รีวิวฉบับที่ 1831… สวัสดีค่ะ ใกล้จะเปิดให้บริการแล้วสำหรับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงเตาปูน-ท่าพระ เราเลยจะพามาชม The Parkland จรัญฯ-ปิ่นเกล้า คอนโด High Rise ใกล้สถานีบางยี่ขัน โครงการมาพร้อม Facility ส่วนกลางแบบจัดเต็ม เชื่อมต่อกัน 3 Tower เช่นสระว่ายน้ำยาว 50 เมตร, Fitness 3 ชั้น และ Double Sky Lounge ที่มองเห็นวิวสะพานพระราม8 มีห้องให้เลือกหลากหลายเริ่มต้นที่ 2.01 ล้านบาท เราไปชมกันเลยค่ะ 

Fact @ 7 March 2019

  • The Parkland Charan-PinKlao (เดอะ พาร์คแลนด์ จรัญ-ปิ่นเกล้า)
  • บริษัท นายารา จรัญ จำกัด
  • MAIN CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ในเขต : บางพลัด
  • คอนโด High Rise 22 ชั้น 1 อาคาร 3 ทาวเวอร์ จำนวน 1,784 ยูนิต และร้านค้า 4 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 34 ยูนิตที่อาคาร B
  • ที่จอดรถประมาณ 925 คันรวมจอดซ้อนคัน คิดเป็น 51 %
  • ที่ดินประมาณ 11-2-75 ไร่
  • เริ่มก่อสร้าง : Q1 ปี 2560
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : 2562 สร้างเสร็จพร้อมอยู่
  • Studio 24.00 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.01 ล้านบาท (ราคาโปรโมชั่น)
  • 1 Bedroom 30.00-45.00 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 3.2x ล้านบาท
  • 2 Bedrooms 1 Bathroom 45.00-49.50 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 4.4x ล้านบาท
  • 2 Bedrooms 2 Bathroom 60.00-75.00 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 6.3x ล้านบาท
  • ฝ้าเพดานสูง 2.50 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 2.01 ล้านบาท  (ราคาโปรโมชั่น)
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรทั้งโครงการประมาณ 90,000 บาท/ตร.ม.
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • โทร  : 02-424-1999

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วค่ะ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างค่ะ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.778196, 100.486378

แผนที่จากทางโครงการค่ะ

ทำเลที่ตั้งโครงการ The Parkland จรัญ-ปิ่นเกล้า อยู่บนถนนจรัญสนิทวงศ์ ใกล้กับซอยจรัญสนิทวงศ์ 42 ทำเลนี้แต่เดิมมีลักษณะเป็นชุมชน ที่อยู่อาศัยบริเวณนี้ส่วนใหญ่จะเป็นตึกแถว ทาวเฮ้าส์ และ อาคารพาณิชย์ ไม่ค่อยมีตึกสูงมากนัก แต่หลังจากมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าก็เริ่มมีคอนโดมาขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในนั้นก็คือ  The Parkland จรัญ-ปิ่นเกล้า นั่นเองค่ะ โดยโครงการจะอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงเตาปูน-ท่าพระ สถานี บางยี่ขัน

การเดินทางด้วยรถยนต์ถือว่ามีตัวเลือกในการเดินทางเข้า-ออกเมืองได้หลากหลายเส้นทาง สำหรับใครที่เน้นเข้าเมืองบ่อยๆ ก็มีสะพานใช้ข้ามไปยังฝั่งพระนครได้อย่างสะพานกรุงธน(ซังฮี้) สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และสะพานพระราม 8 ซึ่งเป็นสะพานที่สะดวกและใกล้กับโครงการมากที่สุด โดยจากโครงการสามารถลัดเข้าซอยจรัญสนิทวงศ์ 40 ไปออกถนนพระราม 8 โดยไม่ต้องเข้าแยกบรมราชชนนีให้เสียเวลา นอกจากนี้ยังสามารถกลับรถขึ้นทางยกระดับบรมราชชนนีได้ ส่วนสภาพการจราจรในแถบนี้ตั้งแต่เริ่มสร้างรถไฟฟ้าก็เรียกได้ว่าค่อนข้างติดขัดมากๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนทั้งเช้า-เย็น ดังนั้นการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวของทำเลนี้ ถึงแม้จะมีถนนให้เลือกใช้เส้นทางค่อนข้างหลากหลายแต่ก็จำเป็นต้องเผื่อเวลาในการเดินทางพอสมควรเลย สำหรับคนที่ต้องใช้ทางด่วนในทำเลนี้ก็ใกล้กับทางด่วนพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอก สามารถใช้เป็นเส้นทางเลี่ยงรถติดได้ค่ะ

สำหรับบริเวณถนนจรัญสนิทวงศ์ นั้นสมัยก่อนจะไม่มีทางด่วนในบริเวณใกล้เคียง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของการจราจรที่ติดขัดจะต้องไปขึ้นที่ทางด่วนบริเวณสะพานตากสิน หรือ ทางด่วนยมราช สำหรับตอนนี้มีโครงการทางพิเศษสายศรีรัช – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครที่เปิดให้บริการเรียบร้อยแล้ว โดยสามารถใช้เชื่อมกับทางขึ้น-ลง 6 แห่งคือ

  1. บริเวณถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก)
  2. ทางขึ้นลงราชพฤกษ์
  3. ทางแยกต่างระดับบรมราชชนนี
  4. ทางขึ้นลงบางบำหรุหรือถนนสิรินธร
  5. ทางขึ้นลงจรัญสนิทวงศ์
  6. ทางขึ้นลงพระราม 6
  7. ทางขึ้นลงกำแพงเพชรตรงทางแยกต่างระดับศรีรัช (ด่วนขั้นที่ 2)

โดยจะมีทางขึ้น-ลงที่ขับได้สะดวกคือ ทางขึ้น-ลงบางบำหรุ สามารถวิ่งเข้าจากถนนบรมราชชนนี กลับรถไปขึ้นทางด่วนได้ เวลาลงก็สามารถวิ่งเข้าเส้นสิรินธรตัดเข้าจรัญสนิทวงศ์ได้ไม่ยากค่ะ

parkland-map-lr-3-of-6

การเดินทางด้วยรถสาธารณะถือว่าค่อนข้างสะดวกเนื่องจากโครงการอยู่ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วง เตาปูน-ท่าพระ ที่คาดว่าจะเปิดให้ใช้บริการในปีหน้านี้ ซึ่งจากทางเข้าโครงการห่างจากสถานีรถไฟฟ้า บางยี่ขันที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าปากซอยจรัญสนิทวงศ์ 42 อยู่ประมาณ 20 เมตร เดินออกมาใช้บริการสะดวกค่ะ นอกจากนั้นยังมีรถประจำทางอย่างรถสองแถว รถเมล์ ให้บริการตลอดทั้งวัน ที่หน้าซอยจรัญสนิทวงศ์ 42 เองก็มีวินมอเตอร์ไซค์อยู่ด้วยค่ะ สามารถเรียกได้เลย และเนื่องจากโครงการอยู่ติดถนนใหญ่ทำให้ไม่เปลี่ยว ใครทำงานเลิกดึกเดินกลับคนเดียวก็อุ่นใจได้ค่ะ

parkland-map-lr-2-of-6

นอกจากตัวช่วยในการเดินทางอย่างรถไฟฟ้าแล้ว ตัวเลือกอีกอย่างหนึ่งในการเดินทางของทำเลนี้คือ เรือด่วนเจ้าพระยา เนื่องจากเป็นทำเลที่อยู่ใกล้แม่น้ำเจ้พระยา ช่วยทุ่นเวลา ไม่ให้เราต้องอยู่บนท้องถนนนานนัก ซึ่งท่าเรือด่วนเจ้าพระยาที่ใกล้โครงการที่สุดคือ ท่าพระปิ่นเกล้า และท่าซังฮี้ ที่ห่างจากโครงการประมาณ 2 กิโลเมตร จากโครงการนั่งวินไปท่าเรือก็ประมาณ 30 บาท สามารถข้ามเรือไปหาร้านอาหารเด็ดๆ เจ้าดังๆทานที่ท่าพระอาทิตย์ หรือไปเรียนที่ม.ธรรมศาตร์ โดยขึ้นเรือที่ท่ามหาราช ก็สะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้เส้นทางเดินเรือยังสามารถนั่งไปได้ไกลถึงสาทร หรือขึ้นเหนือไปถึงนนทบุรีเลยค่ะ คลิกดูรายละเอียดเส้นทางการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ที่นี่เลย

