รีวิวฉบับที่ 1808 … สวัสดีครับวันนี้จะพาไปรีวิวคอนโด Knightsbridge สุขุมวิท-เทพารักษ์ จาก Origin ทำเลอยู่ติดรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีทิพวัล 0 m. มีจำนวนยูนิตน้อยได้ความเป็นส่วนตัว ส่วนกลางขนาดใหญ่น่าใช้งาน ขายแบบ Fully Fitted แต่ให้วัสดุค่อนข้างดี ในราคาเริ่มต้น 2.09 ล้านบาท จะเป็นอย่างไรลองไปชมกันเลยครับ

Fact @ 14 February 2019

  • Knightsbridge Sukhumvit-Thepharak (ไนท์บริดจ์ สุขุมวิท-เทพารักษ์)
  • บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)
  • UPPER CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ในเขต : ต.บางเมืองใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
  • คอนโด High Rise 35 ชั้น 1 อาคาร 474 ยูนิต และร้านค้า 1 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 22 ยูนิต
  • ที่จอดรถ Auto Parking 49%
  • ที่ดินประมาณ 1-3-54 ไร่
  • เริ่มก่อสร้าง :  Q2 ปี 2562
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : Q4 ปี 2564
  • Studio 23.5 – 26 ตร.ม. ราคา 2.09 – 2.7 ล้านบาท
  • 1 Bedroom 27 – 28 ตร.ม. ราคา 2.58 – 3 ล้านบาท
  • 1 Bedroom Plus 31 ตร.ม. ราคา 2.99 – 3.36 ล้านบาท
  • 1 Bedroom Plus 39 ตร.ม. ราคา 3.85 – 4.2 ล้านบาท
  • 2 Bedrooms 53.5 – 55 ตร.ม. ราคา 5.64 – 5.94 ล้านบาท
  • ฝ้าเพดานสูง 2.8 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 2.09 ล้านบาท
  • ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ AVERAGE ประมาณ 90,000 บาท/ตร.ม.
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่ำสุด-สูงสุด 90,000 – 110,000 บาท/ตร.ม.
  • EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) : ผ่านแล้ว
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • โทร  : 020 300 000

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วครับ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างครับ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.637633, 100.608746

แผนที่จากทางโครงการครับ

สมุทรปราการ หนึ่งในเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร คำว่า “สมุทร” ซึ่งแปลว่าทะเล และ “ปราการ” ที่แปลว่า กำแพง จึงมีความหมายว่า “กำแพงริมน้ำ” มีประวัติอันยาวนานมากว่า 800 ปี มีความสำคัญกับประเทศไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน สมุทรปราการคือเมืองป้อมปราการทางทะเลที่สำคัญ ช่วยในการปกป้องประเทศชาติบ้านเมือง อีกทั้งยังเป็นเมืองแห่งการค้าขายโดยเฉพาะการค้าและการขนส่งทางทะเลที่เฟื่องฟูมากในสมัยอดีต ซึ่งปัจจุบันเองก็ยังคงเป็นเช่นนั้น มีนิคมและโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง และเปรียบเสมือนประตูสู่ภาคตะวันออกของกรุงเทพฯ เชื่อมต่อทั้งชลบุรีและอ่าวไทย มีการคมนาคมสะดวกทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ

โครงการ Knightsbridge สุขุมวิท-เทพารักษ์ ตั้งอยู่บนถนนเทพารักษ์ตอนต้น ซึ่งเป็นถนนเส้นรองที่อยู่ระหว่างถนนสุขุมวิทและถนนศรีนครินทร์ โดยบริเวณจุดตัดทั้งสองจะเป็นทางแยกซึ่งรถจะค่อนข้างติดมาก โดยเฉพาะบริเวณแยกเทพารักษ์ที่ถนนสุขุมวิทจะเป็นช่วงรถติดตั้งแต่สำโรงไปจนถึงแยกปู่เจ้า กับที่แยกศรีเทพาบริเวณถนนศรีนครินทร์ที่จะมีรถติดบริเวณฝั่งขาเข้าเมืองตั้งแต่แยกศรีเทพาไปจนถึงช่วงซอยลาซาล-แบริ่ง ดังนั้นไม่ว่าจะไปเส้นทางไหนก็ให้ตีไว้ต่ำๆเลยคือ 30 – 60 นาทีกว่าจะถึงตัวเมืองหรือทางด่วนที่สี่แยกบางนา แต่มีวิธีเข้า-ออกเมืองได้ง่ายอีกเส้นทางหนึ่งคือจะต้องพึ่งถนนกาญจนาภิเษก โดยเส้นทางอาจจะดูอ้อมไปสักหน่อยแต่ก็ช่วยเลี่ยงรถติดไปได้บ้างครับ ถ้าไปทางซ้ายจะสามารถไปฝั่งพระประแดง-พระราม 2 ได้ หรือเชื่อมข้ามสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมไปฝั่งพระราม 3 ส่วนถ้าไปทางขวาจะไปบางนา-ตราด หรือจะตรงยาวไปทางลาดกระบัง รามคำแหง หรือบางปะอินเลยก็ได้

นอกจากนี้ตัวโครงการยังอยู่ติดถนนใหญ่ทำให้เรียกรถสาธารณะได้ง่าย ซึ่งมีทั้งรถแท็กซี่และรถสองแถวมากมายวิ่งตลอดทั้งวัน โดยจะวิ่งอยู่ในช่วงสำโรง-บางพลี ถ้าเป็นคนในพื้นที่หรือทำงานในโซนนี้จะสะดวกมากๆ แต่ถ้าทำงานในเมืองอาจต้องพึ่งระบบขนส่งสาธารณะที่เลี่ยงรถติดได้อย่างรถไฟฟ้าแทนครับ กลับกันถ้าคิดจะอยู่แถวนี้แล้วอยากไปทำงานด้วยรถส่วนตัวแบบง่ายๆ ก็อาจต้องเป็นคนทำงานแถวปู่เจ้า ศรีนครินทร์ตอนปลาย หรือปากน้ำก็จะดีครับ เพราะเวลาเช้าๆเราจะวิ่งออกเมืองสวนทางกับคนจำนวนมากที่วิ่งเข้าเมืองรถติดยาวเหยียด จะทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น

ด้านความอุดมสมบูรณ์ ทำเลนี้ถือเป็นทำเลเชื่อมต่อไปยังความเจริญจุดอื่นๆ บรรยากาศโดยรอบโครงการก็จะเงียบๆหน่อย ถ้าจะซื้ออาหารหรือข้าวของเครื่องใช้ที่ใกล้โครงการมากที่สุดคือ Palm Island Mall ซึ่งภายในจะมีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ฟิตเนส และ Big C Market ถือว่าค่อนข้างสะดวกและครบครันอยู่ในระยะเดินถึงสบายๆ แต่ถ้าเป็นห้างในละแวกใกล้เคียงก็จะมี Big C Jumbo ตรงแยกปู่เจ้าฯ Tesco Lotus ศรีนครินทร์ และ Jas Urban เป็นคอมมูนิตี้มอล์เปิดใหม่ซึ่งมีร้านค้า, Foodland, KFC และฟิตเนสเปิด 24 ชม.ด้วย หรือจะเป็น Hub ใหญ่ๆแถวสำโรง มีทั้งห้างอิมพีเรียลเวิลด์ ตลาดใหม่สำโรง และตลาดเอี่ยมเจริญ รวมถึงยังเป็นจุดต่อรถในการเข้า-ออกเมืองที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของสมุทรปราการอีกด้วย มีทั้งรถเมล์ วินรถตู้ และสถานีรถไฟฟ้า BTS สำโรง ที่เปิดใช้บริการแล้ว ส่วนถ้าลงมาทางใต้เข้าตัวเมืองสมุทรปราการก็จะมีตลาดปากน้ำซึ่งมีของสดและของทะเลต่างๆมากมายเลยทีเดียว

นอกจากนี้เรายังสามารถมายังย่านที่เจริญที่สุดอย่างบางนา-ตราดได้ง่ายด้วยวงแหวนกาญจนาภิเษกหรือจะมาทางปกติก็ได้ มีห้างเก่าแก่อย่าง Central บางนา ซึ่งถือเป็น CBD ของแถวนี้เลยทีเดียว โดยรอบจึงมีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่อยู่ใกล้ๆเยอะ แล้วยังมีศูนย์ประชุมไบเทคบางนาอยู่ไม่ไกล อีกห้างหนึ่งซึ่งได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงและมีอิทธิพลมากที่สุดแห่งใหม่สมุทรปราการคือ Mega บางนา ที่มีร้านค้าและร้านอาหารต่างๆมากมาย รวมถึงในอนาคตยังมี Mega project อย่าง Mega City ที่จะมีทั้งอาคารสำนักงาน โรงแรม และคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นอีกด้วย

