The Line Vibe (เดอะ ไลน์ ไวบ์) ราคาเริ่มต้นเพียง 3.29 ล้านบาท โครงการใหม่จากทางแสนสิริ ที่มาเปิดใจกลางห้าแยกลาดพร้าวติดกับ The Line พหลโยธิน พาร์ค ที่เพิ่งสร้างเสร็จก่อนหน้า แต่ The Line Vibe จะมีจุดเด่นที่ทำราคาต่ำกว่าโครงการเดิมและคอนโดในละแวกอีกค่ะ เหมาะกับคนที่มองหาที่อยู่อาศัยในโซนนี้ ในงบประมาณ 3-5 ล้านบาทก็ได้ห้อง 1 Bedroom ขนาดอยู่สบายแล้วค่ะ จุดเด่นของที่นี่มีดังนี้…

  • คอนโดบนทำเล “ห้าแยกลาดพร้าว” ที่สามารถ “เดิน” ไปรถไฟฟ้า BTS สถานีห้าแยกลาดพร้าว และ MRT สถานีพหลโยธินได้ และ เดินไปยัง Lotus’s ลาดพร้าว, Union Mall และ Central Plaza ลาดพร้าวได้
  • ราคาเริ่มต้นที่ถือว่าต่ำสุดในละแวก อยู่ที่ 3.29 ล้านบาท แม้จะขายแบบ Fully Fitted แต่ก็ได้ห้องเริ่มต้นขนาดใหญ่ เป็น 1 Bedroom 31 ตร.ม.
  • ติดกับสวนขนาดใหญ่กว่า 8 ไร่  (เป็นทรัพย์ส่วนกลางใช้ร่วมกันระหว่ง Abstract และ The Line พหลโยธิน พาร์ค) เข้ามาจากถนนใหญ่หน่อย จะได้ความสงบเพิ่มขึ้นและใกล้ชิดธรรมชาติค่ะ

รายละเอียดโครงการนี้จะเป็นอย่างไร ไปชมกันเลย

ข้อมูลโครงการ

The Line Vibe (เดอะ ไลน์ ไวบ์) ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565

 ชื่อโครงการ  The Line Vibe (เดอะ ไลน์ ไวบ์)
 ชื่อผู้ประกอบการ  บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
 SEGMENT CLASS  UPPER CLASS (รายละเอียดของ Segment คอนโดปี 2021 )
 โครงการตั้งอยู่  ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร
 ที่ดิน   2-0-33.5
 ประเภทคอนโด  High Rise 33 ชั้น
 จำนวนยูนิต  943 ยูนิต (พักอาศัย 940 ยูนิต และ ร้านค้า 3 ยูนิต)
 ยูนิตต่อชั้นสูงสุด   31 ยูนิต
 ที่จอดรถ  ประมาณ 55% มีอาคารจอดรถแยก สามารถจอดได้ที่ชั้น B2, 2, 5, 8, 11, 14
 เริ่มก่อสร้าง  ปี 2565
 คาดว่าจะแล้วเสร็จ  ปี 2567
 ประเภทห้องพัก
  • 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 31.75 – 36.75 ตร.ม.
  • 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด 56.5 – 73.5 ตร.ม.

 ฝ้าเพดานสูง  2.5 เมตร
 ราคาเริ่มต้น  3.29 ล้านบาท
 ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ  ประมาณ 110,000 บาท/ตร.ม.
 ช่วงราคาต่อตารางเมตร(ต่ำสุด-สูงสุด)  N/A
 EIA (ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม)  ผ่านแล้ว
 เว็บไซต์โครงการ http://siri.ly/L6hHud2
 Call Center  1685

ทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 13.8181124,100.5627177
หรือสามารถ : คลิกที่นี่

แผนที่ The Line Vibe (เดอะ ไลน์ ไวบ์) จากทางโครงการค่ะ

โครงการ The Line Vibe (เดอะ ไลน์ ไวบ์) เป็นคอนโด High Rise ที่ตั้งอยู่บริเวณห้าแยกลาดพร้าวค่ะ ซึ่งโซนห้าแยกลาดพร้าวในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาถือว่ามีการพัฒนาเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากการเปิดใช้งานของรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวสถานี 5 แยกลาดพร้าว ซึ่งตัวสถานีก็จะตั้งอยู่ระหว่างห้าง Central Plaza ลาดพร้าวและยูเนียน มอลล์เลย โดยรถไฟฟ้าสายนี้ถือว่าเป็นสายหลักก็ว่าได้ สามารถใช้วิ่งเข้าตัวเมืองไปสยามได้เลย จากเดิมที่สิ้นสุดแค่สวนจตุจักรเท่านั้น

แน่นอนว่าการเปิดใช้รถไฟฟ้าตรงนี้ทำให้บริเวณห้าแยกลาดพร้าวกลายมาเป็นจุด interchange ระหว่างรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ที่ใช้โดยสารเดินทางใจกลางเมืองเป็นหลัก อีกทั้งโซนนี้ถือว่าเป็นจุดที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีห้างใหญ่อย่าง Central Plaza ลาดพร้าว เอาไว้ดูหนัง ซื้อของ กินข้าว และมี ยูเนียน มอลล์ ที่เป็นแหล่งรวม Fashion retail ที่วัยรุ่นและคนทำงานชอบมาเดินซื้อเสื้อผ้ากัน นอกจากนั้นตัวโครงการ The Line Vibe (เดอะ ไลน์ ไวบ์) เองจะอยู่ติดกับ Lotus’s ที่เป็น Hypermarket ขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับเลือกซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคราคาย่อมเยา ทำให้ทำเลนี้ถือว่าเป็นโซนที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายทำเลหนึ่งของกรุงเทพฯก็ว่าได้ค่ะ

ในส่วนที่เป็นคอนโดมิเนียมในย่านที่เป็นคอนโดมือ 1 จาก developer ก็จะมีอยู่ในโซนฝั่งเดียวกับ The Line Vibe อยู่ประมาณ 4 โครงการ (ไม่รวม The Line Vibe) ซึ่งตัว The Line Vibe จะเป็นคอนโดที่มีราคาเริ่มต้นจับต้องได้ง่ายที่สุดค่ะ โปรโมชันเปิดตัวเริ่มต้นอยู่ที่ 3.29 ล้านบาท แต่ก็ยังเป็นคอนโดที่ยังสร้างไม่เสร็จนะคะ ซึ่งคอนโดสร้างเสร็จแล้วราคาใกล้เคียงกันก็จะเป็น The Line พหลโยธิน พาร์คที่อยู่ข้างๆ แต่ถ้าใครที่อยากหาคอนโดราคาต่ำกว่านี้ก็อาจจะต้องเข้าไปดูในโซนถนนลาดพร้าวแทน ซึ่งความสะดวกสบายเรื่องการเดินไปรถไฟฟ้า หรือเดินไปห้างก็จะลดลงสู้ทำเลของ The Line Vibe ไม่ได้ค่ะ