สำหรับความอุดมสมบูรณ์รอบๆโครงการนั้นส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ บ้าน วัด และโรงเรียน มีร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ และร้านอาหารอยู่บ้างค่ะ แหล่งความอุดมสมบูรณ์หลักจะอยู่ที่ ถนนบรมราชชนนี  จะมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆและแหล่ง Hypermarket อย่างเช่น Tesco Lotus , The Sense, Central ปิ่นเกล้า, พาต้า ห้างเก่าแก่แหล่งรวมร้านอาหาร วินรถตู้ รถเมล์ , Major ปิ่นเกล้า, ช่างชุ่ย สถานที่ท่องเที่ยวเปิดใหม่ที่เลยไปอีกหน่อยบนถนนสิรินธร เป็นต้น นอกจากนั้นบริเวณที่อยู่ริมแม่น้ำจะมีร้านอาหารริมน้ำบรรยากาศดีๆให้มานั่งทานข้าวเปลี่ยนบรรยากาศกัน สถานที่สำคัญอื่นๆก็จะใกล้สำนักงานเขตบางพลัดและโรงพยาบาลยันฮี ที่ข้างๆโรงพยาบาลเป็นตลาดบางอ้อหรือตลาดนัดยันฮีที่มีทั้งส่วนร้านอาหารที่มีที่นั่งให้รับประทานกันที่นั่นได้เลย และส่วนขายเครื่องใช้รวมถึงเสื้อผ้าแฟชั่นต่างๆหรือจะเป็นตลาดวังหลัง ตลาดขนาดใหญ่อยู่ติดกับโรงพยาบาลศิริราชที่มีคนเดินคับคั่งตลอดทั้งวันค่ะ

การเดินทางที่เราจะพาไปวันนี้เริ่มต้นจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเข้ามาทางถนนราชวิถี มุ่งหน้าไปสะพานกรุงธน(ซังฮี้) ซึ่งเป็นทางตรงเรื่อยๆค่ะ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนจรัญสนิทวงศ์ ตรงไปตามถนนจรัญสนิทวงศ์ประมาณ 1.10 กิโลเมตร จะเจอกับโครงการทางด้านซ้ายมือ ระยะทางรวมประมาณ 5.80 กิโลเมตร

การเดินทางในวันนี้เรามุ่งหน้าเข้าสู่ถนนราชวิถี ทางฝั่งเดียวกับโรงพยาบาลราชวิถี จากนั้นให้ขับตรงไปเรื่อยๆ

เมื่อขับตรงมาจะเจอกับแยกถนนสวรรคโลก แยกนี้ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปถนนศรีอยุธยาได้ หรือถ้าเลี้ยวขวาจะไปแยกสามเสน มาถึงตรงนี้ให้เราขับตรงไปค่ะ

ทางฝั่งซ้ายมือเราจะเห็นรั้วกั้นพื้นที่ค่อนข้างยาวที่เดียวตรงนี้เป็นที่ตั้งของพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ฝั่งตรงข้ามทางขวามือเป็นชุมชนพักอาศัยสูงประมาณ 2 ชั้น ในซอยราชวิถี

เมื่อตรงมาอีกนิดจะเจอกับแยกตัดกับถนนพระราม5 เลี้ยวซ้ายไปถนนศรีอยุธยาได้ หรือเลี้ยวขวาไปถนนนครไชยศรีได้ แต่ทางไปโครงการของเราขับตรงได้เรื่อยๆเลยค่ะ

ตรงมาจะผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาทางซ้ายมือ

เจอกับแยกถนนสามเสน ให้ตรงไปเรื่อยๆเลยค่ะ

ตรงมาซักพักจะเห็นทางขึ้นสะพานกรุงธน หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าสะพานซังฮี้นั่นเอง มีจุดสังเกตทางขวามือจะมีวัดราชผาติการามตั้งอยู่ค่ะ ให้เราตรงขึ้นสะพานเลย

สะพานกรุงธน(ซังฮี้)เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สามารถขับไปโครงการได้เลยโดยไม่ต้องไปกลับรถค่ะ หรือสำหรับคนที่สะดวกในการใช้สะพานพระราม 8 ก็สามารถเดินทางไปโครงการได้ โดยต้องไปกลับรถหน้าโครงการ นิดนึงค่ะ

ข้ามสะพานมาแล้วจะเจอกับป้ายเลี้ยวซ้ายไปถนนพระปิ่นเกล้า ให้เตรียมชิดซ้าย เราจะไม่ขึ้นสะพานข้ามแยกค่ะ

ตรงมาเรื่อยๆจะเจอกับแยกซังฮี้ซึ่งตัดกับถนนจรัญสนิทวงศ์ให้เลี้ยวซ้าย

ตรงตามถนนจรัญสนิทวงศ์มาประมาณ 1 กิโลเมตร จะเจอกับโครงการทางด้านซ้ายมือ ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าบางยี่ขันค่ะ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะคะ

โครงการมีทางเข้า-ออกติดถนนจรัญสนิทวงศ์ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สภาพแวดล้อม โดยรอบโครงการเป็นอาคารแนวราบและที่พักอาศัยสูงไม่เกิน 4 ชั้น ไม่มีอาคารสูงที่อยู่ในระยะประชิด จะมีบางอาคารที่จะโดนบังวิวบางส่วน คือบริเวณ Tower A จะโดนบังวิวจาก Thana Astoria สูง 23 ชั้น ทางทิศเหนือ  และ Life Pinklao สูง 23 ชั้น ทางทิศตะวันตก  Tower C ทางทิศตะวันออกบนชั้นสูงๆ จะสามารถเห็นวิวสะพานพระราม 8 และแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ไกลๆได้ ค่ะ

  • ทิศเหนือ : Thana Astoria สูง 23 ชั้น
  • ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ : ติดกับทาวน์โฮม ตึกแถวและที่อยู่อาศัยไม่เกิน 3 ชั้น ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 44
  • ทิศตะวันออกเฉียงใต้ : ที่อยู่อาศัย 1-2 ชั้น
  • ทิศตะวันตกเฉียงใต้ : โรงแรม 2-3 ชั้นและที่อยู่อาศัย 1-2 ชั้น ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 42
  • ทิศตะวันตก :  Life Pinklao สูง 23 ชั้น
  • ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ : ถนนจรัญสนิทวงศ์

ด้านหน้าโครงการทางทิศตะวันตก ติดกับซอย จรัญสนิทวงศ์ 42 และใกล้กับทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีบางยี่ขันค่ะ

ด้านหน้าโครงการทาง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ติดกับถนน จรัญสนิทวงศ์ ฝั่งตรงข้ามเป็นสถานีเติมน้ำมันซัสโก้

ด้านหน้าโครงการทางทิศเหนือ เป็นอาคารแถวด้านล่างส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารสามารถเดินออกมาหาของกินได้ตลอดทั้งวัน

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

    • Tesco Lotus ~ 1.3 กิโลเมตร
    • เมเจอร์ปิ่นเกล้า+ตลาดปิ่นเงินปิ่นทอง ~ 1.4 กิโลเมตร
    • Central ปิ่นเกล้า ~ 1.9 กิโลเมตร
    • ห้างพาต้า ~ 2.1 กิโลเมตร
    • ตลาดบางขุนนนท์ ~ 2.2 กิโลเมตร
    • Foodland ~ 2.2 กิโลเมตร
    • Makro ~ 2.7 กิโลเมตร
    • The Sense ปิ่นเกล้า ~ 2.4 กิโลเมตร
    • รพ.เจ้าพระยา ~ 2.9 กิโลเมตร
    • ตลาดบางขุนศรี ~ 3.2 กิโลเมตร
    • รพ.ศิริราช+ตลาดวังหลัง ~ 3.9 กิโลเมตร
    • สนามหลวง+ม.ธรรมศาสตร์ ~ 4.6 กิโลเมตร


เจาะลึกตัวโครงการ

โครงการ The Parkland จรัญ-ปิ่นเกล้า เป็นคอนโดมิเนียม High Rise สูง 22 ชั้น 1 อาคาร แบ่งเป็น 3 Tower A,B และ C รวมทั้งหมด 1,784 ยูนิต มีพื้นที่เชื่อมต่อกันที่ชั้น 1- 4 ( Podium ) ทั้ง 3 Tower สามารถเดินเชื่อมกันได้ทั้งหมด บนพื้นที่ 11-2-75 ไร่