โครงการติดรถไฟฟ้าถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของตัวโครงการ โดยจะตั้งอยู่ติดรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) สถานีทิพวัล เป็นรถไฟฟ้าระบบแบบ Monorail ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และคาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 64 ครับ โดยจะไป Interchange  กับรถไฟฟ้าสายสุขุมวิทที่ BTS สถานีสำโรง ที่ถัดออกไปเพียง 1 สถานีเท่านั้น ซึ่งเป็นสายที่เปิดให้บริการแล้วในปัจจุบัน สามารถตรงเข้าเมืองไปสยามได้ง่าย หรือจะลงใต้ไปทางเคหะ-บางปูที่พึ่งเปิดให้บริการแล้วเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้ครับ

มาดูระยะการเดินทางใกล้โครงการกันก่อนนะ โดยโครงการจะมีระยะของจุดกลับรถอยู่ที่ 350 และ 450 m. ถือเป็นระยะที่ปลอดภัยและใช้งานได้ง่ายครับ และแน่นอนว่าอยู่ติดกับบันไดทางขึ้นรถไฟฟ้าสายสีเหลือง MRT สถานีทิพวัล ที่มาจ่ออยู่ตรงหัวมุมแปลงที่ดินโครงการในระยะ 0 m. หรือหากใครจะเดินข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามก็มีสะพานลอยให้ใช้อยู่ในระยะ 45 m. เท่านั้นครับ

สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์จะมีถนนกาญจนาภิเษกให้ใช้ แต่แนะนำให้มาขึ้นที่ถนนศรีนครินทร์เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลากลับรถและไปรถติดอยู่ที่ปู่เจ้านานๆ มีระยะทางประมาณ 6 km. ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็ถึงครับ

และถ้าจะไปเมกะบางนา ลาดกระบัง บางปะอิน ก็สามารถมาขึ้นวงแหวนกาญจนาฯบนถนนเทพารักษ์นี้ได้เช่นกัน มีระยะทางประมาณ 6.6 km. ใช้เวลาประมาณ 18 นาที

ส่วนถ้ายังอยากจะใช้ทางพิเศษเฉลิมมหานครเพื่อเข้าเมืองโดยตรงก็จำเป็นจะต้องมาขึ้นที่สี่แยกบางนาโดยผ่านสำโรงซึ่งเป็นช่วงที่รถติดหนักมาก ระยะทางประมาณ 6.3 km. แต่ใช้เวลาประมาณ 30 – 40 นาทีกันเลยทีเดียวครับ

การเดินทางในวันนี้ผมเริ่มที่สี่แยกบางนา ก็ให้ขับตรงมาบนถนนสุขุมวิทเรื่อยๆจนถึงแยกเทพารักษ์ แล้วจึงเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนเทพารักษ์ ขับตรงมาอีกหน่อยก็จะเจอกับที่ตั้งโครงการอยู่ทางซ้ายมือครับ

เริ่มต้นที่สี่แยกบางนาก็ให้เราขับตรงไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าไปทางปากน้ำ-สมุทรปราการ

พอถึงสำโรงก็จะเจอ Imperial World Samrong และตลาดต่างๆที่เป็น Hub ขนาดใหญ่ของย่านนี้ ให้ขับรถตรงต่อไปอีกครับ

บริเวณสำโรงให้ชิดขวาไว้นะ ตามป้ายบอกทางไปสมุทรปราการเพื่อเลี่ยงรถติดทางด้านซ้ายจากรถสาธารณะจอดรับผู้โดยสารกับเป็นจุดกลับรถใต้สะพานลอย และเมื่อขึ้นสะพานไปแล้วก็ให้ชิดซ้ายได้เลยครับ

เมื่อถึงแยกเทพารักษ์แล้วก็ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนเทพารักษ์

ขับตรงมาเรื่อยๆบนถนนเทพารักษ์ ให้สังเกตโรงงาน Hino ที่อยู่ทางด้านขวา ซึ่งจะมีสะพานลอยอยู่ข้างหน้า รวมถึงมองเห็น Kensington Sukhumvit – Theparak ซึ่งเป็นคอนโดตึกสูงตึกแรกบนถนนเทพารักษ์นี้ที่อยู่ทางด้านซ้าย ก็ให้เตรียมตัวเลี้ยวซ้ายเข้าสู่โครงการได้เลยครับ

ที่จอดรถจะอยู่ทางด้านหลังอาคาร Sale Gallery และมีทางเข้าอยู่ทางด้านข้าง

ภายนอกอาคาร Sale Gallery จะเป็นลักษณะ Modern เรียบง่ายที่ใช้เป็น facade ของโครงการแบบนี้เลย

ส่วนภายในก็จะมีโมเดลขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง ด้านขวาก็มีเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ด้านในมีโซฟารับแขก และมีห้องตัวอย่างอยู่ทั้งชั้นล่างและชั้นบนอีกด้วย

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะครับ

บริบทโดยรอบโครงการเป็นชุมชนแนวราบและไม่มีตึกสูงบังวิวเลยในปัจจุบัน ยกเว้นโครงการเพื่อนบ้านที่เป็นเจ้าของเดียวกันทางด้านหลัง สามารถสรุปได้ดังนี้

  • ทิศเหนือ : ด้านหลังโครงการ ติดกับ Kensington Sukhumvit – Theparak คอนโดสูง 38 ชั้น และด้านหลังจะเป็นคลองสำโรงกับวิวชุมชนซอยวัดด่านสำโรง
  • ทิศใต้ : เป็นทางเข้าหลักของโครงการ ติดกับถนนเทพารักษ์ วิวหันไปทางหมู่บ้านทิพวัลและโรงงาน
  • ทิศตะวันออก : ติดกับโรงงานน้ำมันปาล์ม กับ Palm Island Mall มองเห็นวิวทางฝั่งศรีนครินทร์
  • ทิศตะวันตก : ติดกับพื้นที่ว่าง และหันไปทางวิวฝั่งสำโรง

มาเดินดูรอบๆโครงการกันเลยครับ ด้านหน้าติดถนนเทพารักษ์ ฝั่งตรงข้ามคือหมู่บ้านทิพวัลซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีมานานในพื้นที่

ต่อไปเราจะมาดูด้านขวาของโครงการกันก่อนนะครับ

ติดกับโครงการจะเป็นโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม ซึ่งภายในจะมีถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่อยู่ด้วย แต่จะไม่อยู่ในระยะที่ดินโครงการ Kinghtsbridge แต่โดนโครงการ Kensington ตัวเก่าที่อยู่ด้านหลังแทนครับ

เดินต่อมาอีกหน่อยจะมีสะพานข้ามคลองมหาวงศ์

เมื่อข้ามสะพานมาจะเจอ Palm Island Mall เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดเล็กที่ภายในมีร้านค้าร้านอาหารให้พึ่งพิงอยู่พอสมควร นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟ Amazon และฟิตเนสขนาดใหญ่อยู่ชั้นบน รวมถึงมี BigC Market ให้เดินมาซื้อของเข้าบ้านได้ง่ายๆในระยะ 210 m. อีกด้วย ซึ่งในช่วงเวลากลางวันที่ผมมาทำรีวิวก็มีคนในพื้นที่หรือพนักงานออฟฟิศ พนักงงานโรงงานแถวนี้มาทานอาหารกันอยู่เรื่อยๆนะครับ ถึงจะไม่คึกคักมากก็ตาม

กลับมาที่หน้าโครงการอีกครั้ง เมื่อเรามองไปทางด้านซ้ายของโครงการจะมองเห็นสะพานลอยอยู่ด้วย ซึ่งอยู่ในระยะเดินเพียง 45 m. เท่านั้น สามารถเดินข้ามถนนเพื่อไปขึ้นรถสาธารณะฝั่งตรงข้ามได้อย่างปลอดภัยครับ

งั้นเราลองขึ้นมาดูบริบทด้านบนกันสักเล็กน้อยนะครับ เริ่มจากทิศที่หันไปทางถนนศรีนครินทร์ ในอนาคตจะมีสถานีรถไฟฟ้าสายสีเหลือง MRT สถานีทิพวัล โดยรอบไม่มีตึกสูงเกิดขึ้นเลยครับ

ทางด้านซ้ายเป็นที่ตั้งโครงการ Kinghtsbridge และมี Kensington ที่ปัจจุบันกำลังก่อสร้างอยู่ทางด้านหลัง ติดกันทางด้านซ้ายของโครงการเป็นที่ว่าง

และด้านหลังของโครงการ Kensington จะเป็นคลองสำโรง ซึ่งเป็นคลองขนาดใหญ่แต่ไม่ได้มีเรือโดยสารวิ่งนะครับ

กลับมาที่บนสะพานอีกครั้งคราวนี้ลองมองไปทางสำโรงดูบ้าง ทางทิศนี้บริเวณใกล้ๆจะไม่มีตึกสูง อย่างมากจะสูงแค่ 8 ชั้นเท่านั้น แต่จะเริ่มมีตึกสูงเกิดขึ้นบริเวณสำโรงแทนครับ

หันมามองทางด้านซ้ายที่ถนนฝั่งตรงข้ามกับโครงการจะเป็นโรงงาน Hino ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่ มีพนักงานเป็นจำนวนมาก ทำให้ช่วงเช้าและเย็นทำเลแถวนี้จะค่อนข้างคึกคักเลยทีเดียวครับ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • Palm Island Mall ~ 210 เมตร
  • โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 2 ~ 500 เมตร
  • ตลาดสำโรง Center~ 2.9 กิโลเมตร
  • Imperial World สำโรง ~ 3.3 กิโลเมตร
  • Big C Jumbo ~ 3.4 กิโลเมตร
  • ตลาดเอี่ยมเจริญ ~ 4.4 กิโลเมตร
  • Jas Urban ~ 4.4 กิโลเมตร
  • โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ ~ 4.8 กิโลเมตร
  • ไบเทคบางนา ~ 6.2 กิโลเมตร
  • โรงพยาบาลศิครินทร์ ~ 6.3 กิโลเมตร
  • Tesco Lotus ศรีนครินทร์ ~ 6.6 กิโลเมตร
  • โรงเรียนนายเรือ ~ 8.6 กิโลเมตร
  • Central บางนา ~ 10.2 กิโลเมตร
  • Mega บางนา ~ 11.4 กิโลเมตร


เจาะลึกตัวโครงการ

โครงการ Knightsbridge สุขุมวิท-เทพารักษ์ เป็นโครงการคอนโด High Rise สูง 35 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 474 ยูนิต ซึ่งถือว่าน้อยและมีความเป็นส่วนตัวสูงสำหรับคอนโดตึกสูงขนาดนี้ ส่วนฟังก์ชันภายในมีการกระจาย Facilities ออกเป็นหลายๆชั้น จึงทำให้พื้นที่ส่วนกลางใช้งานได้สะดวกไม่อึดอัด โดย 2 ชั้นแรกจะเน้นเป็นส่วนต้อนรับ พื้นที่สวน และพื้นที่ทำงาน เหมาะกับคนที่มีเพื่อนหรือแขกมานั่งทำงาน คุยงาน หรือประชุมร่วมกันได้โดยจะไม่ขึ้นไปรบกวนพื้นที่พักอาศัยหรือพื้นที่ส่วนกลางส่วนอื่นๆที่เป็นส่วนตัวของลูกบ้าน และโครงการนี้จอดรถได้ 49% แบบ Auto Parking ตั้งแต่ชั้น 3 – 10 จึงทำให้ชั้นพักอาศัยจะเริ่มที่ชั้น 11 ซึ่งถือว่าเป็นชั้นสูงพอสมควร จะไม่โดนอาคาร Low Rise ด้านข้างบังแน่นอนครับ โดยที่ชั้น 11 นี้ก็จะมี Facilities รวมอยู่ด้วย

ชั้นพักอาศัยจริงจังจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 12 – 29 โดยจะมียูนิตพักอาศัยอยู่ที่ 22 ห้องต่อชั้น ถือว่าไม่เยอะมากครับ พอมาถึงชั้น 30 จะเป็นชั้น Main Facilities (Active Zone) แบบเต็ม Floor ประกอบด้วยสระว่ายน้ำและห้องออกกำลังกาย ส่วนชั้น 31 – 35 จะเป็นชั้นพักอาศัยอีกครั้งหนึ่ง แต่ตัวอาคารจะโดน set back ตามระยะกฏหมายควมคุมความสูงอาคารเข้ามาจากถนน ทำให้ห้องพักที่ชั้นเหล่านี้จะมีจำนวนเพียง 11 ห้องต่อชั้น และเป็นโซนห้องพักขนาดใหญ่ มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ส่วนชั้นดาดฟ้าก็จะมี Facilities อยู่ด้วย สามารถขึ้นมานั่งเล่นชมวิวได้ครับ

มาดู Master Plan ชั้นแรกกันเลยครับ ตัวโครงการตั้งอยู่ติดถนนเทพารักษ์ มีทางเข้าแบ่งเป็น 2 ทาง คือทางเข้ารถยนต์จะใช้ร่วมกันกับโครงการ Kensington มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือถนนทางเข้าจะอยู่ทางด้านซ้ายของโครงการ ซึ่งถ้าไม่ใช่ลูกบ้านหรือคนที่มาโครงการนี้บ่อยๆก็อาจขับเลยหรือเลี้ยวเข้าไม่ทันได้ครับ แต่เมื่อเลี้ยวเข้ามาแล้วก็จะต้องเลี้ยวขวาอีกทีเพื่อเข้าสู่โครงการ Knightsbridge ซึ่งตัวป้อมยามและไม้กั้นกระดกจะเริ่มที่ตรงจุดนี้ ใช้ระบบ Key Card Access ระยะใกล้ สำหรับรถยนต์ก็ให้ขับตรงเข้ามาตามเส้นสีแดง ผ่านจุด Drop Off ซึ่งถ้าเป็นรถแท็กซี่ก็สามารถรับ-ส่งคนแล้ววนกลับออกไปได้เลย แต่ถ้าเป็นลูกบ้านต้องการที่จอดรถก็ต้องอ้อมมาเข้าช่องจอดทางด้านขวาของโครงการครับ แล้วขาออกก็กลับทางเดิมไปตามเส้นสีน้ำเงินได้เลย สิ่งที่ขาดหายไปที่ไม่มีคือช่องจอดรถ Visitor ครับ ถ้ามีแขกมาเยี่ยมก็อาจต้องจอดตามริมตึกหรือริมสวนรอบๆแทนนะ ส่วนเส้นสีเหลืองและสีส้มจะเป็นเส้นทางเข้า-ออกของรถจักรยานยนต์และรถ service ซึ่งเมื่อจอดรถแล้วก็จะสามารถเดินอ้อมมาเข้าอาคารได้จากสวนด้านหลังได้ครับ

อีกทางเข้าหนึ่งคือทางเข้าของคนเดินซึ่งจะมีซุ้มประตูทางเข้าเล็กๆอยู่ทางด้านหน้าริมทางเท้า เหมาะกับคนที่ใช้รถไฟฟ้าหรือรถสาธารณะเป็นหลักจะต้องผ่านทางนี้ เมื่อเดินเข้ามาในโครงการจะต้องผ่านทางเดินรถและ Drop Off เพื่อมาเข้าอาคารที่ Visitor Lounge โดยจะเป็นส่วนต้อนรับแขกทั่วไปของโครงการที่เข้ามานั่งคอยได้ และมีฝ้าเพดานสูงถึง 9 m. แต่ถ้าเป็นลูกบ้านต้องการขึ้นชั้นบนจะมีโถงลิฟต์อยู่ทางด้านหลังอาคารในส่วนของ Residential Lounge ก็มีฝ้าสูง 9 m. เช่นกัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ Key card ในวงสีส้มที่ผมทำไว้เพื่อความเป็นส่วนตัวของลูกบ้าน คนภายนอกจะเข้ามาไม่ได้ โดย Lounge ทั้ง 2 จะเดินเชื่อมถึงกันได้แต่จะต้องเดินผ่านจุดจอดรถ Auto Parking ซึ่งโครงการก็ตั้งใจออกแบบมาให้จุดจอดรถอยู่ตรงกลางแบบนี้เพื่อเป็นทางเลือกในการเข้า Lounge ทั้ง 2 ฝั่งได้สะดวก เช่นถ้าเราอยากขึ้นห้องเลยก็ควรจะเลี้ยวขวาไป Residential Lounge เพื่อไปขึ้นลิฟต์ หรือถ้านัดแขกไว้ให้คอยที่ Visitor Lounge ก็เลี้ยวซ้ายได้เลย

บริเวณโดยรอบ Lounge เป็นผนังกระจก สามารถ Take View สวนที่อยู่ด้านหลังโครงการได้ มีความเป็นส่วนตัวจากคนภายนอกแต่ก็อาจมีคนมองจาก Kensington ที่หันมาทางด้านนี้อยู่บ้างครับ โดยพื้นที่สวนมีขนาดค่อนข้างใหญ่สามารถนั่งเล่น พักผ่อน และออกกำลังกายด้วย Jogging Track ได้ นอกจากนี้โครงการยังใช้ระบบ Smart Locker ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับคนสมัยนี้ที่ชอบสั่งของออนไลน์กันบ่อยๆ เพราะจะสามารถรับของได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องนิติจะเลิกงานก่อนเรากลับบ้านกันอีกต่อไปครับ

