิศตะวันตกซึ่งจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยของแต่ละช่วงอาคาร สำหรับอาคาร A ที่อยู่ใกล้ฝั่งถนนรามคำแหงเป็นทิศที่มองเห็นสนามกีฬา Huamark Indoor Stadium และมหาวิยาลัยรามคำแหง เป็นสถานที่ราชการซึ่งการันตีได้ว่าจะไม่มีตึกสูงขึ้นมาบังวิวในระยะประชิดแน่นอน รวมถึงยังมองเห็น City Line ไกลๆของฝั่งพระราม 9 ได้อีกด้วย

สำหรับอาคาร B จะมีชั้นพักอาศัยเริ่มต้นที่ชั้น 8 เพราะชั้น 6 – 7 เป็นชั้น Facilities นั่นเอง รูปแบบอาคารเหมือนกับอาคาร A เปะๆ เลย จำนวนห้องและ Type ห้องก็เหมือนกันเลย(แค่สลับด้านกันเท่านั้น) รวมถึงเรื่องวิวด้วย จำนวนชั้นพักอาศัยก็มีทั้งหมด 27 ชั้นเหมือนกัน ต่างกันแค่อาคารนี้จะมีชั้นพักอาศัยสูงสุดมากกว่าอาคาร A อยู่ 2 ชั้นนั่นเองครับ

ส่วนอาคาร C อาคารนี้มีจำนวนชั้นที่น้อยที่สุด เริ่มต้นชั้นพักอาศัยที่ชั้น 6 – 26 มีลักษณะอาคารที่คล้ายกับอาคาร A และอาคาร B ต่างกันตรงที่จะมีจำนวนลิฟต์โดยสารลดลงจาก 4 เป็น 3 ตัว และมีจำนวนยูนิตต่อชั้นเพิ่มขึ้นอีกห้องกลายเป็น 28 ยูนิตต่อชั้น โดยลดขนาดพื้นที่ห้อง 43 ตร.ม. จำนวน 1 ห้อง ให้กลายเป็นห้อง 30 ตร.ม. จึงทำให้มีห้อง 30 ตร.ม. เพิ่มขึ้นอีก 1 ห้องครับ รวมแล้วจึงทำให้อาคาร C มีจำนวนยูนิตทั้งหมด 588 คิดเป็นอัตราส่วนลิฟต์เป็น 196 : 1 ซึ่งถือว่าหนาแน่นกว่าอีก 2 อาคารที่มีจำนวนยูนิตมากกว่าด้วยซ้ำครับ

อีกข้อหนึ่งที่แตกต่างจากอาคารอื่นคือเรื่องวิวทางทิศตะวันตก ซึ่งอาคาร C จะได้วิวเป็นพื้นที่สีเขียวของสวนสุขภาพที่อยู่ทางฝั่งถนนหัวหมาก และยังคงมองเห็นสนามกีฬา ม.รามคำแหง และ City Line ของพระราม 9 ได้เหมือนกันครับ เหมาะกับคนที่ชอบวิวธรรมชาติแบบนี้ แต่ก็อาจมีเสียงดังคึกคักช่วงแข่งกีฬาจากสนามราชมังคลาอยู่บ้างเป็นบางช่วง และอยู่ไกลจาก MRT สถานีราชมังคลาที่อยู่ฝั่งถนนรามคำแหงประมาณ 400 m.

สุดท้ายคือดาดฟ้าของแต่ละอาคาร ซึ่งดูจากโมเดลจะทำออกมาคล้ายๆกันคือมีสวนล้อมรอบบนดาดฟ้าไว้นั่งเล่นพักผ่อนและชมวิวได้ ส่วนพื้นที่ Indoor ตรงกลางจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละอาคาร ซึ่งลูกบ้านทุกอาคารสามารถไปใช้ดาดฟ้าของอาคารไหนก็ได้ทั้งหมด เริ่มที่อาคาร A เป็น Panoramic Sky Bar ที่ชั้น 33 อาคาร B เป็น Sky Lounge ที่ชั้น 35 และที่อาคาร C จะมี Co-Living Space

ที่ชั้นดาดฟ้านั้นลูกบ้านทุกอาคารสามารถไปใช้ดาดฟ้าของอาคารไหนก็ได้ทั้งหมด ตัวอย่างภาพจำลองดาดฟ้าที่อาคาร A เป็น Panoramic Sky Bar ที่ชั้น 33 ภายในมีชุดโซฟาและเคาน์เตอร์บาร์ สามารถขึ้นมานั่งเล่นจัดปาร์ตี้กันได้ ผนังโดยรอบเป็นกระจกทางสูงเน้น Take View โดยรอบได้ดี

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • Lobby แยกอาคาร
  • สระว่ายน้ำ 2 สระ ระบบเกลือ สระผู้ใหญ่ขนาด 7.8 x 28 เมตร และสระเด็ก (Water Park) ขนาด 7.6 x 20 เมตร
  • ห้องออกกำลังกาย 1 ห้อง เพดานสูง Double Volume
  • ห้องแอโรบิค
  • ห้องบาสเกตบอล
  • ห้องซาวน่า
  • สวนหย่อมบนอาคาร
  • Jogging track
  • Panoramic Sky Bar
  • Sky Lounge
  • Co-Living Space
  • สวนหย่อมรอบโครงการ 4 ไร่กว่า
  • ลิฟต์โดยสาร 3 – 4 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 186.83 :  1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก A 182.25 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก B 182.25 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก C 196 : 1
  • Service Lift 1 ตัว / Tower
  • ที่จอดรถประมาณ 1,150 คันคิดเป็น 55% ไม่รวมจอดซ้อนคัน
  • ระบบ CCTV / Access Card


Product Walkthrough

สำหรับแบบห้องของโครงการ มีอยู่ด้วยกันทั้ง 4 แบบ และสามารถเลือกโปรโมชั่นได้ระหว่างแบบ Fully Furnished กับ Fully Fitted โดยมีขนาดห้องพักประกอบด้วย

  • Studio type

  • Verranda Suite ขนาดพื้นที่ใช้สอย 28 – 30 ตารางเมตร

  • 1 Bed Room
    • Superior Suite ขนาดพื้นที่ใช้สอย 35 ตารางเมตร
    • Executive Suite ขนาดพื้นที่ใช้สอย 41 – 43 ตารางเมตร

  • 1 Bed Room Plus
    • Deluxe Suite ขนาดพื้นที่ใช้สอย 42 – 44 ตารางเมตร

  • 2 Beds Room
    • Family Suite ขนาดพื้นที่ใช้สอย 59 – 67 ตารางเมตร

    ซึ่งทางโครงการมีห้องตัวอย่างให้ดูทั้งหมด 2 ห้อง คือ 1 Bed Room Plus (Deluxe Suite) ขนาดพื้นที่ใช้สอย 43 ตารางเมตร และ 2 Beds Room (Family Suite) ขนาดพื้นที่ใช้สอย 67 ตารางเมตร

    เริ่มต้นที่ห้องแบบแรก 1 Bed Room Plus (Deluxe Suite) ขนาดพื้นที่ใช้สอย 43 ตารางเมตร ภายในห้องจัดวางฟังก์ชันอย่างลงตัวและเป็นสัดส่วน พื้นที่หน้าห้องเป็นส่วนครัวเปิดแต่ก็มีแนวผนังที่สามารถกั้นเป็นครัวปิดได้ถ้าต้องการ แต่การที่ให้พื้นที่ภายในห้องเชื่อมถึงกันแบบนี้ก็โปร่งโล่งดี ตรงกลางเป็นห้องนั่งเล่นซึ่งจะได้แสงธรรมชาติที่ต้องผ่านห้องอเนกประสงค์มาอีกชั้นหนึ่ง จุดเด่นของห้องนี้คือห้องอเนกประสงค์ที่เพิ่มขึ้นมาและค่อนข้างให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และอาจเหมาะกับคนที่ชอบมีพื้นที่ส่วนตัวในการจัดห้องใดสักห้องหนึ่งให้เหมาะกับ Lifestyle เฉพาะตัว หรือเป็นคนที่กำลังจะมีลูกและต้องการห้องเด็กอ่อนหรือห้องที่จะกลายเป็นห้องนอนเล็กได้อีก 1 ห้อง เป็นห้องที่อยู่ติดกับช่องแสงขนาดใหญ่ทำให้สว่างและเปิดระบายอากาศก็ได้ ส่วนทางด้านซ้ายเป็นห้องนอนที่กั้นด้วยผนังทึบได้ความเป็นส่วนตัว ภายในมีขนาดพื้นที่ค่อนข้างกว้างและมีระเบียงในตัว เป็นห้องที่เหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คน ห้องน้ำเข้าได้จากห้องนอนได้เรื่องความสะดวกเป็นส่วนตัวของเจ้าของห้อง แต่ถ้ามีแขกมาห้องจะเข้าห้องน้ำก็จำเป็นต้องผ่านห้องนอนทำให้เสียความเป็นส่วนตัวได้ ในระดับราคาที่หยิบจับได้ง่ายกว่าห้อง 2 Beds Room ครับ