เรามาดูผังโครงการที่ชั้น 1 กันก่อนค่ะ โครงการมีทางเข้า-ออกติดกับถนนจรัญสนิทวงศ์ เข้า-ออกได้ทางเดียว หน้าโครงการจะมีป้อมยามคอยรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เส้นทางการเดินรถส่วนใหญ่เป็น One way ตามเข็มนาฬิกา ไปยังลานจอดรถ ซึ่งจะต้องผ่าน Drop Off ก่อนค่ะ ถ้าเป็นคนที่ใช้งานรถสาธารณะแล้วเดินเข้ามาในโครงการจะผ่าน Office ด้านหน้า และร้านค้าต่างๆ เข้ามายัง Drop Off และเข้า Lobby ได้เลย ส่วนของ Lobby จะสามารถเข้าได้โดยไม่ต้องใช้ Key Card นะคะ แต่จะมีจุดสแกน Key Card อยู่ที่ทางเข้าโถงลิฟต์แทน ถ้าอยู่ Tower B หรือ C ก็สามารถเดินผ่านลานจอดรถไปขึ้นลิฟต์ของ Tower ตัวเองได้เลยค่ะ โดยโถงลิฟต์แต่ละอาคาร จะมีห้อง Mailbox อยู่ด้วย ลิฟต์โดยสารในโครงการจะมี Tower ละ 3 ตัว มีอัตราส่วนลิฟต์รวมอยู่ที่  198 :  1 ถือว่าค่อนข้างหนาแน่นสักหน่อยอาจจะทำให้รอลิฟต์นานหน่อยค่ะ ลานจอดรถจะอยู่ที่ชั้น 1- 3 ของส่วน Podium รวมแล้วสามารถจอดรถได้ทั้งหมด 925 คันหรือคิดเป็น 51 % ถือว่าให้มาค่อนข้างเยอะ โครงการมีพื้นที่สีเขียว ล้อมรอบให้บรรยากาศสดชื่น ตัวโครงการนั้นแบ่งออกเป็น 3 Tower โดยแต่ละ Tower จะมีข้อแตกต่างกันดังนี้

  • Tower A เป็นอาคารที่ใกล้ถนนใหญ่และสถานีรถไฟฟ้ามากที่สุด ทำให้เดินเข้า-ออกโครงการสะดวกเหมาะกับคนที่ไม่ชอบเดินไกลๆ แลกกับความเป็นส่วนตัวเนื่องจาก Tower นี้เป็น Tower ที่มีคนเดินผ่านไปมาเยอะที่สุด อาจจะคึกคักหน่อย Tower A จะโดนบังวิวบางทิศ และไม่มีพื้นที่ส่วนกลางในอาคาร เวลาจะใช้งานจะต้องเดินไปอาคารอื่นค่ะ
  • Tower B เป็นอาคารที่อยู่ตรงกลาง เห็นวิวได้ 2 ทิศทาง มี Fitness อยู่ที่ชั้น 4-6 เดินไปใช้งานได้ง่าย เหมาะกับคนที่ใช้พื้นที่ส่วนกลางบ่อย เดินไม่ไกลจากทางเข้าโครงการมากนัก
  • Tower C เป็นอาคารที่อยู่ด้านในสุด เดินไกลมากที่สุดแต่ก็จะได้ความเป็นส่วนตัว และที่อาคารนี้ในชั้นสูงๆ สามารถมองเห็นวิวสะพานพระราม 8 และแม่น้ำเจ้าพระยาได้ด้วยค่ะ มีชั้น Facility ส่วนกลางที่ชั้น 21-22 และดาดฟ้า เหมาะกับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว วิวสวย ใช้งานพื้นที่ส่วนกลางง่าย

เรามาดูบรรยากาศโครงการกันดีกว่าว่าสร้างเสร็จแล้วจะเป็นยังไง เริ่มจากทางเข้าโครงการ มีป้ายชื่อโครงการอยู่ด้านหน้า พื้นถนนเป็นพื้นคอนกรีตแสตมป์สลับกับพื้นหญ้า ที่มีการออกแบบเล่นเป็นลวดลายสวยงาม

เมื่อเข้ามาภายในโครงการแล้วสำหรับคนที่เดินเข้ามาสามารถเดินเข้าอาคารทางด้านหน้าได้เลย แต่สำหรับรถยนต์จะต้องผ่านเข้าทางซ้ายมือ วนตามถนนรอบโครงการเป็น One Way ไปยังลานจอดรถ และมีทางออกทางด้านขวามือค่ะ

ทางเข้าจะแบ่งเป็น 2 ช่องทางกั้นด้วยไม้กั้นกระดก สำหรับลูกบ้านเองสามารถผ่านเข้าไปได้เลยด้วยระบบ Easy Pass ทางช่องซ้ายมือ ส่วนแขกที่มาติดต่อให้กดบัตรทางขวามือเผื่อเข้าโครงการค่ะ โดยทางเข้า-ออกเองก็จะมีกล้อง CCTV ช่วยบันทึกภาพเพื่อความปลอดภัยมากขึ้นด้วย โดยตั้งแต่ทางเข้าไปจนตลอดแนวโครงการจะมีต้นไม้ตกแต่งที่สวนด้านหน้าและรั้วโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มองดูแล้วสดชื่นด้วยค่ะ

สำหรับแขกผู้มาติดต่อจะต้องกดปุ่มสีเขียวที่เครื่องกดบัตร (ภาพบน) และรับบัตรออกมาสแกนเผื่อผ่านเข้าไปด้านใน สำหรับลูกบ้านสามารถผ่านเข้าด้วยระบบ Easy Pass (ภาพล่าง) ได้เลยค่ะ

เข้ามาแล้วสำหรับผู้มาติดต่อใช้เวลาไม่นานสามารถจอดรถที่ด้านข้างอาคารทางขวามือได้เลย แต่ถ้าต้องการจอดรถในร่มให้ตรงไปยังลานจอดรถค่ะ

สำหรับคนที่ต้องการไปยังลานจอดรถจะต้องผ่านทางเข้าบริเวณ Drop Off ที่อาคาร Aไปก่อนค่ะ

บรรยากาศภายใน บริเวณ Drop Off ตกแต่งด้วยกระเบื้องสีดำดูเรียบหรู

ส่วน Drop Off จะรับ-ส่ง คนเข้าไปยัง Lobby ได้เลย การมีพื้นที่ Drop Off ในร่มมีข้อดีคือ ไม่ต้องโดนแดดร้อนและไม่เปียกเวลาฝนตกด้วย

เมื่อออกมาจากพื้นที่ Drop Off แล้ว จะเป็นทางไปยังลานจอดรถ ทั้งสองข้างทางโครงการได้ปลูกต้นไม้ใหญ่ให้บรรยากาศสดชื่น ในอนาคตเมื่อต้นไม้สูงขึ้นคงจะช่วยเป็นร่มเงาให้กับถนนรอบๆโครงการได้ค่ะ

ก่อนทางเข้าลานจอดรถใต้อาคารก็มีสวนสีเขียวด้านหน้า รวมๆแล้วพื้นที่สีเขียวภายในโครงการกว่า 3 ไร่

ทางเข้าลานจอดรถเป็นประตูไม้กั้นกระดกระบบ Easy Pass

เข้ามาแล้วจะเป็นพื้นที่ลานจอดรถเชื่อมต่อกันทั้ง 3 Tower รวม 925 คัน หรือประมาณ 51 % (รวมจอดซ้อนคัน) ถือว่าค่อนข้างเยอะทีเดียว เนื่องจากโครงการสามารถเดินทางด้วยรถสาธารณะทั่วไปอย่าง รถไฟฟ้าและรถประจำทางได้สะดวก ลานจอดรถลูกบ้านสามารถจอดตรงไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องตรงกับ Tower ที่ตัวเองอยู่ค่ะ

ลองมาดูทางเข้าสำหรับคนที่เดินมาโครงการกันบ้างค่ะ ทางเข้าอาคารเป็นโถงสูง Double Space ดูโอ่อ่า ตกแต่งด้วยกรอบอาคารวัสดุเป็นไม้

ทางด้านขวามือปัจจุบันเป็นพื้นที่ Sale Office คนที่มาติดต่อโครงการก็สามารถมาได้ที่ห้องนี้เลยค่ะ

