…หลังจากผ่านมาแล้ว 3 ปี ตอนนี้โครงการ Altitude Unicorn สาทร – ท่าพระ ก็ได้สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่แล้วนะครับ ซึ่งในตอนที่เปิดตัวช่วงแรกๆก็เป็นที่จับตามองของใครหลายคนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหนึ่งในโครงการที่มี Concept ในการออกแบบที่โดดเด่น และแตกต่างจากเพื่อนบ้านในย่านมากๆ อีกทั้งยังมีจุดเด่นหรือ Highlights ด้านอื่นๆ ที่ผมได้รวบรวมมาให้ดังนี้

  • เป็นโครงการเดียวในย่านที่มีห้องสไตล์ Loft หรือห้องฝ้าเพดานสูงให้เลือก
  • ฟังก์ชันห้องเน้นความเป็นส่วนตัวของห้องนอนที่เป็นผนังทึบ และได้ครัวเปิดทั้งหมด ทำให้ในห้องมีความโปร่งโล่ง
  • วัสดุเฟอร์นิเจอร์ให้มาค่อนข้างดี Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่
  • ส่วนกลางให้มาเยอะเมื่อเทียบกับจำนวนยูนิต มีการใช้คอนเซ็ปต์ในการตกแต่งสวยงามดี
  • ทำเลติด Skywalk ระยะ 0 m. ที่เชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้า BTS สถานี ตลาดพลู ทำให้เดินทางเข้าเมืองได้สะดวก

ข้อมูลโครงการ

Altitude Unicorn Sathorn – Thapra (อัลติจูด ยูนิคอร์น สาทร – ท่าพระ) ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2565

 ชื่อโครงการ   Altitude Unicorn Sathorn – Thapra (อัลติจูด ยูนิคอร์น สาทร – ท่าพระ)
 ชื่อผู้ประกอบการ  Altitude Development Co., Ltd.
 SEGMENT CLASS  UPPER CLASS (รายละเอียดของ Segment คอนโดปี 2021 )
 โครงการตั้งอยู่  ถนน ราชพฤกษ์ เขต ธนบุรี
 ที่ดิน  2-3-65.4 ไร่
 ประเภทคอนโด  High Rise 34 ชั้น 1 อาคาร
 จำนวนยูนิต  711 ยูนิต และร้านค้า 1 ยูนิต
 ยูนิตต่อชั้นสูงสุด  27 ยูนิต
 ที่จอดรถ  263 คัน หรือคิดเป็น 40% แบบรวมจอดซ้อนคัน
 เริ่มก่อสร้าง  ปี 2562
 สถานะโครงการ  สร้างเสร็จพร้อมอยู่ (ปี 2565)
 ประเภทห้องพัก
  • 1 Bedroom ขนาด 23.64 – 34.56 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 36.98 – 45.18 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus Loft ขนาด 39.08 – 69.28 ตร.ม.

 ฝ้าเพดานสูง ห้องปกติสูง 2.7 เมตร และห้อง Loft สูง 2.2 – 4.6 เมตร
 ราคาเริ่มต้น  2.99 ล้านบาท
 ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ  ประมาณ 120,000 บาท/ตร.ม.
 เว็บไซต์โครงการ https://www.altitude.co.th/condominium/altitude-unicorn
 Call Center  02-027-8989

ทำเลที่ตั้ง

Highlights :

  • ทำเลติด Skywalk ในระยะ 0 m. เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า BTS สถานี ตลาดพลู สามารถเดินทางเข้าเมืองได้ง่าย
  • ใกล้ความอุดมสมบูรณ์อย่าง The Mall ท่าพระ และตลาดพลู
  • ยังคงเป็นย่านที่เหมาะกับคนทำงานแถวสาทร-พระราม 3 เพราะสามารถใช้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าเมืองได้สะดวก

พิกัด Google Maps : 13.713011, 100.474875
หรือสามารถ :  คลิกที่นี่

โครงการ Altitude Unicorn สาทร – ท่าพระ ตั้งอยู่ใกล้กับแยกรัชดา-ราชพฤกษ์ ซึ่งความอุดมสมบูรณ์หลักๆของโซนนี้ก็คือ The Mall ท่าพระ และตลาดพลู ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวโครงการ อีกทั้งยังสามารถขับรถข้ามสะพานตากสินเข้าเมืองไปทำงานที่สาทร หรือจะข้ามสะพานกรุงเทพไปฝั่งพระราม 3 ก็ได้อีกด้วย

แต่จุดเด่นอีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ รถไฟฟ้า BTS ตลาดพลู ซึ่งปัจจุบันเค้าได้มีการทำ Skywalk ตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการในระยะ 0 m. ให้เราสามารถเดินเชื่อมต่อไปยังตัวสถานีรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวกและปลอดภัย (ห่างจากโครงการประมาณ 150 m. เท่านั้นครับ)

นั่นจึงทำให้เรามีตัวเลือกในการเดินทางเข้าเมือง ด้วยรถสาธารณะ ได้สะดวกมากๆอีกหนึ่งเส้นทาง โดยเราจะนั่งไปสาทร-สยาม หรือจะไปเดินห้างใหม่อย่าง ICONSIAM ที่อยู่ถัดออกไปเพียง 4 – 5 สถานีก็ได้สบายๆ

อีกหนึ่งสิ่งที่ผมอยากให้ทำความเข้าใจกับที่ตั้งโครงการสักนิดคือ ถนนราชพฤกษ์ด้านหน้าโครงการจะไม่ใช่ถนนเส้นหลัก แต่จะเป็นทางคู่ขนานที่อยู่ใต้ทางยกระดับอีกที และเป็นเส้นทางสั้นๆที่จะบังคับให้ต้องกลับรถครับ ดังนั้นการเดินทางด้วยรถยนต์ของทำเลนี้จึงมีดังนี้

  • ขาเข้าเมือง : จะต้องกลับรถ 2 รอบ คือตรงใต้ทางยกระดับ และตรงตลาดพลูก่อนถึงถนนเทอดไทอีกที (ตามภาพแรกซ้ายมือ)
  • ขากลับ : จะค่อนข้างง่ายหน่อย คือถ้าเรามาจากทางท่าพระหรือตลาดพลู ก็ยังสามารถเลี้ยวขวามายังโครงการได้สะดวกเลยครับ (ตามภาพขวามือ)

สภาพแวดล้อมรอบโครงการ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้

บริบทรอบๆโครงการ จะมีทั้งชุมชนแนวราบและคอนโดสูงเพื่อนบ้านครับ แต่ก็ไม่ได้ถูกบังวิวหมดซะทีเดียวนะ เพราะยังสามารถชมวิวเปิดโล่งไกลๆได้อยู่ด้วย ส่วนถนนด้านหน้าโครงการจะไม่ค่อยคึกคักมากนัก อาจเพราะไม่ใช่ถนนเส้นหลัก สามารถสรุปได้ดังนี้

ทิศเหนือ  : เป็นด้านหน้าโครงการ ติดกับถนนรัชดาภิเษกและรถไฟฟ้า BTS ฝั่งตรงข้ามเป็นพื้นที่สีเขียวและชุมชนแนวราบ ระยะไกลเป็นวิวทางโซนท่าพระ และยังมองเห็นพระพุทธธรรมกายเทพมงคล วัดปากน้ําภาษีเจริญ ที่เป็นองค์พระปางสมาธิเกศดอกบัวตูมขนาดใหญ่ ความสูงเทียบเท่าตึก 20 ชั้นได้อีกด้วย

ทิศใต้ : ติดกับอาคารสูง 8 ชั้น ด้านซ้ายเป็นวัดบางสะแกใน ด้านขวาเป็นคอนโดเพื่อนบ้าน ส่วนระยะไกลจะเป็นวิวเปิดโล่งทางฝั่งดาวคะนอง

ทิศตะวันออก : ติดกับซอยรัชดาท่าพระ 13 มีทั้งชุมชนแนวราบและวัดสะแกใน ห่างออกไป 100 m. จะเป็นคอนโดเพื่อนบ้าน และยังสามารถมองเห็น The Mall ท่าพระ กับ ICONSIAM ไกลๆได้อีกด้วย

ทิศตะวันตก : ติดกับคอนโดเพื่อนบ้าน แต่ก็ยังสามารถมองเฉียงไปด้านขวามือ เห็นถนนรัชดาภิเษกที่เป็นทางโค้งสวยงามได้ด้วยครับ

เรามาเดินดูรอบๆโครงการกันสักหน่อย เริ่มจากทางซ้ายมือจะเป็นถนนที่ตรงมาจากแยกรัชดา-ราชพฤกษ์ (The Mall ท่าพระ จะอยู่ห่างออกไปประมาณ 650 m.)

อีกทั้งด้านหน้าโครงการปัจจุบันเราจะเห็นว่า มีการขึ้นโครงเสาเพื่อทำเป็น Skywalk เดินไปเชื่อมต่อกับ BTS สถานี ตลาดพลู ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 150 m. ซึ่งก็จะทำให้สามารถเดินได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นนั่นเอง

และฝั่งตรงข้ามบริเวณใต้ถนนต่างระดับ ก็จะเป็นลานอเนกประสงค์ของคนในชุมชน ที่มีทั้งสวนและอุปกรณ์กลางแจ้งต่างๆตั้งอยู่

ส่วนทางด้านขวาจะเป็นทางที่ใช้มุ่งหน้าไปกลับรถ เพื่อวนกลับไปเข้าสู่เส้นทางหลักตรงแยกรัชดา-ราชพฤกษ์อีกครั้งได้นั่นเอง

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

ห้างสรรพสินค้า / ตลาด

  • เดอะมอลล์ ท่าพระ ~ 650 ม. (ระยะเดิน)
  • ตลาดพลู ~ 1.6 กม.
  • BigC ~ 4 กม.
  • Icon Siam ~ 6 กม.

โรงพยาบาล

  • รพ.พญาไท 3 ~ 3.8 กม.
  • รพ.สมิติเวชธนบุรี ~ 4.3 กม.
  • รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า~ 4.5 กม.
  • รพ.สมเด็จเจ้าพระยา ~ 5.2 กม.
  • รพ.ตากสิน ~ 5.4 กม.

โรงเรียน

  • รร.ศึกษานารี ~ 4.6 กม.
  • ม.สยาม ~ 5.7 กม.
  • รร.กรุงเทพคริสเตียน ~ 7 กม.
  • รร.นานาชาติ Shrewsbury ~ 7 กม.
  • รร.อัสสัมชัญคอนแวนต์ ~ 7.1 กม.

สถานที่ราชการ

  • สำนักงานเขตธนบุรี ~ 2.6 กม.
  • สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ ~ 3.1 กม.
  • สำนักงานที่ดิน สาขาธนบุรี ~ 6 กม.

รายละเอียดโครงการ

Highlights :

  • มีแนวคิดในการออกแบบส่วนกลางได้น่าสนใจ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของสหรัฐอเมริกาอย่าง Grand Canyon
  • ส่วนกลางให้มาเยอะเมื่อเทียบกับจำนวนยูนิต และมีฟังก์ชันที่หลากหลาย
  • มีการแบ่งโซนส่วนกลางที่ชัดเจน โดยจะแยกพื้นที่ที่อาจมี Visitor มาใช้งานร่วมด้วยอย่าง Shop / Lobby / Bar และ Co-Working Space ออกจากพื้นที่โซนอื่นๆบนอาคาร เพื่อความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยในการอยู่อาศัย
  • ห้องที่มีผนังติดกับเพื่อนบ้านแค่ด้านเดียว และได้ความเป็นส่วนตัว จะมีหลายตำแหน่งและมีห้องหลายแบบให้เลือก

Altitude Unicorn สาทร – ท่าพระ เป็นคอนโด High Rise สูง 34 ชั้น 1 อาคาร ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 2-3-65.4 ไร่ และมีเพื่อนบ้านทั้งหมด 711 ยูนิต ซึ่งจัดว่าเป็นอีกหนึ่งในโครงการที่มี Concept ออกแบบส่วนกลางได้น่าสนใจดีทีเดียวครับ

เพราะเค้าได้แรงบันดาลใจมาจาก สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อดังของ America อย่าง Grand Canyon โดยปัจจุบันโครงการก็ได้สร้างเสร็จพร้อมอยู่แล้วเรียบร้อย ซึ่งจะทำออกมาเป็นอย่างไรบ้างเราไปชมกันเลยครับ

สำหรับแปลนชั้น 1 สิ่งแรกที่สะดุดตาของผมก็คือ Shop ที่อยู่ด้านหน้าโครงการ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังมีการจัดโซนให้แยกออกจากตัวอาคารพักอาศัย เพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยมากขึ้น (ในกรณีที่มีลูกค้าภายนอกมาใช้บริการร่วมด้วย)

ส่วนรอบๆตัวโครงการจะเป็นทางเดินรถแบบ One Way ซึ่งจะมีทางขึ้นที่จอดรถอยู่ด้านหลังอาคาร หรือสามารถรับ-ส่งคนที่จุด Drop Off ด้านหน้า Lobby เลยก็สะดวกมาก จุดเด่นอีกอย่างคือ Waiting Area ที่ใหญ่มากๆ สามารถรองรับแขกที่มาพบปะได้สบายๆ อีกทั้งยังมี Fallabella Bay หรือเคาน์เตอร์บาร์ ที่จะคอยให้บริการอาหารและเครื่องดื่มได้อีกด้วยครับ

เริ่มที่บริเวณทางเข้าด้านหน้าโครงการ จะมีไม้กั้นกระดกที่แยกทางเข้า-ออก 2 ฝั่ง พร้อมกับมีป้อม รปภ. อยู่ทางขวามือ โดยหากเป็นลูกบ้านก็จะสามารถขับผ่านเข้าไปได้เลยด้วยระบบ RFID หรือการใช้สัญญาณ Bluetooth แบบ Easy Pass บนทางด่วน ส่วนแขกหรือ Visitor ก็จะต้องแลกบัตรกับพี่ยามก่อนนะครับ

เมื่อเข้ามาด้านในก็จะเจอกับ Drop Off ที่เป็นวงเวียนน้ำพุใต้อาคาร ซึ่งถ้าใครที่นั่งแท็กซี่หรือมีเพื่อนขับรถมาส่ง ก็สามารถวนรถตรงบริเวณนี้แล้วกลับออกไปได้สะดวก (ไม่ต้องขับเข้าไปด้านในให้เสียความเป็นส่วนตัว)

ซ้ายมือจะเป็น Shop ที่อยู่แยกออกมาจากตัวอาคารพักอาศัย โดยจะอยู่ติดกับถนนใหญ่และ Skywalk ซึ่งจะมีประตูทางเชื่อมสำหรับคนเดินเข้าสู่ตัวโครงการได้ด้วย แต่จะต้องใช้ Key Card Access สำหรับลูกบ้านเพื่อความปลอดภัย

ส่วนแบรนด์ร้านค้าที่จะมาเปิดในอนาคต ปัจจุบันทางโครงการแจ้งว่าจะเป็น Lawson ร้านสะดวกซื้อชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น ใครที่เป็นสายชอบกินอาหารญี่ปุ่นหรือโอเด้ง รับรองว่าต้องถูกใจสิ่งนี้แน่นอน โดยจะเป็นการเช่าสิทธิ์กับตัวโครงการ และรายได้ก็จะเข้าส่วนกลางนั่นเอง

นอกจากนี้ก็จะมีบันไดให้เดินขึ้นมาบน Rooftop ของร้านค้าได้ด้วยนะครับ ซึ่งในอนาคตทางโครงการก็อาจจะนำโต๊ะเก้าอี้มาวางเพิ่มเติม เพื่อให้ลูกบ้านได้ใช้นั่งพักผ่อนกันได้นั่นเอง

ถัดเข้ามาจะเป็นทางเดินรถวนรอบอาคาร ซึ่งจุดที่ผมชอบคือต้นไม้ที่เยอะและดูร่มรื่นดีครับ รวมถึงบริเวณใต้อาคารก็จะเป็นที่จอดรถ Visitor และมีจุด EV Charger สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเป็นเทรนด์ในขณะนี้อีกด้วย

ทางขึ้นที่จอดรถจะอยู่บริเวณด้านหลังอาคาร ซึ่งอนาคตก็จะมีไม้กั้นกระดกมากั้นอีกชั้นหนึ่งไว้สำหรับลูกบ้านเท่านั้น โดยที่จอดด้านบนจะเป็นแบบ Split Level และทางขึ้น-ลงจะไม่ได้มีเสากั้นกลาง หรืออยู่แยกกันชัดเจนนะครับ ดังนั้นเวลาที่ขับรถสวนทางกันก็ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหน่อย เพราะรถอาจขับกินเลนกันได้ง่ายนั่นเอง

นอกจากนี้ตรงชั้นจอดรถก็จะมีโถงลิฟต์หลัก ให้ใช้ตรงขึ้นไปบนชั้นพักอาศัยได้สะดวกอีกด้วย โดยจะมีอยู่ทั้งหมด 3 ตัว และต้องใช้ระบบ Face Scan หรือ Finger Scan สำหรับลูกบ้านเพื่อความปลอดภัยเช่นเดิม

วนกลับมาอีกด้านของอาคารเราจะเจอกับพื้นที่สวนเล็กๆทางซ้ายมือ ให้สามารถมาเดินเล่นหรือนั่งเล่นได้ครับ

กลับมาที่บริเวณ Drop Off ด้านหน้าอาคารกันอีกครั้ง ต่อมาเราจะเข้าไปดูภายในอาคารกันบ้าง

เมื่อเข้ามาด้านในเราจะเจอกับ Lobby โดยทางซ้ายมือจะเป็น Waiting Area ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุด Highlight ของชั้นนี้เลยก็ว่าได้ครับ

การออกแบบบริเวณนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก Grand Canyon โดยดีไซน์ลักษณะคล้ายกับ Cave หรือถ้ำ และตกแต่งด้วยผนังสีทองกับกระจกเพื่อเพิ่มความหรูหรา

อีกทั้งยังมีชุดเก้าอี้และโซฟาให้นั่งเยอะเลยครับ ซึ่งเราสามารถใช้พื้นที่ส่วนนี้รับรองแขกได้สบายๆ หรือจะถ่ายรูปเช็คอินก็ดูไฮโซและสวยไปอีกแบบ

กลับมาตรงบริเวณประตูทางเข้า Lobby ด้านหน้าอีกครั้ง โดยทางด้านซ้ายมือจะมีทางแยกออกไปยังบาร์และลิฟต์แก้วด้วยครับ

เริ่มกันที่ตรงจุดนี้เรียกว่า Fallabella Bay เป็นเคาน์เตอร์บาร์ที่มีร้าน Fallabella มาเปิดให้บริการเครื่องดื่มครับ ซึ่งปัจจุบันแบรนด์นี้จะมีอยู่ 2 สาขาหลักๆคือ ICONSIAM และทองหล่อนั่นเอง

จากการพูดคุยสอบถามกับทางโครงการ และพี่บาริสต้าแล้วก็ได้ความว่า ปัจจุบันทางร้านจะมีเครื่องดื่มประเภทกาแฟและ Mocktial ให้บริการแก่ลูกบ้าน รวมถึงแขกที่มาเยี่ยมชมโครงการนี้ในช่วงกลางวันครับ (จากที่ได้ชิมแล้วบอกได้เลยว่าอร่อยมากๆ)

แต่ในอนาคตก็อาจจะมีการขยายเวลาเปิดตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงช่วงดึกๆ เพื่อที่ลูกบ้านจะได้แวะฝากท้องกันได้ทั้งก่อนและหลังจากกลับมาจากที่ทำงาน อีกทั้งจะมีการเพิ่มเมนูอาหารเช้าแบบง่ายๆ และคาดว่าอาจมีเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ กับ Cocktail ด้วยนะครับ ซึ่งก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ต้องเสียเวลาออกไปหาร้านด้านนอกนั่นเอง