มาดูโมเดลกันบ้างครับ ทางเข้ารถยนต์ของโครงการจะปลูกไม้พุ่มเตี้ยไว้ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อเพิ่มความสดชื่นจากพื้นที่สีเขียวแต่จะไม่บดบังความสวยงามของ facade ด้านหน้าอาคารที่ออกแบบเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ ดูโอ่อ่าสวยงาม มีฝ้าเพดานสูง 9 m. ส่วนทางเข้าของคนเดินจะแยกอีกทางหนึ่งเพื่อความสะดวก จะได้ไม่ต้องเดินอ้อมเพื่อมาเข้าโครงการไกลจาก MRT มากนัก

อย่างที่บอกไปในช่วงแปลน ทางเดินรถจะต้องขับผ่าน Drop Off เพื่ออ้อมมาเข้าช่องจอด Auto Parking ทางด้านข้างตึก ซึ่งจุด Drop Off นี้ค่อนข้างดีตรงที่อยู่ใต้ชายคาอาคาร ไม่ต้องเดินตากแดดตากฝน และตรงเข้าสู่ Lounge ได้ทันที โดยที่รถที่มาส่งเองก็สามารถตรงไปยังช่องจอดหรือวนกลับออกไปได้เลย

อ้อมมาดูโมเดลทางด้านหลังจะจัดเป็นพื้นที่สวนขนาดใหญ่ มีการปลูกต้นไม้ไว้โดยรอบและทำพื้นทางเดินเป็น Jogging track ให้วิ่งออกกำลังกายรอบสวนได้ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน Pavilion ไว้ให้นั่งเล่นพักผ่อนในสวน รวมถึง Playground ให้เด็กๆได้เล่นเครื่องเล่นอยู่ใกล้ๆในสายตาผู้ปกครองที่อยู่ตรง Pavilion ได้ ซึ่ง Activity Facilities ภายนอกนี้จะสามารถมองเห็นได้จากผนังกระจกของ Residential Lounge ภายในอาคาร แต่จะได้ความเป็นส่วนตัวจากคนภายนอกที่จะมองเข้ามาไม่เห็นถึงด้านในนี้ จะมีก็แค่โครงการ Kensington ทางด้านหลังที่อาจมองมาเห็นจากมุมสูงได้บ้างครับ

ส่วนอีกด้านจะเป็นเส้นทางของรถจักรยานยนต์ และรถ service ที่จะอ้อมมาอีกด้านของอาคารได้ครับ

แปลนชั้น 2 ยังคงเป็นชั้น Facilities ที่มีส่วนเชื่อมต่อกับ Lounge ด้านล่างทั้ง 2 ฝั่ง โดยถ้าขึ้นบันไดมาจาก Visitor Lounge จะมีสะพานข้ามช่องจอดรถที่อยู่ชั้นล่างมาได้อย่างปลอดภัย และเดินมาได้ถึงแค่ห้องน้ำเท่านั้น แต่ไม่สามารถเข้ามาในส่วน Co-Working Space ได้เพราะต้องใช้ Key Card แต่ Facilities ชั้นนี้จะสามารถขึ้นบันไดมาจาก Residential Lounge หรือจะมาด้วยลิฟต์โดยสารก็ได้ ซึ่งนอกจากนี้ยังมี Meeting Room และ Co-Working ให้ใช้อีกด้วย เหมาะที่จะเป็นที่นั่งทำงานอ่านหนังสือมากๆ หรือจะลงมาใช้ครัวที่ชั้นนี้ก็ได้ถ้าอุปกรณ์ครัวที่ห้องไม่พอหรือเพื่อนบ้านนัดจัดปาร์ตี้กันที่นี่ก็น่าสนุกไปอีกแบบครับ

แปลนชั้น 11 ชั้นนี้จะเริ่มมีห้องพักอาศัยเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังมีส่วน Facilities รวมอยู่ด้วย แต่ก็ไม่ได้เป็นโซน Active อะไรมาก เป็นพื้นที่มาใช้งานสบายๆสงบๆมากกว่า ประกอบด้วย Sky Lounge และ Sky Garden Terrace สามารถเลือกนั่งพักผ่อนได้ทั้ง Indoor และ Outdoor กันได้ตามอัธยาศัย แน่นอนว่าคนที่พักอยู่ที่ชั้นนี้จะมาใช้งานพื้นที่ส่วนนี้ได้ง่ายมากๆ เหมาะกับคนที่ชอบอะไรแบบนี้และไม่ซีเรียสเรื่องมีคนชั้นอื่นจะมาใช้งานชั้นพักอาศัยของเราบ้าง แต่คนอื่นจะเข้ามาในส่วนพักอาศัยไม่ได้ถ้าไม่มี Key Card โดยที่ชั้นนี้จะมีห้องพักอาศัยอยู่แค่เพียง 18 ยูนิต ซึ่งถือว่ามีความเป็นส่วนตัวมากกว่าชั้นปกติเล็กน้อยครับ สำหรับห้องพิเศษที่ผมอยากจะแนะนำจะเป็นห้องที่ระเบียงติดกับสวน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 – 4 ห้อง โดยห้องเหล่านี้จะเหมาะกับคนชอบวิวสวนและต้นไม้สีเขียวเวลามองออกมาจากระเบียงหรือหน้าต่างห้องตัวเอง แต่ก็ต้องแลกมากับการเสียความเป็นส่วนตัวเล็กน้อยนะ เพราะสวนตรงนี้จะมีคนมาใช้งานแค่บางช่วงเวลาเท่านั้น ถ้าเวลาปกติที่ไม่มีคนก็เปรียบเหมือนมีสวนขนาดใหญ่บนคอนโดเป็นของตัวเองเลยครับ

มีภาพโมเดลสวนชั้น 11 มาฝากกันด้วย พื้นที่โดยรอบมีการปลูกต้นไม้ยืนต้นเพิ่มความร่มรื่น และมีพื้นที่นั่งกระจายตัวอยู่ 2 จุดคนละด้านเพื่อความเป็นส่วนตัว รวมถึงจะมีแนวต้นไม้คั่นระหว่างระเบียงห้องพักของชั้นนี้กับส่วนของทางเดินและที่นั่งของสวน ทำให้จะไม่มีใครเข้าห้องจากทางระเบียงได้ครับ(ถ้าไม่แหวกต้นไม้ปีนเข้าไปนะ)

แปลนชั้น 12 – 29 ชั้นนี้จะเป็นชั้นพักอาศัยแบบเต็ม Floor มีจำนวนห้องพักทั้งหมด 22 ยูนิต วางบันไดหนีไฟไว้ที่ส่วนหัวและท้ายอาคาร โดยที่โถงลิฟต์จะมีอยู่แค่ฝั่งเดียวซึ่งค่อนมาทางขวาที่ตรงขึ้นมาจาก Residential Lounge ทำให้ห้องพักทางด้านซ้ายต้องเดินไกลกว่าเพื่อนนิดนึง แต่ก็ได้ความเป็นส่วนตัวเพราะไม่ค่อยมีใครเดินผ่านหน้าห้องนะ โดยเฉพาะห้องตำแหน่งที่ 15 และ 16 จะมีผนังติดกับห้องอื่นแค่ด้านเดียวเท่านั้น กับห้องตำแหน่งที่ 1 ซึ่งผนังไม่ติดกับห้องใดๆเลย จะยิ่งได้ความเป็นส่วนตัว สามารถสรุปแบบห้องได้ดังนี้

  • Studio ขนาด 23.5 – 26 ตารางเมตร เป็นห้องพักที่มีจำนวนเพียง 3 ยูนิต/ชั้น และหันมาทางด้านทิศตะวันออกเท่านั้น บังคับได้วิวฝั่งศรีนครินทร์ซึ่งก็ถือว่าเป็นทิศที่ดีเพราะแดดไม่ร้อน
  • 1 Bedroom ขนาด 27.5 ตารางเมตร เป็นห้องพักที่มีจำนวนเยอะที่สุดถึง 15 ยูนิต/ชั้น มีหลายตำแหน่งให้เลือก
  •  1 Bedroom Plus  ขนาด 30.5 – 31.5 ตารางเมตร มีให้เลือกทั้ง 2 ทิศแค่อย่างละห้องเท่านั้น ถ้าใครชอบทิศไหนก็จับจองกันให้ดี โดยปัจจุบันยังคงได้วิวเปิดโล่งทั้งคู่ เพียงแต่ห้องทิศตะวันตกแดดอาจร้อนกว่าพอสมควร แต่ตำแหน่งห้องก็ดีกว่าเล็กน้อยเพราะไม่ใกล้โถงลิฟต์มากนัก มีความเป็นส่วนตัวขึ้นอีกเล็กน้อย
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 39 ตารางเมตร มีแค่ 2 ห้อง/ชั้น อยู่ทางด้านขวาสุดของชั้นเท่านั้น ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวสูงมากที่สุดเลยทีเดียว