    สำหรับห้องแบบ 1 Bed Room Plus (Deluxe Suite) จะได้เฟอร์นิเจอร์ตามนี้เลยครับ

    ห้องตัวอย่างของโครงการจะอยู่ด้านในของ Sale Gellery ซึ่งห้องแรกทางซ้ายมือคือห้อง 1 Bed Plus

    โครงการไม่ได้ทำผนังหรือประตูมาให้ดู ทำให้เรามองเห็นพื้นที่ห้องได้กว้างยิ่งขึ้น ซึ่งประตูของจริงจะเป็นประตูไม้ HDF ที่เปิดแบบก้านโยก ไม่มี Digital Door Lock มาให้ต้องติดเพิ่มเองนะ ภายในความสูงจากพื้นถึงฝ้า 2.55 m. ผนังของจริงจะติด Wallpaper สีขาวมาให้ ปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิกและพื้นไม้ลามิเนต พื้นที่ Commom area ต่อเนื่องเชื่อมถึงกันทำให้ไม่อึดอัด

    พื้นที่แรกที่เข้ามาเจอคือพื้นที่ครัว ได้เป็นครัวเปิดแต่ก็สามารถกั้นพื้นทำเป็นครัวปิดได้ถ้าชอบทำอาหาร เคาน์เตอร์ครัวจะได้ Built in มาให้ทั้งชิ้นแบบนี้เลยครับ

    พื้นห้องครัวปูด้วยกระเบื้องเซรามิกขนาด 30 x 30 cm. ทำให้ง่ายต่อการเช็ดทำความสะอาดหรือการหกเลอะเทอะเวลาทำอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยเวลาใส่รองเท้าเลอะๆเข้ามาในห้องจะได้เหยียบบนพื้นกระเบื้องที่ทำความสะอาดง่ายและทนทานกว่าพื้นไม้ลามิเนตอีกด้วย

    ตู้แขวนด้านบนมีพื้นที่เก็บของพอสมควร บานตู้เป็นแบบเปิดขึ้น ตัวโช๊คสามารถเปิดค้างเอาไว้ได้ ส่วนตู้ทางด้านขวาเป็นแบบกดกระเด้ง

    Top เคาน์เตอร์ครัวปิดผิดด้วยไม้ลามิเนตซึ่งทนน้ำกับความร้อนได้พอประมาณ ผนังกรุกระเบื้องมาให้ทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด อ่างล้างจาน 1 หลุมแบบฝังเคาร์เตอร์ขนาด 40 x 40 cm. มีพื้นที่พักจานด้านข้างกว้าง 35 cm. สามารถใช้งานได้ แต่ Hob & Hood และไมโครเวฟทางโครงการไม่ได้แถมมาให้นะครับ ต้องซื้อเพิ่มเอง หรือถ้าไม่ค่อยได้ทำครัวบ่อยๆอาจใช้เตา Induction ที่สามารถล้างเก็บได้ จะได้ประหยัดพื้นที่เอาไว้วางของได้ครับ

    ส่วนตู้ด้านล่างมีพื้นที่เก็บของเยอะพอสมควร มีลิ้นชักตรงกลางสามารถเปิดออกมาได้ภายในมีถาดใส่ช้อนซ้อมไว้ให้เรียบร้อย บานตู้ปิดผิวด้วยไม้ลามิเนต ออกแบบที่เปิดเป็นแบบปาดมุมทำให้ปิดได้สนิทและเรียบร้อยดี

    ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นพื้นที่วางตู้เย็นและเครื่องซักผ้า ซึ่งทางโครงการต่อท่องานระบบต่างๆเอาไว้ให้เรียบร้อย ข้อดีคือวางอยู่บนพื้นกระเบื้องเซรามิกจึงไม่ต้องกลัวน้ำ แต่ฝ้าด้านบนจะไม่มีดรอปให้แบบในห้องตัวอย่างนะ เพราะฉะนั้นจะมีพื้นที่เหลือด้านบนสามารถติดตู้แขวนหรือชั้นวางของเพิ่มพื้นที่เก็บของได้ครับ ส่วนเครื่องปรับอากาศจะได้แบบ Wall Type ติดตรงตำแหน่งที่เห็นตามห้องตัวอย่างเลย

    ถัดเข้ามาติดกับพื้นที่ตัวจะเป็นพื้นที่วางโต๊ะรับประทานอาหาร แต่เราจะไม่ได้โต๊ะ Built in แบบนี้นะครับ ทางโครงการตกแต่งไว้เป็นไอเดียเท่านั้น ซึ่งถ้าเราวางโต๊ะทานอาหารขนาด 2 ที่นั่งลงไปในตำแหน่งนี้จะทำให้มีทางเดินเหลือประมาณ 1 m. สามารถเดินผ่านได้สะดวก

    ถัดเข้ามาด้านในเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่น สามารถวางโซฟาได้ประมาณ 2 – 3 ที่นั่ง ผมไม่แนะนำให้วางโต๊ะกลางสักเท่าไหร่เพราะจะทำให้ห้องแคบลงและเดินใช้งานไม่สะดวก แต่ถ้าเลือกห้องแบบ Fully Furnished ทางโครงการจะมีเป็นโต๊ะกระจกให้นะ แต่ถ้าเลือกแบบ Fully Fitted ก็แนะนำให้ใช้โต๊ะข้างเล็กๆไว้วางของเล็กๆน้อยๆแบบห้องตัวอย่างกำลังดีครับ ห้องจะได้กว้างๆไม่อึดอัดเดินผ่านสะดวก

    ระยะดูทีวีของห้องนี้คือ 2 m. ติดทีวีขนาด 46 – 50 นิ้วพอแล้วครับ เดี๋ยวสายตาเสียนะ

    สำหรับห้อง Type นี้ พื้นที่นั่งเล่นจะไม่ได้อยู่ติดกับระเบียงหรือหน้าต่างนะ แต่จะมีประตูกระจกบานเลื่อนแบบ 3 ตอนซึ่งกั้นพื้นที่ระหว่างพื้นที่นั่งเล่นกับห้องอเนกประสงค์มาให้ ทำให้เปิดออกได้กว้างกว่าปกติ แล้วยังช่วยดึงแสงธรรมชาติจากกระจกด้านนอกเข้ามาภายในด้วย แต่อาจไม่สว่างเท่ากับห้องที่อยู่ติดกับช่องแสงโดยตรงหรอกนะครับ คิดในแง่ดีคือการที่เราไม่โดนแสงโดยตรงก็หมายความว่าพื้นที่นั่งเล่นจะไม่ร้อนจากไอแดดด้วยนะ

    กรอบบานประตูเป็น UPVC ที่ทนความร้อนและแรงขีดข่วนได้ดีกว่ากรอบอลูมิเนียมทั่วไป โดยประตูนี้มีตัวล๊อคแบบเซาะร่องจากด้านในห้องอเนกประสงค์ ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวของห้องนี้ได้ดี และถ้าอยากให้ห้องอเนกประสงค์นี้เป็นส่วนตัวมากขึ้นก็สามารถติดม่านเพิ่มได้ครับ

    ภายในห้องอเนกประสงค์ของห้องตัวอย่างจัดออกมาเป็นพื้นที่โต๊ะทำงานอ่านหนังสือ และมีโซฟาติดกับหน้าต่างสามารถนั่งเล่นไปชมวิวไปได้ด้วย เป็นไอเดียที่ดีน่าทำตามนะครับเนี่ย

    พื้นที่ห้องนี้ถ้าเป็นห้องโล่งๆจะมีขนาดประมาณ 2.5 x 2.4 m. กว้างพอที่จะสามารถวางเตียงขนาด 3.5 ฟุตเพื่อเพิ่มเป็นห้องนอนเล็กได้อีก 1 ห้องเลยทีเดียว

    ส่วนช่องหน้าต่างได้บานค่อนข้างใหญ่ กรอบ UPVC สีขาวและกระจกเขียวตัดแสง เป็นหน้าต่างบานกระทุ้งที่สามารถเปิดระบายอากาศได้กว้างแค่ประมาณ 30 องศา ซึ่งถ้าหากเราวางเตียงเด็กชิดผนังกระจกด้านนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าเด็กจะตกลงไปหรอกครับ ช่องเล็กพอระบายอากาศได้เท่านั้นเอง

    ภายในห้องนี้จะได้ไฟไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 2 ดวง พร้อมสปริงค์เกอร์และอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย ฝ้าฉาบเรียบทาสีไม่มีดรอปฝ้า และได้เครื่องปรับอากาศ Wall Type อีก 1 เครื่องครับ

    ส่วนภายในห้องนั่งเล่นและห้องครัวจะได้ไฟไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้ารวมกันทั้งหมด 6 ดวง พร้อมสปริงค์เกอร์และอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย ฝ้าฉาบเรียบทาสีไม่มีดรอปฝ้า และได้เครื่องปรับอากาศ Wall Type อีก 1 เครื่อง

    เรามาต่อกันที่ห้องนอนซึ่งกั้นด้วยผนังทึบได้ความเป็นส่วนตัว ประตูห้องจะได้เป็นประตูไม้ HDF และได้ที่เปิดแบบลูกบิดธรรมดาครับ

    ภายในห้องนอนพื้นที่กว้างขวางโอเคเลย ไม่อึดอัด สามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุตไว้กลางห้อง แล้วยังมีพื้นที่โดยรอบเหลือสามารถใช้งานได้สะดวก

    พื้นที่ปลายเตียงกว้างประมาณ 55 cm. สามารถเดินผ่านได้สะดวก ผนังปลายเตียงเป็นผนังทึบสามารถติดทีวีที่ผนังปลายเตียงได้ ถูกใจคนชอบนอนดูทีวีบนเตียงเลยทีเดียว

    ทางด้านขวาของเตียงมีพื้นที่กว้างประมาณ 1 m. สามารถวางโต๊ะข้างเตียงและเดินผ่านได้สะดวก

    ติดกันมีประตูกระจกบานเลื่อนที่สามารถเปิดออกไปใช้งานภายนอกได้ ข้อดีคือช่วยดึงแสงเข้ามาภายในทำให้ห้องสว่าง แต่ข้อเสียคือถ้าเราอยากตากผ้าที่ซักที่ส่วนครัว ก็จำเป็นต้องเดินเข้ามาในห้องนอนก่อนเพื่อออกไปตากผ้าที่ระเบียงซึ่งก็ไม่ค่อยสะดวกนัก

    บานกรอบเป็น UPVC และกระจกเขียวตัดแสง มีตัวล็อค 2 ชุดสามารถล็อคจากด้านในได้

    เนื่องจากทางโครงการปิดตายประตูระเบียงไว้ไม่สามารถออกไปถ่ายรูปด้านนอกให้ดูได้ ผมจึงขอถ่ายระเบียงให้ดูจากภายในห้อง ระเบียงมีขนาดพื้นที่ประมาณ 2.7 x 1.2 m. ปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิก และได้ราวกันตกเหล็กโปร่ง ส่วน Condensing Unit ซ่อนไว้ด้านขวาหลังผนังทำให้ไม่เกะกะสายตาเมื่อมองจากภายในห้อง แต่เป่าลมร้อนออกมาด้านข้างถ้าอยากออกมาใช้งานระเบียงแล้วไม่อยากร้อนแนะนำให้ติดกริลแอร์เพิ่มเติมเพื่อดันลมร้อนออกไปด้านนอกครับ

    ฝ้าเพดานของห้องนอนได้เป็นฝ้าฉาบเรียบทาสีเช่นเดิม และได้ไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 4 ดวง พร้อมสปริงค์เกอร์และอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย ได้เครื่องปรับอากาศแบบ Wall Type อีก 1 ตัวในห้องนอนด้วย

    อีกด้านหนึ่งของห้องเป็นตู้เสื้อผ้าและทางเข้าห้องน้ำครับ

    ถ้าเป็นห้อง Fully Furnished จะไม่ได้ตู้แบบนี้นะ แต่ขนาดจะประมาณนี้และได้หน้าบานเป็นไม้บานทึบ ส่วนพื้นที่ทางด้านซ้ายจะมีพื้นที่เว้าเล็กๆเข้าไป สามารถ Built เป็นโต๊ะเครื่องแป้งเล็กๆเพิ่มเติมก็ได้ครับ

    ขนาดพื้นที่แต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้า วัดจากขอบตู้ถึงผนังที่ Built โต๊ะเครื่องแป้งจะมีพื้นที่เหลือประมาณ 1.5 m. แต่ถ้า Built โต๊ะเครื่องแป้งไปแล้วจะมีพื้นที่เหลือประมาณ 1 m. สามารถยืนแต่งตัวหน้าตู้ได้สะดวกอยู่นะ

    สำหรับตรงนี้จะมีไฟดาวน์ไลท์ให้อีก 2 ดวงและสปริงค์เกอร์อีก 1 จุด ช่วยให้สามารถยืนแต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้าในเวลากลางคืนได้จริง แสงไม่มืดเกินไปครับ

    ติดกันเป็นห้องน้ำซึ่งอยู่ในห้องนอน อย่างที่บอกว่าถ้ามีแขกแล้วต้องการจะเข้าห้องน้ำก็จำเป็นต้องผ่านห้องนอนมาก่อนทำให้เจ้าของห้องขาดความเป็นส่วนตัวได้ แต่สำหรับเจ้าของห้องแล้วจะทำให้สามารถใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในตอนกลางคืนเวลาเราจะลุกมาเข้าห้องน้ำดึกๆ ภายในห้องน้ำเราจะได้ทุกอย่างตามที่เห็นในห้องตัวอย่างยกเว้นอุปกรณ์ตกแต่ง ซึ่งมีการตกแต่งด้วยกระเบื้องสีต่างๆที่ดูดีต่างจากโครงการรุ่นพี่เก่าๆที่ผ่านมา

    ภายในแบ่งพื้นที่ส่วนเปียกและส่วนแห้งออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน พื้นที่ส่วนแห้งมีขนาดประมาณ 1.4 x 1.6 m. สามารถใช้งานได้สะดวก อีกหนึ่งจุดเด่นคือขอบธรณีประตูห้องน้ำเป็นหินแกรนิตโต้สีเทาขนาดใหญ่ที่ทนความชื้น ไม่บวมน้ำ และทนทานแข็งแรง ช่วยกันน้ำกระเด็นหรือไหลซึมออกไปด้านนอกได้

    พื้นที่ส่วนแห้งประกอบด้วยอ่างล้างหน้าและโถสุขภัณฑ์เป็นมาตรฐานครับ

    อ่างล้างหน้าของ Cotto ขนาดประมาณ 55 x 45 cm. มีขอบอ่างเล็กๆสามารถวางของเล็กๆน้อยๆได้ครับ

    ติดกันเป็นโถสุขภัณฑ์ของ Cotto เช่นกัน พร้อมติดตั้งสายฉีดชำระเป็นพลาสติกสีขาวและที่แขวนกระดาษชำระไว้ด้านหลังพร้อมใช้งาน