ถัดมาจะเป็นลิฟต์แก้วที่ใช้โดยสารขึ้นไปบนชั้น 3 – 4 ที่เป็น Facilities ด้านหน้าโครงการได้ครับ

แปลนชั้น 3 จะเป็นชั้นจอดรถและมีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็น Facilities ที่สามารถตรงขึ้นมาจากลิฟต์แก้วก่อนหน้านี้ หรือหากใครที่ลงมาจากขึ้นพักอาศัยด้านบน ก็อาจเดินมาจากโถงลิฟต์หลัก โดยผ่านลานจอดรถมาได้เหมือนกัน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาขึ้นๆลงๆที่ Lobby ด้านล่างนั่นเองครับ

โดยพื่นที่ส่วนกลางชั้นนี้หลักๆจะเป็น Co-Working Space กับ Meeting Room ที่เราสามารถมานั่งทำงานอ่านหนังสือ หรืออาจพาแขกด้านนอกมาคุยงานกันตรงนี้ได้ โดยไม่ทำให้พื้นที่ส่วนอื่นด้านในโครงการเสียความเป็นส่วนตัว อีกทั้งยังมี Laundry ให้เราลงมาใช้เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญได้อีกด้วย

ขึ้นมาจากลิฟต์แก้วเราจะพามาดูประตูด้านซ้ายมือก่อน ซึ่งจะเชื่อมต่อไปยังลานจอดรถเหมือนที่อธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยจะมีทั้งโถงลิฟต์หลักและห้อง Laundry ให้มาใช้งานได้ด้วย

ภายในจะมีเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าหยอดเหรียญอยู่หลายเครื่อง รวมถึงยังมีเครื่องแลกเหรียญและเครื่องจำหน่ายผงซักฟอกอัตโนมัติไว้คอยบริการด้วยครับ

กลับเข้ามาดู Facilities หลักของชั้นนี้กันต่อ ซึ่งจะเป็น Co-Working Space ที่มีพื้นที่หลายโซนให้เลือกนั่งกันได้ครับ

เริ่มจากโซนแรกจะเป็นพื้นที่ฝ้าเพดานสูงแบบ Double Volume ที่มีโต๊ะและเก้าอี้ให้นั่งทำงานแบบจริงกันได้เลยครับ ซึ่งเราจะมานั่งทำงานเป็นกลุ่มกับเพื่อนหลายคนก็ได้ หรือจะนั่งแบบเดี่ยวๆก็มี

โดยบริเวณนี้จะมีที่นั่งประมาณ 4 ชุดเท่านั้น เพื่อที่เวลามีคนมาใช้งานจะได้เป็นส่วนตัว และไม่แออัดจนเกินไป

บริเวณตรงกลางห้องจะเป็นพื้นที่เล่นระดับคล้ายอัฒจันทร์ ซึ่งจะมีเบาะเล็กๆให้มานั่งแบบชิลๆกันได้ โดยด้านข้างจะมีปลั๊กไฟคอยให้บริการทุกจุด และมองออกไปเห็นวิวรถไฟฟ้าขับผ่านไป-มาได้

ถัดเข้ามาด้านในสุดจะเป็น Meeting Room และสุดทางเดินซ้ายมือจะเป็น Private Room ที่เป็นห้องเล็กๆนั่งคนเดียว สำหรับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัวมากๆ หรือต้องการจะแยกตัวมาคุยโทรศัพท์แบบเงียบๆนั่นเอง

ส่วนภายใน Meeting Room จะมีโต๊ะขนาด 6 ที่นั่ง พร้อมกับจอทีวีและกระดาน White Board ให้ใช้งานตอนประชุมกับเพื่อนๆได้ ซึ่งห้องนี้อาจต้องมีการจองเพื่อใช้งานกับนิติบุคคลในอนาคตนะครับ

นอกจากนี้ตรงกลางห้องก็จะมีบันได ให้สามารถใช้เดินเชื่อมต่อมายัง Facilities ที่อยู่ชั้น 4 ได้ด้วยนะครับ

โดยด้านบนนี้เราสามารถขึ้นมาได้ 2 ทางคือ จากการเดินขึ้นบันไดก่อนหน้านี้ หรือจะขึ้นมากับลิฟต์แก้วเลยก็ได้

ซึ่งด้านบนก็จะมีพื้นที่ให้นั่งทำงานกันอีกหลายจุด เริ่มจากโซนแรกจะเป็นชุดโต๊ะเก้าอี้เป็นกลุ่มแบบจริงจัง ที่มีเสามาคั่นกลางเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้เป็นอย่างดี

ถัดเข้ามาจะเป็นโซนที่นั่งเป็นกลุ่มแบบชิลๆบนถุง Beanbag ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ แยกการใช้งานกันอย่างเป็นสัดส่วน

อีกทั้งบริเวณนี้ก็ยังมีจอทีวีและกระดาน White Board ที่ติดอยู่ตรงผนังให้ใช้งานกันได้อีกเช่นเคย

กลับลงมาที่บริเวณ Lobby ด้านล่างอีกครั้ง ซึ่งโถงทางเดินขวามือจะมีทางแยกออกไปยังห้องน้ำและห้องนิติบุคคลด้วยครับ

ถัดเข้ามาด้านในสุดของ Lobby และ Waiting Area เราจะเจอกับทางเข้าโถงลิฟต์ที่อยู่ขวามือครับ

ซึ่งการจะเข้าไปยังโถงลิฟต์ได้นั้นจะใช้ระบบ Finger Scan และ Face Scan สำหรับลูกบ้านเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย

ภายในจะมีลิฟต์โดยสารให้ใช้งาน 3 ตัว และที่โดดเด่นมากๆอีกอย่างก็คือ หน้าจอ LED ที่จะฉายภาพกราฟฟิคต่างๆเพื่อความสวยงาม (อนาคตอาจปรับใช้กับงานข่าวประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของทางนิติโครงการได้อีกด้วยนะครับ)

แปลนชั้น 7 จะมีโซนห้องพักอาศัยและ Main Facilities อยู่ในชั้นเดียวกัน แต่ก็จะมีประตูที่ต้องใช้ Key Card Access กั้นแยกเอาไว้เพื่อความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยครับ โดยห้องพักอาศัยชั้นนี้ก็จะเป็นสไตล์ Loft หรือห้องฝ้าเพดานสูงอีกด้วย

ส่วนกลางในชั้นนี้หลักๆจะประกอบด้วย Grand Pool เป็นสระว่ายน้ำรูปทรง Free Form ที่มีการตกแต่งเป็น Highlight หลักของโครงการนี้เลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังมี Co-Creation Kitchen เพื่อประกอบอาหาร หรือจัดปาร์ตี้ร่วมกับเพื่อนๆก็ได้ รวมถึงมี Fitness ให้มาออกกำลังกายกันด้วยครับ

บรรยากาศบริเวณโถงลิฟต์ชั้น 7 ซึ่งเค้าจะใช้วัสดุปูพื้นที่มีผิวหยาบ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการลื่นล้มของคนที่มาใช้งานส่วนกลางด้วยนั่นเอง

เลี้ยวขวามาเราจะเจอกับประตูที่กั้นแยกระหว่าง โซนพักอาศัยกับโซนพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งต้องใช้ Key Card Access เพื่อความเป็นส่วนตัวและปลอดภัย รวมถึงยังมีห้องน้ำแยกชาย-หญิง สำหรับคนมาใช้งานส่วนกลางด้วยครับ ภายในก็จะมีทั้งตู้ล็อคเกอร์ ห้องอาบน้ำ และห้องสตรีมให้ใช้งาน

ส่วนถ้าเราเลี้ยวซ้ายก็จะเป็นทางเดินไปยัง Facilities หลักของโครงการ พร้อมกับมีบันไดให้เดินเชื่อมต่อไปยังส่วนกลางบนชั้น 8 ได้จากตรงนี้ด้วย

เรามาเริ่มกันที่ฟังก์ชันแรกคือ Co-Creation Kitchen ซึ่งภายในก็จะมีเคาน์เตอร์ครัวและโต๊ะทานอาหารแบบจริงจังเตรียมไว้ให้ โดยการใช้ห้องนี้เราอาจต้องจองกับนิติบุคคลก่อนนะครับ

อุปกรณ์ที่มีให้ใช้งานถือว่าครบครันมากครับ ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น เตาอบ เครื่องล้างจาน และเตาไฟฟ้า ซึ่งเราสามารถนัดเชฟมาทำอาหาร หรือมาเรียนทำอาหารตรงนี้ได้เลย

นอกจากนี้ก็ยังมีพื้นที่อีกส่วนหนึ่งที่อยู่แยกออกไป สามารถเดินเชื่อมต่อกันด้วยประตูกระจกบานเลื่อนตรงกลางห้อง หรือจะเข้าจากทางประตูหลักด้านหน้าก็ได้

ภายในเป็นชุดโซฟาที่นั่งขนาดใหญ่ เหมาะที่จะใช้จัดปาร์ตี้สังสรรค์ร่วมกับเพื่อนๆหลายๆคนพร้อมกันได้ หรือถ้าทำอาหารที่ห้องข้างๆเสร็จแล้ว ก็สามารถยกมานั่งทานชิลๆกันตรงนี้ได้เลย (จะได้แยกออกมาจากโซนประกอบอาหาร ที่อาจยังมีกลิ่นหรือควันแรงๆได้นั่นเอง)

ถัดมาจะเป็น Highlight หลักของโครงการ ที่ได้มีการตกแต่งผนังเป็นเหมือน Layer ของชั้นดินแบบนี้