แปลนชั้น 30 เป็นชั้น Main Facilities ที่เน้นเป็น Active zone สำหรับออกกำลังกายจริงจัง ประกอบไปด้วย Fitness ขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำยาว 20 x 4.4 m. ยาวต่อเนื่องกันตลอดทั้ง Floor รวมถึงมีส่วน Jacuzzi ให้ได้แช่น้ำผ่อนคลายสบายๆแยกเป็นส่วนตัวอีกด้วย

และเมื่อมาดูโมเดลจะเห็นว่าส่วนของสระว่ายน้ำจะมีทั้งแบบ Outdoor และ Se-mi Outdoor ซึ่งถ้าใครจะว่ายน้ำในตอนกลางวันแล้วไม่อยากโดนแดดก็จะมีพื้นที่ในร่มให้ได้ใช้งานกันได้ตลอดวัน อีกข้อสังเกตคือพื้นที่สระว่ายน้ำจะไม่ได้อยู่ติดริมขอบอาคาร แต่จะมีพื้นที่ทางเดินหญ้าเทียมอยู่ล้อมรอบเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน แต่ยังสามารถ Take View โดยรอบได้อยู่ครับ ส่วนตรงกลางก็จัดเป็นสวนเล็กๆและพื้นที่นั่งพักผ่อนอยู่กลางน้ำด้วยนะ

แปลนชั้น 31 – 35 จะเป็นชั้นพักอาศัยที่มีจำนวนห้องพักอาศัยแค่ 11 ยูนิต/ชั้น ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อยและเป็นส่วนตัวมาก เนื่องจากเรื่องข้อกฏหมายความสูงอาคารที่โดย set back เข้ามาจากถนนอย่างที่ได้บอกไปในช่วงโมเดล และอีกความพิเศษของชั้นนี้คือจะมีห้อง 2 Bedroom ขนาด 53.5 และ 55 ตารางเมตร อยู่ที่ชั้นนี้ด้วย ได้วิวค่อนข้างดีเพราะมองออกไปทางฝั่งสมุทรปราการ มีโอกาสมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาได้ไกลๆ เพียงแต่เป็นทิศที่แดดค่อนข้างร้อนแต่ได้ลมพัดเย็นสบายเกือบตลอดปี ดังนั้นจึงสามารถเปิดช่องหน้าต่างเพื่อระบายอากาศได้ทั้ง 2 ด้าน

แปลนชั้นดาดฟ้า สามารถขึ้นมาด้านบนนี้ได้ด้วยบันไดหนีไฟจากชั้น 35 ซึ่งด้านบนจะจัดเป็นสวนและพื้นที่นั่งพักผ่อน จุดชมวิวต่างๆ แต่ที่ชอบคือ Sky Bar ที่ออกแบบเป็นทรงโค้งล้อไปกับ landscape ดูสวยงามดี สามารถใช้เป็นพื้นที่นั่งเล่น ทำงาน และทำอาหารปิ้ง BBQ กันได้ครับ

สุดท้ายคือภาพโมเดลบนชั้นดาดฟ้าซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการปลูกต้นไม้ยืนต้นให้ร่มเงาในบางจุดที่เป็นพื้นที่นั่งพักผ่อน ส่วนพื้นที่อื่นๆจะได้เป็นพื้นที่เปิดโล่งเพื่อเน้น Take View โดยโดยเฉพาะส่วน Sky View Theater จะเป็น step พื้นยกสูงขึ้นไปด้านบนเพื่อให้พ้นระยะของรั้ว จะทำให้ชมวิวโดยรอบได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ส่วน Sky Bar ก็เป็นพื้นที่นั่งเล่นจัดปาร์ตี้ BBQ หรือจะขึ้นมานั่งทำงานอ่านหนังสือในวันอากาศดีๆแดดไม่ร้อนก็ได้ครับ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • Visitor Lounge
  • Residential Lounge
  • Garden
  • Jogging track
  • Playground
  • Co-Working Space
  • Co-Kitchen Space
  • Meeting Room
  • Sky Lounge
  • Sky Garden
  • Swimming Pool ระบบเกลือ ขนาด 4.4 x 20 เมตร ลึก 1.2 เมตร
  • Jacuzzi
  • Fitness
  • Smart Locker
  • EV Charger 2 ตัว
  • ระบบ Key Card Access แตะบัตรระยะใกล้
  • ลิฟต์โดยสาร 3 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 158 :  1
  • Service Lift 1 ตัว
  • ที่จอดรถ Auto Parking 49%
  • ระบบ CCTV / Access Card


Product Walkthrough

มาถึงเรื่องแบบห้องกันแล้วครับ โดยโครงการนี้จะมีห้องทั้งหมด 5 Type ขายแบบ Fully Fitted คือจะให้เฟอร์นิเจอร์ Built in ที่เห็นในห้องทั้งหมดกับชุดครัว และสุขภัณฑ์ในห้องน้ำของ Cotto ประกอบด้วย

  • Studio ขนาด 23.5 – 26 ตร.ม.
  • 1 Bedroom ขนาด 27 – 28 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 31 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 39 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms ขนาด 53.5 – 55 ตร.ม.

ซึ่งในวันนี้ทางโครงการมีห้องตัวอย่างให้ดูถึง 3 แบบ จะเป็นอย่างไรบ้างลองไปชมกันเลยครับ

ห้อง 1 Bedroom ขนาด 27 ตารางเมตร เป็นแบบห้องที่มีจำนวนมากที่สุดของโครงการ ออกแบบเป็นห้องแบบตอนลึก ภายในมีการแบ่งฟังก์ชันการใช้งานออกเป็น 2 ส่วน โดยทางด้านขวาเป็นส่วนพักผ่อนที่ประกอบด้วยห้องนั่งเล่นกับโต๊ะทานอาหารซึ่งอยู่กลางห้อง สามารถใช้งานเป็นโต๊ะอเนกประสงค์นั่งทำงานอ่านหนังสือได้ เพราะห้องนี้จะกั้นห้องนอนด้วยประตูกระจกบานเลื่อนที่จะช่วยดึงแสงธรรมชาติจากหน้าต่างเข้ามาถึงด้านในได้ และทำให้ห้องโปร่งโล่งขึ้นอีกด้วย ส่วนทางด้านซ้ายของห้องเป็นส่วนใช้งาน ประกอบด้วยพื้นที่อเนกประสงค์ตรงกลางซึ่งอยู่ระหว่างห้องน้ำและห้องครัว สามารถใช้เป็นโต๊ะแต่งหน้าหรือโต๊ะนั่งทำงานได้ ภายในห้องน้ำก็มีการแบ่งพื้นที่การใช้งานออกเป็นสัดส่วนชัดเจน และยังจะได้ครัวปิดที่กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน และอยู่ติดกับพื้นที่ระเบียงสามารถเปิดระบายอากาศเพื่อทำอาหารจริงจังได้ ห้องนี้จึงเหมาะกับคนที่ชอบฟังก์ชันห้องลงตัว อยู่อาศัย 1 – 2 คน มีพื้นที่โปร่งโล่ง และสามารถทำอาหารได้ครับ

เมื่อเข้ามาภายในสิ่งแรกที่เห็นคือพื้นที่ค่อนข้างโปร่งโล่งยาวต่อเนื่องไปจนถึงหน้าต่างด้านใน พื้นห้องเป็นพื้นไม้ลามิเนต ส่วนฝ้าเพดานจะสูงถึง 2.8 m. ทำให้มีความโปร่งโล่งกว่าปกติ และใช้ประโยชน์จากพื้นที่แนวตั้งในการเก็บของได้มากขึ้น รวมถึงมีการนำเทคโนโลยี Home Automation เข้ามาใช้งาน สามารถใช้เปิด-ปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องจากระยะไกลได้ครับ สมมุติเราออกบ้านไปแล้วลืมปิดไฟก็สั่งปิดผ่านมือถือช่วยประหยัดค่าไฟลงได้ หรือกลับมาบ้านเหนื่อยๆอยากให้ห้องเย็นทันใจก็สั่งเปิดแอร์รอไว้เลยก่อนกลับมาถึงบ้านเป็นต้น