    ผนังทางด้านซ้ายติดราวสแตนเลสไว้แขวนผ้าเช็ดตัวมาให้ด้วย

    ทางด้านขวาเป็น Shower box ติดฉากกั้นกระจกนิรภัย Tempered Glass แบบบานเลื่อนมาให้เรียบร้อย ข้อดีที่ต่างจากประตูบานสวิงคือเปิด-ปิดได้ง่ายกว่า ไม่กินพื้นที่จนต้องคอยหลบมุมทุกครั้งเวลาเปิดประตู

    พื้นที่อาบน้ำมีขนาดประมาณ 1.2 x 0.8 m. มีขอบธรณีเป็นหินแกรนิตเช่นกัน ช่วยป้องกันน้ำกระเด็นหรือไหลซึมออกมาเลอะพื้นที่ส่วนแห้งด้านนอกได้นะ

    ภายในติดตั้ง Hand Shower พลาสติกมาให้ สามารถปรับรูปแบบของสายน้ำที่หัวฝักบัวได้ มีราวติดผนังที่ปรับระดับความสูงได้และมีก๊อกน้ำแบบก้านโย้กที่ปรับระดับความแรงของสายน้ำได้ นอกจากนี้ยังได้เรื่องทำน้ำอุ่นของ Electrolux มาให้พร้อมใช้งานด้วยนะ ส่วนผนังทางด้านซ้ายเป็นช่องเว้าเข้าไปทำเป็นชั้นวางของขนาด 25 x 30 cm. เอาไว้ สามารถวางสบู่และแชมพูได้ แต่ถ้าใครที่มีของเยอะ ใช้แชมพูหลายขวดแล้วชั้นเดียวจะวางของไม่พอก็สามารถ Built เพื่อเพิ่มชั้นวางของด้วยตัวเองอีกได้ครับ

    สุดท้ายคือฝ้าเพดานของห้องน้ำเป็นฉาบเรียบทาสี ได้ไฟดาวน์ไลท์ 2 จุด และติดตั้งพัดลมดูดอากาศมาให้พร้อมใช้งาน

    ห้องตัวอย่างที่สองเป็นห้อง 2 Beds Room (Family Suite) ขนาดพื้นที่ใช้สอย 67 ตารางเมตร ถือเป็นห้อง Sixnature ของโครงการที่มีการออกแบบได้น่าสนใจ เริ่มต้นด้วยพื้นที่ Common area ขนาดใหญ่ทำให้ห้องโปร่งโล่งไม่อึดอัด ทางด้านซ้ายเป็นห้องครัวปิด มีประตูกระจกบานเลื่อนปิดแยกเป็นสัดส่วนทำให้ประกอบอาหารจริงจังได้ ถัดเข้ามาด้านในเป็นห้องนั่งเล่นมีพื้นที่อยู่ติดกับระเบียงห้องซึ่งกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาทำให้ภายในห้องสว่าง ห้องนอนมี 2 ห้องถูกแบ่งออกเป็นซ้าย-ขวาแยกออกจากกันเป็นสัดส่วน กั้นด้วยผนังทึบได้ความเป็นส่วนตัว ทางด้านซ้ายมีห้องน้ำอยู่หน้าห้องนอนเล็ก ใช้งานร่วมกันระหว่างห้องนอนกับส่วนกลาง ส่วนห้องนอน Master Bedroom อยู่ทางด้านขวา มีห้องน้ำในตัวพร้อมใช้งาน จุดเด่นคือเป็นห้องมุมและออกแบบให้ผนังหัวเตียงยื่นออกไปนอกแนวเสาจึงทำให้ได้กระจกเข้ามุม Bay Window ทั้ง 2 มุม ผนังหัวเตียงเป็นผนังทึบจึงได้ความเป็นส่วนตัวจากห้องฝั่งตรงข้าม อีกมุมหนึ่งของห้องมีพื้นที่เล็กๆไว้จัดเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ข้างหน้าต่างได้ตามความชอบ ห้องนี้จึงเหมาะกับครอบครัวที่มีสมาชิก 2 – 3 คน ชอบลักษณะห้องโปร่งโล่งมีเอกลักษณ์ เป็นสัดส่วน และได้ความเป็นส่วนตัว

    สำหรับเฟอร์นิเจอร์ของห้อง .2 Beds Room (Family Suite) จะได้ตามนี้เลยครับ

    สำหรับห้องตัวอย่าง 2 Bedroom เป็นห้องที่อยู่ด้านในสุดของ Sale Gallery ด้านหน้าห้องไม่ทำผนังกั้นและไม่ติดประตูมาให้ดูอีกเช่นกัน แต่เราจะได้เป็นประตูไม้ HDF ที่เปิดแบบก้านโยกเหมือนกับห้องเมื่อสักครูเลยครับ

    เมื่อเข้ามาภายในห้องจะพบกับพื้นที่ Common area ที่เชื่อมต่อกันโดยไม่มีผนังกั้น จึงทำให้ห้องค่อนข้างโปร่งโล่งไม่อึดอัด ความสูงจากพื้นถึงฝ้า 2.55 m. ผนังติด Wallpaper สีขาวครีมมาให้ และปูพื้นด้วยไม้ลามิตเนตหนา 8 mm.

    มาดูทางด้านซ้ายกันก่อน เป็นห้องครัวที่กั้นด้วยประตูประจกบานเลื่อนแยกออกอย่างเป็นสัดส่วน ทำให้ได้ครัวปิดสามารถประกอบอาหารได้จริงจัง

    บานกรอบเป็น UPVC กระจกใสธรรมดาทำให้สามารถมองเห็นคนฝั่งตรงข้ามที่กำลังจะใช้งานประตูได้ จะได้ไม่เปิดประตูชนกัน และข้อดีอีกอย่างคือจะทำให้ห้องโปร่งโล่งไม่อึดอัด มีพื้นที่เชื่อมถึงกันดี แต่ข้อเสียคือถ้าเป็นคนที่ข้าวของเยอะหรือชอบทำครัวรก ก็อาจมองเห็นความไม่เรียบร้อยภายในครัวได้ อาจแก้ปัญหาได้ด้วยการติดกระจกฝ้าหรือทำมู่ลี่ช่วยพรางตาได้ครับ

    พื้นในห้องครัวปูด้วยกระเบื้องเซรามิกขนาด 30 x 30 cm. ทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด มีขนาดพื้นที่ยืนประกอบอาหารกว้างประมาณ 1.15 m. สามารถใช้งานได้สะดวก

    ภายในมีพื้นที่วางตู้เย็นทางด้านซ้าย ขนาดประมาณ 1 x 0.6 m. ถัดไปด้านในมีเคาน์เตอร์ครัวที่โครงการ Built มาให้ ลักษณะเหมือนกับของห้องตัวอย่างห้องแรกเลยครับ เพียงแต่ว่ามีขนาดที่กว้างขึ้นเล็กน้อย

    ตู้ด้านบนสามารถเก็บของได้พอสมควร มีที่วางไมโครเวฟด้านบน อาจไม่สะดวกสำหรับคนตัวเล็กนะ อันตรายต้องใช้งานระวังหน่อย

    Top เคาน์เตอร์ครัวปิดผิวไม้ลามิเนตเหมือนเดิม และมีพื้นที่ทางด้านขวาสามารถประกอบอาหารได้ ผนังกรุกระเบื้องมาให้แล้วเรียบร้อย แต่ผนังทางด้านขวาไม่ได้กรุมาให้ ถ้าชอบทำอาหารหนักๆแนะนำให้กรุเพิ่มเพื่อกันผนังเลอะครับ จะได้ทำความสะอาดได้ง่ายๆ

    ส่วนตู้ด้านล่างก็สามารถเก็บของได้พอสมควร ลิ้นชักตรงกลางมีถาดใส่ช้อนซ้อมแถมมาให้เรียบร้อย ส่วนสองช่องด้านข้างของลิ้นชักไม่สามารถเปิดออกมาได้นะครับ ข้างใต้เคาน์เตอร์ติดตั้งพวกงานระบบซิงค์และเตาไฟฟ้าเอาไว้ ทำมาเพื่อพรางตาให้ดูเรียบร้อยมากขึ้นเท่านั้น