สภาพแวดล้อมรอบโครงการ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงขนาดอย่างเป็นทางการได้

สามารถเลื่อน Gallery ทางด้านล่างดูบรรยากาศรอบๆโครงการได้นะคะ

Image 1/8
The Line Vibe จะเป็นคอนโดที่อยู่ในโซนเดียวกับคอนโด Abstract และ The Line พหลโยธิน พาร์คค่ะ

The Line Vibe จะเป็นคอนโดที่อยู่ในโซนเดียวกับคอนโด Abstract และ The Line พหลโยธิน พาร์คค่ะ

บรรยากาศภายในโครงการ

เนื่องจากโครงการ The Line Vibe (เดอะ ไลน์ ไวบ์) เรียกว่าเป็นโครงการที่อยู่ร่วมกับคอนโด Abstract และ The Line พหลโยธิน พาร์ค โดยจะมีทั้งพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน อย่างเช่นสวนขนาด 8 ไร่ ถนนทางเข้า ที่จอดรถ และก็จะมีส่วนกลางที่แยกกันไปในแต่ละอาคาร เราลองมาดูบรรยากาศของทรัพย์ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันดีกว่าค่ะ

Image 1/7
เข้ามาในโซนที่ตั้งโครงการจะเจอกับวงเวียนซึ่งมีป้ายโครงการ Abstract อยู่ค่ะ ดูร่มรื่นมากเลยนะคะ

เข้ามาในโซนที่ตั้งโครงการจะเจอกับวงเวียนซึ่งมีป้ายโครงการ Abstract อยู่ค่ะ ดูร่มรื่นมากเลยนะคะ

บรรยากาศไซต์ก่อสร้างของ The Line Vibe (เดอะ ไลน์ ไวบ์)

Image 1/3
ปัจจุบันโครงการล้อมรั้วเตรียมก่อสร้างแล้วค่ะ

ปัจจุบันโครงการล้อมรั้วเตรียมก่อสร้างแล้วค่ะ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

ห้างสรรพสินค้า / ตลาด

  • Tesco Lotus ~ 250 m.
  • Union Mall ~ 1.1 km.
  • Big C Super Center ลาดพร้าว  ~ 2.1 km.
  • Central Plaza ลาดพร้าว ~ 2.2 km.
  • Major รัชโยธิน ~ 3.4 km.
  • สวนลุมไนท์บาซาร์ รัชดาภิเษก ~ 5.2 km.

โรงเรียน

  • โรงเรียนเซนต์จอห์น ~ 1.4 km.
  • โรงเรียนหอวัง ~ 2.4 km.

สำนักงาน

  • ธนาคาร TMB สำนักงานใหญ่ (พหลโยธิน) ~ 1.7 km.
  • บริษัท การบินไทย จำกัด ~ 1.9 km.
  • บริษัท บางกอกแอร์เวย์ ~ 2.0 km.
  • Sun tower ~ 2.0 km.
  • ปตท. สำนักงานใหญ่และบริษัทในเครือ ~ 2.6 km.
  • SCB Park ~ 3.8 km.
  • ปูนซีเมนต์ไทย (SCG) และบริษัทในเครือ ~ 7.2 km.

สวนสาธารณะ

  • สวนรถไฟ ~ 2.4 km.
  • สวนจตุจักร ~ 2.6 km.

อื่นๆ

  • BTS ห้าแยกลาดพร้าว ~ 350 m.
  • MRT พหลโยธิน ~ 1.0 km

รายละเอียดโครงการ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงขนาดอย่างเป็นทางการได้

The Line Vibe (เดอะ ไลน์ ไวบ์) เป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ร่วมกับโครงการ Abstract และโครงการ The Line พหลโยธิน พาร์ค ที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้ง 3 โครงการนี้จะเป็นคอนโดมิเนียมที่แยกโครงการออกจากกัน คือจะมีนิติบุคคลแยกจากกัน และมีพื้นที่ส่วนกลางแยกอาคารกันค่ะ แต่ว่าจะมีพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันอยู่คือ สวนขนาดประมาณ 8 ไร่ที่อยู่ด้านหน้าอาคาร ถนน ทางเข้า และก็อาคารจอดรถที่ใช้ร่วมกัน รูปแบบโครงการแบบนี้เรามักจะไม่ค่อยเห็นกันเท่าไหร่นะคะ

ในแง่ค่าใช้จ่ายทั้งการดูแลพื้นที่ส่วนกลางของตัวเองและพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันก็จะถูกคิดรวมไว้ในค่าส่วนกลางเลยค่ะ อยู่ที่ 55 บาท/ตร.ม./เดือนค่ะ

สำหรับทรัพย์ที่เป็นส่วนกลางของทั้ง 3 โครงการนี้เรามองว่าน่าสนใจดีค่ะ เพราะถ้าเป็นโครงการเดี่ยวคงไม่ได้มีสวน 8 ไร่แบบนี้อยู่ข้างๆโครงการแน่ ทำให้เราสามารถอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติได้มากขึ้น

ส่วนเรื่องที่จอดรถเนื่องจากเป็นโครงการที่พัฒนามาจากโครงการเก่าทำให้ได้อาคารจอดรถมา 1 อาคาร เป็นการจอดแบบ Conventional หรือจอดเข้าซอง ซึ่งน่าจะขับจอดง่าย และมีค่าดูแลรักษาระยะยาวถูกกว่าที่จอดรถแบบ Automatic parking ที่เราเห็นกันบ่อยๆ ในปัจจุบัน โดยสัดส่วนที่จอดรถก็ให้มา 55% ซึ่งถือว่าเยอะพอสมควรเมื่อเทียบกับโครงการติดรถไฟฟ้าสมัยนี้ ส่วนข้อเสียก็อาจจะเป็นเรื่องอาคารจอดรถแยกจากอาคารพักอาศัย ทำให้เราต้องเดินไปค่ะ แต่ก็โชคดีที่ The Line Vibe เป็นโครงการที่อยู่ติดกับอาคารจอดรถเลย ทำให้ระยะเดินไม่ไกลเลย

The Line Vibe (เดอะ ไลน์ ไวบ์)

มาดูที่ตัวโครงการ The Line Vibe (เดอะ ไลน์ ไวบ์)กันบ้างค่ะ อาคารนี้จะเป็นอาคารสูง 33 ชั้น ตั้งบนที่ดินประมาณ 2 ไร่นิดๆ มีห้องพักอาศัยทั้งหมด 940 ยูนิต และมีร้านค้า 3 ยูนิตค่ะ

การจัดวางฟังก์ชันก็จะออกแบบให้ชั้น 1 และชั้น 33 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดเป็นชั้นของพื้นที่ส่วนกลาง ส่วนชั้น 2 ไปจนถึงชั้น 32 จะเป็นชั้นสำหรับห้องพักอาศัยค่ะ

พื้นที่ส่วนกลาง

สำหรับพื้นที่ส่วนกลางจะมีอยู่ 2 ชั้น คือ ชั้นล่าง ประกอบด้วย Lobby ทั้งภายในอาคาร และ แบบ Semi-outdoor lobby หรือว่าภายนอกอาคาร(แต่ยังอยู่ใต้ชายคา) มีร้านค้า และมี co-working space ส่วนชั้น 32 หรือดาดฟ้าจะเป็นชั้นสำหรับกิจกรรมที่ active ขึ้นมาหน่อยโดยจะมีสระว่ายน้ำ ฟิตเนส และสวนค่ะ

ชั้น 1 : เนื่องจากตัวโครงการจะสามารถเดินเข้ามาจากทางฝั่งสวนสาธารณะขนาดใหญ่ 8 ไร่ได้ และสามารถเข้าจากที่จอดรถได้เช่นกัน ดังนั้นจะมีการออกแบบทางเข้าแบบ Semi-outdoor Lobby เป็นพื้นที่โล่งใต้อาคาร รับทางเข้าทั้ง 2 ฝั่ง สามารถให้รถจอดที่ drop-off ฝั่งถนนก็ได้ หรือจะเดินมาจากสวนก็จะเจอส่วนนี้ก่อนค่ะ

โดยภายในโครงการจะมีพื้นที่ร้านค้าอยู่ 3 ยูนิต ซึ่งถ้าดูจากผังจะเห็นว่าตัวร้านค้าจะแยกจากส่วนที่เป็นภายในอาคาร จุดนี้ก็จะช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัยของโครงการด้วย เนื่องจากส่วนร้านค้าที่จะเป็นพื้นที่สาธารณะ คนจากตึกอื่นสามารถมาใช้งานได้ค่ะ

ส่วนพื้นที่ภายในอาคารก็จะเจอกับ Lobby ก่อน และมี Co-working area อยู่ทางด้านหลัง ทำให้ส่วนพื้นที่ทำงานนี้ได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่ต้องเจอกับคนที่เดินเข้า-ออกอาคาร และยังออกแบบให้สามารถมองออกไปเห็นสวนขนาดใหญ่ด้านหน้าได้ บรรยากาศน่าจะร่มรื่นไม่น้อย บวกกับการที่อยู่ชั้นล่างก็จะได้ร่มเงาจากต้นไม้ไปในตัวทำให้ไม่ร้อนมากด้วยค่ะ

ภาพจำลองบรรยากาศ Semi-Outdoor Lobby เป็นพื้นที่ในร่มนอกตัวอาคารที่จัดออกมาเป็นมุมนั่งเล่นและมีการตกแต่งด้วย landscape ไม้พุ่มต่างๆ เพิ่มความร่มรื่นให้กับพื้นที่ค่ะ อีกทั้งส่วนนี้จะเชื่อมต่อกับสวนที่อยู่ด้านข้างอาคารอีกด้วย

ภาพจำลองบรรยากาศภายใน Lobby จะจัดเป็นโซฟาพักผ่อนไว้หลายจุด มีการเล่นกับเส้นโค้งทั้งลายพื้นและฝ้าเพดาน และเลือกใช้โซฟากับหมอนอิงหลากสีสัน พร้อมกับฝ้าเพดานสูง ทำให้บรรยากาศตรงนี้ดูโปร่ง โล่ง มองออกไปเห็นสวนได้ และดูสนุกสนานไปในตัวค่ะ

ภาพจำลองบรรยากาศ Co-working space ภายในห้องนี้การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์จะเหมาะกับการนั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือว่าประชุมมากขึ้นค่ะ โดยบรรยากาศก็ยังคงเน้นความโปร่งโล่ง และดูสนุกสนานด้วยสีสันของเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้

โดยพื้นที่ Co-working Space จะแบ่งออกเป็นหลายส่วน มีทั้งภายในและภายนอกอาคารค่ะ ซึ่งทุกส่วนก็สามารถมองออกไปเห็นสวนขนาด 8 ไร่ทางด้านข้าง เพิ่มสุนทรียภาพให้กับลูกบ้านที่มานั่งทำงานภายในพื้นที่ตรงนี้

ขึ้นมาดูส่วนกลางที่ชั้นดาดฟ้ากันต่อ ที่ชั้นนี้จะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ฝั่งค่ะ ฝั่งขวาจะเป็นพื้นที่สีเขียวที่เรียกว่า Sky garden ส่วนทางซ้ายจะเป็นส่วนกลางเป็น Active ประกอบไปด้วยสระว่ายน้ำ และ Gym

ชั้น 33 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโครงการ The Line Vibe จะแบ่งพื้นที่เป็น 2 ฝั่งค่ะ เป็นสวนครึ่งหนึ่งและเป็นพื้นที่ในร่มครึ่งหนึ่ง จากรูปจะเห็นห้องกระจกทางขวามือ ตรงนี้จะเป็น Gym นะคะ

ภาพจำลองบรรยากาศ Sky Garden มีการออกแบบมุมนั่งเล่นพักผ่อนท่ามกลางสวนอยู่ ช่วงเวลาค่ำๆ สามารถมานั่งเล่นพักผ่อนชมวิวเมืองโดยรอบได้ค่ะ

ภาพจำลองบรรยากาศ Gym ห้องออกกำลังกายนี้สามารถมองเห็นวิวได้ 2 ฝั่งเลย เป็นวิวเมืองภายนอกอาคาร และวิวสระว่ายน้ำค่ะ โดยการออกแบบ interior ภายในเราจะเห็นว่าโครงการจะเลือกใช้โทนสีส้มนะ ดูแล้วสดใส Active ดีค่ะ

ภาพจำลองบรรยากาศสระว่ายน้ำค่ะ รอบๆตัวสระว่ายน้ำจะมีมุมนั่งเล่นพักผ่อน และแนวต้นไม้ ทั้งไม้พุ่มและต้นไม้ใหญ่ เราชอบตรงการเลือกใช้ต้นไม้มาคั่นกลางระหว่างสระว่ายน้ำและฟิตเนสค่ะ มุมมองจะไม่เห็นกันและกันชัด ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวเวลาใช้งานได้ดี

ภาพจำลองบรรยากาศสระว่ายน้ำและมุมนั่งพักผ่อนข้างๆ เป็นอีกมุมที่น่าสนใจเลยค่ะ ดูเป็นมุมที่เหมาะสำหรับมานั่งพักผ่อนชมวิวนะ

ผังชั้นพักอาศัย

ห้องพักอาศัยของโครงการ The Line Vibe จะเริ่มต้นตั้งแต่ชั้น 2 ไปจนถึงชั้น 32 เลยค่ะ ในทุกๆชั้นจะนำเอาห้อง 1 Bedroom ไว้ตรงกลาง และห้อง 2 Bedroom อยู่ที่มุม ยกเว้นชั้น 32 จะมีห้อง 2 Bedroom ขนาดใหญ่สุดของโครงการอยู่

