Sansiri แถลงแผนธุรกิจปี 2564

ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่ “หิน” มากสำหรับบริษัทอสังหา เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลงมาตั้งแต่ปี 2562 รวมทั้งผลกระทบที่ไม่คาดฝันจาก #Covid19 ซึ่งส่งผลให้ตลาดติดลบหนักสุดในรอบ 10 ปี หลายๆ บริษัทต้องปรับกลยุทธ์กันยกใหญ่

แสนสิริ ถือเป็นหนึ่งในบริษัทอสังหารายใหญ่ที่สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ จนสามารถกวาดยอดโอนได้สูงสุดในรอบ 36 ปี ซึ่งกลยุทธ์ที่บริษัทใช้ก็คือ

  •  จากเดิมตั้งเป้าเปิดคอนโด 6 ทำเล ลดเหลือเดียว 1 โครงการ คือ dCondo Hideaway-รังสิต
  • เน้นระบาย stock โครงการพร้อมอยู่ จนทำให้ยอดโอน เดิบโตได้ถึง 45,000 ลบ. ซึ่งมากกว่าปีที่แล้ว 45%
  • Focus ไปที่โครงการแนวราบ โดยเฉพาะทาวน์โฮม-บ้าน ที่อยู่ระดับราคาไม่สูงหนัก อย่างแบรนด์ สิริ เพลส


และสำหรับปีนี้ 2564 ที่ดูสถานการณ์ มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะ “ยาก” กว่าปีที่แล้ว แสนสิริมีการวางแผนไว้อย่างไรบ้าง เราจะข้อสรุปสั้นๆ ให้ฟังคร่าวๆ

และสำหรับปีนี้ 2564 ที่ดูสถานการณ์ มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะ “ยาก” กว่าปีที่แล้ว แสนสิริมีการวางแผนไว้อย่างไรบ้าง เราจะขอสรุปสั้นๆ ให้ฟังคร่าวๆ
–> แผนเปิดโครงการใหม่ 24 โครงการ มูลค่า 26,000 ลบ. แบ่งเป็น
1. คอนโดมิเนียม 5โครงการ มูลค่ารวม 41,000 ล้านบาท
2. บ้านเดี่ยว 7 โครงการ มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท
3. ทาวน์โฮม และมิกซ์ โปรเจกต์ 12 โครงการ มูลค่ารวม 9,600 ล้านบาท
โดยปีนี้มี New Brand บ้านเดี่ยวที่ชื่อว่า BuGaan โยธินพัฒนา บ้านเดี่ยวดีไซต์ใหม่ย่านเกษตร-นวมินทร์ ราคาเริ่มต้น 30-80 ลบ. และมีเพียง 14 ยูนิตเท่านั้น

“ปี 2563 ที่ผ่านมา เป็นปีที่แสนสิริต้องเผชิญกับอีกหนึ่งความท้าทายในการทำธุรกิจ ภายใต้สถานการณ์โควิด – 19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่เราสามารถผ่านมาได้อย่างแข็งแกร่งในรอบ 36 ปีเช่นเดียวกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ความแข็งแกร่งในธุรกิจของแสนสิริมาจากการมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความไว้วางใจและเชื่อมั่นจากลูกค้าจนส่งผลให้เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของคนอยากมีบ้าน ส่งผลให้แสนสิริมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า ทั้งในด้านการขายและโอนโครงการ ด้วยยอดขายที่ทำได้ตามเป้าหมาย 35,000 ล้านบาท สร้างผลงานปิดการขายโครงการที่อยู่อาศัยไปถึง 35 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 64,600 ล้านบาท สะท้อนการบริหารจัดการสต็อคที่อยู่อาศัยที่ดี ขายสินค้าสร้างเสร็จได้มาก นอกจากนี้ บริษัทยังมีผลงานการโอนที่โดดเด่นทั้งในแนวราบและแนวสูง โดยมียอดโอนโครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภทที่สร้างเสร็จและส่งมอบให้กับลูกค้าไปถึง 45,000 ล้านบาท โตขึ้นจากปีก่อนถึง 45% เกินเป้าหมายและสร้างประวัติศาสต์การโอนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของแสนสิริที่เคยทำได้ ในรอบ 36 ปี” นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว

“ท่ามกลางความพร้อมในการปรับแผนรับมือภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนในปีที่ผ่านมาตลอดเวลา ภายใต้กลยุทธ์ “Speed to Market” เพื่อแข่งกับสภาพตลาด ทำธุรกิจด้วยความรวดเร็วและปรับตัวเร็วทันต่อสถานการณ์ ส่งผลให้แสนสิริมียอดขายใน 2 ไตรมาสของปี โตสวนกระแสและสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มาจากการขยับและเดินเกมส์เร็วนำหน้าคู่แข่ง ทั้งกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่งด้วยแคมเปญที่พัฒนาจาก Customer Insight “แสนสิริผ่อนให้ 24 เดือน” ที่เข้าใจและช่วยให้ลูกค้าซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ยังรวมถึงการประกาศความพร้อมในด้านความอุ่นใจและมั่นใจในการเลือกซื้อโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริภายใต้มาตรการป้องกันและดูแลสูงสุด “Sansiri Care” เพราะความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสุงสุด รวมถึงการรุกการขายในทุกช่องทาง ผ่าน Multi-Channel เพื่อตอบโจทย์คนอยากมีบ้านในยุคโควิด ในด้านการพัฒนาโครงการ บริษัทยังได้รุกแบรนด์ที่อยู่อาศัยแนวราบที่ตอกย้ำความเป็น “แบรนด์ที่เข้าถึงง่าย” ภายใต้แนวคิด Made for Life… Made for Everyone ด้วยแบรนด์ “อณาสิริ” บ้านและทาวน์โฮมราคา 2 – 6 ล้านบาท ตอบรับแนวคิดการอยู่อาศัยแบบ Feel Just Right “ความพอดีที่ลงตัว” ที่สร้างปรากฎการณ์การตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้าภายหลังการเปิดตัว

ความสำเร็จยังมาจากความแข็งแกร่งในด้านการเงิน หรือ Cash flow Strategy จากการบริหารจัดการสต็อคที่ อยู่อาศัยที่ดี ทำให้มีเงินสดกลับมาในมือ (Cash is King) ลดอัตราหนี้สินและมีสภาพคล่องในมือกว่า 15,000 ล้านบาท ส่งผลให้ Gearing Ratio ลดลงจาก 1.7 อยู่ที่ 1.3 สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินที่เปรียบเหมือนภูมิคุ้มกันอย่างดีที่ช่วยให้แสนสิริหล่อเลี้ยงธุรกิจโดยไม่สะดุด ไม่ว่าสถานการณ์ใน ปี 2564 จะเป็นอย่างไร

ภาพรวมปี 2564

“ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564“ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ มีการเติบโตในทิศทางเดียวกับ GDP ของประเทศ โดยมีตัวผลักดันที่สำคัญ คือ กำลังซื้อของประชาชน ดังนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งยังมีเรื่องโควิดจึงยังมีความน่าเป็นห่วง เพราะถ้าไม่มีการซื้อขายบ้าน ธุรกรรมหลายๆ อย่างก็จะหยุดชะงักไปด้วย ทั้งการซื้อวัสดุก่อสร้าง สี อิฐ หิน ปูน ทราย เฟอนิเจอร์ เครื่องครัว หลอดไฟ สุขภัณฑ์ ฯลฯ ก็จะโดนกระทบทั้งหมด อสังหาริมทรัพย์ถือว่าเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ให้ multiplier effect สูงสุด ทางรัฐจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญ โดยการใช้มาตรการกระตุ้นในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็น มาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอน หักลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยค่าใช้จ่ายจากการผ่อนบ้านในอัตราที่สูงขึ้น ขยายระยะเวลาการเช่าระยะยาวจาก 30 ปี เป็น 99 ปีเป็นอย่างน้อย เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ให้เข้ามาอยู่ มาท่องเที่ยว ซึ่งจะนำมาซึ่งการใช้จ่าย ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง รวมถึงอยากให้สนับสนุนการเพิ่มกำลังซื้อของผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัย โดยให้สถาบันการเงินของรัฐ จัดสรรเงินจำนวนหนึ่งในอัตราดอกเบี้ยที่ถูก เพื่อให้ผู้ที่ต้องการมีบ้านหลังแรกเข้าถึงได้” นายเศรษฐา กล่าว

ในปี 2564 แสนสิริได้วางเป้าหมายพัฒนาโครงการใหม่ไว้ 24 โครงการ รวมมูลค่า 26,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งเปิดตัวโครงการใหม่ไปทั้งสิ้น 12 โครงการ มูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการพัฒนา

  • โครงการบ้านเดี่ยว 7 โครงการ มูลค่ารวม 12,300 ล้านบาท
  • ทาวน์โฮมและมิกซ์ โปรเจกต์ 12 โครงการ มูลค่ารวม 9,600 ล้านบาท
  • คอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่ารวม 4,100 ล้านบาท อยู่ในเซกเมนต์ Affordable และ Medium เป็นหลัก เพื่อให้แสนสิริเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย

2564 ปีแห่งความหวัง/ The Year of Hope  ความหวังในการมีบ้านของคนไทย

แสนสิริพร้อมก้าวต่อด้วยแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเข้าถึงง่าย ด้วยการพัฒนาโครงการใหม่ ในระดับราคาที่เข้าถึงง่าย ด้วย product ที่หลากหลาย ครอบคลุมทำเลกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใต้ดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทุกความชอบ เพื่อเพิ่มโอกาสการมีบ้านหลังแรก ด้วยแผนการเปิดตัวโครงการในระดับราคาเข้าถึงง่าย ภายใต้แบรนด์ ‘สิริ เพลส’ – ‘อณาสิริ’ – ‘สราญสิริ’ และ ‘ บุราสิริ’

โดยไฮไลท์ที่สำคัญในปีนี้ แสนสิริจะเปิดตัว products ภายใต้แบรนด์ใหม่

  • เริ่มจากการเปิดตัว Affordable Condominium เซกเมนต์ใหม่ ภายใต้ แบรนด์ใหม่ เจาะกลุ่ม Young Generation ในทำเลคอมมูนิตี้เมือง อาทิ รัชดา, เกษตรฯ, รามคำแหง และ บางนา ในระดับราคาที่เข้าถึงง่ายเริ่มต้นเพียง 1.xx ล้านบาทเท่านั้น
  • การเปิดตัว “SIRI Residence” New segment ทาวน์โฮมระดับบน บนทำเลที่ดินผืนใหญ่ที่หายากใจกลางเมือง ในปีนี้จะมี 2 ทำเลและเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4
  • การเปิดตัว “BuGaan” แบรนด์ใหม่ของบ้านเดี่ยว 3 ชั้น ระดับราคา 30 – 80 ล้านบาท เจาะกลุ่ม Young Successor ภายใต้จุดขาย Modern Luxury Living ในทำเลโยธินพัฒนา เป็นเอ็กซ์คลูซีฟ เรสซิเดนซ์ เพียง 14 ยูนิตเท่านั้น โดยเตรียมเปิดขายในไตรมาส 2 ของปีนี้

นอกจากนี้ แสนสิริยังเตรียมส่งมอบโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่อีก 3 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวม 12,200 ล้านบาท ในปีนี้ ได้แก่ XT ห้วยขวาง,  ดีคอนโด ไฮด์อเวย์ รังสิต และเอดจ์ เซ็นทรัล พัทยา ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า

ความหวังในการเสริมความแข็งแกร่งของแสนสิริ
“Speed to Market” เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้แสนสิริผ่านปี 2563 มาได้ด้วยกระแสเงินสดที่มีเพียงพอที่จะรับมือทุกสถานการณ์ ในปี 2564 เรายังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์นี้ เพื่อแข่งกับสภาพตลาดภายใต้ความพร้อมในการปรับตัวที่รวดเร็วตลอดเวลา อันจะส่งผลให้แสนสิริมี Cash flow ที่ดีต่อเนื่อง รวมถึงการวางแผนพัฒนาโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง อาทิ วางแผนพัฒนาโครงการที่ไซส์ไม่ใหญ่ แต่กระจายในหลายทำเล เพื่อ Inventory ที่เหมาะสมและได้ cash กลับมาเร็ว การคำนึงถึงการมีสภาพคล่องที่ดี มี Gearing หนี้สินที่อยู่ในระดับ controllable รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กร ด้วยการวางแผนการทำงานของคนในองค์กรอย่างเต็มประสิทธิภาพและให้โอกาสเติบโตอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ความแข็งแกร่งของแสนสิริ ยังมาจากความเชื่อมั่นในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยสามารถสร้างยอดขายและยอดโอนที่ดีต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดโอนต่างชาติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสร้างยอดโอนได้กว่า 15,000 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้ บริษัทวางเป้ายอดโอนจากตลาดต่างชาติ ไว้ที่3,000 ล้านบาท จากการเริ่มโอนโครงการใหม่ ได้แก่ XT ห้วยขวาง และ เอดจ์ เซ็นทรัล พัทยา

“อย่างไรก็ดี ในภาวะนี้ อาจมีผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก นำโครงการหรือที่ดินออกขาย เมื่อเรามีความแข็งแกร่งด้านการเงิน ก็เป็นโอกาสในการเลือกซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ได้ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่แค่เป็นผลดีต่อแสนสิริ แต่เป็นผลดีต่อสังคมและเศรษฐกิจในภาพใหญ่ด้วย เพราะช่วยไม่ให้เกิดหนี้เสียเข้าสู่ระบบและช่วยพยุงเพื่อนร่วมธุรกิจที่เป็นบริษัทขนาดเล็ก-ขนาดกลางให้ยังอยู่รอดได้ ไม่ต้องปิดตัว ก้าวต่อไปด้วยกันได้” นายเศรษฐา กล่าว