    ฝั่งตรงข้ามมีช่องขนาดประมาณ 80 x 85 cm. เป็นพื้นที่วางเครื่องซักผ้า ซึ่งทางโครงการจะต่อท่องานระบบต่างๆเอาไว้ให้พร้อมใช้งาน ส่วนพื้นที่ด้านบนเหลือแนะนำให้ Built ตู้เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของได้ครับ หรือจะ Built หน้าบานตู้ปิดทั้งช่องนี้ไปเลย ซ่อนเครื่องซักผ้าไว้ภายในเพื่อความเรียบร้อยมากขึ้นก็ได้

    ฝ้าเพดานของห้องครัวเป็นฉาบเรียบทาสี ได้ไฟดาวน์ไลท์ 2 ดวง พร้อมสปริงค์เกอร์และอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยมาให้เรียบร้อย

    กลับออกมาที่ด้านนอก พื้นที่ฝั่งตรงข้ามห้องครัวจัดเป็นชุดโต๊ะรับประทานอาหาร สามารถวางโต๊ะได้ขนาดประมาณ 4 – 6 ที่นั่งได้แบบนี้

    เมื่อโต๊ะไปแล้วจะมีพื้นที่ทางเดินเหลือประมาณ 1 m. ยังสามารถเดินผ่านได้สะดวก

    ถัดเข้ามาด้านในเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่นที่อยู่ติดกับระเบียงจึงได้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาทำให้ภายในห้องนี้สว่าง

    สำหรับห้องนี้มีพื้นที่ค่อนข้างกว้างกว่าห้องที่แล้ว จึงทำให้สามารถวางโซฟาขนาด 3 – 4 ที่นั่งได้ และมีระยะดูทีวีที่มากขึ้นเป็น 2.45 m. จึงสามารถใช้ทีวีที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 50 – 54 นิ้วได้

    ส่วนชั้นวางทีวี ถ้าเลือกห้องแบบ Fully Furnished จะได้ชั้นวางทีวีแบบ 2 ชิ้น บน-ล่าง แต่จะไม่เหมือนแบบนี้นะ ส่วนการ Built ตู้ทรงสูงด้านข้างถือเป็นไอเดียที่ดี ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของได้เยอะเลยครับ

    ส่วนประตูระเบียงที่เป็นประตูกระจกบานเลื่อนนั้นก็เหมือนกับของห้องที่แล้วเลยครับ แต่จะมีขนาดพื้นที่ระเบียงใหญ่ขึ้นเป็น 1.2 x 3 m. และได้เป็นราวระเบียงเหล็กโปร่งรูปตัว L ซึ่งไม่มีผนังทึบด้านข้างมากวนใจ ทำให้สามารถ Take View ได้กว้างมากขึ้นครับ

    ถ่ายรูปย้อนกลับเข้ามาภายในห้องให้ดู เมื่อห้องนี้ได้รับแสงจากระเบียงโดยตรงไม่ต้องผ่านถึง 2 ชั้นแบบห้องที่แล้วจึงทำให้ภายในค่อนข้างสว่างกว่าห้องที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด

    เนื่องจากพื้นที่ Common area เป็นแนวยาวลึก จึงได้ไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้าถึง 8 ดวง พร้อมสปริงเกอร์ 2 จุดและอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยกลางห้อง ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี ไม่มีการดรอปฝ้า และได้เครื่องปรับอากาศแบบ Wall Type อีก 1 เครื่อง

    มาต่อที่ห้องทางด้านซ้าย เป็นห้องน้ำและห้องนอนเล็ก พื้นที่โถงตรงกลางขนาด 1 x 1 m. สามารถเดินผ่านได้พอดีตัว

    มาเริ่มที่ห้องน้ำกันก่อน เป็นห้องน้ำที่ใช้งานระหว่างส่วนกลางกับห้องนอนเล็ก ภายในจึงมี Shower box ติดตั้งมาให้ด้วย แยกพื้นที่ฟังก์ชันส่วนแห้งกับส่วนเปียกออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน พร้อมได้ชุดสุขภัณฑ์ต่างๆครบตามนี้พร้อมใช้งาน

    พื้นที่ส่วนแห้งมีขนาดประมาณ 1.5 x 1.5 m. ได้ขอบธรณีประตูเป็นหินแกรนิตโต้เช่นเดิม และมีอ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ ติดตั้งสายฉีดชำระและที่แขวนกระดาษชำระ ทั้งหมดเป็นของ Cotto มาให้พร้อมใช้งาน

    ภายใน Shower box ก็ได้เหมือนกับห้องตัวอย่างห้องแรกเลยครับ ที่แตกต่างกันคือที่วางสบู่เป็นของ Mogen ที่มีรูระบายน้ำติดตั้งมาให้เพิ่มเติมแทนครับ

    ส่วนพื้นที่อาบน้ำมีขนาดประมาณ 1.5 x 0.8 m. สามารถใช้งานได้สะดวก

    ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี พร้อมไฟดาวน์ไลท์ 2 ดวง และพัดลมดูดอากาศอีก 1 ตัว

    ติดกันเป็นห้องนอนเล็ก ภายในมีขนาดพื้นที่กว้างขวาง สามารถใช้งานได้สะดวก

    พื้นที่ปลายเตียงกว้างประมาณ 0.75 m. สามารถเดินผ่านได้สะดวก ผนังปลายเตียงเป็นผนึงทึบ สามารถติดทีวีที่ผนังปลายเตียงได้ แต่ไม่แนะนำให้วางชั้นวางทีวีเพราะจะเดินผ่านลำบากนะ

    จากห้องตัวอย่างทางโครงการวางเตียงขนาด 3.5 ฟุตเอาไว้กลางห้อง แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีพื้นที่ด้านข้างเหลืออีกเยอะ สามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุตก็ยังได้ ซึ่งทางด้านซ้ายเป็นพื้นที่วางตู้เสื้อผ้า ส่วนทางด้านขวาเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ครับ

    ผนังทางด้านขวาเป็นชุดหน้าต่างกระจกบานกระทุ้งที่สามารถเปิดระบายอากาศได้ และสามารถทำที่นั่งข้างหน้าต่างหรือจะเลื่อนเตียงมาชิดหน้าต่างได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าเด็กจะตกลงไปครับ เพราะหน้าต่างเปิดได้แค่ 30 องศาเท่านั้น

    และข้อดีของการวางเตียงขนาด 3.5 ฟุต นั้นทำให้มีพื้นที่ทางด้านขวาเหลือประมาณ 1.65 m. จึงสามารถจัดเป็นมุมอเนกประสงค์นั่งพักผ่อน ทำงาน และอ่านหนังสือข้างหน้าต่างแบบนี้ได้นั่นเอง หรือถ้าไม่อยากได้ที่นั่งข้างหน้าต่างแบบนี้ จะวางแค่โต๊ะนั่งทำงานข้างหน้าต่างก็สามารถทำได้ และยังมีพื้นที่เหลือพอที่จะขยายเตียงเป็น 5 ฟุตได้พอดีด้วยครับ

    ฝ้าเพดานในห้องเป็นฉาบเรียบทาสี ได้ไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 4  ดวง พร้อมติดสปริงค์เกอร์และอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย ผนังด้านขวาติดเครื่องปรับอากาศแบบ Wall Type มาให้อีก 1 เครื่อง

    ส่วนห้องสุดท้ายเป็นห้อง Master Bedroom ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

    เมื่อเข้ามาภายในจะพบกับพื้นที่ห้องที่กว้างขวางและโปร่งโล่งเป็นพิเศษ เพราะมีช่องหน้าต่างกระจกหลายจุดหลายมุม

    จุดเด่นของห้องนี้อยู่ที่กระจกเข้ามุมแบบ Bay Window บริเวณหัวเตียง เนื่องจากห้องนี้เป็นห้องมุมจึงออกแบบให้ห้องนอนนี้มีส่วนหัวเตียงยื่นออกไปจากเสาโครงสร้าง ช่วยเพิ่มช่องแสงและมุมมองด้านข้างให้กว้างและโปร่งโล่งมากขึ้น โดยที่ผนังหัวเตียงยังคงเป็นผนังทึบซึ่งช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวจากการมองเห็นกันของอาคารฝั่งตรงข้ามได้