โดยตำแหน่งของลิฟต์โดยสารจะอยู่ตรงกลางอาคาร มีทางเดินเป็นแบบ Double Corridor (มีห้องพักขนาบ 2 ฝั่งทางเดิน) ที่โถงลิฟต์และปลายสุดของทางเดินทั้ง 2 ฝั่งจะเป็นช่องแสงและหน้าต่าง ช่วยเพิ่มความสว่างให้บริเวณโถงทางเดิน และช่วยระบายอากาศ ความอับชื้นที่ทางเดินด้วยค่ะ

Image 1/4
ผังชั้นพักอาศัยโครงการ The Line Vibe ชั้น 2

ผังชั้นพักอาศัยโครงการ The Line Vibe ชั้น 2

Typical floor plan / ผังชั้นพักอาศัยหลักภายในโครงการ

ผังชั้นพักอาศัยโครงการ The Line Vibe ชั้น 4-31

ในการเลือกตำแหน่งห้อง โดยทั่วไปถ้าเป็นคอนโดอาคารเดียวตั้งติดถนนเราแนะนำให้เลือกคอนโดชั้นสูงขึ้นมาหน่อยเพื่อความเป็นส่วนตัวมากขึ้น คนที่เดินผ่านไปมารอบๆหรืออาคารข้างๆจะไม่สามารถมองเข้ามาในห้องเราได้ แต่สำหรับโครงการ The Libe Vibe จะมีข้อดีที่ว่าอาคารนี้ตั้งอยู่ในโครงการใหญ่อีกที ทำให้รอบๆตัวอาคารค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว แม้กระทั่งคนที่อยู่ชั้น 2-3 ก็ไม่ได้มีคนนอกมองเข้ามาให้วุ่นวายมากนะ

ตำแหน่งห้องที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ(ด้านบน) จะเป็นห้องที่หันหน้าไปทางสวนขนาด 8 ไร่ที่ใช้ร่วมกันระหว่าง 3 โครงการ ทำให้ห้องที่อยู่ชั้นล่างๆหน่อยก็จะเห็นตัวสวนชัดขึ้น หรือชั้นล่างๆ เผลอๆ มองออกไปเห็นยอดต้นไม้ด้วยค่ะ

ส่วนห้องที่หันไปทางทิศใต้ (ด้านล่าง) ทิศนี้อาจจะร้อนหน่อยเพราะประเทศไทยแดดอ้อมใต้ แต่ก็จะเป็นห้องที่รับลมได้ดีกว่า เนื่องจากลมประจำถิ่นของประเทศไทยมักจะพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ขึ้นตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนใหญ่ของปีค่ะ ฝั่งนี้ในชั้นสูงๆหน่อยก็จะได้วิวเมืองนะคะ เพราะจะเป็นทิศที่มองไปยังถนนลาดพร้าว / ถนนวิภาวดี ใครที่ชอบแสงสีเวลากลางคืนฝั่งนี้ก็ดูน่ามองเลย

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก (เฉพาะอาคาร The Line Vibe)

  • Semi Outdoor Lobby
  • Lobby
  • Co-Working Space
  • Relaxing Space
  • Swimming Pool
  • Poolside Seating
  • Fitness
  • Multipurpose Sky Garden
  • อินเทอร์เน็ตไร้สายบริเวณ >> ส่วนกลาง

ทรัพย์ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน 3 อาคารชุด (กรรมสิทธิ์ร่วมทั้ง 3 อาคาร)

  • สวนขนาดใหญ่และสวนหย่อม
  • อาคารจอดรถ (ที่จอดรถสำหรับโครงการเดอะ ไลน์ ไวบ์ ชั้น B2, 2, 5, 8, 11, 14) รวมประมาณ 55%

ระบบรักษาความปลอดภัย

  • LIV-24
  • เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ตลอด 24 ชั่วโมง
  • กล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง
  • ที่จอดรถชั่วคราว
  • จุดบริการชาร์จแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

แบบห้อง

มาดูที่ตัวโปรดักส์กันต่อค่ะ โครงการ The Line Vibe (เดอะ ไลน์ ไวบ์) ราคาเริ่มต้นเพียง 3.29 ล้านบาท โดยจะมีแบบห้องให้เลือกอยู่ 2 แบบหลักๆ ดังนี้

  • 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 31.75 – 36.75 ตร.ม.
  • 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด 56.5 – 73.5 ตร.ม.

โดยแต่ละแบบก็จะยังมีการจัดวาง Layout ภายในห้องที่แตกต่างกันไป เป็นตัวเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์หรือว่าความต้องการทางด้านพื้นที่หลากหลายแบบค่ะ (สามารถเลื่อนลงไปดูแบบห้องเพิ่มเติมที่แบบแปลนทางด้านล่างได้นะคะ) รูปแบบการขายภายในโครงการจะขายเป็น Fully Fitted หรือก็คือห้องเปล่า แต่ก็จะมีชุดครัว Built-in มาให้ สุขภัณฑ์ในห้องน้ำครบ เหลือก็แต่เฟอร์นิเจอร์ที่เราจะเลือกนำมาจัดวางให้เข้ากับสไตล์หรือความชอบของเราได้ค่ะ

ในส่วนของห้องตัวอย่างจะจัดให้ดูไว้เพียง 1 ห้อง เป็นห้อง 1 Bedroom Type 1BM ขนาด 36 ตร.ม.ค่ะ แต่ก่อนที่เราจะไปดูภายในห้องตัวอย่าง เรามาดูวัสดุต่างๆ ภายในห้องกันนะคะ

รายการวัสดุภายในห้องพักอาศัย

  • พื้นห้องนอนและห้องนั่งเล่น ลามิเนต
  • พื้น+ผนัง ห้องครัวและห้องน้ำ กระเบื้องแกรนิตโต้และกระเบื้องเซรามิค (ห้องครัวจะติดกระเบื้องผนังเฉพาะหลังเคาน์เตอร์ครัว)
  • ผนังและฝ้าเพดานในห้อง ฉาบเรียบทาสี
  • ไฟดาวน์ไลท์
  • สุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำใช้ยี่ห้อ Cotto
  • อ่างล้างจาน เตาไฟฟ้าและเครื่องดูดควันภายในครัวใช้ยี่ห้อ Teka
  • วัสดุ Top Counter ครัว : กระเบื้องพอร์ซเลน