โดยการตกแต่งนี้ก็ได้ไอเดียมาจาก Grand Canyon ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อดังของสหรัฐอเมริกานั่นเองครับ ซึ่งก็ทำให้มุมสระว่ายน้ำบริเวณนี้ดูสวยงามและแปลกตาดีเลยทีเดียว (ไม่ต้องนั่งเครื่องบินข้ามทวีปเป็นสิบๆชั่วโมงให้เสียเวลา ก็สามารถถ่ายรูปเช็คอินเก๋ๆที่โครงการได้เหมือนกัน)

พื้นที่ส่วนแรกของสระจะเป็นบ่อน้ำตื้นสำหรับเด็ก โดยจะอยู่ภายในร่มใต้อาคาร ให้น้องๆสามารถมาว่ายน้ำเล่นได้ตลอดทั้งวัน

ส่วนสระว่ายน้ำหลักจะอยู่กลางแจ้ง และมีรูปทรงแบบ Free Form ที่ยาวประมาณ 25 m. สามารถว่ายออกกำลังกายได้จริงจัง รวมถึงจะมีจุดนั่งเล่นพักผ่อนริมสระ ที่ออกแบบมาเป็น Sunken อยู่ใต้ถ้ำแบบนี้นั่นเองครับ

บริเวณปลายสระจะเป็นโซนน้ำตื้นและมุมน้ำตก ที่สามารถมานั่งพักผ่อนหรือถ่ายรูปสวยๆกันได้แบบชิลๆ อีกทั้งยังทำให้ได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆ สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายสบายๆได้อีกด้วย

นอกจากนี้ห้องพักอาศัยชั้นบนที่อยู่ทางทิศนี้ ก็ยังสามารถก้มลงมามองสระว่ายน้ำสวยๆตรงนี้ได้อีกเช่นกันครับ และถ้าสังเกตดีๆเราจะเห็นดีไซน์ที่แฝงอยู่ในการตกแต่ง Facade อาคารนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกันสาดที่มีลักษณะเป็นลอนคลื่น และสีสันที่ออกโทนชมพูส้ม ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากโทนสีของชั้นดินที่ Grand Canyon นั่นเอง

ถัดมาจะเป็น Fitness ที่มีขนาดใหญ่ และมีอุปกรณ์ให้เล่นเยอะมาก ซึ่งที่โดดเด่นสุดก็คือ Boxing Zone ที่อยู่ตรงกลางห้อง

ส่วนรอบๆก็จะมีทั้งเครื่อง Cardio ที่รับวิวสวยๆภายนอกอาคาร รวมถึงยังมีเครื่อง Weight Training สำหรับเล่นกล้าม และที่ปีนผาจำลองตรงบริเวณพื้นที่ Double Volume ของห้องนี้ด้วยครับ

แปลนชั้น 8 ยังคงเป็นชั้นที่มีทั้งห้องพักอาศัยและพื้นที่ส่วนกลางอยู่ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นฟังก์ชันที่สามารถขึ้นมาใช้งานต่อเนื่องกับชั้นก่อนหน้านี้ได้ ประกอบด้วย Yoga Fly Area / E-Sport Room และ Panoramic Seen Space ให้ขึ้นมานั่งเล่นพักผ่อน และชมวิวมุมสูงสวยๆจากด้านบนนี้ได้

สำหรับฟังก์ชันแรกผมขอเริ่มที่ Yoga Fly ที่เราสามารถเดินบันไดขึ้นมาจาก Fitness ที่อยู่ชั้น 7 ก่อนหน้านี้ได้เลย ซึ่งจะมีให้ใช้งานพร้อมกันได้หลายจุด เหมือนกับที่ไปเล่นตาม GYM ด้านนอกเลยครับ

ออกมาด้านนอกเราจะเจอกับพื้นที่ Outdoor ที่เรียกว่า Panoramic Seen Space ซึ่งก็คือเป็นส่วนด้านบนของผนังถ้ำชั้นดินที่เราเห็นกันก่อนหน้านี้นั่นเอง โดยถ้าลองหามุมดีๆผมว่าถ่ายรูปออกมาได้สวยแน่นอน

ด้านบนระเบียงจะมีชุดเก้าอี้หวายให้ขึ้นมานั่งเล่น ชมวิว และถ่ายรูปสวยๆจากมุมด้านบนได้แบบนี้เลยครับ

นอกจากนี้ก็จะมีฟังก์ชัน Indoor คือ E-Sport Room ภายในจะมีชุดคอมพิวเตอร์ให้ 6 เครื่อง พร้อมกับหน้าจอ LED บนผนังอีกกว่า 9 จอด้วยกัน

ถือเป็นฟังก์ชันที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับคอนโดพักอาศัยทั่วไป เพราะส่วนใหญ่เราจะพบเจอแต่เฉพาะในกลุ่มคอนโดใกล้มหาลัย สำหรับน้องๆนักศึกษามากกว่าใช่มั้ยครับ

ซึ่งทางโครงการก็ได้ให้เหตุผลว่า คนรุ่นใหม่มีอาชีพที่ต้องใช้งานคอมพิวเตอร์กันหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Youtuber / Trader หรือแม้แต่การเล่นเกมส์แข่งอย่าง E-Sport ก็สามารถทำเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ได้เหมือนกันนั่นเอง

แปลนชั้น 9 – 19 และ 22 – 31 จะเป็นชั้นพักอาศัยแบบ Simple Floor ที่มีเพื่อนบ้านทั้งหมด 27 ห้อง/ชั้น และมีอัตราส่วนลิฟต์ 237 : 1 ถือว่าหนาแน่นมากๆอยู่เหมือนกันครับ โดยจะมีการวางผังอาคารเป็นรูปตัว L เลยทำให้ไม่บังวิวกันเอง และตำแหน่งห้องที่ผมคิดว่าน่าสนใจจะมีดังนี้

  • กรอบสีแดง : เป็นห้องที่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว เพราะมีผนังติดกับเพื่อนบ้านแค่ด้านเดียวเท่านั้น ซึ่งก็มีหลายตำแหน่งและมีห้องให้เลือกหลายแบบเลยทีเดียวครับ
  • กรอบสีเขียว : เป็นตำแหน่งห้อง 1 Bedroom Plus ที่โถงบันทางเดินหน้าห้องจะเป็นแบบ Single Corridor จึงได้ความเป็นส่วนตัวมากกว่าเพื่อนห้องอื่นๆเยอะเลย
  • กรอบสีน้ำเงิน : เป็นห้อง 1 Bedroom Plus ขนาดใหญ่สุดที่มีอยู่เพียงชั้นละ 1 ห้องเท่านั้น โดยจะเป็นห้องหน้ากว้างที่อยู่ตรงกลางอาคารด้านใน สามารถมองเห็นสระว่ายน้ำชั้น 7 ได้ และถึงแม้ว่าตำแหน่งจะอยู่ติดกับลิฟต์ก็จริง แต่ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเสียงรบกวนมากนัก เพราะห้องที่ติดกับลิฟต์จะเป็นโซนใช้งานอย่างครัวและห้องน้ำนั่นเอง

ภาพบรรยากาศบริเวณหน้าโถงลิฟต์ และโถงทางเดินหน้าห้องของชั้นพักอาศัยครับ ซึ่งมีการปูพื้นกระเบื้องและจัดแสงไฟได้ดูหรูหราดีทีเดียวนะ

โดยจุดที่ผมชอบมากๆก็คือ โถงทางเดินและป้ายห้องที่ตกแต่งด้วยแสงไฟ LED ซึ่งนอกจากจะดูเท่และสวยงามมากๆแล้ว ก็ยังช่วยเพิ่มความสว่างของพื้นที่ได้อีกด้วย (แต่แน่นอนว่าค่าไฟส่วนกลางก็อาจมากขึ้นด้วยเช่นกัน)

แปลนชั้น 20 – 21 และ 32 – 33 จะเป็นชั้นพักอาศัยสไตล์ Loft แบบฝ้าเพดานสูงเช่นเดียวกับชั้น 7 – 8 ก่อนหน้านี้ครับ เท่ากับว่าห้องแบบนี้จะมีให้เลือกเพียง 6 ชั้นเท่านั้น ซึ่งความแตกต่างในระหว่างชั้นที่อยู่ติดกันก็คือ พื้นที่อเนกประสงค์ที่ยื่นออกมานอกอาคาร จะมีการสลับตำแหน่งกันไปนั่นเอง

และนี่ก็คือพื้นที่อเนกประสงค์ที่ว่าครับ จะมีดีไซน์เป็นผนังกระจกยื่นออกมา ทำให้สามารถรับวิวได้แบบ 180 องศาเลยทีเดียว ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้เห็นของจริงภายในอีกครั้ง ตอนพาร์ทรีวิวห้องตัวอย่างนะครับ

ส่วนนี่จะเป็นบรรยากาศของหน้าโถงลิฟต์ และโถงทางเดินของชั้นพักอาศัยแบบ Loft ซึ่งจะมีความแตกต่างจากชั้นปกติตรงที่ ฝ้าเพดานจะสูงและโปร่งโล่งมากขึ้นตามไปด้วย เลยทำให้อาจมีความรู้สึกว่าทางเดินชั้นนี้ดูแคบกว่า แต่จริงๆแล้วกว้างเท่ากันนะครับ

แปลนชั้น 34 และ Rooftop เป็นชั้น Facilities แบบเต็ม Floor ที่ฟังก์ชันหลักๆด้านในคือ Sky Lounge และ Co-Living Space ให้ลูกบ้านสามารถขึ้นมานั่งพักผ่อนชิลๆกันได้ รวมถึงยังมี Mini Theatre ให้ใช้ดูหนังจอใหญ่ๆ ร่วมกับเพื่อนบ้านได้อีกด้วย

ส่วนด้านนอกก็จะเป็นพื้นที่สวนให้เดินเล่นพักผ่อน และมีบันไดให้เดินเชื่อมต่อไปยัง Rooftop Jogging Track ด้านบน เป็นชั้นดาดฟ้าที่สามารถชมวิวมุมสูงสวยๆได้นั่นเองครับ