    จากห้องตัวอย่างเมื่อวางเตียงขนาด 5 ฟุตไปแล้วจะมีพื้นที่ข้างเตียงเหลือข้างละประมาณ 50 cm. สามารถวางโต๊ะข้างเตียงและลุกออกจากเตียงได้สะดวก

    และที่หน้าต่างกระจกด้านข้างเตียงยังสามารถเปิดกระทุ้งเพื่อระบายอากาศได้ทั้ง 2 ด้าน ทำให้เกิด Ventilation ที่ดีภายในห้องได้อีกด้วย

    ทางด้านซ้ายของเตียงยังมีช่องหน้าต่างอยู่อีกมุมหนึ่งที่ช่วยดึงแสงธรรมชาติอีกด้านเข้ามาภายในห้องได้ พร้อมติดเครื่องปรับอากาศแบบ Wall Type ไว้ที่ผนังปลายเตียงให้อีก 1 เครื่อง

    ปลายเตียงมีพื้นที่กว้างประมาณ 1 m. ซึ่งกว้างพอที่จะติดทีวีที่ผนังหรือจะวางชั้นวางทีวีเล็กๆก็ได้ ยังคงมีพื้นที่เหลือสามารถเดินผ่านได้สะดวก

    พื้นที่ข้างหน้าต่างจัดเป็นมุมอเนกประสงค์ สามารถใช้นั่งเล่น นั่งทำงาน อ่านหนังสือได้ หรือจะทำเป็นโต๊ะทำงานจริงจังข้างหน้าต่างไปเลยก็ได้เพราะได้แสงธรรมชาติด้วยครับ

    โดยพื้นที่อเนกประสงค์ตรงนี้มีขนาดความกว้างประมาณ 1.6 m. สามารถใช้งานได้ไม่อึดอัดนะ

    ฝ้าเพดานของห้อง Master Bedroom เป็นฉาบเรียบทาสี ได้ไฟดาวน์ไวท์แบบฝังฝ้า 4 ดวง พร้อมสปริงค์เกอร์และอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยมาให้

    อีกด้านของห้องเป็นพื้นที่ตู้เสื้อผ้าและทางเข้าห้องน้ำ

    ทางด้านขวาเป็นตู้เสื้อผ้า ส่วนทางด้านซ้ายจะมีช่องเล็กๆเว้าเข้าไปด้านใน ขนาดประมาณ 90 x 30 cm. สามารถ Built เป็นโต๊ะเครื่องแป้งแบบนี้ได้ครับ ส่วนผนังกระจกด้านซ้ายที่เห็นนี้เป็นเสาโครงสร้างของอาคารที่จะมีอยู่ทุกห้องนะ

    พื้นที่หน้าตู้เสื้อผ้าวัดจากตู้ถึงเสามีความกว้างประมาณ 1 m. สามารถยืนแต่งตัวหน้าตู้ได้สะดวก

    และตรงจุดนี้จะได้ไฟดาวน์ไล์กับสปริงค์เกอร์อีก 1 จุดด้วย เวลายืนแต่งตัวหน้าตู้จะได้ไม่มืดนะครับ

    สุดท้ายเป็นห้องน้ำของห้อง Master Bedroom ภายในมีฟังก์ชันและสุขภัณฑ์มาตรฐานต่างๆเหมือนกับห้องอื่นๆ

    เริ่มที่พื้นที่ส่วนแห้งมีขนาดประมาณ 1.65 x 1.4 m. สามารถใช้งานได้สะดวก มีอ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ สายฉีดชำระ และที่แขวนกระดาษชำระ ทั้งหมดเป็นของ Cotto ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานเช่นเคย

    ที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือช่องหน้าต่างบานกระทุ้งที่ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาและเปิดระบายอากาศ กลิ่น และความชื้นได้ ทำให้ห้องน้ำห้องนี้ถูกสุขลักษณะมากยิ่งขึ้น

    ส่วน Sower box ก็ติดฉากกั้นอาบน้ำ Hand Shower เครื่องทำน้ำอุ่น และที่วางสบู่มาให้พร้อมใช้งานเหมือนกับห้องอื่นๆ

    พื้นที่อาบน้ำมีขนาดประมาณ 1.35 x 0.8 m. สามารถใช้งานได้สะดวก

    ฝ้าเพดานได้ไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 2 ดวง แต่จะไม่มีพัดลมดูดอากาศให้นะ เพราะมีช่องหน้าต่างระบายอากาศแล้ว

    ส่วนสวิตซ์และปลั๊กไฟภายในห้องทั้งหมดเป็นของ Bticino หน้าตาแบบนี้ครับ

    **รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

    สำหรับแบบห้องที่เหลือมีดังนี้

    ห้อง Studio type (Verranda Suite) ขนาดพื้นที่ใช้สอย 28 – 30 ตารางเมตร เป็นห้องขนาดเล็กสุดของโครงการและมีจำนวนมากที่สุด พื้นที่หน้าห้องส่วนแรกเป็นพื้นที่ครัวซึ่งเป็นครัวเปิด แต่ก็มีระยะที่สามารถกั้นผนังเพื่อทำเป็นครัวปิดได้ ห้องน้ำอยู่ทางหน้าห้องทำให้สะดวกต่อการใช้งาน ภายในห้องเป็นพื้นที่รวมกันระหว่างห้องนั่งเล่นและห้องนอนจึงเกิดเป็น Common area ขนาดใหญ่ ขาดก็แต่โต๊ะทานอาหารซึ่งอาจต้องนั่งทานที่โต๊ะหน้าทีวีแทนครับ แม้จะเป็นห้องขนาดเล็กแต่ก็ยังมีพื้นที่อเนกประสงค์ข้างหน้าต่างเว้าเข้าไปเหมือนห้อง Type ใหญ่ๆ ที่สามารถจัดเป็นที่นั่งเล่นหรือทำงานอ่านหนังสือได้ดี  มีแสงธรรมชาติเข้าได้ทั้งจากทางหน้าต่างและประตูระเบียงกระจกที่ยื่นยาวออกไปด้านนอก ห้องนี้จึงเหมาะกับคนที่พักอาศัย 1 – 2 คน ที่ชอบห้องโปร่งโล่ง ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในห้องนอน ซึ่งยังมีมุมพักผ่อนและมุมอเนกประสงค์ส่วนตัวแยกออกเป็นสัดส่วนแต่ยังคงเชื่อมถึงและอยู่ในพื้นที่เดียวกัน รวมถึงไม่เน้นการทำอาหารหรือการทานอาหารบนห้องครับ

    ห้อง 1 Bed Room (Superior Suite) ขนาดพื้นที่ใช้สอย 35 ตารางเมตร เป็นห้องหน้ากว้างที่จัดแบ่งพื้นที่ในห้องออกเป็นส่วนพักผ่อนกับส่วนใช้งานแยกออกจากกันคนละฝั่งอย่างเป็นสัดส่วน เมื่อเข้ามาภายในห้องจะเจอกับพื้นที่ห้องนั่งเล่นก่อนเป็นอันดับแรก และมีพื้นที่โต๊ะทานอาหารในตัวด้วย ด้านในเป็นห้องนอนซึ่งกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนซึ่งจะช่วยดึงแสงธรรมชาติจากหน้าต่างให้ส่องเข้ามาถึงในห้องนั่งเล่น จะได้สว่างและโปร่งโล่งไม่อึดอัด ประตูเป็นแบบบานเลื่อน 3 ตอนจึงทำให้เปิดออกได้กว้าง เมื่อเปิดออกจะได้พื้นที่เชื่อมต่อกันค่อนข้างกว้างและโปร่งโล่ง แต่เมื่อเลื่อนปิดก็จะได้พื้นที่ที่เป็นสัดส่วนมากขึ้นและยังช่วยประหยัดแอร์ไม่ต้องทำงานหนักอีกด้วย ส่วนทางด้านซ้ายของห้องเป็นพื้นที่ใช้งาน ประกอบด้วยห้องครัวซึ่งกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนช่วยป้องกันกลิ่นไม่ให้เข้าไปรบกวนพื้นที่พักผ่อนภายใน ติดกันเป็นประตูกระจกบานเลื่อนที่สามารถเปิดออกไปใช้งานระเบียงภายนอกได้ อีกทั้งยังช่วยเปิดระบายอากาศ กลิ่น และความชื้นทั้งจากภายในห้องครัวและห้องน้ำได้โดยไม่รบกวนพื้นที่พักผ่อนเลย แลกมากับข้อเสียคือห้องน้ำและตู้เสื้อผ้าอยู่ห่างกันมาก ต้องผ่านประตู 1 – 2 บานกว่าจะถึงจึงทำให้อาจใช้งานได้ไม่สะดวกนัก ห้องนี้จึงเหมาะกับคนอยู่อาศัย 1 – 2 คน ชอบห้องที่โปร่งโล่งและสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันกั้นห้องด้วยประตูกระจกบานเลื่อนเพื่อความเป็นสัดส่วนมากขึ้นได้