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะคะ

ห้องตัวอย่าง 1 Bedroom Type 1BM

1 Bedroom Type 1B จะเป็นห้องที่ได้แปลนห้องเป็นห้องหน้ากว้าง จุดที่น่าสนใจคือการจัดพื้นที่ครัวไปไว้ชิดระเบียง จุดนี้ทำให้ในแง่การใช้งานก็จะสะดวกมากขึ้นค่ะ โดยเมื่อเข้ามาเราจะเจอกับโถงเล็กๆ เป็นมุมสำหรับวางรองเท้า ชั้นวางของได้ และมีห้องน้ำอยู่ตรงนี้ ถัดเข้ามาจะเป็นพื้นที่โล่งสำหรับจัดฟังก์ชันเป็นมุมนั่งเล่นและกินข้าว (เราอาจจะจัดให้แตกต่างไปจากแปลนที่ให้มาได้นะคะ) ส่วนด้านในสุดจะแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วนคือส่วนพักผ่อนหรือห้องนอน ที่ได้ขนาดค่อนข้างกว้างเลยค่ะ และห้องครัวที่อยู่ติดระเบียง เวลาทำอาหารก็สามารถเปิดประตูช่วยระบายอากาศ กลิ่น ควันให้ไหลออกไปทางระเบียงได้เลย ภายในห้องส่วนอื่นๆก็จะไม่มีกลิ่นรบกวนด้วยค่ะ ห้องนี้เหมาะสำหรับอยู่อาศัย 1-2 คน ราคาเริ่มต้นน่าจะอยู่ที่ราวๆ 3.49 ล้านบาทค่ะ เราลองไปดูภายในห้องตัวอย่างกันดีกว่า

โถงทางเข้า

ทางเข้าห้องจะได้ประตูแบบ Digital Door Lock นะคะ แต่ในห้องตัวอย่างไม่ได้มีหน้าตาประตูมาให้ดู ภายในห้องจะปูพื้นด้วยลามิเนตลายไม้ค่ะ ความสูงฝ้าเพดานอยู่ที่ 2.5 ถือว่ากำลังดีไม่เตี้ยไม่สูงไป ผนังและฝ้าเพดานจะฉาบเรียบทาสีธรรมดานะคะ

พอเข้ามาจะเป็นโถงทางเดินค่ะ ทางซ้ายมือจะเป็นห้องน้ำ ส่วนทางขวามือเป็นมุมสำหรับจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ ตรงนี้จะกว้าง 1.65 เมตร เป็นระยะที่วางเฟอร์นิเจอร์ไปแล้วยังเดินเข้า-ออกได้สบาย

บริเวณโถงทางเข้าจะมีความลึกประมาณ 1.75 เมตรค่ะ ซึ่งเรามองว่าเหมาะสำหรับทำเป็นชั้นวางของที่เก็บรองเท้า ร่ม อุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ

ให้ห้องตัวอย่างจะทำเป็นชั้นวางรองเท้าและที่นั่งเล็กๆ เอาไว้นั่งใส่รองเท้าได้ อาจจะมีราวเเขวนเผื่อไว้แขวนเสื้อผ้าที่เตรียมใส่สำหรับวันพรุ่งนี้ เอาไว้หน้าห้องน้ำก็ได้นะคะ หรือจะตั้งกระจกเงาแบบส่องเต็มตัว เช็คความเรียบร้อยก่อนออกจากบ้านก็ไม่เลว

ห้องน้ำ

มาดูที่ห้องน้ำกันก่อน โดยห้องน้ำนี้จะเป็นห้องน้ำสำเร็จรูปค่ะ ปัจจุบันเรียกว่าห้องน้ำสำเร็จรูปถูกพัฒนามาไกลมาก มีข้อดีหลายอย่าง ทั้งการดูแลรักษาหรือว่าซ่อมบำรุงท่อต่างๆก็ถือว่าทำได้ง่ายกว่าระบบปกติอีกค่ะ

การจัดวาง Layout ภายในห้องน้ำก็จะแยกส่วนเปียก/ส่วนแห้งชัดเจน สะดวกในการใช้งาน รูปแบบกระเบื้องที่ใช้ก็จะมีทั้งกระเบื้องแกรนิตโต้และกระเบื้องเซรามิกค่ะ จุดที่เราชอบของแสนสิริคือการเลือกลายกระเบื้องมาใช้ในห้องน้ำจะมีความสนุกสนาน ไม่ได้เป็นกระเบื้องลายเรียบๆธรรมดานะ

ติดกับประตูห้องน้ำจะเป็นอ่างล้างหน้าค่ะ ซึ่งตัวอ่างก็จะมาพร้อมกับ Built-in ชั้นวางของด้านใต้ วางอุปกรณ์เครื่องใช้ในห้องน้ำได้ และมีปลั๊กไฟติดไว้ข้างๆ เผื่อคุณผู้หญิงมาเป่าไดร์ผมก็ร่วงหล่นภายในห้องน้ำ ล้างทำความสะอาดง่ายเลยค่ะ

ติดกันจะเป็นโถสุขภัณฑ์ยี่ห้อ Cotto เช่นเดียวกันกับอ่างล้างหน้า

ด้านในสุดจะเป็นห้องอาบน้ำ ซึ่งจะติดตั้งฉากกั้นบานเลื่อนเอาไว้ให้แบบ 3 ตอน (เปิดแล้วได้ระยะเดินเข้า-ออกมากกว่าแบบ 2 ตอนนะ) ส่วนด้านในห้องก็จะได้ฝักบัวอาบน้ำแบบ Hand Shower และมีมุมวางสบู่เล็กๆ โดยมุมนี้เราอาจจะหาชั้นวางอุปกรณ์อาบน้ำมาติดเพิ่มได้นะคะ

ระยะอาบน้ำอยู่ที่ 90×100 ซม. เป็นระยะที่ใช้งานหมุนตัวสะดวกค่ะ ตัวฝักบัวก็จะได้แบบที่เห็น ถือว่าขนาดใหญ่อยู่นะ

Living + Dining Area

เดินเข้ามาใจกลางห้องจะเป็นพื้นที่ Common Area หรือพื้นที่ห้องนั่งเล่น+กินข้าวค่ะ พื้นที่ตรงนี้มีหน้ากว้างประมาณ 4.2 เมตร และลึก 4 เมตรได้ เราสามารถจัดฟังก์ชัน วางเฟอร์นิเจอร์ยังไงก็ได้ตามใจเลยค่ะ

มาดูไอเดียการจัดห้องตัวอย่างกันนะคะ ภายในห้องนี้จะจัดให้เจอมุมนั่งเล่นก่อนอันดับแรก เพื่อเคลียร์ระยะทางเดินในสามารถเดินเข้า-ออกห้องได้สะดวก ในการจัดแบบนี้เลยต้องเลือกโต๊ะหน้าโซฟาเป็นแบบเล็กๆ ไว้ข้างๆ แทนค่ะ

ข้างๆ มุมดูทีวีสามารถจัดเป็นโต๊ะทำงานหรือว่าโต๊ะเครื่องแป้งเพิ่มได้นะคะ

ส่วนทางด้านหลังโซฟาจะเป็นมุมสำหรับกินข้าว ในห้องตัวอย่างจะเลือกเป็นโต๊ะสูงหันหน้ามายังทีวี ให้กินข้าวไปดูทีวีไปได้