ระยะดูทีวีประมาณ 2 m. สามารถใช้ทีวีขนาด 42 – 46 นิ้วได้ ส่วนโต๊ะกลางไม่เหมาะที่จะวางโต๊ะใหญ่ๆ เพราะจะเกะกะทางเดินและระยะเปิด-ปิดประตูห้อง เต็มที่ก็จะได้ขนาดตามห้องตัวอย่างเลยครับ โดยโซฟากับโต๊ะนี้เราจะไม่ได้นะต้องไปหาซื้อเอง

ตู้ทางด้านขวาจะเป็นทั้งตู้เก็บของด้านบนและตู้เก็บรองเท้าด้านล่าง ซึ่งถือว่าทำออกมาได้ดีเพราะห้องลักษณะแบบนี้โดยทั่วไปจะมีปัญหาเรื่องไม่มีที่วางรองเท้าครับ บางทีต้องวางใต้ชั้นวางทีวีบ้าง หรือเก็บไว้ใต้โซฟาบ้าง แต่นี่ทางโครงการเตรียมไว้ให้เก็บ Built in มาอย่างดีเลย

ลักษณะการเปิดจะมีการปาดมุมเพื่อความสวยงามเวลาปิดจะได้ดูเรียบร้อยดีแต่ยังใช้งานสะดวก รวมถึงติดตั้ง soft close ป้องกันการกระแทก และมีช่องระบายอากาศสำหรับชั้นวางรองเท้าด้านล่างให้มาด้วย รองเท้าจะได้ไม่อับมากจนเกินไป

ชั้นวางทีวีก็สามารถเก็บของด้านล่างได้อีกเล็กน้อยครับ หากล่องมาเก็บวางที่พื้นเพิ่มก็ยังได้ และทีวีจะวางบนตู้หรือแขวนผนังก็ได้นะแล้วแต่ชอบเลย

ส่วนชั้นวางของด้านบนเราจะไม่ได้นะครับ แต่ถ้าใครมีของอยากตั้งโชว์หรืออยากเพิ่มพื้นที่เก็บของก็สามารถ Built เพิ่มได้นะ จะได้ใช้พื้นที่แนวตั้งให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

ติดกันเป็นพื้นที่โต๊ะทานอาหาร ซึ่งของจริงเราจะไม่ได้โต๊ะและเก้ากี้ชุดนี้นะต้องหาซื้อมาเอง โดยพื้นที่ส่วนนี้จะกว้างประมาณ 1.8 m. สามารถวางโต๊ะขนาด 1 – 2 ที่นั่งได้พอดี จะวางแบบแนวยาวหันหน้าเข้าผนัง หรือจะนั่งเข้ามุมคนละฝั่งก็ได้ ที่ดีที่สุดคือนั่งหันหน้าเข้าหากันครับ แต่ระยะร่นถอยเก้าอี้ก็จะถูกจำกัดมากขึ้นหน่อยนะ

ฝ้าเพดานส่วนนี้ของจริงจะได้ฉาบเรียบทาสีไม่มีดรอปฝ้า แต่ได้ไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 2 ดวง มีอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย และติดตั้งเครื่องปรับอากาศมาให้แบบในห้องตัวอย่างเลยครับ

ต่อไปเป็นห้องนอนซึ่งถูกกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนแบบ 3 ตอน ที่จะช่วยดึงแสงธรรมชาติให้ส่องเข้ามาได้ถึงหน้าห้อง และสามารถเลื่อนเปิดได้กว้าง เชื่อมต่อพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งทำให้โปร่งโล่งมากขึ้น โดยที่ด้านบนประตูจะมีขอบผนังเหลืออยู่เล็กน้อย สามารถติดม่านเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ด้วยครับ

กรอบประตูและหน้าต่างเป็นอลูมิเนียมสีดำ กระจกเขียวตัดแสง สามารถล็อคได้จากภายในและมีแถบผ้ากำมะหยี่ช่วยป้องกันเรื่องฝุ่น เสียง และแมลงได้

ภายในห้องนอนขนาดกำลังดีเลยครับ ได้ช่องแสงขนาดใหญ่จึงค่อนข้างโปร่งโล่งเป็นพิเศษ และสามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุตไว้กลางห้องได้แบบนี้เลย

ช่องหน้าต่างมีขนาดใหญ่จึงสามารถ Take View ภายนอกได้ดีเพราะจะมีเส้นกรอบรบกวนน้อยมาก และมีช่องหน้าต่างบานกระทุ้งด้านข้างเพื่อเปิดระบายอากาศได้ด้วย

ส่วนระยะพื้นที่ข้างเตียงจากห้องตัวอย่างจะมีพื้นที่ปลายเตียงเหลือเพียง 20 cm. ให้พอเดินผ่านได้เท่านั้น แต่พื้นที่ทางด้านซ้ายเราสามารถเลื่อนเตียงไปชิดตู้เสื้อผ้าได้ แล้วจึงค่อยสลับโต๊ะข้างเตียงมาวางไว้ทางซ้ายแทนจะทำให้มีพื้นที่ด้านซ้ายเหลือ 50 cm. สามารถลุกนั่งได้สะดวกทั้ง 2 ฝั่งแล้วครับ ส่วนพื้นที่แต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้าก็มีเหลือเฟือ 1.7 m. สามารถใช้งานได้สะดวก

ตู้เสื้อผ้าเราจะได้ Built in ตามนี้เลย หน้าบานติดกระจกเงามาให้เพื่อใช้ส่องแต่งตัวได้ ด้านในก็มีพื้นที่เก็บของเพียงพอต่อจำนวน 1 – 2 คน

ที่เปิดบานตู้ด้านหนึ่งเป็นแถบอลูมิเนียมทำให้ใช้งานได้ง่าย ส่วนอีกด้านหนึ่งจะไม่มีที่เปิดนะดังนั้นจะต้องเปิดบานตู้ทางด้านขวาก่อนถึงจะเปิดบานด้านซ้ายได้ ส่วนลิ้นชักด้านในจะไม่มีโช๊คกันการกระแทกมาให้นะ แต่หน้าบานอื่นๆยังมี soft close ให้เช่นเดิม

ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี ได้ไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 2 ดวง พร้อมอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย และติดตั้งเครื่องปรับอากาศมาให้อีก 1 จุดในห้องนอน

ต่อมาเป็นพื้นที่ใช้งานทางด้านซ้ายของห้องกันบ้าง โดยพื้นที่ตรงกลางเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ซึ่งทางโครงการจะ Built โต๊ะและตู้เก็บของชุดนี้มาให้แบบนี้เลยครับ สามารถใช้เก็บของได้เยอะพอสมควร หรือถ้าใครจะใช้เป็นโต๊ะเครื่องแป้งไว้แต่งหน้าก็สามารถติดกระจกเงาเพิ่มเติมได้นะ

ทางด้านซ้ายเป็นห้องน้ำ ภายในเราจะได้ของที่เห็นในห้องทุกอย่างยกเว้นของตกแต่ง มีการแบ่งพื้นที่ส่วนเปียกส่วนแห้งออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วนดี

พื้นที่ส่วนแห้งมีขนาดประมาณ 1.35 x 1.45 m. สามารถใช้งานได้สะดวกไม่อึดอัด พื้นลดระดับลงมาจากพื้นห้องเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลซึมออกไปภายนอกเวลาทำความสะอาด

จุดที่อยากให้สังเกตคือได้กระจกเงาแบบ Smart Mirror ซึ่งเป็นระบบที่สามารถเล่นอินเตอร์เน็ต ฟังเพลง หรือดูยูทูปได้ ซึ่งโดยปกติแล้วระบบนี้เราจะเห็นในโครงการ Park Origin ที่ราคาต่อตารางเมตรเป็นแสนขึ้นไปเท่านั้น นับว่าให้ของดีในระดับราคานี้เลยทีเดียวครับ ส่วนอ่างล้างหน้าได้เป็นของ Cotto ขนาดประมาณ 55 x 46 cm. มีขอบด้านหลังวางของได้เล็กน้อย และด้านล่าง Built ตู้ปิดมาให้ดูเรียบร้อยดี มีพื้นที่วางของที่ตู้ชั้นล่างแบบตื้นๆอีกเล็กน้อยด้วย

ติดกันก็เป็นโถสุขภัณฑ์ของ Cotto ระยะการใช้งานโดยรอบสะดวกไม่ติดปัญหาอะไร มีสายชำระและที่แขวนกระดาษชำระมาให้พร้อมใช้งาน

