
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) มองภาพรวมตลาดปี 2568–2569 ด้วยมุมระมัดระวัง หลังสัญญาณดีมานด์ในระบบอ่อนตัวชัดเจน ข้อมูล REIC ช่วง 11 เดือนแรกปี 2568 ชี้การโอนที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ–ปริมณฑลลดลง 18% โดยทั้งบ้านแนวราบและคอนโดฯ ติดลบ 13% และ 21% ตามลำดับ ขณะที่ฝั่งซัพพลาย AREA ระบุการเปิดขายใหม่ลดลงราว 33% สะท้อนการชะลอเปิดโครงการของผู้ประกอบการ ทั้งนี้ในเซกเมนต์บ้านเดี่ยวซึ่งเป็นสินค้าหลักของ LH แม้เปิดใหม่ลดกว่า 40% แต่ยังสูงกว่าความต้องการซื้อต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ทำให้การแข่งขันยังสูงมาก ฝั่งคอนโดฯ เปิดใหม่ลดลงทุกไตรมาส (ยกเว้นไตรมาส 3 ที่รีบาวด์จากฐานต่ำหลังเหตุแผ่นดินไหวปลายมี.ค.) และดีมานด์ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด
สำหรับปี 2569 บริษัทประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดัน โตต่ำราว 1.5% จากส่งออกชะลอ มาตรการกีดกันการค้า และเงินบาทแข็ง ขณะที่สินเชื่อรวมยังหดตัวเพราะหนี้ครัวเรือนสูงและเงื่อนไขปล่อยสินเชื่อเข้ม โดยเฉพาะกลุ่ม SME อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวเป็นแรงหนุนจากเส้นทางบินใหม่ มาตรการรัฐ และเสถียรภาพการเมืองที่ดีขึ้น
ผลงานปี 2568 พอร์ตยอดขายยังพึ่งพาบ้านแนวราบเป็นหลักคิดเป็น 87% ส่วนคอนโดฯ 13% ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในไตรมาส 2 ก่อนเริ่มฟื้นครึ่งปีหลัง สิ้นปีมีคอนโดฯ ที่ดำเนินการ 6 โครงการ มูลค่าขายคงเหลือราว 11,000 ล้านบาท และบ้านแนวราบกว่า 65,000 ล้านบาท ทำเลกรุงเทพฯ–ปริมณฑลยังเป็นตลาดหลัก (คิดเป็น 86% ของยอดขายรวม) และเกือบ 60% ของยอดขายมาจากบ้านราคาเกิน 10 ล้านบาท ฝั่งการเปิดตัว ปี 2568 เปิดใหม่ 3 โครงการ มูลค่า 8,960 ล้านบาท (ลด 70%) ทั้งหมดเป็นแนวราบ และเลื่อน “Nantawan Prestige ราชพฤกษ์–พรานนก” มูลค่า 2,200 ล้านบาท ไปปี 2569 เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานรัฐยังไม่พร้อม ตลอดทั้งปีไม่มีการซื้อที่ดินเพิ่ม แต่ยังมีแลนด์แบงก์เพียงพอต่อแผน
ด้านการเงิน LH รักษาความแข็งแกร่งของงบดุล ออกหุ้นกู้ 13,200 ล้านบาท (ดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.16%) เพื่อนำไปรีไฟแนนซ์และหมุนเวียน สิ้นปีมีหนี้ดอกเบี้ยสุทธิราว 64,000 ล้านบาท อัตราหนี้สินสุทธิต่อทุน 1.20 เท่า และต้นทุนการเงินเฉลี่ย 2.82% ธุรกิจให้เช่าและบริการ (โรงแรม–ศูนย์การค้า–สินทรัพย์ในสหรัฐฯ) ปี 2568 รายได้คาดลดราว 12% จากนักท่องเที่ยวชะลอและการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์/ขายอสังหาฯ ต่างประเทศ (Terminal 21 พัทยา และอพาร์ตเมนต์ในสหรัฐฯ 2 แห่ง) แต่มีแรงหนุนจากการเปิดโรงแรมใหม่ 2 แห่งเร็วกว่ากำหนด ได้แก่ Grande Centre Point Lumphini (เม.ย.) และ Grande Centre Point Prestige (ธ.ค.) รวมลงทุนธุรกิจเช่าประมาณ 4,400 ล้านบาทใน 4 โปรเจกต์หลัก
แผนปี 2569 LH เดินเกม “Selective & Value” ชัดเจน เปิดโครงการใหม่ระดับกลาง–บนเพียง 2 โครงการ รวมมูลค่า 3,660 ล้านบาท คือ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์–พรานนก (บ้านเดี่ยว 60–100 ล้านบาท) เปิดไตรมาส 1 และ Chaiyapruek 3 รามอินทรา–วงแหวน (บ้านเดี่ยว 10–13 ล้านบาท) เปิดไตรมาส 4 เมื่อรวมของเดิม จะมีโครงการที่ดำเนินการทั้งปี 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 63 โครงการ (69,000 ล้านบาท) และคอนโดฯ 6 โครงการ (11,000 ล้านบาท) โดยคอนโดฯ พร้อมโอน 5 โครงการ และ “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” คาดเริ่มโอนกลางไตรมาส 4
งบลงทุนปี 2569 ตั้งไว้ราว 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็นซื้อที่ดิน 2,000 ล้านบาท และลงทุนธุรกิจให้เช่า 2,500 ล้านบาท ฝั่งโรงแรมมีแผนเปิด Grande Centre Point Voyage พัทยา (ต.ค.) 494 ห้อง พร้อมสวนน้ำกว่า 20,000 ตร.ม. ใหญ่ที่สุดในเครือ และวางแผนเปิด Grande Centre Point Chinatown ในปี 2571 นอกจากนี้ เตรียมขายโรงแรมในไทย 1 แห่งเข้ากองทรัสต์ และขายสินทรัพย์ในสหรัฐฯ 2 แห่ง เดินหน้าจัดพอร์ตเพื่อลดเลเวอเรจ ควบคู่ออกหุ้นกู้ใหม่ราว 15,000 ล้านบาท เพื่อรีไฟแนนซ์ชุดเดิม ตั้งเป้าลดอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนลงสู่ประมาณ 1.0 เท่าภายในสิ้นปี
ภาพรวมแล้ว LH เลือก “ไม่ไล่ปริมาณ” ในสภาวะดีมานด์อ่อนและสินเชื่อเข้ม แต่รักษาความแข็งแรงด้วยการคุมซัพพลาย เน้นบ้านระดับกลาง–บนที่มีกำลังซื้อจริง เสริมเครื่องรายได้ประจำจากธุรกิจให้เช่า และรักษาวินัยทางการเงิน เพื่อรอจังหวะเศรษฐกิจและตลาดฟื้นตัวเต็มรูปแบบในระยะถัดไป