โดยทางด้านหลังเก้าอี้ก็ยังเหลือแนวทางเดินให้เดินรอบๆ ได้ค่ะ (สำหรับในห้องจริงเราอาจจะเลือกเป็นชุดโต๊ะกินข้าว 2-3 ที่นั่งแล้วนั่งหันหน้าเข้าหากันแทนก็ได้นะคะ)

ห้องครัว

ที่มุมห้องด้านในสุดจะเป็นห้องครัวค่ะ โดยจะได้เป็นครัวปิด มีประตูบานเลื่อนกระจกแบบ 3 ตอนกั้น แยกเป็นสัดส่วน

ส่วนวัสดุพื้นจะเปลี่ยนจากลามิเนตลายไม้มาเป็นกระเบื้องแกรนิตโต้ เพื่อให้สะดวกในงานเช็ดล้างทำความสะอาดคราบต่างๆที่อาจเกิดจากการทำอาหารได้ค่ะ นอกจากนี้ตัวกระเบื้องก็จะทนต่อรอยขีดข่วนและสารเคมีต่างๆมากกว่าลามิเนตอีกด้วยนะ

ภายในห้องครัวจะจัดวางเคาน์เตอร์ชิดผนังฝั่งซ้าย และเหลือเป็นแนวทางเดินขนาดประมาณ 90 ซม.ทางด้านขวาค่ะ

ภายในห้องครัวจะมีเคาน์เตอร์ที่ Built-in มาพร้อมชั้นวางของต่างๆ และมีอุปกรณ์ครัวอย่างอ่างล้างจานกับเตาไฟฟ้าให้มา

ใต้เคาน์เตอร์อ่างล้างจานอาจจะวางถึงขยะและอุปกรณ์ทำความสะอาด / ล้างจานได้

ใต้เคาน์เตอร์ฝั่งเตาไฟฟ้าก็จะได้ลิ้นชักสำหรับวางช้อนส้อมต่างๆ

ส่วนด้านล่างก็จะมีช่องสำหรับใส่ไมโครเวฟให้มาค่ะ

บนเคาน์เตอร์จะพอมีพื้นที่ว่าง เอาไว้เตรียมอาหารได้ ส่วนด้านหลังบริเวณผนังจะกรุด้วยกระเบื้องเรียกว่า Back splash เพื่อให้เช็ดล้างทำความสะอาดคราบและเขม่าควันได้ง่ายค่ะ

ตัวอ่างล้างจานเป็นของ Teka

เตาไฟฟ้าก็จะได้ของ Teka เช่นกัน แบบ 2 หัว เราชอบที่วางขนานไปกับเคาน์เตอร์เลย (ในหลายๆโครงการที่เคยเห็นหัวเตาจะวางแนวลึกเข้าไป)

ทางด้านบนก็จะมี Built-in ชั้นวางของค่ะ เอาไว้วางอุปกรณ์ทำครัวต่างๆได้

ระเบียง

ติดกันกับห้องครัวจะเป็นระเบียงของห้องค่ะ โดยมีประตูบานเลื่อนกระจก 3 ตอนกั้น เพิ่มความสว่างให้ภายในห้องครัวได้

พื้นที่ระเบียงถือว่าเป็นระเบียงสำหรับ Service มากกว่า คือจะเอาไว้วาง condensing unit ของแอร์ วางเครื่องซักผ้า และตากผ้า เมื่อจัดวางอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆแล้ว จะเหลือทางเดินราวๆ 1.10×0.90 เมตร ยังเป็นระยะที่ใช้งานได้สะดวกอยู่ค่ะ

ตำแหน่งวาง condensing unit แอร์จะต้องเป่ามาด้านข้าง ในการใช้งานจริงเราแนะนำให้ติดตั้งกริลเพื่อเบี่ยงทิศทางลมร้อนให้เป่าออกนอกอาคารก็ดีนะคะ ตัวระเบียงจะได้ไม่เป็นที่สะสมลมร้อน เวลาเรามาใช้งานก็จะสบายตัวขึ้นด้วย

ห้องนอน

ตัวห้องนอนจะอยู่ด้านในค่ะ เชื่อมกับพื้นที่นั่งเล่นด้วยประตูบานเลื่อนกระจกแบบ 3 ตอน เพื่อให้แสงสว่างส่องเข้ามายังพื้นที่นั่งเล่นได้ แต่ถ้าใครอยากได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นอาจจะติดม่านด้านในเพิ่มก็ได้นะคะ เผื่อวันไหนมีแขกมาเยี่ยมแล้วภายในห้องเราไม่เรียบร้อยไม่อยากให้ใครมองก็รูดม่านปิดเลย

พื้นที่ภายในห้องนอนจะค่อนข้างลึกเลยค่ะ ขนาดหน้ากว้างประมาณ 2.55 เมตร ลึก 3.75 เมตร ทำให้เราสามารถเลือกวางเตียงขนาด 5.5-6 ฟุตได้เลย

หน้าต่างภายในห้องจะเป็นชุดกระจกบานใหญ่พอสมควรเลย เพื่อให้แสงเข้าได้เยอะ แต่ตัวหน้าต่างจะไม่ได้เป็นบานเปิดที่ใหญ่มาก เนื่องจากโครงการนี้เป็นอาคารสูงด้วย ถ้าเป็นบานเปิดขนาดใหญ่โดนแรงลมเยอะๆอาจจะพังได้ค่ะ

ในห้องตัวอย่างจะวางเตียงชิดด้านในเลย เว้นระยะให้ผ้าม่านนิดหน่อย

ด้วยหน้ากว้างที่อยู่ราวๆ 2.5 เมตร ทำให้เมื่อวางเตียงแล้วปลายเตียงอาจจะไม่เหมาะสำหรับวางเฟอร์นิเจอร์เพิ่ม ถ้าอยากติดทีวีไว้ในห้องนอนก็ควรเลือกแบบแขวนผนังแทนนะคะ

สำหรับตู้เสื้อผ้าก็สามารถออกแบบวางไว้ภายในห้องนอนได้เลยค่ะ

ในห้องตัวอย่างจะวางไว้ฝั่งเดียวกับหัวเตียง

ทำให้เหลือพื้นที่หน้าตู้กว้างมาก ตรงนี้อาจจะเว้นไว้เป็นพื้นที่สำหรับออกกำลังกายเล็กๆภายในห้องได้ เช่น เอาเสื่อโยคะมาปูเล่น เป็นต้นค่ะ

แบบแปลน

นอกจากห้องตัวอย่างที่เราได้ไปดูกันมา เราลองมาดูแปลนห้องทั้งหมดที่มีในโครงการนี้กันดีกว่าค่ะ