เดินมาหน่อยจะเป็นพื้นที่ Shop ด้านซ้ายมือเป็นร้าน 7-Eleven เมื่อเปิดให้บริการแล้วจะทำให้ลูกบ้านมีความสะดวกในการมาซื้อของกินของใช้กันได้ง่ายค่ะ ส่วนทางด้านขวามือเป็นห้องน้ำส่วนกลาง

ห้องน้ำจะแบ่งเป็นห้องชาย-หญิง แวะเข้าได้สะดวกก่อนออกจากโครงการ หรือตอนกลับมายังโครงการค่ะ

ภายในแบ่งเป็นห้องๆ จำนวน 5 ห้องและอ่างล้างมือ 4 จุด

ถัดมาเป็นพื้นที่ร้านค้าอื่นๆอีก 3 ยูนิตค่ะ

เมื่อเดินเข้ามาด้านในส่วน Drop Off แล้วจะเจอกับทางเข้า Lobby ไม่ต้องใช้ Key Card ในการเข้าค่ะ เมื่อมีแขกหรือเพื่อนมาหาก็สามารถมารอภายใน Lobby ได้เลย

ภายใน Lobby แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือพื้นที่นั่งเล่นเป็นกลุ่ม ด้านขวามือและพื้นที่ สำหรับนั่งทำงาน ใช้เป็น Co-Working ได้อีกจุดหนึ่งอยู่ด้านซ้ายมือค่ะ

ที่นั่งพักคอยภายใน Lobby ทางโครงการจัดมาให้หลากหลาย ทั้งนั่งเป็นกลุ่มและมีโต๊ะยาวสำหรับนั่งทำงานได้ เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน มีหน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นพื้นที่สวนด้านนอกได้

สำหรับห้องน้ำส่วนกลางของ Lobby อยู่ทางขวาของทางเข้าโถงลิฟต์ สามารถเดินเข้ามาได้เลยไม่ต้องใช้ Key Card

ภายในห้องน้ำมีห้องสุขภัณฑ์และอ่างล้างหน้าอย่างละ 2 ชุด การตกแต่งเข้ากันกับ Lobby

ทางเข้าโถงลิฟต์จะต้องใช้ Key Card แตะสำหรับลูกบ้านเท่านั้น ช่วยคัดกรองความปลอดภัยภายในโครงการค่ะ

เมื่อเข้ามาแล้วจะเจอกับห้องจดหมายก่อน โดยจะแบ่งเป็น 3 ห้อง ของแต่ละ Tower ให้สะดวกในการค้นหา

ภายในห้องจดหมายมีการแยกตามเลขห้องชัดเจน แวะมาหยิบก่อนขึ้นห้องได้เลยค่ะ

โถงลิฟต์ที่เราจะพาขึ้นไปเป็นของ Tower A นะคะโดยแต่ละ Tower จะมีลิฟต์ทั้งหมด 3 ตัว/อาคาร เป็นลิฟต์ล็อคชั้น ต้องสแกน Key Card ก่อนกดเลขชั้น มีอัตราส่วนลิฟต์ทั้งโครงการอยู่ที่ 198 : 1 โดยมี  อัตราส่วนลิฟต์ตึก A 181 : 1 , อัตราส่วนลิฟต์ตึก B 186 : 1 ถือว่าค่อนข้างหนาแน่น และอัตราส่วนลิฟต์ตึก C 228 : 1 ถือว่าหนาแน่น มาก อาจจะต้องรอลิฟต์นานหน่อยในชั่วโมงเร่งด่วนค่ะ

ชั้น 4 เป็นชั้นบนสุดของส่วน Podium ก่อนแยกไปเป็น 3 Tower โดยจะมีพื้นที่ส่วนกลางเชื่อมต่อกันทุกอาคาร ลูกบ้านแต่ละ Tower สามารถใช้พื้นที่ส่วนกลางได้ทั้งหมด โดยบริเวณส่วนกลางของ Tower A จะเป็นเน้นเป็นพื้นที่สวน ลานหญ้าสำหรับเด็กๆมาวิ่งเล่นหรือ สำหรับผู้ใหญ่อยากนั่งเล่นพักผ่อนก็ได้ค่ะ ส่วน Tower B เน้นพื้นที่นั่ง Sunken Seat บรรยากาศดี และมีทางเข้า Fitness 3 ชั้น ที่ Tower B ด้วยค่ะ ส่วนกลางที่ Tower C จะมีสระว่ายน้ำ ระบบเกลือ ขนาดใหญ่ ยาว 50 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นขนาดมาตรฐานโอลิมปิก แยกสระเด็กและ Jacuzzi ต่างหาก นอกจากนั้นยังมี Pavilion Garden ศาลาในสวนให้นั่งพักผ่อนด้วยค่ะ

ส่วนห้องพักโดยรวมจะเป็น Double Corridor ตลอดทั้งอาคาร ที่ชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นส่วนกลาง มีการรักษาความปลอดภัยโดยการมีประตูกั้นระหว่างส่วนกลางและห้องพัก จะเข้าได้เฉพาะคนที่อยู่ในชั้นและ Tower นั้นๆค่ะ

มาดูชั้นพักอาศัยส่วนใหญ่ของ Tower A มีการวางผังเป็นรูปตัว S ทางเดิน Double Corridor จัดวางตำแหน่งประตูห้องให้เยื้องหลบกัน เพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัวที่สุดในแต่ละยูนิต มีช่องแสงและระบายอากาศให้โถงทางเดิน 3 จุด ถือว่าค่อนข้างดีค่ะ ทำให้ผู้ที่เดินอยู่ภายในอาคารไม่อึดอัด ห้องพักส่วนใหญ่เป็นห้อง 1 Bedroom มีห้อง 2 Bedroom และ Studio ไม่เยอะนัก ห้องพักส่วนใหญ่หันหน้าทางแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ ทางฝั่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะไม่โดนแดดจัดทำให้ห้องเย็น แต่ทิศตะวันตกเฉียงใต้จะโดนแดดที่แรงหน่อย แต่ก็เป็นทิศทางที่ลมเข้าค่ะ การวางผังที่มีเหลี่ยมมุมเป็นรูปตัว S ทำให้มีห้องที่เป็นห้องมุมเยอะขึ้น มองเห็นวิวได้มากขึ้นด้วยค่ะ แต่เนื่องจากโถงลิฟต์อยู่เยื้องไปทางฝั่งขวาทำให้ลูกบ้านที่อยู่ฝั่งซ้ายจะเดินค่อนข้างไกลหน่อยแลกกับความเป็นส่วนตัว

เรื่องของมุมมองวิว ที่ Tower A ไม่ได้มีอาคารสูงในระยะประชิด ส่วนใหญ่จะได้วิวเมืองในทิศทางต่างๆ สำหรับห้องพักทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะได้วิวสระว่ายน้ำ แต่ถ้ามองไกลออกไปหน่อยทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะโดนบังวิวจากคอนโดสูง 23 ชั้น ห่างประมาณ 150 เมตร และทางทิศเหนือ โดนบังวิวจากคอนโดสูง 23 ชั้น ห่างประมาณ 100 เมตรค่ะ ด้านหน้าโครงการทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมองเห็นถนนจรัญสนิทวงศ์ และสถานีรถไฟฟ้าบางยี่ขัน

เราจะพามาดูชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นของพื้นที่ส่วนกลางนะคะ โถงลิฟต์ชั้นนี้จะมีลักษณะเหมือนกับชั้นห้องพักอื่นๆ มีช่องแสง 1 จุดทำให้ไม่อึดอัด

ทางออกไปยังส่วนกลางไม่ต้องสแกนบัตรค่ะ สามารถเดินออกมาได้เลย โดยลิฟต์ชั้นส่วนกลางเป็นชั้นเดียวที่ไม่ล็อคชั้นค่ะ

โดยจะแยกความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของลูกบ้านชั้นนี้โดยการมีประตูกั้นอีกหนึ่งจุด เข้าได้เฉพาะลูกบ้านชั้นนี้เท่านั้นค่ะ

พื้นที่ส่วนกลางของโครงการที่ชั้น 4 จะอยู่นอกอาคารทั้งหมด โดยบริเวณ Tower A จะเป็นพื้นที่สวน และลานหญ้าเป็นหลัก