ภาพบรรยากาศบางส่วนของ Sky Lounge และ Co-Living Space จะเป็นชุดโซฟานั่งเล่นขนาดใหญ่ และรอบๆก็จะเป็นผนังกระจกให้ชมสวนกับวิวเมืองรอบๆได้ด้วย

(ปล.ในวันที่เข้ามาถ่ายรีวิว 8/07/2565 ฟังก์ชัน Sky Lounge กับ Mini Theatre จะยังไม่แล้วเสร็จ 100% ซึ่งถ้าเรามีภาพบรรยากาศของจริงเมื่อไหร่ จะรีบนำมาอัพเดตให้อีกครั้งนะครับ)

อีกด้านของ Co-Living Space ก็จะมีจอทีวีติดตั้งเอาไว้ที่ผนัง ให้เราสามารถฉายภาพต่างๆขึ้นจอได้ด้วยครับ ซึ่งจะเป็นลักษณะคล้ายๆกับโซน Co-Working Space ที่เราได้ดูกันไปตอนแรกก่อนหน้านี้ เพราะเป็นหนึ่งในแนวคิด Anytime Anywhere ของทางโครงการ ที่ต้องการช่วยส่งเสริมให้ผู้พักอาศัยสามารถทำงานได้สะดวกทุกที่ทุกเวลานั่นเองครับ

สำหรับสวนด้านนอกอาคาร จะสามารถออกไปได้ทั้งจากประตูกระจกของ Sky Lounge ก่อนหน้านี้ หรือจะออกจากทางโถงลิฟต์หลักเลยก็ได้ครับ

บรรยากาศภายนอกถูกจัดเป็นสวนและทางเดิน ให้สามารถขึ้นมาพักผ่อนในวันอากาศดีๆ หรือแดดร่มๆได้

ส่วนอีกด้านก็จะมีบันไดให้สามารถเดินเชื่อมต่อขึ้นไปยัง Rooftop ชั้นบนสุดได้ครับ

ขึ้นมาด้านบนเราจะเจอกับลานกว้างขนาดใหญ่ ที่สามารถขึ้นมาชมวิวโดยรอบ หรืออนาคตก็ยังสามารถจัดกิจกรรมต่างๆของลูกบ้านได้อีกด้วย

อีกด้านหนึ่งก็จะเป็นทางเดินเชื่อมต่อไปยังจุดชมวิว โดยฟังก์ชันทั้งหมดนี้จะเรียกว่า Rooftop Jogging Track ให้ขึ้นมาวิ่งออกกำลังกายใช่มั้ยครับ แต่เนื้อที่จริงๆอาจมีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก หลักๆแล้วผมคิดว่าน่าจะใช้ขึ้นมาเดินชมวิวสวยๆมากกว่า

ซึ่งจุดนี้สามารถมองเห็นวิวเมืองได้รอบทิศเลยครับ รวมถึงสามารถมองลงไปเห็นสวนบนชั้น 34 ก่อนหน้านี้ได้ด้วย

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

ชั้น 1

  • Lobby
  • Fallabella Bay
  • Waiting Area
  • Mailbox

ชั้น 3

  • Co-Working Space
  • Meeting Room
  • Laundry

ชั้น 7

  • Grand Pool ระบบเกลือ ขนาด 25 x 7 m.
  • Co-Creation Kitchen
  • Fitness
  • Stream Room

ชั้น 8

  • Panoramic Seen Space
  • E-Sport Room
  • Yoga Fly

ชั้น 34

  • Sky Lounge
  • Co-Living Space
  • Mini Theatre
  • Garden
  • Rooftop Jogging Track

Outdoor

  • Garden
  • EV Charger
  • Shop

 

  • ลิฟต์โดยสาร 3 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 237 : 1
  • Service Lift 1 ตัว
  • ที่จอดรถประมาณ 263 คัน หรือคิดเป็น 40% แบบรวมจอดซ้อนคัน
  • ระบบรักษาความปลอดภัยในโครงการ  CCTV / Finger Scan / Face Scan / RFID

 

แบบห้อง

Highlights :

  • มีแบบห้องสไตล์ Loft หรือห้องฝ้าเพดานสูงให้เลือก พื้นที่ใช้สอยเยอะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ฟังก์ชันเหมาะกับครอบครัว 2 – 3 คน
  • มีมุมอเนกประสงค์ที่ยื่นออกมานอกอาคาร และล้อมรอบด้วยผนังกระจก 3 ด้าน สามารถทำเป็นมุมนั่งทำงานส่วนตัวที่ชมวิวได้ 180 องศา และใช้งาน 2 ชั้นแยกกันเป็นส่วนตัวได้เลย
  • แบบห้องส่วนใหญ่จะได้ครัวเปิดเพื่อความโปร่งโล่ง และได้ห้องนอนที่กั้นด้วยผนังทึบ ทำให้มีความเป็นส่วนตัวสูง
  • Fully Furnished ให้เฟอร์นิเจอร์มาครบตามห้องตัวอย่าง พร้อมหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย แถมวัสดุที่ให้ก็ค่อนข้างดีเหมาะสมกับราคา

โครงการนี้มีห้องทั้งแบบ Simplex ที่มีความสูงฝ้าปกติ และแบบสไตล์ Loft ที่เป็นห้องฝ้าเพดานสูงให้เลือกครับ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ไม่เหมือนใครในย่าน โดยจะขายแบบ Fully Furnished ขาดแค่เครื่องใช้ไฟฟ้าก็พร้อมเข้าอยู่ได้เลย ประกอบด้วย

  • 1 Bedroom ขนาด 23.64 – 34.56 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 36.98 – 45.18 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus Loft ขนาด 39.08 – 69.28 ตร.ม.

เรามาเริ่มกันที่ห้องแบบ Simple ก่อนครับ ซึ่งจุดเด่นของห้องนี้คือ “ความเป็นส่วนตัวสูง” เพราะห้องนอนจะถูกกั้นด้วยผนังทึบ แถมยังมีขนาดค่อนข้างใหญ่อีกด้วย ส่วนบริเวณ Common Area ก็จะได้เป็นลักษณะครัวเปิดเชื่อมต่อกับโซฟานั่งเล่น เลยทำให้ได้ความโปร่งโล่งในการอยู่อาศัยมากขึ้น

อีกทั้งยังมีการจัดวางฟังก์ชันให้มีความเป็นสัดส่วนมากขึ้น โดยใช้โต๊ะทานอาหารแบ่งพื้นที่ใช้งานตรงกลางห้อง และยังเป็นการช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยของเคาน์เตอร์ครัวไปในตัวได้อีกด้วย ดังนั้นห้องนี้จึงเหมาะกับคนการอยู่อาศัย 1 – 2 คน ที่ต้องการความโปร่งโล่งแต่ก็เป็นสัดส่วน อาจไม่เน้นการทำอาหารทานเองบ่อยนัก และได้ห้องนอนเป็นส่วนตัวแบบนี้นั่นเอง

ประตูหน้าห้องจะเป็นไม้บานทึบพร้อมตาแมว แถมยังติดตั้ง Digital Door Lock มาให้ด้วยแบบนี้เลยครับ ส่วนด้านบนจะเป็นสัญญาณป้องกันอัคคีภัย ที่จะมีติดอยู่เหนือประตูห้องทุกห้อง และที่พื้นจะมีขอบธรณีประตูหินสังเคราะห์ เพื่อช่วยป้องกันฝุ่นผงไม่ให้เข้ามาในห้องนั่นเอง

เข้ามาภายในเราจะเจอกับ Common Area ที่เชื่อมต่อกันระหว่างครัวและพื้นที่นั่งเล่น จึงทำให้ได้พื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่และโปร่งโล่งมากขึ้น

โดยพื้นห้องจะปูด้วยกระเบื้องยางไวนิลลายไม้ ที่สามารถทนความชื้นได้ดีในระดับหนึ่ง ส่วนความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานจะอยู่ที่ 2.7 m.

จุดที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ “แสงไฟ” ซึ่งแต่ละดวงจะมีสีที่แตกต่างกันออกไป โดยจากการสอบถามโครงการก็ได้ทราบว่าเป็น Light Smart EIQ System

ซึ่งจะสามารถเปลี่ยนสีของแสงไฟด้วยตัวเองได้จาก Application ในโทรศัพท์มือถือ หรือจะตั้งค่าให้เปลี่ยนไปตามจังหวะเสียงเพลงก็ได้ เหมาะมากที่จะใช้ตอนจัดปาร์ตี้สังสรรค์ในห้องครับ

พื้นที่หน้าห้องจะเป็นส่วนของครัวเปิด แน่นอนว่าเวลาทำอาหารก็อาจมีกลิ่นหรือควันอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าจะมีการติดตั้งเครื่องดูดควันไว้แล้วก็ตาม

จึงเหมาะกับคนที่นานๆอาจทำอาหารทานเอง หรือปกติก็ใช้เพียงอุ่นอาหารเบาๆเท่านั้น เพื่อแลกกับพื้นที่เชื่อมต่อกันแบบกว้างๆและโปร่งโล่งแบบนี้นั่นเองครับ

เคาน์เตอร์ครัวจะได้ Built-in ตามนี้ทุกอย่าง มีทั้งอ่างล้างจาน / Hob+Hood จาก TEKA และ Top เคาน์เตอร์ครัวหินสังเคราะห์สีขาว ที่สามารถทนความร้อนหรือความชื้นได้ดี

มีช่องเก็บของที่เพียงพอสำหรับการอยู่แบบ 1 – 2 คน โดยสิ่งที่อาจทำเพิ่มได้ก็คือ Backsplash เพื่อให้สามารถเช็ดทำความสะอาดที่ผนังได้ง่ายมากขึ้นครับ

อีกด้านหนึ่งจะเป็นห้องน้ำและตู้เก็บรองเท้าเล็กๆ ซึ่งก็อาจเก็บได้ประมาณ 3 – 4 คู่ แต่ถ้าใครที่มีรองเท้าเยอะๆ ก็อาจหาซื้อกล่องมาเก็บเพิ่มเติมให้เป็นระเบียบได้ครับ

รวมถึงด้านบนก็อาจหาชั้นวางหรือที่แขวนของมาติดเพิ่ม เพื่อที่จะได้หยิบใช้งานสิ่งของต่างๆก่อนออกจากห้องได้สะดวก

สิ่งที่ชอบอีกอย่างคือ ประตูทางเข้าห้องน้ำจะมีสีสันและลวดลายไม้ ที่เหมือนกับประตูบานอื่นๆของห้องเลยครับ ทำให้ดูสวยงามและกลมกลืนกันดีทีเดียว

ภายในห้องน้ำจะมีขนาดใหญ่และแบ่งฟังก์ชันเป็นสัดส่วน โดยเราจะได้สุขภัณฑ์ต่างๆจาก Cotto ครบเหมือนห้องตัวอย่างเลย ส่วนพื้นที่ใช้สอยก็จะกว้างประมาณ 1.7 x 1.5 m.