แบบห้อง 1 Bedroom

Image 1/3
Type-1A

Type-1A

ห้อง 1 Bedroom จะมีให้เลือกอยู่ 3 Type หลัก 1A, 1B และ 1C ขนาด 31.75 – 36.75 ตร.ม. จุดน่าสนใจของแต่ละแบบมีดังนี้ค่ะ

  • 1A : ห้อง Type นี้เป็นแบบเริ่มต้นของโครงการ ขนาดราวๆ 32 ตร.ม.​ เป็นห้องหน้าแคบตอนลึกค่ะ การจัด Zoning การใช้งานภายในห้องจะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก เริ่มจากส่วนที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้าคือส่วน Service ซึ่งก็คือครัวและห้องน้ำ ถัดเข้ามากลางห้องจะเป็น Common Area หรือว่าพื้นที่รับแขก+กินข้าว ส่วนพื้นที่พักผ่อนจะอยู่ในสุดของตัวห้องค่ะ โดยแบบนี้จะได้ระเบียงที่ยาวเต็มหน้ากว้างของห้องเลย เป็นห้องที่ถือว่าแบ่ง zoning ชัดเจน ได้ห้องครัวปิดเหมาะสำหรับทำอาหาร
  • 1B : สำหรับ Type นี้จะเป็นห้องตัวอย่างที่เราพาไปดูค่ะ เป็นห้องที่ได้ระยะหน้ากว้างของห้องมากขึ้นกว่า 1A และมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ราวๆ 36 ตร.ม. จุดที่แตกต่างจากห้องแบบ 1A อย่างเห็นได้ชัดคือครัวจากที่อยู่ทางเข้าถูกย้ายไปอยู่ชิดติดระเบียงแทน ทำให้ส่วนนี้เองกลายเป็นจุดเด่นของห้องแบบนี้ ในแง่การใช้งานก็ช่วยให้ระบายอากาศ ควัน กลิ่นที่เกิดจากการทำอาหารได้ดีขึ้น เป็นห้องที่เหมาะสำหรับคนที่มักจะทำอาหารกินเองนะ
  • 1C : ห้อง Type นี้จะมีขนาดที่ใกล้เคียงกับแบบ 1B คือมีพื้นที่ใช้สอยราวๆ 36 ตร.ม.ค่ะ แต่จะมีการจัดผังที่นำเอาครัวมาไว้ทางฝั่งหน้าห้อง และเอาห้องน้ำไปไว้ด้านในแทน แต่จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือเป็นแบบห้องที่ได้พื้นที่ walk-in closet เป็นสัดส่วนอยู่หน้าห้องน้ำค่ะ จึงเหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่แต่งตัวค่ะ

แบบห้อง 2 Bedroom

Image 1/4
Type-2A

Type-2A

ส่วนห้อง 2 Bedroom จะมีให้เลือกอยู่ถึง 4 แบบเลยค่ะ แต่จะมีจำนวนยูนิตไม่เยอะแบบละ 1-2 ยูนิตต่อชั้นเท่านั้น โดยทั้งหมดจะเป็นแบบที่ได้ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ แปลว่าห้องนอนใหญ่จะได้ห้องน้ำในตัวและได้ความเป็นส่วนตัวมาก โดยห้องแบบนี้เหมาะกับครอบครัวเริ่มต้น 3-4 คน หรือคนที่อยากได้พื้นที่ใช้สอยใหญ่ อยู่สบาย เทียบกับการเลือกซื้อทาวน์โฮมชานเมืองมาเป็นคอนโดห้องใหญ่ใกล้รถไฟฟ้าได้ค่ะ สำหรับราคาห้อง 2 Bedroom ราคาเริ่มต้นก็อยู่ที่ 5.69 ล้านบาทค่ะ (ราคาโปรโมชัน)

  • 2A : เป็นห้อง 2 Bedroom ขนาดเริ่มต้น พื้นที่ใช้สอยอยู่ที่ 56.5 ตร.ม. เป็นห้องหน้ากว้างอยู่ตำแหน่งหัวมุมอาคาร เข้ามาในห้องจะเป็นครัวปิด แล้วจึงเจอกับ Common Area หรือว่าห้องนั่งเล่น+กินข้าวที่อยู่ด้านใน อีกฝั่งของห้องจะเป็นห้องนอน 2 ห้อง ห้องนอนใหญ่มีห้องน้ำในตัว ส่วนห้องนอนรองจะใช้ห้องน้ำร่วมกับ Common Area ทางด้านนอกห้อง แต่ตำแหน่งจะไม่ไกลมากค่ะ ถือว่ายังใช้งานสะดวกอยู่
  • 2B และ 2C : ทั้ง 2 แบบนี้จะมีการจัดวาง Layout ภายในห้องที่เหมือนกันค่ะ จุดที่แตกต่างกันคือ 1)ขนาดห้อง 2)ระเบียง โดย 2B จะมีพื้นที่ใช้สอยอยู่ที่ 59 ตร.ม. ส่วน 2C มีขนาดราวๆ 65 ตร.ม. ทำให้ขนาดของพื้นที่ในแต่ละฟังก์ชันแบบ 2C จะกว้างกว่า และแบบ 2C จะมีระเบียงรูปร่างโค้ง ที่แตกต่างจาก 2B ค่ะ // ในส่วนของฟังก์ชันใช้งาน จุดที่น่าสนใจคือห้องน้ำรองจะถูกวางติดกับห้องนอนรองและทำทางเข้าแบบ Double Access เอาไว้ให้ สามารถเข้าใช้งานจากห้องนอนรองได้โดยตรง สะดวกสำหรับผู้อยู่อาศัยมากขึ้นค่ะ
  • 2D : เป็นแบบห้องขนาดใหญ่ที่สุดในโครงการ มีเพียง 3 ยูนิตเท่านั้น อยู่ที่ชั้นบนสุดซึ่งก็คือชั้น 32 ค่ะ โดยการวาง Layout จะค่อนข้างคล้ายแบบ 2A แต่พื้นที่ใช้สอยภายในจะมีขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ที่ประมาณ 73 ตร.ม. ทำให้ทุกฟังก์ชันมีขนาดใหญ่ขึ้น ครัวใหญ่ขึ้น ห้องนอนใหญ่พื้นที่ใหญ่ขึ้น ได้พื้นที่ Walk-in Closet ที่เป็นสัดส่วนภายในห้อง

ราคา

The Line Vibe ราคา ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565

  • The Line Vibe (เดอะ ไลน์ ไวบ์) ราคาเริ่มต้นเพียง 3.29 ล้านบาท
  • 1 Bedroom ขนาด 32 ตร.ม. เริ่มต้น 3.29 ล้านบาท
  • 1 Bedroom ขนาด 36 ตร.ม. เริ่มต้น 3.49 ล้านบาท
  • 2 Bedroom ขนาด 56 ตร.ม. เริ่มต้น 5.69 ล้านบาท