     

    สุดท้ายคือห้อง 1 Bed Room (Executive Suite) ขนาดพื้นที่ใช้สอย 41 – 43 ตารางเมตร ภายในมีการแยกฟังก์ชันการใช้งานอย่างชัดเจน ได้พื้นที่ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ซึ่งจะได้แสงธรรมชาติผ่านทางประตูกระจกบานเลื่อนของห้องครัวเล็กๆที่มีส่วนเชื่อมต่อกับระเบียงภายนอกได้ จึงอาจทำให้ภายในห้องนั่งเล่นมืดกว่าห้อง Type อื่นๆเล็กน้อย ส่วนห้องครัวก็มีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ เป็นครัวปิดสามารถทำอหารได้จริงจังและเปิดประตูเพื่อระบายอากาศได้ จุดเด่นจองห้องนี้คือห้องนอนซึ่งกั้นด้วยผนังทึบได้ความเป็นส่วนตัว ภายในห้องนอนค่อนข้างกว้างขวางและได้ชุดหน้าต่างกระจกกว้างเต็มผนัง รวมถึงมีห้องน้ำอยู่ภายในห้องนอนด้วย แอบมีข้อเสียเหมือนห้องตัวอย่างที่ผ่านมาคือถ้ามีแขกมาแล้วต้องการเข้าห้องน้ำก็จำเป็นต้องผ่านห้องนอนก่อนจึงทำให้ขาดความเป็นส่วนตัวได้ ห้องนี้จึงเหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คน เป็นคนที่ชอบพื้นที่ฟังก์ชันในแต่ละส่วนกว้างๆ และให้ความสำคัญกับห้องนอนเป็นพิเศษ

    ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 12 September 2018

    • Studio 28 – 30 ตร.ม. ราคา 2.07 – 2.72 ล้านบาท (กรณีเลือก Fully Fitted รับส่วนลดทันที 180,000 บาท)
    • 1 Bedroom 35 – 42 ตร.ม. ราคา 2.52 – 3.66 ล้านบาท (กรณีเลือก Fully Fitted รับส่วนลดทันที 220,000 – 240,000 บาท)
    • 1 Bedroom Plus 42 – 44 ตร.ม. ราคา 2.88 – 3.82 ล้านบาท (กรณีเลือก Fully Fitted รับส่วนลดทันที 250,000 บาท)
    • 2 Bedrooms 59 – 67 ตร.ม. ราคา 4.06 – 5.72 ล้านบาท (กรณีเลือก Fully Fitted รับส่วนลดทันที 360,000 – 380,000 บาท)

    • สามารถเลือกได้ระหว่าง Fully Furnished หรือ Fully Fitted
    • ฝ้าเพดานสูง 2.55 เมตร
    • Kitchen & Sink
    • เครื่องปรับอากาศ
    • จอง 10,000 – 20,000 บาท
    • ทำสัญญา 39,000 – 49,000 บาท
    • ค่ากองทุน 350 บาท/ตร.ม.
    • ค่าส่วนกลาง 35 บาท/ตร.ม./เดือน

    **ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ


    เจาะลึกรวบยอด

    ทำเล – โครงการ Supalai Veranda รามคำแหง พื้นที่โครงการตั้งอยู่ติดถนนหลัก 2 สายคือรามคำแหงและถนนหัวหมาก ทำให้โครงการสามารถเข้า-ออกได้สองทาง สะดวกมากยิ่งขึ้นใช้เป็นถนนเลี่ยงรถติดได้ดี เข้า-ออกเมืองได้ง่าย มีซอยลัดเชื่อมต่อถนนทั้ง 2 สายเยอะ และเป็นทำเลที่ค่อนข้างคึกคักตลอดสาย สำหรับฝั่งถนนรามคำแหงใกล้สุดคือ รามคำแหง Night Market เป็นตลาดนัดที่อยู่ห่างจากตัวโครงการแค่เพียง 400 m. หรือจะไปห้างใหญ่ๆอย่าง The Mall บางกะปิ ก็ได้ และยังมีทั้งโลตัส พันธุ์ทิพย์ แม็คโคร และตลาดบางกะปิให้ได้เลือกซื้อของตามต้องการครบ นอกจากนี้บนฝั่งถนนหัวหมากยังมีร้านค้าร้านอาหารและแหล่งของกินบริเวณหน้าม.อัสสัมชัญเยอะแยะเลย สามารถเดินมาจากโครงการได้สะดวก อีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญโครงการอยู่ติดกับสนามกีฬาใหญ่ๆที่จัดงานการแข่งขันกีฬาบ่อยๆอย่าง Huamark Indoor Stadium และราชมังคลากีฬาสถาน ได้วิวสวนสุขภาพและใกล้กับม.รามคำแหงซึ่งถือได้ว่าเป็นทิศทางที่การันตีวิวได้ว่าจะไม่มีตึกสูงมาบดบังในระยะประชิดแน่นอน

    การเดินทางโดยใช้รถ – ค่อนข้างสะดวก อย่างที่บอกไปว่าตัวโครงการเชื่อมต่อถนนสายหลักทั้ง 2 สายไว้ด้วยกันทำให้มีตัวเลือกในการเดินทางเข้า-ออกเมืองได้ง่าย หรือจะใช้ถนนหัวหมากเพื่อเลี่ยงรถติดบนถนนรามคำแหงก็ได้ครับ นอกจากนี้ยังมีทางพิเศษต่างๆที่ใช้เข้า-ออกเมืองได้หลายเส้น ทั้งทางด่วนศรีรัช ทางพิเศษฉลองรัช และวงแหวนกาญจนาภิเษก ที่อยู่ห่างจากตัวโครงการไปประมาณ 3.9 – 8.1 km. แต่เป็นเส้นทางที่รถค่อนข้างติด คงต้องเผื่อเวลาเดินทางอย่างน้อยประมาณครึ่งชม.ด้วยนะ โดยโครงการสามารถจอดรถได้ 55% ไม่รวมจอดซ้อนคันครับ

    การเดินทางโดยไม่ใช้รถ – ถือว่าสะดวกมากๆ มีตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลาย เริ่มจากตัวโครงการอยู่ติดกับถนนหลักรามคำแหงที่มีรถสองแถวและรถสาธารณะวิ่งผ่านอยู่ตลอดเวลาทำให้เรียกรถได้ง่าย อีกทั้งยังมีวิวมอไซค์อยู่หน้าโครงการเลยด้วย ที่สำคัญที่สุดในอีกไม่กี่ปีจะมีรถไฟฟ้าสายสีส้ม MRT สถานีราชมังคลา เป็นรถไฟฟ้าใต้ดินที่อยู่ติดกับรั้วโครงการทางด้านหน้าเลย นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางด้วยเรือโดยสารที่คลองแสนแสบได้อีกหนึ่งช่องทาง โดยท่าเรือที่ใกล้ที่สุดคือ ท่าเรือสะพานมิตรภาพมหาดไทย ที่อยู่ห่างจากโครงการไปเพียง 650 m. เท่านั้น