สำหรับห้องที่อยู่ติดกับพื้นที่ส่วนกลาง จะมีแนวกั้นเป็นไม้พุ่มและต้นไม้ยืนต้นกั้นระหว่างห้องและส่วนกลางประมาณ 1 เมตร ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวไม่ให้คนด้านนอกสามารถปีนเข้าไปด้านในห้องได้ค่ะ

จากพื้นที่ส่วนกลางที่ Tower A มีทางเดินเชื่อมต่อกับพื้นที่ส่วนกลางกับ Tower อื่นๆได้ทั้งหมด

โดยจะสามารถเดินลอดใต้อาคารได้  พื้นที่ร่มใต้อาคารก็มีที่นั่งให้สำหรับคนที่อยากออกมาสูดอากาศภายนอกในเวลากลางวันแต่ไม่อยากโดนแดดแรงๆของประเทศไทย ซึ่งร้อนจริงๆค่ะ

พื้นที่นั่งเล่นใต้อาคารมีลูกเล่นอย่างชิงช้ามาให้ด้วย

ออกมาสู่อาคาร B พื้นที่ส่วนกลางจะเน้นพื้นที่นั่งเล่น และ Sunken Seat

นอกจากสวนส่วนกลางแล้วที่อาคาร B ยังมีห้องออกกำลังกายสูง 3 ชั้น มองเห็นได้จากทางเดินในสวน เดี๋ยวเราจะพาไปชมกันค่ะ

พื้นที่ Sunken Seat เป็น พื้นที่นั่งเล่นมีน้ำล้อมรอบให้บรรยากาศดี เหมาะกับการมานั่งเล่นชมวิวตอนเย็นๆค่ะ

ทางเดินไปยัง Sunken Seat เป็นพื้นที่น้ำล้อมรอบเชื่อมต่อไปยังสระว่ายน้ำที่ Tower C

เมื่อเดินมาถึงใต้ Tower B เมื่อมองตรงไปจะเห็นสระว่ายน้ำ มีทางเข้าอาคาร Tower B อยู่ทางซ้ายมือ และทางขวามือเป็นทางเข้า Fitness 3 ชั้น ซึ่งจะแยกทางเข้า-ออกกับส่วนพักอาศัยค่ะ

ทางเข้า-ออกจาก Tower B มีพื้นที่นั่งเล่น ชมวิวสระว่ายน้ำทางขวามือ และเป็นทางที่ลมเข้าด้วยค่ะ นั่งตอนกลางวันได้ไม่ร้อน

มาดูผังของส่วน Fitness ที่ Tower B กันค่ะ Fitness จะแบ่งเป็น 3 ชั้น ไม่สามารถเข้าได้จากชั้นอื่นนะคะต้องมาเข้าใช้งานที่ชั้น 4 เท่านั้น เพื่อความเป็นส่วนตัวของลูกบ้านชั้นอื่นๆค่ะ ชั้นแรกเป็นส่วนห้องน้ำและห้องซาวน่า ชั้นที่ 2 (ชั้น 5) เป็นพื้นที่ Yoga Fly และ Lounge นั่งเล่น และชั้นที่ 3 (ชั้น 6 ) เป็นพื้นที่ห้อง Fitness ทั้งหมดวางเครื่องเล่นประมาณ 30 เครื่อง ถือว่าให้มาเยอะเหมือน Fitness ในห้างเลย

ชั้นพักอาศัยทั่วไปของ Tower B มีการวางผังเป็นรูปตัว U ทางเดินเป็น Double Corridor จัดวางตำแหน่งประตูห้องให้เยื้องหลบกัน เพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัว มีช่องแสงและระบายอากาศให้โถงทางเดิน 4 จุด ทำให้ระบายอากาศและรับแสงได้ดี ผู้ที่เดินอยู่ภายในอาคารจะไม่อึดอัด ห้องพักส่วนใหญ่เป็นห้อง 1 Bedroom มีโถงลิฟต์อยู่บริเวณปีกอาคารด้านขวาทำให้ลูกบ้านอีกฝั่งนึงเดินไกลหน่อยค่ะ การวางผังรูปตัว U ก็ทำให้มีห้องที่เป็นห้องมุมเยอะขึ้น มองเห็นวิวได้มากขึ้นด้วยค่ะ

เรื่องของมุมมองวิว ที่ Tower B จะถูกขนาดข้างด้วย Tower A ทางทิศเหนือ และ Tower C ทางทิศใต้ โดยทางทิศตะวันออกจะมองเห็นวิวเมือง ไปทางฝั่งสะพานกรุงธนฯ และมองเห็นสถานีรถไฟฟ้าสิรินธร ทางทิศตะวันตกบางส่วนโดนบังวิวจากคอนโดสูง 23 ชั้น แต่ก็ยังสามารถมองเยื้องไปเห็นวิวเมืองทางฝั่งถนนบรมราชชนนีได้

เราจะพาไปชม Fitness กันค่ะ โดยประตูทางเข้า Fitness ไม่จำเป็นต้องใช้ Key Card สามารถเข้าไปได้เลย

เข้ามาแล้วจะเจอกับบันไดตรงกลางเป็นทางขึ้นไปยังชั้น 2 ส่วนชั้นล่างเป็นพื้นที่ห้องน้ำ อยู่ทางด้านข้าง

ห้องน้ำชายจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ และห้องน้ำหญิงจะอยู่ทางขวามือค่ะ โดยแต่ละห้องจะมีห้องซาวน่ามาให้ใช้บริการด้วย

ผนังกั้นห้องและแผงกันแดดบางส่วนมีลวดลายฉลุเหมือนกับด้านหน้าโครงการ ให้ความรู้สึก Active ขึ้นมาเลยค่ะ

ขึ้นมาแล้วจะแบ่งคร่าวๆออกเป็น 2 ส่วน ฝั่งนี้จะเป็นพื้นที่ของ Yoga Fly มีพื้นที่นั่งรออยู่ด้านข้าง

ส่วน Yoga Fly จะมีความสูง Double Space 2 ชั้น มีให้ทั้งหมด 6 จุดค่ะ ตรงนี้เล่นโยคะไปด้วยก็มองเห็นวิวของสระว่ายน้ำไปด้วยได้ค่ะ

อีกฝั่งหนึ่งเป็นพื้นที่ Lounge สำหรับนั่งพัก หรือนั่งรอชมวิวด้านนอกได้ โดยจะมีโซฟาและชุดเก้าอี้นั่งเล่น อยู่หลายตัวเลยค่ะ

ชั้นบนของส่วน Yoga Fly เป็นโถงทางเดินไปยังห้องออกกำลังกายด้านหลังนั้นก็คือ Boxing Room นั่นเอง

ภายในห้อง Boxing Room แยกเป็นสัดส่วนจากพื้นที่เครื่องออกกำลังกาย สามารถจัด Work Shop เป็นคลาสได้ค่ะ

อีกฝั่งหนึ่งด้านบนห้อง Lounge เป็นพื้นที่วางเครื่องออกกำลังกายขนาดใหญ่ มีเครื่องออกกำลังกายกว่า 30 ตัว และมีความหลากหลายมากทีเดียวค่ะ และพื้นที่การจัดวางเครื่องต่างๆอยู่ในตำแหน่งที่ออกกำลังกายไปด้วยมองเห็นวิวได้ด้วยค่ะ

ข้อดีของ Fitness ที่นี่คือมีจำนวนเครื่องออกกำลังกายที่เยอะทำให้ไม่ต้องมารอกันใช้ค่ะ สามารถเลือกเล่นได้หลากหลายเลย

ภายในห้อง Fitness ก็มีห้องน้ำ มาให้ด้วย ทำให้สะดวกในการใช้งานไม่ต้องเดินลงไปเข้าห้องน้ำด้านล่างค่ะ

มาถึงพื้นที่ส่วนกลางบริเวณ Tower C กันบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่สระว่ายน้ำค่ะ และมีสวนไม้พุ่ม ต้นไม้ใหญ่ช่วยบังสายตาจากห้องพักชั้น 4 ที่อยู่ติดกับพื้นที่ส่วนกลาง ให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

นอกจากสระว่ายน้ำแล้วที่ชั้น 21-22 ของ Tower C ก็มีSky Lounge, Co-Working Space ,พื้นที่ Social Club และ Sky Garden สามารถชมวิวได้รอบด้านด้วยค่ะ

