ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง อรสิริน โฮลดิ้ง (ORN) กลับมองเห็นโอกาสในวิกฤต โดยประกาศแผนปี 2569 อย่างมั่นใจ ด้วยการเปิดตัว 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 2,600 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขายแตะ 2,949 ล้านบาท อะไรทำให้ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายนี้กล้าเดินหน้าสวนกระแส? คำตอบอาจอยู่ที่การเลือก “สนามรบ” ที่ชาญฉลาด และการกระจายความเสี่ยงสู่ธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ (Recurring Income)

ทำไมต้องเป็น “สมุย”?
ในขณะที่ตลาดคอนโดฯ กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่มีการแข่งขันสูง ORN เลือกที่จะขยายพอร์ตสู่ “เกาะสมุย” ซึ่งเปรียบเสมือนน่านน้ำสีคราม (Blue Ocean) ที่ยังมีดีมานด์จากนักลงทุนทั่วโลกและกำลังซื้อต่างชาติไหลเวียนตลอดเวลา โดยเตรียมเปิดตัวคอนโด Low Rise มูลค่า 770 ล้านบาท บนที่ดินที่ซื้อเตรียมไว้แล้วและจะเริ่มก่อสร้างปลายปีนี้ การขยับตัวครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องการจับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง (High Net Worth) ที่มองหาบ้านพักตากอากาศหรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศน้อยกว่า

เชียงใหม่ยังเป็นฐานที่มั่นสำคัญ แต่ต้องสู้ศึก “บ้านมือสอง”
แม้จะรุกตลาดใหม่ แต่ ORN ไม่ทิ้งฐานที่มั่นเดิมอย่าง “เชียงใหม่” ที่ตลาดยังมีปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวและ Digital Hub แต่ความท้าทายสำคัญคือ **ตลาดบ้านมือสองที่ครอง Market Share สูงถึง 75% ทำให้การเปิดโครงการใหม่ต้องเน้นความแตกต่างและคุณภาพที่เหนือกว่า บริษัทจึงเลือกเจาะกลุ่ม Premium Segment ราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป เพราะกลุ่มต่ำกว่า 3 ล้านบาทเริ่มชะลอตัว ผู้ซื้อในกลุ่มนี้มองหาความคุ้มค่า (Good Value for Money) มากกว่าราคาถูกที่สุด ORN จึงเตรียมเปิด 2 โครงการแนวราบใหม่ ได้แก่ HABITAT Mahidol และ BELIVE วงแหวน-สันกำแพง มูลค่ารวมกว่า 1,862 ล้านบาท พร้อมชูจุดเด่นมาตรฐานอาคารสีเขียว (EDGE Certified) เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ยั่งยืนและประหยัดพลังงานในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทยังมองเห็นโอกาสในตลาดบ้านมือสอง โดยนำบ้านและคอนโดมารีโนเวทขายใหม่เพื่อทำกำไรส่วนต่าง ซึ่งเป็นการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่

มากกว่าแค่ขายบ้าน: ปั้นพอร์ต Recurring Income 20%
สิ่งที่น่าสนใจคือ ORN ไม่ได้พึ่งพาแค่รายได้จากการขายอสังหาฯ แต่กำลังเร่งเครื่องสร้างรายได้ประจำจาก 3 ธุรกิจใหม่ ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติ Mill Hill ที่เตรียมขยายเฟส 2 รับนักเรียน Year 7-9, คอมมูนิตี้มอลล์ THE BACKYARD ที่มียอดจองพื้นที่แล้วกว่า 82% เตรียมเปิดกุมภาพันธ์นี้ที่เชียงใหม่ เพื่อรองรับคนที่ไม่อยากเข้าห้างใหญ่ และยังมีแผนขยายโมเดลนี้ไปที่ ภูเก็ต บริเวณหน้าโครงการ Arise Vibe อีกด้วย แม้งบลงทุนในส่วนนี้จะไม่ใช่ธุรกิจหลัก (ราว 400 กว่าล้านบาท) แต่มันคือแม่เหล็กสำคัญที่ช่วยดึงดูดลูกค้าและเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการที่อยู่อาศัยหลัก ทำให้สามารถตั้งราคาขายได้สูงขึ้น และในอนาคต บริษัทอาจมี Exit Plan โดยการนำสินทรัพย์เหล่านี้เข้ากองทรัสต์ (REIT) เพื่อต่อยอดการเติบโตต่อไป

การเคลื่อนไหวของ ORN ในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่เน้น “คุณภาพ” และ “ความยั่งยืน” มากกว่าปริมาณ สำหรับคนหาบ้านในเชียงใหม่และสมุย นี่คือสัญญาณว่าจะมีตัวเลือกที่อยู่อาศัยมาตรฐานสากลและใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ส่วนในมุมนักลงทุน การกระจายพอร์ตสู่ธุรกิจโรงเรียนและคอมมูนิตี้มอลล์ ถือเป็นการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงที่น่าจับตามอง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก