
เมื่อ Developer ไทยต้องหา Growth Engine นอกประเทศ
ในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อ สินเชื่อ และสต็อกบางเซกเมนต์ การกระจายพอร์ตไปต่างประเทศเริ่มกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ Developer รายใหญ่
หนึ่งในบริษัทที่เดินเกมนี้อย่างต่อเนื่องคือ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีพอร์ตธุรกิจในประเทศออสเตรเลียผ่าน Supalai Australia Holdings Pty Ltd
ล่าสุด ศุภาลัยเปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ธุรกิจในออสเตรเลียทำยอดขาย หรือ Pre-sales ได้ 420 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 9,500 ล้านบาท คิดเป็น 62% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 680 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ออสเตรเลียกำลังเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์การเติบโตสำคัญของศุภาลัย โดยเฉพาะในตลาดที่มี Real Demand และอุปทานที่อยู่อาศัยยังจำกัด
Strategy: Balanced Portfolio กระจายความเสี่ยงหลายรัฐ
ศุภาลัยวางกลยุทธ์ธุรกิจในออสเตรเลียผ่านแนวคิด Balanced Portfolio หรือการสร้างพอร์ตที่สมดุล
หัวใจของกลยุทธ์นี้คือการเลือกลงทุนในหลายรัฐและหลายเมือง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน
ปัจจัยหลักที่บริษัทใช้คัดเลือกการลงทุน ได้แก่
เมืองที่มี Real Demand
ประชากรเติบโต
การจ้างงานแข็งแรง
อุปทานที่อยู่อาศัยยังไม่เพียงพอ
พาร์ทเนอร์หรือผู้บริหารโครงการที่มีคุณภาพ
ศักยภาพการเติบโตระยะยาวของตลาด
พูดง่าย ๆ คือ ศุภาลัยไม่ได้ลงทุนในออสเตรเลียเพราะต้องการขยายต่างประเทศอย่างเดียว แต่เลือกลงทุนในตลาดที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับจริง
Brisbane: ตลาดหลักที่ขับเคลื่อนยอดขาย
เมืองที่มีบทบาทสูงสุดในครึ่งปีแรกคือ Brisbane รัฐ Queensland
ศุภาลัยระบุว่า Brisbane สร้างยอดขายคิดเป็น 43% ของยอดขายทั้งหมดในครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในพอร์ตออสเตรเลีย
เหตุผลสำคัญมาจาก
ความต้องการซื้อที่ยังแข็งแกร่ง
อุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดจำกัด
ราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปัจจัยพื้นฐานของเมืองยังแข็งแรง ทั้งประชากรและการจ้างงาน
ในเชิงตลาด Brisbane จึงสะท้อนโจทย์ที่สำคัญของอสังหาริมทรัพย์ออสเตรเลีย คือบางเมืองมีดีมานด์จริง แต่ซัพพลายใหม่ไม่เพียงพอ
สำหรับ Developer ที่เลือกทำเลและโปรดักต์ได้ถูกต้อง สถานการณ์นี้สามารถกลายเป็นโอกาสในการสร้างยอดขายและรายได้ระยะยาว
Melbourne: ตลาดฟื้นตัว แต่เลือกทำเลถูกยังปิดการขายได้
อีกตลาดสำคัญคือ Melbourne รัฐ Victoria
แม้ตลาด Melbourne ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่ศุภาลัยยังสามารถปิดการขายได้แล้ว 2 โครงการในปี 2569 ได้แก่
Arcadia Officer
Brunswick Yard
ทั้งสองโครงการมีมูลค่ารวมกว่า 190 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 4,280 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มูลค่าดังกล่าวเป็นมูลค่ารวมตลอดระยะเวลาการพัฒนาโครงการ ไม่ใช่ยอดขายหรือรายได้ที่เกิดขึ้นเฉพาะในครึ่งปีแรกของปี 2569
ประเด็นนี้สะท้อนว่า ในตลาดที่มีความท้าทาย การเลือกทำเลและรูปแบบโครงการยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้โครงการขายได้
Backlog 11,000 ล้านบาท หนุนรายได้ครึ่งปีหลัง
อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ Backlog หรือยอดขายรอรับรู้รายได้
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ศุภาลัยมี Backlog ในออสเตรเลียรวม 489 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 11,000 ล้านบาท
มากกว่าครึ่งของ Backlog มาจากโครงการในรัฐ Queensland ซึ่งยืนยันว่ารัฐนี้ยังเป็นฐานสำคัญของธุรกิจออสเตรเลีย
Backlog ระดับนี้ช่วยสนับสนุนความมั่นใจว่า บริษัทมีรายได้รอรับรู้ในมือสำหรับช่วงครึ่งปีหลัง และช่วยเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายยอดขายทั้งปี
Market Outlook: ออสเตรเลียคือพอร์ตระยะยาวของศุภาลัย
จากตัวเลขครึ่งปีแรก ศุภาลัยมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายปี 2569 ได้ตามเป้าหมายที่ 680 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท
หากมองในภาพใหญ่ ธุรกิจออสเตรเลียของศุภาลัยมีความสำคัญใน 3 มิติ
1. กระจายความเสี่ยงจากตลาดไทย
ตลาดไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านกำลังซื้อและสินเชื่อ การมีพอร์ตต่างประเทศช่วยลดการพึ่งพาตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว
2. จับตลาดที่มี Supply Shortage
หลายเมืองในออสเตรเลียยังมีปัญหาอุปทานที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอ เมื่อประกอบกับประชากรและการจ้างงานที่เติบโต จึงยังมีโอกาสสำหรับผู้พัฒนาโครงการ
3. สร้าง Growth Engine ระยะยาว
ธุรกิจต่างประเทศอาจกลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตระยะยาวของศุภาลัย หากสามารถรักษาวินัยการลงทุนและเลือกทำเลที่มีดีมานด์จริงได้ต่อเนื่อง
บทสรุป
ยอดขายครึ่งปีแรก 420 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 9,500 ล้านบาท ของศุภาลัยในออสเตรเลีย ไม่ได้สะท้อนแค่ผลประกอบการที่ทำได้ตามแผน
แต่สะท้อนกลยุทธ์ของ Developer ไทยที่กำลังสร้างพอร์ตต่างประเทศเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางธุรกิจ
ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังมีความท้าทาย การมีพอร์ตในประเทศที่มี Real Demand แข็งแรงและอุปทานจำกัด อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ
สำหรับศุภาลัย โจทย์ต่อไปคือการรักษา Balanced Portfolio ให้โตต่อเนื่อง โดยไม่เร่งขยายเกินกว่าคุณภาพของทำเลและความต้องการจริงของตลาด
เพราะสุดท้ายแล้ว การเติบโตในต่างประเทศของ Developer ไทยจะไม่ได้วัดแค่ว่าไปลงทุนได้ไกลแค่ไหน
แต่ต้องวัดว่าเลือกตลาดได้แม่นแค่ไหน และสร้างรายได้ระยะยาวได้มั่นคงเพียงใด