มาดูสระว่ายน้ำกันก่อนนะคะ สระของที่นี่มีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ เป็นสระว่ายน้ำระบบเกลือ ความยาว 50 เมตร ลึก 1.20 เมตร แยกสระเด็ก ลึก 0.6 เมตร และมี Jacuzzi สำหรับคนที่ชอบแช่น้ำให้ด้วย ด้านข้างสระเป็นพื้นที่นั่งเล่น มีเก้าอี้อาบแดดและ ชุดที่นั่งมาให้พร้อม

บริเวณริมสระมี Pavilion สำหรับนัดเพื่อนๆมานั่งกินลมชมวิวกันได้

ตัว Pavilion มีที่นั่งเป็นวง ล้อมรอบด้วยสระน้ำบรรยากาศน่านั่งทีเดียวค่ะ แต่หลังคาเป็นระแนงไม่สามารถกันแดดได้นะคะ เหมาะกับการมานั่งเล่นตอนเย็นๆ

ถัดมาเราจะพาไปดู Facility ที่ชั้น 21-22 ของ Tower C กันนะคะ โดยจะต้องเดินผ่าน ทางเดินโค้ง ล้อมรอบด้วยต้นไม้ไปยังด้านหลังค่ะ

ด้านหลังก่อนถึง Tower C บริเวณทางเดินมีพื้นที่ส่วนนั่งเล่นชมวิวอีกจุดหนึ่งค่ะ เป็นมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวทีเดียวเนื่องจากมีแนวต้นไม้ล้อมรอบ

ทางขึ้น Tower C มีทั้งที่เป็นบันได และทางลาดสำหรับผู้ใช้รถเข็นด้วย โดยทางเข้าอาคารจะไม่ต้องสแกนบัตรนะคะ ลูกบ้านจาก Tower อื่นสามารถเข้าไปใช้งาน Facility ด้านบนได้เช่นกัน

มาดูชั้นพักอาศัยส่วนใหญ่ของ Tower C มีการวางผังเป็นรูปตัว L ทางเดิน Double Corridor  มีช่องแสงและระบายอากาศให้โถงทางเดิน 4 จุด ห้องพักส่วนใหญ่เป็นห้อง 1 Bedroom ห้องพักส่วนใหญ่หันหน้าทางแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ ทางฝั่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะไม่โดนแดดจัดทำให้ห้องเย็น แต่ทิศตะวันตกเฉียงใต้จะโดนแดดที่แรงหน่อย แต่ก็เป็นทิศทางที่ลมเข้า เหมือนกับ Tower A ค่ะ โถงลิฟต์อยู่เยื้องไปทางฝั่งขวาทำให้ลูกบ้านที่อยู่ฝั่งซ้ายเดินไกลสักนิดค่ะ

เรื่องของมุมมองวิว ที่ Tower C ไม่ได้มีอาคารสูงในระยะประชิดอยู่เลย ส่วนใหญ่จะได้วิวเมืองในทิศทางต่างๆ รอบๆอาคารยกเว้นทางทิศเหนือที่ติดกับ Tower B สำหรับห้องพักทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะได้วิวสระว่ายน้ำและวิวเมืองทางถนนบรมราชชนนี ทางทิศตะวันออกเป็นวิวเมืองฝั่งสะพานกรุงธนฯ และเห็นสถานีรถไฟฟ้าสิรินธร และมี Highlight อยู่ที่วิวทางทิศใต้ สามารถมองเห็นสะพานพระราม 8 และโค้งน้ำเจ้าพระยาได้ในชั้นที่สูงค่ะ

ส่วนของ Facility ที่ Tower C จะอยู่ที่ชั้น 21-22 ซึ่งเป็น Double Sky Lounge เชื่อมต่อกัน ชั้น 21 เป็นพื้นที่  Social Club มีห้อง Golf simulator room และห้อง Mini theater room ให้ได้ใช้งาน ชั้น 22 เป็นพื้นที่ Co working space และห้องประชุมส่วนตัว ทั้ง 2 ชั้น มีจุดเด่นคือมองเป็นวิวได้ 270 องศา มองเห็นสะพานพระราม 8 และโค้งน้ำเจ้าพระยาได้สวยงาม

Facility ชั้น 21-22 ของ Tower C จะมีลิฟต์ขึ้นไปแยกต่างหากสำหรับลูกบ้าน Tower อื่นด้วยค่ะ ส่วนลูกบ้าน Tower C สามารถใช้ลิฟต์ของอาคารขึ้นไปชั้นบนได้ ช่วยแยกไม่ให้ลูกบ้านใช้ลิฟต์ปะปนกันค่ะ

เมื่อขึ้นมายังชั้น 21 แล้วจะเจอกับส่วน Social Club มีที่นั่งเล่นชมวิวทั้งแบบกลุ่มและแบบส่วนตัว

ด้านหลังโครงการทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นแนวกระจกบานสูง Double Space เห็นวิวสะพานพระราม 8 และโค้งน้ำเจ้าพระยาอยู่ลิบๆค่ะ

นอกจากนั้นยังมีห้อง Mini Theater และ Golf Simulator อีกด้วยค่ะ แต่ในวันที่ผู้เขียนเข้าไปถ่ายยังไม่เปิดให้ชมเลยไม่ได้นำภาพมาฝากกัน ถ้าใครไปแล้วถ่ายภาพมาแบ่งปันกันได้นะคะ

ด้านหลังห้อง Golf Simulator จะเป็นส่วนของห้องน้ำแยกชาย-หญิง ภายในมีห้องสุขภัณฑ์และอ่างล้างหน้าอย่างละ 2 ชุดค่ะ

ภายในห้องมีมุมส่วนตัวสำหรับคนที่ชอบความสงบ ก็มานั่งชมวิวตรงนี้ได้

ถัดมาชั้น 22 เป็นพื้นที่ Co-Working Space มีทั้งพื้นที่รวมและแยกเป็นกลุ่มๆ มีการตกแต่งให้เหมาะกับการนั่งทำงานและประชุม สามารถเห็นวิวสะพานพระราม 8 ได้เช่นกันค่ะ

มีที่นั่งเป็นกลุ่มๆแยกสำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวค่ะ

มีห้อง Meeting Room สำหรับประชุมหรือนั่งทำงานจริงจังได้

และในชั้น 22 นี้ยังมี Sky Lounge มองเห็นวิวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนั่นก็คือวิวสระว่ายน้ำของโครงการนั่นเองค่ะ

Tower C มี Sky Garden บนชั้นดาดฟ้าด้วยค่ะ ออกมาแล้วจะเป็นพื้นที่สวน ปูหญ้าเทียมง่ายต่อการดูแลรักษาและไม่สกปรกง่าย เหมาะกับการขึ้นมาชมวิวตอนเย็นๆ และตอนกลางคืน เนื่องจากสะพานพระราม 8 ตอนกลางคืนจะเปิดไฟสวยมากเลยค่ะ

ฝั่งตรงข้ามเป็นบันไดขึ้นไปนั่งด้านบนชมวิวสูงขึ้นไปอีกค่ะ

ด้านบนเป็นที่นั่งชมวิวรับลม ล้อมรอบด้วยต้นไม้บรรยากาศดีทีเดียวค่ะ

วิวทางทิศตะวันออกมองไปทางสะพานกรุงธนฯ เห็นแนวรถไฟฟ้าและสถานีสิรินธร

วิวทางทิศใต้ มองเห็นสะพานพระราม 8 และโค้งน้ำเจ้าพระยา

ทางทิศตะวันตก มองออกไปจะเห็นเป็นวิวเมืองทางฝั่งบรมราชชนนีค่ะ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • Lobby
  • สระว่ายน้ำ  1 สระ ระบบเกลือ ขนาด 12 x 50 เมตร แบ่งสระเด็กลึก 0.6 เมตร สระผู้ใหญ่ ลึก 1.20 เมตร และ Jacuzzi
  • ห้องออกกำลังกาย 3 ชั้น (ชั้น 5 อาคาร B) ประกอบด้วย

  • ห้องซาวน่า แยกชาย- หญิง
  • Double Yoga Fly Lounge
  • Boxing Corner
  • เครื่องออกกำลังกายประมาณ 30 เครื่อง

  • Sky Lounge 2 ชั้น (ชั้น 21-22) อาคาร C
    • Co working space
    • Golf simulator room
    • Mini theater room
    • Social Club