ส่วนพื้นที่ยืนอาบน้ำจะกว้างประมาณ 1.1 x 0.9 m. มีฉากกั้นอาบน้ำกระจกนิรภัย Tempered Glass ที่คอยกันน้ำไม่ให้กระเด็นออกมาด้านนอก พร้อมติด Hand Shower ที่สามารถปรับระดับความสูงเองได้ และมี Junction Box ให้ติดเครื่องทำน้ำอุ่นด้วย แต่ที่เราอาจต้องติดเพิ่มแน่ๆก็คือ ชั้นวางอุปกรณ์อาบน้ำตรงผนัง ซึ่งจะมีช่องด้านขวาให้ติดเพิ่มเองได้ครับ

กลับมาที่ Common Area บริเวณกลางห้องจะเป็นโต๊ะทานอาหาร ที่คั่นกลางระหว่างครัวและโซฟานั่งเล่น ซึ่งช่วยแบ่งฟังก์ชันให้เป็นสัดส่วนไปในตัว แถมยังใช้วางของหรือวัตถุดิบตอนทำอาหารได้อีกด้วย ซึ่งเราจะได้เป็นโต๊ะหินสังเคราะห์เหมือนเคาน์เตอร์ครัว และเก้าอี้ไม้แบบพับได้ 2 ตัวเหมือนในห้องตัวอย่างนี้เลยครับ

ถัดมาจะเป็นพื้นที่โซฟานั่งเล่นที่อยู่ติดกับระเบียง ทำให้สามารถดูทีวีไปและชมวิวด้านนอกไปพร้อมๆกันได้ โดยจะมีระยะดูทีวีกว้างประมาณ 2.3 m. สามารถใช้ทีวีขนาด 40 – 50 นิ้วได้

และเราก็จะได้เฟอร์นิเจอร์ต่างๆเหมือนห้องตัวอย่างเลย โดยที่ชอบก็คือ “ลิ้นชักใต้โซฟา” ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของในห้องได้เป็นอย่างดี เพียงแต่โซฟาจะเป็นแบบ 2 ที่นั่ง อาจหาซื้อเบาะเสริมเพื่อใช้วางขาสบายๆเพิ่มได้นะครับ

ติดกันจะเป็นประตูระเบียงกระจกบานเลื่อน 3 ตอน กรอบอลูมิเนียมและกระจกเขียวตัดแสง โดยที่ช่องของประตูอาจไม่ได้กว้างจนสุดผนังนะครับ เพื่อที่จะได้ซ่อนเครื่องซักผ้าหรือ Condensing Unit อยู่หลังผนังทึบ และทำให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นได้นั่นเอง

แต่ก็แลกมากับปริมาณช่องแสงและความสว่างภายในห้อง ที่อาจลดลงอยู่บ้างแบบนี้เหมือนกัน ส่วนพื้นที่ใช้สอยภายนอกจะมีขนาดประมาณ 2.6 x 0.9 m. ค่อนข้างกว้างดีทีเดียว โดยหากใครชอบออกไปใช้ระเบียงบ่อยๆ ก็อาจต้องติดกริลแอร์เพื่อดันลมร้อนไปด้านนอกได้นะครับ

ต่อมาเราจะไปดูห้องนอนกันต่อครับ ซึ่งจะกั้นด้วยผนังและประตูบานทึบ จึงทำให้มีความเป็นส่วนตัวมากๆ

ภายในมีขนาดพื้นที่ใช้สอยค่อนข้างใหญ่ สามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุต และมีพื้นที่ใช้สอยรอบเตียงให้ใช้งานได้สะดวก

พื้นที่ปลายเตียงและข้างหน้าต่างจะกว้างประมาณ 45 cm.  พอที่จะขึ้น-ลงหรือเดินผ่านได้แบบพอดีๆ

ปลายเตียงเป็นผนังทึบที่สามารถติดทีวีแขวนผนัง เพื่อนอนดูบนเตียงแบบชิลๆได้สบายๆ หรือจะมองวิวนอกหน้าต่างด้วยก็ได้ ซึ่งเป็นบานกระทุ้งที่เปิดระบายอากาศได้ทั้ง 2 บานเลยครับ เพียงแต่ขนาดช่องแสงอาจไม่ได้ใหญ่มากนัก

อีกด้านหนึ่งของห้องจะเป็นมุมแต่งตัว ประกอบด้วยตู้เสื้อผ้าบานใหญ่มากๆ และโต๊ะแต่งหน้าตัวเล็กอีก 1 ชุด ซึ่งเราจะได้เหมือนกับในห้องตัวอย่างนี้เลยครับ

แบบห้องสไตล์ Loft หรือห้องฝ้าเพดานสูง ที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง และได้ฟีลเหมือนอยู่บ้านเลยครับ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Highlight หลักของโครงการนี้เลยก็ว่าได้ โดยห้องนี้จะเป็นแบบที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอยเยอะที่สุด ในตำแหน่งมุมอาคารที่ติดกับลิฟต์เพียงชั้นละ 1 ห้องเท่านั้น

ความน่าสนใจของแบบห้องนี้คือ จำนวนฟังก์ชันที่เหมาะกับการอยู่อาศัยเป็นครอบครัว 2 – 3 คนได้เลย โดยเราจะได้ห้องนอนขนาดใหญ่เท่ากันถึง 2 ห้อง และห้องน้ำอีก 2 ห้อง ซึ่งสามารถใช้งานพร้อมๆกันได้สบายๆ ไม่ต้องแย่งกันใช้งานในช่วงเวลาเร่งด่วน รวมถึงยังได้ครัวปิดขนาดใหญ่ ทำให้สามารถทำอาหารได้จริงจังอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีมุมอเนกประสงค์ในห้องนอนทั้ง 2 ชั้น ที่เป็นส่วนของพื้นที่อเนกประสงค์ที่ยื่นออกไปนอกอาคาร และล้อมรอบด้วยกระจกทั้ง 3 ด้าน ทำให้สามารถชมวิวได้ 180 องศา ซึ่งหลายๆคนในช่วงนี้ก็อาจกำลัง WFH หรือทำงานอยู่บ้านกันด้วย โดยบางครอบครัวก็อาจต้องการพื้นที่ทำงานแยกกันเป็นส่วนตัวอีก ทำให้ฟังก์ชันแบบนี้เหมาะมากๆเลยทีเดียวครับ

เข้ามาภายในห้องเราจะเจอกับ Common Area ที่เป็นฝ้าเพดานสูงถึง 4.6 m. ทำให้มีความรู้สึกโปร่งโล่งมากๆครับ โดยตรงกลางห้องก็จะเป็นพื้นที่วางโต๊ะทานอาหารแบบ 4 ที่นั่ง สามารถรองรับสมาชิกในครอบครัวทั้งหมดได้สบายๆ

บริเวณหน้าห้องจะยังคงเป็นพื้นที่วางตู้เก็บรองเท้า ซึ่งคราวนี้จะมีขนาดใหญ่และเก็บได้หลายคู่มากขึ้นครับ

ด้านซ้ายมือจะเป็นทางเข้าครัว ซึ่งจะมีประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ ที่จะคอยกันกลิ่นหรือควันจากการทำอาหาร ทำให้สามารถทำครัวได้อย่างจริงจังเลยนั่นเอง

ภายในครัวจะมีขนาดที่ใหญ่มาก เพราะด้วยความสูงจากพื้นถึงฝ้าจะเท่ากับ Common Area อยู่ที่ 4.6 m. ทำให้ยังมีพื้นที่ด้านบนเหลือเฟือ สามารถเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้อีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการ Built-in ตู้และชั้นวางของ หรือจะทำชั้นลอยเพิ่มเติมก็ได้

ส่วนเคาน์เตอร์ครัวก็จะได้ Built-in มาตามห้องตัวอย่างเลยครับ ซึ่งจะมีขนาดใหญ่ขึ้นมาสำหรับครอบครัว 2 – 3 คน ส่วนพื้นที่ใช้สอยก็จะกว้าง 1.55 x 3.6 m. สามารถใช้งานพร้อมๆกันหลายคนได้สบายๆ

อีกหนึ่งอย่างที่ผมสังเกตได้ก็คือ ด้วยความสูงฝ้าที่เยอะขนาดนี้ ทำให้แสงไฟดาวน์ไลท์แบบฝังฝ้าทั่วไป จะมีปริมาณแสงที่ ไม่ค่อยจะเพียงพอต่อการใช้งานสักเท่าไหร่นัก (ของจริงจะมืดกว่าในภาพถ่าย) แนะนำให้ติดไฟส่องสว่างเพิ่มเติมในจุดที่ต่ำลงมา หรืออาจใช้เป็นโคมระย้าสวยๆเลยก็ยังได้ครับ

นอกจากนี้ก็จะมีห้องน้ำให้ใช้งานอยู่ด้านในสุดด้วยครับ โดยจะมีการแบ่งฟังก์ชันแยกกันชัดเจน ซึ่งคนนึงอาจใช้งานห้องน้ำหลักอยู่ อีกคนก็สามารถแบ่งมาใช้ห้องนี้พร้อมๆกันได้นั่นเอง