    การออกแบบโครงการ – ลักษณะการวางอาคารเป็นแนวยาวไปตามความยาวของที่ดินขนาด 15-1-95.9 ไร่ และมีความยาวของที่ดินสูงสุดประมาณ 560 m. โดยแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งด้านหัวกับท้ายโครงการเป็นพื้นที่ร้านค้าและ Community Mall ในอนาคตเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกบ้านของแต่ละอาคาร ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นโครงการที่มีเพียง 1 อาคาร เนื่องจากชั้นจอดรถตั้งแต่ชั้น 1 – 5 จะเชื่อมถึงกันหมด มีที่จอดรถประมาณ 1,150 คันคิดเป็น 55% ไม่รวมจอดซ้อนคัน ชั้นพักอาศัยด้านบนจะแบ่งออกเป็น 3 อาคาร ประกอบด้วยอาคาร A สูง 33 อาคาร B สูง 35  และอาคาร C สูง 27 ชั้น มีจำนวนห้องพักอาศัยรวม 2,073 ยูนิต ถือว่าค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว และมีอัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 186.83 :  1 ซึ่งถือว่าหนาแน่นพอสมควร ส่วนตัวอาคารออกแบบมาในสไตล์เวอเรนด้าซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ของศุภาลัยที่นอกจากความหรูราสวยงามแล้วยังเพิ่มเส้นสายสไตล์โมเดิร์นให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น แล้วยังแสดงถึงความเคลื่อนไหวและความ Active ตามแนวคิดของโครงการที่เน้นให้มีความ Sport มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

    การออกแบบห้องพัก – ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว มีแบบห้องให้เลือกหลากหลาย ห้องส่วนใหญ่เริ่มต้นมีขนาดพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ จึงทำให้มีพื้นที่กว้างขวาง จัดวางฟังก์ชันได้ง่าย เกือบทุกห้องจะมีมุมอเนกประสงค์ที่จัดเป็นโซฟานั่งเล่นหรือโต๊ะทำงานอ่านหนังสือข้างหน้าต่างได้ พื้นที่ครัวจะได้เป็นครัวเปิดแต่ก็มีระยะที่สามารถกั้นผนังเพื่อทำเป็นครัวปิดได้เช่นกัน ส่วนห้องนอนและห้องอเนกประสงค์จะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนแบบ 3 ตอนแยกออกเป็นสัดส่วนและช่วยประหยัดค่าแอร์ได้ แต่ก็สามารถเปิดออกได้กว้างเพื่อเพิ่มพื้นที่เชื่อมต่อทำให้ห้องดูโปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น ถือเป็นโครงการที่มีฟังก์ชันที่ยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนได้หลากหลายตาม Lifestyle ของแต่ละคน อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการนี้คือห้อง 2 Bedroom ที่อยู่ริมสุดของแต่ละอาคาร โดยเฉพาะห้อง Master Bedroom ในส่วนห้องหัวเตียงที่ผนังห้องจะยื่นออกไปและได้เป็นกระจกเข้ามุม Bay Window ทั้งสองด้านช่วยเพิ่มมุมมองให้โปร่งโล่งและเปิดระบายอากาศสร้าง Ventilation ที่ดีภายในห้องได้ รวมถึงผนังหัวเตียงเป็นผนังทึบที่ช่วยเรื่องความเป็นส่วนตัวจากการมองเห็นห้องฝั่งตรงข้ามได้ดีอีกด้วย

    วัสดุ – ถือว่าให้มาดีขึ้นเมื่อเทียบกับโครงการรุ่นพี่ตัวก่อนหน้านี้ พื้นไม้ลามิเนตหนา 8 mm., ผนังติด Wallpaper, พื้นห้องครัวกระเบื้องเซรามิก, Top เคาน์เตอร์ครัวปิดผิวไม้ลามิเนต, กรอบบานประตูและหน้าต่าง UPVC กระจกเขียวตัดแสง, ประตูห้องไม้ HDF พร้อมลูกบิดธรรมดา, ชุดสุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำทั้งหมดเป็นของ Cotto สายฉีดชำระและหัวฝักบัวเป็นพลาสติก พร้อมเครื่องทำน้ำอุ่นของ Electrolux, ธรณีประตูหินแกรนิตโต้, กระเบื้องภายในห้องน้ำเป็นสีใหม่ที่ดูสว่างและทันสมัยมากกว่าโครงการเดิม, ติดตั้งไฟภายในห้องทั้งหมดเป็นแบบดาวน์ไลท์ฝังฝ้า พร้อมเครื่องปรับอากาศแบบ Wall Type

    สาธารณูปโภค – ถือว่าให้มาเยอะพอสมควรเหมาะกับของขนาดโครงการและจำนวนยูนิต เน้นฟังก์ชันที่หลากหลาย ที่หน้าโครงการมี Community mall เป็นของโครงการเอง ใต้อาคารก็มี Lobby แยกออกไปแต่ละอาคาร และมี Game Room กับ Social Club ส่วนชั้น Main Facilities อยู่ที่ชั้น 6 เป็นพื้นที่ระหว่างอาคารที่กว้างกว่า 40 m. จัดเป็นพื้นที่สระว่ายน้ำและ Water park สำหรับเด็กแบบเรือโจรสลัดที่สวยงามและน่าเล่นเป็นอย่างมาก พื้นที่โดยรอบจัดเป็นสวนนั่งพักผ่อนและ Jogging track ไว้วิ่งออกกำลังกายได้ ที่ในอาคาร B จะมี Facilities ที่กินพื้นที่ 2 ชั้นแบบ Double Volume ประกอบด้วย Fitness ห้องเต้นแอโรบิก ห้องชูตบาสเกตบอล และห้องซาวน่าแยกชาย-หญิงและนอกจากนี้แต่ละอาคารยังมี Facilities บนดาดฟ้าที่แตกต่างกัน ซึ่งลูกบ้านทุกอาคารสามารถไปใช้ดาดฟ้าของอาคารอื่นๆได้ทั้งหมด เริ่มที่อาคาร A เป็น Panoramic Sky Bar ที่ชั้น 33 สามารถขึ้นไปนั่งชมวิวได้ อาคาร B เป็น Sky Lounge ที่ชั้น 35 ที่จะมีชุดโซฟารับแขกขึ้นไปนั่งเล่นพักผ่อนได้ และที่อาคาร C จะมี Co-Living Space สามารถขึ้นมานั่งทำงานอ่านหนังสือได้

    Judgement

    การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

    ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

    เทียบกับราคา 75,000 บาท/ตร.ม., 12 September 2018

    • ทำเล 8.5/10 – คึกคักหาของกินง่าย ทางเข้า-ออกถนน 2 สาย ติดกันเป็นพื้นที่ราชการ สถานศึกษา วิวไม่มีตึกสูงบัง
    • เดินทางด้วยรถ 8/10 – ติดถนนใหญ่ ใกล้ทางด่วน 3 เส้นทาง มีทางลัดเลี่ยงรถติดได้
    • ไม่ใช้รถ 8.5/10 – มีตัวเลือกในการเดินทางหลากหลาย เรียกรถง่าย อนาคตมีรถไฟฟ้าใช้อยู่ติดหน้าโครงการ
    • วัสดุ 7.5/10 – มาตรฐานทั่วไปของระดับราคานี้ เหมาะสมกับการใช้งาน
    • แบบ 7.75/10 – มีแบบห้องหลากหลาย ขนาดพื้นที่ใหญ่ ฟังก์ชันลงตัว มีช่องแสงเยอะโปร่งโล่ง
    • สาธารณูปโภค 8/10 – ให้มาเยอะน่าใช้งาน มีส่วนกลางบนดาดฟ้า

    • MAIN CLASS
    • 8.15 / 10.00

    BOTTOM LINE

    โครงการ Supalai Veranda รามคำแหง เหมาะกับคนที่อยู่หรือทำงานในย่านบางกะปิ-รามคำแหง ทำเลดีเข้า-ออกได้ 2 ทาง มีตัวเลือกในการเดินทางหลากหลาย อนาคตมีรถไฟฟ้าใช้ ต้องการห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่และลงตัว สามารถเลือกแบบ Fully Furnished หรือ Fully Fited ก็ได้ และชอบใช้พื้นที่ส่วนกลาง มีงบประมาณระดับ 2 – 5.7 ล้าน หรือมีกำลังผ่อนประมาณ 14,000 – 40,000 บาท/เดือน