  • Jogging track คอนเซ็ปท์ night park
  • สวนหย่อมรอบโครงการ 3.18 ไร่
  • ลิฟต์โดยสาร 2 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 198 :  1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก A 181 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก B 186 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก C 228 : 1
  • Service Lift ทั้งโครงการ 3 ตัว (Tower ละ 1 ตัว)
  • ลิฟต์แยกต่างหากสำหรับขึ้น Double Sky Lounge 1 ตัว ที่  Tower C
  • ที่จอดรถประมาณ 925 คันรวมจอดซ้อนคัน คิดเป็น 51 %
  • ระบบ CCTV / Access Card
    • รปภ. รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง


  • Product Walkthrough

    โครงการ The Parkland จรัญฯ-ปิ่นเกล้า ขายห้องแบบ Fully Fitted จะได้เป็นห้องเปล่า พร้อม Built-in ครัว สุขภัณฑ์ และตู้เสื้อผ้าค่ะ โดยภายในโครงการมีห้องให้เลือกหลายแบบ  จากที่เราเคยได้พาไปชมห้อง 1 Bedroom Plus และ 2 Bedroom กันไปแล้ว ใน รีวิวช่วงเปิดตัวโครงการ วันนี้เราจะพาไปชมห้องตัวอย่าง 1 Bedroom ห้องที่มีจำนวนเยอะในโครงการ อย่าง ห้อง 1 D และห้อง 1 E ค่ะ

    ห้องนี้เป็นห้อง 1 Bedroom 1 D ขนาด 30.50 ตารางเมตร รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส แบ่งการใช้งานเป็นสัดส่วนลงตัว เข้ามาแล้วจะเจอกับห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่แจกไปยังห้องอื่นๆ มีช่องผนังที่ยื่นออกมาสำหรับทำเป็นช่องใส่เครื่องซักผ้าเป็นสัดส่วน แต่ก็จะกินพื้นที่ชั้นวาง TV ไปบ้าง ไม่ค่อยเจอที่ไหนทำแบบนี้ค่ะ พื้นที่ห้องนั่งเล่นเหมาะกับวางโซฟาขนาดประมาณ 2 ที่นั่ง ถ้าเกินกว่านี้จะทำให้ไปขวางประตูทางเข้าห้องน้ำได้ ห้องน้ำจะอยู่ด้านหลังติดกับห้องนั่งเล่น เข้าได้สะดวก ห้องน้ำแบ่งส่วนเปียก-แห้งมาให้ พร้อมกับฉากกั้นพื้นที่อาบน้ำ ห้องครัวมีประตูบานเลื่อนกั้นเป็นครัวปิด ติดกับระเบียง ช่วยให้เวลาทำอาหารสามารถระบายกลิ่นออกด้านนอกและป้องกันไม่ให้กลิ่นเข้ามารบกวนภายในห้องได้ ห้องครัวที่ได้ขนาดค่อนข้างใหญ่สำหรับพื้นที่ห้อง 30 ตารางเมตร วางชุดโต๊ะรับประทานอาหาร 2 ที่นั่งได้ พื้นที่ระเบียงที่ได้ค่อนข้างกว้าง สามารถใช้งานได้จริง ส่วนห้องนอน อยู่ติดกับหน้าต่างมองเห็นวิวได้ ขนาดห้องนอนเหมาะกับเตียงขนาดไม่เกิน 5 ฟุต มี Built-in ตู้เสื้อผ้ามาให้พร้อมค่ะ ห้องนี้เหมาะกับคนที่อยู่คนเดียว ชอบพื้นที่การใช้งานแบ่งเป็นสัดส่วน เน้นการใช้งานครัวและระเบียง เป็นต้น

    ด้านหน้าประตูห้องติดตั้ง Digital Door Lock มาให้ จาก Be-Tech ใช้สแกนบัตร Key Card และตั้งรหัส PIN ได้

    ภายในห้องจะไม่ได้เฟอร์นิเจอร์แบบในห้องตัวอย่างนะคะ จะให้เป็นเคาน์เตอร์ครัวและสุขภัณฑ์ ความสูงฝ้าเพดาน สูง 2.5 เมตร พื้นไม้ลามิเนตสำเร็จรูปหนา 8 มม.พร้อมบัวเชิงผนัง เมื่อเข้ามาด้านในแล้วจะเจอพื้นที่สำหรับ Built-in ชั้นวาง TV ความกว้างประมาณ 2 เมตร จากประตูถึงผนังที่ยื่นออกมาก่อนค่ะ

    ฝั่งตรงข้ามสามารถวางโซฟาขนาดประมาณ 2 ที่นั่งได้

    ความยาวระยะระหว่างโซฟาและ TV อยู่ที่ประมาณ 3.20 เมตร เหมาะกับการวาง TV ขนาด 40-46 นิ้ว วางโต๊ะกลางได้ ไม่ขวางทางเดินเข้าห้องค่ะ

    ผนังที่ยื่นออกมาสำหรับวางเครื่องซักผ้า กว้างประมาณ 0.7 เมตร สามารถ Built-in เป็นตู้เก็บของได้ค่ะ

    ถัดมาส่วนที่ติดภายนอกอาคารจะเป็นห้อง ครัวพื้นที่เชื่อมต่อกับระเบียง และห้องนอน

    เรามาดูส่วนครัวกันก่อนนะคะ ครัวเป็นพื้นที่ครัวปิดติดกับระเบียงสามารถทำอาหารมีกลิ่นได้ ระบายอากาศง่าย โดยการเปิดประตูระเบียง และใช้เครื่องดูดควันช่วยด้วยค่ะ  ห้องครัวกั้นด้วยประตูบานเลื่อนกระจกกรอบบานอลูมิเนียม ทำให้แสงที่เข้ามาจากระเบียงสามารถส่องถึงห้องนั่งเล่นได้ค่ะ ตำแหน่งเครื่องปรับอากาศภายในห้อนั่งเล่นจะอยู่เหนือประตูครัว บริเวณกลางห้องพอดี ช่วยให้กระจายความเย็นได้ทั่วถึง

    ภายในครัวมี Built-in เคาน์เตอร์ครัวมาให้ทั้งชั้นล่างและชั้นเก็บของด้านบน มีพื้นที่สำหรับวางตู้เย็น ระยะความกว้างประมาณ 0.7 เมตร วัสดุพื้นเป็น พื้นไม้ลามิเนตสำเร็จรูปหนา 8 มม.พร้อมบัวเชิงผนัง เช่นเดียวกับห้องนั่งเล่น ซึ่งอาจจะดูแลรักษายากสักหน่อย เนื่องจากพื้นลามิเนตโดนน้ำและจะเกิดการบวมได้ สำหรับห้องครัวที่ต้องทำความสะอาดบ่อยจะต้องระวังในเรื่องนี้สักหน่อยค่ะ

    ชั้นเก็บของด้านบน มีพื้นที่เก็บของบานเปิด 3 ช่อง มีที่วางเครื่องไมโครเวฟอยู่เหนืออ่างล้างจาน และติดตั้งเครื่องดูดควันแบบดูดอากาศออกด้านนอกมาให้เหนือเตาไฟฟ้าค่ะ

    Top เคาน์เตอร์วัสดุเป็นหินสังเคราะห์สีขาว มีอ่างล้างจานและเตาไฟฟ้ามาให้ มีพื้นที่สำหรับเตรียมอาหารมาให้เล็กน้อย  สำหรับคนที่ต้องการพื้นที่ทำอาหารมากขึ้นแนะนำให้ใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว วางด้านหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่เตรียมอาหารให้สะดวกมากขึ้นค่ะ

    อ่างล้างจานที่ได้เป็นอ่างสเตนเลส ทรงสี่เหลี่ยมจาก MEX ขนาดเหมาะกับการใช้งานในห้อง 1 ห้องนอน

    ข้างขวาเป็นเตาไฟฟ้า 2 หัว จาก MEX ติดตั้งมาพร้อมกับเคาน์เตอร์เลยค่ะ

    ชั้นเก็บของด้านล่างมีช่อเก็บของสามารถเปิดได้ทุกช่อง มีลิ้นชักสำหรับเก็บช้อนส้อม มาให้ใช้งานได้สะดวก

    ระยะความกว้างครัวจากเคาน์เตอร์ กว้างประมาณ 2.00 เมตร สามารถวางชุดโต๊ะรับประทานอาหาร 2 คนได้ ค่ะ

    พื้นที่วางโต๊ะรับประทานอาหารสามารถวางเป็นโต๊ะลอยตัว หรือ Built-in ติดกับผนังเพื่อใช้เป็นพื้นที่เตรียมอาหารด้วยได้ค่ะ