พื้นที่อาบน้ำจะติดฉากกั้นอาบน้ำกระจกนิรภัย Tempered Glass มาให้พร้อมใช้งาน โดยที่เปิดประตูออกแบบให้แขวนผ้าเช็ดตัวได้ และด้านหลังยังมี stopper กันประตูกระแทกกับผนังมาให้ถือว่าดีครับ ส่วนพื้นที่การใช้งานมีขนาด 1 x 0.8 m. สามารถใช้งานได้สะดวก

ภายในติดตั้ง Hand shower และ Rain shower มาให้พร้อมใช้งาน ซึ่งของจริงจะมี Junction box ไว้สำหรับติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นไว้ให้ด้วย ก๊อกน้ำเป็นแบบก้านโยกสามารถใช้งานได้สะดวกตอนมือกำลังลื่นๆ และเสาก็สามารถปรับระดับความสูงได้ด้วย เพียงแต่ไม่มีที่วางสบู่ก็อาจต้องเพิ่มตรงส่วนที่เว้าเข้าไปด้านข้างซึ่งมีขนาดประมาณ 30 x 40 cm. ได้ครับ

ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี ได้ไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 1 ดวง และของจริงจะได้พัดลมดูดอากาศอีก 1 เครื่องด้วยครับ

สุดท้ายเป็นห้องครัวซึ่งกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนแบบ 3 ตอน เปิดออกได้กว้าง 75 cm. ซึ่งจะกว้างกว่าประตูแบบ 2 ตอน และทำให้กลายเป็นครัวปิดสามารถประกอบอาหารจริงจังได้ รวมถึงยังช่วยดึงแสงจากระเบียงเข้ามาภายในจึงทำให้พื้นที่หน้าห้องน้ำไม่ทึบตันจนอึดอัดครับ

ทางด้านซ้ายจะ Built เคาน์เตอร์ครัวมาให้ตามที่เห็นเลย และมีพื้นที่ประกอบอาหารกว้างประมาณ 70 cm. สามารถใช้งานคนเดียวได้แบบพอดีตัว ส่วนทางซ้ายจะมีพื้นที่วางตู้เย็นประมาณ 80 x 60 cm. และถูกจำกัดความสูงอยู่ที่ 1.6 m. จึงสามารถใช้ตู้เย็นได้ขนาดประมาณห้องตัวอย่างครับ

ตู้ทางด้านบนสามารถเก็บของได้เยอะมากๆ หน้าบานปิดทึบทำให้ดูเรียบร้อยดี สังเกตตู้ทางขวาสุดของจริงจะไม่มีท่อดูดควันแบบในห้องตัวอย่างนะครับ เพราะเครื่องดูดควันเป็นแบบหมุนเวียนภายในซึ่งจะต้องถอดทำความสะอาดบ่อยๆไม่เหมือนแบบดูดออกไปภายนอก แต่ก็ทำให้เราได้พื้นที่เก็บของเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยครับ

ส่วนด้านล่างของตู้ทำเป็นชั้นวางของแบบไม่มีหน้าบานเพื่อใช้วางของที่หยิบจับบ่อยๆได้ แต่ที่ชอบคือที่พักจานจะอยู่เหนืออ่างล้างจานพอดี เวลาคว่ำจานน้ำก็จะหยดลงอ่างไม่เลอะเทอะหรือทำให้พื้นที่แห้งส่วนอื่นเปียกครับ

เคาน์เตอร์ครัว Top เป็นหินสังเคราะห์ซึ่งทนทานกว่าไม้ลามิเนตหรือเมลามีน ถือว่าให้ของค่อนข้างดี อ่างล้างจานเป็นของ Hafele ขนาดประมาณ 68 x 33 cm. ลึก 18 cm. มีพื้นที่ประกอบอาหารตรงกลางกว้าง 43 cm.  และได้เตาไฟฟ้าแบบ 2 หัวของ Hafele เช่นกัน ส่วนผนังกระจกเราจะไม่ได้นะ ของจริงจะเป็นผนังทาสีธรรมดา แต่ก็แนะนำให้กรุกระเบื้องที่ผนังเพิ่มหรือติดฉากกั้นแบบในภาพเพราะจะทำให้เช็ดทำความสะอาดได้ง่ายครับ

ตู้ด้านล่างก็สามารถเก็บของชิ้นใหญ่ๆได้ตามปกติครับ เตาไมโครเวฟอยู่ด้านล่างทำให้คนตัวเล็กๆก็ใช้งานได้สะดวก ได้ถาดใส่ช้อนส้อมมาด้วย พร้อมระบบ soft close และโช๊คป้องกันการกระแทกเช่นเดิมครับ

ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี พร้อมไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 1 ดวง และอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย 1 จุด

สุดท้ายคือประตูระเบียงจะเป็นประตูกระจกบานเลื่อน 3 ตอนเช่นกัน ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาและสามารถเปิดระบายอากาศได้อีกทางเวลาประกอบอาหารนอกเหนือจากการใช้เครื่องดูดอากาศ

พื้นที่ระเบียงมีขนาดประมาณ 1.3 x 0.95 m. สามารถวางเครื่องซักผ้าไว้ทางด้านซ้ายได้เพราะทางโครงการจะต่อท่อน้ำและงานระบบต่างๆมารองรับไว้ให้ ซึ่งเราจะใช้แบบฝาหน้าหรือฝาบนก็ได้ ส่วนด้านบนจะแขวน Condensing unit ได้ 2 ตัว เนื่องจากเป็นห้องฝ้าเพดานสูง เป่าลมร้อนออกมาด้านข้างซึ่งจะทำให้ระเบียงร้อนได้ หากอยากออกมาใช้งานระเบียงได้ก็แนะนำให้ติดกริลแอร์ดันลมร้อนออกไปด้านนอกซะ นอกจากนี้ระเบียงยังมีระแนงช่วยพรางสายตาจากภายนอก และติดตั้งไฟส่องสว่างไว้ที่ผนังให้พร้อมใช้งานอีกด้วย

ห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 31 ตารางเมตร ภายในจะมีลักษณะห้องที่กว้างมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และมีฟังก์ชันที่ต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยฝั่งขวายังคงเป็นพื้นที่พักผ่อนที่โปร่งโล่งและเชื่อมต่อกันเช่นเคย เพียงแต่พื้นที่ทานอาหารจะมีขนาดใหญ่มากขึ้น ส่วนพื้นที่ใช้งานทางฝั่งซ้ายของห้อง ครัวจะมาอยู่ตรงกลางแทน และได้เป็นครัวเปิดไม่สามารถกั้นเป็นครัวปิดได้เพราะระยะเสาไม่พอดีกัน หรือหากกั้นได้ก็จะมีพื้นที่แค่ 1.25 x 1.25 m. เท่านั้น ซึ่งค่อนข้างเล็กแบบพอดีตัว ส่วนห้องน้ำก็จะมีฟังก์ชันเหมือนเดิมแต่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ขึ้น และห้องอเนกประสงค์ที่เพิ่มขึ้นมาจากห้องครัวเดิมจะอยู่ติดกับระเบียงจึงได้แสงธรรมชาติและเปิดระบายอากาศได้ แต่ด้วยขนาดพื้นที่ก็อาจยังไม่เหมาะจะวางเตียง 3.5 ฟุตพร้อมตู้เสื้อผ้าเพื่อทำเป็นห้องนอนแบบจริงจังได้ เต็มที่ก็ได้แค่ห้องนั่งทำงานอ่านหนังสือหรือห้องซักรีดและห้องแต่งตัวของคุณผู้หญิงเท่านั้น หรืออาจเป็นห้องที่ปรับฟังก์ชันเป็นเตียงเสริมไม่มีตู้เสื้อผ้าแบบพับเก็บได้สำหรับแขกเป็นครั้งคราวก็ได้ ห้องนี้จึงเหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คน ซึ่งต้องการฟังก์ชันห้องอเนกประสงค์เพิ่มขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์อื่นๆเสริมขึ้นมาอีกห้อง และไม่เน้นการทำอาหารมากนัก

เมื่อเข้ามาภายในห้องบรรยากาศจะคล้ายๆกับห้องตัวอย่างแรกเมื่อสักครู่เลยครับ เพียงแต่ว่าจะรู้สึกโปร่งโล่งเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเพราะด้วยระยะห้องที่มีหน้ากว้างมากขึ้น แต่ยังคงได้ฝ้าสูง 2.8 m. เช่นเดิม และได้พื้นไม้ลามิเนตหนา 8 mm.