สุขภัณฑ์ในห้องจะเป็นของ Cotto ให้มาครบเช่นเดิม ขนาดพื้นที่ส่วนแห้งกว้าง 1.3 x 1.5 m. และพื้นที่ยืนอาบน้ำกว้าง 1.2 x 0.8 m. สามารถใช้งานได้พอดีๆ มีฉากกั้นอาบน้ำกระจกนิรภัย Tempered Glass ติดตั้งมาให้ด้วยเรียบร้อย

กลับมาที่ Common Area อีกครั้ง ด้านในสุดจะเป็นโซฟานั่งเล่นที่อยู่ติดกับระเบียง มีระยะดูทีวีกว้าง 2.6 m. สามารถใช้ทีวี 40 – 50 นิ้วขึ้นไปได้ครับ และแน่นอนว่าเราจะได้เฟอร์นิเจอร์ครบเช่นเดิม

ระเบียงด้านนอกมีขนาดใหญ่มาก กว้างประมาณ 2.9 x 1.4 m. สามารถออกมาใช้งานได้เต็มที่ เช่น ทำเป็นพื้นที่ซักล้างด้วยการวางเครื่องซักผ้า และตากผ้านวมผืนใหญ่ๆได้ หรือบางคนก็อาจปลูกต้นไม้กระถางเพื่อทำสวนเล็กๆก็ได้เหมือนกัน

กลับเข้ามาด้านในอีกครั้ง ต่อไปจะเป็นฟังก์ชันที่อยู่ด้านขวามือนะครับ

ซึ่งฟังก์ชันหลักๆก็จะประกอบด้วย ห้องน้ำ บันได และห้องนอนที่ 2 เรียงตามลำดับ

เรามาเริ่มที่ห้องนอนที่อยู่ชั้นล่างกันก่อนครับ ซึ่งจะมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ดีทีเดียว และความสูงฝ้าเพดานก็จะอยู่ที่ 2.2 m. สามารถเดินได้ปกติโดยไม่ได้รู้สึกอึดอัดเลยครับ

ทางด้านซ้ายของเตียงจะเป็นพื้นที่แต่งตัวที่ได้ตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ และยังมีช่องเก็บของใต้บันไดเล็กๆให้เราได้ใช้งานด้วยครับ

ส่วนปลายเตียงจะเป็นผนังทึบที่เราสามารถติดทีวีแขวนผนังเพิ่มเติมได้

และมุมพื้นที่อเนกประสงค์นี้ก็ถือเป็น Highlight หลักของห้องเลยก็ว่าได้ ซึ่งจะมีขนาดกว้างประมาณ 1.6 x 1.3 m. มาพร้อมกับโต๊ะทำงานและเก้าอี้แบบนี้เลยครับ

โดยมุมนี้จะเป็นส่วนที่ยื่นออกไปนอกอาคาร และล้อมรอบด้วยผนังกระจกทั้ง 3 ด้าน ทำให้สามารถชมวิวได้ 180 องศา

และนี่คือมุมมองจากทางด้านข้างของตำแหน่งห้องนี้ ซึ่งซ้ายมือจะมีระยะที่ห่างจากห้องกระจกอีกฝั่งเยอะพอสมควร ส่วนทางขวามืออาจจะอยู่ตรงกับหน้าต่างโถงลิฟต์ไปสักหน่อย อาจติดม่านหรือฟิล์มเพื่อจะได้ไม่เสียความเป็นส่วนตัวนะครับ

ส่วนห้องน้ำหลักนี้ก็จะมีขนาดใหญ่และฟังก์ชันครบครันเช่นเดิม

ตรงกลางห้องเป็นบันไดกว้าง 90 cm. สามารถเดินขึ้นมายังชั้น 2 ทำให้ได้อารมณ์คล้ายอยู่บ้านเลยครับ โดยจะเป็นบันไดโครงสร้างเหล็ก ที่เวลาเดินขึ้น-ลงแรงๆก็อาจมีเสียงบ้างเป็นปกติ รวมถึงมีขั้นบันไดสามเหลี่ยมและไม่มีราวจับมาให้ เวลาใช้งานจึงต้องใช้ความระมัดระวังกันสักนิดนะครับ

ห้องนอนชั้นบนจะมีขนาดและฟังก์ชัน ที่เหมือนกับห้องด้านล่างก่อนหน้านี้เลยครับ และจะมีความสูงฝ้าเท่ากันที่ 2.2 m. อีกด้วย

โดยจุดที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือ จะไม่ทำช่องกระจกเชื่อมต่อกับพื้นที่ Common Area ชั้น 1 เลย เป็นเพราะเค้าต้องการให้ห้องนอนนี้ได้ความเป็นส่วนตัวมากที่สุดนั่นเองครับ

ขวามือจะเป็นพื้นที่แต่งตัวและตู้เสื้อผ้า ส่วนปลายเตียงก็ติดทีวีแขวนผนังเพิ่มเติมได้เหมือนเดิม

รวมถึงเรายังได้มุมอเนกประสงค์ริมหน้าต่าง ให้ใช้นั่งทำงานเป็นส่วนตัวอีกห้องหนึ่งได้แบบนี้ด้วยครับ

เป็นแบบห้องที่เล็กที่สุดของโครงการ และมีราคาจับต้องได้ง่าย โดยยังคงจุดเด่นในเรื่อง “ความเป็นส่วนตัว” ของห้องนอนที่กั้นด้วยผนังทึบ อีกทั้งยังมีการ “จัดเป็นฟังก์ชันยกระดับ” คล้ายกับสไตล์ญี่ปุ่นที่เก็บของใต้พื้นเพิ่มได้เยอะ เพื่อทำให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า และลงตัวมากที่สุดนั่นเอง (ลองดูบรรยากาศของจริงจากห้องตัวอย่างก่อนได้ครับ ซึ่งอาจมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบฟังก์ชันแบบนี้)

นอกจากนี้ยังมีการจัดให้ครัวมาอยู่ใกล้กับระเบียงห้อง จึงทำให้สามารถระบายอากาศจากการทำอาหารได้ดีมากขึ้น แต่ก็ยังคงได้เป็นครัวเปิดเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อพื้นที่ ให้มีความโปร่งโล่งมากขึ้นนั่นเอง โดยภาพรวมก็เป็นห้องที่เหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คน และอาจเป็นคนรุ่นใหม่หรือคนที่ชอบฟังก์ชันเล่นระดับแปลกใหม่แบบนี้ด้วยก็ได้ครับ

Image 1/8

เป็นห้องหน้ากว้างทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ซึ่งมีจุดเด่นไม่เหมือนใครในเรื่อง “ความกว้างและโปร่งโล่ง” เพราะบริเวณกลางห้องจะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ ที่จะช่วยเชื่อมต่อพื้นที่ทั้ง 2 ให้ดูกว้างขวางมากขึ้น แถมยังสามารถนอนดูทีวีเครื่องเดียวกันจากบนเตียงได้เลยอีกด้วย โดยแลกกับความเป็นส่วนตัวที่อาจลดลงไปบ้าง หรือถ้าใครที่มีแขกมาหาบ่อยๆ ก็อาจติดม่านหรือฟิล์มเพิ่มเติมเพื่อใช้เลื่อนปิดก็ได้เหมือนกัน

Image 1/6

เป็นห้องแบบ Simplex ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยจะอยู่ในตำแหน่งมุมอาคารติดกับลิฟต์เหมือนห้อง Loft ที่เรารีวิวกันไปก่อนหน้านี้เลยครับ ซึ่งเราไม่ต้องกังวลเรื่องเสียงลิฟต์ที่จะรบกวนนะ เพราะเค้าได้จัดฟังก์ชันครัวและห้องน้ำให้มาอยู่ติดลิฟต์แทนแล้ว ส่วนฟังก์ชันพักผ่อนอื่นๆก็จะได้ความเงียบสงบเหมือนเดิม

จุดเด่นของห้องนี้ก็คือ “ห้องอเนกประสงค์ขนาดใหญ่” และถูกจัดให้ใช้เป็นห้องนอนที่ 2 สำหรับแขกหรือลูกได้อีกด้วย เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่แถมมาจะถูก Fixed ให้เป็นฟังก์ชันนี้ไปเลยครับ (ไม่ได้เป็นพื้นที่โล่งๆให้จัดเป็นฟังก์ชันอื่นๆได้ เหมือนกับโครงการทั่วไป) ดังนั้นห้องนี้จึงเป็นเหมาะกับคนที่ต้องการห้องนอนอย่างน้อย 2 ห้องตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง

ส่วนฟังก์ชันอื่นๆก็จัดมาให้ใช้งานได้ดี ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนหลักที่กั้นด้วยผนังทึบ จึงมีความเป็นส่วนตัวสูง ห้องครัวปิดขนาดใหญ่ที่ทำอาหารได้จริงจัง มีห้องน้ำให้ใช้งานได้พร้อมกันถึง 2 ห้อง อีกทั้งพื้นที่นั่งเล่นก็จะได้ความโปร่งโล่งจากผนังกระจกทั้ง 2 ด้าน โดยแลกกับความเป็นส่วนตัวของห้องอเนกประสงค์ หรือห้องนอนเล็กที่จะต้องลดลงครับ

Image 1/7

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

แบบแปลน

ส่วนแบบห้องอื่นๆของโครงการ สามารถเลื่อนดูภาพใน Gallery ด้านล่างนี้ได้เลยครับ

Image 1/5

ราคา

Altitude Unicorn สาทร – ท่าพระ ราคา ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2565

  • 1 Bedroom ขนาด 23.64 – 34.56 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.99 ล้านบาท
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 36.98 – 45.18 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 3.89 ล้านบาท
  • 1 Bedroom Plus Loft ขนาด 39.08 – 69.28 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 5.29 ล้านบาท