    ประตูระเบียงเป็นประตูบานเลื่อนกระจกเขียวตัดแสง กรอบบานอลูมิเนียม ช่วยรับแสงธรรมชาติจากภายนอกมาภายในห้องครัวและห้องนั่งเล่นได้

    ระเบียงมีความกว้างประมาณ 2.6 x 0.75 เมตร ปูด้วยกระเบื้องเซรามิคขนาด 30 x 30 เซนติเมตร ทำความสะอาดง่าย

    ภายนอกระเบียงมีพื้นที่สำหรับติดตั้ง Condensing Unit แบบติดผนัง มีระแนงบังสายตามาให้  ตัว Condensing Unit หันเป่าลมร้อนออกทางด้านนอก ช่วยให้พื้นที่ระเบียงไม่ร้อนค่ะ

    ราวกันตกระเบียงเป็นระแนงเหล็กสีดำ สูงประมาณ 1.10 เมตร

    ถัดมาเป็นส่วนของห้องน้ำ มีทางเข้าอยู่ด้านหลังห้องนั่งเล่น เข้าถึงสะดวกไม่ต้องผ่านห้องอื่นๆค่ะ ประตูห้องน้ำเป็นบานประตู HDF สีเทา

    ภายในห้องน้ำแบ่งส่วนเปียก-ส่วนแห้งชัดเจน ประตูห้องน้ำตรงกับอ่างล้างหน้า ถัดไปเป็นสุขภัณฑ์และพื้นที่อาบน้ำตามลำดับ โดยห้องเปล่าจะได้เป็นแบบเดียวกับห้องตัวอย่างเลยค่ะ

    ห้องน้ำลดระดับลงจากพื้นห้องประมาณ 5 เซนติเมตร ช่วยให้น้ำไม่ออกมาเลอะภายนอกเวลาทำความสะอาดค่ะ

    อ่างล้างหน้าวัสดุเป็น เซรามิคสีขาว ติดตั้งมาให้พร้อมกับเคาน์เตอร์ จาก American standard ด้านข้างมีพื้นที่สำหรับวางขวดสบู่ หรือของตกแต่งต่างๆได้

    นอกจากนั้นด้านล่างยังมีชั้นเก็บของทั้งบานเปิดและช่องด้านข้างสำหรับเก็บของหยิบใช้ได้สะดวก

    โถสุขภัณฑ์ American standard ระยะประมาณ 0.7 เมตร นั่งได้สบายไม่อึดอัดนักค่ะ

    พื้นที่อาบน้ำมีฉากกั้นอาบน้ำกระจกมาให้ เป็นกระจกบานเปลือยดูสวยงาม

    พื้นที่อาบน้ำมีขอบกั้นสูงขึ้นมาประมาณ 5 เซนติเมตร ขนาดประมาณ 1.0 x 0.95 เมตร ยืนอาบได้สบาย

    ฝักบัวทางโครงการติดตั้งมาให้ พร้อมเครื่องทำน้ำอุ่น จาก Hafele พร้อมชั้นวางของติดผนังสีขาว

    ฝักบัวที่ได้จาก Hafele จับถนัดมือ

    ห้องนอนเป็นห้องที่อยู่ติดกับหน้าต่างมองเห็นวิวด้านนอกและรับแสงธรรมชาติเข้ามาในห้องได้ ขนาดห้องเหมาะกับวางเตียงประมาณ 5 ฟุต จะเหลือพื้นที่วางตู้เสื้อผ้าและแต่งตัวได้ค่ะ

    เมื่อวางเตียง 5 ฟุตจะเหลือพื้นที่ปลายเตียงประมาณ 0.5 เมตร

    ด้านขวาของเตียงมีพื้นที่แต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้าประมาณ 0.85 เมตร สามารถวางโต๊ะเครื่องแป้งได้

    ตู้เสื้อผ้าที่โครงการมีให้เหมือนกับห้องตัวอย่างเลยค่ะ เป็นบานเปิดกระจกด้านในเป็นตู้ไม้พร้อมราวแขวน มีลิ้นชักด้านล่างมาให้

    ลิ้นชักภายในตู้เสื้อผ้าเหมาะกับเก็บของชิ้นเล็กๆ หรือเครื่องประดับต่างๆได้เป็นสัดส่วน

    ภายในห้องได้สวิทช์ไฟสีขาว จาก bticino ค่ะ

    ห้องที่สองเป็นห้อง 1 Bedroom 1 E ขนาด 34.50 ตารางเมตร เป็นห้องรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวห้องจะมีความลึกมากกว่าห้องแรก การใช้งานแบ่งเป็นสัดส่วนเช่นกัน เข้ามาแล้วจะเจอกับห้องนั่งเล่น มีพื้นที่วางโซฟาได้ยาว แต่พื้นที่ติดตั้ง TV ได้ไม่เกิน 1.20 เมตร ห้องน้ำเข้าได้จากห้องนั่งเล่น ทำให้สะดวกไม่ต้องผ่านห้องอื่นก่อน โดยห้องน้ำแบ่งส่วนเปียก-ส่วนแห้ง และกั้นฉากกั้นมาให้ ส่วนครัวได้เป็นครัวปิดขนาดเล็กลงมาหน่อย แต่ก็สามารถวางชุดโต๊ะรับประทานอาหาร 2 ที่นั่งได้ พื้นที่ระเบียงเล็กลงเล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถออกไปใช้งานได้จริง ส่วนห้องนอนห้องนี้จะได้พื้นที่กว้าง พร้อม Walk-in Closet มีประตูกั้นเป็นบานเลื่อนมาให้ ห้องนอนสามารถวางเตียงขนาด 6 ฟุตได้ มีพื้นที่เหลือเดินได้รอบค่ะ  ห้องนี้จะเหมาะกับคนที่อยู่ 1-2 คน ชอบพื้นที่ห้องนอนกว้าง ไม่เน้นการใช้งานครัวหรือระเบียงเท่าไหร่นัก เป็นต้น

    เข้ามาภายในห้องจะเจอกับส่วนห้องนั่งเล่น พื้นที่เชื่อมต่อกับส่วนครัว และระเบียง ประตูกั้นเป็นบานเปิดกระจกทำให้แสงจากส่วนระเบียงเข้ามาเพิ่มความสว่างภายในห้องได้

    ที่โถงทางเข้าด้านหน้า ห้องสามารถ Built-in ตู้เก็บของสำหรับเก็บรองเท้าและของที่ต้องการหยิบใช้บ่อยๆได้ค่ะ

    ผนังด้านข้างยื่นออกมาสำหรับทำเป็นชั้นเก็บของ ตัวช่องมีความกว้างประมาณ 0.7 เมตรสามารถวางเครื่องซักผ้าได้

    พื้นที่ติดตั้ง TV จะอยู่ที่ผนังระหว่างห้องน้ำและห้องนอน มีความกว้างประมาณ 1.20 เมตร เหมาะกับวาง TV ได้ขนาดไม่เกิน 42 นิ้วค่ะ

    ระยะดู TV ของห้องนั่งเล่นนี้อยู่ที่ 2.20 เมตร เหมาะสมกับ TV ขนาด 30-32 นิ้ว สามารถวางโต๊ะกลางได้แต่แนะนำให้ใช้โต๊ะขนาดเล็กค่ะ

    ภายในห้องน้ำแบ่งส่วนเปียก-ส่วนแห้งชัดเจน เรียงลำดับการใช้งานทั่วไปเหมือนกับห้องแรก พื้นห้องน้ำลดระดับจากพื้นห้องประมาณ 5 เซนติเมตร ช่วยให้น้ำไม่ออกมาเลอะภายนอกเวลาทำความสะอาด

    อ่างล้างหน้าติดตั้งบนเคาน์เตอร์มาให้ พร้อมกระจกเงาทรงสูงเหมือนกับห้องแรกค่ะ

    สุขภัณฑ์ที่ได้ เป็นเซรามิคสีขาว จาก  American standard  มีระยะความกว้างที่เหมาะสมนั่งได้สบายไม่อึดอัด

    พื้นที่อาบน้ำมีฉากกั้นอาบน้ำกระจกมาให้ เป็นกระจกบานเปลือยเปิดเข้าด้านใน เวลาเปิดจะทำให้น้ำไม่ออกมาเลอะส่วนแห้งด้านนอกค่ะ