  • รูปแบบการขาย Fully Fitted
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน 2.50 เมตร
  • จอง 20,000 – 30,000 บาท
  • ทำสัญญา 30,000 – 50,000 บาท
  • ดาวน์ 10% ผ่อนดาวน์ 29 งวด
  • ค่ากองทุน 500 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง 55 บาท/ตร.ม./เดือน (รวมค่าดูแลทรัพย์ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันแล้ว)

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ

บทสรุป

ทำเล :
ที่ตั้งของโครงการ The Line Vibe ถือว่าเด่นมากเลยค่ะ เพราะอยู่ในโซนห้าแยกลาดพร้าวที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง รายล้อมไปด้วยห้าง แถมยังใกล้กับรถไฟฟ้าที่ interchange ระหว่าง BTS และ MRT ได้ อีกทั้งอยู่ในตำแหน่งที่สามารถ “เดินเท้า” ไปใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกได้อีก เป็นทำเลที่เรามองว่ามีศักยภาพในการเติบโต และมีความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากทำเลหนึ่งเลยค่ะ

การเดินทางโดยใช้รถ :
ตัวโครงการอยู่ในโซนห้าแยกลาดพร้าว ถ้าดูจากชื่อก็น่าจะพอทราบแล้วว่าสามารถเดินทางเชื่อมต่อเข้าและออกตัวเมืองกรุงเทพฯ ผ่านถนนหลักได้ถึง 5 เส้นทาง คือถนนลาดพร้าว ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนพหลโยธิน และถ้าดูปริมาณที่จอดรถภายในโครงการที่จัดมาให้ 55% ซึ่งเรามองว่าค่อนข้างดีเลยสำหรับคอนโดที่ติดกับรถไฟฟ้าแบบนี้ ทำให้ปริมาณที่จอดรถน่าจะเพียงพอกับคนที่มีรถยนต์ส่วนตัวค่ะ

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ :
ห้าแยกลาดพร้าวนับว่าเป็น node สำคัญของกรุงเทพฯ ที่มีความคึกคักสูง มีคนใช้งานปริมาณมากตลอดทั้งวัน ดังนั้นตัวเลือกการเดินทางระบบขนส่งสาธารณะจึงมีให้เลือกเยอะมาก ทั้งรถไฟฟ้า, รถเมล์, Taxi, รถตู้ หรือว่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก็มีให้เลือกมากมายค่ะ

การออกแบบ :
สำหรับเรามองว่าที่นี่ออกแบบมาตอบโจทย์คุณภาพชีวิตได้ดีทีเดียวค่ะ ทั้งในแง่ทำเลที่สะดวกสบาย แต่ในโครงการก็ไม่วุ่นวาย ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ (แบบที่ไม่คิดว่านี่คือห้าแยกลาดพร้าว) โดยตัวโครงการเราว่าก็ออกแบบมาโดยจัดให้มีฟังก์ชันพื้นที่ส่วนกลางพื้นฐานที่ทุกคนใช้งานครบครัน และดีไซน์สวยงามดูทันสมัย ให้เกิด Dynamic สร้าง Vibe ที่สนุกสนานให้กับผู้อยู่อาศัยได้

ในขณะที่รูปแบบห้องก็จะเป็นห้องเริ่มต้นขนาดใหญ่ 31 ตร.ม. ครัวปิด ซึ่งนับว่าตอบโจทย์ทั้งขนาดที่อยู่แล้วไม่อึดอัด ใช้งานก็ funtional ดี เราจึงมองว่าสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในโครงการ The Line Vibe ได้ค่ะ

วัสดุ :
ตัววัสดุต่างๆ จัดได้ว่าให้มาตามมาตฐานนะคะ รูปแบบห้องจะเป็น Fully Fitted ได้วัสดุตามราคา เช่น พื้นลามิเนตและกระเบื้อง ห้องน้ำสำเร็จรูปสุขภัณฑ์ Cotto ภายในครัว Built-in มาให้ครบพร้อมอ่างล้างจานและเตาของ Teka คนที่ซื้อโครงการนี้ก็อาจจะต้องเผื่องบประมาณสำหรับหาซื้อเฟอร์นิเจอร์เพิ่มเติมนะคะ

สาธารณูปโภค :
โครงการนี้จะมีความแปลกอยู่ที่มีส่วนกลางที่ใช้เฉพาะโครงการ The Line Vibe และทรัพย์ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันกับอีก 2 โครงการข้างๆ ค่ะ ส่วนกลางที่เราใช้ร่วมกันและเรามองว่าได้ประโยชน์ก็จะมีพื้นที่สวนขนาดประมาณ 8 ไร่ และที่จอดรถที่ได้แบบ conventional parking ส่วนพื้นที่ส่วนกลางภายในอาคารก็จะได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ของใครของมัน แต่ก็ออกแบบให้ได้ฟังก์ชันมาตรฐานครบครัน ชั้นล่างจะเป็นฟังก์ชันแนว Passive เป็นมุมนั่งเล่น ทำงาน พักผ่อน มี Lobby, Co-working space ที่ออกแบบให้ได้วิวจากสวนด้านข้างเต็มที่ ส่วนชั้นบนสุดก็จะมีสวนชั้นดาดฟ้า และส่วนกลางที่ Active function อย่าง Gym และสระว่ายน้ำค่ะ

Judgement

การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

เทียบกับช่วงราคาเฉลี่ยแบบทั้งโครงการ AVG 110,000 บาท/ตร.ม., 7 กุมภาพันธ์ 2565

  • ทำเล 8.75/10 – ใจกลางห้าแยกลาดพร้าว
  • เดินทางด้วยรถ 8.5/10 – ติดถนนใหญ่ อัตราส่วนที่จอดรถเยอะ
  • ไม่ใช้รถ 8.5/10 – ใกล้รถไฟฟ้า มีขนส่งมวลชนให้เลือกเยอะ
  • วัสดุ 7.5/10 – ได้ตามมาตรฐาน
  • แบบ 8.5/10 – ห้องขนาดใหญ่ ครัวปิด
  • สาธารณูปโภค 7.75/10 – ฟังก์ชันครบ ดีไซน์ทันสมัย

  • UPPER CLASS
  • 8.365 / 10.00

The Line Vibe เหมาะกับใคร?

โครงการ The Line Vibe เหมาะกับคนที่มองหาคอนโดราคาไม่สูงมากบนทำเลห้าแยกลาดพร้าว มีงบ 3-5 ล้านก็จะได้ห้อง 1 Bedroom ที่มีขนาดอยู่สบาย ได้คุณภาพชีวิตที่ดีใกล้สวน และได้อยู่บนทำเลที่เดินไปรถไฟฟ้าหรือห้างได้ค่ะ


ThinkofLiving มี LINE Official Account แล้วนะ
ไม่อยากพลาดข้อมูลข่าวสารก็ Add เลย > https://lin.ee/svACOxc