  • รูปแบบการขาย Fully Furnished
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานห้องปกติสูง 2.7 เมตร และห้อง Loft สูง 2.2 – 4.6 เมตร
  • Kitchen & Sink / ท็อปหินสังเคราะห์
  • Hob & Hood / ของยี่ห้อ TEKA
  • จอง 5,000 บาท
  • ทำสัญญา n/a บาท
  • ค่ากองทุน 500 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง 45 บาท/ตร.ม./เดือน จัดเก็บล่วงหน้า 1 ปี

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ

บทสรุป

ทำเล : ตัวโครงการตั้งอยู่ใกล้กับแยกรัชดา-ราชพฤกษ์ ใกล้กับ The Mall ท่าพระ และตลาดพลู ส่วนบริเวณรอบๆโครงการอาจไม่ได้คึกคักมากนัก เนื่องจากเป็นถนนเส้นรองที่อยู่ใต้ทางยกระดับ แต่ดีหน่อยที่ทางโครงการจะมีร้าน Lawson และ Fallabella มาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านได้ในระดับหนึ่ง ส่วนการเดินทางเข้าเมืองก็จะอยู่ไม่ไกลจากสะพานตากสิน และสะพานกรุงเทพ รวมถึงยังอยู่ติดกับ Skywalk ที่เชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้า BTS สถานี ตลาดพลู ได้อีกด้วย

การเดินทางโดยใช้รถ : ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของที่ตั้งโครงการตรงนี้คือ การขับรถเข้าเมืองหรือไปห้าง The Mall ท่าพระ อาจต้องเสียเวลากลับรถอย่างน้อย 2 รอบ แต่ถ้าใครไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เราก็จะมีทั้งสะพานตากสินให้ขับไปทำงานที่สาทร และสะพานกรุงเทพให้ข้ามมาฝั่งพระราม 3 ได้ไม่ยาก ส่วนที่จอดรถของโครงการจะมีอยู่ประมาณ 263 คัน หรือคิดเป็น 40% แบบรวมจอดซ้อนคัน

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ : มีบันไดทางขึ้น Skywalk ตั้งอยู่ติดด้านหน้าโครงการในระยะ 0 m. ให้สามารถเดินเชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้า BTS สถานี ตลาดพลู ในระยะ 150 m. ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ส่วนพวกวินมอเตอร์ไซค์หรือรถสาธารณะอื่นๆ จะอยู่บริเวณถนนหลักตรงแยกรัชดา-ราชพฤกษ์ ดังนั้นอาจแนะนำให้ใช้ Application ในการเรียกรถเอาจะสะดวกมากขึ้นนะครับ

การออกแบบอาคาร : มีคอนเซ็ปต์ในการออกแบบที่โดดเด่นกว่าเพื่อนบ้านย่านเดียวกัน โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Grand Canyon ซึ่งนำทั้งโทนสีและลักษณะเด่นของ Layer ชั้นดินมาตกแต่งส่วนกลางได้สวยแปลกตาดีทีเดียว และที่ผมค่อนข้างชอบอีกอย่างก็คือ เค้าจะแบ่งฟังก์ชันส่วนกลางที่อาจมี Visitor มาใช้งานร่วมด้วย ให้แยกออกมาจากฟังก์ชันหลักของตัวอาคารได้อย่างชัดเจนดี ทำให้ลูกบ้านไม่เสียความเป็นส่วนตัวเลยนั่นเองครับ

สุดท้ายคือเรื่องตำแหน่งห้องพักอาศัย ก็มีตำแหน่งที่เป็นส่วนตัวให้เลือกเยอะดี แถมยังมีห้องหลายแบบให้เลือกตามใจชอบอีกด้วย แต่อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 237 : 1 ผมคิดว่าหนาแน่นมากพอสมควรเลยทีเดียว

การออกแบบห้องพักอาศัย : จุดเด่นของโครงการนี้คือ แบบห้องสไตล์ Loft หรือห้องฝ้าเพดานสูง 4.6 m. ซึ่งเป็นโครงการเดียวในย่านที่มีห้อง Type นี้ให้เลือกครับ โดยภายในจะให้อารมณ์เหมือนอยู่บ้าน 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอยเยอะ ฟังก์ชันเหมาะกับครอบครัว 2 – 3 คน แต่ที่ชอบที่สุดคือ มุมอเนกประสงค์กระจกที่ยื่นออกไปนอกอาคาร ทำให้สามารถชมวิวได้ 180 องศา และยังสามารถแยกกันทำงาน WFH อยู่บ้านแบบเป็นส่วนตัวไม่รบกวนกันได้อีกด้วย

สำหรับห้อง 1 Bedroom แบบปกติ จะเน้นความเป็นส่วนตัวของห้องนอนที่จะกั้นด้วยผนึงทึบ รวมถึงจะได้ครัวเปิดทั้งหมด เพราะต้องการให้ภายในห้องมีความโปร่งโล่ง จึงอาจเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยทำอาหารทานเอง หรือใช้เพียงอุ่นอาหารเบาๆก็ได้ ส่วนห้อง 1 Bedroom Plus เราจะได้ห้องอเนกประสงค์ที่ถูก Built-in ให้เป็นห้องนอนเล็กตั้งแต่แรก จึงเป็นห้องที่เหมาะกับคนที่อาจมีลูกเล็กๆ หรือต้องการห้องนอนอย่างน้อยๆ 2 ห้องนั่นเองครับ

วัสดุ : ผมถือว่าให้มาดีเหมาะสมกับราคา และขายแบบ Fully Furnished พร้อมหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย ซึ่งสิ่งที่ให้มาก็ค่อนข้างลงตัวกับขนาดห้อง แถมยังมีไอเดียในการเพิ่มพื้นที่เก็บของได้หลายจุดมากๆครับ ไม่ว่าจะเป็นใต้โซฟา ใต้เตียงนอน หรือตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ และสิ่งที่เพิ่มเข้ามาไม่เหมือนโครงการอื่นคือ Light Smart EIQ System ซึ่งใช้หรือไม่ใช้ก็อีกเรื่องนึงนะ และส่วนตัวผมคิดว่าเค้าให้ช่องแสงขนาดเล็กไปสักหน่อย แต่ถ้าเพิ่มสัดส่วนความกว้างให้ใหญ่สอดคล้องกับความสูงฝ้าเพดาน คิดว่าน่าจะสว่างและโปร่งโล่งขึ้นมากกว่านี้เยอะเลยครับ

สาธารณูปโภค : นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการนี้เลยครับ ซึ่งถือว่าให้มาเยอะเมื่อเทียบกับจำนวนยูนิต เวลามีคนมาใช้งานก็จะได้ไม่หนาแน่นมากนัก และฟังก์ชันก็มีหลากหลายดี แถมยังมีการดีไซน์ได้สวยงามแปลกตาอีกด้วย โดยได้คอนเซ็ปต์มาจาก Grand Canyon คือตรง Waiting Area และ Gran Pool ที่ทำเป็นเหมือนถ้ำและชั้นดิน สามารถใช้ถ่ายรูปเช็คอินสวยๆได้เลย นอกจากนี้ผมยังชอบแนวคิด Anytime Anywhere ที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกบ้านสามารถนั่งทำงานได้ทุกที่ของโครงการ เพราะมีทั้งปลั๊กไฟ จอทีวี และ Wifi ให้ใช้ทุกจุด รวมถึงมี Rooftop Garden ให้ขึ้นไปชมวิวสวยๆโดยรอบได้อีกด้วย

Judgement

การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

เทียบกับช่วงราคาเฉลี่ยแบบทั้งโครงการ AVG 120,000 บาท/ตร.ม., 8 สิงหาคม 2565

  • ทำเล 7.5/10 – อยู่ถนนเส้นรอง แต่ใกล้ The Mall ท่าพระ และตลาดพลู
  • เดินทางด้วยรถ 7.5/10 – ไม่ไกลจากสะพานให้ขับเข้าเมืองได้ แต่ต้องยอมกลับรถ 2 รอบ
  • ไม่ใช้รถ 7.75/10 – ติด Skywalk 0 m. ให้เดินไป BTS ตลาดพลู ได้สะดวก แต่รถสาธารณะอื่นๆจะอยู่ตรงแยกทั้งหมด ต้องพึ่ง Application
  • วัสดุ 8/10 – ให้มาดีเหมาะสมกับราคา Fully Furnished ช่องเก็บของเยอะดี แต่ช่องแสงน้อยไปนิด
  • แบบ 8.75/10 – มีห้อง Loft ฝ้าเพดานสูงให้เลือก ฟังก์ชันเป็นส่วนตัว เน้นครัวเปิด
  • สาธารณูปโภค 8.25/10 – ให้มาเยอะเมื่อเทียบกับจำนวนยูนิต ฟังก์ชันหลากหลาย ดีไซน์น่าสนใจ

  • UPPER CLASS
  • 7.81 / 10.00

Altitude Unicorn สาทร – ท่าพระ เหมาะกับใคร

โครงการ Altitude Unicorn สาทร – ท่าพระ เหมาะกับคนที่มองหาคอนโดติด Skywalk ที่เดินเชื่อมไป BTS ตลาดพลู ได้ในระยะ 0 m. สามารถเข้าเมืองไปทางสาทรได้ไม่ยาก และใกล้ห้าง The Mall ท่าพระ โดยเป็นโครงการที่มีคอนเซ็ปต์การออกแบบไม่เหมือนใครในย่าน ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลางที่สวยงามและให้มาเยอะดี รวมถึงยังมีห้องแบบ Loft หรือห้องฝ้าเพดานสูงให้เลือก แถมยังมีมุมอเนกประสงค์กระจกที่น่าใช้งานอีกด้วย ส่วนห้องอื่นๆก็จะเน้นความเป็นส่วนตัวของห้องนอน ขายแบบ Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่ มีงบประมาณระดับ 2.99 – 5.29 ล้าน หรือมีกำลังผ่อนประมาณ 21,000 – 37,000 บาท/เดือน


ThinkofLiving มี LINE Official Account แล้วนะ
ไม่อยากพลาดข้อมูลข่าวสารก็ Add เลย > https://lin.ee/svACOxc