
ในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความผันผวน ตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ เพราะผู้ซื้อไม่ได้ตัดสินใจจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของสินทรัพย์” ในระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ เจ้าของธุรกิจ หรือกลุ่ม HNWI ที่มองหาบ้านซึ่งรองรับการอยู่อาศัยหลาย Generation มีความเป็นส่วนตัวสูง และอยู่ในทำเลที่ยังมีศักยภาพด้านมูลค่าในอนาคต บ้านระดับลักชัวรีจึงไม่ได้ถูกมองเป็นแค่ที่พักอาศัย แต่เป็นสินทรัพย์ที่ต้องใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและส่งต่อคุณค่าได้ในระยะยาว
หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สะท้อนภาพนี้คือการปิดการขายเฟสแรกของ 2 โครงการในแบรนด์ “นาราสิริ” ได้แก่ นาราสิริ บรมราชชนนี และ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา ซึ่งอยู่ในพอร์ต Sansiri Luxury Collection หรือ SLC มูลค่าโครงการรวมกว่า 12,100 ล้านบาท โดยทั้งสองโครงการทำยอดขายเฟสแรกรวมได้มากกว่า 2,000 ล้านบาท และแสนสิริเตรียมเปิดเฟสใหม่ต่อ มูลค่ารวมกว่า 1,700 ล้านบาท พร้อมคาดว่าภายในปี 2569 ทั้งสองโครงการจะสร้างยอดขายได้มากกว่า 30% ของมูลค่าโครงการรวม ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าดีมานด์บ้านระดับบนยังมีอยู่ แต่เป็นดีมานด์ที่ค่อนข้างเฉพาะทางและเลือกมากขึ้น
สำหรับ นาราสิริ บรมราชชนนี จุดเด่นหลักอยู่ที่การเป็นบ้านระดับ SLC โครงการแรกของแสนสิริบนทำเลฝั่งธนฯ โครงการมีมูลค่า 5,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่บรมราชชนนี เชื่อมต่อเข้าเมืองผ่านทางด่วนศรีรัชและสะพานพระราม 8 อีกทั้งอยู่ห่างจาก บุญถาวร Design Village ประมาณ 100 เมตร ในมุมการใช้งานจริง ทำเลนี้เหมาะกับครอบครัวที่มีฐานการใช้ชีวิตอยู่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ แต่ยังต้องการการเดินทางเข้าสู่เมืองชั้นในเป็นครั้งคราว ตัวโครงการมีเพียง 77 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 570-843 ตร.ม. ฟังก์ชันเริ่มต้น 5 ห้องนอน 8 ที่จอดรถ พร้อมพื้นที่ส่วนกลางกว่า 10 ไร่ และระดับราคา 55-120 ล้านบาท การออกแบบใช้แนวทาง Regency Revival ที่ได้แรงบันดาลใจจากอังกฤษ ซึ่งเหมาะกับผู้ซื้อที่ให้ความสำคัญกับภาพรวมของสถาปัตยกรรมและความเป็นส่วนตัวในโครงการขนาดไม่ใหญ่มาก
ขณะที่ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา จะมีบริบทต่างออกไป โครงการนี้มีมูลค่า 7,100 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่ Sansiri Krungthep Kreetha ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้ขนาดกว่า 500 ไร่ บนทำเลกรุงเทพฯ ตะวันออกที่มีการเติบโตของมูลค่าที่ดินค่อนข้างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมของโครงการจึงเหมาะกับครอบครัวที่ต้องการอยู่ในโซนกรุงเทพกรีฑาและต้องการสภาพแวดล้อมแบบคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ ตัวโครงการออกแบบในสไตล์ Modern French Renaissance ได้แรงบันดาลใจจากยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จำกัดเพียง 94 ครอบครัว มีพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่สีเขียวกว่า 7 ไร่ พร้อม Facilities เช่น Grande Clubhouse, Lounge & Parlour และ Outdoor Putting Green 6 หลุม ระดับราคาอยู่ที่ 65-120 ล้านบาท
อีกปัจจัยที่ทำให้การเปิดเฟสใหม่ในช่วงนี้น่าจับตาคือเงื่อนไขทางการเงิน โดยเฉพาะมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ถึงปี 2570 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถกู้ได้สูงสุด 100% ตามเงื่อนไขของสถาบันการเงิน ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยที่อยู่ในระดับ 1% และอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเฉลี่ย 3 ปีแรกของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงอยู่ที่ประมาณ 2.5-3% เงื่อนไขเหล่านี้ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถบริหาร Cash Flow ได้ยืดหยุ่นขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการรักษาสภาพคล่องสำหรับธุรกิจหรือการลงทุนอื่น อย่างไรก็ตาม บ้านในระดับราคา 55-120 ล้านบาทยังเป็นภาระระยะยาวที่ควรประเมินทั้งค่าใช้จ่ายการถือครอง การดูแลบ้าน และแผนการเงินของครอบครัวประกอบกัน
โดยสรุป ทั้งสองโครงการเหมาะกับผู้ซื้อที่มีความพร้อมทางการเงินสูง ต้องการบ้านขนาดใหญ่ มีความเป็นส่วนตัว และมองบ้านในฐานะสินทรัพย์ระยะยาวมากกว่าการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว นาราสิริ บรมราชชนนี จะเหมาะกับครอบครัวที่ต้องการทำเลฝั่งตะวันตกและการเชื่อมต่อเข้าเมือง ขณะที่ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา เหมาะกับผู้ที่ต้องการอยู่ในคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ทางฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันออก อย่างไรก็ตาม โครงการลักษณะนี้อาจไม่เหมาะกับผู้ซื้อที่ต้องการบ้านขนาดกะทัดรัด ดูแลง่าย หรือยังไม่ต้องการผูกภาระการเงินระยะยาวในระดับสูง ผู้ที่สนใจลงทะเบียนหรือนัดหมายเข้าชมโครงการเฟสใหม่สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://siri.ly/ZUSwP35
เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