ระยะดูทีวีเพิ่มขึ้นเป็น 2.4 m. สามารถใช้ทีวีขนาด 44 – 50 นิ้วได้ และมีระยะหน้าโซฟาที่สามารถวางโต๊ะกลางได้เพียงพอโดยที่จะไม่เกะกะทางเดินแล้ว แต่ก็อย่าเลือกโต๊ะใหญ่หรือทึบมากเกินไปเพราะจะทำให้อึดอัดได้

ชุด Built in ทั้งตู้เก็บของ ตู้รองเท้า และชั้นวางทีวียังคงได้เหมือนเดิมเลยครับ แต่ไม่มีชั้นวางของด้านบนต้องทำเพิ่มเองนะ

ส่วนที่แตกต่างจากเดิมคือชุดโต๊ะทานอาหารซึ่งเราจะได้เป็นตู้ Built in แบบนี้เลยครับ ทำให้สามารถเก็บของได้เยอะมากขึ้น ด้านข้างมีพื้นที่วางตู้เย็นขนาด 75 x 60 cm. และถูกจำกัดความสูง 1.7 m. อยู่ด้วย สามารถใช้ตู้เย็นขนาดใหญ่กว่าห้องตัวอย่างเพิ่มอีกสักเล็กน้อยได้

โต๊ะทานอาหารออกแบบมาให้สามารถพับเก็บได้เพื่อประหยัดพื้นที่ ห้องจะได้โล่งๆไม่อึดอัด เวลาจะใช้งานก็ค่อยขยายโต๊ะเพิ่มที่นั่งได้อีก 1 ที่ทางด้านข้างได้ครับ

ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี ไม่มีดรอปฝ้า ได้ไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 2 ดวง อุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย 1 จุด และเครื่องปรับอากาศอีก 1 ตัว

ห้องนอนยังคงกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนแบบ 3 ตอนเช่นเดิม ทำให้เปิดออกได้กว้าง เพิ่มพื้นที่เชื่อมต่อให้โปร่งโล่ง และดึงแสงธรรมชาติจากหน้าต่างให้เข้ามาถึงด้านในห้องได้ ซึ่งถ้าใครต้องการความเป็นส่วนตัวก็สามารถติดม่านเพิ่มเติมได้ครับ

ภายในห้องนอนมีลักษณะเหมือนเดิมครับ ได้ช่องแสงขนาดใหญ่ซึ่ง Take View ได้ดี และเปิดบานกระทุ้งระบายอากาศได้ด้วย ส่วนพื้นที่ปลายเตียงจะกว้างกว่าเดิมอีกเล็กน้อยสามารถเดินผ่านได้สะดวกมากขึ้นแล้ว และได้ตู้เสื้อผ้าเหมือนเดิมขนาดเท่าเดิมเลยครับ

ฝ้าเพดานก็ฉาบเรียบทาสี พร้อมไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 2 ดวง อุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย 1 จุด และเครื่องปรับอากาศอีก 1 ตัว เช่นเคย

ส่วนอีกด้านหนึ่งของห้อง จากฟังก์ชันพื้นที่อเนกประสงค์เดิมที่ใช้นั่งทำงานแต่งหน้าได้ก็จะกลายเป็นพื้นที่ครัวไว้ประกอบอาหาร ซึ่งได้เป็นครัวเปิดไม่มีผนังกั้นจึงไม่สามารถทำอาหารจริงจังได้ และระยะผนังทั้ง 2 ด้านก็ไม่ตรงกันจึงเป็นเรื่องยากที่จะกั้นครัวเปิด และถึงจะกั้นได้ก็จะมีขนาดพื้นที่คับแคบและทำให้ห้องโปร่งโล่งน้อยลงด้วยครับ

ตู้ด้านบนจะเก็บของได้น้อยกว่าห้องที่แล้วเล็กน้อยนะ เพราะนำส่วนพื้นที่เก็บของที่หายไปจากส่วนครัวตรงนี้ไปเพิ่มตรงโต๊ะทานอาหารให้แล้ว พัดลมดูดควันยังเป็นแบบหมุนเวียนภายในไม่มีท่อเช่นเคย ส่วนผนังก็จะต้องกรุเพิ่มขึ้นอีก 1 ด้านด้วย เพื่อจะได้เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย ผนังจะได้ไม่เสียหรือสกปรกไว

ภายในห้องน้ำฟังก์ชันเหมือนเดิม และได้สุขภัณฑ์ทั้งหมดเป็นห้อง Cotto แน่นอนว่ารวมถึงระบบ Smart Mirror ด้วยครับ แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือขนาดพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น โดยพื้นที่ส่วนแห้งจะมีขนาด 1.45 x 1.7 m. และพื้นที่อาบน้ำมีขนาด 1.3 x 0.8 m. สามารถใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ต่อไปเป็นห้องอเนกประสงค์ที่แต่เดิมเคยเป็นห้องครัวมาก่อน กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน 3 ตอน ทำให้เปิดออกได้กว้าง 1 m. ได้ความเป็นสัดส่วนและเป็นส่วนตัว สามารถดึงแสงธรรมชาติจากระเบียงเข้ามาถึงภายในได้ทำให้โปร่งโล่งไม่อึดอัด

ภายในห้องมีขนาดพื้นที่ประมาณ 2.25 x 1.78 m. เหมาะที่จะทำเป็นห้องนั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือจะเป็นห้องแต่งตัวของคุณผู้หญิงก็ได้ครับ

ฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี ได้ไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้า 1 ดวง แต่จะไม่ได้เครื่องปรับอากาศที่ห้องนี้นะครับ

ประตูกระจกบานเลื่อนแบบ 3 ตอน ทำให้เปิดออกได้กว้าง 1 m. และยังช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาภายในทำให้โปร่งโล่งมากขึ้นครับ

ระเบียงมีฟังก์ชันเช่นเดิมกับห้องที่แล้ว แต่จะมีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเป็น 1.8 x 0.9 m. สามารถออกมาใช้งานจริงจังได้มากขึ้นเช่น ปลูกต้นไม้ หรือทำราวตากผ้าใหญ่ๆได้

ห้อง Studio ขนาด 23 ตารางเมตร เป็นห้องที่มีจำนวนเพียง 3 ยูนิตต่อชั้นเท่านั้น และหันมาทางทิศตะวันออกแดดจึงไม่ร้อน สามารถแบ่งฟังก์ชันการใช้งานของห้องออกเป็น 2 ส่วนได้เช่นเดิมแต่จะเป็นด้านหน้ากับด้านในของห้อง โดยส่วนหน้าห้องจะเป็นโซนใช้งาน เมื่อเข้ามาภายในจะเจอครัวก่อนเป็นอันดับแรก และได้เป็นครัวปิดซึ่งกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนจึงสามารถทำอาหารจริงจังได้ นอกจากจะกันกลิ่นอาหารแล้วยังช่วยกันกลิ่นของรองเท้าที่ถอดไว้หน้าห้อง ความชื้นจากห้องน้ำ หรือจะเป็นเสียงจากโถงทางเดินนอกห้องก็ช่วยได้ในระดับหนึ่งครับ ติดกันเป็นห้องน้ำที่ภายในมีการแยกพื้นที่ส่วนเปียกกับส่วนแห้งเป็นสัดส่วนดี

ถัดเข้ามาด้านในห้องจะเริ่มเป็นส่วนพักผ่อนขนาดใหญ่ที่เชื่อมถึงกันโดยไม่มีผนังกั้นจึงทำให้โปร่งโล่งมากๆ ประกอบด้วยห้องนั่งเล่นซึ่งคราวนี้มีระยะดูทีวีเหลือเฟือสามารถวางโต๊ะกลางได้เต็มที่ พื้นที่วางเตียงซึ่งมีระยะรอบเตียงสามารถใช้งานได้สะดวก ปลายเตียงเป็นตู้เสื้อผ้า และมีพื้นที่อเนกประสงค์ข้างหน้าต่างซึ่งถือเป็นฟังก์ชันที่ผมชอบมากๆ เหมาะแก่การนั่งทำงานอ่านหนังสือเพราะอย่างที่บอกว่าทิศของห้องนี้เป็นตะวันออกแดดไม่ร้อน ไม่เน้นพื้นที่ระเบียงเพราะเอาไว้แขวน Condensing unit เท่านั้น ห้องแบบนี้เหมาะสำหรับการอยู่อาศัย 1 – 2 คน ซึ่งชอบความโปร่งโล่งของห้องแบบ Studio หรือเป็นคนใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในห้องนอนอยู่แล้ว แต่ยังได้ความเป็นสัดส่วนเพราะเป็นครัวปิดซึ่งทำอาหารจริงจังได้ด้วย โดยทางโครงการก็มีห้องตัวอย่าง Type นี้ให้ดูด้วยนะ ซึ่งผมได้ถ่ายเป็น Gallery ตัวอย่างมาให้ดูกันด้วย สามารถคลิกชมกันได้เลยครับ